บทท ี่ 10 การสร้างสรรค์ศิลปะ ดนตรีและลีลา:ทฤษฏีการเคลื่อนไหว การสร้างสรรค์ศิลปะ ดนตรีและลีลา : นาฏศิลป์และการละครการเรียนนาฏศิลป์ไทย หรือการ ฝึกหัดรําไทยนั้น ก่อนที่จะฝึกปฏิบัติรําชุดแสดงต่าง ๆ ผู้เรียนจะต้องรู้หลักเบื้องต้นของการรําเกี่ยวกับ การเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าที่ใช้ในการร่ายรําเสียก่อน เพื่อ จะได้ปฏิบัติได้ถูกต้องงดงามตามหลักนาฏศิลป์ไทย การเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายไม่ว่าจะเป็น ศีรษะ แขน ขา มือ เท้า จะมีคําเรียกเฉพาะท่าว่า “นาฏยศัพท์” นอกจากนาฏยศัพท์แล้วยังมีอีกประการ หนึ่งที่มีความสําคัญเช่นกัน สําหรับผู้เริ่มเรียนนาฏศิลป์ไทย นั่นก็คือ “ภาษาท่าหรือภาษานาฏศิลป์” ซึ่ง เป็นการนําเอาท่าจากนาฏยศัพท์มาสื่อสารให้คนดูได้เข้าใจด้วยภาษาท่า 1) นาฏยศัพท์และภาษษท่า นาฏยศัพท์คําศัพท์ที่ใช้เรียกกันในวงการนาฏศิลป์ไทยโดยเฉพาะ ถือเป็นศัพท์เทคนิคของ สาขาวิชาก็ว่าได้เรียกว่า นาฏยศัพท์” คําว่า นาฏยศัพท์หมายถึง คําที่ใช้เรียกในวงการนาฏศิลป์ไทย สามารถสื่อความหมายกันได้ทุกฝ่ายในการแสดงต่างๆ นาฏยศัพท์ในนาฏศิลป์ไทยมีมากมาย และ บาง คําก็มีความหมายรู้กันเฉพาะตัวแสดงพวกเดียวกันเท่านั้น เช่น ในพวกมนุษย์ (ตัวพระ – ตัวนาง) ยักษ์ และลิง นอกจากนี้การแสดงนาฏศิลป์หรือการฟ้อนรํานั้นจะต้องเคลื่อนไหวอวัยวะต่างๆ ในร่างกายให้ สอดคล้องกลมกลืนกัน ไม่ว่าจะเป็นศีรษะ แขน ขา มือและเท้า ซึ่งอวัยวะแต่ละส่วนก็จะมีนาฏยศัพท์ โดยเฉพาะ ถ้าผู้ศึกษาหรือผู้ดูรู้นาฏยศัพท์ก็จะช่วยให้เข้าใจ หรือรู้จักลีลาที่งดงามของนาฏศิลป์ได้เพราะ ผู้ที่รํางามก็คือผู้ที่ร่ายรําทําท่าได้ถูกลักษณะที่กําหนดไว้ตามนาฏยศัพท์นั้นๆ และการเรียนรู้นาฏยศัพท์ จะต้องอาศัยการเรียน โดยการปฏิบัติประกอบด้วยจึงจะได้ผลดีที่สุดในที่นี้จะขอกล่าวถึง นาฏยศัพท์ที่ใช้ ในลักษณะการรําเบื้องต้น แต่พอสังเขป โดยแบ่งตามอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายที่ใช้ในการรํา ดังนี้ 1. ส่วนศีรษะ 1.1 เอียง คือ การเอียงศีรษะ ซึ่งจะต้องกลมกลืนกับไหล่และลําตัว ให้เป็นเส้นโค้งมิใช่ เส้นหัก ถ้าเอียงซ้ายควรเบือนหน้าไปทางขวาเล็กน้อย ถ้าเอียงขวาหน้าก็เบือนหน้าไปทางซ้ายเล็กน้อย 1.2 ลักคอ คือ เอียงคนละข้างกับไหล่ที่กดลง 2. ส่วนแขน 2.1 ตั้งวง คือ ส่วนโค้งของลําแขน งอศอกเล็กน้อย ไม่ทําให้ศอกแหลม โดยทั่วไปแล้ว เมื่อพูดถึงตั้งวง ก็หมายถึง มือแบ แต่อาจทํามือในลักษณะอื่นก็ได้โดยอนุโลมเรียกว่าตั้งวงด้วย ตั้งวง แบ่งเป็น 2.1.1 วงบน คือยกแขนไปข้างตัว ทอดศอกโค้ง มือแบ ตั้งปลายนิ้ว วงพระ ปลายนิ้วอยู่ระดับศีรษะ วงผายออกกว้าง วงนาง ปลายนิ้วอยู่ระดับหางคิ้ว วงแคบกว่าพระ 2.1.2 วงกลาง ลดระดับความสูงของวงลง ปลายนิ้วสูงระดับไหล่ 2.1.3 วงล่าง ลดมือลงมาอยู่ระดับหน้าท้อง วงพระต้องกันศอกให้ห่างตัว มากกว่าวงนางลักษณะมืออาจแบ ตั้งปลายนิ้วขึ้น หรือจีบหงายก็ได้
172 2..1.4 วงหน้า ยกแขนมาข้างหน้า วงพระผายกว้างกว่านาง ปลายนิ้วอยู่ ระดับแก้ม วงนางแคบกว่าและปลายนิ้วอยู่ระดับปาก 2.1.5 วงบัวบาน ยกแขนขึ้นข้างๆ ตัว ให้ศอกสูงระดับไหล่หักศอกให้แขน ท่อนล่าง ตั้งฉากกับแขนท่อนบน มือแบหงายหักข้อมือลง ปลายนิ้วชี้ไปข้างๆ ตัว วงนางแคบเข้าเล็กน้อย เช่น ท่าพรหมสี่หน้า 3. ส่วนมือ 3.1 มือตั้งวง นิ้วชี้กลาง นาง ก้อย ติดกัน ตึงนิ้ว หัวแม่มือ กาง หลบไปทางฝ่ายมือ หักข้อมือไปทางหลังมือเสมอ แต่อาจมีบางท่า ที่หักข้อมือไปทางฝ่ามือ เช่น ท่าป้องหน้า 3.2 มือจีบ จีบ คือการกรีดนิ้ว โดยเอานิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือจรดกัน ให้ปลาย นิ้วหัวแม่มือจรดข้อแรกปลายนิ้วชี้ตึงนิ้ว นิ้วกลาง นาง ก้อย กรีดห่างกัน ตึงนิ้ว หักข้อมือไปทางฝ่ามือ จีบมี 5 ลักษณะ เรียกชื่อตามลักษณะและตําแหน่ง ดังนี้ 3.2.1 จีบหงาย หงายข้อมือให้ปลายนิ้วชี้ขึ้น 3.2.2 จีบคว่ํา คว่ําข้อมือให้ปลายนิ้วชี้ลง 3.2.3 จีบหลัง ส่งแขนไปข้างหลัง ตึงแขน พลิกข้อมือให้ปลายนิ้วชี้ขึ้น ส่ง แขนให้สูงห่างตัว อาจมีท่าจีบหลังบางท่าที่ยกจีบมาจรดหลังระดับเอว เช่น ท่าฟ้อนม่าน และท่าในระบํา ลพบุรี 3.2.4 จีบปรกหน้า คือ วงหน้า แต่มือจีบ 3.2.5 จีบปรกข้าง คือ วงบน แต่มือจีบ 3.3 ชี้นิ้ว ใช้นิ้วหัวแม่มือแตะปลายนิ้วก้อย นาง กลาง นิ้วชี้ตึง แยกห่างจากนิ้วอื่นๆ ระดับมืออยู่ในตําแหน่งต่างๆ กัน แล้วแต่ความหมาย 3.4 ม้วนมือ จีบหงาย แล้วม้วนข้อมือ คลายจีบเป็นแบ คว่ําข้อมือ ตั้งปลายนิ้วขึ้น 4. ส่วนลําตัว กดไหล่ทําพร้อมกับการเอียงศีรษะ จะเอียงศีรษะโดยไม่กดไหล่ ไม่ได้การกดไหล่ต้องลงเฉพาะ ไหล่อย่าให้สะโพกเอียงไปด้วย 5. ส่วนขาและเท้า 5.1 จรด เป็นอาการของเท้าข้างใดข้างหนึ่งที่วางอยู่ข้างหน้า การจรดน้ําหนักตัวจะ อยู่ที่เท้าหลัง เท้าหน้าจะใช้เพียงปลายจมูกเท้า (เนื้อบริเวณโคนนิ้วเท้า) แตะเบาๆ ไว้กับพื้น 5.2 ประ เป็นอาการสืบเนื่องมาจากการจรด โดยยกจมูกเท้าขึ้น ใช้ส้นเท้าวางกับพื้น ย่อเข่าลง พร้อมทั้งแตะจมูกเท้าลงกับพื้น แล้วยกเท้าขึ้น 5.3 การยกเท้า คือ การยกเท้าขึ้นไว้ข้างหน้าสืบเนื่องมาจากการประเท้า การยกเท้า ทางนาฏศิลป์จะต้องเชิดปลายเท้าให้ตึงหักข้อเท้าขึ้นหาลําขา สําหรับตัวพระจะต้องกันเข่าออกไปข้างๆ ส่วนสูงอยู่ระดับเข่าข้างที่ยืน ส่วนนางไม่ต้องกันเข่า ส่วนสูงอยู่ต่ํากว่าเข่าข้างที่ยืนเล็กน้อย ชักส้นเท้า และเชิดปลายนิ้วทั้งพระและนาง 5.4 กระทุ้ง เป็นอาการของเท้าที่วางอยู่ข้างหลังด้วยจมูกเท้า เป็นการยกข้างหลัง การ กระทุ้งใช้ส่วนของจมูกเท้าที่วางอยู่กับพื้น กระแทกลงกับพื้นเบาๆ แล้วยกขึ้น
173 5.5 กระดก คือการยกเท้าที่อยู่ข้างหลังสืบเนื่องจากการกระทุ้ง วิธีกระดกต้องย่อเข่า ข้างหนึ่งแล้วส่งเข่าที่ยกไปข้างหลังมากๆ หักข้อเท้าลงให้ปลายนิ้วชี้ลงล่างตัวพระต้องกันเข่าออกข้างๆ ให้มาก ส่วนนางเพียงแต่ดันเข่าไปข้างหลัง กระดก วิธีนี้เรียกว่า กระดกหลัง ถ้าย้ายส่วนขาที่กระดกมา ไว้ข้างๆ มิได้อยู่ข้างหลังเรียกว่า กระดกเสี้ยว ภาษาท่าหรือภาษานาฏศิลป์ 1. ความหมายของภาษาท่า ภาษาท่า เป็นภาษาอย่างหนึ่งที่เป็นสมบัติติดตัวมนุษย์ทุกขณะ มนุษย์ใช้ภาษาเกือบตลอดเวลา ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับผู้อื่น สวนิต ยมาภัย (2526 : 68) ได้แบ่งภาษาที่มนุษย์ใช้อยู่เป็นปกติใน ชีวิตประจําวันออกเป็น 2 ชนิด คือ ภาษาท่าที่ใช้ถ้อยคําหรือวัจนภาษา และภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคําหรื ออวัจนภาษาอีกอย่างหนึ่ง จากความหมายนี้ภาษาท่าจึงจัดเป็นอวัจนภาษาเพราะไม่ได้สื่อสารด้วย ถ้อยคํา แต่เป็นการสื่อสารด้วยท่าทางหรือท่ารํา สมถวิล วิเศษสมบัติ (2525 : 133) ได้กล่าวถึงการใช้ภาษาท่าในศิลปะการแสดงไว้ในหนังสือ วรรณคดีการละครว่า “ในการแสดงละครไทยของเรานั้นมีละครอยู่มากมายหลายแบบ เช่น ละครร้อง ละครรํา ละคร พูด ซึ่งในการแสดงละครแต่ละแบบนั้นจําเป็นต้องอาศัยลักษณะท่าทางในแบบต่างๆ เข้าประกอบเพื่อให้ ผู้ชมเกิดความเข้าใจในลักษณะของการแสดงนั้นๆ ได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะละครรํา เป็นการแสดงที่ต่างไป จากละครร้องหรือละครพูด ด้วยเหตุที่ว่าการแสดงละครนั้นเป็นการแสดงที่ต้องอาศัยกิริยาท่าทาง ประกอบคําพูด บทร้อง ปรมาจารย์ทางการฟ้อนรําจึงได้คิดประดิษฐ์ลักษณะท่าทางต่างๆ ตามธรรมชาติ ของมนุษย์และนํามาดัดแปลงปรุงแต่งเป็นท่ารําให้ประณีตงดงามไม่ขัดเขิน และใกล้กับความเป็นจริง มากที่สุด ซึ่งเมื่อแสดงออกไปแล้วผู้ชมก็สามารถเข้าใจโดยไม่ต้องใช้คําอธิบายประกอบ เช่น แสดงความ รัก โกรธ ดีใจ เสียใจ...” สุมนมาลย์ นิ่มเนติพันธ์ (2532 : 211) ได้กล่าวถึงการใช้ภาษาท่าในศิลปะการแสดงไว้ใน หนังสือ การละครไทย ว่า “รําบท รําใช้บท ตีบท การรําบทหมายถึง การแสดงท่ารําแทนคําพูดมีความหมายต่างๆ รวมทั้ง อารมณ์ด้วย การรํานี้เป็นการใช้ภาษาท่าอย่างหนึ่งวิวัฒนาการมาจากธรรมชาติเพราะการแสดง ความหมายจากความคิดความรู้สึกให้ผู้อื่นเข้าใจนั้นมิได้แสดงด้วยคําพูดเพียงอย่างเดียว มนุษย์ย่อมใช้ ท่าทางการออกไม้ออกมือตลอดจนสีหน้าประกอบด้วย ในบางครั้งการใช้ท่านี้ได้ความหมายบริบูรณ์โดย ไม่ต้องอาศัยคําพูดการแสดงละครรําก็ได้เก็บท่าจากธรรมชาติมาปรุงแต่งให้งดงามเป็นภาษาท่าทาง นาฏศิลป์” พอสรุปได้ว่า ภาษาท่าหรือภาษานาฏศิลป์นั้นเป็นอวัจนภาษา เพราะเป็นการสื่อสารให้ผู้อื่น เข้าใจได้ด้วยลีลา ท่ารํา และการใช้สีหน้าประกอบไม่ได้ใช้ถ้อยคําหรือคําพูดในการสื่อสาร และลีลาท่ารํา ที่สื่อสารนั้นก็จะต้องประณีต งดงามอย่างมีศิลปะ 2. ประเภทของภาษาท่านาฏศิลป์ไทย
174 ลักษณะท่ารําในการแสดงทางนาฏศิลป์ไทยซึ่งมีความหมายให้ผู้ชมการแสดงเข้าใจได้ที่เรียกว่า ภาษาท่านาฏศิลป์ไทยนั้นอาจจําแนกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ ภาษาท่านาฏศิลป์ไทยแสดงอิริยาบถ และกิริยาอาการ ภาษาท่านาฏศิลป์ไทยที่ใช้แทนคําพูด และภาษาท่านาฏศิลป์ไทยที่แสดงอารมณ์ ภายใน 2.1 ภาษาท่านาฏศิลป์ไทยแสดงอิริยาบถและกิริยาอาการ ภาษาท่านาฏศิลป์ไทย ประเภทนี้เลียนแบบปรับปรุงจากการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของมนุษย์ให้เป็นศิลปะการรําที่ประณีต งดงามได้สัดส่วนสามารถสื่อความหมายให้ผู้ดูเข้าใจ เช่น ท่ายืน เดิน นั่ง นอน เป็นต้น 2.2 ภาษาท่านาฏศิลป์ไทยที่ใช้แสดงความหมายแทนคําพูด ภาษาท่าประเภทนี้ประดิษฐ์ขึ้นเพื่อใช้ตามที่ปรากฏในคําประพันธ์ต่างๆ ของบทร้อง บทเจรจาใน ละคร โขน และระบํารําฟ้อน ดังนี้ 2.2.1 ท่าแนะนําตัวเอง กิริยาแนะนําตัวเอง จะใช้มือซ้ายตั้งจีบเข้าหาอก ส่วนมือขวาสามารถทําได้หลายลักษณะ เช่น เอามือวางหน้าขา ตั้งวงบน ส่งจีบไปหลัง หรือเท้าสะเอว 2.2.2 ท่าตัวละครกล่าวถึงผู้หนึ่งผู้ใด เป็นการกล่าวถึงบุคคลทั่วไปที่ต้องยก ย่อง หรือกล่าวถึงคํามั่นสัญญา เป็นต้น ลักษณะท่าจะอยู่ในกิริยายกมือข้างใดข้างหนึ่ง ตั้งมือระดับแง่ ศีรษะตะแคงฝ่ามือ ขยับข้อมือเล็กน้อย ส่วนมืออีกข้างหนึ่งอาจจะวางหน้าขา เท้าสะเอว หรือจีบหลัง เท้าจะก้าวไขว้ก้าวข้าง เหลื่อมข้าง ฯลฯ ตามความเหมาะสม การเอียงศีรษะจะเอียงตรงกันข้ามกับมือที่ ยกสูง 2.2.3 ท่าแสดงความหมายปฏิเสธ ลักษณะท่าใช้มือใดมือหนึ่งเท้าสะเอว จีบหลังหรือวางมือบนหน้าขา อีกมือหนึ่งตั้งวงระดับอก ส่ายมือพร้อมกับส่ายหน้าปฏิเสธ และอีกกิริยา หนึ่ง อาจใช้มือข้างหนึ่งเท้าสะเอวอีกมือหนึ่งตั้งมือส่งลําแขนตึงออกข้างลําตัว แล้วสั่นมือพร้อมทั้งเมิน หน้าออกหรือส่ายหน้า เอียงศีรษะทางมือที่ส่งแขนตึงออกข้างลําตัว 2.2.4 ท่าแสดงความหมายการขอ จะใช้มือทั้งสองตั้งวงหักข้อมือให้ปลาย นิ้วลงล่าง โดยจัดสัดส่วนให้ระดับมือต่างกันเล็กน้อย 2.2.5 ท่าแสดงความหมาย สว่างไสว ผุดผ่อง เปิดเผย รุ่งเรือง มือทั้งสอง จีบคว่ําระดับต่ํากว่าอกเล็กน้อย แล้วเลื่อนมือทั้งสองยกขึ้นสูงพร้อมทั้งคลายจีบออก ส่วนเท้าเคลื่อนไหว ได้หลายลักษณะ เช่นก้าวไขว้ซอยเท้าสลับแถว ซอยเท้าหมุนรอบตัว เป็นต้น 2.2.6 ท่าแสดงความหมาย อวยพร กอบโกย มอบให้สั่งให้ปฏิบัติตั้งมือ ทั้งสองข้างสะโพก ปลายนิ้วหันออกข้างลําตัว เคลื่อนไหวแขนทั้งสอง โดยช้อนมือไปข้างหน้า เท้าก้าว ไขว้หรือก้าวข้าง เป็นต้น 2.2.7 ท่าแสดงความหมายร่มเย็น ท่านี้มือจีบปรกข้าง ส่วนเท้าอาจอยู่ในท่า ต่างๆ เช่น กระดกเสี้ยว ก้าวไขว้กระดกหลัง ก้าวข้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับท่าต่อเนื่องหรือความเหมาะสมของ ลีลาที่สอดคล้องกับเนื้อร้อง 2.2.8 ท่าแสดงความหมาย หอม ชื่นใจได้กลิ่น มือตั้งจีบเข้าหาจมูก มืออีก ข้างหนึ่งจีบหลังหรือเท้าสะเอว ส่วนเท้าอาจอยู่ในท่าต่างๆ เช่น ก้าวไขว้ก้าวข้าง แตะเท้าแล้วซอยเท้า เป็นต้น 2.2.9 ท่าแสดงความหมายบ่งบอกตําแหน่งแหล่งที่ ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งชี้ นิ้วไปข้างหน้า อีกมือหนึ่งส่งจีบหลังหรือเท้าสะเอว ก็ได้ส่วนเท้าอาจจะอยู่ในท่าต่างๆ เช่น ก้าวไขว้ก้าว
175 ข้าง และก้าวหน้า เป็นต้น เมื่อชี้นิ้วใกล้ตัว ให้ความหมายว่า ที่นี้วันนี้หรือสถานที่ใกล้ๆ เมื่อชี้นิ้วไปไกล ตัวให้ความหมายว่า ที่นั่น ที่โน้น หรือที่ไกลๆ 2.2.10 ท่าแสดงความหมายว่าเป็นอดีต หรือแต่ปางก่อน มือขวาชี้นิ้วส่ง ปลายนิ้วไปข้างหลัง มือซ้ายจีบหลัง ส่วนกิริยาเท้าอาจจะอยู่ในท่าต่างๆ เช่น ก้าวไขว้ก้าวข้าง เป็นต้น เอียงทางขวา ใช้ในภาษาท่านาฏศิลป์ว่า “ที่ผ่านมาแต่ก่อน หรือเมื่อวันวาน” 2.2.11 ท่าแสดงความหมาย ทุกคน ทั้งปวง ทั้งหมด ช้ีนิ้วตะแคงมือ แล้ว ขยับข้อมือตามจังหวะ เท้าก้าวไขว้ก้าวข้างหรือก้าวหน้าก็ได้ 2.2.12 ท่าแสดงความหมาย ลดเลี้ยว วนเวียน เคลื่อนแขนจากชี้ตะแคง หงายแล้วแทงปลายนิ้วไปข้างตัวต่อด้วยตะแคงมือชี้คว่ําช้อนวนเวียนผ่านหน้า มาตั้งมือชี้ เท้าก้าวไขว้ หรือก้าวข้างหรือท่านั่งรําก็ได้ 2.2.13 ท่าแสดงบอกถึงการเห็นประจักษ์ ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งชี้หักข้อมือ เข้าหาตามืออีกข้างจีบหลัง หรือเท้าสะเอวตามความเหมาะสม 2.2.14 ท่าแสดงความหมายถึงการร้อง การพูด การกิน ชี้มือเข้าหาปาก กิริยาเท้าก้าวข้างหรือก้าวไขว้ตามความเหมาะสม 2.2.15 ท่าแสดงความหมาย พระจันทร์วงกลม หรือ เขากวาง ใช้มือทั้ง สองตั้งมือชี้ระดับวงบน เท้าอยู่ในกิริยาก้าวไขว้หรือก้าวข้าง และอาจจะกระดกหลัง กระดกเสี้ยวตาม ความเหมาะสม 2.2.16 ท่าที่แสดงความหมาย การเคียงคู่สองต่อสอง จํานวนสอง ใช้มือ ทั้งสองแสดงกิริยาชี้นิ้วและให้ทั้งสองมือชิดกัน ในลักษณะคว่ํามือ ส่วนเท้า ก้าวข้าง ก้าวไขว้ซอยเท้า หรือก้าวหน้าก็ได้ 2.2.17 ท่าแสดงความหมาย ทั่วไป เที่ยวไป ค้นหา ที่ใด ใช้กิริยามือชี้ หงายท้องแขน ชี้ปลายนิ้วออกจากด้านหน้าไปด้านข้าง หรือแบฝ่ามือตามความเหมาะสม มืออีกข้างหนึ่ง อยู่ในลักษณะจีบหลัง เท้าสะเอว หรือตั้งวง ท่าใดท่าหนึ่งตามความเหมาะสม ส่วนเท้าอยู่ได้หลาย ลักษณะเช่น ก้าวไขว้ก้าวข้าง ซอยเท้า หรือก้าวไขว้และหมุนตัวก็ได้ 2.2.18 ท่าแสดงความหมายเรียกเข้ามา ชักชวน ได้มา ใช้มือข้างใดข้าง หนึ่ง ตั้งจีบคว่ําแล้วปาดมือจากข้างลําตัวระดับไหล่มาหน้าอยู่ในระดับอกแล้วคลายจีบตั้งข้อมือขึ้น ส่วน เท้าก้าวไขว้ก้าวข้าง หรือก้าวไขว้แล้วหมุนตัวอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ตามความเหมาะสม 2.2.19 ท่าแสดงความหมายการกล่าวถึงดวงตา เป็นกิริยามือทั้งสองตั้งจีบ หักข้อมือในลักษณะจีบปรกข้างระดับดวงตา เท้าตัวพระก้าวข้าง ตัวนางก้าวไขว้หรือทําท่าชี้ที่ตาก็ได้ 2.2.20 ท่าแสดงความหมายจากไป ไล่ไป ให้ไป ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งจีบ หงายออกจากระดับอกไปตั้งวง มือและแขนอีกข้างหนึ่งส่งจีบไปหลัง หรือเท้าสะเอวก็ได้ ส่วนเท้าจะ ก้าวไขว้หรือเหลื่อมเท้า หรือ ก้าวข้างก็ได้ถ้านั่งรําอาจจะวางมือไว้ที่หน้าขา หรือเท้าสะเอว เป็นต้น 2.2.21 ท่าแสดงความหมาย ตาย สูญเสีย ไม่มี ใช้มือทั้งสองจากจีบคว่ํา หรือคว่ํามือซ้อนกัน แล้วคลายมือออกเป็นแบฝ่ามือทั้งสอง ผายออกเหยียดตึงไปข้างลําตัว 2.2.22 ท่าแสดงความหมายฟ้อนรํา ร่ายรํา ใช้มือหนึ่งตั้งวงบน อีกมือหนึ่ง จีบคว่ํา ทอดแขนตึงเสมอไหล่ ส่วนเท้าได้ทั้ง ก้าวไขว้ก้าวข้าง แตะเท้าหรือ จรดเท้า
176 2.2.23 ท่าแสดงความหมายปกปิด เรียบร้อย หยุดพัก พบกัน ผู้แสดงเอา มือทั้งสองวางซ้อนกัน ยื่นไปข้างหน้า ส่วนเท้าได้ทั้ง ก้าวไขว้ก้าวข้าง ก้าวหน้า ท่านี้ใช้ภาษาท่าได้หลาย ความหมายดังนี้ - ปกปิด ซ่อนเร้น ความลับ - เรียบร้อย พรักพร้อม เสร็จสิ้น ประชุม - หยุดพัก นิ่งไว้ พบกัน ถึงเวลา มาถึง 2.2.24 ท่าแสดงความหมาย อาบน้ํา แต่งตัว ใช้มือทั้งสองตั้งวงบน หงาย มือ (ท่าเริ่ม) แล้วพลิกคว่ํา วาดแขนเดินมือลงมาเป็นวงล่าง กิริยาเท้าได้ทั้งก้าวไขว้ก้าวข้าง หรือจรดเท้า เป็นต้น 2.2.25 ท่าแสดงความหมายห้อยดอกไม้อุบะ ตัวนางใช้มือซ้ายจีบปรกข้าง มือขวาจีบหลัง เอียงทางซ้าย ส่วนตัวพระใช้มือขวาจีบปรกข้าง มือซ้ายจีบหลังเอียงทางขวา แต่ถ้าเป็น ท่าทัดดอกไม้ก็เอามือจีบไปไว้ที่ข้างหูหรือติดผม ถ้าทัดข้างซ้ายก็ใช้จีบมือขวา แต่ถ้าจะทัดขวาก็ใช้จีบมือ ซ้าย 2.2.26 ท่าแสดงความหมายนุ่งผ้า หรือนุ่งพระภูษา มือหนึ่งจีบหงายที่ชาย พก มืออีกข้างหนึ่งตั้งวงล่าง แล้วม้วนมือที่จีบหงายเป็นตั้งวงล่าง แล้วพลิกมือที่ตั้งวงล่างเป็นหงายมือ ช้อนขึ้นเป็นจีบหงาย เอียงทางวงล่างกิริยาเท้าได้ทั้งก้าวไขว้ก้าวหน้า จรดเท้าหรือกระดกหลัง เป็นต้น 3.3 ภาษาท่านาฏศิลป์ไทยแสดงอารมณ์และความรู้สึกภายใน ภาษาท่านาฏศิลป์ไทยประเภทนี้เป็นภาษาท่าที่สามารถเข้าใจความรู้สึกของตัวละครตาม บทบาทได้ดังนี้ 3.3.1 ท่าแสดงความหมายความรัก ลักษณะท่าความรัก เป็นกิริยาแขนทั้งสอง ประสานกันให้ฝ่ามือทาบฐานบ่า ส่วนลักษณะเท้ามักนิยมใช้ในกิริยา ก้าวไขว้ก้าวข้าง ซอยเท้า ก้าวไขว้ แล้วหมุนตัว เป็นต้น 3.3.2 ท่าแสดงความหมายเก้อเขิน อาย ผู้แสดงใช้ฝ่ามือข้างหนึ่งแตะแก้ม อีกมือ หนึ่งจีบหลังหรือเท้าสะเอว ส่วนกิริยาเท้าอยู่ในลักษณะตัวนางก้าวไขว้ตัวพระก้าวข้าง เอียงทางฝ่ามือที่ แตะแก้ม หลบสายตาลงด้วยความอาย 3.3.3 ท่าแสดงความหมายเศร้าหมอง ระทมใจ ผู้แสดงใช้แขนทั้งสองประสานกัน ทาบมือทั้งสองลงข้างหน้าระดับสะโพก ก้มหน้าเล็กน้อย 3.3.4 ท่าแสดงความหมายคิดถึง ฉงน ใช้มือซ้ายจีบเข้าหาอก อีกมือหนึ่งจีบหลัง หรือเท้าสะเอว ส่วนเท้าแสดงได้หลายกิริยา เช่น กระดกหลัง ก้าวข้าง ก้าวไขว้ยกข้าง สะดุดเท้า จรด เท้าก็ได้ 3.3.5 ท่าแสดงความหมายเสียใจ ร้องไห้ ใช้นิ้วชี้มือซ้ายแตะที่หัวตาซ้าย – ขวา ท่านี้แสดงได้ทั้งกิริยายืนรําและนั่งรําตามความเหมาะสม 3.3.6 ท่าแสดงความหมายยวนใจ เอ็นดูใฝ่ฝันและกลัว ผู้แสดงประกบฝ่ามอรวมไว ื ้ ที่อกแล้วกรีดนิ้วให้งดงาม ส่วนกิริยาเท้าก้าวไขว้จรดเท้าและย่ําเท้าตามจังหวะ หรือสะดุดเท้าแล้วจรด เท้า เป็นต้น
177 3.3.7 ท่าแสดงความหมายดีใจ พอใจ มีความสุข ในการแสดงอารมณ์ดังกล่าวมี 2 ลักษณะด้วยกันคือ การตั้งมือจีบระดับปาก กับกิริยาตั้งมือทั้งสองเหยียดแขนตึง 3.3.8 ท่าแสดงความหมายโกรธ และดุร้าย มีอยู่ 3 ลักษณะ คือ 3.3.8.1 กิริยาที่ใช้มือซ้ายถูที่หน้าอกไปมาแรงๆ แล้วแทงมือออก เช่น ใน ละครเรื่องอิเหนา ตอนอิเหนาลานางจินตหรา นางจินตหราใช้ท่ารําท่านี้ตรงคําร้องว่า “จะมีใครได้แค้น เหมือนอกข้า” เป็นต้น 3.3.8.2 กิริยาที่ตั้งมือใช้ปลายนิ้วชี้ถูที่หลังหูไปมาแล้วกระชากมือลง กิริยานี้ ใช้นั่งรํา หรือยืนรํา ก็ได้ตามเหมาะสม 3.3.8.3 กิริยาฟาดนิ้ว โดยชี้นิ้วตั้งขึ้น แล้วฟาดนิ้วลงหักข้อมือเข้าหาลําตัว 3.3.9 ท่าแสดงความหมายหมางเมิน เป็นกิริยาของตัวละครที่เมินหน้าออกจากกัน 3.3.10 ท่าแสดงความล้อเลียน เยาะเย้ย ผู้แสดงใช้นิ้วชี้ทั้งสองมือคู่กันในลักษณะ คว่ํามือ แล้วตั้งมือสลับกับกดข้อมือคว่ําลง พร้อมทั้งแสดงสีหน้าเยาะเย้ยประกอบท่ารํา เป็นต้น ภาษาท่าในนาฏศิลป์ตะวันตก บัลเล่ต์เป็นนาฏศิลป์ตะวันตกที่แสดงเรื่องราวแทนการพูดด้วยการเครื่อนไหวด้วยการเต้น ตาม จังหวะดนตรีและเนื้อเรื่อง ที่สื่อสารกับผู้ชมด้วยท่าทางการเต้นและภาษาท่าเพื่อแสดงออกตาม ความรู้สึกนึกคิดของบทที่ผู้ออกแบบท่าเต้นได้กําหนดไว้ซึ่งภาษาท่าที่ใช้ในบัลเล่ต์นั้น ผู้ชมควรที่จะอ่าน เรื่องราวโดยย่อของการแสดงนั้นๆ เสียก่อน และสามารถแปลท่าทางการสื่อสารต่างๆของนักเต้นคร่าวๆ ได้โดยภาษาท่านี้ถือเป็นกลุ่มของท่าทางที่มีความหมายที่จะช่วยให้เราเข้าใจในเรื่องราวของการชมการ แสดงบัลเล่ต์หรือช่วยให้เราเข้าใจในอารมณ์และบทบาทการเต้นนั้นๆได้ในภาษาท่าบางท่าทางนั้นจะ คล้ายๆกับภาษาใบ้ของคนหูหนวกใช้กันแต่ประดิษฐ์ให้งดงามมากขึ้น โดยภาษาท่านั้นจะออกมาจาก กริยาอาการของนักเต้นที่เข้าถึงบทบาทและอารมณ์ของตนจึงจะทําให้การแสดงนั้นงดงามมากยิ่งขึ้น ใน ท่าบัลเล่ต์จะมีภาษาท่าที่นํามาประยุกต์ใช้มากถึง200กว่าท่าด้วยกัน ขอยกตัวอย่างของภาษาท่าแต่พอ สังเขปดังนี้ ภาพที่ 11.1 ฉัน (เอามือมาจับหัวใจ)
178 ภาพที่ 11.2 รกั (เอามือมาจบทั ี่อก2ข้างด้วยกัน) ภาพที่11.3 คณุ ภาพที่ 11.4 สาบาน (ยกแขนขึ้นและชู 2นิ้ว) ภาพที่ 11.5 สู้ (ยกแขนขึ้น และกํามือ)
179 ภาพที่ 11.6 แข็งแรง (ยกแขนขึ้น2ข้างแสดงถึงพละกําลัง) ภาพที่ 11.7 ไม่หรือปฏิเสธ (ยกมือขึ้นและสะบัดหน้าออกจากมือ) ภาพที่ 11.8 นอนหลับ (2 มือประกบกันพร้อมทั้งหลับตา) ภาพที่ 11.9 อ่านหนังสือ (เหยียดแขนมาขางหน้ ้า ฝ่ามือชนกัน)
180 ภาพที่ 11.10 กล่อมเด็ก (หอแขนเข่ ้าหากันท่าทางกําลังอุ้มเด็กอย่างแผ่วเบา) ภาพที่ 11.11 แต่งงาน (เหยียดมือ และแขนซ้ายมาข้างหน้า มือขาวชี้ไปที่นิ้วนางด้านซ้าย ) ภาพที่ 11.12 พระราชินี (ยกแขนขวาขึ้นเหนือ มือตั้งฉาก) ภาพที่ 11.13 พระราชา(ยกทั้ง2แขนขึ้นเหนือหัว มือตั้งฉากทั้งข้าง) 2) การเคลื่อนไหว หลักการเคลื่อนไหวของนาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์ตะวันตก วรพรรณ กีรานนท์ (2548 : 96 - 104) ได้กล่าวถึงหลักการเคลื่อนไหวในการจัดการแสดง นาฏศิลป์ไว้ว่า หากเป็นชุดการแสดงที่ใช้ผู้แสดงหลายคน แน่นอนว่าความงามหรือความสุนทรีย์ย่อมอยู่ ที่ความพร้อมเพรียงกันเป็นสําคัญ และสิ่งสําคัญอีกประการหนึ่งของการแสดงที่ใช้ผู้แสดงเป็นจํานวน
181 มาก ก็คือการแปรรูปแถวหรือการจัดแถว ทั้งนี้เพื่อเป็นการเปลี่ยนสายตาของผู้ชมให้เพลิดเพลิน เพราะ ถ้าผู้แสดงไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบแถวบ้างเลย ก็จะทําให้ผู้ชมเบื่อหน่ายขาดความสนใจ แต่การแปร แถวก็ต้องให้พอเหมาะพอควร ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป 1. หลักการเคลื่อนตัวเพื่อจัดรูปแบบแถว ในการเคลื่อนตัวเพื่อจัดรูปแบบแถว ควรคํานึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1.1 ควรมีการเคลื่อนที่ตามความเหมาะสม ไม่อยู่กบทั ี่จนนานเกินไป 1.2 ควรเคลื่อนที่แต่พอควร ไม่วิ่งไปวิ่งมา หรือเคลื่อนที่ย่อยจนเกินไป จะทําให้แลดู ขวักไขว่ 1.3 ควรเคลื่อนที่ให้เหมาะสมกับจังหวะของคําร้องและทํานองเพลง โดยคํานึงถึง ระยะทางของการเคลื่อนไหว เพื่อไม่ให้แลดูลุกลน หรือเนิบนาบจนเกินไป 1.4 คํานึงถึงความสูงต่ําของตัวแสดง เพื่อรูปแบบแถวจะได้ดูสวยงาม 1.5 คํานึงถึงสีของเครื่องแต่งกาย เมื่อเคลื่อนที่ว่าต้องการสลับสับกัน หรือต้องการ รวมกลุ่มสีเดียวกัน 1.6 การแปรรูปแถวไม่ควรซ้ํารูปแบบเดียวกันหลายๆครั้ง ถ้าแปรแถวโดยไม่ซ้ํากันเลย ในเพลงเดียวกันก็จะยิ่งดี 1.7 ควรแปรแถวให้ดูกลมกลืน ยิ่งผู้ดูไม่ทันสังเกตได้ยิ่งดี 1.8 การเคลื่อนที่ในการแปรแถวควรคํานึงถึงการเคลื่อนไหวเท้าให้พร้อมกัน หรือ เหมือนกัน 1.9 ระยะช่องไฟ (Space) ของผู้แสดงต้องเท่ากัน 1.10 ระวังอย่าให้รูปแบบแถวผิดเพี้ยนไปจากที่ควรจะเป็น เช่น รูปแถววงกลมก็ต้อง ระวังอย่าให้วงเบี้ยว หรือถ้าเป็นแถวอยู่กึ่งกลางเวทีก็ต้องไม่ค่อนไปข้างหนึ่งข้างใด เป็นต้น 2. การเคลื่อนตัวหรือเคลื่อนที่เพื่อจัดรูปแบบแถว ในการเคลื่อนตัว หรือเคลื่อนที่เพื่อจัดรูปแบบแถวสามารถแปรขบวนได้หลายลกษณะัเช่น 2.1 การเดินหน้า ถอยหลัง 2.2 เดินตามกัน หรือเคลื่อนที่ตามกัน 2.3 เคลื่อนที่สวนกันไปมา 2.4 เคลื่อนที่สลับกันขึ้นหน้า ลงหลัง 2.5 เคลื่อนที่เข้า – ออก จากจุดศูนย์กลาง 3. กิริยาของเท้าที่ใช้เคลื่อนตัวในเชิงนาฏศิลป์ การเคลื่อนตัวหรือเคลื่อนที่โดยใช้กิริยาของเท้าในเชิงนาฎศิลป์มีหลายวิธีดังนี้ 3.1 วิ่งซอยเท้า ยืดยุบตัว 3.2 ก้าวเท้าตามจังหวะ 3.3 เดินย่ําเท้าตามจังหวะ 3.4 ก้าวเท้าแล้วถัดเท้า
182 3.5 ก้าวเท้าแล้วจรดเท้า 3.6 ก้าวเท้าแล้ววางส้นเท้า 3.7 ก้าวเท้าแล้วยกเท้า 3.8 ก้าวเท้าแล้วกระทุ้งเท้า 3.9 ก้าวเท้าแล้วกระดกเท้าพร้อมทั้งกระโดด 3.10 กระโดดสองเท้าพร้อมกัน 3.11 ก้าวเท้าแล้วยกเท้า พร้อมทั้งกระโดด 3.12 ก้าวสองก้าว แล้วขยับเท้าแบบจังหวะตะลุง 3.13 ก้าวไขว้แล้วขยั่นเท้า 3.14 ก้าวเท้าแล้วโขยกด้วยจมูกเท้า ฯลฯ 4. รูปแบบการแปรแถว การเคลื่อนไหวในการแสดงนาฏศิลป์สามารถทําให้เกิดรูปแบบความงามที่ได้จากการแปรแถว ต่างๆ กัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวคิดของผู้ออกแบบการแสดง ตลอดจนความสามารถและจํานวนของผู้แสดง ซึ่งการแสดงแต่ละชุดจะแปรแถวมากน้อยเพียงใดก็ได้ขอยกตัวอย่างรูปแบบการแปรแถวดังต่อไปนี้ 4.1 แถวแนวตั้ง หรือแถวตั้งตรง (แถวตอน) 4.1.1 แถวแนวตั้งแถวเดียว (แถวตอนเดี่ยว) 4.1.2 แถวแนวตั้ง 2 แถว (แถวตอนคู่) 4.1.3 แถวแนวตั้งหลายแถว
183 4.2 แถวแนวนอน หรือแถวหน้ากระดาน 4.2.1 แถวหน้ากระดานตรงกัน 4.2.2 แถวหน้ากระดานสลับคู่กัน 4.3 แถววงกลม 4.3.1 วงกลมเดี่ยว 3.2 วงกลมซ้อนกัน 4.4 แถวครึ่งวงกลม
184 4.5 แถวรูปตัว U หรือ V คว่ํา หรือแถวปากพนัง 4.6 แถวรูปตัว U หรือ V หงาย 4.7 แถวทแยง หรือแถวเฉียง 4.7.1 แถวเฉียงเดี่ยว 4.7.2 แถวเฉียงซ้อนแถว 4.7.3 แถวเฉียงแบบมีตัวเอก หรือจุดเน้น
185 4.8 แถวเข้าพูหรือเข้ากลุ่ม 4.8.1 เข้าพู 3 4.8.2 เข้าพู 4 4.8.3 เข้าพูละเอียด 4.9 แถวจับคู่ 4.9.1 คู่ตรงกัน 4.9.2 คู่หน้า 4 หลัง 2
186 4.9.3 คู่หน้า 2 หลัง 4 4.9.4 คู่หน้า 2 หลัง 2 กลาง 4 4.10 แถวตั้งซุ้ม เป็นการจัดกลุ่มผู้แสดงเป็นรูปทรงต่างๆ เป็นรูปแบบแถว ซึ่งมักจะ นิยมใช้เป็นท่าจบการแสดง หรือ ท่านิ่ง ซึ่งอาจจัดแถวได้หลายรูปแบบแล้วแต่ความคิดสร้างสรรค์ของ ผู้ออกแบบท่ารํา เช่น 4.10.1 ซุ้มสามเหลี่ยม สองข้างของแกนกลางเหมือนกัน 4.10.2 กลุ่มย่อย 2 ข้างเท่ากัน 4.10.3 ซุ้มกลางเป็นหลักกลุ่มใหญ่แกนสองข้างเท่ากัน
187 การแปรแถวในนาฏศิลป์ไทยค่อนข้างจํากัด เป็นการแปรแถวที่ไม่สลับซับซ้อนมากนัก อาจจะ เป็นเพราะเน้นการประดิษฐ์ท่ารํามากกว่าการแปรแถว การแปรแถวแบบหลักๆ ในนาฏศิลป์ไทย ได้แก่ แถวหน้ากระดาน แถวตอนเดี่ยว แถวตอนคู่แถวปากพนัง แถววงกลม เป็นต้น เมื่อพิจารณาถึงการคิดประดิษฐ์หรือการออกแบบท่ารําในนาฏศิลป์ไทยแล้ว พบว่า ท่ารําไทยมี ปริมาณมากอีกทั้งมีการกําหนดระเบียบกฎเกณฑ์การใช้ท่ารําต่างๆ แต่ละท่าไว้ค่อนข้างตายตัว แต่ อย่างไรก็ตามก็ยังเปิดโอกาสให้ศิลปินสามารถสร้างสรรค์และประดิษฐ์ท่ารําให้หลากหลายออกไปได้ไม่ มีที่สิ้นสุด ส่วนลักษณะการใช้พื้นที่บนเวทีของนาฏศิลป์สากล ผู้แสดงสามารถเคลื่อนที่ไปได้โดยรอบๆ อย่างอิสระ ทั้งนี้ทั้งนั้นสามารถเคลื่อนที่ได้ตามลักษณะท่าเต้นและบทเพลงที่ผู้ออกแบบท่าเต้น ออกแบบท่าให้เพื่อใช้ในการแสดง ผู้แสดงสามารถเคลื่อนที่ได้อิสระตามลักษณะของบทเพลงที่มีอัตรา ความเร็ว แบบต่างๆ เช่นบทเพลงที่มีอัตราความช้า เร็ว หรือเร็วปานกลางเป็นต้น หลักการทรงตัวและการเคลื่อนไหวร่างกายของบัลเล่ต์ บัลเล่ต์คืออะไร บัลเล่ต์คือการเล่าเรื่องราวต่างๆด้วยการใช้ท่าทาง ดนตรีแทนคําพูด ซึ่งในบัลเล่ต์จะมีรูปแบบ ของท่าทางการเคลื่อนไหวที่เป็นแบบแผน ที่มีท่าเต้นที่ได้รับการพัฒนาต่อๆกันมานานเป็นศตวรรษ โดย บัลเล่ต์ในปัจจุบันพบได้ทั่วโลก เช่นใน อเมริกา ยุโรป จีน ญี่ปุ่น และในไทย หากเราต้องการที่จะเข้าถึง เรื่องราวเกี่ยวกับการเต้นบัลเล่ต์เราก็ควรที่จะทําความรู้จักกับพื้นฐานการเต้นบัลเล่ต์ซักเล็กน้อยเพื่อ นํามาพัฒนาบุคคลิกภาพของตน หรือสามารถนําประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆได้ การเข้าชั้นเรียนบัลเล่ต์ เราจะเริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการและเทคนิคการเต้นบัลเล่ต์นั้นถ้าเป็นได้เราควรเข้าเรียนอย่าง น้อยอาทิตย์ละ2ครั้ง เพื่อที่จะได้พัฒนาวิธีการเรียนและการเต้นของตนเอง และในบทความนี้จะกล่าว และแนะนําการเรียนการสอนบัลเล่ต์คร่าวๆเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพการเรียนที่สนุกสนานโดยภายใน ห้องเรียนบัลเล่ต์หรือห้องที่ใช้สําหรับฝึกปฏิบัตินั้นตามปกติจะมีเครื่องดนตรีเฉพาะ คือ เปียโนและ ผู้เรียนจะเคลื่อนไหวร่างกายไปพร้อมกันกับเสียงเปียโน เพื่อฝึกการรับรู้ในเรื่องของการได้ยิน และ จังหวะ ซึ่งเป็นส่วนสําคัญของการเรียน และหากในห้องเรียนนั้นไม่มีเปียโนก็ควรที่จะมีเครื่องเสียง สําหรับเปิดแผ่นที่บรรจุเพลงคลาสคิส(Classic Music) หรือบทเพลงพิเศษที่แต่งขึ้นมาเพื่อการเต้น โดยเฉพาะ ซึ่งผู้สอนมักจะชอบเคลือนไหวไปพร้อมกับเสียงเปียโนมากกว่าเครื่องเสียงเพราะผู้สอนจะ สามารถปรับจังหวะของเพลงที่เต้นให้ช้าหรือเร็ว และหยุดได้โดยไม่ทําให้เสียจังหวะการเต้น ในครั้งแรก ผุ้สอนนั้นจะอธิบายและเคลื่อนไหวท่าเต้นไปพร้อมๆกับผุ้เรียนและทําซ้ําจนกระทั่งผู้เรียนทําตามได้
188 ความรู้และความเข้าใจในดนตรีก็มีประโยชน์สําหรับการเรียนบัลเล่ต์อย่างมาก ซึ่งนักเรียน จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องของการจับจังหวะอย่างง่ายๆ เช่นการปรบมือ การเคาะจังหวะ การนับ จังหวะและทําท่าเต้นให้ลงกับจังหวะของเสียงดนตรีซึ่งจังหวะง่ายๆ มีดังนี้เช่น 1 2 3 4 เป็นต้น การจับ จังหวะในการเต้นบัลเล่ต์ในท่าฝึกปฏิบัติต่างๆนั้นมักจะทําท่าปฏิบัติในแต่ละครั้งด้วยจังหวะทีสม่ําเสมอ กันตลอดทั้งเพลง อย่างเช่นใน1เพลง จะทําท่าปฏิบัติ 4 จังหวะ 8 จังหวะ หรือ 16 จังหวะ ให้ลง จังหวะได้พอดีจังหวะเพลงที่ต้องใช้เป็นประจําในการเต้นนั้นในช่วงต้นของการเริ่มเต้นเรามักจะรอ จังหวะเพื่อให้ผู้เต้นได้เตรียมความพร้อมก่อนเข้าจังหวะจริง และเรามักจะเรียกอัตราความเร็วของ จังหวะดนตรีในจังหวะเร็ว คือ อะเรโก้ (allegro) โดยผู้เต้นมักจะทําท่า หรือเคลื่อนไหวท่าเต้นที่เล็กๆ เช่นท่ากระโดดเล็กๆ และในจังหวะช้า คือ อะดาจิโอ้ (adagio)หรือ เรียกแบบภาษาฝรั่งเศสว่าอะดาช นั้นผู้เต้นมักจะต้องทําท่า หรือเคลื่อนไหวในการเต้นที่ใหญ่ๆ เช้นการโดดแบบในท่าใหญ่เพื่อให้ตรงกับ จังหวะของดนตรีในช่วงแรกของการเต้น ผุ้เรียนอาจจะไม่สามารถเข้าจังหวะได้ถูกต้องนักผู้สอนจะคอย ให้ความช่วยเหลือด้วยการนับจังหวะให้จนกระทั่งผู้เรียนคุ้นชินและสามารถเข้าท่าเต้นได้เอง โดยผู้เรียน จะต้องอาศัยการฝึกฝน ทําซ้ําบ่อยๆ ฝึกการใช้หูและ ใช้สมองในการจดจําท่าทาง พร้อมทั้งฝึกฝน ท่าทางการเต้นไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวร่างกาย จะทําให้การเรียนและการเต้นนั้นคุ้นชิน เข้าใจ และ สามารถพัฒนาไปได้มากขึ้น ในการเรียนบัลเล่ต์นั้นผู้เรียนควรต้องทําความเข้าใจในแนวการทรงตัวของร่างกายและจุดการ วางตําแหน่งต่างๆของร่างกายเพื่อใช้ในการทรงตัวได้อย่างถุกวิธีเพื่อให้มีรูปแบบการเคลื่อนไหวและมี การเต้นที่งดงามได้ ลักษณะการทรงตัว ลักษณะการทรงตัว ในบัลเล่ต์หมายถึง การจัดวางท่าทางในตําแหน่งของการทรงตัวที่ถุกต้อง นั่นคือการวางตําแหน่งตั้งแต่ตําแหน่งของการยืน ลําตัว การวางเท้า ให้อยู่ในตําแหน่งของท่าที่ถูกต้อง ตามระเบียบแบบแผน โดยการวางท่าทางในตําแหน่งของการทรงตัวในท่าทางของการเต้นบัลเล่ต์นั้น ร่างกายต้องอยู่ในลักษณะของเส้นตรง ไหล่ต้องผ่อนคลายไม่ยก ลักษณะการยืนที่ดีคือยืนในลักษณะที่ โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ยืดคอยาว กดไหล่ เก็บพุง เก็บก้น และนําหนักทั้งหมดวางไว้ที่ข้อเท้า วาง น้ําหนักให้อยู่เหนือปุ่มโคนหัวแม่เท้า ส้นเท้าต้นพื้น และไม่ขยับ ซึ่งการวางท่าในตําแหน่งที่ถูกต้องนั้น เป็นรากฐานของการทรงตัวที่สําคัญที่จะทําให้การเต้นบัลเล่ต์นั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น ภาพที่ 11.14 ท่าทางการยืน (ซ้าย) ลักษณะการยืนที่ไม่ถกตู้อง (ขวา) ลักษณะการยนทื ี่ถูกต้อง
189 การจัดวางตําแหน่งท่าทางของร่างกายที่ดีเริ่มต้นจาก ตําแหน่งการวางเท้า ผู้เรียนต้องทําความเข้าใจเกี่ยวกับการทรงตัวและการวางท่าทางใน ตําแหน่งที่ถูกต้องของบัลเล่ต์ด้วยการยืนให้เท้าทั้งสองข้างขนานกัน(Parallel Feet) ปล่อยให้เท้าเท้า แบนราบ และรู้สึกสบาย น้ําหนักตัวส่วนใหญ่จะอยู่บนจุดสําคัญ 3 ส่วน คือ นิ้วหัวแม่โป้ง นิ้วก้อย และ ส้นเท้า โดยการยืนให้มั่นคง ยืดตัวขึ้น และพยุงตัวไว้ไม่ให้ช่วงนิ้วหัวแม่โป้งเท้ากลิ้งลงไปข้างหน้าหรือ นิ้วก้อยกลิ้งลงไปข้างหลังและลําตัวจึงจะมีพื้นที่มั่นคงแข็งแรง เพื่อที่จะใช้ปฏิบัติได้อย่างดี ภาพที่ 11.15 การวางเท้าแบบคู่ขนาน (Parallel Feet) ตําแหน่งการวางขา ขาทั้งสองข้างต้องยืดและเหยียดยาว ยืดเข่าให้ตรงและมั่นคง เมื่อเวลาย่อ เข่า (Plie) ส้นเท้าต้องอยู่ติดกับพื้น เข่าทั้งสองข้างนั้นต้องหันเป็นแนวตรงกับปลายเท้า ฉะนั้นในท่าย่อ เข่านั้น แนวที่ถูกต้องของเข่าจะต้องอยู่ในแนวเดียวกับปลายเท้า ไม่ว่าจะอยู่ในลักษณะที่เข่าขนานกัน (parallel) หรือในลักษณะท่าที่เข่าเปิดออก (turn out) ของบัลเล่ต์และเมื่อยืดเข่าขึ้นตรงต้นขาทั้งสอง ข้างต้องยืดและเหยียดยาวออกไป ภาพที่ 11.16 ตําแหน่งการวางเท้าแบบคู่ขนาน (Parallel)
190 ภาพที่ 11.17 ตําแหน่งการวางเท้า (Turn out) ตําแหน่งของลําตัว หายใจเข้า-ออกเป็นปกติท้องแบน ยืดตัวขึ้น (ยืดกระดูกซี่โครง และ ยืด กระดูกสันหลัง)ขึ้น และการหาตําแหน่งการยืนในช่วงลําตัวที่ถูกต้องคือ กดยกไหล กดหัวไหล่ทั้งสอง ข้างลงมา จะทําให้การทรงตัวและการยืนนั้นดูสง่างามและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ภาพที่ 11.18 เปรียบเทียบการยืน (ซ้าย) ลกษณะการยั ืนที่ไม่ถูกต้อง (ขวา) ลักษณะการยืนที่ถูกต้อง ตําแหน่งของศีรษะ ในส่วนของศรีษะ ให้ยืดคอ และท้ายทอยให้ยาวเป็นเส้นตรงให้ช่วงคอดู ยาวและไม่เกร็ง เช่นเดียวกันกับซี่โครงและสะโพก ดวงตาทั้งสองมองตรงไปข้างหน้ามองไปตามทิศทางที่ จะเคลื่อนที่ไป เช่น หันหน้าตรง ก้ม เงย เอียงขวา เอียงซ้าย (ภาพประกอบที่ 3.19)
191 ภาพที่11.19 ตําแหน่งของศรีษะ (หันหน้าตรง,ก้ม,เงย,เอียงซ้าย,เอียงขวา) ลักษณะของการวางตําแหน่งเท้า ผู้เรียนจะต้องจดจําลักษณะการวางเท้าที่อยู่บนจุดสําคัญ 3 ส่วน คือ นิ้วหัวแม่โป้ง นิ้วก้อย และ ส้นเท้า ดั่งที่ได้กล่าวไปแล้วและจะต้องฝึกปฏิบัติร่วมกันกับลักษณะการทรงตัวและการถ่ายน้ําหนักและ ท่าอื่นๆด้วยการทําซ้ําๆบ่อยๆจะทําให้ท่าทางที่แตกต่างจากท่าธรรมชาติของมนุษย์ดูมั่นคง สบายๆ ไม่ เกร็งและเป็นอิสระมากขึ้น ภาพที่ 11.20 การทรงตัวที่สมดุล หรือการถ่ายน้ําหนัก (transfer of weight)
192 ท่าปฏิบัติของเท้าทั้ง 5 ท่า ท่าปฏิบัติของเท้าทั้ง 5 ท่า เป็นท่าเทคนิคขั้นพื้นฐานทางบัลเล่ต์ซึ่งในทุกท่าทางการเต้นบัลเล่ต์ มักจะมีท่าปฏิบัติของเท้าทั้ง 5 ท่า นี้มาเกี่ยวเนื่องด้วยอย่างน้อย1ท่าแทบทั้งสิ้น ท่าที่ 1 ยืนให้มั่นคงและเปิดปลายเท้าทั้งสองข้างแบะออกจากกัน ยืดขาให้ตึงโดยการเปิดต้น ขาให้ผายออกตั้งแต่สะโพก โดยให้ส้นเท้าทั้งข้างชนกัน ภาพที่ 11.21 ท่าเท้าที่ 1 ท่าที่2 ยืนให้มั่นคงและเปิดปลายเท้าทั้งสองข้างแบะออกเหมือนท่าที่1แต่ให้ส้นเท้าห่างจากกัน ประมาณ1นิ้ว ยืดขาให้ตึงโดยการเปิดต้นขาให้ผายออกตั้งแต่สะโพก ภาพที่ 11.22 ท่าเท้าที่ 2 ท่าที่ 3 ยืนให้มั่นคงและเปิดปลายเท้าทั้งสองข้างออกแบะออกจากกันและนําเท้าข้างหนึ่งมา อยู่ข้างหน้าตรงกึ่งกลางของเท้าที่อยู่ข้างหลังโดยปลายเท้าต้องหันออกจากกัน พร้อมยืดขาให้ตึงโดยการ เปิดต้นขาให้ผายออกตั้งแต่สะโพก ภาพที่ 11.23 ท่าเท้าที่ 3 ท่าที่ 4 ยืนให้มั่นคงและเปิดปลายเท้าทั้งสองข้างแบะออกจากกันและก้าวขาออกไปข้างและ วางลงโดยให้เท้าที่อยู่ข้างหน้านั้นจะวางตรงตําแหน่งกึ่งกลางของเท้าที่อยู่ข้างหลัง โดยปลายเท้าทั้งสอง ต้องหันออกจากกัน พร้อมยืดขาให้ตึงโดยการเปิดต้นขาให้ผายออกตั้งแต่สะโพก
193 ภาพที่ 11.24 ท่าเท้าที่ 4 ท่าที่ 5 ยืนให้มั่นคงและเปิดปลายเท้าทั้งสองข้างแบะออกจากกัน นําเท้าข้างหนึ่งมาอยู่ ข้างหน้าโดยให้ส้นเท้าของเท้าที่อยู่ด้านหน้าชนกับนิ้วเท้าของเท้าที่อยู่พร้อมยืดขาให้ตึงโดยการเปิดต้น ขาให้ผายออกตั้งแต่สะโพก ภาพที่ 11.25 ท่าเท้าที่ 5 ก่อนที่จะเข้าถึงเรื่องลักษณะของการใช้แขนทั้ง5ท่า นั้นผู้เรียนควรรู้จักลักษณะของการใช้ ข้อมือและนิ้วมือซึ่งในหัวข้อย่อยนี้จะทําให้การใช้แขนในการเต้นบัลเล่ต์สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ผู้เรียนจะต้องไม่เกร็งข้อมือหรือปล่อยข้อมือให้ห้อยจนเกินไป ผู้เรียนจะต้องเก็บนิ้วมือให้เรียบร้อยโดย การเก็บนิ้วหัวแม่มือ ให้มาแตะที่นิ้วกลาง โดยที่นิ้วมือ ข้อมือ และ แขนทั้งสองข้างจะต้องไม่เกร็ง และ ปล่อยให้แขนทั้งสองข้างเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระอย่างพริ้วไหว โดยให้ทุกๆส่วนอยู่ในตําแหน่งที่ถูกต้อง ภาพที่ 11.26 การใช้ข้อมือและการเก็บนิ้ว
194 ภาพประกอบและคําอธิบายต่อไปนี้จะแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างในการใช้แขน คําศัพท์ที่ใช้เรียก ท่าทาง และการลําดับท่าแขน ลักษณะของการใช้แขนทั้ง5ท่า ซึ่งเป็นท่าพื้นฐานเบื้องต้นในการเตรียม ความพร้อมก่อนเต้นโดยการใช้แขนจะสัมพันธ์กับการใช้เท้า 1. ท่าแขนที่ใช้ในการเตรียมพร้อม คือ บาร์บาร์ (Bras Bras) จัดให้นิ้วมือทั้ง2ข้างชนกัน โดยมือทั้งสองข้างจะอยู่ในช่วงกึ่งกลางของลําตัว และแขน ทั้งสองข้างจะกางข้อศอกออกไปด้านข้างของลําตัว และแขนทั้งสองข้างทํามือเป็นรูปวงรี ภาพที่ 11.27 ท่าแขนที่ใช้ในการเตรียมพร้อม บาร์บาร์ (Bras Bras) 2. ท่าแขนที่1 เฟริส์ ( First Position) จัดให้นิ้วมือทั้ง2ข้างชนกัน(เหมือนข้อที่1) ยกแขนทั้งสองข้างสูงระดับสะดือโดยให้แขนทั้งสอง ข้างกางข้อศอกออกไปด้านนอก และแขนทั้งสองข้างทํามือเป็นวงกลม ภาพที่ 11.28 ท่าแขนที่1 เฟริส์ ( First Position) 3. ท่าแขนที่2 เซคเคิล (Second Position) จัดให้นิ้วมือทั้ง2ข้างชนกัน(เหมือนข้อที่1)ยกแขนทั้งสองข้างสูงระดับสะดือ และกางแขนออกทั้ง สองข้างออกโดยให้ยกและเกร็งข้อศอก
195 ภาพที่ 11.29 ท่าแขนท2 ี่เซคเคิล (Second Position) ท่าแขนที่3 เติสท์ (Third Position) จัดให้นิ้วมือทั้ง 2 ข้างชนกัน(เหมือนข้อที่1) ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นสูงระดับสะดือ และเกร็งข้อมือ และแขนไว้ ส่วนอีกแขนข้างกางออกให้เกร็งข้อมือและแขนไว้ ภาพที่ 11.30 ท่าแขนท3 ี่เติท (Third Position) 4. ท่าแขนที่4 โฟส (Forth Position) จัดให้นิ้วมือทั้ง2ข้างชนกัน(เหมือนข้อที่1) ยกแขนข้างหนึ่งขึ้นสูงเหนือศรีษะ และเกร็งข้อมือ และแขนไว้ ส่วนอีกแขนข้างกางออกให้เกร็งข้อมือและแขนไว้ ภาพที่ 11.31 ท่าแขนที่4 โฟส (Forth Position)
196 5. ท่าแขนที่5 ฟิฟ (Fifth Position) จัดให้นิ้วมือทั้ง 2 ข้างชนกัน(เหมือนข้อที่1) ยกแขนทั้งสองข้างหนึ่งขึ้นสูงเหนือศรีษะให้แขนเป็น รูปวงรีและเกร็งข้อมือและแขนไว้ ภาพที่ 11.32 ท่าแขนที่5 ฟฟิ (Fifth Position) 6. ท่าเดมิเซกอง (Demi second) จัดให้นิ้วมือทั้ง2ข้างชนกัน (เหมือนข้อที่1) ยกแขนทั้งสองข้างสูงระดับสะดือ และกางแขนออก ทั้งสองข้างออกโดยให้อยู่ระดับสะโพกให้ยกและเกร็งข้อศอกไว้ ภาพที่ 11.33 ท่าเดมิเซกอง (Demi second) สรุป นาฏยศัพท์และภาษาท่า ถือเป็นหัวใจสําคัญอย่างยิ่งของการเรียนนาฏศิลป์ เพราะเป็น หลักการเบื้องต้นที่สําคัญของการเคลื่อนไหวร่างกาย ให้แสดงออกมาด้วยลีลา การร่ายรําที่ประณีต งดงามทรงคุณค่าและสื่อสารให้เข้าใจกันได้ จะเห็นได้ว่าในการฝึกหัดนาฏศิลป์ไม่ว่าจะเป็นนาฏศิลป์ไทยหรือนาฏศิลป์ตะวันตก หลักการ เคลื่อนไหวพื้นฐานเป็นสิ่งสําคัญ ไม่ว่าจะเป็นการใช้มือ แขน เท้า ร่างกาย ศีรษะ หรือการทรงตัว เพราะ จะช่วยให้ผู้เรียนมีพื้นฐานที่จะฝึกหัดในระดับที่สูงขึ้นยากขึ้น และช่วยให้มีทักษะในการเคลื่อนไหวได้ ถูกต้องและงดงามต่อไป
197 คําถามทบทวน 1. จงอธิบายความหมายของคําว่า นาฏยศัพท์ 2. จงอธิบายคําว่า ภาษาท่า และบอกด้วยว่าต่างจากภาษามืออย่างไร 3. คําว่า “วัจนภาษา” และ “อวัจนภาษา” ต่างกันอย่างไร จงอธิบาย 4. ภาษาท่าที่แสดงถึงอิริยาบถ หรือ กิริยาอาการได้แก่ท่าใดบ้าง 5. ภาษาท่าที่แสดงคําพูดได้แก่ท่าใดบ้าง 6. ภาษาท่าที่แสดงอารมณ์ความรู้สึกภายในได้แก่ท่าใดบ้าง 7. จงอธิบายภาษาท่าที่สื่อความหมายว่า “เพื่อไทย ที่รักของเรา” 8. จงอธิบายภาษาท่าที่สื่อความหมายว่า “ขออวยพร ให้ทุกท่าน มีความสุข” 9. จงอธิบายถึงภาษาท่า ที่สื่อถึงพระมหากษัตริย์ทั้งของนาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์สากล 10. จงอธิบายถึงภาษาท่า ที่สื่อถึงต้วเราเอง(ข้าพเจ้า) ทั้งของนาฏศิลป์ไทยและนาฏศลปิ ์สากล 11. จงยกตัวอย่างรูปแบบการแปรแถว 3 รูปแบบ กรณีทมี่ีผู้แสดง 10 คน 12. จงยกตัวอย่างรูปแบบการตั้งซุ้ม(ท่าจบการแสดง)1รูปแบบ กรณีทมี่ผีู้แสดง 10 คน
198 เอกสารอ ้ างอิง จริยาวดีดีภัค. (2531). บัลเล่ต์. กรุงเทพมหานคร: บริษัทยูไนเต็ดท์บุคส์. วรพรรณ กีรานนท์. (2548). เอกสารประกอบการสอน รายวิชานาฏศิลป์ไทย คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. ______________. (2548). ตําราวิพิธทัศนา. คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัย ราชภัฏสวนดุสิต. ศิริมงคล นาฏยกุล. (2008). นาฏยศิลป์หลักกายวิภาคและการเคลื่อนไหว. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์โอเดียนสโตร์ สมถวิล วิเศษสมบัติ. (2525). วรรณคดีการละคร. กรุงเทพฯ : อักษรบัณฑิต. สวนิต ยมาภัย. (2526). การสื่อสารของมนุษย์. กรุงเทพฯ : 68การพิมพ์. สุมนมาลย์นิ่มเนติพันธ์. (2532). การละครไทย. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. An Usborne Guide: Ballet & Dance by Annabel Thomas and Lucy Smith published by EDC Publishing.1992 An Usborne Guide: Ballet & Dance by A Thomas and L Smith vintage 1992 illustrated softbound instructional dance book Brain Shaw “First steps in Ballet” with a foreword by Sir Frederick Ashton and specially taken photographs by Jesse Davis Darcey Bussell.The young Dancer. In association with the Royal Ballet School: A Dorling Kindersley Book First Steps in Ballet Hardcover – Import, April 1, 1988 by Brian Shaw; Sir Frederick Ashton [Foreword]; Jesse Davies [Photographer];