The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

st_014_การสอนลีลาและนาฏสิลปืสำหรับเด็กประถมศึกษา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by paruenatsang, 2023-01-23 02:59:54

st_014_การสอนลีลาและนาฏสิลปืสำหรับเด็กประถมศึกษา

st_014_การสอนลีลาและนาฏสิลปืสำหรับเด็กประถมศึกษา

บทที่ 14 การจัดการเรียนรู้และการนําเสนอการแสดงนาฏยลีลาระดับประถมศึกษา หลักการจัดการเรียนรู้การสร้างสรรค์ศิลปะ ดนตรีและลีลา และการนําเสนอการสร้างสรรค์ ผลงานนาฏศิลป์และลีลาการเคลื่อนไหว มีองค์ประกอบในการสร้างสรรค์งานที่ผู้สร้างสรรค์จําเป็นใน การคิดออกแบบซึ่งเป็นส่วนสําคัญในการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ในบทนี้จะอธิบายถึงองค์ประกอบในงาน สร้างสรรค์ที่ผู้สร้างสรรค์สามารถนําไปเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ทุกประเภทได้บน พื้นฐานองค์ประกอบเดียวกัน การจัดการเรียนรู้สาระนาฏศิลป์สร้างสรรค์เน้นกระบวนการกลุ่ม เรียนรู้ ด้วยตนเอง กล้าแสดงออก และมีนักวิชาการหลาย ท่านเสนอหลักการและเทคนิคการสอนนาฏศิลป์ไว้ ดังนี้ สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2547) ได้เสนอแนะเทคนิคการสอนนาฏศิลป์ดังนี้ 1. สํารวจความต้องการของผู้เรียน 2. วางจุดประสงค์ของการสอนให้ชัดเจน 3. กําหนดบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนให้ชัดเจน 4. บอกแหล่งเรียนรู้วิธีการหาความรู้ให้แก่ผู้เรียนได้ทราบก่อน ระหว่าง และหลัง การเรียนรู้ 5. ฝึกปฏิบัติจริง 6. วัดผล ประเมินผลตามสภาพจริง เป็นระยะอย่างต่อเนื่อง 7. นําผลการประเมินมาปรับปรุง และแก้ไขทุกครั้งที่จัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรณูโกสินานนท์ (2535) ได้เสนอหลักการและเทคนิคการสอนไว้ดังนี้ 1. สอนจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก 2. สอนตามความสามารถของแต่ละบุคคล 3. การสอนโดยวิธีสับเปลี่ยนท่าที่ยากให้ง่ายขึ้น แต่พยายามรักษาแบบแผนเดิมไว้ 4. การสอนแต่ละท่า ต้องอธิบายให้ละเอียด ถือหลักทีละน้อยแต่ให้แม่นยําแล้ว จึงต่อท่าใหม่ 5. ระหว่างรํา ครูต้องคอยสังเกตและเตือนอยู่เสมอ ให้ผู้เรียนรักษาลีลาท่าทางให้อยู่ในแบบ แผน 6. ครูต้องจัดผู้เรียนอยู่เสมอไม่ใช่คํานําหน้าอย่างเดียว 7. การใช้ศัพท์ทางนาฏศิลป์บางโอกาสอาจเปลี่ยนใช้คําที่ง่ายหรือใช้ศัพท์ธรรมชาติแทนก็ได้ เพื่อสะดวกในการจดจํา และบอกควบคู่ไปกับคําศัพท์ที่ถูกต้องไปด้วย 8. ในขณะที่แสดงท่ารํา ครูควรฝึกให้ร้องเพลงไปด้วย เพื่อเป็นการผ่อนแรงครูเพราะครูต้อง อธิบายขณะผู้เรียนร้องเพลงด้วย 9. เปรียบเทียบท่ารําที่คล้ายคลึงกัน เพื่อไม่ให้เกิดการสับสน 10. วิธีรํานําหน้าผู้เรียน คือ รํานําหน้า กระทําเมื่อแรกต่อท่ารําและรําต่อหน้า หรือประจันหน้า ครูต้องมีความสามารถ ความชํานาญในการรํากลับข้าง จะได้ดูแลผู้เรียน และแก้ไขข้อบกพร่องไปด้วย 11. เข้มงวดเรื่องแถวและระวังท่วงที่ของผู้เรียน 12. สอนโดยแยกท่ารําทีละท่าแล้วค่อยทําพร้อมกัน


256 13. การใช้เพลง จะกระทําได้เมื่อต่อท่ารําเป็นชั้น ๆ แล้วรําตามเสียงเพลง 14. บอกท่าล่วงหน้า ขณะรําบอกท่าที่จะถึงเพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทบทวน 15. การให้สัญญาณเปลี่ยนท่า มีความจําเป็นอย่างยิ่งในการรําเป็นหมู่เพื่อความพร้อมเพรียง เช่น การจีบมือ การกรีดนิ้ว การก้าวเท้า การตั้งวง การทรงตัว เป็นต้น นอกจากนี้กรมวิชาการ (2545) ได้เสนอเทคนิคการสอนนาฏศิลป์สําหรับครูผู้สอนว่า ควรมี เทคนิคและหลักการสอน ดังนี้ 1. สอนให้นักเรียนกล้าแสดงออก ตามความเข้าใจ โดยมีครูเป็นผู้ชี้แนะ ให้คําปรึกษา ฝึกให้ ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ 2. การสอน ครูผู้สอนต้องมีอารมณ์ร่าเริง แจ่มใส หน้าตายิ้มแย้มและมีอารมณ์ร่วมกับเด็ก ตลอดเวลา ไม่แสดงอารมณ์เบื่อหน่ายวิชานาฏศิลป์จะทําให้ผู้เรียนไม่ชอบเรียนวิชานาฏศิลป์ไปด้วย เพราะฉะนั้นครูเป็นบุคคลสําคัญที่จะทําให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าและประโยชน์ของนาฏศิลป์ 3. การสอนนาฏศิลป์นั้น ครูต้องคอยระมัดระวังอย่าให้มีช่องว่างระหว่างครูกับผู้เรียน โดย ส่งเสริมให้ผู้เรียนกล้าแสดงออก ควรมีรางวัล ชมเชย สนับสนุนให้ทําบ่อย ๆ หลอกล่อไม่ให้อาย 4. ครูต้องไม่ยึดรูปแบบการสอนแบบเก่าโดยครูเป็นผู้คิดฝ่ายเดียว แต่การสอนแบบใหม่ครูเป็น เพียงที่ปรึกษาและเสนอแนะบางโอกาส เพื่อฝึกให้ผู้เรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และกล้าแสดงความ คิดเห็นเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและส่วนรวม 5. บูรณาการวิชานาฏศิลป์กับสาขาวิชาอื่น ๆ เช่น ภาษาไทย สังคม รวมทั้งชีวิตประจําวัน คือ การ นําไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ ได้ 6. ชี้แนะให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับศิลปะ จากแหล่งต่าง ๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจําวัน เช่น วิทยุโทรทัศน์การชมการแสดง โดยครูต้องมีประสบการณ์ด้าน นาฏศิลป์มาก่อน เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนปรับปรุงการเรียนของตนเอง 7. ปลูกฝัง ชี้แนะให้ผู้เรียนคํานึงถึงความดีความงาม ความไพเราะ ความมีคุณค่า จนผู้เรียน ค่อย ๆ ซึมซับและเกิดความซาบซึ้งด้วยตนเองโดยไม่ต้องบังคับ จากหลักการและเทคนิคการสอนดังกล่าว สรุปได้ว่า การสอนนาฏศิลป์นั้น ครูผู้สอน จะต้องมี ความรู้ความสามารถทางนาฏศิลป์เพื่อเป็นต้นแบบให้กับผู้เรียนได้สังเกต เลียนแบบท่าทางต่าง ๆ และ จะต้องดัดแปลงท่าที่ง่ายไปหาท่าที่ยาก และท่าที่ยากทําให้ง่ายขึ้น เหมาะสมกับวัยของผู้เรียน แต่คงรูป แบบเดิมไว้ส่วนใหญ่จะใช้วิธีสอนแบบสาธิตให้ผู้เรียนได้สังเกตและปฏิบัติตาม ซึ่งเป็นการนําเข้าสู่ บทเรียน ที่มีแบบแผน กระบวนการให้อิสระแก่ผู้เรียน ครูเป็นผู้ชี้แนะให้กําลังใจ ผู้เรียนมีความเชื่อมั่นใน ตนเอง กล้า แสดงออก กล้าคิดกล้าทําและกล้าแก้ปัญหา ซึ่งผู้วิจัยได้ยึดหลักการ และเทคนิคการสอนที่ กล่าวมาแล้วข้างต้น และจัดการเรียนการสอนที่เน้นกระบวนการปฏิบัติทําให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถในการนําไปใช้ได้เป็นอย่างดียิ่ง การสอนนาฏศิลป์ที่เน้นทักษะการปฏิบัติกล่าวคือ นาฏศิลป์เป็นการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกายอย่างมีลีลาท่าทางที่อ่อนช้อยงดงาม ดังนั้นการสอนนาฏศิลป์จึงจําเป็นต้องมีหลักการสอน นาฏศิลป์โดยเฉพาะ เพื่อทําให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้


257 วิวัฒน์เพชรศรี (2552) ได้เสนอขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนนาฏศิลป์ไว้ 5 ขั้นตอนดังนี้ 1. ฝึกการเคลื่อนไหวร่างกายเข้ากับจังหวะที่เกี่ยวข้องกับการฝึกนาฏศิลป์ให้คล่อง 2. ฝึก ลักษณะการร่ายรําเบื้องต้นทีละท่า พร้อมทั้งนําไปประกอบเพลงง่าย ๆ 3. ฝึกการใช้ภาษาท่านาฏศิลป์ แสดงความหมาย ความรู้สึกและบุคลิกภาพ 4. ฝึกการรําประกอบเพลงง่าย ๆ สั้น ๆ ให้เหมาะสมกับวัย ของเด็ก 5. ฝึกการรําหรือการแสดงที่เป็นชุดการแสดงง่ายๆ สั้น ๆ เช่น รําวง รําเพลงปลุกใจ หรือการ แสดงละครแบบต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีวิธีสอนนาฏศิลป์ที่มีความเกี่ยวข้อง และสอดคล้องกับการสอนนาฏศิลป์เพื่อ นําไปใช้ร่วมกันกับการสอนนาฏศิลป์เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วิธี ที่นํามาใช้มีรายละเอียดดังนี้ 1 ) วิธีการสอนนาฏศิลป์ การสอนแบบสาธิต สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2547) ได้อธิบายวิธีการสอนแบบสาธิตว่า เป็นการสอนที่ผู้ แสดงหรือกระทําให้ดูเป็นตัวอย่างพร้อม ๆ กับการอธิบาย เพื่อให้ผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรงในเชิง รูปธรรม ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการสังเกต ขั้นตอนการสาธิต วิธีสอนแบบนี้เหมาะสําหรับการสอนที่ ต้องการให้ผู้เรียนเห็นขั้นตอนการปฏิบัติคือ ผู้เรียนได้สังเกตการณ์สาธิตของครูผู้สอนแล้วปฏิบัติตาม การสาธิต ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจวิธีปฏิบัติได้ดีเพราะเป็นประสบการณ์ตรงสามารถมองเห็นจากครูผู้สอน อย่างชัดเจน ความมุ่งหมายของการสอนแบบสาธิต มีดังนี้ 1. กระตุ้นความสนใจของผู้เรียน 2. เน้นคําถามหรือปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยเฉพาะ 3. อธิบายหลักการ 4. พัฒนาการฟังและการสังเกตอย่างใช้ความคิดของผู้เรียน 5. แสดงเทคนิค วิธีการ 6. สรุปความเข้าใจของบทเรียน 7. แสดงวิธีใช้หลักการ 8. การทบทวนบทเรียน อาภรณ์ใจเที่ยง (2540) ได้กล่าวว่า แนวทางการสอนแบบสาธิต จะมีคุณค่ามากน้อยขึ้นอยู่กับแนว ทางการใช้วิธีสอนดังนี้ 1. ในระหว่างสาธิตผู้สอนต้องเอาใจใส่ต่อผู้เรียนทุกคน โดยมั่นใจว่าผู้เรียนทุกคน ได้เห็นและกําลังสนใจ การสาธิตอยู่ 2. ขณะที่ผู้สอนเป็นผู้แสดงการสาธิต ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมบ้าง 3. ระหว่างที่ สาธิตควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถาม 4. ผู้สอนควรมั่นใจว่า การสาธิตนั้น ๆ มีประโยชน์ต่อผู้เรียน


258 5. ระหว่างการเรียนการสอนด้วยวิธีการสาธิต ผู้สอนไม่ควรบรรยายหรืออธิบาย มากเกินไป เพราะจะทํา ให้การสาธิตขาดความตื่นเต้น เร้าใจ 6. ผู้สอนไม่ควรเร่งสาธิต คือ สาธิตให้ผู้เรียนดูเป็นลําดับขั้นตอน ไม่ควรคิดว่าการรําบางอย่าง ผู้เรียน เข้าใจแล้ว จะเห็นได้ว่า การสอนแบบสาธิตนั้นมีประโยชน์ต่อผู้เรียนเป็นอย่างมากที่จะเน้น ให้นักเรียนสังเกตและ ปฏิบัติตาม มีความมั่นใจในการปฏิบัติกิจกรรม พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถาม สรุปความ คิดเห็นต่อกิจกรรมการเรียนของตนและผู้เรียนมีส่วนร่วม การสอนแบบฝึกปฏิบัติ ทิศนา แขมมณี (2545) ได้อธิบายถึงวิธีสอนโดยการให้ปฏิบัติว่า เป็นการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนโดยยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นการพัฒนาทักษะทางภาษา ดนตรีขับร้อง นาฏศิลป์และด้าน ศิลปะ เป็นต้น โดยใช้วิธีการฝึกฝนซฎา้ๆ จนกระทั่งนักเรียนเกิดทักษะที่ต้องการถึงขั้นที่กําหนดไว้การฝึก ปฏิบัตินี้อาจทําการฝึกในลักษณะเป็นรายบุคคล หรือเป็นกลุ่มพร้อม ๆ กันแล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งครู จะ ทําหน้าที่อธิบายและสาธิตทักษะที่ต้องการฝึกฝน ให้นักเรียนดูเป็นตัวอย่างแล้วจึงให้นักเรียนทําการ ฝึกโดย มีครูคอยดูแลการฝึกให้คําแนะนํา ช่วยแก้ไขจุดบกพร่อง จนกระทั่งนักเรียนมีทักษะที่ต้องการ พัฒนา ถึงระดับ ที่กําหนดไว้การสอนแบบฝึกปฏิบัตินี้นักเรียนจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมตลอดเวลา เพราะเป็นการกระทําซึ่ง นักเรียนทุกคนต้องฝึกปฏิบัติและขณะฝึกอาจมีการใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ ต่าง ๆ ประกอบการฝึกปฏิบัติด้วย เช่น รูปภาพ ภาพยนตร์ เทปบันทึกเสียง หรือเทปบันทึกภาพ ประโยชน์ของวิธีการสอนแบบฝึกปฏิบัติคือ ใช้สําหรับการพัฒนาทักษะที่ต้องการเป็นการส่งเสริมการ เรียน และการฝึกฝนด้วยตนเองให้นักเรียนรู้จักการ เรียนรู้ด้วยการกระทํา สําหรับข้อจํากัดของการสอน แบบฝึกปฏิบัติคือ ถ้าครูใช้วิธีฝึกปฏิบัตินี้มากเกินไปจน เป็นการเฟ้อจะทําให้นักเรียนเกิดความเบื่อ หน่าย และขณะที่นักเรียนทําการฝึกปฏิบัติครูควรแนะนําช่วยเหลือ นักเรียนอย่างทั่วถึง ความสําคัญของการสอนแบบฝึกปฏิบัติเป็นการสอนที่ทําให้การเรียนการสอนสมบูรณ์เพราะ เป็น การศึกษาที่ผสมผสานกันระหว่างภาคทฤษฎีและปฏิบัตินักเรียนได้เรียนรู้จากของจริงและลงมือปฏิบัติ ด้วยตนเอง การสอนแบบนี้จะช่วยให้นักเรียนเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและ บรรลุวัตถุประสงค์ใน เรื่องการนําไปใช้ครูผู้สอนได้เห็นผลการสอนทันทีสอนแล้วนักเรียนทําได้จริงหรือไม่นอกจากนี้การ สอนและการเรียนแบบฝึกปฏิบัติยังมีความสําคัญของการ ฝึกฝนทักษะต่าง ๆ พร้อม ๆ กันไปด้วย วัตถุประสงค์สําคัญของการสอนแบบฝึกปฏิบัติ 1. เพื่อเรียนรู้ด้านวิธีการ ผู้เรียนได้ประสบการณ์ตรงจากการสังเกตและทดลอง 2. เพื่อฝึกทกษะั ควรเป็นทักษะพื้นฐานในการแสวงหาความรู้และฝึกเพิ่มเติม เมื่อนําไปใช้ 3. เพื่ออธิบายหลักการที่มีลักษณะเป็นนามธรรม จึงต้องอาศัยการปฏิบัติให้เข้าใจ 4. เพื่อฝึกการใช้ เครื่องมือ 5. เพื่อฝึกการรวบรวมข้อมูล แปลความจัดหมวดหมู่แล้วสรุป นําไปแก้ปัญหา ด้วย ตนเอง 6. เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรยนได ี ้ปฏิบัติทดลองด้วยวิธีการต่าง ๆ 7. เพื่อเป็นการสนองจุดมุ่งหมายทางการศึกษาด้านทักษะพิสัย (Psychomotor) คือ มุ่งให้เห็น เข้าใจ สัมผัสและปฏิบัติได้ในสิ่งที่เรียน


259 การจัดกลุ่มผู้เรียนในการฝึกปฏิบัติกิจกรรมของการสอนแบบฝึกปฏิบัตินั้น สามารถฝึกปฏิบัติเป็น รายบุคคลและรายกลุ่มย่อย จํานวนคนในแต่ละกลุ่มประมาณ 4 - 6 คน ควรคละ เก่ง ปานกลาง อ่อน เข้าด้วยกัน เพื่อจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บทบาทของครูในการสอนแบบ ฝึกปฏิบัติเป็นการสอนที่ครู ต้องเตรียมผู้เรยนโดยเร ี ้าความสนใจและชี้แจงจุดประสงค์ในการเรียนให้ชัดเจน ครูต้องสาธิตและอธิบาย กระบวนการปฏิบัติและให้คําแนะนําหลังจากที่ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรมแล้ว ครูนํา อภิปรายสรุปผลการ เรียน และทําการประเมินผลการปฏิบัติกิจกรรม(วิไลวรรณ พิศประเสริฐ, 2543) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้านนาฏศิลป์โดยใช้วิธีการฝึกฝนซฎา้ๆ จนกระทั่งผู้เรียนเกิด ทักษะการ ฝึกปฏิบัติอาจฝึกเป็นรายบุคคลหรือรายกลุ่ม โดยครูเป็นผู้คอยดูแลช่วยเหลือให้คําแนะนํา การ สอน แบบฝึกปฏิบัตินักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมตลอดเวลา ขณะฝึกอาจใช้สื่อ อุปกรณ์ต่าง ๆ ประกอบการ ฝึกปฏิบัติเช่น รูปภาพ แถบบันทึกเสียง วีดีทัศน์ ประโยชน์ของการฝึกปฏิบัติคือ เป็นการพัฒนาทักษะที่ต้องการให้ผู้เรียนรู้จักการเรียนรู้ด้วยการ กระทํา ส่วนข้อจํากัด คือ ครูใช้วิธีฝึกปฏิบัติมากเกินไป ทําให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายขณะที่ผู้เรียนฝึก ปฏิบัติ ครูควรช่วยเหลือดูแลอย่างทั่วถึง การสอนแบบให้ปฏิบัติจริง (Performance Test) สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2547) ได้อธิบายและชี้แจงเกี่ยวกับการสอน แบบให้ ปฏิบัติจริงว่า การจัดกระบวนการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้โดยเน้นการปฏิบัติจริง ซึ่งเป็น กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนเผชิญกับสถานการณ์จริง โดยฝึกปฏิบัติจริง ฝึกคิด ลง มือทํา แสวงหาความรู้และแก้ปัญหาด้วยตนเอง ซึ่งการสอนให้ปฏิบัติจริง มีหลักเกณฑ์การสอน จุดมุ่งหมายการสอน และขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ดังนี้ หลักเกณฑ์การสอน 1. วางจุดประสงค์ของการฝึกปฏิบัติให้ชัดเจน 2. กําหนดหน้าที่ของแต่ละคนให้แน่นอน 3. บอกวิธีการหาความรู้จากที่ใด เมื่อไร และอย่างไร จุดมุ่งหมายของการสอน 1. เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการด้วยตนเอง 2. เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หลักการจากการฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง 3. เพื่อให้ผู้เรียนได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนเป็นหมวดหมู่ด้วยตนเอง 4. ผู้เรียนได้ฝึกการใช้เครื่องมือประกอบการฝึกปฏิบัติ 5. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดลองเทคนิคต่าง ๆ ด้วยตนเอง ขั้นตอนการจัดกระบวนการเรียนรู้ 1. สํารวจความต้องการของผู้เรียน 2. วิเคราะห์หลักสูตรและคําอธิบายรายวิชา 3. จัดทําแผนการสอน และหาสื่อการเรียนรู้ 4. จัดเตรียมแหล่งเรียนรู้


260 5. วัดผลประเมินผล 6. สรุปและเสนอแนะผลการเรียน 7. ปรับปรุงการเรียนรู้และนําไปใช้ การสอนทักษะ การสอนให้เกิดทักษะ นอกจากอาศัยสติปัญญา ความคิด ความรู้ความเข้าใจและ เจตคติต่อ นาฏศิลป์ไทยแล้ว ยังต้องอาศัยทักษะในการทํางาน ทักษะเป็นปัจจัยสําคัญในการช่วยให้การ ทํางาน คล่องแคล่วมีประสิทธภาพิมีนักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของทักษะ ดังนี้ ครอนบัค (Cronbach, 1977อ้างถึงใน อมรา กล่ําเจริญ, 2535) กล่าวว่าทักษะเป็นการปฏิบัติที่ เกิดจากการเรียนรู้สามารถกระทําได้โดยแทบจะไม่ต้องใช้ความคิด แกริสัน (Garrison, 1972อ้างถึงใน เรณูโกสินานนท์, 2544) กล่าวถึงความหมายของทักษะว่า ทักษะเป็นแบบของพฤติกรรมที่กระทําไปด้วยความราบเรียบ (Smoothy) ถูกต้องรวดเร็วและแม่นยํา ซึ่งเป็น ผลมาจากการพัฒนาตนเอง อาภรณ์ใจเที่ยง (2540) ได้ให้ความหมายของทักษะว่า หมายถึง การปฏิบัติที่เกิดจากการ เรียนรู้สามารถทําได้โดยแทบจะไม่ต้องใช้ความคิด แล้วพัฒนามาเป็นความสามารถ เฉพาะตัว กระทรวงศึกษาธิการ (2545) ได้ให้ความหมายของทักษะว่า หมายถึงการเรียนรู้ที่แสดงออกใน ด้านการ บังคับกลไกของร่างกายให้ปฏิบัติงานต่าง ๆ มี 7 ระดับ ได้แก่รับรู้การกระทํา การเตรียมความ พร้อม การตอบสนองภาพ ปรับกลไกการตอบสนอง ตอบสนองโดยอัตโนมัติดัดแปลงกระบวนการ ตอบสนอง และประยุกต์ใช้ในสถานการณ์อื่น ๆ สําหรับขั้นตอนการสอนทักษะ สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2547) ได้เสนอขั้นตอนการ สอนทักษะเป็น 2 ขั้นตอน คือ ขั้นรู้ชัดเห็นจริง และขั้นลงมือกระทํา ดังนี้ 1. ขั้นรู้ชัดเห็นจริงประกอบด้วย 1.1 การบรรยายนําเพื่อให้ข้อมูลโดยตั้งคําถามหรือยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวนักเรียน 1.2 ให้ประสบการณ์การใช้ทักษะ ได้แก่ การให้ผู้เรียนฝึกหรือแสดงตามครู 1.3 การสาธิตโดย แสดงบทบาทสมมติ 1.4 การวิเคราะห์จากสถานการณ์จําลอง หรือจากการสาธิต เพื่อให้เข้าใจชัดเจน ถึงขั้นตอน และวิธีการในแต่ละขั้นตอน 2. ขั้นลงมือกระทํา 2.1 ฝึกปฏิบัติตามบทบาทสมมติโดยให้ผู้เรียนฝึกและเพื่อน ๆ ช่วยกันดูว่า มีการใช้ทักษะ อย่างไร 2.2 ผู้เรียนประเมินกันเอง หรือผู้สอนกับผู้เรียนช่วยกันประเมินกันเอง ดีเชคโก (De Cecco, 1974 อ้างถึงใน ขนิษฐา โพธิสินธุ์, 2537) เสนอขั้นตอนการสอนทักษะ ไว้ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. วิเคราะห์ทักษะที่จะสอน ผู้สอนจะต้องวิเคราะห์งานที่จะให้ผู้เรียนปฏิบัติก่อนว่างาน ประกอบไปด้วยทักษะอะไร เช่น ท่านั่ง ท่าจีบมือ ท่าตั้งวง ทักษะเหล่านี้อาศัยกลไกของร่างกาย 2. ประเมินความสามารถเบื้องต้นของผู้เรียน ประเมินทักษะเก่าสู่ทักษะใหม่ถ้าขาดทักษะ นั้น ๆ ต้องเสริมให้มีพื้นฐานความรู้ให้เพียงพอ


261 3. จัดขั้นตอนการฝึกให้เรียงลําดับจากง่ายไปหายาก จากทักษะพื้นฐานไปสู่ทักษะ ที่ ซับซ้อนให้ฝึกทักษะย่อยก่อน เช่น การฝึกคัดตัวขั้นพื้นฐานท่าง่าย ๆ เพื่อสู่ท่าที่ยากขึ้น 4. สาธิตและอธิบายแนะนําเป็นขั้น ๆ ให้ผู้เรียนเห็นลําดับขั้นตอนการปฏิบัติจากตัวอย่าง ที่ผู้สอนสาธิตให้ดูหรือจากสื่อวีดีทัศน์ซึ่งจะทําให้ผู้เรียนเห็นรายละเอียดการปฏิบัติจากสื่อวีดีทัศน์อีก ครั้ง 5. จัดให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติจริง โดยคํานึงถึงหลักของความต่อเนื่องคือ เรียนตามลําดับอย่าง ต่อเนื่อง ฝึกหัดด้วยการเน้นทักษะย่อย แก้ไขเมื่อผิด แบ่งเวลาฝึก ให้การเสริมแรง รู้ผลทันที เดวีส์ (Davies, 1971 อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี, 2545) ซึ่งได้เสนอแนวคิด เกี่ยวกับการสอนให้ เกิดทักษะไว้ว่า ทักษะส่วนใหญ่จะประกอบไปด้วยทักษะย่อยแล้วค่อยเชื่อมโยง ช่วยให้ผู้เรียนประสบ ความสําเร็จเร็วขึ้น ดังนี้ 1. ขั้นสาธิตทักษะ เป็นขั้นที่ผู้เรียนได้เห็นทักษะที่ต้องการให้ผู้เรียนกระทําได้ในภาพรวม ก่อนการสาธิต โดยแนะนําให้ผู้เรียนสังเกต ชี้แนะจุดสําคัญให้ 2. ขั้นสาธิตและให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยแต่ละส่วนโดยให้ผู้เรียนสังเกต และทําตามที่ละ ส่วนอย่างช้า ๆ 3. ขั้นให้ผู้เรียนปฏิบัติทักษะย่อยโดยไม่ต้องดูแบบ หากติดขัดครูผู้สอนควรชี้แนะ แก้ไขจน ผู้เรียนสามารถปฏิบัติได้อย่างสมบูรณ์และชํานาญ 4. ขั้นใช้เทคนิควิธีการ เมื่อผู้เรียนปฏิบัติได้แล้วผู้สอนอาจใช้เทคนิคที่จะช่วยให้ผู้เรียน ปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้น 5. ขั้นผู้เรียนเชื่อมโยงทักษะย่อยเข้าด้วยกันอย่างต่อเนื่องจนจบแล้วปฏิบัติซ้ํา ๆ หลาย ๆ ครั้ง จนสามารถปฏิบัติได้อย่างชํานาญ สรุปว่า ทักษะคือความสามารถในการกระทําสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่ว ชํานาญ และมีประสิทธิภาพ ดังเช่น 1. ทักษะจะเกิดขึ้นได้ด้วยการปฏิบัติ 2. การปฏิบัติแบบแบ่งระยะเวลาปฏิบัติให้มีเวลาหยุดพักเป็นช่วง ๆ 3. การรับรู้ผลการปฏิบัติจะส่งผลให้เกิดทักษะได้ดี 4. การปฏิบัติตามขั้นตอนจากการสังเกต การสาธิตนั้นในการสอนทักษะจึงต้องเน้นการลง มือ ปฏิบัติอย่างมีหลักการเป็นสําคัญ กาเย่ (Gagne, 1974 อ้างถึงใน ทิศนา แขมมณี, 2545) ได้เสนอแนะ กระบวนการเรียนการ สอนเพื่อให้ประสบความสําเร็จ โดยใช้เทคนิค 9 ขั้นไว้ดังนี้ 1. กระตุ้นและดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้พร้อมที่จะเรียน เน้นการใช้รูปแบบ ใช้คําถาม การสาธิต 2. แจ้งวัตถุประสงค์ของบทเรียน เพื่อให้ผู้เรียนทราบและเป็นแนวทางนําไปสู่จุดประสงค์ นั้น ได้การบอกอาจใช้คําถามหรือบอกโดยตรงก็ได้ 3. กระตุ้นให้ผู้เรียนระลึกถึงความรู้เดิมก่อนที่จะเรียนสิ่งใหม่ เป็นการเชื่อมโยง ความรู้เก่า กับ ความรู้ใหม่และพร้อมที่จะเรียนต่อไป


262 4. เนื้อหา เป็นการถ่ายทอดความรู้โดยครูวัสดุอุปกรณ์สื่อการสอนต่าง ๆ 5. ให้ความ ช่วยเหลือผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ได้ถูกต้อง โดยใช้วิธีการหรือสื่อต่าง ๆ 6. กระตุ้นให้ผู้เรียนแสดงความสามารถ เพื่อจะได้มีโอกาสตอบสนองต่อสาระที่เรียนทําให้ เกิดการเรียนรู้ 7. ข้อมูลป้อนกลับ เป็นการบอกผลหลังจากผู้เรียนปฏิบัติแล้ว เพื่อเป็นแนวทาง ในการให้ ผู้เรียนปรับปรุงแก้ไข จนบรรลุจุดประสงค์ที่วางไว้ 8. ประเมินผลด้วยวิธีต่าง ๆ ตามความเหมาะสมกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เช่น แบบทดสอบ คําถาม แบบฝึกหัด วัดขณะที่เรียนและสิ้นสุดการเรียนเพื่อนําผลมาปรับปรุงแก้ไข 9. ทําให้ผู้เรียนเกิดความจําถาวร เป็นการถ่ายโยงความรู้เป็นการฝึกปฏิบัตฎาๆิซ้เพื่อให้เกิด ความคงทนถาวร เทคนิค 9 ขั้นของกาเย่เมื่อนํามาเปรียบเทียบกับการสอนโดยทั่ว ๆ ไปที่นักการศึกษา ต่าง ๆ เสนอหลักการสอนได้ 3 ขั้นตอน คือ ขั้นนําเข้าสู่บทเรียน ขั้นสอน ขั้นสรุปและประเมินผล นอกจากการสอนให้เกิดทักษะแล้วยังมีการสอนให้ผู้เรียนรักในวิชาที่เรียน คือ การสอนให้ เกิดเจตคติ (Attitude) เป็นเรื่องความรู้สึกที่พอใจหรือไม่พอใจ ชอบ ไม่ชอบ ดังนั้น เจตคติที่บุคคลแสดง ออกมามี 2 ด้าน คือ เจคติทางด้านบวก เป็นลักษณะที่ดีการยอมรับ โดยการสังเกตจากพฤติกรรม ชอบ พอใจและเห็นว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์ส่วนเจตคติทางลบ คือ การ ไม่ยอมรับโดยการสังเกตพฤติกรรมที่ แสดงออก ไม่ชอบ ไม่พอใจ ไม่ถูกใจ และไม่เห็นสิ่งนั้น มีประโยชน์ 8 ขั้นตอนการสอนนาฏศิลป์ นาฏศิลป์เป็นการเรียนที่เน้นทักษะการปฏิบัติซึ่งมีความแตกต่างจากการสอน วิชาอื่นๆ กล่าวคือ นาฏศิลป์เป็นการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย อย่างมีลีลาท่าทางที่อ่อนช้อยและ งดงาม ดังนั้นการสอนนาฏศิลป์จึงจําเป็นต้องมีหลักการสอนนาฏศิลป์โดยเฉพาะ เพื่อให้การจัดการเรียนการ สอนบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ซึ่งถวัลย์มาศจรัส และวรรณีสมานสารกิจ (2547) ได้เสนอแนะวิธีการ จัด กิจกรรมการเรียนการสอนนาฏศิลป์ดังนี้ 1. คํานึงถึงความสามารถของแต่ละบุคคล 2. ควรอธิบายประกอบการสาธติ 3. ฝึกการใช้ภาษาท่าแสดงความหมายความรู้สึก และบุคลิกภาพให้สัมพันธ์กัน 4. ฝึกการรําประกอบบทเพลงง่าย ๆ สั้น ๆ ให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก 5. ควรปลูกจิตสํานึก ระเบียบวินัย ความมีมารยาท ควรมีฎาใจ น้ การให้ความร่วมมือ ใน กลุ่ม เป็นต้น วิธีการสอนนาฏศิลป์และขั้นตอนการสอนมีดังนี้ (เรณูโกสินานนท์, 2548) 1. สอนจากง่ายไปหายาก เช่น สอนการทํามือจีบและวงก่อนที่จะสอนให้นักเรียนทําท่า สอด สร้อยมาลา 2. สอนตามความสามารถของบุคคล เช่น นักเรียนคนไหนรําได้เร็วก็จะสอนเร็ว แต่ถ้า นักเรียน คนไหนรําได้ช้า ครูก็จะต่อท่ารําหรือสอนรําให้อย่างช้า ๆ 3. เปลี่ยนแปลงท่ารําที่ยากให้เป็นท่ารําที่ง่าย แต่มีความหมายของภาษาท่ารําคงเดิม ท่า รําบาง ท่า อาจยากเกินความสามารถของผู้เรียน ครูผู้สอนอาจจะพิจารณาเปลี่ยนแปลงท่ารําให้ง่ายขึ้น


263 เพื่อให้นักเรียนสามารถปฏิบัติได้การเปลี่ยนแปลงท่ารํา จะต้องคํานึงถึงความหมายของท่ารําเป็น สําคัญ คือ เมื่อ เปลี่ยนท่ารําที่ยากเป็นท่ารําที่ง่ายแล้ว ความหมายของท่ารําต้องไม่เปลี่ยนไป 4. การสอนแต่ละท่าต้องอธิบายและแนะนําอย่างละเอียด ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า 5. ระหว่างปฏิบัติท่ารํา ครูต้องคอยสังเกตและเตอนืลีลาการรําของผู้เรียนให้อยู่ในระดับที่ ถูกต้องเสมอ เช่น ขณะต้องหันหลังคันไหล่ ไม่ก้มหน้าตลอดเวลาขณะทําการสอนนาฏศิลป์ต้องมีความ ละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าการสอนหนังสือ เพราะต้องอาศัยเวลาในการฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความชํานาญ โดยเฉพาะท่ารํานาฏศิลป์ไทย มีความละเมียดละไม อวัยวะทุกส่วนจากแขน-ขา-มือ-เท้า-ลําตัว-ศีรษะไหล่ต้องเคลื่อนไหวไปพร้อม ๆ กัน ยากแก่การปฏิบัติให้ได้ผลดีในระยะเวลาสั้น ดังนั้นการต่อท่ารําหรือ สอนรํา ให้นักเรียนต้องยึดหลักเดียวกันคือต่อท่ารําหรือสอนรํา ทีละท่ารํา และแต่ละท่าต้องสอนซฎา้ๆ กัน จนเห็นว่า นักเรียนสามารถทําได้แล้วด้วยตนเองจึงจะต่อท่ารําต่อไปให้ 6. สังเกตท่าทางการรําของนักเรียน ถ้าพบว่ารไม่ถูกต้องครูผู้สอนต้องแนะนํา อธิบายให้ นักเรียนปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ไม่ปล่อยให้นักเรียนจําผิดต่อไป 7. การใช้ศัพท์นาฏศิลป์ในบางครั้งครูผู้สอนอาจเปลี่ยนใช้คําศัพท์ที่ฟังแล้วเข้าใจง่ายจําง่าย เพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่ายและจําได้อย่างรวดเร็ว และเมื่อนักเรียนจําได้แล้วครูจึงบอกให้ทราบถึงศัพท์ที่ เรียกที่ถูกต้องตามหลักวิชานาฏศิลป์การบอกอาจบอกควบคู่ไปกับขณะต่อท่ารํา หรืออธิบายให้เข้าใจ ภายหลังได้แต่ควรให้นักเรียนจําชื่อที่ถูกต้องได้ 8. ให้นักเรียนฝึกร้องเพลงประกอบการรําไปพร้อม ๆ กับการฝึกรํา เพื่อให้นักเรียน สามารถ ร้องเพลงที่รได้อย่างถูกต้องด้วยตนเอง เพื่อเวลาซ้อมรําด้วยตนเองก็สามารถทําได้ อย่างถูกต้องตามเพลง และเป็นการปลูกฝังนิสัยการร้องเพลงไทยให้นักเรียนเกิดความรัก เห็นคุณค่าและ ความสําคัญของเพลงไทยอีกด้วย 9. การสอนรําแต่ละเพลง ท่ารําที่สอนควรเป็นมาตรฐานแบบแผนเดียวกัน เพื่อให้นักเรียน ที่ได้เรียนรุ่นต่อมาจะได้รําเหมือนกัน ทําให้ผู้เรียนไม่สับสน 10. เปรียบเทียบท่ารํา นําท่ารําที่คล้ายกันมาเปรียบเทียบทําให้ดูเพื่อให้เห็น ความ แตกต่างของท่ารํา และไม่ทําให้ผู้เรียนจําท่ารําปะปนสับสนกัน เพราะคิดว่าท่ารําเหมือนกัน เช่น การ ม้วนมือ สลัดมือ และคลายมือ 11. วิธีสาธิตโดยคํานําหน้าให้นักเรียน ครูผู้สอนควรคํานําหน้า 2 แบบ คือ 11.1 ครูชํานําหน้านักเรียน คือ ครูอยู่ด้านหน้าของนักเรียนและหันหลังให้นักเรียน นักเรียน จะมองเห็นด้านหลังของครูและรําตามครู 11.2 ครูรําต่อหน้าหรือประจันหน้า คือ ครูหันหน้าเจอกับนักเรียน แต่ครูจะรําสลับ ด้าน กับนักเรียน เช่น ท่ารําจริงจีบมือขวา ครูก็จีบมือซ้ายหรือเรียกว่า ครูรําเป็นกระจกให้นักเรียนดูให้ ถนัดและ ชัดเจน วิธีการนี้เป็นวิธีการสาธิตที่ดีเพราะขณะที่ครูสาธิตให้นักเรียนดูและรําตาม ครูสามารถ มองเห็นท่ารํา ของนักเรียน และสามารถบอกหรือชี้แนะนักเรียนได้ขณะกําลังสาธิต 12. การจัดแถวขณะ หรือตําแหน่งที่รํา ควรฝึกให้นักเรียนระวังเรื่องตําแหน่งที่อยู่ขณะรํา ไม่ว่าจะอยู่กับที่หมุนตัวหรือวิ่งไปมา


264 13. การสอนแยกท่ารําให้เข้าใจทีละอย่าง เช่น ท่ารําบางท่าต้องปฏิบัติพร้อมกันทั้งมือและ เท้า ครูอาจแยกสอนทีละอย่าง โดยสอนให้ปฏิบัติส่วนมือจนคล่อง แล้วจึงสอนให้ปฏิบัติส่วนเท้า และ เมื่อคล่อง แล้วจึงสอนทั้งมือและเท้ารวมกัน 14. การใช้เพลงประกอบการสอนแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 14.1 ยังไม่ใช้เพลง คือ ครูสาธิตท่ารําให้นักเรียนดูและให้นักเรียนรู้ตามครูบ่อยๆจน สามารถทําได้ขั้นนี้ครูเป็นผู้ร้องเพลงเอง และให้นักเรียนฝึกร้องพร้อมครูไปด้วย 14.2 เริ่มใช้เพลงบ้างเมื่อสอนท่ารําหรือต่อท่ารําไปได้พอสมควรแล้ว ควรให้นักเรียนได้ฟัง เพลงจากเทปบันทึกเสียงและฝึกร้องฝึกทําไปเรื่อย ๆ กับเพลงจรงิ 14.3 เมื่อสอนท่ารําหรือต่อท่ารําจบเพลงแล้ว ควรให้นักเรียนได้ฝึกรํา ตั้งแต่ต้น จนจบ พร้อมเพลงจริงจากเทปบันทึกเสียง และอาจให้นักเรียนร้องเพลงควบคู่ไปกับเพลงจากเทป บันทึกเสียง ด้วย เพื่อทําให้นักเรียนร้องเพลงและรําประกอบเพลงได้ดียิ่งขึ้น ขั้นตอนการสอนนาฏศิลป์ในระดับประถมศึกษา 1. การเตรียมตัวของครู 1.1 ศึกษาหลักสูตรในระดับชั้นที่สอน 1.2 ศึกษาแนวการสอน 1.2.1 การสอนดนตรีและนาฏศิลป์ต้องคํานึงถึงจุดประสงค์ 1.2.2 การสอนดนตรีและนาฏศิลป์ควรใช้เอกสารต่าง ๆ นอกเหนือจากหลักสูตร เช่น คู่มือการสอนนาฏศิลป์เป็นต้น 1.2.3 ดนตรีและนาฏศิลป์ประกอบด้วยกิจกรรมใหญ่ 4 กลุ่ม คือ การเน้นจังหวะ ร้องเพลง การฟัง และนาฏศิลป์กิจกรรมทั้ง 4 กลุ่มนี้ควรจะสอนไปพร้อม ๆ กัน แต่จะเน้น กิจกรรมใดมากหรือ น้อยกว่ากันให้พิจารณาจากแผนการสอนนั้น ๆ 1.2.4 การสอนควรเป็นรูปแบบของการสาธิตก่อน ในขณะเดียวกันผู้สอน อาจใช้วิธีสอน แบบอื่นๆ เข้าผสมผสานกันในบางครั้ง 1.2.5 มีลําดับขั้นตอนในการสอน ซึ่งจะทําให้ผู้เรียนมีความรู้เข้าใจในกิจกรรมทั้งการ เรียนภาคทฤษฎีและการฝึกภาคปฏิบัติควบคู่กัน 1.2.6 ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ควรหาสื่อการเรียนมาใช้ประกอบการสอน 1.3 ศึกษาการแบ่งเนื้อหากิจกรรมดนตรีและนาฏศิลป์ซึ่งการเรียนดนตรีและนาฏศิลป์ ระดับประถมศึกษาเป็นกิจกรรมที่ต้องปฏิบัตฎาิซ้ๆ กัน จึงจําเป็นต้องจัดแบ่งเนื้อหาของกิจกรรมในแต่ละ หัวข้อให้เด่นชัด และจัดสรรเวลาของแต่ละแผนให้ได้ครบตามกําหนด 1.4 ศึกษาสื่อการเรียนการสอน ที่จําเป็นในการสอนดนตรีและนาฏศิลป์ตามหลักสูตร ประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ต้องการให้ผู้เรียนมีโอกาส แสดงออก และ ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในกิจกรรม เพราะฉะนั้นสื่อการเรียนการสอนจึงมีความจําเป็นสําหรับ การสร้าง ประสบการณ์และความรู้ในการเรียนดนตรีและนาฏศิลป์สื่อการเรียนประกอบด้วย 1.4.1 สื่อที่เป็นเอกสาร 1.4.2 สื่อที่เป็นวัสดุอุปกรณ์


265 1.5 ศึกษาหลักของการวัดผลและการะประเมินผลก่อนดําเนินการวัดผลและประเมินผล เพื่อทราบว่านักเรียนได้รับความรู้และมีประสบการณ์ตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรหรือไม่เพียงใด เครื่องมือ ในการวัดผล คือ การสังเกต การสัมภาษณ์การตรวจผลงานจากการปฏิบัติจริงและการ ทดสอบโดยข้อเขียน เครื่องมือวัดผลแต่ละประเภท ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการติดตามผล การเรียนการสอน ต่างกัน ซึ่งจะช่วยให้ได้ครบทุกด้าน จึงสามารถที่จะนําไปวินิจฉัยความบกพร่อง ของนักเรียนเพื่อ แก้ปัญหาต่อไปได้ถูกต้อง 2. การเตรียมบันทึกการสอนและใช้แผนการสอนเป็นสิ่งจําเป็นสําหรับครูผู้สอน ปัจจุบันนี้ จะ พบว่า มีแผนการสอนและคู่มือครูไว้ให้ครูผู้สอนเกือบจะสมบูรณ์แล้ว คือ มีแผนการสอนอย่าง ละเอียด บอก กิจกรรม เนื้อหาและขั้นตอนการสอน ฉะนั้นก่อนการสอนครูควรศึกษา แผนการสอนและ คู่มือครูอย่างละเอียด 3. วิธีการสอนในขั้นกิจกรรมการสอนรํา 3.1 ขั้นกําหนดบทเรียน 3.1.1 ชื่อของบทเรียน (ชุดฟ้อนที่จะจัดสอน) 3.1.2 ทํานองเพลง 3.1.3 ชนิดของเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบรํา 3.1.4 ความเป็นมาของการที่จะสอน 3.1.5 นักเรียนต้องเข้าใจ ลักษณะของเนื้อเพลง ในด้านการประชาสัมพันธ์ และความหมาย 3.2 ขั้นศึกษาบทเพลงก่อนที่นักเรียนจะรํา ครูควรจะต้องสอนให้รู้จักบทเพลงก่อน คือ 3.2.1 ฟังทํานองเพลงและจังหวะของเพลง 3.2.2 นักเรียนร้องตาม พร้อมเคาะจังหวะตาม 3.2.3 นักเรียนร้องเอง เคาะจังหวะเอง 3.3 ขั้นสอนปฏิบัติรํา 3.3.1 เตรียมปฏิบัติรํา ถ้ามีอุปกรณ์การแสดงจะต้องใช้ประกอบ ควรแนะนําวิธีใช้ 3.3.2 วิธีปฏิบัติ กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทย จะมีกระบวนการ จัดการ กิจกรรมการเรียนรู้ 9 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ตระหนักถึงความสําคัญและคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย 2. ศึกษาหาความรู้และแนวทางการปฏิบัติ 3. ฝึกปฏิบัติกิจกรรม 4. แสดงผลการฝึกปฏิบัติกิจกรรม 5. ประเมินผลการปฏิบัติงาน 6. ปรับปรุงทักษะความสามารถให้ดีขึ้น 7. เผยแพร่ผลงานและความสามารถ ให้เป็นที่ประจักษ์ 8. ความภาคภูมิใจ และแสดงออก อย่างสม่ําเสมอ 9. นักเรียนชื่นชมและภาคภูมิใจ เกิดค่านิยมไทย เจตคติและมีบุคลิกภาพที่ดี


266 . การวัดและประเมินผลสาระนาฏศิลป์ การวัดและประเมินผลในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะเป็นการวัดและการประเมิน ตามสภาพจริง (Authentic Assessment) หรือการประเมินการปฏิบัติ (Performance Assessment) ล้วนเป็น วิธีการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการจัดหลักสูตรของสถานศึกษา ซึ่งตามพระราชบัญญัติการศึกษา แห่ง ประเทศไทย พุทธศักราช 2542 ในมาตรา 26 กําหนดให้สถานศึกษา จัดการประเมินผู้เรียนโดย พิจารณาการ พัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติการสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและ การทดสอบควบคู่ ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับชั้น และรูปแบบ การศึกษา และให้สถานศึกษาใช้วิธีการที่หลากหลาย ในการจัดสรร โอกาสการศึกษาต่อ และให้นําผล การประเมินผู้เรียนมาใช้ประกอบการพิจารณา และยังกําหนดให้สถานศึกษากําหนดหลักสูตรเอง โดยให้ ครูผู้สอนในแต่ละกลุ่ม สาระการเรียนรู้จัดทําแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในกลุ่มสาระศิลปะของตนที่ รับผิดชอบเป็นรายปี (ช่วง ชั้นปีที่ 1 - 3) และเป็นรายภาค (ช่วงชั้นที่ 4) จะเห็นได้ว่าหลักสูตรใหม่ ครูผู้สอนมิได้รับหน้าที่หรือทํา หน้าที่จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียว ครูต้องมีหน้าที่ จัดทําหลักสูตร โดยวิเคราะห์ธรรมชาติของศาสตร์ที่รับผิดชอบ และในช่วงระยะภายในปีหรือภาค ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไร ทําอะไร และ เกิดอะไรขึ้นกับผู้เรียน นอกจากนั้นยังต้องทําการวัดและ ประเมินผลผู้เรียนว่า ได้บรรลุเป้าหมาย เป้าประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่อีกทั้งจะต้องทําการจัดกิจกรรมการ ประเมินให้ควบคู่ไปกับกิจกรรมการเรียนรู้โดยถูกต้อง ประเมินได้ครอบคลุมครบถ้วนพฤติกรรมของ ผู้เรียนทั้งสามด้าน และกําหนดสิ่งที่ต้องประเมิน ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545) ด้านพุทธพิสัย การประเมินความรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะจะใช้แบบทดสอบ ซึ่งเป็น แบบวิธีการดั้งเดิมก็ได้แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเรียนรู้ในกลุ่มศิลปะนั้น เป็นการให้ผู้เรียนได้นํา ความรู้จินตนาการความรู้สึกของผู้เรียนนําเสนอออกมาในรูปของการกระทําของผู้เรียน หรือส่งผ่านสู่ ภาพวาด ผลผลิต การร้องเพลงหรือการเต้นรํา เป็นต้น นั่นก็คือ เนื้อหาสาระ ของกลุ่มสาระการเรียน ศิลปะและสามารถประเมินได้จากผลผลิตหรือการกระทําที่ผู้เรียน ได้แสดงออกและได้ลงมือปฏิบัติจริง ดังนั้นวิธีการประเมินนอกจากจะใช้แบบทดสอบแล้ว การสัมภาษณ์และการประเมินจากผลผลิตที่เห็น จริงย่อมจะรู้ว่าผู้เรียนมีความรู้ในเนื้อหาสาระเพียงใด จาก มาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ จะมีมาตรฐานที่ให้ผู้เรียนได้วิพากษ์วิจารณ์ในขณะที่ผู้เรียนกําลังวิพากษ์วิจารณ์งานของตนเอง หรือของผู้อื่นก็จะทราบว่าผู้เรียนมีความรู้ในเนื้อหาสาระเรื่องนั้น มากน้อยเพียงใด เทคนิคของการ ประเมินที่ใช้อาจจะเป็นการใช้แบบทดสอบ การนําเสนอผลงานการเข้าร่วม กิจกรรม การประเมินตนเอง ฯลฯ ด้านทักษะพิสัย การประเมินการปฏิบัติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เป็นสิ่งที่ค่อนข้าง จะ ชัดเจนเพราะสาระการเรียนรู้ศิลปะนั้นส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการแสดงออกของผู้เรียนทั้งสิ้น จึงเป็นการ ประเมินที่ครูผู้สอนจะเห็นถึงความต่อเนื่องของทักษะ กระบวนการ (รวมทั้งทักษะกระบวนการวางแผน ใน การทํางาน) ความคล่องแคล่วซึ่งเป็นองค์รวมของผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วยตนเอง ดังนั้น วิธีการ ที่จะ ได้มาด้วยผลของการประเมิน เทคนิคของการประเมินก็คือกระบวนการทํางาน กระบวนการกลุ่ม การ ปฏิบัติงานฝึก การฝึกปฏิบัติงานจริง ด้านจิตพิสัย เป็นการประเมินการแสดงออกของผู้เรียนทั้งหมดนับตั้งแต่สีหน้าท่าทาง ความรู้สึกพึงพอใจ บุคลิกท่าทาง การทํางานร่วมกัน เช่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ครูผู้สอน สามารถประเมินด้วยวิธีการสังเกตได้อย่างเด่นชัด และทําการบันทึกการสังเกตพฤติกรรมใน


267 ทุก ๆ อิริยาบถ ก็จะได้ภาพรวมของผู้เรียนแต่ละคน และครูผู้สอนจะได้เห็นถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคล จากการที่ผู้เรียน ได้แสดงออก สื่อความเป็นตัวตนผ่านทางสาระของกลุ่มศิลปะ ซึ่งคงต้องใช้ วิธีการสังเกต การประเมิน พฤติกรรมการปฏิบัติการเข้าร่วมกิจกรรม ฯลฯ เพื่อน หรือครูผู้สอน วิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้เป็นการประเมินอย่างต่อเนื่อง (Dynamic Assessment) ตลอดจนให้มีการ ปรับปรุง พิจารณาเผยแพร่ใคร่ครวญตรวจสอบ ผลงานของตนเอง และมีการนําผลงานไปจัดแสดง เพื่อ เป็นการเผยแพร่ผลงานของผู้เรียนแต่ละคน หรือแต่ละกลุ่มเพื่อให้ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจในผลงาน ของตนเอง กําหนดสิ่งที่จะประเมินและเครื่องมือการประเมิน สิ่งที่จะต้องประเมินอาจจะอยู่ในรูป ของ พฤติกรรมการทํางาน หรือการปฏิบัติตามขั้นตอนการทํางาน ก็คือกระบวนการหลัก ทักษะในการ ทํางานของผู้เรียน ผลผลิตที่เป็นชิ้นงาน อาจมีผลงานบางชิ้นที่เป็นผลผลิตหรือกระบวนการปฏิบัติงานที่ ต่อเนื่อง ต้องทําเป็นรายงานเพื่อเป็นหลักฐานในการปฏิบัติตัวรายงานถือว่าเป็นชิ้นงานที่ควรให้ความ สนใจ เพราะต้องทํารายงานเป็นหลักฐานแทนการปฏิบัติงานและผลผลิต (อาจเป็นรูปภาพ ชิ้นงาน ฯลฯ) และนําไป เก็บไว้ในแฟ้มผลงาน กําหนดประเด็นการประเมิน เป็นการกําหนดร่วมกันระหว่างผู้เรียน และครูผู้สอนจะ พิจารณา จากสิ่งที่จะประเมินอาจเป็นผลงาน ชิ้นงาน การนําเสนอผลงาน รายงาน จนท้ายที่สุดอาจจะเป็น แฟ้ม ผลงาน ก็ต้องเป็นการตกลงร่วมกันว่าจะประเมินอะไรบ้าง และจะประเมินอย่างไร เพราะผู้เรียนจะได้ ใช้ศักยภาพความสามารถร่วมกับความตั้งใจที่จะพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ กําหนดเกณฑ์การให้คะแนนและระดับคุณภาพของการประเมิน ในการกําหนดเกณฑ์การ ให้ คะแนน ก็คือ การเขียนรายละเอียดการให้คะแนน หรือให้ระดับคะแนนที่มีความชัดเจนและละเอียด ผู้ ประเมินท่านใดมาอ่านแล้วเข้าใจตรงกัน ให้คะแนนในระดับเดียวกัน ผู้ตรวจผลงานหรือชิ้นงานหลายคน ตรวจได้ตรงกันก็ยิ่งดีดังนั้น การเขียนรายละเอียดการให้คะแนนจึงมีความสําคัญอย่างยิ่ง ส่วนระดับ คุณภาพ ของการประเมิน จะเป็นการระบุคุณภาพงานทั้งชิ้น เมื่อรวมแล้วคุณภาพของกระบวนการ ทํางาน หรือ ผลผลิตอยู่ในระดับใด อาจจะแบ่งเป็น 3 ระดับ หรือ 4 ระดับก็ได้แล้วแต่จะพิจารณา ร่วมกัน ส่วนมากจะ แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ ระดับดีระดับพอใช้และระดับควรปรับปรุง เพื่อผู้เรียนจะได้ ทราบว่าผลงานของตน อยู่ระดับใด ถ้าต้องการให้ผลงานมีระดับที่ดีขึ้นก็สามารถที่จะปรับปรุงแก้ไข ผลงานของตนเองได้จนถึง ระดับที่ตนพอใจ สําหรับวิธีการประเมินนาฏศิลป์สํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2547) ได้เสนอไว้ดังนี้ 1. สิ่งที่ต้องประเมิน ได้แก่ความรู้ความคิด ทักษะ จริยธรรม ค่านิยม กระบวนการ และ ผลงาน 2. เวลาในการประเมิน ต้องประเมินตั้งแต่เริ่มจนสิ้นสุด และประเมินให้เป็นธรรมชาติตาม สภาพ จริง และประเมินทุกระยะ 3. ผู้ประเมิน ได้แก่ผู้เรียน เพื่อน ครูและผู้ปกครอง 4. วิธีประเมิน ประเมิน โดยการสังเกต ตรวจงาน จากผลงาน หรือรายงาน สัมภาษณ์และ ใช้แบบทดสอบ เอกรินทร์สี่มหาภาค (2546) ได้สรุปถึงการวัดและประเมินผลการเรียนรู้หรือความก้าวหน้าใน การ เรียนการสอนนาฏศิลป์เป็นสิ่งที่มีความซับซ้อนกว่าการประเมินผลในสาขาวิชาอื่น ๆ การวัดและ


268 ประเมินผลทางนาฏศิลป์จะมุ่งเน้นทางด้านการแสดงออกของท่ารํามากกว่าด้านความรู้หรือข้อเท็จจริง ซึ่งมีการประเมิน 2 ลักษณะ คือ 1. การประเมินผลด้านความรู้โดยใช้ข้อคําถามหรือข้อทดสอบมีทั้งปรนัยและอัตนัย แบบฝึกหัด การตรวจผลงานเพื่อต้องการทราบถึงความเข้าใจ คําจํากัดความ ลักษณะรูปแบบ ของการ แสดง ครูควรประเมินอย่างต่อเนื่องอาจทําเป็นรายคนหรือรายกลุ่ม 2. การวัดและประเมินจากพฤติกรรมที่ผู้เรียนแสดงออก ซึ่งทําได้โดยการสังเกต ในการสังเกต นี้ยังรวมไปถึงการสังเกตความเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติที่มีต่อนาฏศิลป์เช่น ความสนใจ ความเอาใจใส่ การ ทํากิจกรรมกลุ่มหรือการพัฒนาทางอารมณ์ในขณะทํากิจกรรม รวมถึงความคิดสร้างสรรค์ทั้งในและ นอก โรงเรียน สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยการสังเกตของครูผู้สอนเป็นส่วนใหญ่นอกจากนี้ยังมีการสัมภาษณ์ อาจใช้การ ซักถามด้วยปากเปล่าเพื่อสังเกตผู้เรียนหรือทําแบบสอบถามความคิดเห็น ประโยชน์ของการประเมินผล การวัดและการประเมินผลที่ถูกต้อง จะส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาโดยตรง ดังมีผู้ กล่าวถึงประโยชน์ที่ได้จากการประเมินผล ดังนี้ เอกรินทร์สี่มหาภาค (2546) กล่าวถึง การประเมินผลและการปรับปรุงไว้ว่า การประเมินผลทําให้ ครูผู้สอนนําผลที่ได้ไปพัฒนาการสอน เพื่อให้ได้ผลผลิตทางการเรียนการสอนที่มีคุณภาพขึ้น กรมวิชาการ (2545) กล่าวถึงประโยชน์ของการประเมินผลภาคปฏิบัติที่มีต่อการเรียนการสอนไว้ 4 ประการ คือ 1. ทําให้ได้ข้อมูลการจัดการเรียนการสอนทั้งในระหว่างภาค และปลายภาค 2. ทําให้สามารถตัดสินผลการประเมินได้อย่างถูกต้อง พฤติกรรมเที่ยงตรงและครอบคลุม พฤติกรรมตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตรที่เน้นการแสดงออกและการฝึกปฏิบัติ 3. ทําให้ทราบความสําเร็จของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อใช้เป็นแนวทาง ใน การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนต่อไป 4. เพื่อเป็นเครื่องช่วยให้มีการวัดผลในโรงเรียน เน้นไปสู่การปฏิบัติจริงมากยิ่งขึ้น และ นําไปสู่การพัฒนาการเรียนการสอนที่ผู้เรียนได้แสดงออกอย่างแท้จริง จากประโยชน์ของการวัดผลตามที่กล่าวมา สรุปได้ว่าการประเมินที่ถูกต้องมีความสําคัญ ต่อ การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 2) การจัดการแสดงนาฏยลีลา จากนั้นหลักการจัดการเรียนรู้การสร้างสรรค์ศิลปะ ดนตรีและลีลา และการนําเสนอการ สร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์และลีลาการเคลื่อนไหว มีองค์ประกอบในการสร้างสรรค์งานที่ผู้สร้างสรรค์ จําเป็นใน การคิดออกแบบซึ่งเป็นส่วนสําคัญในการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ ในบทนี้จะอธิบายถึง องค์ประกอบในงาน สร้างสรรค์ที่ผู้สร้างสรรค์สามารถนําไปเป็นพื้นฐานในการสร้างสรรค์ผลงาน นาฏศิลป์ทุกประเภทได้บนพื้นฐานองค์ประกอบเดียวกัน อันได้แก่ แนวคิด


269 แนวคิด (Concept) ตามความหมายในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึง ความคิดที่เป็นแนวที่จะดําเนินต่อไป นอกจากนี้แนวคิด ยังหมายความรวมถึง ความคิด สําคัญ ซึ่งเป็นแนวในการผูกเรื่องหรือความคิดอื่น ๆ ที่สอดแทรกอยู่ในเรื่องก็ได้เช่น แนวคิดเกี่ยวกับ เรื่องบุญ กรรม แนวคิดเกี่ยวกับความรัก ความยุติธรรม ความตาย แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์หรือแนวคิดที่เป็น ความรู้ในด้านต่างๆ แนวคิด (Concept) เป็นสิ่งที่วางโครงเรื่องหลักของการแสดง ใช้หลักการเดียวกับการแสดง ละครที่จําเป็นต้องมีความคิดรวบยอดก่อนเป็นอันดับแรก การละครถือเป็นจุดเริ่มต้นของการแสดง ของ มนุษย์การละครและนาฏศิลป์เป็นสิ่งที่แยกไม่ขาดจากกัน การละครเป็นการแสดงเรื่องราวโดยใช้การ กระทํา หรือคําพูด แต่อาจไม่ใช้ทุกส่วนของร่างกายในการสื่อสารในลักษณะของนาฏศิลป์ทั้งนี้การวาง โครงเรื่องของการละครเป็นหัวใจหลักของเรื่องราวเช่นเดียวกับการแสดงนาฏศิลป์มีทั้งส่วนที่ เหมือนกันและแตกต่างกันในรายละเอียด การสร้างสรรค์นาฏศิลป์จึงต้องอาศัยการกําหนดโครงเรื่อง และองค์ประกอบของการแสดงละครในการวางเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง โดยมีลักษณะ ของการกําหนดโครงเรื่องแบบการละครรวมถึงองค์ประกอบของละครดังนี้ อริสโตเติล นักปราชญ์ชาวกรีกในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช กล่าวว่าละคร ประกอบด้วย 6 ส่วน โดยเรียงตามลําดับความสําคัญคือ โครงเรื่อง (Plot) ตัวละคร (Character) ความคิด (Thought) ภาษา (Diction) เพลง (Song) และภาพ (Spectacle) ซึ่งหลักองค์ประกอบ ของละคร นี้ยังใช้ได้ในยุคปัจจุบัน ผู้เขียนขอหยิบยกโครงเรื่องในองค์ประกอบของการละครที่สามารถ นํามาใช้ใน การวางโครงเรื่องของการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ซึ่งมีความหมายดังนี้ (นพมาส แววหงส์, 2558: 4-9) โครงเรื่อง คือ ลําดับของเหตุการณ์ภายในกรอบของบทละครเรื่องหนึ่งๆ ตั้งแต่จุดเริ่ม การ พัฒนาเรื่องไปจนถึงจุดลงเอย วรรณกรรมการละครส่วนใหญ่แสดงให้เห็นมนุษย์ที่ตกอยู่ในห้วง การ ตัดสินใจเนื่องมาจาก “ความขัดแย้ง” ขณะที่เรื่องราวดําเนินไป ปัญหาจะทวีความยุ่งยากขึ้น ทําให้ตัว ละครต้องตัดสินใจเลือกทางเดิน ปมปัญหาจะขมวดเกลียวเครียดขึ้นจนถึงจุดสูงสุดของเรื่อง และนําไปสู่ การคลี่คลายเรื่อง นักเขียนบทละครจะต้องจัดลําดับเหตุการณ์ที่ชี้ให้เห็นการต่อสู้ดิ้นรน ของตัวละคร ตลอดจนแสดงให้เห็นผลสุดท้ายที่ตัวละครประสบตามวิถีของการดําเนินเรื่อง ปัจจัยที่สามารถใช้ วิเคราะห์โครงเรื่องโดยทั่วไปได้แก่ การกระทําในละคร เกิดจากความขัดแย้ง (Conflict) ซึ่งมีทั้งความขัดแย้งภายในและ ความ ขัดแย้งภายนอก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งระหว่างตัวละคร, สังคม, โชคชะตา, หรือความขัดแย้ง ใน จิตใจ ความขัดแย้งนี้จะทําให้ตัวละครพยายามหาทางแก้ปัญหาหรือฝ่าฟันอุปสรรคที่เข้ามา ขวางทาง นั่นหมายถึง โครงเรื่องต้องมีการแสวงหาการแก้ปัญหาของความขัดแย้งในละคร เป็นการมองหาทิศทาง โดยใช้การกระทําของตัวละครเป็นจุดหมาย ผู้เขียนสรุปลักษณะของโครงเรื่องที่สามารถนํามาใช้ในการ สร้างสรรค์นาฏศิลป์ได้ดังนี้


270 การปูพื้น (Exposition) เป็นการปูพื้นให้เห็นถึงภูมิหลังและความเป็นมาของเรื่องราวและ ตัว ละคร การเตรียมเรื่อง (Foreshadowing) เป็นการวางเรื่องราวบางอย่างเอาไว้ล่วงหน้าเพื่อที่ว่าเมื่อ เหตุการณ์ผันแปรไปสู่ตอนจบ คนดูจะได้สามารถหวนระลึกถึงการเข้าใจและเข้าใจต่อจุดหักเหที่เกิดขึ้น จุดเริ่มเรื่อง (Point of attack) คือ ช่วงเวลา ณ จุดที่นักเขียนจับมาเป็นตอนเริ่มต้นของ การ กระทําในละครก่อนที่จะพัฒนาเรื่องต่อไปในทิศทางที่วางไว้อาจเลือกใช้จุดเริ่มเรื่องช้า หรือ จุดเรื่องต้น เร็วก็ได้ขึ้นอยู่กับการวางโครงเรื่อง เหตุการณ์กระตุ้น (Inciting incident) คือ สิ่งที่เกิดขึ้นซึ่งเป็นแรงผลักดัน หันเห หรือรบกวน สถานการณ์ที่เป็นมาในตอนต้นเรื่อง อันเป็นผลให้เกิดความปั่นป่วนหรือทําให้ตัวละครประสบปัญหาที่ จะต้องสะสางหรือแก้ไขต่อไป จุดสูงสุด (Climax) คือ ช่วงขณะที่ความตึงเครียดขึ้นไปถึงจุดสูงสุดในละคร เป็นสิ่งที่ทําให้ ละครสนุก และอาจมีจุดพลิกผลัน (anticlimax) ซึ่งเป็นการพลิกผัน หันเห หรือกลับตาลปัตรไปจาก ความตึงเครียดที่คาดหมายก็ได้ซึ่งอาจจะเป็นกลวิธีในการคลี่คลายเรื่องแบบหนึ่ง การคลี่คลาย (Denouement) คือ ตอนลงเอยของละครต่อจากความตึงเครียดสูงสุดแล้ว เป็นผลมาจากการตัดสินใจและการกระทําขั้นสุดท้ายของตัวละคร การคลี่คลายเป็นผลมาจากการ ตัดสินใจและการกระทําขั้นสุดท้ายของตัวละคร จะเป็นการเช่ือมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่าง สมบูรณ์และนําไปสู่จุดลงเอยที่ทําให้เรื่องจบลงตัวในใจของผู้ชม ในการวางโครงเรื่องของการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์นั้น มีส่วนประกอบของละครที่สามารถ นํามาใช้ได้แต่ทั้งนี้การนําเสนอด้วยวิธีการอาจมีความต่างกัน ดังจะนําองค์ประกอบของ การละครมา อธิบายถอดความในลักษณะของการวางโครงเรื่องแบบการสร้างสรรค์นาฏศิลป์ได้ดังนี้ การปูพื้น (Exposition) ลักษณะการปูพื้นเรื่องของการแสดงนาฏศิลป์นั้น อาจใช้การสื่อสาร ด้วยลักษณะของนาฏยลักษณ์เพลง ดนตรีการแต่งกาย ฉาก เช่น ระบําสุโขทัย เป็นนาฏศิลป์ที่ ประดิษฐ์ขึ้นในยุคสุโขทัย การปูพื้นเรื่องจากลักษณะของนาฏยลักษณ์คือ การเลียนแบบท่า พระพุทธรูป ปางลีลา ดนตรีใช้ปี่ใน กระจับปี่ซึ่งมีหลักฐานตามภาพจําหลักในสมัยนั้น ชุดแต่งกาย ศึกษาจากภาพ ลายเส้นรอบพระพุทธบาทสัมฤทธิ์สมัยสุโขทัย การปูพื้นเรื่องของนาฏศิลป์ไม่สามารถใช้เวลามากมายที่ จะอธิบายตัวตน หรือตัวแสดง ดังนั้นการปูพื้นเรื่องของนาฏศิลป์จึงเป็นภาพเชิง ประจักษ์แบบองค์รวมที่ เห็นอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นเรื่อง การเตรียมเรื่อง (Foreshadowing) เรื่องราวในระบําชุดหนึ่งๆ เกิดได้ทั้งการแสดงที่มี ลักษณะเป็นระบําที่ไม่มีเรื่องราว หมายถึงไม่ผูกเป็นเรื่อง เป็นเพียงระบําที่มุ่งแสดงถึงความงดงามของ


271 สิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น เช่น การรําบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีเรื่องราวในตัวไม่ร้อยเรียงผ่านเรื่องราว แต่ ยังคงมีแนวคิดหลักของระบําที่แสดงถึงการเคารพ การบนบานศาลกล่าวถ่ายทอดออกมาใน ลักษณะ การร่ายรํา หรือรําฉุยฉาย ที่มุ่งอวดทักษะการร่ายรําเป็นหลัก แสดงถึงความงดงามและทักษะ ฝีมือการ รํา ส่วนในระบําที่มีการผูกเรื่องนั้น มีลักษณะระบําที่มีเรื่องราว เช่น การนําวรรณคดีเรื่อง ขุนช้าง ขุนแผน ตอนนางวันทองถูกประหาร นําเสนอในรูปแบบนาฏศิลป์ไทยประยุกต์แนวคิดหลัก ของเรื่องคือ จิตคํานึงสุดท้ายของนางวันทอง ที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการเสนอแง่มุมของนางวันทองใน การระลึกถึงบุคคล ที่รักก่อนจะถูกประหาร ซึ่งในการเกริ่นนําเรื่องเป็นการเห็นภาพเรื่องราวในช่วง ต่างๆของนางวันทอง ที่ นํามาเตรียมเรื่อง เพื่อให้ผู้ชมหวนระลึกถึงตอนต้นเรื่อง เมื่อเข้าสู่จุดหักเหของ เรื่องในช่วงท้าย ก็จะ เข้าใจความคิดและความรู้สึกของนางวันทองในฉากก่อนถูกประหาร ในการเกริ่น นําเรื่องสามารถทําได้ เช่นเดียวกับการละคร แต่ด้วยเวลาของระบําชุดหนึ่งๆไม่สามารถที่จะยืดเยื้อได้การเตรียมเรื่องจึงต้องมี การวางแผนในการนําเสนอให้ชัดเจน ตรงประเด็นผู้ชมจึงจะเข้าใจได้ในเวลา อันจํากัด จุดเริ่มเรื่อง (Point of attack) มักจะเกิดขึ้นพร้อมๆกับภาพการเคลื่อนไหวของผู้แสดง การ เริ่มเรื่องในระบํานั้น พบว่า การเปิดตัวของระบําที่ไม่มีการผูกเรื่องราวมีลักษณะ เริ่มจากจังหวะ ที่ช้า (หมายถึง ดนตรีที่ค่อยๆ เพิ่มระดับขึ้นเรื่อยๆ) แม้แต่ระบําที่เป็นจังหวะสนุกสนานหรือจังหวะเร็ว ตั้งแต่ ต้น ก็ยังมีการเพิ่มขึ้นของจังหวะขึ้นอีกในช่วงกลาง ซึ่งนับว่าเป็นการเริ่มของเรื่องราวในระบํา ส่วนจุด เริ่มเรื่องในระบําที่ผูกเป็นเรื่องราวนั้น จุดเริ่มเรื่องก็พบว่าเริ่มตั้งแต่การเปิดตัวในตอนแรก เช่นกัน เช่น ฟ้อนบุญข้าวประดับดิน เป็นประเพณีบุญเดือนเก้าของชาวอีสานที่ชาวบ้านร่วมกันทําบุญ เพื่ออุทิศแก่ผู้ ล่วงลับไปแล้ว โดยเริ่มเรื่องจากการฟ้อนนําอาหารที่ห่อไว้รําเป็นขบวนเข้าวัด ซึ่งนับเป็น จุดเริ่มเรื่องของ ระบํา ในจังหวะเพลงและดนตรีที่มีความเร็วปานกลาง ไปสู่ช่วงกลางที่เร่งจังหวะ เร็วขึ้น เหตุการณ์กระตุ้น (Inciting incident) เป็นเหตุการณ์ที่เป็นจุดเน้นของการแสดง ส่วนใหญ่ เกิดจากระบําที่มีตัวเอกของระบําที่มีการผูกเรื่อง ตัวเอกมีการพบสถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจทําสิ่งใด สิ่ง หนึ่งหรือเป็นการกระตุ้นให้เผชิญหน้ากับสิ่งที่กําลังเกิดขึ้น เช่น ฟ้อนแห่นางแมว ในขณะที่ชาวบ้าน กําลังไล่จับแมวที่มีลักษณะดีมาทําพิธีแห่เพื่อขอฝน ผู้แสดงเป็นกลุ่มแมว เมื่อชาวบ้านไล่ล่า เมื่อถึง สถานการณ์ขับขันที่จะถูกจับได้นางแมวตัวเอกจึงตัดสินใจกระโจนลงบ่อนฎาเพ้ ื่อหลีกหนีโดยที่รู้ดีว่า อาจต้องตายเช่นกัน จุดสูงสุด (Climax) เป็นจุดที่เรื่องราวของระบําดําเนินไปถึงจุดที่สูงสุด ที่ผู้ชมกําลังรอให้ เกิดขึ้น หรือควรต้องเกิดขึ้นใน อาจกล่าวได้ว่าเป็นจุดที่ทําให้ระบําเกิดความสําเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ เช่นในระบําฉุยฉายที่มุ่งอวดทักษะความสามารถของผู้รํา เมื่อเริ่มจากท่ารําที่มีกระบวนท่าเรียบ ง่าย ค่อยๆดําเนินไปถึงท่ารําที่ใช้ทักษะการรําขั้นสูงยากที่ใครจะทําได้ที่ต้องมีการฝึกฝนเป็นอย่างดีงดงาม จนกระทั่งถึงที่สุด หรือการเต้นบัลเล่ต์เรื่อง สวอนเลค ที่มีท่าหมุนต่อเนื่องถึง 32 รอบ ในท่า เต้นชุด แบลคสวอน พาร์เดอเดอ จนให้กลายเป็นแม่แบบปฏิบัติที่นักเต้นต้องทําให้ได้ส่วนในระบําที่มีการผูก เรื่อง จุดสุดยอดเป็นจุดที่เกินความคาดหมายของผู้ชมในการกระทําภาพสูงสุดของการแสดงให้น่า อัศจรรย์ใจ น่าพึ่งตามความคิดรวบยอดที่ต้องการอย่างถึงที่สุด เช่น ระบําชุดกับดัก ผู้แสดงเป็น แมงมุม ที่คอยดักรอเหยื่อ มีแมลงเข้ามาหลายตัวจนกระทั่งตัวที่อ่อนแอที่สุด แมงมุมจึงชักใยล้อมรอบ เหยื่อนั้น ผู้ชมสามารถคาดเดาได้ว่าแมงมุมต้องทําสําเร็จ และผู้ชมก็รอคอยภาพที่แมงมุมจะจับเหยื่อ ได้อย่าง สมบูรณ์ภาพนั้นต้องเกิดขึ้นอย่างงดงามด้วยกลวิธีออกแบบของผู้สร้างสรรค์ที่ต้องทําให้ภาพที่เป็นจุด


272 สุดยอดของเรื่อง เป็นภาพที่ประทับใจ ในฉากนั้นผู้ออกแบบใช้เทคนิคพิเศษในการเนรมิตใย แมงมุง ขนาดใหญ่เท่ากับฉากหลังของเวทีหย่อนโรยลงมาจากด้านบนในขณะที่แมงมุมกําลังตะครุบ เหยื่อนั้น ก็ จับเหยื่อได้บนผืนผ้าใยแมงมุมขนาดใหญ่ เป็นไคลแม็กซ์ที่ตื่นตะลึงประทับใจอย่างที่สุด การคลี่คลาย (Denouement) หรือการจบเรื่อง เป็นภาพสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในระบําโดย การจบเรื่องนั้นมีลักษณะแตกต่างกันไป เช่นในระบําที่ไม่มีเรื่อง การจบอาจเป็นภาพรวมกลุ่มนิ่งที่ ยิ่งใหญ่แสดงให้เห็นถึงความอลังการของท่าทางที่รังสรรค์จากจินตนาการที่งดงามที่สุด หรืออาจจบใน ลักษณะสนุกสนาน หยอกล้อระหว่างนักแสดงที่จะพบมากในนาฏศิลป์พื้นเมือง ส่วนในระบําที่มีการผูก เรื่องเกิดขึ้นได้ในหลายลักษณะเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ต้องเป็นการคลายปมปัญหาที่เกิดขึ้นในระบํา เช่น เรื่อง บูชายัญ เป็นการสะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมกันของเพศหญิง ที่ถูกจับมาเพื่อเซ่นสรวงดวง วิญญาณของ ภูตผีในยุคอดีต ในตอนจบของเรื่องต้องสะท้อนแนวคิดของผู้สร้างสรรค์ที่วางไว้อย่าง คลายสงสัย และยัง ต้องแฝงไว้ด้วยปรัชญาที่เป็นจริง ไม่ผิดเพี้ยนกับกฎเกณฑ์ทั้งในแง่คุณธรรม ศีลธรรม กฎเกณฑ์ของสังคม และหลักศาสนา เพื่อการจรรโลงไว้แห่งคุณค่าของการแสดง จึงสามารถ นําการวางโครงเรื่องของการ ละครมาใช้ในการคิดสร้างสรรค์งานนาฏศิลป์ได้เป็นอย่างดีนอกจากนี้ใน การวางความคิดหลักของระบํา ยังมีวิธีการสร้างกรอบแนวคิดซึ่ง สามารถกระทําได้ 3 วิธีใหญ่ๆ (มาลินีอาชายุทธการ, 2547: 63) คือ 1. การคิด Concept แล้วหาสื่อในการนําเสนอ การคิดแบบนี้มักจะเป็นการนําเสนอแง่คิดที่ เป็นนามธรรม แล้วนํามาเปรียบเทียบหรือยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจใน Concept ง่ายขึ้น 2. การคิดสื่อในการนําเสนอแล้วหา Concept การคิดแบบนี้เป็นวิธีที่ง่ายและนิยมใช้อย่าง แพร่หลาย เป็นการคิดในสิ่งที่ตนเองสนใจ หรือคิดว่าน่าสนใจ มาทําเป็นผลงานแล้วหาแง่คิดที่เป็น ประโยชน์บอกแก่ผู้ชม จะเห็นว่างานลักษณะนี้เป็นการให้คุณค่าควบคู่ไปกับความบันเทิง 3. การคิด Concept หลังคิดสื่อ มานําเสนอมิได้มีวัตถุประสงค์อื่นๆแฝงอยู่วิธีนี้มุ่งเสนอ เนื้อหาเพียงอย่างเดียวและสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน รูปแบบการนําเสนอในผลงานการสร้างสรรค์แบ่งได้ดังนี้ 1. Pure Dance นําเสนอในรูปแบบของระบําแท้ไม่มีเรื่องราว มุ่งเน้นความสวยงามเป็นหลัก สําคัญ 2. Story Dance นําเสนอเรื่องราวในรูปแบบของระบํา หรือใช้ระบําเป็นตัวเล่าเรื่อง ผู้สร้าง งานจําเป็นต้องปูพื้นฐานของเรื่องที่จะนําเสนอให้ผู้ชมทราบมิเช่นนั้นอาจจะทําให้ผู้ชมไม่ได้รับอรรถรถ ตามที่ต้องการได้ 3. Dance Drama เป็นละครที่เน้นความเป็นจริง ด้วยกริยา+อารมณ์นั้น ๆ ประกอบดนตรี ซึ่งอาจแทรกท่าทางที่เป็นระบําเข้ามาบางช่วง ดังนั้น แนวคิด หรือความคิดรวบยอดจึงเป็นการวางโครงเรื่องหลักของการสร้างสรรค์ผลงาน เป็นอันดับแรก ซึ่งอาจเกิดขึ้นจากผู้สร้างสรรค์งานมีแรงผลักต่อการอยากทํา และต้องมีจุดมุ่งหมายที่ แน่วแน่มองภาพการแสดงที่อยากให้เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้นจนจบ และเลือกรูปแบบท่าทางใน การนําเสนอ นั่นคือ นาฏยลักษณ์หรือท่าทาง เปรียบประดุจหัวใจแห่งการสื่อสารด้วยภาษากาย


273 ท่าทาง การเริ่มสร้างสรรค์ท่าทางเบื้องต้นนั้นเมื่อผู้สร้างสรรค์ได้วางแนวคิดหรือความคิดรวบยอดของ ระบําแล้ว ขั้นตอนต่อไปในการกําหนดท่าทางจากภาพจินตนาการนั้น ผู้สร้างสรรค์สามารถกระทําได้ โดยหลักการคิดท่าทาง วิธีใหญ่ๆคือ รูปร่าง รูปทรง ท่าทางธรรมชาติและการเคลื่อนไหวแบบอิสระ การ สื่อสารด้วยอารมณ์ท่าพื้นฐานจากนาฏยลักษณ์ในประเภทต่างๆ 1. รูปร่าง รูปทรง จุดเริ่มต้นของการคิดโครงสร้างท่ารํา อาจเริ่มจากองค์ประกอบศิลป์หรือทัศนธาตุคือ จุด รูปร่าง เส้น โดยใช้การเคลื่อนไหว ลักษณะท่าทางนํามากําหนดโครงสร้างท่านั้น ดังเช่นการคิด โครงสร้างท่าในลักษณะรูปเรขาคณิต เส้นตรง สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เส้นเฉียง โดยเริ่มต้นจากการ กําหนดท่านิ่งรูปร่าง รูปทรงนี้เป็นการคิดท่าหลักของระบํา เช่นเดียวกับ การกําหนดเป้าหมาย ทิศทาง ของระบําเป็นการวางโครงสร้างรวมของระบําตั้งแต่ต้นจนจบโดยอาจ กําหนดท่าทางหลักๆ ไว้จํานวน หนึ่ง จากนั้นจึงค่อยบรรจุรายละเอียดของการเคลื่อนไหวในรูปแบบ ต่างๆ เปรียบเสมือนการวาดภาพ โครงร่างอย่างคร่าว แล้วค่อยแต่งแต้มเติมรายละเอียดที่ละส่วน 2. ท่าทางธรรมชาติและการเคลื่อนไหวแบบอิสระ การเคลื่อนไหวแบบธรรมชาติเป็นการนํารูปทรงอิสระมาจัดวางเพื่อสื่อความหมายของ การแสดง เช่น การยืน การเดิน การวิ่ง การกลิ้ง การกระโดด การนั่ง การงอตัว พลิกตัว ส่ายตัว โยก ศีรษะ โยกเอว โบกแขน เตะเท้า สะบัดขา เหวี่ยงตัว ซึ่งถือว่าเป็นการออกแบบท่าทางเบื้องต้น เริ่ม จากท่าทางธรรมชาติเบื้องต้นมาจัดองค์ประกอบในท่าทางให้ดูมีความพิเศษ สวยงามขึ้น 3. ท่าทางการสื่อสารด้วยอารมณ์ ท่าทางการสื่อสารด้วยอารมณ์ความหมายของการแสดงออก ผู้สร้างสรรค์ต้องมี จุดมุ่งหมายของ ท่าทางต่างๆที่เลือกใช้เมื่อนําท่าทางการสร้างสรรค์แบบธรรมชาติมารวมกับ อารมณ์ที่ต้องการสื่อจาก สีหน้า แววตา กริยาอาการ 4. ท่าพื้นฐานจากนาฏยลักษณ์ในประเภทต่างๆ การเลือกองค์ประกอบของท่าทางที่มีนาฏยลักษณ์ (แบบฉบับ) ในนาฏศิลป์แต่ละ ประเภทนํามาเป็นพื้นฐานขององค์ประกอบของท่าในงานสร้างสรรค์ชิ้นใหม่เช่น นาฏศิลป์ไทยแบบ มาตรฐาน นาฏศิลป์พื้นเมือง นาฏศิลป์สากล นาฏศิลป์ประยุกต์ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้นาฏศิลป์ไทย แบบมาตรฐาน ท่ารําในนาฏศิลป์ไทยที่ผู้สร้างสรรค์จําเป็นจะต้องทราบในเบื้องต้น ได้แก่องค์ประกอบ ของท่ารําไทยในการฝึกปฏิบัติพื้นฐาน ได้แก่ท่ารําในเพลงช้า - เพลงเร็ว และแม่บทใหญ่และ นาฏย ศัพท์ภาษาท่า นาฏยลักษณ์ของท่ารําไทยแบบมาตรฐานนี้มีลักษณะรูปร่าง รูปทรงที่มีความซับซ้อน


274 วิจิตร มีการลงรายละเอียดของท่าทางแบบพิถีพิถัน ประกอบไปด้วยท่ารํา การแปรแถว และการตั้งซุ้ม โดยมีลักษณะเฉพาะดังนี้ รูปแบบการใช้มือ การใช้มือในแม่ท่าพื้นฐานของนาฏศิลป์ไทยนั้น มีลักษณะของเส้นแข็ง เส้นโค้ง มีเส้นที่หนัก แน่น แข็งแรง ทรงพลัง แต่ในการทรงพลังแฝงด้วยความนุ่มนวล วิจิตรบรรจง มีการใช้แขนแบบ ยืด งอ หัก ตั้งฉาก โค้ง ตึง หงายรูปแบบการใช้มือพบว่าใน 1 คํากลอนหรือ 1 วรรค จะมีการใช้ท่ารํา 1-2 ท่า ประกอบกัน มีท่าเฉพาะที่สามาถแสดงถึงความหมายของอารมณ์เช่น ท่ารัก ท่าโกรธ ท่าเลียนแบบ ธรรมชาติเช่น นก ดอกบัว เป็นการตีบทตามความหมายของเนื้อร้อง รูปแบบการย่ําเท้า ก้าวเท้า การย่ําเท้ามีลักษณะการเดินจังหวะตามรูปแบบที่กําหนดไว้ตายตัวในนาฏยศัพท์ในการ กําหนดการก้าว เช่น การถัดเท้า การกระทุ้งเท้า ก้าวหน้า ก้าวไขว้ประสมเท้า สะดุด ในลักษณะอยู่กับ ที่และมีกําหนดการก้าวแบบเคลื่อนไหว เช่น ซอยเท้า ขยันเท้า โขยกเท้า รูปแบบการใช้ลําตัว มีการใช้ลําตัวตามการกําหนดท่ารําที่ตายตัวในลักษณะของนาฏศิลป์ไทย เช่น การกดไหล่กด ตัว กดเอว ซึ่งส่วนใหญ่ลําตัวไม่มีการกดตฎาหร่ ือยกสูง มีลักษณะการใช้ตัวแบบธรรมดา ระดับกลาง การนําแม่ท่าในแม่บทมาตรฐานไปใช้ในการสร้างสรรค์นั้น สามารถจัดทําได้ในหลายรูปแบบ ดัง ได้กล่าวแล้วในประเภทงานสร้างสรรค์คือ นาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ (แบบมาตรฐาน) ที่คิดขึ้นจาก รูปแบบนาฏศิลป์ไทย ทั้งการสร้างสรรค์ท่ารํา เพลง ดนตรีดังเช่นตัวอย่าง การสร้างสรรค์นาฏศิลป์ไทย สร้างสรรค์ชุด นาฎมณีเมขลาที่นํามาจากพระราชนิพนธ์เรื่องพระมหาชนก มีลักษณะการร่ายรํา ของ นางมณีเมขลาที่กําลังร่ายรํากับนางสวรรค์ด้วยดวงแก้ววิเศษ เป็นการจัดนําเอาท่ารํา แบบมาตรฐานมา จัดเรียงท่ารํา และองค์ประกอบการรวมกลุ่มที่ใช้รูปร่าง รูปทรงในการสื่อความหมาย การใช้พื้นที่การแปรแถว การใช้พื้นที่บนเวทีเป็นส่วนสําคัญในการสื่อความหมายของชุดการแสดงอีกอย่างหนึ่งที่นัก นาฏยประดิษฐ์ต้องทําความเข้าใจถึงองค์ประกอบความสําคัญบนเวทีซึ่งประกอบไปด้วย ลักษณะ เวที ตําแหน่งเวทีการใช้พื้นที่และการแปรแถว 1. ลักษณะเวที การใช้เวทีของการแสดงนาฏศิลป์ทุกประเภทโดยส่วนใหญ่แล้วมักจะนิยมใช้ตามลักษณะ โรง ละครแบบโพรซีเนียม (proscenium theatre) เป็นโรงละครที่นิยมกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด และ มีพัฒนาการอันยาวนาน ซึ่งมีอุปกรณ์ด้านการแสดงและอุปกรณ์ด้านเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับ การแสดง


275 จํานวนมากที่เอื้ออํานวยต่อการติดตั้งฉาก การจัดแสง และการใช้เทคนิคพิเศษต่างๆ ทุกประเภทอย่างดี ที่สุด โรงละครใหญ่ทั้งในประเทศไทยและในโลกจะพบว่าเกือบทั้งหมดเป็นโรง ละครแบบโพรซีเนียม ทั้งสิ้น โรงละครสําคัญในประเทศไทย ได้แก่ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรม แห่งประเทศไทย โรงละคร แห่งชาติกรุงเทพฯ โรงละครแห่งชาติภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัด นครราชสีมา โรงละครเฉลิมกรุง โรยัลเธียร์เตอร์ภูเก็ตแฟนตาซีโรงละครรัชดาแกรด์เธียร์เตอร์ที่มีขนาดใหญ่และมีเวทีกว้างขวางที่สุดใน ประเทศไทยปัจจุบัน โรงละครแบบโพรซีเนียมมีลักษณะเปิดช่องด้านหน้าของเวทีที่มีกรอบ เป็นเครื่องช่วยกําหนด สายตาการแลเห็นของผู้ชม พื้นที่ของเวทีสําหรับแสดงจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ส่วนที่ใช้ใน การ แสดง (playing area หรือ acting space) โดยตรง และส่วนที่เป็นพื้นที่เบื้องหลังฉาก (backstage space หรือ Working space) 2. ตําแหน่งเวที คือ บริเวณที่ใช้เป็นส่วนของการแสดงทั้งหมด มักอยู่ด้านหลังกรอบโพรซีเนียม บางครั้ง อาจจะ กําหนดให้ออกมาด้านหน้าเวทีที่ต่อเติมเป็นพิเศษ อาณาเขตของ acting area นี้จะสิ้นสุดที่ผนังของ ฉากที่อยู่ด้านหลังสุดซึ่งอาจจะเป็นยกพื้นสูงหรือเป็นระดับพื้นปกติเนื้อที่ของเวทีทั้งหมด อาจจะเป็น acting area เช่นการรําละครแบบที่มีเต้นรําประกอบ นิยมแบ่งพื้นที่เวทีออกเป็นส่วนๆ เพื่อความ สะดวกในการทํางานเบื้องหลังฉาก การออกแบบฉาก การแสดง และกํากับการแสดง โดย อาศัยซ้ายมือ และขวามือของนักแสดงเมื่อหันหน้ามาทางผู้ชมเป็นหลักดังนี้คือ 1. Down stage คือ พื้นที่ของเวทีที่อยู่ใกล้กับคนดูมากที่สุด 2. Up stage คือ พื้นที่เวทีที่อยู่ด้านในที่ไกลจากผู้ชม 3. Center stage คือ พื้นที่ของเวทีที่อยู่ตรงกลางระหว่าง up stage กับ 4. Off stage คือ พื้นที่ด้านนอกทางซ้ายมือ ขวามือ หรือด้านหลังของพื้นที่ที่ใช้ในการแสดง 5. Back Stage คือ พื้นที่ที่อยู่ด้านหลังฉาก หรือด้านหลัง cyclorama 3. การใช้พื้นที่และการแปรแถว ลักษณะการใช้พื้นที่ในการแสดงสามารถทําได้หลายวิธีเป็นการกําหนดทิศทาง การเคลื่อนที่ จากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ได้แก่การเคลื่อนไหวไปด้านข้าง และจากบนลงล่างของเวทีหรือเคลื่อนตัดกัน ในลักษณะเป็นเส้นตรง การใช้พื้นที่และการแปรแถวในระบํานั้น มักมีการใช้ในลักษณะการเคลื่อนที่เป็น เส้นตรง หลากหลายแนว และการเคลื่อนที่ในลักษณะโค้ง ในการออกแบบการใช้พื้นที่ของนาฏศิลป์สร้างสรรค์ ในนาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์นาฏศิลป์พื้นเมือง ส่วนใหญ่นิยมการเคลื่อนที่ในลักษณะ เส้นตรงแนวนอน แนวดิ่ง แนวเฉียง สามเหลี่ยมปากผนัง การเข้ากลุ่มในรูปทรงวงกลม การแปรแถว สับหว่าง ซิกแซก วน เป็นเลขแปดแนวนอน ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้ในนาฏศิลป์ไทยแบบมาตรฐาน และการแปรแถวหรือการ ใช้พื้นที่นั้นเป็นการแปรแถวเพื่อความสวยงาม เพื่อให้เกิดมิติในระบําที่หลากหลาย แต่ไม่มีความหมาย แฝงในการสื่อของการเคลื่อนไหว ส่วนนาฏศิลป์ประยุกต์สิ่งที่แตกต่าง กันในการใช้พื้นที่มักพบว่าจะ พยายามใช้พื้นที่หลายลักษณะ เช่น แบ่งกลุ่มหลายกลุ่ม แต่ละกลุ่มนั้นมีการเคลื่อนที่ไปคนละทิศ และ หลายรูปแบบ ในจังหวะเดียวกัน และพบว่า มักมีความหมายในการใช้พื้นที่เช่น ผู้แสดงรวมกลุ่มกัน 5


276 คน ในลักษณะแสดงความเป็นหนึ่งเดียว ส่วนผู้แสดงอีก 2 คน แยกตัวและพยายามหลีกหนีไปคนละทิศ แสดงท่าทางต่างกัน สื่อให้เห็นถึงการแตกแยก การเป็น ตัวเอง ความเชื่อมั่น ดังนั้น การใช้พื้นที่บนเวทีจึงมีความสําคัญต่อการนําไปใช้ในหลายลักษณะ ทั้งนี้ผู้สร้างสรรค์ ควรกําหนดการเคลื่อนไหวจาก แนวคิด รูปแบบการเคลื่อนไหว และการสื่อความหมาย ผู้สร้างสรรค์ผลงานอาจจะไม่มีความรู้ทางดนตรีมากนัก ซึ่งเมื่อกําหนดแนวคิด กําหนดท่าทาง เบื้องต้นแล้ว จําเป็นต้องอธิบายสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการให้ผู้ช่วยด้านดนตรีเข้าใจในแนวคิดนั้นอย่าง ชัดเจนผู้ประพันธ์เพลงยังต้องอาศัยองค์ประกอบในเนื้อหาของผู้สร้างสรรค์ท่าฟ้อนต่างๆ เพื่อนํามาเป็น จินตนาการในการคิดทํานองให้แปลกใหม่เช่น ลักษณะของการฟ้อนรําที่ต้องการการเคลื่อนไหว แบบช้าสลับเร็ว และจบลงช้า การอธิบายช่วงการแสดงอย่างชัดเจน มีส่วนทําให้การคิดสร้างสรรค์เพลงเป็นไปด้วยดีซึ่งอาจ มี การบรรจุเพลงที่ประพันธ์ขึ้นใหม่หรือเพลง ดนตรีที่นํามาประยุกต์ผสมผสานขึ้น นอกจากนี้ยังควร ระวังเรื่องอารมณ์ความต่อเนื่องของเพลงให้มีความสอดคล้องกับการแสดง เครื่องแต่งกาย เครื่องแต่งกายในการสร้างสรรค์นาฏศิลป์นั้น จําเป็นต้องศึกษาเรื่องขององค์ประกอบศิลป์ ในทางทัศนศิลป์เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการนําไปใช้อันได้แก่ ขนาดและสัดส่วน ให้มีความสัมพันธ์กันในรูปร่างของผู้แสดง ไม่ดูแล้วผิดสัดส่วน ความกลมกลืน การตกแต่งจากสีวัสดุที่ดูแล้วโดดเด่นเป็นพิเศษ แต่เมื่อพิจารณาแล้วไม่เข้า กันก็จัดว่าไม่กลมกลืน การตัดกัน ทําได้หลายวิธีทั้งในด้านลวดลาย สีสามารถสร้างให้ดูแปลกตา เอกภาพ มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับความกลมกลืน เอกภาพในการออกแบบการแต่งกาย นาฏศิลป์อาจหมายรวมถึงดูแล้วไม่ขัดตา ไม่มากจนเกินไป แต่มีความงามเฉพาะเจาะจง การเน้น เป็นการเพิ่มจุดเด่นของเครื่องแต่งกาย เช่น สร้อยคอ สายสังวาล ชฎา สีเป็นส่วนสําคัญในการมองเห็น การให้ความรู้สึกด้านอารมณ์ของการแสดง เพิ่ม ความ น่าสนใจ และเป็นสิ่งที่ในชุดระบําควรพิจารณาเป็นหลัก ตามหลักการใช้สีในจิตวิทยาให้ความรู้สึก แตกต่างกันดังนี้ สีแดง เย้ายวน ร้อนแรง เชื่อมั่น เปิดเผย สีเหลือง ร่าเรงิอ่อนโยน มีพลัง จินตนาการ สดใส สีเขียว สุขุม เยือกเย็น สีฟ้า ความสุขสงบ พักผ่อน สดชื่น เรียบง่าย สีม่วง สูงส่ง สง่า ศรัทธา สีขาว สะอาด บริสุทธิ์นักคิด ทรงพลัง สีดํา มั่นใจ น่าเกรงขาม ดุดัน โดดเดี่ยว สีน้ําเงิน ผู้นํา มั่นคง อบอุ่น


277 การออกแบบเครื่องแต่งกายในการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ส่วนใหญ่จะพบลักษณะ เด่น สําหรับเครื่องแต่งกายที่ใช้ในการแสดง ซึ่งสามารถสรุปหลักการออกแบบได้ดังนี้ 1. นําโครงสร้างของรูปแบบการแต่งกายมาเป็นโครงสร้างหลัก เช่น เส้นกรอบนอกของ รูปทรงในเครื่องแต่งกายไทย ชฎา มีส่วนแหลม กระบังหน้า กรอบหน้าทรงเหลี่ยม นํามาใส่รายละเอียด ใหม่ภายใต้กรอบแนวคิดในผลงาน 2. ลักษณะของวัสดุเช่น ผ้า ลวดลายผ้า เชือก เถาวัลย์กระดุม ดิ้นปัก ขนนก ลูกปัด เครื่องประดับโลหะ การประยุกต์จากวัสดุธรรมชาตินํามาเป็นส่วนเสริมให้ดูมีมิติเพิ่มเอกลักษณ์ของชุด 3. รูปแบบเครื่องแต่งกายท้องถิ่น เช่น ชนเผ่า ใส่ผ้าพื้นเมือง ทาตัว ใส่สร้อยคอใหญ่ผู้ สร้างสรรค์สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในงานที่ต้องการแสดงถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น 4. การใช้เครื่องแต่งกายเพื่อสื่อความหมายพิเศษ เช่น เป็นตัวเอก ตัวรอง ปีศาจ นางฟ้า พญายักษ์เครื่องแต่งกายที่นํามาออกแบบต้องสื่อความหมายในตัวอย่างชัดเจน ไม่คลุมเครือ 5. การใช้เครื่องแต่งกายเป็นอุปกรณ์การแสดง เช่น การออกแบบกระโปรงยาว บาน เป็น กลีบดอกไม้ในการแสดงใช้ผู้แสดงเป็นดอกไม้กระโปรงคือ กลีบดอกไม้หมุนตัวตลอดเวลา ลักษณะ เช่นนี้เครื่องแต่งกายจัดว่าเป็นหลักของการแสดงจึงต้องออกแบบให้เหมาะสม ไม่สะดุดล้ม หรือ ทําให้เกิดการผิดพลาดของผู้แสดง 6. ออกแบบตามจารีตปฏิบัติเช่น เครื่องแต่งกายไทยตามแบบจารีต ไม่ควรนํามา ประยุกต์ในลักษณะการแสดงแบบมาตรฐาน หรือทําให้ผิดเพี้ยนจากเดิม เพราะเป็นเครื่องแต่งกาย เลียนแบบ ของกษัตริย์ อุปกรณ์การแสดง อุปกรณ์ประกอบการแสดง เป็นส่วนหนึ่งที่พบในการแสดง ใช้สื่อความหมายในการแสดง ลักษณะการเลือกใช้อุปกรณ์การแสดงในนาฏศิลป์แต่ละประเภทแตกต่างกันไป สามารถสรุปการสื่อ ความหมายในการใช้อุปกรณ์ได้ดังนี้ 1. นาฏศิลป์ไทยแบบมาตรฐานและพื้นเมือง มีการใช้อุปกรณ์การแสดงเพื่อประกอบ ความสวยงาม และเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา เช่น จีนรําพัด รํากิ่งไม้เงินทอง รําดาบ รํากริช รํา พลอง ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน ฟ้อนเก็บใบชา เพิ่งกระตึบ ร่อนแร่ 2. นาฏศิลป์ประยุกต์ อุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการแสดงนาฏศิลป์ประยุกต์เป็นองค์ประกอบนาฏศิลป์ที่สําคัญ อย่างหนึ่งที่ทําให้การแสดงมีความสมบูรณ์ซึ่งไม่มีข้อกําหนดในการเลือกใช้ที่ตายตัว ผู้สร้างสรรค์ สามารถออกแบบอุปกรณ์ได้ตามจินตนาการ ทั้งนี้มีทั้งการสื่อความหมายเชิงนามธรรม และรูปธรรม เช่น การใช้ผ้าสีฟ้าขนาดใหญ่มีคนถือผ้าด้านข้างของเวทีทั้ง 2 ฝั่งในลักษณะซึ่งเป็นแนวนอนกลางเวที สื่อถึงสายนฎา้ลักษณะเช่นนี้จัดว่าเป็นการสื่อเลียนแบบธรรมชาติที่เป็นรูปธรรมที่มีอยู่จริง ลักษณะ การ สื่ออุปกรณ์การแสดงแบบนามธรรม เป็นลักษณะที่ต้องการให้เห็นถึงการเปรียบเทียบเชิง สัญลักษณ์ หรือเชิงปรัชญา เช่น การใช้กล่องกระดาษ 3 ใบ มีขนาดต่างกัน ในการแสดงนาฏศิลป์ประยุกต์ชุดความ


278 โลภ กล่องแต่ละใบนั้นต้องการสื่อถึง ความโลภของมนุษย์ในด้านต่างๆ ที่ไม่เท่ากัน และยังแทนความ หายนะที่มนุษย์พบจุดจบในตอนท้ายเรื่อง สรุป ขั้นตอนการสอนนาฏศิลป์ต้องสอนจากง่ายไปหายาก มีเพลงประกอบท่ารําและสอนทีละท่า โดยครูจะต้องเตรียมตัวในเรื่องของหลักสูตรที่สอน แนวการสอน เตรียมสื่อการสอน บันทึกการสอน ขั้นตอนการสอน และรายงานผลการประเมิน องค์ประกอบของการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์เป็นหัวใจสําคัญของการออกแบบงานด้าน นาฏศิลป์การสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ในทุกประเภทจําเป็นต้องมีความรู้พื้นฐาน เรื่อง แนวคิด ท่ารํา การใช้พื้นที่การแปรแถว เพลง ดนตรีเครื่องแต่งกาย อุปกรณ์การแสดง ทั้งนี้ผู้สร้างสรรค์ต้อง ระมัดระวังในการออกแบบองค์ประกอบการแสดงโดยต้องคํานึงถึง รูปแบบของงานสร้างสรรค์เป็นหลัก ในเรื่องขนบ ประเพณีข้อกําหนด ข้อบังคับ ศาสนา วัฒนธรรมท้องถิ่น การสะท้อนภาพ ผลงานในมิติ ใหม่ที่อาจให้เกิดผลกระทบต่อสังคม วัฒนธรรมดังนั้นผู้สร้างสรรค์ผลงาน ควรพิจารณา ในการ สร้างสรรค์งานนั้นอย่างรอบคอบ ในบทต่อไปผู้เขียนจะได้อธิบายถึงขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงาน นาฏศิลป์ใน 3 รูปแบบ ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ นาฏศิลป์ไทยสร้างสรรค์ประเภทมาตรฐาน นาฏศิลป์ ไทยสร้างสรรค์ประเภทพื้นเมือง และนาฏศิลป์ประยุกต์หรือ นาฏศิลป์ร่วมสมัย ซึ่งสามารถ นําไปเป็น ตัวอย่างเพื่อการสร้างสรรค์ผลงานนาฏศิลป์ชุดใหม่ได้ คําถามทบทวน 1.นักศึกษาออกแบบ หลักการจัดการเรียนรู้การสร้างสรรค์ศิลปะ ดนตรีและลีลา และการ นําเสนอ โดยใช้หลักการออกแบบดังนี้ 1. แนวคิด 2. ท่าทาง 3. การใช้พื้นที่การแปรแถว 4. เพลง ดนตรี 5. เครื่องแต่งกาย 6. อุปกรณ์การแสดง


279 เอกสารอ้างอิง ขนิษฐา โพธิสินธุ์. (2537) ปัญหาการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาดนตรีนาฏศิลป์สําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต, สาขาเทคโนโลยี ทางการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยบูรพา ถวัลย์มาศจรัส และวรรณีสมานสารกิจ. (2547).นวัตกรรมการศึกษา ชุดเอกสารประกอบ การสอนนาฏศิลป์ไทย. กรุงเทพฯ: ธารอักษร. ทิศนา แขมมณี. (2545). รูปแบบการจัดการสอน: ทางเลือกที่หลากหลาย, กรุงเทพฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นพมาส แววหงส์. (2558). ปริทัศน์ศิลปการละคร. ภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาลินีอาชายุทธการ. (2547). พื้นฐานนาฏยประดิษฐ์. กรุงเทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. สืบค้นเมอวื่ันที่ 20 ธันวาคม 2563. จาก www.royin.go.th/dictionary/. เรณูโกสินานนท์. (2535). รําไทย กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา -------------------- .(2544). นาฏยศัพท์ภาษาท่านาฏศิลป์. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. ---------------------. (2548). นาฏยศัพท์ภาษาท่านาฏศิลป์ไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. วิไลวรรณ พิศประเสริฐ. (2543). การสร้างแบบฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์สําหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาเทคโนโลยี ทางการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา วิวัฒน์เพชรศรี. (2552). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ทางนาฏศิลป์ของผู้เรียนในระดับช่วงชั้นที่ 2. ดุษฎีนิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต, สาขาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยบูรพา. อมรา กล่ําเจริญ. (2535) วิธีสอนนาฏศิลป์, กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์. อาภรณ์ใจเที่ยง. (2540), หลักการสอน. (พิมพ์ครั้งที่ 2), กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์ เอกรินทร์สี่มหาภาค. (2546). กระบวนการวัดและประเมินผลตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพฯ: บุ๊คพ้อยท์.


280


Click to View FlipBook Version