โครงการ
ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน
การประเมินโครงการสนับสนุนการแก้ไข บำบัด ฟื้ นฟู เด็ก เยาวชนและครอบครัว
กิจกรรมครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน รุ่นที่ ๑ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๕
ณ ค่ายนวมินทราชินี กรมทหารราบที่ ๒๑ รักษาพระองค์
ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง
กิจกรรมครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืนเป็นกิจกรรมในรูปแบบค่าย มีวัตถุประสงค์ให้เด็ก
เยาวชน และผู้ปกครองได้รับการเรียนรู้ เป็นการฝึกอบรมเด็กและเยาวชนให้มีระเบียบวินัย มี
มนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น มีจิตอาสา ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น
เพื่อให้เด็กและเยาวชนกลับตัวเป็นคนดีคืนสู่ครอบครัวและสังคม โครงการสนับสนุนการแก้ไข
บำบัด ฟื้ นฟู เด็ก เยาวชนและครอบครัว กิจกรรมครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืนได้รับการ
จัดสรรงบประมาณจากสำนักงานศาลยุติธรรม การจัดกิจกรรมในรูปแบบค่ายนี้ได้รับความ
อนุเคราะห์จากผู้บังคับการกรมทหารราบที่ ๒๑ รักษาพระองค์ ฯ ในการจัดเตรียมสถานที่และ
บุคคลากร การดูแลเด็กและเยาวชน และการฝึกอบรมโดยวิทยากรและครูฝึกจากค่ายนวมินท
ราชินี การจัดกิจกรรมรุ่นที่ ๑ มีเด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมจำนวน ๗๐ คน โดยได้เริ่ม
กิจกรรมตั้งแต่วันที่ ๑๙ ถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕ และมีผู้ปกครองของเด็กและเยาวชนมา
เข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕ จำนวน ๕๙ คน
การดำเนินงานเรื่องการประเมินกิจกรรมครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน ท่านวิรา ยากะ
จิ ณ พิกุล รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ผู้กำกับดูแลโครงการ ฯ นี้ ได้
มอบหมายให้นักจิตวิทยาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางทำการประเมินในส่วนของเด็กและ
เยาวชน และมอบหมายให้ผู้พิพากษาสมทบที่เป็นคณะทำงาน ฯ ทำการประเมินในส่วนของผู้
ปกครอง
การประเมินกิจกรรมครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน
โดย ผู้พิพากษาสมทบที่เป็นคณะทำงานฝ่ายประเมิน ได้แก่ นางรับพร กิตติวัชร
นางวัชรี สุขอนันต์ นางเบญวรรณ สิทธิสาท นางวัฒนาพร รักษากุล
และนางสาวจารวี มั่นสินธร
การออกแบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลักที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาประเมินกิจ
กรรมฯ และเพื่อให้ได้แบบสอบถามที่มีเนื้อหาตรงตามวัตถุประสงค์ของกิจกรรมฯ คณะผู้
ประเมินมีความเห็นว่านอกจากการใช้แบบสอบถามผู้ปกครองแล้วควรเพิ่มแบบสอบถาม
วิทยากรและครูฝึกจากค่ายนวมินทราชินีด้วย เนื่องจากเป็นผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กและเยาวชน
ตลอดระยะเวลาของการฝึกอบรม น่าจะสังเกตการเรียนรู้และการปรับเปลี่ยนทัศนคติ/
พฤติกรรมของเด็กและเยาวชนได้เป็นอย่างดี
ข้อมูลที่ใช้ในการประเมินกิจกรรมครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน รุ่นที่๑ ณ ค่ายนวมินท
ราชินี จังหวัดชลบุรี ตั้งแต่วันที่ ๑๙ ถึงวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕ ได้แก่
ข้อมูลจากวิทยากรและครูฝึกจากค่ายนวมินทราชินี
- การฝึกอบรม การบรรยาย และการจัดกิจกรรมโดยวิทยากรและครูฝึก
- ข้อมูลจากแบบสอบถามครูฝึกประจำกลุ่ม หัวหน้าครูฝึก และวิทยากร
ข้อมูลจากผู้ปกครองของเด็กและเยาวชน
- ข้อมูลจากแบบสอบถามผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕
- ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองทางโทรศัพท์
- การปรับเปลี่ยนความประพฤติและอุปนิสัยของเด็ก/เยาวชน หลังจากผ่านการฝึก
อบรมที่ค่ายนวมินทราชินี ตามความเข้าใจและความคิดเห็นของผู้ปกครอง
ข้อมูลจากวิทยากรและครูฝึกจากค่ายนวมินทราชินี
ข้อ ๑ การฝึกอบรม การบรรยาย และการจัดกิจกรรมโดยวิทยากรและครูฝึก
เด็ก/เยาวชน จำนวน ๗๐ คน แบ่งเป็น ๔ กลุ่ม (สีเหลือง สีชมพู สีฟ้า และสีส้ม) ทุกกลุ่ม
ได้รับการฝึกอบรมจากวิทยากรและครูฝึกพร้อมกัน ทั้งการบรรยายและกิจกรรมต่าง ๆ การมี
กิจวัตรประจำวันร่วมกันทุกวัน ตั้งแต่เช้า ๖.๐๐ น.ถึง ๒๑.๓๐ น. ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อ
กัน และสร้างความสามัคคีในหมู่คณะ
เมื่อพิจารณาจากรายการต่าง ๆ ที่ระบุในกำหนดการฝึกปฏิบัติและรายงานประจำวัน
จากหัวหน้าครูฝึกแล้ว พอสรุปได้ว่าเด็ก/เยาวชนได้เรียนรู้และได้รับประสบการณ์ต่าง ๆ ดังต่อ
ไปนี้
๑.๑ เกิดความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ : โดยการบรรยายเรื่อง
ประวัติศาสตร์ชาติไทย กับภัยคุกคามที่มีผลต่อความมั่นคงของชาติ และการ
อบรมให้ความรู้เรื่องศาสนาและจริยธรรม
๑.๒ การเรียนรู้การดำรงตนในสังคม และความรับผิดชอบต่อสังคม มีจิตอาสา
อาทิ การให้ความรู้เรื่องบทบาทหน้าที่เยาวชนไทย กิจกรรมจิตอาสา การ
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง และประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)
๑.๓ ความรู้เรื่องสุขภาพ อาทิ การเรียนรู้วิธีปฐมพยาบาลและการกู้ชีพ โดยการ
นวดหัวใจผายปอด (CPR) และพิษภัยของยาเสพติด
๑.๔ การฝึกให้มีระเบียบวินัย เป็นหนึ่งในจุดมุ่งหมายหลักของกิจกรรม
ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืนซึ่งประสบความสำเร็จจนเป็นที่ทราบดีว่า
เด็ก/เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมนี้ ส่วนใหญ่ปรับตัวให้มีระเบียบวินัย
๑.๕ กิจกรรมกลุ่มทางจิตวิทยา อาทิ การอภิปรายกิจกรรมกลุ่ม การคิดเชิงบวก
กิจกรรมที่เด็ก/เยาวชนชื่นชอบ คือ กิจกรรมรอบกองไฟ เพราะทำให้รู้สึก
สนุกสนาน เพลิดเพลินและผ่อนคลาย ที่สำคัญคือทำให้เกิดความสามัคคี
และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น ซึ่งตรงตามวัตถุประสงค์ของกิจกรรม
ครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน
การฝึกอบรมทั้งการบรรยายและการจัดกิจกรรมต่าง ๆ โดยวิทยากรและครูฝึกจึง
สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของโครงการสนับสนุนการแก้ไข บำบัด ฟื้ นฟู เด็ก/เยาวชนและ
ครอบครัว
ข้อ ๒ ข้อมูลจากแบบสอบถามครูฝึกประจำกลุ่ม หัวหน้าครูฝึก และวิทยากร
สรุปความคิดเห็นของวิทยากรและครูฝึกเกี่ยวกับกิจกรรม “ครอบครัวอุ่นใจ ได้ลูกหลาน
คืน” (มีผู้ตอบแบบสอบถาม ๑๓ ท่าน) ดังนี้
๒.๑ ความคิดเห็นเรื่องระยะเวลาในการฝึกอบรม การจัดรถรับ-ส่งเยาวชน การ
จัดเตรียมกิจกรรมและการประสานงาน
- ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ร้อยละ๘๔.๖๒ มีความเห็นว่าระยะ
เวลาการฝึกอบรม ๗ วัน มีความเหมาะสม ผู้ตอบส่วนน้อยร้อยละ
๑๕.๓๘ มีความเห็นว่า การฝึกอบรม ๗ วัน ระยะเวลาน้อยไป
- ผู้ตอบแบบสอบถามทุกคนมีความเห็นตรงกันว่า การจัดรถรับ-ส่ง
เด็ก/เยาวชนที่ศาลฯ การจัดเตรียมสถานที่ การจัดเตรียมพิธีการหรือ
กิจกรรมต่าง ๆ และการประสานงานในการจัดกิจกรรมที่ค่ายฯ ครั้ง
นี้ไม่มีปัญหาหรือเหตุขัดข้องใด ๆ
๒.๒ ความคิดเห็นเรื่องความสนใจและความตั้งใจของเด็ก/เยาวชน ในการรับฟัง
การบรรยายและการเข้าร่วมกิจกรรม
การบรรยาย
- ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ร้อยละ ๖๙.๒๓ มีความเห็นว่า เด็ก/
เยาวชนสนใจและตั้งใจฟังการบรรยายดีมาก อีกร้อยละ ๓๐.๗๗ มีความ
เห็นว่า เด็ก/เยาวชนสนใจและตั้งใจฟังการบรรยายดี
- ไม่พบ เด็ก/เยาวชน ที่ไม่ตั้งใจฟังการบรรยาย และไม่พบเด็ก/เยาวชน
หลับ ๆ ตื่น ๆ ในขณะที่มีการบรรยาย
การร่วมกิจกรรม
- ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนร้อยละ ๕๓.๘๕ มีความเห็นว่า เด็ก/เยาวชน
ตั้งใจเข้าร่วมกิจกรรมดีมาก ผู้ตอบอีกร้อยละ ๔๖.๑๕ มีความเห็นว่า
เด็ก/เยาวชน ตั้งใจเข้าร่วมกิจกรรมดี
-ไม่มีเด็ก/เยาวชนที่ไม่ให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมกิจกรรม
๒.๓ ความคิดเห็นเรื่องการมีระเบียบวินัย และการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น
- เด็ก/เยาวชนทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องระเบียบวินัยไปในทางที่ดีขึ้น
- ครูฝึกส่วนใหญ่ร้อยละ ๖๑.๕๔ มีความเห็นว่า โดยรวมแล้วการฝึก
ระเบียบวินัยให้กับเด็ก/เยาวชน มีผลให้เด็กและเยาวชนมีระเบียบวินัยดี
ขึ้นมาก ครูฝึกอีกร้อยละ ๓๘.๔๖ มีความเห็นว่า เด็ก/เยาวชนมีระเบียบ
วินัยดีขึ้น
- ครูฝึกส่วนใหญ่ร้อยละ ๖๑.๕๔ มีความเห็นว่า การได้อยู่ร่วมกันในค่าย ฯ
มีผลให้เด็ก/เยาวชนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นในระดับที่ดีขึ้นมาก ครู
ฝึกอีกร้อยละ ๓๘.๔๖ มีความเห็นว่า การได้อยู่ร่วมกันในค่าย ฯ มีผลให้
เด็ก/เยาวชนมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นในระดับที่ดีขึ้น
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพิ่มเติม
จากวิทยากรและหัวหน้าครูฝึก (ร้อยเอกวิรัตน์ สนใจ)
- รอ.วิรัตน์ สนใจ ตอบแบบสอบถามกลับมาถึงศาลฯเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕ เพื่อ
แสดงความขอบคุณที่ได้มีโอกาสมอบสิ่งดี ๆ ให้กับเยาวชน และรู้สึกยินดีอย่างยิ่งในฐานะ
ที่เป็นวิทยากรและครูฝึก
- เพื่อความเหมาะสมในการบริหารจัดการเรื่องสถานที่ บุคลากรและปัจจัยอื่น ๆ จำนวน
เยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละรุ่น โดยประมาณควรไม่น้อยกว่า ๕๐ คน และไม่เกิน
๑๐๐ คน
ข้อมูลจากผู้ปกครองของเด็กและเยาวชน
เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืนที่ค่ายนวมินทราชินี
ตั้งแต่วันที่ ๑๙ ถึง วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕ มีจำนวน ๗๐ คน ส่วนผู้ปกครองของเด็ก/เยาวชน
ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕ มีจำนวน ๕๙ คน ผู้ปกครองอีก ๑๑ คนไม่มา
ร่วมกิจกรรม ผู้ปกครองที่ตอบแบบสอบถามในวันปิดค่ายนี้มีจำนวน ๕๘ คน ( มาร่วมกิจกรรม
แต่ไม่ตอบแบบสอบถาม ๑ คน และบางคนให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน)
ภายหลังการฝึกอบรมเด็ก/เยาวชนที่ค่ายประมาณหนึ่งเดือนเศษ ได้ดำเนินการสัมภาษณ์
ผู้ปกครองทางโทรศัพท์ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ โดยสัมภาษณ์
เฉพาะผู้ปกครองที่ตอบแบบสอบถามในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕ (วันปิดค่าย)
ข้อมูลที่ได้จากการตอบแบบสอบถามของผู้ปกครองและการสัมภาษณ์ผู้ปกครองทาง
โทรศัพท์มีประเด็นที่นำมาวิเคราะห์ดังนี้
- ความเข้าใจและความคิดเห็นของผู้ปกครองจากการตอบแบบสอบถามในวันที่เข้า
ร่วมกิจกรรม ที่ค่ายนวมินทราชินี (วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕)
- ความเข้าใจและความคิดเห็นของผู้ปกครองจากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ (วันที่
๓๐ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕) ซึ่งจะสัมภาษณ์เฉพาะผู้ปกครองที่ได้
ตอบแบบสอบถามในวันปิดค่ายฯ
- การปรับเปลี่ยนความประพฤติและอุปนิสัยของเด็ก/เยาวชน หลังจากผ่านการฝึก
อบรมที่ค่ายนวมินทราชินีแล้ว
ข้อ ๑ข้อมูลจากแบบสอบถามผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕
ข้อมูลจากผู้ปกครองจำนวน ๕๘ คนที่เข้าร่วมกิจกรรมและตอบแบบสอบถามในวันที่
๒๕ เมษายน ๒๕๖๕ ได้สรุปสถานะภาพหรือภูมิหลังของผู้ปกครอง ความเข้าใจและความคิด
เห็นของผู้ปกครองจากการตอบแบบสอบถามดังนี้
๑.๑ สถานะภาพของผู้ปกครอง
- ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับเด็ก/เยาวชน : ผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ
๔๔.๘๓ มีฐานะเป็นมารดา ผู้ปกครองร้อยละ ๒๔.๑๔ มีฐานะเป็นบิดา เป็น
ญาติของเด็กและเยาวชนร้อยละ ๒๗.๕ และอื่นๆร้อยละ ๓.๕๓
- การศึกษาของผู้ปกครอง : ผู้ปกครองมีการศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา
สูงสุดถึงระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่ร้อยละ ๓๓.๙๖ จบชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
- รายได้ของผู้ปกครอง : ผู้ปกครองมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ ๑๙,๐๑๑.๗๘ บาท ราย
ได้ต่ำสุดเดือนละ ๑,๐๐๐ บาท รายได้สูงสุดเดือนละ ๗๐,๐๐๐ บาท
๑.๒ ความคิดเห็นของผู้ปกครองเกี่ยวกับสถานที่ ระยะเวลาในการฝึกอบรม และความ
รู้สึกของผู้ปกครอง/เยาวชนก่อนการเข้าร่วมฝึกอบรม
- ผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ ๕๐ มีความเห็นว่า สถานที่ที่ใช้ในการฝึกอบรมมี
ความเหมาะสมดี ผู้ปกครองร้อยละ ๔๘.๐๘ มีความเห็นว่าสถานที่เหมาะสมดี
มาก และความเห็นอื่น ๆ ร้อยละ ๑.๙
- ผู้ปกครองส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๐.๓๘ มีความเห็นว่า การฝึกอบรมที่ค่ายฯ เป็น
ระยะเวลา ๗ วันนั้นเหมาะสม และอีกร้อยละ ๙.๖๒ มีความเห็นว่าการฝึกอบรม
ที่ค่ายฯ เป็นระยะเวลา ๗ วันน้อยไป
- ความรู้สึกของผู้ปกครอง/เยาวชนก่อนการเข้าร่วมฝึกอบรมที่ค่ายฯ ส่วนใหญ่
ร้อยละ ๘๐.00 ยินดีให้ความร่วมมือ ร้อยละ ๑๘.๑๘ มีความวิตกกังวล และร้อย
ละ ๑.๘๒ เยาวชนไม่เต็มใจเข้าร่วมการฝึกอบรม
๑.๓ ความเข้าใจและความคิดเห็นของผู้ปกครองเกี่ยวกับพฤติกรรมหรืออุปนิสัยของ
เด็ก/เยาวชน ก่อนการเข้าร่วมกิจกรรมที่ค่าย
การตอบแบบสอบถามของผู้ปกครองในประเด็นนี้ผู้ปกครองบางคนมีความ
คิดเห็นว่า เด็ก/เยาวชนแต่ละคนอาจมีพฤติกรรมหรืออุปนิสัยได้หลายแบบ หรือ
ไม่มีพฤติกรรมหรืออุปนิสัยตามที่ระบุไว้เลย (ผู้ปกครองอาจเลือกตอบได้
มากกว่าหนึ่งข้อหรือไม่ตอบข้อใดเลย) พฤติกรรมหรืออุปนิสัยของเด็ก/เยาวชน
ก่อนการเข้าฝึกอบรมที่ค่าย ตามที่ผู้ปกครองเลือกตอบมากที่สุดคือ ไม่มี
ระเบียบ วินัย รองลงมาตามลำดับคือ ช่วยทำงานบ้านหรือช่วยหารายได้ ชอบ
เที่ยวเตร่ กลับบ้านดึก มีความกตัญญูชอบช่วยเหลือผู้อื่น และคบเพื่อนที่ชวนกัน
ไปกระทำ ความผิด ดูตารางที่ ๑ (คิดตามจำนวนร้อยละของพฤติกรรมหรือ
อุปนิสัยของเด็ก/เยาวชน ตามที่ผู้ปกครองตอบมาทั้งหมด โดยเลือกตอบได้
มากกว่า 1 ข้อ)
๑.๔ ปัญหาหรือปัจจัยที่ผู้ปกครองคิดว่ามีผลต่อพฤติกรรมของเด็กและเยาวชน ดู
ตารางที่ ๒ (คิดตามจำนวนร้อยละของปัญหาหรือปัจจัยตามที่ผู้ปกครองตอบมา
ทั้งหมด เลือกตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) มีดังนี้
- สภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย เพื่อนหรือบุคคลที่ใกล้ชิด ร้อยละ ๓๕.๔๔
- ครอบครัวหรือความสัมพันธ์ในครอบครัว ร้อยละ ๓๔.๑๘
- การศึกษา ร้อยละ ๑๒.๖๖
- ค่าครองชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ (รายได้ รายจ่าย) ร้อยละ ๑๐.๑๓
- สุขภาพกาย สุขภาพจิต ร้อยละ ๗.๕๙
สรุปว่าปัจจัยที่ผู้ปกครองคิดว่ามีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก/เยาวชนมากที่สุดคือสภาพสิ่ง
แวดล้อม และครอบครัว
ตารางที่ 1 พฤติกรรมหรืออุปนิสัยของเด็ก/เยาวชน ก่อนเข้ารับการฝึกอบรมที่ค่ายฯ
พฤติกรรมหรืออุปนิสัยของเด็ก/เยาวชน จำนวนที่ตอบ
(ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ) (%)
ไม่มีระเบียบวินัย 24 (26.67 %)
ช่วยทางานบ้าน หรือช่วยหารายได้ 21 (23.33 %)
ชอบเที่ยวเตร่กลับบ้านดึก 20 (22.22 %)
ชอบช่วยเหลือผู้อื่น 17 (18.89 %)
คบเพื่อนที่ชวนกันไปกระทาความผิด 8 (8.89 %)
คบเพื่อนที่ชวนกันไปกระทาความผิด ไม่มีระเบียบวินัย
8.9% 26.7%
ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
18.9%
ชอบเที่ยวเตร่กลับบ้านดึก ช่วยทางานบ้าน หรือช่วยหารายได้
22.2% 23.3%
ตารางที่ 2 ปัจจัยหรือปัญหาที่มีผลต่อพฤติกรรมและความประพฤติของเด็ก/เยาวชน
ปัจจัยหรือปัญหาที่มีผลต่อพฤติกรรมและความ
จำนวนที่ตอบ
ประพฤติของเด็ก/เยาวชน (%)
(ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)
28 (35.44 %)
สภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย เพื่อนหรือบุคคลใกล้ชิด 27 (34.18 %)
10 (12.66 %)
ครอบครัวหรือความสัมพันธ์ในครอบครัว
8 (10.13 %)
การศึกษา 6 (7.59 %)
ค่าครองชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ (รายได้ รายจ่าย)
สุขภาพกาย สุขภาพจิต
สุขภาพกาย สุขภาพจิต สภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย เพื่อนหรือบุคคลใกล้
7.6% 35.4%
ค่าครองชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ (รายได้ รายจ่าย)
10.1%
การศึกษา
12.7%
ครอบครัวหรือความสัมพันธ์ในครอบครัว
34.2%
ตารางที่ ๓ แสดงพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปภายหลังการเข้าร่วมกิจกรรมที่ค่ายฯ
ตามความเห็นของผู้ปกครอง ๕๑ คน (ไม่มีข้อมูล ๑๙ คน)
รายละเอียดข้อมูล ใช่ ไม่แน่ ไม่ใช่ ไม่มี
ใจ ข้อมูล
เยาวชนและครอบครัวมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น 44 4 3 19
เยวชนมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคนอื่นมากขึ้น 37 11 3 19
บิดามารดา ผู้ปกครอง ได้เรียนรู้ในการอบรมเลี้ยงดูเยวาชนได้ดีขึ้น 47 4 0 19
เด็ก เยาวชนมีระเบียบวินัยดีขึ้น 49 2 0 19
เยาวชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึ้น 51 0 0 19
โดยรวมเยาวชนมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ 51 0 0 19
60
40
20
0
บิดามเายราดวาชผูน้แปลกะคครรเอองยวบไดชค้โรเเัรนดีมวยียมยาีรควนครววู้ชวามใเานมนมยสมีเัสกาดัก็ามวาพมรกชัพรอเันนปธยมบรน์ัีธาร์ใกกบวมักเาเลชล้ีนรป้ลชเนีิอ่มยยปีดล่ยงีกรด่าัูนะงเยเบใพบยนคีกฤวลแตยน้าิอชืป่บิชกวลิรดนนนงรไัมมดห้รมยาาืดดดีีีกกขขขขขอึึึึึ้้้้้ไมนนนนน่
ข้อ ๒ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองทางโทรศัพท์
หลังจากปิดกิจกรรมที่ค่ายฯ ไปแล้วประมาณหนึ่งเดือนเศษ ระหว่างวันที่ ๓๐
พฤษภาคม ถึงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ จึงเริ่มสัมภาษณ์ผู้ปกครองที่ตอบแบบสอบถามในวัน
ปิดค่าย ฯ จำนวน ๕๑ คน ไม่มีข้อมูล 19 คน (ขาดผู้ปกครองที่ไม่มาร่วมกิจกรรมในวันปิดค่าย
๑๑ คน มาวันปิดค่ายแต่ไม่ตอบแบบสอบถาม ๑ คน และไม่สามารถติดต่อเพื่อสัมภาษณ์ทาง
โทรศัพท์ได้ ๗ คน)
จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ปกครองโดยการสัมภาษณ์ สรุปได้ว่า ภายหลังจากการ
เข้าร่วมกิจกรรมที่ค่ายฯ เด็ก/เยาวชนทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงหลายประการ โดยรวมแล้ว
เด็ก/เยาวชนทุกคนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น ผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมใน
วันปิดค่ายก็ได้เรียนรู้วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็ก/เยาวชนให้ดีขึ้น
ภายหลังจากที่ผู้ปกครองและเด็ก/เยาวชนได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ค่าย ฯ แล้ว พบว่า
พฤติกรรมปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ดังนี้ (คิดตามจำนวนร้อยละของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละข้อ
ตามที่ผู้ปกครอง ๕๑ คนเลือกตอบมาในแบบสอบถาม โดยอาจตอบได้มากกว่า ๑ ข้อ)
ดูตารางที่ ๓
- เด็ก/เยาวชนทุกคนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึ้น
- เด็ก/เยาวชนส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๖.๐๘ มีระเบียบวินัยดีขึ้น
- บิดา-มารดา หรือผู้ปกครองร้อยละ ๙๒.๑๖ ได้เรียนรู้การอบรมเลี้ยงดูเด็ก/เยาวชนได้ดีขึ้น
- เด็ก/เยาวชนและคนในครอบครัว ร้อยละ ๘๖.๒๗ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น
- เด็ก/เยาวชนร้อยละ ๗๒.๕๕ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นมากขึ้น
ข้อ ๓ การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยและความประพฤติของเด็ก/เยาวชน ก่อนการฝึกอบรมและ
หลังการฝึกอบรมที่ค่ายฯ ตามความเข้าใจและความคิดเห็นของผู้ปกครอง
การใช้ข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามผู้ปกครองในวันปิดค่ายร่วมกับการสัมภาษณ์
หลังจากนั้นหนึ่งเดือนเศษ ในเรื่องที่เกี่ยวกับอุปนิสัยและความประพฤติของเด็ก/เยาวชน ซึ่ง
จำเป็นต้องเป็นข้อมูลของเด็กหรือเยาวชนคนเดิม เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยและ
ความประพฤติของเด็ก/เยาวชนแต่ละคน (ดูตารางที่ ๔)
อุปนิสัยและความประพฤติของเด็ก/เยาวชนตามความเห็นของผู้ปกครอง พบว่ามีข้อที่
น่าสนใจดังนี้
- เด็ก/เยาวชนส่วนใหญ่ไม่มีระเบียบวินัย แต่เมื่อผ่านการฝึกอบรมแล้วทุกคนจะปรับตัว
ให้มีระเบียบวินัย
- เด็ก/เยาวชนกลุ่มที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น/มีจิตอาสา เมื่อผ่านการฝึกอบรมแล้วร้อยละ
53 มีแนวโน้มที่จะทำความดีมากขึ้น ส่วนอีกกลุ่มที่ชอบเที่ยวเตร่/กลับบ้านดึกซึ่งมี
จำนวนเท่ากับกลุ่มแรก เมื่อผ่านการฝึกอบรมแล้วร้อยละ 60 ยังคงชอบเที่ยวเตร่/กลับ
บ้านดึกเหมือนเดิม เชื่อว่าถ้ามีเวลาอบรมสั่งสอนให้ถูกวิธีน่าจะปรับตัวได้
- เด็ก/เยาวชนส่วนน้อยที่คบเพื่อนที่ชวนกันกระทำความผิด เมื่อผ่านการฝึกอบรมแล้ว
ร้อยละ57 เลิกคบเพื่อนที่ชวนกันกระทำความผิด
ข้อ ๒ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ปกครองทางโทรศัพท์
หลังจากปิดกิจกรรมที่ค่ายฯ ไปแล้วประมาณหนึ่งเดือนเศษ ระหว่างวันที่ ๓๐
พฤษภาคม ถึงวันที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ จึงเริ่มสัมภาษณ์ผู้ปกครองที่ตอบแบบสอบถามในวัน
ปิดค่าย ฯ จำนวน ๕๑ คน ไม่มีข้อมูล 19 คน (ขาดผู้ปกครองที่ไม่มาร่วมกิจกรรมในวันปิดค่าย
๑๑ คน มาวันปิดค่ายแต่ไม่ตอบแบบสอบถาม ๑ คน และไม่สามารถติดต่อเพื่อสัมภาษณ์ทาง
โทรศัพท์ได้ ๗ คน)
จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ปกครองโดยการสัมภาษณ์ สรุปได้ว่า ภายหลังจากการ
เข้าร่วมกิจกรรมที่ค่ายฯ เด็ก/เยาวชนทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงหลายประการ โดยรวมแล้ว
เด็ก/เยาวชนทุกคนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น ผู้ปกครองที่เข้าร่วมกิจกรรมใน
วันปิดค่ายก็ได้เรียนรู้วิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็ก/เยาวชนให้ดีขึ้น
ภายหลังจากที่ผู้ปกครองและเด็ก/เยาวชนได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ค่าย ฯ แล้ว พบว่า
พฤติกรรมปรับเปลี่ยนไปจากเดิม ดังนี้ (คิดตามจำนวนร้อยละของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละข้อ
ตามที่ผู้ปกครอง ๕๑ คนเลือกตอบมาในแบบสอบถาม โดยอาจตอบได้มากกว่า ๑ ข้อ)
ดูตารางที่ ๓
- เด็ก/เยาวชนทุกคนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดีขึ้น
- เด็ก/เยาวชนส่วนใหญ่ร้อยละ ๙๖.๐๘ มีระเบียบวินัยดีขึ้น
- บิดา-มารดา หรือผู้ปกครองร้อยละ ๙๒.๑๖ ได้เรียนรู้การอบรมเลี้ยงดูเด็ก/เยาวชนได้ดีขึ้น
- เด็ก/เยาวชนและคนในครอบครัว ร้อยละ ๘๖.๒๗ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น
- เด็ก/เยาวชนร้อยละ ๗๒.๕๕ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นมากขึ้น
ข้อ ๓ การเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยและความประพฤติของเด็ก/เยาวชน ก่อนการฝึกอบรมและ
หลังการฝึกอบรมที่ค่ายฯ ตามความเข้าใจและความคิดเห็นของผู้ปกครอง
การใช้ข้อมูลจากการตอบแบบสอบถามผู้ปกครองในวันปิดค่ายร่วมกับการสัมภาษณ์
หลังจากนั้นหนึ่งเดือนเศษ ในเรื่องที่เกี่ยวกับอุปนิสัยและความประพฤติของเด็ก/เยาวชน ซึ่ง
จำเป็นต้องเป็นข้อมูลของเด็กหรือเยาวชนคนเดิม เพื่อให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยและ
ความประพฤติของเด็ก/เยาวชนแต่ละคน (ดูตารางที่ ๔)
อุปนิสัยและความประพฤติของเด็ก/เยาวชนตามความเห็นของผู้ปกครอง พบว่ามีข้อที่
น่าสนใจดังนี้
- เด็ก/เยาวชนส่วนใหญ่ไม่มีระเบียบวินัย แต่เมื่อผ่านการฝึกอบรมแล้วทุกคนจะปรับตัว
ให้มีระเบียบวินัย
- เด็ก/เยาวชนกลุ่มที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น/มีจิตอาสา เมื่อผ่านการฝึกอบรมแล้วร้อยละ
53 มีแนวโน้มที่จะทำความดีมากขึ้น ส่วนอีกกลุ่มที่ชอบเที่ยวเตร่/กลับบ้านดึกซึ่งมี
จำนวนเท่ากับกลุ่มแรก เมื่อผ่านการฝึกอบรมแล้วร้อยละ 60 ยังคงชอบเที่ยวเตร่/กลับ
บ้านดึกเหมือนเดิม เชื่อว่าถ้ามีเวลาอบรมสั่งสอนให้ถูกวิธีน่าจะปรับตัวได้
ตารางที่ 4 อุปนิสัยและความประพฤติของเด็ก/เยาวชนก่อนการฝึกอบรมแ
ละหลังการฝึกอบรมที่ค่ายนวมินราชินี (ตามความคิดเห็นของผู้ปกครอง)
อุปนิสัยและ ก่อนการฝีกอบรม หลังการฝึกอบรม
ความประพฤติ
ระเบียบวินัย ไม่มีระเบียบวินัย มีระเบียบวินัย
16 คน 16 คน (100%) -
ช่วยเหลือผู้อื่น/ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น/ ทำมากกว่าเดิม
มีจิตอาสา มีจิตอาสา
15 คน 8 คน (53.33%) 7 คน (46.66%)
การคบเพื่อน คบเพื่อนที่ชวนกัน เลิกคบเพื่อนที่ชวน
กระทำความผิด
7 คน กันกระทำความผิด
4 คน (57.14%) 3 คน (42.86%)
เที่ยวเตร่/ กลับ
ชอบเที่ยวเตร่/กลับ เลิกเที่ยวเตร่/กลับ
บ้านดึก บ้านดึก บ้านดึก
15 คน 6 คน (40.00%) 9 คน (60.00%)
ระเบียบวินัย
ก่อนฝึก: มีระเบียบวินัย หลังฝึก: มีระเบียบวินัย
100 100
ช่วยเหลือผู้อื่น/ มีจิตอาสา
หลังฝึก: ไม่เปลี่ยนแปลง
46.66
ก่อนฝึก: มีระเบียบวินัย
100
หลังฝึก: ทำมากกว่าเดิม
53.33
คบเพื่อนนที่ชวนกันกระทำความผิด
หลังฝึก: ไม่เปลี่ยนแปลง
42.86
ก่อนฝึก: คบเพื่อนที่ชวนกันกระทำความผิด หลังฝึก: เลิกคบเพื่อนที่ชวนกระทำความผิด
100 51.14
ช่วยเหลือผู้อื่น/ มีจิตอาสา
ชอบเที่ยวเตร่/ กลับบ้านดึก
หลังฝึก: ไม่เปลี่ยนแปลง
60
ก่อนฝึก: ชอบเที่ยวเตร่/ กลับบ้านดึก
100
หลังฝึก: เลิกเที่ยวเตร่/ กลับบ้านดึก
40
ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ปกครอง
๑. จากแบบสอบถามผู้ปกครอง ๕๘ คน ที่เข้าร่วมกิจกรรมครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืน
ในวันปิดค่าย ฯ (วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕) มีผู้ที่ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะสั้นๆ
เพียง ๓ คน ดังนี้
- ชอบกิจกรรมนี้
- กิจกรรมนี้ดีอยู่แล้ว
- ควรมีการชี้แจงระเบียบการและขั้นตอนการทำกิจกรรมที่ชัดเจน
๒. จากการสัมภาษณ์ผู้ปกครอง ๕๑ คน ระหว่างวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ถึงวันที่ ๒ มิถุนายน
๒๕๖๕ ได้สรุปความเข้าใจและความคิดเห็นของผู้ปกครองส่วนใหญ่ไว้แล้วในตาราง
ที่ ๓ และตารางที่ ๔ พร้อมแผนภูมินอกจากนั้นยังมีผู้ปกครองที่ให้ความคิดเห็นอื่นๆ
และข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้
ความคิดเห็น
- เป็นกิจกรรมที่ดี/ดีมาก มีการอบรมที่ดี อยากให้มีกิจกรรมนี้อีก (๖ คำตอบ)
- เยาวชนมีความประพฤติและอุปนิสัยที่ดีขึ้น (๑๙ คำตอบ)
ใช้จ่ายอย่างประหยัด ช่วยผู้ปกครองทำงาน (๕), มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ คิดเป็น
รู้จักตัวเองมากขึ้น มีเหตุผล มีความรับผิดชอบ (๔), ไม่ดื้อ เชื่อฟังพ่อ-แม่ /ผู้ใหญ่
รู้จักห่วงใยพ่อ/แม่ (๔), สุขุม ใจเย็น
อารมณ์ดี (๓), มารยาทดีขึ้น, ตื่นแต่เช้า, ตั้งใจเรียน
- การฝึกอบรมบางครั้งค่อนข้างหนัก, เยาวชนคิดถึงบ้าน
- ไม่เห็นด้วยที่ไม่ให้เยาวชนเข้าห้องน้ำในระหว่างที่ทำกิจกรรม
- ดีใจที่ลูกได้เข้าร่วมกิจกรรม ทำให้ดีขึ้น แม่เข้าใจลูกมากขึ้น
ข้อเสนอแนะ
- เวลาน้อยไป อยากให้อยู่ค่ายนานขึ้น ดี-ต้องเพิ่มเวลา (๔ คำตอบ)
- การประสานงานยังไม่ดีทำให้ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมวันสุดท้าย
- ไม่ควรจัดให้เยาวชนที่มีคดีไม่รุนแรงหรือไม่มีพฤติกรรมความรุนแรงอยู่รวมกับ
เยาวชนที่เกเร
บทสรุป
กิจกรรมครอบครัวอุ่นใจได้ลูกหลานคืนเป็นกิจกรรมการฝึกอบรมเด็ก/เยาวชนในรูปแบบ
ค่ายโดยมีวัตถุประสงค์ให้เด็กและเยาวชนมีระเบียบวินัย มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น มีจิต
อาสา ปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมเพื่อให้เด็กและเยาวชนกลับตัวเป็นคนดีคืนสู่
ครอบครัวและสังคม กิจกรรม ฯ รุ่นที่ ๑ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๕ จัดที่ค่ายนวมินทราชินี ในวันที่
๑๙ - ๒๕ เมษายน ๒๕๖๕ มีเด็กและเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน ๗๐ คน และในวันที่ ๒๕
เมษายน มีผู้ปกครองจำนวน ๕๘ คนมาร่วมกิจกรรมและตอบแบบสอบถาม ซึ่งอีกหนึ่งเดือน
เศษต่อมาได้สัมภาษณ์ผู้ปกครองอีกครั้ง การออกแบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลักในการ
รวบรวมข้อมูลจากผู้ปกครองและวิทยากร/ครูฝึก เพื่อนำมาวิเคราะห์และประเมินกิจกรรม ฯ
การฝึกอบรมที่ค่ายนวมินทราชินีโดยวิทยากรและครูฝึก ทั้งการบรรยายและการจัด
กิจกรรมก่อให้เกิด ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ความรับผิดชอบต่อสังคม อบรมให้
เด็ก/เยาวชนมีระเบียบวินัย มีจิตอาสา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น รวมทั้งการสร้างความ
สามัคคีในหมู่คณะวิทยากรและครูฝึกมีความเห็นว่าเด็ก/เยาวชนมีความสนใจและตั้งใจรับฟัง
การบรรยายดี/ดีมาก ทุกคนให้ความร่วมมือและตั้งใจเข้าร่วมกิจกรรมดี/ดีมาก อาทิ กิจกรรม
รอบกองไฟที่เยาวชนชื่นชอบเพราะทำให้รู้สึกสนุกและผ่อนคลาย ทำให้มีความสามัคคีและ
มนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น เมื่อจบการฝึกอบรมแล้ววิทยากรและครูฝึกมีความเห็นว่าเด็ก/
เยาวชนมีระเบียบวินัยดีขึ้นมาก การได้อยู่ร่วมกันช่วยให้เด็ก/เยาวชนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
มากขึ้น
ความเข้าใจและความคิดเห็นของผู้ปกครอง (ส่วนใหญ่มีฐานะเป็นมารดาของเยาวชน) มีดังนี้
- ปัญหาหรือปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก/เยาวชน ปัจจัยที่มีผลมากที่สุดคือ
สภาพสิ่งแวดล้อม (ที่อยู่อาศัย เพื่อนหรือบุคคลที่ใกล้ชิด), ความสัมพันธ์ในครอบครัว;
ปัจจัยรองลงมาคือ การศึกษา, ค่าครองชีพ ฐานะทางเศรษฐกิจ และปัจจัยที่เป็
นปัญหาน้อยที่สุดคือ สุขภาพกาย สุขภาพจิต
- การปรับเปลี่ยนความประพฤติหรืออุปนิสัยของเด็ก/เยาวชน (ดูตารางที่ ๓ และ
ตารางที่ ๔) ก่อนการฝึกอบรม: ความประพฤติ/อุปนิสัยที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ไม่มี
ระเบียบวินัย รองลงมาตามลำดับคือ ชอบเที่ยวเตร่กลับบ้านดึก ชอบช่วยเหลือผู้อื่น
และคบเพื่อนที่ชวนกันกระทำความผิดหลังการฝึกอบรม: เด็ก/เยาวชนทุกคนปรับตัว
ให้มีระเบียบวินัย, เยาวชนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น/มีจิตอาสาร้อยละ๕๓ ทำความดีมาก
ขึ้น, เยาวชนที่ชอบเที่ยวเตร่/กลับบ้านดึกร้อยละ๔๐ เลิกเที่ยวเตร่/กลับบ้านดึก,
เยาวชนที่คบเพื่อนที่ชวนกันกระทำความผิดร้อยละ๕๗ เลิกคบเพื่อนที่ชวนกันกระทำ
ความผิด
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมนี้ส่วนใหญ่มีความเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ดี/ดีมาก วิเคราะห์ทั้งข้อมูล
ของผู้ปกครองและของวิทยากร/ครูฝึกแล้วสรุปได้ว่า เด็ก/เยาวชนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ไปในทางที่ดีขึ้น ปรับตัวให้มีระเบียบวินัย มีจิตอาสา มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น บรรลุผลตาม
วัตถุประสงค์ของกิจกรรม ฯ ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของโครงการ การแก้ไข บำบัด ฟื้ นฟู
เด็ก/เยาวชนและครอบครัว