The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Supawinee Boonchuai, 2022-09-15 05:29:16

ชุดที่ 1 เรื่อง พันธะไอออนิก

พันธะไอออนิกชั้น ม.4

Keywords: Ionic

คำนำ

ชุดกิจกรรม หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง พันธะเคมี รายวิชา เคมี ระดับชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 4 ชุดที่ 1 เรื่อง พันธะไอออนิก ชุดนี้ได้จัดทำขึ้นสำหรับใช้ประกอบ
กิจกรรมการเรียนรู้ในรายวิชา เคมี ส่งเสริมให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้ของนักเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
ประกอบดว้ ย คำช้ีแจงกิจกรรม ใบกิจกรรม ใบความรู้ แบบฝกึ ทักษะ และแบบทดสอบ ซึ่ง
นักเรียนสามารถศึกษาเนื้อหาและประเมินตนเองได้ตามขั้นตอน ที่กำหนดไว้ ทั้งยังเป็น
แนวทางให้ครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นำไปใช้พัฒนานักเรียนได้เป็น
อย่างดี

ผู้จัดทำขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุน ให้คำแนะนำในการจัดทำชุด
กิจกรรม หน่วยการเรยี นรู้ เรื่อง พันธะเคมี รายวิชา เคมี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชุดที่
1 เรื่อง พันธะไอออนิก ในครั้งนี้ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิง่ ว่า ชุดกิจกรรม หน่วยการเรียนรู้
เรื่อง พนั ธะเคมี รายวิชา เคมี ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ชุดท่ี 1เร่ือง พนั ธะไอออนิก ชุดนี้
จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของนักเรียนและผู้สนใจในรายวิชาวิทยาศาสตร์ให้เกิดการ
เรยี นรู้ทม่ี ีประสิทธิภาพย่งิ ข้นึ

สภุ าวิณีย์ บุญชว่ ย

สารบญั หนา้
เรื่อง 1
ส่วนประกอบของชุดกจิ กรรม 2
แผนผังขั้นตอนการทำกจิ กรรม 3
คำช้แี จงสำหรับครู 5
คำช้แี จงสำหรบั นกั เรยี น 6
สาระการเรยี นรู้/ผลการเรียนรู้ 7
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น 10
กิจกรรมที่ 1.1 เรื่อง การเกิดพันธะเคมี 13
ใบความรูท้ ี่ 1.1 เรื่อง พนั ธะไอออนิก 15
แบบฝึกหัดที่ 1.1 เรอื่ ง การเกิดสารประกอบไอออนิก 16
ใบความรู้ที่ 1.2 เรื่อง การเขียนสตู รและอา่ นช่ือสารประกอบไอออนิก 18
แบบฝกึ หัดที่ 1.2 เรื่อง การเขียนสตู รและอา่ นช่ือสารประกอบไอออนิก 19
กจิ กรรมที่ 1.2 เร่ือง เกมสูตรไอออนิก 20
ใบความรู้ที่ 1.3 วฏั จักรบอรน์ -ฮาเบอร์ 22
แบบฝึกหัดที่ 1.3 วฏั จักรบอร์น-ฮาเบอร์ 25
กจิ กรรมท่ี 1.3 สมบัตกิ ารละลายของสารประกอบไอออนิก 26
ใบความร้ทู ี่ 1.4 สมบตั ิการละลายของสารประกอบไอออนิก

สารบญั (ตอ่ ) หนา้
เรื่อง 28
แบบฝกึ หัดที่ 1.4 สมบตั ิการละลายของสารประกอบไอออนิก 29
กจิ กรรมท่ี 1.4 เรื่อง ปฏกิ ริ ยิ าของสารประกอบไอออนิก 30
แบบฝึกหดั ที่ 1.4 เรื่อง ปฏกิ ิริยาของสารประกอบไอออนิก 31
ใบความรทู้ ี่ 1.5 เรื่อง ปฏกิ ิรยิ าของสารละลายไอออนกิ 32
แบบฝึกหดั ท่ี 1.5 เร่อื ง สมการไอออนิก 33
แบบทดสอบหลังเรยี น

*****************************

สว่ นประกอบของชดุ กิจกรรม

ชุดกิจกรรม หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง พันธะเคมี รายวิชา เคมี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ชดุ ท่ี 1 เรือ่ ง พนั ธะไอออนิก ประกอบดว้ ย

1. คำนำ
2. สารบัญ
3. ส่วนประกอบของชดุ กิจกรรม
4. แผนผังขั้นตอนการทำกจิ กรรม
5. คำชแ้ี จงสำหรับครู
6. คำชแี้ จงสำหรบั นักเรียน
7. มาตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ช้ีวดั
8. แบบทดสอบก่อนเรยี น
9. ใบกจิ กรรม
10. ใบความรู้
11. แบบฝึกทักษะ
12. แบบทดสอบหลังเรียน
13. บรรณานุกรม
14. ภาคผนวก

แผนผงั ข้นั ตอนการทำกิจกรรม

คำช้ีแจงสำหรับครู

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง พันธะเคมี รายวิชา เคมี รหัสวิชา ว31221
ระดบั ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 มีเนอื้ หาตามหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 โดยมุ่งเน้นให้ครูผู้สอนได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมให้
นักเรยี นเกิดทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ด้วยกิจกรรมทีห่ ลากหลาย ซง่ึ มรี ายละเอียดดังน้ี

1. ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้ หนว่ ยการเรยี นรู้ เร่ือง พนั ธะเคมี รายวชิ า เคมี รหสั วิชา ว31221

ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 4 ประกอบดว้ ยชดุ กิจกรรมการเรียนรูจ้ ำนวนทง้ั หมด 4 ชุด ใช้เวลาในการ

จัดกิจกรรมการเรยี นรู้ท้ังหมด 20 ช่วั โมง ดงั น้ี

ชดุ ท่ี 1 พนั ธะไอออนกิ จำนวน 6 ชวั่ โมง

ชุดที่ 2 พนั ธะโคเวเลนต์ จำนวน 6 ชวั่ โมง

ชุดที่ 3 สมบตั ิของสารโคเวเลนต์ จำนวน 6 ชัว่ โมง

ชดุ ที่ 4 พันธะโลหะ จำนวน 2 ชวั่ โมง

2. ครูผู้สอนควรทำความเข้าใจในกระบวนการจัดการเรียนการสอนและศึกษาขั้นตอนใน

การจดั กิจกรรมโดยละเอยี ดจากชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้

3. ครูควรจัดเตรียมสื่อการเรียนการสอนที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆที่ระบุ

ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้นี้ และตรวจสอบ และตรวจสอบสื่อการเรียนการสอนที่จะใช้ประกอบการ

สอนแตล่ ะครง้ั ว่ามคี วามเรยี บรอ้ ย และครบถว้ นตามที่ระบไุ ว้หรือไม่

4. ครูควรทดลองใช้สื่อการเรียนการสอนให้เกิดความชำนาญก่อนใช้จริงในห้องเรียน และ

เตรยี มใหพ้ ร้อมกอ่ นดำเนินการจดั การเรียนการสอน

5. ครูควรชี้แจงให้นักเรียนทราบถึงบทบาทและหน้าที่ของนักเรียนในการจัดกิจกรรมการ

เรยี นรู้ด้วยชดุ กิจกรรมน้ี

6. แบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 – 5 คน โดยแบ่งกลุ่มแบบคละความสามารถและ

จดั แบ่งหนา้ ท่ขี องแต่ละคน (โดยในแต่ละวนั ให้สมาชิกภายในกลุม่ สลบั หนา้ ทก่ี นั ) ดงั นี้

คำช้แี จงสำหรับครู (ตอ่ )

คณุ อำนวย ทำหนา้ ท่ี อำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกในกลุ่ม โดย
การไปหยิบอุปกรณ์ และเอกสารต่างๆ
คุณวางแผน ทำหนา้ ท่ี วางแผนการทำงาน
คุณจัดการความรู้ ทำหนา้ ท่ี รวบรวมองคค์ วามรู้ และผลงานของกล่มุ
คุณเสนอ ทำหนา้ ท่ี นำเสนอผลงานหรือความร้ทู ไ่ี ดร้ บั
คุณกจิ กรรม ทำหนา้ ที่ ทำกิจกรรมร่วมกนั กับสมาชกิ ในกลมุ่ (ถา้ มี)

7. ในการใช้ชุดกิจกรรมนี้เป็นครั้งแรก ควรให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียนก่อน เพื่อ
วัดระดับความรู้พื้นฐานของนักเรียนแต่ละคน และเมื่อจัดการเรียนการสอนเรียบร้อยแล้ว จึงให้
นกั เรยี นทำแบบทดสอบหลังเรียน

8. ครคู วรจดั การเรียนให้เปน็ ไปตามลำดับข้นั ตอนที่กำหนดไวใ้ นชดุ กจิ กรรม และในระหว่าง
ทำกิจกรรมควรกระตุ้นให้นักเรียนไดค้ ิด ไดป้ ฏบิ ัติกจิ กรรมตา่ งๆดว้ ยตนเอง เปดิ โอกาสให้นักเรียนได้
มสี ่วนร่วม กล้าแสดงออกในการปฏิบัตกิ จิ กรรมและนำเสนอผลงาน

คำช้ีแจงสำหรับนักเรยี น

ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง พันธะเคมี รายวิชา เคมี รหัสวิชา ว31221

ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 4 มเี นอื้ หาตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

ฉบบั ปรบั ปรุง พุทธศกั ราช 2560 ในการใชช้ ุดกจิ กรรมการเรยี นรู้นักเรียน ต้องปฏิบัติดังนี้

1. กอ่ นเริ่มกระบวนการเรยี นรู้จากชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ นกั เรียนต้องทำแบบทดสอบก่อน

เรียน จำนวน 10 ข้อ และหลังจากจบการเรียนรู้จากชุดกิจกรรมการเรียนรู้ชุดนี้ นักเรียนต้องทำ

แบบทดสอบหลงั เรียน จำนวน 10 ข้อ

2. นักเรียนจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 4 - 5 คน โดยครูเป็นผู้จัดกลุ่มให้นักเรียน แต่

นักเรียนดำเนินการแบ่งหน้าที่ให้กับสมาชิกภายในกลุ่มเอง ในแต่ละชั่วโมงของการเรียนหน้าที่ของ

สมาชิกแตล่ ะคนจะต้องสลับกนั ดังน้ี

คุณอำนวย ทำหน้าที่ อำนวยความสะดวกให้กับสมาชิกในกลุ่ม โดย

การไปหยิบอปุ กรณ์ และเอกสารตา่ งๆ

คณุ วางแผน ทำหน้าที่ วางแผนการทำงาน

คณุ จัดการความรู้ ทำหน้าท่ี รวบรวมองคค์ วามรู้ และผลงานของกลุ่ม

คุณเสนอ ทำหนา้ ที่ นำเสนอผลงานหรือความรู้ที่ได้รบั

คณุ กจิ กรรม ทำหนา้ ที่ ทำกิจกรรมร่วมกนั กับสมาชิกในกล่มุ (ถา้ ม)ี

3. รับฟังคำชแี้ จงจากครผู ู้สอนเก่ยี วกับการปฏบิ ัติตนในแต่ละขนั้ ของการเรยี นรู้

4. นักเรียนศึกษาใบความรู้ แล้วทำกจิ กรรมในใบกิจกรรม หรอื แบบฝกึ ทักษะในใบงานจาก

ชดุ กิจกรรมการเรียนรนู้ ี้

5. นักเรยี นตอ้ งใหค้ วามร่วมมือกบั สมาชกิ ในกลมุ่ และมีความซอ่ื สตั ย์ในการปฏิบตั ิกจิ กรรม

1. เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและ
สมบัติของสาร แก๊สและสมบัติของแกส๊ ประเภทและสมบตั ิของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์
รวมท้ังการนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ผลการเรยี นรทู้ ี่ 9 อธิบายการเกิดไอออนและการเกิดพันธะไอออนกิ โดยใช้แผนภาพหรือ
สญั ลักษณ์แบบจุดของลวิ อสิ

ผลการเรียนรทู้ ี่ 10 เขยี นสตู รและเรียกชอ่ื สารประกอบไอออนิก
ผลการเรียนรู้ที่ 11 คำนวณพลังงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการเกิดสารประกอบไอออนิก
จากวัฏจกั รบอร์น-ฮาเบอร์
ผลการเรียนรทู้ ่ี 12 อธบิ ายสมบัตขิ องสารประกอบไอออนกิ
ผลการเรียนรู้ที่ 13 เขียนสมการไอออนิกและสมการไอออนิกสุทธิของปฏิกิริยาของ
สารประกอบไอออนกิ

1. อธิบายการเกิดไอออนและการเกิดพันธะไอออนิกโดยใช้แผนภาพหรือสัญลักษณ์แบบ
จดุ ของลวิ อิสได้
2. เขยี นสูตรและเรียกชอื่ สารประกอบไอออนิกได้
3. คำนวณพลังงานที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการเกิดสารประกอบไอออนิกจากวัฏจักรบอร์น -
ฮาเบอร์ได้
4. อธบิ ายสมบัตขิ องสารประกอบไอออนกิ ได้
5. เขยี นสมการไอออนิกและสมการไอออนิกสุทธิของปฏกิ ริ ิยาของสารประกอบไอออนิกได้

1. แบบทดสอบฉบับนี้เปน็ แบบทดสอบชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก มีจำนวน 10 ข้อ คะแนนเต็ม
10 คะแนน ใช้เวลาในการทำแบบทดสอบ 10 นาที
2. ใหน้ ักเรียนเลือกคำตอบทถ่ี ูกตอ้ งทส่ี ดุ เพียงคำตอบเดยี วแล้วทำเครื่องหมายกากบาท (X)
ลงในกระดาษคำตอบ

---------------------------------------------------------------------------------------------------

1. จากแผนภาพทีก่ ำหนดให้ ขอ้ ใดเขียนสูตรเคมขี องสารประกอบไอออนิกได้ถกู ตอ้ ง

ก. MgCl2 ข. NaCl

ค. CaO ง. KF

2. จากสญั ลักษณแ์ บบจุดของลิวอิสของธาตทุ ก่ี ำหนดให้ ข้อใดเขยี นสูตรเคมไี ด้ถกู ตอ้ ง

กับ

ก. Al2F ข. Al3F2
ค. AlF ง. AlF3

3. ข้อใดเขยี นสตู รของสารประกอบไอออนกิ ได้ถูกต้อง

ก. LiCl2 ข. K2Cl
ค. MgO ง. CaF
4. ขอ้ ใดอ่านช่ือสารประกอบไอออนกิ ได้ถูกต้อง

ก. KCl โพแทสเซยี มไดคลอไรด์ ข. LiNO3 ลเิ ทียมซัลเฟต

ค. CaCl2 แคลเซยี มคลอไรด์ ง. NH4OH แอมโมเนียไฮดรอกไซด์

5. จากแผนภาพวฏั จักรบอร์น-ฮาเบอร์ของ CsCl มพี ลังงานแลตทชิ เท่าใด

ก. 221 kJ/mol ข. 450 kJ/mol

ค. 121 kJ/mol ง. 645 kJ/mol

6. จากแผนภาพวัฏจักรบอรน์ -ฮาเบอรข์ อง CsCl ในข้อ 5 พลงั งานการระเหิดมคี า่ เทา่ ใด

ก. 433 kJ/mol ข. 79 kJ/mol

ค. 376 kJ/mol ง. 364 kJ/mol

7. ข้อมูลแสดงอุณหภูมิของน้ำและอุณหภูมิของสารละลาย X Y และ Z การละลายของ

สารใดเปน็ แบบดูดพลังงาน

สาร อุณหภูมิของน้ำ (๐C) อุณหภมู ขิ องสารละลาย (๐C)

X 28 53

Y 28 22

Z 28 28

ก. X ข. Y
ค. Z ง. สรุปไม่ได้

8. จากข้อมลู ทก่ี ำหนดให้ สารใดมีสมบตั เิ ปน็ สารประกอบไอออนิก

สาร จุดหลอมเหลว (๐C) จุดเดือด (๐C)

W0 100

X -98 65

Y 801 1,465

Z -184 -89

ก. W ข. X
ค. Y ง. Z
9. เมือ่ CaCl2 ทำปฏกิ ิรยิ ากับ Na2CO3 จะเกดิ ตะกอนสขี าว ซ่ึงเปน็ ตะกอนของสารใด

ก. CaCO3 ข. NaCl

ค. CaO ง. Na2O

10. สมการไอออนกิ ขอ้ ใดไม่ถกู ต้อง

ก. Ca2+(aq) + SO42-(aq) ------> CaSO4(s)
ข. Mg2+(aq) + CO32-(aq) ------> MgCO3(s)
ค. NH4+(aq) + CO32- (aq) ------> (NH4)2CO3 (s)
ง. Na+(aq) + Cl-(aq) ------> NaCl(s)

กิจกรรมท่ี 1.1 เร่ือง การเกดิ พนั ธะเคมี

ตอนท่ี 1 พันธะเคมี
วิธีดำเนินกิจกรรม

1. ใหน้ ักเรียนแตล่ ะกล่มุ ศึกษาการเกดิ พันธะเคมขี องธาตใุ นตารางธาตุ คิดวิเคราะห์ และ
อภปิ รายร่วมกันแล้วตอบคำถาม

กจิ กรรมท่ี 1.1 เรื่อง การเกดิ พนั ธะเคมี (ตอ่ )

คำถามท้ายกจิ กรรมตอนท่ี 1
1. ธาตทุ ี่สรา้ งพนั ธะไอออนิกมีสมบัตเิ ปน็ โลหะหรืออโลหะ ผลติ ภัณฑ์ท่เี กดิ ขึน้ จดั เป็นธาตุ
หรือสารประกอบและมสี ถานะใด
ตอบ ..............................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........
............................................................................................................................. ...........
2. สารประกอบไอออนิกอยใู่ นรูปโมเลกลุ หรือไอออน และมลี ักษณะอยา่ งไร
ตอบ ............................................................................................................................. .
............................................................................................................................. ...........
3. ธาตทุ สี่ ร้างพันธะโคเวเลนต์มสี มบตั เิ ปน็ โลหะหรอื อโลหะ ผลิตภัณฑท์ ีเ่ กิดข้ึนจดั เปน็
ธาตหุ รือสารประกอบและมสี ถานะใด
ตอบ ............................................................................................................................. .
............................................................................................................................. ...........
..................................................................................................................... ...................
4. สาราท่เี กดิ จากอะตอมสรา้ งพันธะโคเวเลนต์อยู่ในรูปโมเลกุลหรือไอออน และมี
ลักษณะอยา่ งไร
ตอบ ............................................................................................................................. .
........................................................................................................................................
5. พันธะโลหะเกิดจากธาตุกลุ่มใดในตารางธาตุ และเมื่อเกิดพันธะโลหะแล้วมีลักษณะ
อยา่ งไร
ตอบ ............................................................................................................................. .
............................................................................................................................. ...........

กจิ กรรมที่ 1.1 เรอื่ ง การเกิดพันธะเคมี (ต่อ)

ตอนที่ 2 ขอ้ มูลทแ่ี สดงวา่ มีพันธะเคมี

วิธีดำเนินกิจกรรม

1. ให้นักเรยี นสบื ค้นขอ้ มูลสมบตั บิ างประการของสารบางชนิด แล้วเติมคำตอบลงในตาราง

สาร สมบัตขิ องสาร

ลักษณะ การนำ จุด จดุ การนำ การ การนำ

ของสาร ไฟฟ้า หลอมเหลว เดอื ด ไฟฟ้าเมอ่ื ละลาย ไฟฟา้ ของ
เปน็ นำ้ สารละลาย

ของเหลว

NaCl

C6H12O6
H2
Cu

Ar

คำถามท้ายกจิ กรรมตอนท่ี 2
1. จุดหลอมเหลวและจุดเดือดของสารทำให้ทราบถึงความแตกต่างของแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง

อนุภาคสารอย่างไร
ตอบ ............................................................................................................................. .
........................................................................................................................................

2. การใหค้ วามร้อนแก่สารมีผลต่อแรงยดึ เหนยี่ วระหว่างอนภุ าคสารอย่างไร
ตอบ ..............................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........

3. สาเหตทุ ีท่ ำใหข้ องแขง็ ของเหลว หรือสารละลายนำไฟฟา้ ไดเ้ หมอื นหรือตา่ งกนั คืออะไร
ตอบ ............................................................................................................................. .

สารประกอบไอออนิก ( Ionic Compounds ) หมายถึง สารประกอบที่ประกอบด้วยธาตุ
โลหะและธาตุอโลหะ ธาตุที่เป็นโลหะเป็นไอออนบวก ส่วนธาตุที่เป็นอโลหะเป็นไอออนลบ ยึดกัน
ด้วยแรงดึงดดู ระหว่างประจุไฟฟ้า เรยี กวา่ พันธะไอออนกิ

พันธะไอออนิก ( Ionic bond ) เป็นแรงยึดเหน่ียวทีเ่ กิดในสารประกอบที่เกิดขึ้นระหว่าง
2 อะตอมที่มีค่าอิเล็กโตรเนกาติวิตีต่างกันมาก โลหะส่วนใหญ่มีค่าอิเล็กโตรเนกาติวิตีต่ำจึ งเสีย
อิเล็กตรอนให้แก่อะตอมของอโลหะซึ่งมีค่าอิเล็กโตรเนกาติวิตีสูง และทำให้อิเล็กตรอนที่อยู่รอบ ๆ
อะตอมครบ 8 ( octat rule ) โลหะกลายเปน็ ไอออนบวก และอโลหะกลายเปน็ ไอออนลบตามลำดับ
เกดิ แรงดงึ ดดู ทางไฟฟา้ ระหว่างไอออนบวกและไอออนลบ และเกดิ เปน็ โมเลกลุ ขนึ้ โดยแรงดึงดูดจะ
แปรผันโดยตรงกับจำนวนประจุบวกและลบของไอออนทั้งสองที่ยึดติดกัน ดังนั้นค่าประจุยิ่งมาก
แรงดึงดูดยิ่งมาก พันธะยิ่งแข็งแรง และแรงดึงดูดจะแปรผกผันกับระยะทางระหว่างไอออนทั้งสอง
ไอออนบวกและไอออนลบอยหู่ า่ งกันมาก แรงดงึ ดูดจะนอ้ ยลง

เนื่องจากโลหะมีค่าพลังงานไอออไนเซชันต่ำ และอโลหะมีค่าพลังงานไอออไนเซชันสูง
ดังน้นั พันธะไอออนิกจึงเกิดระหว่างธาตโุ ลหะ และอโลหะได้ดี กลา่ วคือ อะตอมของโลหะให้เวเลนต์
อิเล็กตรอนกับอะตอมของอโลหะ แล้วเกิดไอออนบวกของโลหะ และไอออนลบของอโลหะ ไอออน
ทั้งสองจะสง่ แรงดึงดดู ระหว่างประจุบวกและลบ เกิดเปน็ พนั ธะไอออนิก

การที่โลหะใหเ้ วเลนต์อเิ ล็กตรอนแก่อโลหะ เพื่อปรับให้มีเวเลนต์อิเล็กตรอนเป็นแปด แบบ
ก๊าซเฉ่ือย ส่วนอโลหะรับเวเลนต์อิเล็กตรอนมานั้นก็เพื่อปรับตัวเองให้เสถียรแบบก๊าซเฉื่อยเช่นกัน
ไอออนบวกกับไอออนลบจึงดงึ ดูดกนั ดว้ ยแรงดึงดดู ระหว่างประจุไฟฟา้ เกิดเป็นสารประกอบไอออนิก
(Ionic compound)

การเกดิ สารประกอบโซเดยี มคลอไรด์ (NaCl) จากโซเดยี ม (Na) และ คลอรนี (Cl)

แบบฝกึ หัดท่ี 1.1 เรื่อง การเกิดสารประกอบไอออนิก
จงเขียนแผนภาพแสดงการเกิดพันธะไอออนิกของสารที่กำหนดให้ต่อไปนี้
1. MgO

12Mg จดั เรียง e- เป็น ............................................... จะให้ e- ไป.............จึงครบ.........
8O จดั เรียง e- เป็น ................................................ จะรับ e- มา.............จึงครบ.........

2. K2O
19K จดั เรียง e- เป็น ..................................... จะให้ e- ไป.............จึงครบ.........
8O จดั เรียง e- เป็น ................................................. จะรับ e- มา.............จึงครบ.........

3. CaCl2
20Ca จดั เรียง e- เป็น .......................... จะให้ e- ไป.............จึงครบ.........
17Cl จดั เรียง e- เป็น ............................. จะรับ e- มา.............จึงครบ.........

หลักการเขียนสตู รสารประกอบไอออนิก
1. พจิ ารณาวา่ สารประกอบนนั้ ประกอบดว้ ยธาตชุ นดิ ใด
• ธาตุโลหะหมู่ 1-12 มกั เป็นไอออนบวก
• ธาตอุ โลหะหมู่ 16-17 มกั เป็นไอออนลบ
• ธาตใุ นหมู่ 13-15 อาจเปน็ ไอออนลบหรือไอออนบวกก็ได้ขึ้นอย่กู บั ชนิดของสาร
• ไอออนบวกหรือไอออนลบ อาจเปน็ ไอออนของธาตุเด่ียว เชน่ Na+, Br-, Mg2+, Cl- หรอื
กลมุ่ อะตอมก็ได้ เช่น NH4+, NO3-

2. เขียนสญั ลกั ษณ์ของธาตหุ รือกลุ่มอะตอมที่เป็นไอออนบวก ตามดว้ ยสัญลกั ษณข์ องธาตุหรือ
กลุม่ อะตอมท่ีเป็นไอออนลบเสมอ โดยเขียนไอออนบวกและลบตดิ กัน และไม่ตอ้ งเขยี นแสดง
ประจขุ องไอออน เชน่ KBr, BaCl2, NH4NO3, NaCl

3. พิจารณาประจุของไอออนบวกและไอออนลบ โดยประจุรวมของสารประกอบต้องเป็น
“ศนู ย์” โดยห้อยทา้ ยสัญลกั ษณ์ของสัดสว่ นไอออนบวกและไอออนลบที่ทำให้ประจรุ วมเป็นศูนย์
ด้วยเลขอาระบิก

ตวั อย่างการเขียนสตู รสารประกอบไอออนิก

หลกั การเรียกชือ่ สารประกอบไอออนิก

1. เรียกชื่อไอออนบวกตามดว้ ยไอออนลบ

2. เรยี กไออนบวกที่เปน็ ไอออนของอะตอมเดีย่ วตามชอ่ื ของธาตุนัน้ เชน่ Ca2+ อ่านว่า

แคลเซยี ม Na+ อ่านวา่ โซเดยี ม Al3+ อ่านว่า อลูมิเนียม H+ อา่ นวา่ ไฮโดรเจน Ag+ อา่ น

ว่า ซลิ เวอร์ เปน็ ตน้

3. ไอออนบวกของโลหะทรานสิชันทม่ี เี ลขออกซิเดชนั หลายค่า จะเขยี นชื่อธาตุ ตามด้วยเลข

ออกซเิ ดชันเป็นเลขโรมันในเครื่องหมายวงเล็บ และให้เรยี กชอื่ ด้วยภาษากรีก ( ถา้ มี ) แล้ว

ลงท้ายไอออนที่มีเลขออกซเิ ดชนั มากด้วย “อิก ( - ic )” และลงท้ายไอออนที่มเี ลข

ออกซเิ ดชนั น้อยด้วย “อัส ( - ous )” เช่น

4. เรียกไอออนบวกที่มาจากกลมุ่ อะตอมหรือโมเลกุลคลา้ ยชอื่ เดมิ แตง่ ทา้ ยสยี งดว้ ย “เนียม (

- nium )” เชน่ NH4+ เรียกว่า แอมโมเนียม PH4+ เรียกว่า ฟอสโฟเนียม เปน็ ตน้
5. ไอออนลบส่วนใหญ่เรียกชื่อโดยเปลี่ยนท้ายชอ่ื ภาษาอังกฤษเป็น “-ไอด์ ( - ide )” หรือบาง

ชนิดเป็น “ –เอต ( - ate )” ตวั อย่างเชน่

H- เรียกวา่ ไฮไดรด์ / hydride F- เรียกว่า ฟลอู อไรด์ / fluoride

Cl- เรยี กว่า คลอไรด์ / Chloride Br- เรยี กว่า โบรไมด์ / bromide

I- เรียกว่า ไอโอไดด์ / iodide P 3- เรยี กว่า ฟอสไฟด์ / phosphide

SCN- เรียกวา่ ไทโอไซยาเนต / thiocyanate NO3- เรยี กวา่ ไนเทรต / nitrate
NCS- เรยี กว่า ไอโซไทโอไซยาเนต / isothiocyanate

NO2- เรยี กว่า ไนไทรต์ / nitrite

ตวั อย่างการเรยี กชอื่ สารประกอบไอออนกิ บางชนิด

BaBr2 แบเรียมโบรไมด์

KMnO4 โพแทสเซยี มเปอร์แมงกาเนต

CaC2O4 แคลเซยี มออกซาเลต

NaHCO3 โซเดยี มไฮโดรเจนคารบ์ อเนต หรือ โซเดยี มไบคาร์บอเนต

(NH4)2SO4 แอมโมเนยี มซลั เฟต

Co (NO3)3 โคบอลต์ (III) ไนเทรต
Co (NO3)2 โคบอลต์ (II) ไนเทรต

แบบฝกึ หดั ที่ 1.2 เรอ่ื ง การเขยี นสตู รและอ่านช่ือสารประกอบไอออนิก

1. จงเขียนสตู รของสารประกอบไอออนกิ ต่อไปนี้

ก. Na+ กับ O2- …………………………………. ค. Ca2+ กับ O2- ………….......................

ค. Ca2+ กบั Cl- ..................................... ง. NH4+ กบั SO42- …………………………
จ. Al3+ กับ NO3- ………………………………. ฉ. Mg2+ กบั PO43- ………….......................
2. จงอ่านชอื่ สารประกอบไอออนกิ ตอ่ ไปนี้

3. จงเขียนสูตรและอ่านชอ่ื สารประกอบไอออนกิ ตอ่ ไปนี้

ไอออน สตู รเอมพิรคิ ัล ชื่อของสารประกอบไอออนกิ

K+ กับ O2-
Ca2+ กบั SO42-
Mg2+ กบั OH-

กิจกรรมท่ี 1.2 เร่ือง เกมสูตรไอออนกิ
วธิ ดี ำเนนิ กจิ กรรม
1. พิมพ์แบบลูกบาศก์ลงบนกระดาษแข็งและใช้ปากกาเมจิกเขียนไอออนบวกลงในลูกบาศก์

ลูกท่ี 1 เขยี นไอออนลบลงในลกู บาศกล์ กู ท่ี 2

2. ตดั กระดาษตามแบบแลว้ สรา้ งเปน็ ลกู บาศก์
3. ใหน้ ักเรียนโยนลกู บาศก์ 2 ลกู พรอ้ มกัน แลว้ เขียนสูตรของสารไอออนิกพร้อมอ่านชอื่

วัฏจกั รบอร์น-ฮาเบอร์ (Born-Haber Cycle)
กระบวนการทป่ี ระกอบด้วยขน้ั ตอนย่อย ๆ หลายข้ันตอน ทม่ี ีทงั้ คายความรอ้ นและ

ดูดความร้อน เชน่ กระบวนการเกดิ โซเดยี มคลอไรด์ (NaCl) โดยเร่ิมตน้ จากโลหะโซเดียมที่ยังเป็น
ของแขง็ (solid ,s) หรอื Na(s) และเริ่มจากกา๊ ซคลอรนี (Cl2) หรือ Cl2(g) ซ่ึงมสี มบัตเิ ป็น
โมเลกุล จะประกอบด้วยขน้ั ตอนย่อย ๆ ดงั น้ี
1. โลหะโซเดียมซงึ่ เปน็ ของแข็งได้รบั ความร้อนเกิดการหลอมเหลว ใหค้ วามร้อนต่อไปจนเดอื ด
และกลายเปน็ ไอ ถ้าคิดรวมกันเปน็ ขั้นตอนเดียว คือจากของแขง็ เป็นไอ (กา๊ ซ) เพื่อไม่ใหม้ ี
ขน้ั ตอนมากกนิ ไป จะเป็นการระเหิด เปน็ กระบวนการดูดความรอ้ น ดงั สมการ ;

Na(s) → Na(g) ; ΔH1 = +107 kJ/mol
2. อะตอมของ Na ในสถานะก๊าซ , Na(g) ไดร้ ับพลงั งานจนเสียอเิ ล็กตรอน (พลงั งานไอออไน
เซชนั อนั ดับ 1 , IE1) ขน้ั ตอนนี้ เปน็ กระบวนการดูดความรอ้ น ดงั สมการ

Na(g) → Na+(g) + e- ; ΔH2 = + 496 kJ/mol
3. โมเลกลุ ของกา๊ ซคลอรนี (Cl2) เกิดการแยกสลายออกเปน็ อะตอมอสิ ระในสภาวะก๊าซ เป็นการ
สลายพันธะระหว่างอะตอมของคลอรนี ในโมเลกุล ขนั้ ตอนนีเ้ ป็นกระบวนการดูดความร้อนดังสมการ

Cl2(g) → Cl(g) ; ΔH3 = +122 kJ/mol
4. อะตอมของ Cl ในสภาวะกา๊ ซรับอิเลก็ ตรอน กลายเป็นไอออนลบ กระบวนการน้ีคาย
พลังงาน คือ พลงั งานอเิ ลก็ ตรอนอัฟฟนิ ิตี , EA ดงั สมการ

Cl(g) + e- → Cl-(g) ; ΔH4 = -349 kJ/mol
5. Na+(g) รวมตัวกับ Cl-(g) แลว้ เปลี่ยนสถานะเปน็ ของแขง็ คือผลกึ ของ NaCl ขน้ั ตอนน้คี าย
พลงั งาน เรียกวา่ พลงั งานโครงรา่ งผลกึ (lattice energy) ดังสมการ

Na+(g) + Cl-(g) → NaCl(s) ; ΔH5 = -787 kJ/mol
ΔHf = ΔH1 + ΔH2 + ΔH3 + ΔH4 + ΔH5

= +107 kJ/mol + 122 kJ/mol + 496 kJ/mol +(-349 kJ/mol) + (-787 kJ/mol)

= - 411 kJ/mol
เขียนแสดงในรูปสมการรวมได้ดงั นี้

Na(s) + Cl2(g) → NaCl(s) ; ΔHf = -411 kJ/mol

ใบความรู้ท่ี 1.3 เรื่อง วฏั จักรบอร์น-ฮาเบอร์ (ต่อ)
วัฏจักรบอร์น-ฮาเบอร ในการเกดิ สารประกอบไอออนกิ NaCl สามารถเขียนเปน็ แผนผัง
แสดงข้นั ตอนการเกิดปฏกิ ิริยาและการเปล่ียนแปลงพลงั งานในแตล่ ะข้นั ตอนไดด้ ังนี้

จากแผนภาพวัฏจักรของบอร์น-ฮาเบอร์ ในปฏิกริ ิยาการเกิดสารประกอบไอออนิก NaCl
จะมีการคายพลงั งาน 411 kJ/mol

รูปแบบในการเขียนแสดงวฏั จักรของบอรน์ -ฮาเบอร์ ไม่ได้กำหนดรูปแบบตายตัว
ความสำคัญอยทู่ คี่ วามตอ่ เนื่องของขัน้ ตอน และแสดงพลังงานทเี่ ก่ียวข้องให้ตรงกัน

1. จงเตมิ ข้อมลู ลงในช่องว่างใหส้ มบรู ณ์
1

เขยี นแผนภาพวัฏจกั รบอร์น-ฮาเบอร์
แสดงการเปลย่ี นแปลงพลังงานในการเกิด NaCl

2. จงเขียนแผนภาพการเกิดสารประกอบไอออนกิ MgO

3. ถ้า XY เปน็ สารประกอบไอออนิกท่ีมแี ผนผังแสดงข้นั ตอนการเกิดดงั นี้

3.1 การเปล่ยี นแปลงในขนั้ ตอนใดเปน็ การดดู พลงั งาน ..................................
3.2 การเปล่ยี นแปลงในขั้นตอนใดเปน็ การคายพลงั งาน ..................................
4. จงระบุชอ่ื พลงั งาน จากแผนภาพการเปลย่ี นแปลงพลังงานตอ่ ไปนี้

∆H1 พลงั งาน..................................... ∆H2 พลังงาน......................................
∆H3 พลงั งาน..................................... ∆H4 พลงั งาน......................................
∆H5 พลงั งาน..................................... ∆H6 พลังงาน......................................

1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกี่ยวกบั สมบตั ิการละลายนำ้ ของสารประกอบไอออนิกได้
2. อธิบายเก่ยี วกับสมบตั กิ ารละลายน้ำของสารประกอบไอออนิกได้

1. น้ำกลั่น 2. คอปเปอร์(II)ซลั เฟต (CuSO4)
3. เกลือแกง (NaCl) 4. โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH)
5. แอมโมเนียมคลอไรด์ (NH4Cl) 6. แทง่ แก้วคนสาร
7. บีกเกอรข์ นาด 100 ml 8. เทอรโ์ มมิเตอร์

1. เตมิ นำ้ ปริมาตร 25 mL ลงในบกี เกอร์ วดั อณุ หภูมิของน้ำ และบนั ทึกผล
2. ใส่เกลือแกง (NaCl) ลงในบีกเกอรืทีม่ ีน้ำ ใช้แท่งแก้วคนสาร แล้ววัดอุณหภูมหิ ลังการละลาย
สงั เกตการเปลีย่ นแปลงและบนั ทกึ ผล
3. ทำการทดลองเช่นเดียวกับข้อ 1-2 แต่ใช้แอมโมเนียมคลอไรด์ (NH4Cl) คอปเปอร์(II)ซัลเฟต
(CuSO4) และโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) แทน

1. ปัญหาของการทดลองนค้ี ือ ..............................................................................................
2. สมมติฐาน

2.1 จากการทดลองการละลายน้ำของสารใดมีอุณหภูมิหลังการละลายสูงขึ้น
.......................................................................................................................
2.2 จากการทดลองการละลายน้ำของสารใดมีอุณหภูมิหลังการละลาย ต่ำขึ้น
........................................................................................................................

สาร อุณหภูมิของน้ำ (๐C) อุณหภูมขิ องสารละลาย (๐C)

1. NaCl

2. NH4Cl

3. CuSO4

4. NaOH

1. จากการทดลองการละลายน้ำของสารประกอบไอออนิก มีอุณหภูมิสูงขึ้นและต่ำลง ตรงกับที่
คาดคะเนไวห้ รอื ไม่ อยา่ งไร...............................................................................................
.................................................................................................................................................
2. จากการทดลอง การละลายน้ำของสารแบบคายความรอ้ นและดดู ความร้อนเหมือนหรือ
ต่างกนั อยา่ งไร..............................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................
3. สรุปผลการทดลอง...............................................................................................................
............................................................................................................................. ....................
.............................................................................................................. ...................................

.................................................................................................................................................

สมบตั สิ ารประกอบไอออนกิ
1. มีขั้ว เพราะสารประกอบไอออนิกไม่ได้เกิดขึ้นเป็นโมเลกุลเดี่ยว แต่จะเป็นของแข็งซึ่ง
ประกอบดว้ ยไอออนจำนวนมาก ซง่ึ ยึดเหนย่ี วกันด้วยแรงยดึ เหน่ยี วทางไฟฟา้
2. ไม่นำไฟฟา้ เมื่ออยู่ในสภาพของแขง็ แต่จะนำไฟฟ้าได้เมื่อใส่สารประกอบไอออนิกลงใน
น้ำ ไอออนจะแยกออกจากกัน ทำให้สารละลายนำไฟฟ้าในทำนองเดียวกันสารประกอบท่ี
หลอมเหลวจะนำไฟฟ้าได้ดว้ ยเน่ืองจากเม่ือหลอมเหลวไอออนจะเปน็ อิสระจากกนั เกิดการ
ไหลเวียนอิเล็กตรอนทำให้อเิ ลก็ ตรอนเคล่อื นท่จี ึงเกิดการนำไฟฟา้
3. มีจุหลอมเหลวและจุดเดือดสูง ความร้อนในการทำลายแรงดึงดูดระหว่างไอออนให้
กลายเป็นของเหลวตอ้ งใช้พลังงานสูง
4. เป็นผลกึ แขง็ แต่เปราะและแตกง่าย
5. การละลายน้ำ มี 3 ระดับ คือ ละลายได้ดี (มากกว่า 1 g/น้ำ 100 g) ละลายได้เล็กน้อย
(ละลายได้มากกว่า 0.1 g แต่ไม่ถึง 1 g/น้ำ 100 g) และไม่ละลาย (ละลายได้น้อยกว่า
0.1 g/น้ำ 100 g)
หลกั การละลายน้ำของสารประกอบไอออนิก มี 2 ขั้นตอน
ข้ันที่ 1 โมเลกุลของนำ้ ดงึ ดูดสารไอออนิกให้หลุดออกจากโครงผลกึ เช่น
NaCl(s) --> Na+(g) + Cl-(g)
ตอ้ งดดู พลงั งาน เรียกว่า พลังงานแลตทิช

ขนั้ ที่ 2 ไอออนทหี่ ลดุ ออกถกู ล้อมรอบด้วยโมเลกุลของนำ้ โดยโมเลกลุ ของนำ้ จะหันด้านที่มี
ขั้วตรงข้ามเข้าหากัน เกิดแรงยึดเหนี่ยวระหว่างน้ำกับไอออนที่แตกออก จะคายพลังงาน เรียกว่า
พลงั งานไฮเดรชนั

หมายเหตุ ดดู = เยน็ คาย = รอ้ น

จากแผนภาพการละลายน้ำของ NaCl พบว่าพลังงานแลตทิช > พลังงานไฮเดรชัน จึงเป็น
การละลายแบบดูดพลงั งาน (∆H มีค่าเปน็ บวก)

1. ขอ้ มูลแสดงคา่ พลงั งานทเี่ ก่ียวข้องกบั การละลายของสาร A B C เป็นดังน้ี

สาร พลงั งานไฮเดรชนั พลังงานแลตทชิ

(kJ/mol) (kJ/mol)

A 745 750

B 590 550

C 690 700

ถา้ ใช้สาร A B C จำนวนโมลเทา่ กนั ละลายในน้ำที่มีปริมาตร 100 cm3
1.1 สารใดละลายน้ำแบบดูดพลงั งาน ตอบ ......................................
1.2 สารใดละลายน้ำแบบคายพลงั งาน ตอบ ......................................
1.3 จงเรยี งลำดบั อณุ หภูมิของสารละลายจากมากไปนอ้ ย ตอบ ......................................

2. จงเขยี นแผนภาพแสดงการละลายนำ้ ของ NaOH ซง่ึ ไดส้ ารละลายท่ีมีอณุ หภูมิสงู ข้ึน

3. กำหนดให้ E1 เป็นพลังงานที่ใช้ในการแยกของแข็งออกเป็นอนุภาคเล็กๆ และ E2 เป็น
พลังงานที่เกิดจากแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคของสารกับโมเลกุลของน้ำ ของสาร A B และ C

ตามตาราง

สาร E1 (kJ/mol) E2 (kJ/mol)

A 913.5 932.8

B 769.3 762.4

C 556.7 563.2

จงเปรียบเทยี บอุณหภมู ขิ องสารละลาย A B C กับน้ำ ตอบ ..............................................................
............................................................................................................................. ................................

1. ทดลองและสรุปผลการทดลองเกีย่ วกับการเกดิ ปฏกิ ิริยาระหว่างสารละลายไอออนิกได้
2. ระบสุ ารละลายคทู่ ่ีเกิดปฏิกิรยิ าแล้วได้ตะกอนได้
3. ระบุไอออนท่ที ำปฏิกิรยิ าแลว้ ได้ตะกอน และเขยี นสตู รเคมีของตะกอนได้

1. สารละลายแคลเซียมคลอไรด์ (CaCl2) 2. สารละลายโซเดยี มคาร์บอเนต (Na2CO3)
3. สารละลายโซเดียมซลั เฟต (Na2SO4) 4. สารละลายโซเดียมไนเทรต (NaNO3)
5. สารละลายแอมโมเนียมคลอไรด์ (NH4Cl) 6. สารละลายแมกนเี ซียมคลอไรด์ (MgCl2)
7. แผ่นพลาสตกิ ใส 8. กระดาษทม่ี ตี ารางขาว-ดำ
9. หลอดหยด

1. นำแผน่ พลาสตกิ ใสวางบนกระดาษท่ีมีตารางขาว-ดำ
2. หยด CaCl2 ลงบนแผ่นพลาสติกใส 3 ชอ่ ง ช่องละ 1 หยด กำหนดให้เป็นช่องท่ี 1 2 และ 3
3. หยด Na2CO3 Na2SO4 และ NaNO3 อย่างละ 1 หยด ลงบน CaCl2 ในช่องที่ 1 2 และ 3
ตามลำดับ
4. ทำซำ้ โดยเปลย่ี นสารละลายในขอ้ 2 จาก CaCl2 เป็น NH4Cl และ MgCl2

1. ปญั หาของการทดลองน้คี ือ ..............................................................................................
2. สมมติฐาน

2.1 นกั เรียนคิดวา่ สารละลายคใู่ ดบา้ งทท่ี ำใหเ้ กิดตะกอน
.........................................................................................................................................
2.2 นักเรยี นคิดวา่ สารละลายคู่ใดบ้างท่ีไมท่ ำใหเ้ กดิ ตะกอน
.........................................................................................................................................

สารละลาย การเปล่ยี นแปลงเม่ือเติมสารละลาย
Na2CO3 Na2SO4 NaNO3
CaCl2
NH4Cl
MgCl2

1. จากการทดลองสารละลายคใู่ ดบ้างที่ทำให้เกดิ ตะกอนและไม่เกิดตะกอนตรงกบั ที่คาดคะเนไว้
หรือไม่ อยา่ งไร..............................................................................................................................

................................................................................................................................................ .
2. ไอออนใดท่ีทำปฏิกริ ิยาแล้วได้ตะกอน และตะกอนที่เกิดขึ้นเปน็ สารใด
................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ....................
3. สรุปผลการทดลอง...............................................................................................................
............................................................................................................................. ....................
............................................................................................................................. ....................

.................................................................................................................................................

เม่อื ผสมสารละลายของสารประกอบไอออนิกบางชนิดเขา้ ด้วยกนั จะได้ผลิตภัณฑ์เป็น
ตะกอนเกดิ ข้นึ เช่น ผสม NaCl (aq) กบั AgNO3(aq) เขยี นสมการเคมีทเี่ กิดข้นึ ได้ดังน้ี

NaCl (aq) + AgNO3(aq) -----------> NaNO3(aq) + AgCl (s)
หรอื Na+(aq) + Cl-(aq) + Ag+(aq) +NO3-(aq) -------> Na+(aq) + NO3-(aq) + AgCl(s)
เมอ่ื ผสมกนั จะเกิดตะกอนของ AgCl(s)
เขียนสมการแสดงการเกิดตะกอน AgCl ดงั น้ี

Ag+(aq) + Cl-(aq) ---------------> AgCl(s)
เรยี กสมการนว้ี ่าสมการไอออนิก

สมการไอออนิก(Ionic equation )คือ สมการเคมีที่เขียนเฉพาะไอออนหรือโมเลกุลของ
สารที่มีส่วนในการเกิดปฏิกิริยา ส่วนไอออนหรือโมลกุลของสารใดไม่มีส่วนในการเกิดปฏิกิริยาไม่
ต้องเขียน สมการไอออนิก จะต้องเป็นสมการที่มีสารใดสารหนึ่งเป็นไอออนร่วมอยู่ด้วยในปฏิกิริยา
น้ัน เช่น

Zn (s) + 2H+(aq) ---------------> Zn2+(aq) + H2(g)
H+(aq) + OH-(aq) ---------------> H2O (l)

หลักการเขยี นสมการไอออนกิ
1. ให้เขยี นเฉพาะส่วนไอออนหรอื โมเลกุลของสารทำปฏิกิริยากนั เท่านั้น

2. ถ้าสารที่เกย่ี วข้องในปฏกิ ิริยาเปน็ สารท่ีไม่ละลายนำ้ หรอื ไมแ่ ตกตวั เปน็ ไอออนหรือเป็นออกไซด์
หรอื เป็นก๊าซให้เขยี นสูตรโมเลกุลของสารน้ันในสมการได้ ตัวอยา่ ง ออกไซด์ เชน่ CO2, H2O กา๊ ซ
เช่น H2, NH3สารทีไ่ มล่ ะลายนำ้ เชน่ CaCO3, AgCl

3. ดลุ สมการไอออนกิ โดยทำจำนวนอะตอมและจำนวนไอออนของธาตทุ ุกธาตุ ทั้งทางซา้ ยและ
ทางขวาของสมการใหเ้ ท่ากัน พรอ้ มทั้งดุลประจุรวมทัง้ ทางซ้ายและขวาของสมการใหเ้ ท่ากนั

1. จงเขยี นสมการไอออนกิ จากการผสมสารละลายตอ่ ไปนี้
1.1 Na2S + ZnCl2
1.2 AgNO3 + NH4Cl

1.3 Pb(NO3)2 + CuSO4
1.4 Ba(OH)2 + Li2SO4
1.5 KBr + MgSO4
1.6 CrCl3 + NH4OH

1.7 Fe(NO3)3 + K2S

1.8 K2SO4 + AgNO3
1.9 Na2CO3 + MgSO4
1.10 FeCl2 + Hg(NO3)2
2. สารต่อไปนี้เป็นเกลอื ทีไ่ ม่ละลายน้ำ จะต้องผสมสารละลายชนิดใดเขา้ ด้วยกนั จึงเกิดตะกอนของ
สารท่กี ำหนดให้ จงเขียนสมการไอออนกิ ทีเ่ กิดข้ึน
2.1 ZnCO3
2.2 FeS
2.3 BaSO4
2.4 Ag3PO4

https://forms.gle/uAFxeQDUQGsxLan9A

ขอ้ คำตอบ
1ข
2ง
3ค
4ค
5ก
6ข
7ข
8ค
9ก
10 ง


Click to View FlipBook Version