ปท ี่ 17 ฉบบั ท่ี 2 เมษายน – มถิ นุ ายน 2563
ISSN : 1686-5073
สำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา กพลาิกรปฎศิรปู ึกกาษวผาา ไนปอภทิวัฒานงป ไรหะเทนศ
Office of the Education Council
www.onec.go.th
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
สารบัญ
วารสารการศึกษาไทย
OEC JOURNAL
ปีท่ี 17 ฉบบั ท่ี 2 เมษายน – มถิ นุ ายน 2563
2 บทความวิชาการ..... ทศั น์วลยั เนยี มบุบผา
“อพ.สธ. – สกศ.” ความภาคภมู ใิ จในการสรา้ งส�ำนกึ อนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ
สนองพระราชดำ� ริ สมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจา้ กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดา ฯ
สยามบรมราชกมุ ารี
12 เสือกระดาษ..... คอลมั นิสต์นริ นาม
ท้าทาย ประเทศไทย
13 การศกึ ษาแหง่ อนาคต.... ดร.จอมหทยาสนทิ พงษ์เสฐียร
โครงการ “จำ� คกุ ตลอดชวี ิต”
14 Digital Native.... ดร.รุง่ นภา จติ รโรจนรกั ษ์
“ไทย” ประเทศที่น่าจบั ตาการขยายตัวของพลเมืองดิจทิ ัล
15 บทความวชิ าการ..... ดร.ชัยยศ อ่มิ สวุ รรณ์
การเปล่ียนกระบวนทัศน์การศึกษา สู่การพัฒนาประเทศไทยยุค Thailand 4.0
18 บทความวชิ าการ..... ศาสตราจารย์ ดร.พฤทธ์ิ ศิริบรรณพิทักษ์
แนวทางเชงิ รุกในการยกระดับคณุ ภาพการผลิต
การใชแ้ ละการพัฒนา ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
เพ่ือตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ
26 บทความวชิ าการ..... วรพจน์ หาญใจ
แผนการปฏริ ปู ประเทศดา้ นการศกึ ษา แนวทางชนี้ ำ� การปฏริ ปู การศกึ ษาของประเทศ
34 ของฝากจากแดนไกล….. ขนษิ ฐา จิรวริ ิยวงศ์
ทางออกการศึกษาท่ามกลาง
วิกฤติหวู่ฮั่น(武汉)
37 สกู๊ปพเิ ศษ….. ทมี เฉพาะกจิ OEC Journal
พลิก ‘ปฏิรูป’ ก้าวผ่าน ‘อภิวัฒน์’ ประเทศ
การศึกษาไทยไปทางไหน?
ท้าทาย พลิก ‘ปฏิรูป’ ก้าวผ่าน การปฏิรูปการพัฒนา
ประเทศไทย ‘อภิวัฒน์’ ประเทศ เด็กเล็กและ
12 การศึกษาไทยไปทางไหน? เด็กก่อนวัยเรยี น
37 41
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
41 บทความวชิ าการ..... จนั ทมิ า ศุภรพงศ์
สมพร พรวิกลุ รตั นา พิกุล กันทะวงั กองบรรณาธิการ
การปฏิรูปการพัฒนาเด็กเล็กและ
เด็กก่อนวัยเรยี น
50 บทความวชิ าการ..... ตวงดาว ศลิ าอาศน์
ความเหล่ือมล้�ำทางการศึกษา :
เจา้ ของ
บรบิ ทเชงิ พ้ืนที่
55 บทความวชิ าการ..... สุธดิ า ผาพรม ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา
การปฏิรูปการจดั การเรยี นการสอน
ที่ปรกึ ษา
เพ่ือตอบสนองการเปลี่ยนแปลง
ในศตวรรษที่ 21
ดร.สุภัทร จำ� ปาทอง
61 บทความวชิ าการ..... มานพ ปล้มื วงษ์ เลขาธกิ ารสภาการศึกษา
การขับเคล่ือนแนวคิด ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์
รองเลขาธกิ ารสภาการศึกษา
การปรบั ปรุงโครงสรา้ ง
ของกระทรวงศึกษาธิการ
เพ่ือพัฒนาระบบบรหิ ารของหนว่ ยงาน
ทางการศึกษาและเพ่ือยกระดับ ดร.อุษณยี ์ ธโนศวรรย์
คณุ ภาพการศึกษา ตามประเด็นของ รองเลขาธกิ ารสภาการศึกษา
แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ดร.คมกฤช จันทรข์ จร
66 บทความวชิ าการ..... ผ้ชู ว่ ยเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา
รองศาสตราจารย์ ดร.วรรณวดี ชัยชาญกลุ ผ้อู �ำนวยการสำ� นกั อำ� นวยการ
A Combination of Local Identity and
International Advancement ผูอ้ �ำนวยการส�ำนกั นโยบายและแผนการศกึ ษา
in the 21st Century ผู้อำ� นวยการส�ำนกั ประเมินผลการจดั การศกึ ษา
by TRENDS Model: A Case Study ผูอ้ ำ� นวยการส�ำนักพัฒนากฎหมายการศึกษา
ผอู้ ำ� นวยการสำ� นกั มาตรฐานการศกึ ษาและพฒั นาการเรยี นร ู้
of BanSomdejchaophraya
Rajabhat University
ผอู้ ำ� นวยการสำ� นกั วิจัยและพฒั นาการศึกษา
76 เลน่ ใหเ้ ป็นเร่ือง….. ศนชิ า ภาวโน ผู้อำ� นวยการกลุ่มพัฒนาระบบบรหิ าร
เรยี นรูผ้ ่านการเล่น ผอู้ �ำนวยการส�ำนักนโยบายความรว่ มมือกับต่างประเทศ
ผอู้ ำ� นวยการสำ� นักนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวยั
(Learning through Play)
78 IT Café….. วชิ ชลุ าวัณย์ พิทักษผ์ ล
คล่ืนดิจทิ ัลและภัยเงียบที่ควรระวัง ผู้อำ� นวยการส�ำนกั ส่ือสารองค์กร
80 บทบรรณาธิการ
คณะท�ำงาน
วตั ถปุ ระสงค์ นางนันทชิ า ไวยนพ ดร.วิภาดา วานิช
ดร.รงุ่ นภา จิตรโรจนรกั ษ์ นางสาวพิกุล กันทะวัง
1) เพือ่ เผยแพรน่ โยบาย ยุทธศาสตร์ นวัตกรรม องคค์ วามรู้ นายปานเทพ ลาภเกษร นางสาวตวงดาว ศลิ าอาศน์
การพัฒนาการศึกษาไทย นางสาวณฐั ิกา นิตยาพร นายอิทธกิ ร เถกงิ มหาโชค
2) เพื่อเป็นสื่อกลางในการสร้างความเข้าใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ นายวรี ะพงษ์ อู๋เจริญ นางสาววรัญภรณ์ คณุ เวช
และสร้างการมสี ว่ นรว่ มทางการศึกษา นายภาณพุ งศ์ พนมวัน นางสาวโสภิดา พิมสอน
3) เพ่ือเป็นการเปิดเวทีการน�ำเสนอเร่ืองราวทางการศึกษา
ส�ำหรับหน่วยงานการศึกษารวมถึงประชาชนทั่วไป จดั พิมพ์
สู่เป้าหมายในการเป็นวารสารช้ันน�ำท่ีมีมาตรฐานและ
คุณภาพทางวิชาการ บริษทั เอส.บ.ี เค. การพิมพ์ จำ� กดั
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
“อพ.สธ. – สกศ.” ทัศน์วลัย เนียมบุบผา
ความภาคภมู ใิ จในการสรา้ ง ส�ำนักมาตรฐานการศึกษา
ส�ำนึกอนุรกั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ
สนองพระราชด�ำริ และพฒั นาการเรยี นรู้
สมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจา้
กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดา ฯ
สยามบรมราชกมุ ารี
2 เมษายน 2563 เป็นวันส�ำคัญท่ีปวงชน
ชาวไทยท้ังประเทศต่างปลื้มปีติยินดีท่ีจะได้มี
โอกาส พร้อมใจถวายพระพรแด่สมเด็จพระ
กนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตน
ราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องใน
วั น ค ล ้ า ย วั น พ ร ะ ร า ช ส ม ภ พ ท ร ง เจ ริ ญ
พระชนมพรรษา 65 พรรษา เพราะต่างส�ำนึก
ในพระมหากรุณาธิคุณท่ีตลอดระยะเวลา
ที่ผ่านมา พระองค์ทรงอุทิศเวลา ตรากตร�ำ
พระวรกาย บ�ำเพ็ญพระราชกรณยี กิจนานปั การ
ด้วยพระราชหฤทัยท่ีทรงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาให้
พสกนิกรชาวไทยมีความเป็นอยู่ที่ดี พระองค์
ทรงพระปรีชาสามารถ ในศาสตร์หลายแขนง
โดยเฉพาะทรงเป็นแบบอย่างในการบ�ำเพ็ญ
พระราชกรณยี กจิ ในการอนรุ กั ษ์ สง่ เสรมิ อปุ ถมั ภ์
ศลิ ปวฒั นธรรมของชาตใิ นสาขาตา่ ง ๆ ทง้ั ภาษาไทย
วรรณศิลป์ ดนตรีไทย โบราณคดี สถาปตั ยกรรม
ศลิ ปะ ประเพณี พทุ ธศาสนา ฯลฯ ซง่ึ คณะกรรมการ
อำ� นวยการวนั อนรุ กั ษม์ รดกไทยไดถ้ วายพระสมญั ญา
ว่าทรงเป็น “เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย” และ “วิศิษฏศิลปิน” นอกจากศิลปวัฒนธรรมไทยแล้ว
ทรงให้ความส�ำคัญอย่างย่ิงกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จุดก่อเกิดของสายธารแห่งชีวิต ท่ีเกี่ยวร้อยเช่ือมโยง
สง่ิ แวดลอ้ ม ระบบนิเวศ ดว้ ยทรงตระหนกั ถงึ ความจำ� เป็นในการอนุรักษ์พนั ธุกรรมพืชทีน่ ับวันจะย่งิ เสอื่ มโทรม สญู หาย
ด้วยพระองค์โดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
2 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ไปทรงเยยี่ มเยยี นราษฎรในทอ้ งถนิ่ ทรุ กนั ดารมาแตท่ รงพระเยาว์ ทรงเหน็ สภาพปญั หา จงึ ทรงสานตอ่ พระราชกรณยี กจิ
ของพระบาทสมเดจ็ พระบรมชนกาธเิ บศร มหาภมู พิ ลอดลุ ยเดชมหาราช บรมนาถบพติ ร อกี ทง้ั ทรงรเิ รม่ิ โครงการทเี่ กยี่ วขอ้ ง
กบั การอนรุ กั ษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ ดิน น�้ำ ปา่ ฯลฯ หลายโครงการ จนได้รบั การยกย่องให้เป็น “เจา้ ฟา้ นกั อนุรกั ษ์”
ดังพระราโชวาทองค์หนึ่งท่ีแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยของพระองค์ที่ทรงมีต่อทรัพยากรธรรมชาติของไทยที่นับวัน
จะลดนอ้ ยถอยลง แต่กลับยังขาดการอนุรกั ษ์
"คนไทยเรานับแต่อดีตกาล คุ้นเคยกับค�ำกล่าวท่ีว่า “ทรัพย์ในดิน สินในน้�ำ” ซ่ึงเป็นค�ำกล่าวท่ีฉายให้เห็นภาพ
ความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรอันหลากหลายที่มีความส�ำคัญต่อชีวิตใหญ่น้อยทุกชีวิต ท้ังยังท�ำให้ผืนแผ่นดินไทย
งดงามรุ่งโรจน์ เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของชาวโลก มาในปัจจุบัน ทรัพยากรหลายส่วนตกอยู่ในสภาพเส่ือมโทรม
ถดถอย เน่ืองมาจากเหตุปัจจัยหลายประการ ประการหนึ่งได้แก่ การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างปราศจาก
ความใส่ใจ และไม่ค�ำนึงถึงผลเสียที่จะเกิดข้ึนภายหลัง ทรัพยากรถือเป็นสมบัติของชาติ ของส่วนรวม ที่ประชาชน
มีสิทธิมีส่วนร่วมกัน ทุกคนจึงควรมีจิตส�ำนึก และควรถือเป็นหน้าท่ีที่จะหวงแหน ปกป้องคุ้มครอง ตลอดจนอนุรักษ์
ฟื้นฟู ด้วยการร่วมแรงร่วมใจแสวงหาวิถีทางบ�ำรุงรักษา ค้นคว้าหาความรู้ในเรื่องทรัพยากร หรือแนวทางการใช้
ทรัพยากรอย่างเหมาะสม เพื่อสืบทอดสมบัติของชาติให้ธ�ำรงอยู่อย่างย่ังยืน และอ�ำนวยประโยชน์เก้ือกูลแก่อนุชนชั้น
ลกู หลานของเราสบื เน่ืองต่อไป"
พระราโชวาทของสมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจ้า กรมสมเดจ็ พระเทพรัตนราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี
ในการประชมุ วิชาการและนทิ รรศการ “ทรัพยากรไทย : น�ำสิง่ ดีงามสตู่ าโลก” วันท่ี 20 ธนั วาคม 2556
ณ ศูนยก์ ารเรยี นรกู้ ารไฟฟ้าฝ่ายผลติ แห่งประเทศไทย เขอ่ื นศรีนครนิ ทร์ ต�ำบลทา่ กระดาน อ�ำเภอศรีสวสั ดิ์ จงั หวัดกาญจนบรุ ี
จากพระราโชวาทข้างต้นแสดงถึงความห่วงใยต่อทรัพยากรธรรมชาติ โครงการในพระราชด�ำริดา้ นการอนรุ กั ษ์
ทรัพยากรธรรมชาติของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จึงมี
การด�ำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเป็นจ�ำนวนมาก หน่ึงในโครงการพระราชด�ำริที่ส�ำคัญที่ส�ำนักงานเลขาธิการ
สภาการศึกษาได้มีโอกาสร่วมเป็นหน่วยงานสนองพระราชด�ำริ คือ “โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจาก
พระราชดำ� ริ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี” (อพ.สธ.)
“โครงการอนรุ กั ษพ์ นั ธกุ รรมพชื อนั เนอื่ งมาจากพระราชดำ� ริ สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ าร”ี
(อพ.สธ.) เป็นโครงการที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
ทรงสืบสานพระราชปณิธานในการอนุรักษ์ทรัพยากรของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช
มหาราช บรมนาถบพิตร ท่ีทรงให้ความส�ำคัญในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช โดยใน พ.ศ. 2503 พระบาทสมเด็จพระ
บรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเริ่มอนุรักษ์ต้นยางนา และใน พ.ศ. 2504
ทรงให้นำ� พรรณไม้จากภูมิภาคต่าง ๆ มาปลกู ไว้ในสวนจิตรลดา เพื่อเปน็ แหลง่ ศกึ ษา รวมถึงทรงมโี ครงการพระราชด�ำริ
ทเ่ี กยี่ วกบั การอนรุ กั ษพ์ ฒั นาปา่ ไม้ แหลง่ นำ้� ดนิ และทรพั ยากรธรรมชาตมิ าโดยลำ� ดบั ตอ่ มาปี พ.ศ. 2535 สมเดจ็ พระ
กนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงสืบทอดพระราชปณิธานใน
การดำ� เนนิ โครงการ อพ.สธ. โดยมวี ตั ถปุ ระสงคส์ ำ� คญั 3 ประการ คอื 1) ใหเ้ ขา้ ใจและเหน็ ความสำ� คญั ของพนั ธกุ รรมพชื
และทรพั ยากร 2) ให้ร่วมคดิ ร่วมปฏบิ ัติ จนเกดิ ประโยชน์ถึงมหาชนชาวไทย และ 3) ใหม้ รี ะบบข้อมลู พันธกุ รรมพืช
และทรัพยากร สื่อถงึ กนั ได้ทั่วประเทศ
OEC 3
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
การดำ� เนินงานของ อพ.สธ. เร่มิ ต้ังแต่ปี พ.ศ. 2535 ภายใตแ้ ผนแม่บท ซงึ่ กำ� หนดเป็นระยะ ระยะละ 5 ปี ปัจจุบัน
การดำ� เนนิ งานอยใู่ นแผนแมบ่ ท อพ.สธ. ระยะ 5 ปที หี่ ก (ตลุ าคม พ.ศ. 2559 – กนั ยายน 2564) โดยในแผนแมบ่ ทน้ี
มกี รอบการดำ� เนินงาน 3 กรอบ มี 8 กจิ กรรม ดงั น้ี
กรอบการดำ� เนินงาน กิจกรรม
กรอบการเรยี นรูท้ รัพยากร กิจกรรมที่ 1 กจิ กรรมปกปกั ทรัพยากร
กจิ กรรมท่ี 2 กจิ กรรมส�ำรวจเกบ็ รวบรวมทรัพยากร
กรอบการใชป้ ระโยชน์ กิจกรรมที่ 3 กิจกรรมปลกู รักษาทรพั ยากร
กิจกรรมที่ 4 กจิ กรรมอนรุ ักษ์และใชป้ ระโยชนท์ รัพยากร
กรอบการสรา้ งจิตส�ำนกึ กจิ กรรมท่ี 5 กิจกรรมศูนยข์ ้อมลู ทรพั ยากร
กิจกรรมที่ 6 กิจกรรมวางแผนทรัพยากร
กจิ กรรมที่ 7 กิจกรรมสรา้ งจติ สำ� นึกในการอนรุ กั ษท์ รัพยากร
กจิ กรรมที่ 8 กจิ กรรมพเิ ศษสนันสนนุ การอนรุ ักษ์ทรพั ยากร
สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราโชวาท อธิบาย
เกยี่ วกบั การดำ� เนนิ งานโครงการ อพ.สธ. ไวอ้ ยา่ งชดั เจน ดงั พระราโชวาทในการประชมุ วชิ าการนทิ รรศการทรพั ยากรไทย :
อนุรักษ์และพัฒนาด้วยจิตส�ำนึกแห่งนักวิจัยไทย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2544 ณ ศาลาพระเกี้ยวจุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลยั ความวา่
“งานการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชนี้ได้ด�ำเนินมาเป็นเวลาหลายปี เร่ิมตั้งแต่ที่เข้าใจว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทรงหาพรรณพืชต่าง ๆ ท่ีหายากมาปลูกเอาไว้เพื่อคนรุ่นหลังจะได้เห็นได้ศึกษาต่อไป และก็มีงานด้านวิชาการต่าง ๆ
ท่ีท�ำกัน ท่ีจริงแล้วในประเทศไทยน้ีก็มีหน่วยงานหลายหน่วยที่สนใจในเรื่องของการอนุรักษ์พันธุ์พืชเพื่อการศึกษา
พืชพรรณต่าง ๆ ท่ีมีอยู่ในประเทศ โครงการนี้มีจุดประสงค์ส�ำคัญท่ีจะให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้ท�ำงานมาได้มีโอกาส
แลกเปล่ียนความคิดเห็นหรือแลกเปล่ียนความรู้ซึ่งกันและกัน รวบรวมข้อมูล เพื่อท�ำให้วิชาการด้านน้ีก้าวหน้าไปและ
เปน็ การประหยัด เพราะแทนทีต่ า่ งคนต่างท�ำ งานไหนท่ีมีผทู้ ำ� แล้วจะไดร้ ่วมกันท�ำโดยไม่ใหซ้ ้�ำซอ้ นกนั และกป็ รากฏวา่
มีผู้มาสนับสนุนหลายท่าน ทั้งในด้านวิชาการ ด้านอุปกรณ์ต่าง ๆ และทุนทรัพย์ก็นับว่างานนี้เป็นท่ีสนใจของบุคคล
หลายฝ่าย ในวนั นี้ทไี่ ด้มีการมอบฐานขอ้ มลู ทางด้านพชื ใหห้ น่วยงานตา่ ง ๆ นนั้ ความเปน็ มาก็มอี ยูท่ ก่ี อ่ นน้ีในหน่วยงาน
ต่าง ๆ มีหอพรรณไม้ เช่น ที่กรมป่าไม้ หอพรรณไมข้ องกรมป่าไม้ก็มพี ชื ทีน่ ักวิชาการ นักวจิ ัยรนุ่ เกา่ ๆ ไดเ้ ก็บตวั อยา่ ง
พรรณพืชแห้ง เก็บไว้เป็นเวลาเกือบจะร้อยปีแล้ว ตัวอย่างของพรรณไม้เหล่าน้ีก็เป็นสิ่งที่มีค่าสูง จะเป็นประโยชน์ใน
ดา้ นการศึกษา แตว่ ่าของตา่ ง ๆ นน้ั ก็ย่อมเกา่ แก่ไปตามกาลเวลา จะเสียหายอยา่ งน่าเสียดาย ในสมัยน้ีเรามเี ทคโนโลยี
ทจี่ ะรกั ษาสงิ่ เหลา่ นี้ เพอื่ ใหน้ กั วชิ าการไดศ้ กึ ษากนั กเ็ ลยไดค้ ดิ ชว่ ยกนั ทำ� โครงการในการถา่ ยรปู และถา่ ยขอ้ มลู พรรณไม้
เพ่ือเป็นฐานข้อมูล แต่ในเม่ือในการเก็บฐานข้อมูลนี้ ถ้าเก็บไว้แห่งเดียวก็อาจจะสูญหายได้ ก็มีความคิดกันว่าจะให้
หน่วยงานต่าง ๆ ช่วยกันเก็บ ที่หน่ึงเกิดเหตุ เสียหายไปก็จะได้มีข้อมูลเอาไว้ ไม่สูญหายไปจากประเทศไทย หรือ
จากโลกนี้ไปหมด ฐานข้อมูลนี้ก็เป็นของท่ีมีค่า ต้องช่วยกันดูแลให้ดี และผู้ที่จะมาใช้ก็ต้องดูแล ใช้ให้ถูกต้องให้เป็น
ประโยชน์แก่ประเทศไทยแก่มนุษย์ชาติต่อไป โครงการแบบน้ีไม่ใช่ว่าจะท�ำส�ำเร็จในเวลาสั้น ๆ ต้องมีโครงการ
4 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ระยะทีห่ นึง่ ระยะท่ีสอง และระยะตอ่ ๆ ไป การจดั การประชุมนี้กเ็ ปน็ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและเพิ่มพูนความรู้
ในระดบั นกั วชิ าการและการจดั นทิ รรศการนกี้ จ็ ะมโี อกาสใหค้ นอน่ื ทสี่ นใจไดม้ าดู ไดม้ าศกึ ษาเมอ่ื บคุ คลตา่ ง ๆ ไดม้ าศกึ ษา
แล้วก็ทราบว่าพืชต่าง ๆ และก็ต่อไปก็ต้องการศึกษา เร่ืองสัตว์ส่ิงมีชีวิตและสิ่งธรรมชาติต่าง ๆ ของพวกนี้ก็เป็น
สงิ่ ที่น่าสนใจ เมอื่ สนใจแล้วก็จะมคี วามรู้สกึ อยากจะปกปักรักษา ไมท่ ำ� ลายใหเ้ สียหายสญู ส้นิ ไป ก็เป็นการช่วยอนุรักษ์
เปน็ อยา่ งดี ขอใหท้ กุ ๆ ทา่ นประสบความส�ำเร็จในการท�ำงานและใหก้ ารประชมุ ในคร้งั นีด้ �ำเนินไปดว้ ยด”ี
จากพระราโชวาทข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงพระราชปณิธานที่จะอนุรักษ์ ฟื้นฟู ปกป้องรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
ให้ยังคงอยู่เป็นมรดกของประเทศและของโลก ไม่ให้สูญส้ินไป ท้ังนี้ ในปัจจุบันมีหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมสนอง
พระราชดำ� รกิ วา่ 202 หนว่ ยงาน โดยมกี ารแบ่งกลมุ่ หนว่ ยงานท่เี ขา้ ร่วมสนองพระราชดำ� ริฯ ในโครงการ อพ.สธ. เปน็
10 กลุ่ม คือ G1 กลุม่ ความมนั่ คงทางทรพั ยากร G2 กลมุ่ สร้างจิตส�ำนกึ ในการอนุรกั ษท์ รัพยากร G3 กลมุ่ สว่ นราชการ
ที่เก่ียวกับทรัพยากร G4 กลุ่มการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากร G5 กลุ่มมหาวิทยาลัยที่ร่วมสนอง
พระราชด�ำริ G6 กลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล G7 กลุ่มนโยบายในเร่ืองทรัพยากร
G8 กลุ่มจังหวดั ที่รว่ มสนองพระราชดำ� ริ G9 กลุม่ หนว่ ยงานสนับสนนุ G10 กล่มุ ภาคเอกชนและมลู นธิ ิ
ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้เข้าร่วมเป็นหน่วยงานสนองพระราชด�ำริ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 โดย
อยูใ่ นกลุม่ G2 กล่มุ สรา้ งจิตสำ� นึกในการอนรุ ักษ์ทรัพยากร เนน้ การดำ� เนินงานในกจิ กรรมที่ 7 กิจกรรมสรา้ งจติ สำ� นึก
ในการอนุรกั ษ์ทรัพยากร และกจิ กรรมท่ี 8 กิจกรรมพเิ ศษสนับสนุนการอนรุ ักษ์ทรพั ยากร
นบั ต้ังแต่เข้าร่วมโครงการฯ สำ� นักงานฯ ไดม้ ีบทบาทในการเปน็ คณะกรรมการโครงการ อพ.สธ. จำ� นวน 3 ชดุ คือ
1. คณะกรรมการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริ ฯ ระยะ 5 ปีที่หก มีเลขาธิการ
สภาการศกึ ษารว่ มเปน็ กรรมการ
2. คณะกรรมการโครงการอนุรกั ษพ์ นั ธกุ รรมพชื อนั เน่ืองมาจากพระราชด�ำริ ฯ กระทรวงศกึ ษาธิการ (อพ.สธ.- ศธ.)
มีรองเลขาธิการสภาการศึกษาเป็นรองประธานกรรมการและเจ้าหน้าท่ีส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเป็น
กรรมการ
3. คณะกรรมการด�ำเนินงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริ ฯ ส�ำนักงานเลขาธิการ
สภาการศึกษา (อพ.สธ. – สกศ.) มีเลขาธิการสภาการศึกษาเป็นประธานกรรมการ มีเลขานุการคณะกรรมการ
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชด�ำริฯ เป็นรองประธานกรรมการ และผู้อ�ำนวยการส�ำนัก
ทกุ ส�ำนกั ของ สกศ. เป็นกรรมการ
ทั้งน้ี เพื่อให้การด�ำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจึงได้แต่งต้ัง “คณะท�ำงาน
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชด�ำริ ฯ” ขึ้น โดยมีรองเลขาธิการสภาการศึกษาเป็นประธาน
และมผี ทู้ รงคณุ วฒุ ภิ ายนอกทม่ี คี วามเชยี่ วชาญเกยี่ วกบั การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรรว่ มเปน็ กรรมการ ซงึ่ ในชว่ งเวลาทผี่ า่ นมา
คณะกรรมการและคณะทำ� งาน ฯ ชดุ ตา่ ง ๆ ไดม้ กี ารประชมุ และดำ� เนนิ การขบั เคลอื่ นโครงการ อพ.สธ. มาอยา่ งตอ่ เนอื่ ง
OEC 5
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
การดำ� เนนิ งานทสี่ ำ� คญั ของสำ� นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา คอื ไดจ้ ดั ทำ� “แผนแมบ่ ทระยะ 5 ปที ห่ี ก (1 ตลุ าคม
2559 – 30 กันยายน 2564) ของส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา” ที่สอดคล้องกับแผนแม่บทของ อพ.สธ.
โดยในแผนแม่บท อพ.สธ. – สกศ. ไดก้ �ำหนดโครงการในการด�ำเนินงานทีส่ ำ� คัญ 4 โครงการ คอื
1. โครงการถอดบทเรยี นสวนพฤกษศาสตร์โรงเรยี น / ศูนยก์ ารเรยี นภูมปิ ัญญาไทย
2. โครงการจดั ทำ� ฐานข้อมลู ทรัพยากรทอ้ งถิน่ / ครภู มู ิปัญญาไทย
3. จัดท�ำ web page อพ.สธ. – สกศ.
4. การจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการโครงการอนุรักษพ์ นั ธกุ รรมพืชอนั เนือ่ งมาจากพระราชด�ำริ
ความก้าวหน้าในการด�ำเนินการต่าง ๆ ของส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาตามแผนแม่บท อพ.สธ. ของ สกศ.
มีรายละเอยี ด ดงั น้ี
1. โครงการถอดบทเรยี นสวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี น / ศูนยก์ ารเรยี นภมู ปิ ัญญาไทย
ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้ด�ำเนินการศึกษาและถอดบทเรียนเก่ียวกับสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียนและ
องค์ความรู้ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของครูภูมิปัญญาไทยอย่างต่อเน่ือง และได้จัดพิมพ์เป็นหนังสือ ท�ำเป็น
E – book รวมถงึ เผยแพร่ทางเว็บไซตข์ องส�ำนกั งาน ฯ ดงั ตอ่ ไปนี้
1) หนังสอื 5 ครภู ูมปิ ญั ญาไทยตามรอยพระยุคลบาท อนุรักษ์พันธุกรรมพชื
http://backoffice.onec.go.th/uploads/
Book/1536-file.pdf
2) หนังสือ 15 ครูภมู ปิ ัญญาไทย ผูอ้ ารักษ์พรรณพืช
http://backoffice.onec.go.th/uploads/
Book/1646-file.pdf
6 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
3) หนังสือ สวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน ตวั อย่างบทเรยี นการจัดการเรยี นตามแนวพระราชดำ� ริ
http://backoffice.onec.go.th/uploads/
Book/1652-file.pdf
4) รายงานการศึกษาเรื่อง การสืบสานขับเคล่อื นศาสตรพ์ ระราชาสู่การปฏบิ ตั ิ ผา่ นกจิ กรรมการสรา้ งจติ สำ� นกึ ตาม
โครงการอนรุ กั ษพ์ นั ธกุ รรมพชื อนั เนอ่ื งมาจากพระราชดำ� รสิ มเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี (อพ.สธ.)
ปัจจุบันส�ำนักงานฯ ก�ำลังด�ำเนินการศึกษาและถอดบทเรียนของครูภูมิปัญญาในศูนย์การเรียนที่สามารถ
นำ� ภมู ปิ ญั ญาไทยมาบรู ณาการและสรา้ งสรรคน์ วตั กรรมทม่ี คี วามโดดเดน่ ในเชงิ อนรุ กั ษธ์ รรมชาติ รวมทง้ั ยงั สอดคลอ้ งกบั
การด�ำเนินชีวิตของคนไทยในยุค 4.0 หรือในศตวรรษที่ 21 โดยได้ศึกษาแนวคิด วิธีการ และปัจจัยความส�ำเร็จ ฯลฯ
ซ่ึงเม่ือด�ำเนินการศึกษาแล้วเสร็จ ผลการศึกษาท่ีได้จะสามารถเป็นองค์ความรู้ เป็นต้นแบบตัวอย่างให้ผู้สนใจสามารถ
นำ� ไปพัฒนาตนเองหรอื ประยกุ ตใ์ ช้ได้ ทง้ั น้ี ส�ำนกั งานฯ จะนำ� เสนองานดังกลา่ วผ่านทางเว็บไซตข์ องส�ำนักงานฯ ตอ่ ไป
2. โครงการจดั ท�ำฐานขอ้ มูลทรพั ยากรท้องถิ่น/ ครูภมู ปิ ญั ญาไทย
ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้รวบรวมและเก็บข้อมูลฐานทรัพยากรท้องถ่ินท่ีเช่ือมโยงกับภารกิจของ
สำ� นักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา คือ การสรรหาและคัดเลอื กครภู มู ิปัญญาไทย ใน 9 ดา้ น คอื 1) ดา้ นเกษตรกรรม
2) ด้านอุตสาหกรรมและหัตถกรรม 3) ดา้ นการแพทย์แผนไทย 4) ดา้ นการจดั การทรัพยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล้อม
5) ด้านกองทนุ และธุรกิจชุมชน 6) ดา้ นศลิ ปกรรม 7) ดา้ นภาษาและวรรณกรรม 8) ดา้ นปรัชญา ศาสนา และประเพณี
และ 9) ด้านโภชนาการ ปัจจุบันส�ำนักงาน ฯ ด�ำเนินการคัดเลือกครูภูมิปัญญาไทยมาแล้ว 9 รุ่น ดังน้ันในการจัดท�ำ
ฐานข้อมูล ส�ำนักงาน ฯ จึงได้รวบรวมข้อมูลประวัติและผลงานของครูภูมิปัญญาไทยท้ังหมดจ�ำนวนทั้งส้ิน 503 คน
จัดท�ำเป็นท�ำเนียบครูภูมิปัญญาไทย รุ่น 1 - 9 โดยจัดแบ่งตามรุ่นและสาขาท่ีเช่ียวชาญ ซ่ึงผู้สนใจสามารถสืบค้นได้ท่ี
http://www.thaiwisdom.org/ หรือสืบค้นจากเว็บไซต์ของส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา www.onec.go.th
เลือกหวั ข้อ “อพ.สธ. – สกศ.” หลังจากนน้ั เลอื กหัวขอ้ ยอ่ ย “ครภู ูมิปัญญาไทย” ทงั้ นี้ ส�ำนักงานฯ ได้ด�ำเนนิ การพัฒนา
ข้อมลู ขา่ วสารตา่ ง ๆ ใหม้ คี วามน่าสนใจและทนั สมยั อย่างสม่ำ� เสมอ
3. จดั ท�ำ web page อพ.สธ. – สกศ.
ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้จัดท�ำ website อพ.สธ. - สกศ. ในเว็บไซต์จะมีรายละเอียดเก่ียวกับ
โครงการ อพ.สธ. – สกศ. ในด้านต่าง ๆ ตามหัวข้อดังน้ี 1) ความเป็นมา 2) คณะกรรมการ 3) ครูภูมิปัญญาไทย
4) แผนแม่บท/แผนปฏิบัติงาน 5) กิจกรรมและผลการด�ำเนินงาน 6) องค์ความรู้ ส่ือ เอกสาร และ 7) ช่องทาง
การติดต่อ ผู้สนใจสามารถสืบค้นได้ที่หน้าเว็บไซต์ของส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา www.onec.go.th
เลือกหัวขอ้ “อพ.สธ. – สกศ.”
OEC 7
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
4. การจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเน่ืองมาจาก
พระราชดำ� ริ
โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
(อพ.สธ.) ได้ก�ำหนดจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการไว้ ทุก 2 ปี และก�ำหนดจัดประชุมวิชาการและนิทรรศการ
สวนพฤกษศาสตรโ์ รงเรยี นและฐานทรพั ยากรท้องถ่ินระดบั ภูมภิ าคเป็นประจำ� ทกุ ปี
ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา นอกจากจะเป็นหน่วยงานที่เข้าร่วมการประชุมเป็นประจ�ำทุกปีแล้ว ยังได้
ร่วมจัดนทิ รรศการเผยแพรค่ วามรู้ สร้างจิตส�ำนกึ ในการอนรุ ักษ์ ซง่ึ นิทรรศการและกิจกรรมของ สกศ. ไดร้ ับความสนใจ
จากผเู้ ข้ารว่ มงานเป็นอย่างมากเสมอมา เช่น
ใน พ.ศ. 2560 สำ� นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษาไดเ้ ขา้ รว่ ม “การประชมุ วชิ าการและนทิ รรศการทรพั ยากรไทย
ครงั้ ท่ี 9 : ศักยภาพมากล้นมีให้เห็น" ระหวา่ งวนั ที่ 28 พฤศจิกายน – 4 ธันวาคม พ.ศ. 2560 ณ ศนู ยเ์ ครอื ข่ายเรียนรู้
เพ่ือภูมิภาคจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดสระบุรี การประชุมในครั้งนั้น ส�ำนักงาน ฯ ได้จัดนิทรรศการเผยแพร่
ความรู้และกิจกรรมฝึกอาชีพ เร่ือง “การเพาะเห็ดแบบครบวงจร” โดยมี ครูบุญเลิศ ไทยทัตกุล ครูภูมิปัญญาไทย
รุ่นท่ี 3 ด้านเกษตรกรรม เปน็ วทิ ยากรในการฝึกอาชีพ มีกจิ กรรมทน่ี า่ สนใจมากมาย เช่น การท�ำสบู่เห็ดถั่งเช่ารังไหม
การท�ำแหนมเห็ด น�้ำเหด็ แปดเซียน การท�ำกาแฟเห็ดหลนิ จือถั่งเช่า การท�ำโลชนั เห็ดหลนิ จอื ถง่ั เชา่ ฯลฯ เป็นตน้ ซง่ึ มี
ผู้สนใจเย่ียมชมและฝึกอาชีพเป็นจ�ำนวนมาก
8 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ต่อมาใน พ.ศ. 2562 ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ร่วมกับสมาคมครูภูมิปัญญาไทย และศูนย์การเรียนรู้
ภูมิปัญญาไทยไร่คุณมน จัดประชุมเสวนา เรื่อง “การสร้างจิตส�ำนึกการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติส่ิงแวดล้อม
เกษตรอัตลกั ษณ์พ้ืนถ่นิ : ศูนย์ต้นแบบไร่คุณมน” ในวนั ท่ี 17 กนั ยายน พ.ศ. 2562 ณ ศนู ยก์ ารเรียนภูมิบญั ญาไทย
ไร่คุณมน จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี ดร.สุภัทร จ�ำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธาน มีเครือข่าย
ครูภูมิปัญญาไทย เครือข่ายเกษตรอินทรีย์ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและนักเรียน
ร่วมเรียนรู้กว่า 600 คน ภายในงานมีการเสวนาเร่ือง “โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกมุ ารี (อพ.สธ.) กับการสร้างเกษตรอัตลักษณ์ พน้ื ถน่ิ ตามแนวทาง
ศาสตรพ์ ระราชา” โดยมี นายตรีวทิ ย์ วนิ ิชสำ� เภาทิพย์ นักวเิ คราะหน์ โยบายและแผน ส�ำนักงานคณะกรรมการพิเศษ
เพื่อประสานงานโครงการอันเน่ืองมาจากพระราชด�ำริ (กปร.) นายกมล เปี่ยมสมบูรณ์ อดีตคณะอนุกรรมาธิการ
ทรัพยากรน�้ำ ทะเลและชายฝั่งในคณะกรรมาธิการทรัพยากรรรมชาติและส่ิงแวดล้อม วุฒิสภา นายกฤษณ์ ฤทธิ์เดชา
นายกสมาคมครู ภมู ิปัญญาไทย และ นายบญุ เลิศ ไทยทัตกลุ ครูภมู ปิ ญั ญาไทย ร่นุ ที่ 3 ด้านเกษตรกรรม เป็นวทิ ยากร
นอกจากนี้ ภายในงานยังจัดให้มีฐานการเรียนรู้ เช่น การห่อลูกประคบสมุนไพร การสกัดน้�ำมันงา การปั่นไอศกรีม
น�้ำนมข้าวโพด การท�ำขนมเกสรดอกล�ำเจียก ฯลฯ ท้ังนี้ เพื่อมุ่งเน้นให้เด็ก เยาวชน ครู อาจารย์ ข้าราชการใน
หนว่ ยงานตา่ ง ๆ ตลอดจนประชาชน ในทอ้ งถนิ่ เห็นถงึ ประโยชนข์ องทรพั ยากรธรรมชาติ และมสี ว่ นรว่ มในการอนรุ กั ษ์
ซึ่งการจัดงานประสบความส�ำเร็จเป็นอย่างดี ผู้เข้าร่วมกิจกรรมตระหนักถึงความส�ำคัญของการอนุรักษ์ ได้รับความรู้
ความสนุกสนาน และจะนำ� ความร้ทู ไ่ี ด้ไปประยกุ ต์ใชแ้ ละเผยแพรใ่ หก้ บั ชมุ ชนต่อไป
ลา่ สุด ในชว่ งระหว่างวันท่ี 29 พฤศจกิ ายน - 5 ธันวาคม พ.ศ. 2562 สำ� นกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้เข้ารว่ ม
“การประชมุ วชิ าการและนทิ รรศการทรพั ยากรไทย : ชาวบา้ นไทยไดป้ ระโยชน”์ ณ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคล
อสี าน จังหวัดนครราชสีมา โดยมี นายส�ำเนา เน้ือทอง ผู้อ�ำนวยการส�ำนักมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาการเรียนรู้
ในฐานะผู้แทนเลขาธิการสภาการศึกษา พร้อมด้วยข้าราชการส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเข้าร่วมกิจกรรม
ในการประชมุ ครัง้ นี้ มศี าสตราจารยพ์ เิ ศษ ดร.สรุ เกยี รติ์ เสถยี รไทย นายกสภามหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลอสี าน
เปน็ ประธานเปดิ งาน ภายในงานประกอบดว้ ยกจิ กรรมการประชมุ วชิ าการและการจดั นทิ รรศการแสดงผลงานทน่ี า่ สนใจ
หลากหลาย มหี นว่ ยงานสนองพระราชดำ� รเิ ขา้ รว่ มกวา่ 200 หนว่ ยงาน ทง้ั น้ี สำ� นกั งาน ฯ ไดเ้ ขา้ รว่ มจดั นทิ รรศการหวั ขอ้
“จากเฟื่องฟ้าสู่การสร้างโมเดลลดปัญหาสังคม” โดยมี “นางจินดา บุษสระเกษ” ครูภูมิปัญญาไทย รุ่นท่ี 6
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ดา้ นกองทนุ และธรุ กจิ ชมุ ชน และทีมงานเป็นวิทยากร นิทรรศการของ สกศ. นอกจากจะให้
ความรแู้ ลว้ ยงั มกี จิ กรรมฝกึ อาชพี หลากหลาย ไมว่ า่ จะเปน็ การแปรรปู เสน้ หมโี่ คราชเพอื่ สขุ ภาพ การทำ� ยาหมอ่ ง สบู่ ยาสระผม
น้�ำยาลา้ งจานจากพืชริมร้วั เชน่ อญั ชนั ใบเตย ฟกั ขา้ ว เทียน มะกรูด การผลิตเครอื่ งดมื่ บ�ำรุงรา่ งกายจากผลไม้พืน้ บ้าน
OEC 9
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
เชน่ นำ้� ลกู หมอ่ น นำ้� มะนาว นำ�้ มะละกอ การทำ� ขนมพนื้ บา้ น เชน่ ขนมดอกจอก ขนมฝกั บวั ขนมนางเลด็ ขนมเปยี กปนู
รวมถึงมีการให้ความรู้ในเชิงธุรกิจชุมชนโดยใช้แนวคิดธนาคาร พันธุ์พืช อีกท้ังแจกเมล็ดพันธุ์พื้นถิ่นหายากเพ่ือให้
ทุกคน มีส่วนช่วยอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นเมือง เป็นต้น ซ่ึงตลอดระยะเวลาการจัดงานมีผู้สนใจเข้าร่วมชมนิทรรศการ
ของ สกศ. และฝกึ วชิ าชพี เปน็ จ�ำนวนมาก แต่ละวนั เฉล่ียประมาณ 220 คน รวม 7 วนั จำ� นวนประมาณ 1,500 คน
10 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
“การรกั ในทรัพยากร คอื การรักชาติ รักแผ่นดิน รกั สง่ิ ที่เปน็ สมบตั ิของตัวเรา การท่จี ะใหเ้ ขารกั ประเทศชาติหรือ
รักษาสมบัติของเขานั้น ท�ำได้โดยก่อให้เกิดความรักความเข้าใจ ถ้าใครไม่รู้จักกัน เราก็ไม่มีความสัมพันธ์ ไม่มี
ความผูกพันต่อกัน แต่ว่าถ้าให้รู้จักส่ิงนั้นว่าคืออะไรหรือว่าท�ำงาน ก็จะรู้สึกชื่นชมและรักหวงแหนสิ่งน้ันว่าเป็นของตน
และจะท�ำให้เกดิ ประโยชนไ์ ด"้
พระราโชวาทสมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกุมารี
วนั ท่ี 14 สิงหาคม พ.ศ. 2540 ณ ศาลาดสุ ดิ าลัย สวนจิตรลดา ฯ
การอนรุ กั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติ ตลอดจนศลิ ปวฒั นธรรม ภมู ปิ ญั ญาของไทยมใิ หส้ ญู หาย เปน็ การรกั ษามรดกของชาติ
นับเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคน ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาส�ำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและภาคภูมิใจ
ที่ได้เป็นหน่วยงานท่ีร่วมสนองพระราชด�ำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ
สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นแบบอย่าง เป็นต้นแบบของการอนุรักษ์ ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจะมุ่งม่ัน
ด�ำเนินงานขับเคล่ือนการอนุรักษ์ตามแนวทางโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชด�ำริ
สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี” (อพ.สธ.) อย่างต่อเนือ่ งและเตม็ กำ� ลัง เพ่ือสนองพระราชด�ำริ ฯ
โดยจะมงุ่ สรา้ งจติ สำ� นกึ บม่ เพาะเมลด็ พนั ธใ์ุ นการอนรุ กั ษใ์ หเ้ ดก็ เยาวชน ตลอดจนประชาชนใหเ้ หน็ และเขา้ ใจถงึ ความสำ� คญั
และประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า หวงแหน ปกปัก รักษาให้ทรัพยากรธรรมชาติ
รวมถงึ ศลิ ปวฒั นธรรม ภูมิปัญญาของไทยยงั คงอยคู่ ู่แผ่นดนิ ไทย สืบทอดตอ่ ยอดไปจากรนุ่ สูร่ นุ่ ตลอดไปอย่างยั่งยนื
เอกสารอ้างองิ
โครงการอนุรกั ษ์พันธุกรรมพืชอนั เน่ืองมาจากพระราชดำ� ริ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.).
(2559). แผนแมบ่ ท อพ.สธ. ระยะ 5 ปที ห่ี ก (ตลุ าคม พ.ศ. 2559 – กันยายน พ.ศ. 2564). กรงุ เทพฯ:
บรษิ ทั สยามพรน้ิ ท์ จำ� กดั .
ส�ำนักงานโครงการอนรุ กั ษพ์ ันธุกรรมพชื อันเนื่องมาจากพระราชดำ� ริ สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี.
(2548). โครงการอนรุ กั ษพ์ นั ธกุ รรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดำ� ริ สมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ า ฯ
สยามบรมราชกมุ าร.ี สืบค้นจาก http://www.rspg.or.th/
สำ� นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา. (2562). ครภู ูมปิ ญั ญาไทย. สืบคน้ จาก http://www.thaiwisdom.org/
________________. (2562). แผนแม่บทระยะ 5 ปที ี่หก (1 ตลุ าคม 2559 - 30 กนั ยายน 2564) สำ� นกั งาน
เลขาธิการสภาการศึกษา. สืบค้นจาก http://backoffice.onec.go.th/uploaded2/Category/
201905/20190528_masterplan_rspg_oec_p5y.pdf
OEC 11
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
เสือกระดาษ คอลัมนิสต์นิรนาม
ท้าทายประเทศไทย ขับเคล่ือนสู่การแก้ไขปัญหาของ
ประเทศร่วมกัน ท้ังที่ยังไมส่ ามารถ
ป ฏิเสธไม่ได้ว่าสถานการณ์ ไปกบั Distance Learning System สร้างระบบฐานข้อมูลกลางของ
การเปลี่ยนแปลงท่ีจะเกิดข้ึน ประเทศ (Big data) ไว้เพื่อ
การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส หลังพ้นวิกฤตนี้ สังคมจะก้าวเข้า สังเคราะห์ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้
โคโรนา 2019 (โควดิ - 19) ได้สรา้ ง สู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ อาจเป็นเร่ืองท่ียากล�ำบากและ
แรงกระเพ่ือมต่อแวดวงการศึกษา เพ่ือให้ทันพฤติกรรมของผู้บริโภค ยงั ตอ้ งพบอปุ สรรคมากมายจากภาวะ
ครงั้ ใหญ!่ ท่ีเปล่ียนแปลงไป อีกท้ังโรงเรียน/ ท่ีเรียกว่า “รัฐราชการแบบใหม่”
ปรากฏการณ์ Social distancing สถาบันการศึกษาต้องพัฒนาไปใช้ ซ่ึงมีลักษณะนโยบายท่ีเอ้ืออ�ำนวย
ไดส้ รา้ ง“คำ� ตอบ”สำ� หรบั การเรยี นรู้ วิธีการสอนแบบออนไลน์ทดแทน ประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนและระบบ
ข อ ง ทุ ก ค น ใ น ป ร ะ เ ท ศ ท่ี ไ ม ่ อ า จ ทง้ั หมดตอ้ งไมห่ ยดุ นง่ิ และพลกิ ราชการ ในขณะที่การตอบสนอง
ปิดก้ันได้ด้วยห้องเรียน โรงเรียน ต่อประชาชนจะได้รับความส�ำคัญ
หรือมหาวิทยาลัยอีกต่อไป ขณะที่ วิกฤตเปน็ โอกาสในการพัฒนา นอ้ ยกวา่
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ สถานการณโ์ ควดิ - 19 จงึ เปน็ ทงั้
หน่วยงานองคาพยพ ยังต้องเร่ง ตนเองอย่างรอด้าน.... “บททดสอบ” และ “โอกาส”
เคร่ือง “ขยายผล” การเรียน - ครั้งส�ำคัญส�ำหรับระบบราชการ
การสอนออนไลน์ออกไปอย่าง อย่างไรก็ตาม สิ่งท่ีท้าทาย แ ล ะ พ ล เ มื อ ง ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ ว ่ า มี
กวา้ งขวางท่ีสุด เพื่อรักษาคุณภาพ ความสามารถของท้ังรัฐบาลและ คุณภาพ และ พร้อมเพียงใด
ก า ร ศึ ก ษ า ข อ ง ป ร ะ เ ท ศ แ ล ะ ระบบการศึกษาไทยในสถานการณ์ ในการหาทางออกร่วมกับระบบ
ตอบโจทยก์ ารเรยี นรทู้ เ่ี ปลย่ี นแปลงไป ที่ไม่ปกติเช่นนี้คือ กลไกการปฏิรูป รวมถึงวงการศึกษาไทยต้องกลับ
เช่นเดียวกันท้ังระบบการเมือง ระบบราชการ 4.0 และระบบสงั่ การ ม า ท บ ท ว น บ ท บ า ท อี ก ค รั้ ง ใ น
สังคม เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เจ้าหน้าที่ของรัฐ ภายใต้แนวคิด การเตรียมคนสูศ่ ตวรรษที่ 21....
ต่างชะงักงันกับภาวะท่ียังไร้ค�ำตอบ รฐั บาลดจิ ทิ ลั (Digital Government) ผู้น�ำท่ีดี ระบบประเทศที่ดี
จะพลิกฟื้นกลับมาสู่ปกติได้เม่ือไร จะสามารถบรหิ ารและจดั การอำ� นาจ พลเมืองที่ดี ล้วนมีพ้ืนฐานมาจาก
หว้ งเวลาดงั กลา่ วจงึ เหมาะสมอยา่ งยง่ิ ภายใต้ พ.ร.ก.ฉกุ เฉิน ฯ ไดด้ เี พยี งใด การออกแบบ “ระบบการศึกษา”
ต่อการพัฒนาการเรียนรู้ของทุกคน โดยเฉพาะการกำ� หนด “นโยบาย ท่สี ามารถชนี้ �ำ “ความคดิ ” ตอ่ ยอด
ในมิติ Work from Home คขู่ นาน สาธารณะ” ที่ใช้เป็น “เคร่ืองมือ” พลเมืองไปสู่การใช้ชีวิตท่ีมีคุณภาพ
แก้ไขปัญหาของคนทั้งประเทศที่ และตระหนักถึงประโยชน์ของ
จ�ำเป็นต้องบูรณาการทุกกระทรวง ส่วนรวมประเทศชาติ เช่นเดียวกับ
ประเทศท่ีพัฒนาแล้วทั้งในยุโรป
อเมรกิ า และเอเชีย
วิกฤตการณ์โควิด - 19 อาจ
เป็นช่วงเวลายากล�ำบากท่ีต้อง
ฟันฝ่ากันไปให้ได้ แต่เมื่อมอง
อีกด้านก็เสมือนช่วงเปลี่ยนผ่าน
แห่งการพัฒนา “คนไทย” ไปสู่
จุดทีด่ กี ว่าเดิม!
12 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
โครงการ ดร.จอมหทยาสนิท พงษ์เสฐียร
ส�ำนักประเมนิ ผลการจดั การศึกษา
“จำ� คกุ ตลอดชวี ติ ”
ทุ กคนมีสิทธิในการศึกษา
The Conversation เป็น Sentences นี้ ไม่เพียงแต่สะท้อน
(Everyone has the right to ตั ว อ ย ่ า ง ที่ ดี ข อ ง ป ร ะ โ ย ช น ์ ท า ง เรื่องราวของนักโทษให้พวกเขาได้
education) ประกาศไว้ใน การศกึ ษาเพือ่ พัฒนามนษุ ย์ แสดงออก และคนท่ัวไปได้เข้าใจ
ขอ้ ที่ 26 ของปฏิญญาสากลว่าด้วย โครงการ Life Sentences หรือ นักโทษมากขึ้น แต่ยังแสดงให้เรา
สิทธิมนุษยชนตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 จ�ำคุกตลอดชีวิต เป็นโครงการที่ เห็นถึงการศึกษาเรียนรู้และพัฒนา
เพราะการศึกษาคือกลไกส�ำคัญ เร่ิมต้นมาจากการแข่งขันศิลปะ ตนเองท่ีไม่หยุดน่ิง ไม่ติดกรอบ
ที่จะน�ำไปสู่การเรียนรู้และพัฒนา ชอ่ื วา่ Art of Prisoners และพัฒนา ไม่จ�ำกัดด้วยเวลาและสถานท่ี และ
ตนเองของมนุษย์ และการรู้หนังสือ มาสู่การส่งเสริมให้นักโทษชาว ท่สี ำ� คญั นำ� ไปส่กู ารเปล่ียนแปลง
(Literacy) เปน็ สมรรถนะขนั้ พน้ื ฐาน ออสเตรเลียได้สะท้อนเร่ืองราว เชิ ง ร ะ บ บ แ ล ะ ผ ล ดี อื่ น ๆ
ของทุกคน แม้กระทั่งนักโทษในคุก ความคิดความรู้สึกของการอยู่ในคุก มากมาย อาทิ หอ้ งสมดุ นกั โทษของ
ของออสเตรเลีย บทความเกี่ยวกับ หรือส่ิงที่สนใจผ่านงานเขียน ออสเตรเลียมีการสนับสนุนหนังสือ
โครงการ Life Sentences ที่ โครงการน้ีด�ำเนินการและจัดพิมพ์ ที่เพียงพอมากขึ้น และจัดประเภท
เผยแพร่บนเว็บไซต์ของ World มาทุกปี ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2017 – ของหนังสือตรงกับความต้องการ
Economic Forum และ 2019 และจัดแสดงสู่สาธารณะที่ ต่อการยกระดับการรู้หนังสือของ
นิทรรศการศิลปะโดยนักโทษ (Art นักโทษ การเขียนสามารถสร้าง
Image: Life Sentences Project by Prisoners) ส่ิงท่ีค้นพบจาก อาชีพให้กับนักโทษต้ังแต่อยู่ในคุก
โครงการนี้ คือ นักโทษออสเตรเลีย และเมื่อออกจากคุกแล้ว อีกทั้ง
ส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ ประมาณ ยังเป็นการลดโอกาสของการติดคุก
1 ใน 3 ของนักโทษออสเตรเลีย ซำ�้ อกี ด้วย
จบการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ส�ำหรับเราคงไม่ต้องรอให้ติดคุก
ปที ี่ 3 หรือตำ่� กว่า สง่ ผลต่อคณุ ภาพ แล้วค่อยศึกษาเรียนรู้ เริ่มต้น
งานเขียนของนักโทษ เช่น การใช้ ลองเขียนหนังสือดูแล้วจะพบว่า
ไวยากรณ์ท่ีไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ดี ความสนุกของการเขียน จะน�ำไปสู่
แ ม ้ ก า ร ใ ช ้ ภ า ษ า จ ะ ไ ม ่ ถู ก ต ้ อ ง การอ่านท่ีมากขึ้น หาข้อมูลมากขึ้น
สมบูรณ์นัก แต่การให้ค�ำแนะน�ำ และรู้มากขึ้น ส่งผลให้ทักษะ
และข้อคิดเห็นของโครงการจะเน้น การเขยี น การอา่ นและ
ในส่วนท่ีนักโทษท�ำได้ดี เพ่ือไม่ การแสวงหาความรู้เพิ่มข้ึนเอง
ปิดกั้นความสนุกของการเขียน จนเกิดเป็นความช�ำนาญ และน�ำไป
และการเริ่มต้นของการผจญภัย สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ไร้ขอบเขต
ในโลกแห่งการรู้หนังสือของนักโทษ และกาลเวลา
ประโยชน์ของโครงการ Life
เอกสารอา้ งองิ
WThoertwshlheCdtretnioptEtenisecn.:vno/sHe/icndwreeoserswame.-tw’wRiiosceh.nwwtaF.retohi(e-f2arcovu0rterem2uhda0m.atfi(Fprv.2ooeep0rmb-eg2wr/n0uahreaigFttdrieteny.pnbgRs2d-r:ebu0/a/ta)y/r.t2r-iheypL0evir2f2icees05ood/)snn.0efveP2rneor/rtsirlmsesi-fotnaeentc-liseeolesrsn-snu.–ctisneo-wnamShbco/eaoulstiuft-ethcp--rrteAihsauoets-niitvnereasrsildw-iacerri-ewt1ian3etg0rive7be8gy-3iwvperrintisinotghn/eeros pteplolsrtuusniatybotout
OEC 13
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
“ไทย”ประเทศที่น่าจบั ตา
การขยายตัวของพลเมืองดิจทิ ัล
ดร.รงุ่ นภา จติ รโรจนรกั ษ์ การเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยีท่ี ปัจจุบัน Digital Natives เป็น
ส�ำนักนโยบายและแผนการศึกษา เปล่ียนไปรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับ กลุ่มประชากรที่ถูกจับตามองมาก
คนใน Generation อื่น ๆ ทกั ษะ เพราะหากประเทศใดมกี ลมุ่ นมี้ าก ๆ
ปั จจุบันหากไม่เคยได้ยินค�ำ การใช้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และ ย่อมหมายความว่า ความต้องการ
เทคโนโลยีดิจิทัลของ Digital ทางเทคโนโลยีในอีกไม่ก่ีปีข้างหน้า
ว่า Disruptive technologies Natives จะอยู่ในระดับสูงมาก จะสูงมาก และต้องปรับโครงสร้าง
ถือว่าเชยมาก การท่ี Disruptive ปัจจุบันเราจึงเห็นเด็กเล็ก ๆ เช่น พื้นฐานตามไปด้วย เพ่ือให้สามารถ
technologies กลายเป็นที่สนใจ ป.3 สามารถเล่น iPad ได้อย่าง ใช้ประโยชน์จากดิจิทัลมาพัฒนา
เกดิ จากการทเี่ ทคโนโลยที ำ� ใหห้ ลายสง่ิ คล่องแคล่ว รู้จัก Search หาวิดีโอ ประเทศให้ก้าวกระโดดได้ แต่
เปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็นอยู่ ทต่ี ัวเองอยากดูบน YouTube อย่าง ประเทศไทยจะใช้ประโยชน์จาก
จนกระทบตอ่ การทำ� มาหากนิ ธรุ กจิ รวดเร็ว ในขณะที่พนักงานออฟฟิศ การมี Digital Natives ที่เพิ่มข้ึน
การด�ำเนินชีวิตของผู้คน ดังน้ัน ท่วั ๆ ไปหลายคนอาจจะยังท�ำแบบ อย่างรวดเร็วได้แค่ไหน สิ่งส�ำคัญท่ี
ผู้คนจึงต้องปรับตัวให้ทัน ค�ำท่ีควร ติด ๆ ขดั ๆ อยู่ ต้องค�ำนึงถึง ไม่ใช่เพียงแต่การปรับ
จะมาคู่กัน แต่ผู้คนมักจะไม่ค่อย แลว้ ตอนนป้ี ระเทศไทยมี Digital โครงสร้างพื้นฐานเท่าน้ัน แต่ต้อง
พูดบ่อยเท่า คือ Digital Natives Natives มากนอ้ ยเพยี งใด? จากสถิติ พัฒนาคนในสังคมดิจิทัลไปด้วย
(บางครงั้ ใชค้ ำ� ว่า Digital Citizen) ของสหภาพโทรคมนาคมระหว่าง ดิจิทัลเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
Digital Natives คือกลุ่มคน ประเทศ (International Telecom คนต้องมีทักษะรู้เท่าทัน มีทักษะ
ท่ีเกิดหรือเติบโตในยุคเทคโนโลยี Union : ITU)1 จัดให้ประเทศไทย การคิดวิเคราะห์ ตัดสินใจเรื่อง
ดจิ ทิ ลั คนุ้ เคยกบั การใชค้ อมพวิ เตอร์ เป็นประเทศหนึ่งที่น่าจับตามอง ข้อมูลที่ถูกต้องได้ มีทักษะป้องกัน
อุปกรณ์ดิจิทัล และอินเตอร์เน็ต ท่ีมี Digital Natives เพ่ิมขึ้นอย่าง ตัวเอง และเคารพผู้อื่นในยุคดิจิทัล
ซึ่ ง ส ่ ว น ใ ห ญ ่ จ ะ เ ป ็ น ก ลุ ่ ม ค น ใ น รวดเร็ว โดยมี Digital Natives อยู่ และแน่นอนว่าครูและการศึกษา
Generation Z (คนท่ีเกิดในช่วง ราว 4.38 ล้านคน คิดเป็น 6.3% เป็นปัจจัยส�ำคัญในการเตรียม
พ.ศ. 2541 – 2552) และกลุ่ม ของประชากรทั้งหมด และคิดเป็น พร้อมพัฒนาคนให้พร้อมในยุค
Generation Alpha (คนท่ีเกิด 42.3% ของกลุ่มประชากรอายุ Digital Natives
ในปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป) 15 - 24 ปี
จุดร่วมท่ีเหมือนกันคือ เด็กทั้งสอง
Generation น้ีเติบโตข้ึนท่ามกลาง ครูต้องพัฒนาตนเองในเร่อื ง Digital Lateracy เชน่ กัน
U KIเBnอrrNteกae-unสrHnzdาAhtสaeBhรttBnบื etuiอopbIคfา้Tnf:Ieนe/n้งAa/ctwfจอlTokTาwงิT.,remกe(Lw2al.aeh.0,mutct&0itno.op8.n(Bmso)2.:er S5/gGU/s5ow/tlen7c,owsi,iMboewa2ant./y7.ls.b(2ot((มrr2p0caeีน0p1dnnา23.dedค0)1vbs.)ม/2u.uCi7)nfIn.fhT–eyรua1Utูiล้rn.p5-ibกึn/D8tdea.)tรorn.IhูCจ้cS4/yร2uTwoงMิ0miSu1tDezetT4haeinAg/sr0tdlTisuat3ea/IrneS/ivldndgTeNig:gmIlCoaIitnt_phtsaituvem.el-neRrnWehnseanqaottบtrt_i.rviiรlomeRdeโิnvภs’easea-tyคdmlrD0iสTe8ifienาgvr_oยledieatmdaพscnhl นoaัfhNarmnธotratt์ใุempmhtห-isav ruม:e_e/n่/ksstนierec.iกัslaaIenกhtrcicnoาMohaรnm/ตenUaw.ลpnsาoduiดorfrlnตdin..อ้gitงuร.ู.i้ nt/
14 OEC 1 มIเTพาUื่อตรอเฐ�ำปานน็นวทหยาคนงว่เวทายมคงนสาิคะนเดเพฉว่อืพกใใาหนะแ้ กขนาอ่ใรจงเวสชา่ ห่ือเคมปรตรือะ่อขชร่าะายชหแาวลต่าะิดงเทป้าครนโะเนเททโคลศยโนีเชจโัื่อดลมสยตรีสอ่ราคไรดลส้อ่ืนนยคเา่ ทวงารศามแบถลรี่วะืน่ ิทกยาุทร่ัวสโ่ือลสกาแรละกว่องตโคั้งขจ้ึนรดเมา่ืวอเทพีย.ศม. พ2ัฒ40น8า
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
การเปล่ียนกระบวนทัศน์การศึกษา ดร.ชยั ยศ อมิ่ สุวรรณ์
สู่การพัฒนา อดีตรองเลขาธกิ ารสภาการศึกษา
ประเทศไทยยคุ Thailand 4.0
ปั จจุบันการเป็นประเทศไทยยุค Thailand 4.0 ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดเข้ามาบริหารกระทรวงศึกษาธิการ
แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นการเปลี่ยนแปลงในสาระเดิม ๆ
ดูจะเป็นเป้าหมายของการพัฒนาในทุกมิติของประเทศ ผู้คนที่เก่ียวข้องล้วนแต่ขยับเขย้ือนในสาระเดิม ๆ ซึ่งก็
เปน็ ทก่ี ลา่ วขวญั กนั ในทกุ แวดวงโดยจะเขา้ ใจอยา่ งแทจ้ รงิ ไม่สามารถก่อให้เกิดผลใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ ถ้าเรายังคง
หรือเป็นเพียงการกล่าวอ้างเพ่ือให้ดูไม่ตกยุคก็ตาม ใช้วิธีเดิม ๆ ในการเปล่ียนแปลง ไม่มีทางที่เราจะได้
การเป็นประเทศไทยยุค Thailand 4.0 สะท้อน ความเปลยี่ นแปลงใหม่ ๆ ขน้ึ มาได้เลย
ให้เห็นความคิดและความพยายาม รวมท้ังเป็น ท�ำอย่างไรเราจึงจะมองว่า ปัญหาการศึกษาท่ีเรา
ความหวังว่า เราก�ำลังจะเปล่ียนผ่านยุคสมัยจากเดิมไปสู่ เผชิญอยู่น้ีไม่ใช่ปัญหาเดิม ๆ แต่เป็นปัญหาใหม่ เป็น
เปา้ หมายใหม่ ความพยายามทจ่ี ะเปลย่ี นแปลงดงั กลา่ วนนั้ ปัญหาระดับกระบวนทัศน์ (Paradigmatic Problem)
พุ่งเป้าไปท่ีการเปล่ียนแปลง “คน” โดยตรง เพราะเรา ปัญหาในลักษณะน้ีสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดของผู้คน
ตระหนักดีว่า คนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มีความสามารถ ที่เก่ียวข้องกับปัญหาการศึกษา เพราะแท้จริงรากเหง้า
หรือท่ีเรียกว่า สมรรถนะที่ไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิด ของปัญหาอยู่ที่วธิ ีคิดในระดับกระบวนทัศนเ์ ลยทีเดยี ว
ก า ร เ ป ลี่ ย น แ ป ล ง ใ น ทิ ศ ท า ง ข อ ง ก า ร พั ฒ น า ใ น ยุ ค ปัญหากระบวนทัศน์ด้านการศึกษา เป็นปัญหาใหญ่
Thailand 4.0 ได้ และการท่ีจะเปลี่ยนแปลงคนนั้น ของการเปล่ียนแปลงทางการศึกษา กรอบความคิด
ก็พุ่งเป้าไปท่ีกลไกส�ำคัญของการเปลี่ยนแปลง หรือ หรือทฤษฎีต่าง ๆ ท่ีใช้ในการจัดการศึกษาของเรา
พัฒนาคน ซ่ึงก็คือ “การศึกษา” อย่างไม่ต้องสงสัย มีความหลากหลาย ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างสั่งการ
แต่ปัญหาใหญ่ก็คือการเปล่ียนแปลงตัวการศึกษาท่ีเป็น ต่างคนต่างท�ำ ท้ัง ๆ ที่เรามีเป้าหมายที่จะพัฒนา
อย่นู เ่ี อง คุณภาพการศึกษาเหมือนกัน ความสับสนอลหม่านของ
ประเทศไทยมีความพยายามเปล่ียนแปลงการศึกษา การจัดการศึกษาภายใต้ความปรารถนาดีของแต่ละฝ่าย
ในรปู ของการปฏริ ปู การศกึ ษามาโดยตลอด และพยายาม นั้ น ก ล า ย เ ป ็ น อุ ป ส ร ร ค ต ่ อ ก า ร พั ฒ น า ก า ร ศึ ก ษ า
อย่างไมส่ นิ้ สดุ แตเ่ ราก็พบว่า ยิ่งปฏิรปู การศึกษามากข้ึน ของเราเสยี เอง บางพวกเหน็ วา่ ตอ้ งปรบั เปลย่ี นทห่ี อ้ งเรยี น
เท่าไร ประเทศเราก็ยังตกอยู่ในวังวนของปัญหาเดิม ๆ ปรับวิธีเรียน เปล่ียนวิธีสอน บ้างก็เห็นว่าตัวครูส�ำคัญ
อยา่ งทอี่ าจเรียกได้ว่า เปน็ วกิ ฤตทหี่ าทางออกไดย้ าก ที่สุดต้องแก้ไขให้ครู ปัจจุบันสามารถสอนให้เต็มที่
เราเผชิญหน้ากับวิกฤตคุณภาพการศึกษา ดังเป็นท่ี บ้างก็ว่าโครงสร้างการบริหารสถานศึกษามีความส�ำคัญ
ยอมรับก็ว่าคุณภาพการศึกษาเราถดถอยลงไปเรื่อย ๆ เพราะอ�ำนาจในการเปล่ียนแปลงส�ำคัญกว่าเร่ืองอ่ืน ๆ
ย่ิงเมื่อเทียบกับประเทศต่าง ๆ แล้วก็จะเห็นล�ำดับที่ ปญั หาของกระบวนทศั นข์ องการจดั การศกึ ษา จงึ อยตู่ รงที่
ของการแข่งขันที่เราตกลงเรื่อย ๆ และในที่สุดเราก็เริ่ม มีความแตกต่างทางความคิด และคุณค่าของการมอง
โทษกันเอง ต้ังแต่โทษครู โทษตัวเด็ก โทษแม้กระทั่ง ปญั หาไมต่ รงกัน
ขอ้ สอบท่ีเปน็ เครอ่ื งมอื ประเมินคณุ ภาพผู้เรยี น กระบวนทัศน์ทางการศึกษาในปัจจุบันมีวิวัฒนาการ
ความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาโดย แตกตา่ งจากเมอ่ื แรกมกี ารจดั การศกึ ษาขนึ้ ในประเทศไทย
หวังว่าจะก่อให้เกิดคุณภาพที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลง ความคิดที่อยู่เบื้องหลังการจัดการศึกษา คือ
หลักสูตร เปล่ียนแปลงสื่อต�ำราเรียน น�ำเอาเทคโนโลยี ความคิดแบบอุตสาหกรรมนิยม (Industrialism)
ต่าง ๆ เข้ามาเสริม มีมาตรการต่าง ๆ ที่จะเข้มงวดกับ ท่ีมองกระบวนการทางการศึกษาเป็นกระบวนการผลิต
คุณภาพของครูและผู้บริหารสถานศึกษา จะแม้แต่ปรับ แบบอุตสาหกรรม จึงมีถ้อยค�ำท่ีเรียกการจัดการศึกษา
เปล่ียนโครงสร้างองค์กรท้ังหน่วยเล็กที่สุดคือ โรงเรียน ว่าเป็น อุตสาหกรรมการศกึ ษาทมี่ องนักเรยี นเป็นวัตถุดิบ
ไปจนถงึ โครงสรา้ งของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร ความพยายาม ที่ถูกป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตในระบบโรงเรียน
ที่จะเปลี่ยนแปลงดังกล่าวน้ัน เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
OEC 15
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ภายใต้หลักสูตรมาตรฐานที่จะผลิตซ�้ำให้นักเรียน ใ น โร ง เรี ย น ม า ต ร ฐ า น เ ดี ย ว กั น ทั้ ง ร ะ บ บ น้ั น
ทเ่ี ขา้ สกู่ ระบวนการจดั การเรยี นการสอน มคี วามรชู้ ดุ หนงึ่ ไม่อาจสร้างคนในโลกศตวรรษที่ 21 ที่เขาต้องการ
มีพฤติกรรมท่ีถูกหล่อหลอมชุดหนึ่ง และมีความเช่ือ ได้เลย
หรือความคิดชุดหนึ่ง ที่เป็นแบบเดียวกันท่ีเช่ือว่าเป็น ประเด็นของการปฏิรูปการศึกษาที่เราก�ำลังพยายาม
ชุดความรู้ ความคิด มาตรฐาน ท่ีรัฐรับรอง ผู้ท่ีผ่าน กันอยู่ในห้วงเวลานี้ พวกเราในประเทศน้ี เห็นพ้อง
กระบวนการผลิต จะถูกประเมินด้วยการทดสอบ ต้องกันว่า การศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่
ภายใต้มาตรฐานชุดหนึ่ง เมื่อส�ำเร็จการศึกษาก็จะ และต้องเปลี่ยนท้ังระบบ เราคงจะย่�ำอยู่ด้วยวิธีการจัด
ออกประกาศนียบัตรรับรองว่า มีความรู้ความสามารถ การศึกษาแบบเดิม ๆ คงไม่ได้ ถ้าเรายังยืนยันว่า
(และความคิด) ชดุ หนง่ึ แตใ่ นอีกมมุ หนึ่งของกระบวนการ เป้าหมายการพัฒนาประเทศไทย คือ Thailand 4.0
ผลิตเหลา่ นี้ เราก็คัดวัตถดุ ิบที่ไมไ่ ด้มาตรฐานออกไปก่อน เป็นเป้าหมายท่ีเราเห็นอย่างชัดเจน ซึ่งปรากฏอยู่ใน
ด้วยวิธีการสอบคัดเลือก และคัดออกไปเรื่อย ๆ จนกว่า แผนพฒั นาเศรษฐกจิ และสงั คมฉบบั ปจั จบุ นั เชน่ เดยี วกนั กบั
จะจบสิน้ กระบวนการทางการศึกษา แผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ รวมทง้ั แผนปฏริ ปู ประเทศตา่ ง ๆ
แต่ทว่าความคิดของลัทธิอุตสาหกรรมนิยมหาได้ ทปี่ รากฏอยใู่ นปจั จบุ นั นดี้ ว้ ย แตส่ งิ่ ทต่ี อ้ งกลบั มาทบทวน
คำ� นงึ ถงึ ความเปน็ มนษุ ยข์ องคนทถ่ี กู ปอ้ นเขา้ สกู่ ระบวนการ ก็คือ วิธีการในแผนต่าง ๆ รวมถึงวิธีการท่ีมีการกระท�ำ
ผลิตในระบบการศึกษาที่มีความแตกต่างกันอย่างส้ินเชิง เพื่อการปฏิรูปการศึกษาในทุกวันน้ี ต้องทบทวนใหม่
เพราะมนุษย์มีชีวิตจิตใจ มีความคิด มีความรู้สึก จะใชว้ ิธเี ดิม หรือปรบั โนน่ นดิ ปรับนหี่ นอ่ ยคงเป็นไปไม่ได้
มีพ้ืนฐานที่แตกต่างกัน ทั้งทางสังคม วัฒนธรรม ดังน้ัน อุปสรรคของการปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์
สภาพเศรษฐกจิ สภาพแวดลอ้ ม หรอื แมแ้ ตส่ ภาพรา่ งกาย การศึกษา จึงอยู่ทกี่ ารยดึ ติดกับกระบวนทัศนก์ ารจดั การ
และจิตใจ การไม่มองความเป็นมนุษย์จึงมุ่งแก้ปัญหา ศึกษาในแบบเดิม ๆ ผู้ท่ีเก่ียวข้องในกระบวนการทาง
ท่ีกระบวนการผลิต กลไก เคร่ืองมือต่าง ๆ ท่ีใช้ในการ การศึกษายังติดอยู่กับวิธีการที่เคยชินกันมาตลอด และ
จดั การเรยี นการสอน รวมถงึ กลไกการบรหิ ารจดั การตา่ ง ๆ ปรารถนาทจี่ ะอยูใ่ นพน้ื ท่ปี ลอดภัยของแตล่ ะคน
แม้จนที่สุดก็ยังเช่ือว่า ถ้าการสอนของครูมีปัญหาก็จะใช้ อุปสรรคแรกของการปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์คือ
หุ่นยนต์ ปัญญาประดิษฐ์ โดยมีเทคโนโลยีสารสนเทศ อุปสรรคเชิงวิธีคิดของการจัดการศึกษา สังคมเรามักจะ
ตา่ ง ๆ เป็นจดุ เริม่ ตน้ สำ� หรับการสอนในระบบการศึกษา แบ่งแยกการท�ำงานกันเป็นส่วน ๆ ซึ่งง่ายในการจัดการ
การแก้ไขปัญหาทางการศึกษา ก็ยังมุ่งไปท่ีกลไกและ เพราะจะท�ำให้รู้ว่าขอบเขตของใครอยู่ตรงไหน แน่นอน
กระบวนการแบบเดิม ๆ ในระบบการศึกษานี่เป็น วิธีคิดเช่นนี้ง่ายกับการจัดการกับวัตถุส่ิงของเชิงปริมาณ
กระบวนทัศน์การศึกษาท่ีตรึงแน่นอยู่ในระบบการศึกษา ที่หยิบจับ จัดวางได้ แต่ไม่ใช่เรื่องของการศึกษา เพราะ
แม้เราจะเห็นว่ามีบางจุดเป็นปัญหา และเห็นตัวแบบอื่น การศึกษาเป็นเร่ืองของการกระท�ำกับ “คน” จึงต้อง
ท่ีดีกว่าก็ตาม เราก็ไม่สามารถตีฝ่าวงล้อมกระบวนทัศน์ มองการศึกษาด้วยวธิ คี ิดเชงิ ระบบทเ่ี หน็ วา่ องคป์ ระกอบ
แบบเดิมออกไปได้ ต่าง ๆ ในสังคมน้ีเก่ียวเนื่องสัมพันธ์กันตลอดเวลา
การท่ีเราจะแก้ปัญหาในระดับกระบวนทัศน์ ต่างเป็นปัจจัยซ่ึงกันและกัน ฉะนั้นการศึกษาจึงไม่ใช่
คงไมเ่ กดิ ขน้ึ ไดโ้ ดยงา่ ย หรอื การใชอ้ ำ� นาจพเิ ศษสกั เพยี งใด ระบบทีโ่ ดดเดีย่ ว แตเ่ ก่ียวเนือ่ งกับระบบต่าง ๆ ในสังคม
แต่อยู่ท่ีเราได้ตระหนักอย่างไม่มีข้อแม้ใด ๆ ว่ามีปัญหา แม้แต่ในระบบการศึกษาเองก็เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์
การศึกษาอยู่จริง และมันไม่ใช่ภาพลวงตาท่ีใครสร้างขึ้น กันท้ังระบบ ไม่ใช่แยกการศึกษาพ้ืนฐานออกจาก
เพื่อให้เราตระหนก หากเราตระหนักถึงความมีอยู่จริง อาชีวศึกษาและอุดมศึกษา ไม่ใช่แยกการศึกษาในระบบ
และยอมรับว่า เราเองน้ันแหละเป็นส่วนหน่ึงของปัญหา ออกจากการศึกษานอกระบบ แยกออกจากการศึกษา
ท่ีอาจเป็นต้นเหตุของปัญหาเอง หรือเป็นส่วนหน่ึงของ ตามอัธยาศัย แยกบทบาทโรงเรียนออกจากระบบอื่น
ปัญหา หรอื แม้แต่เปน็ ผูร้ ับผลของปัญหาน้ัน ในชุมชน แยกหนา้ ท่คี รูออกจากหน้าทอ่ี ่ืน ๆ ในโรงเรียน
การตกอยภู่ ายใตล้ ทั ธอิ ตุ สาหกรรมนยิ มของการศกึ ษาน้ี แยกผบู้ ริหารประเภทตา่ ง ๆ ออกจากกนั รวมทงั้ แยกครู
สะทอ้ นพนื้ ฐานความคดิ เชงิ ปรชั ญาทบ่ี รรดานกั การศกึ ษา ออกจากนักเรียน ซึ่งสะท้อนออกจากค�ำพูดที่กล่าวอ้าง
ถูกปลูกฝังกันมาช้านาน นับต้ังแต่มีการสถาปนาวิชา กันว่า ถ้าคุณภาพเด็กไม่ดีอย่าโทษครู ครูไม่ดีอย่าโทษ
ว่าด้วยการศึกษาขึ้นในโลกนี้ กระบวนการสร้างคน ผบู้ รหิ าร เพราะแทจ้ รงิ แลว้ ทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งในกระบวนการ
ด้วยวิธีการส่งนักเรียนเข้าสู่กระบวนการหล่อหลอม ของการจัดการศึกษาส่วนสัมพันธ์ในเชิงเป็นปัจจัย
16 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ซ่ึงกันและกัน และทุกคนทุกภาคส่วนต้องรับผิดชอบต่อ มีความแตกต่างกัน ความจริงเราไม่ควรกลัวเร่ืองตาบอด
การศกึ ษารว่ มกนั ไม่ใชว่ ธิ ีการกล่าวโทษกัน วิธีแกป้ ัญหา คล�ำช้าง เพราะในไม่ช้าก็จะคล�ำไปเจอกันเอง หากแต่
ก็ไมใ่ ช่ การแกป้ ัญหาโดยการใช้อ�ำนาจพิเศษส่ังการ ไมใ่ ช่ เกรงวา่ จะคลำ� ชา้ งคนละตัวแลว้ สั่งการตา่ งหาก
แผนจากส่วนกลาง และหาใช่ต้องรอกฎหมาย ขอค�ำสั่ง การมองปัญหาเชิงระบบ เป็นการมองเห็นส่ิงต่าง ๆ
จากใครสกั คน เพ่อื ท่ีเราจะได้ไมต่ อ้ งรบั ผดิ ชอบ มีความสัมพันธ์เก่ียวโยงกันท้ังหมดที่ควรจะน�ำมาใช้กับ
กระบวนทัศน์เพื่อการแก้ปัญหาการศึกษาจึงต้อง การมองปัญหาการศึกษา เพื่อที่จะมองปัญหาการศึกษา
เรม่ิ ตน้ ทที่ กุ คนในสงั คม ตอ้ งตระหนกั วา่ มปี ญั หาอยตู่ รงไหน เป็นองค์รวม ไม่ใช่มองปัญหาการศึกษาเป็นส่วน ๆ แบ่ง
และรู้ว่าปัญหาอยู่ท่ีไหน อะไรเป็นสาเหตุ เรามีความ แยกกัน ระบบการศึกษาเป็นระบบใหญ่ที่ประกอบด้วย
เกยี่ วขอ้ งกบั ปญั หาอยา่ งไร การปรบั เปลยี่ นกระบวนทศั น์ ระบบย่อย ๆ เต็มไปหมด ท้ังในระดับล่างสุด คือ
จึงอยู่ท่ีตัวเราเองที่จะพร้อมใจกันย่ืนมือเข้าไปแก้ ห้องเรียนปะติดปะต่อกันเป็นระบบใหญ่ของทั้งประเทศ
ปัญหาด้วยกัน แนวคิดเร่ืองประชาสังคม หรือประชารัฐ และทกุ คนเกยี่ วขอ้ งสัมพนั ธก์ นั
ใ น ก า ร ป ฏิ รู ป ก า ร ศึ ก ษ า จึ ง มี ค ว า ม ส� ำ คั ญ อ ย ่ า ง ย่ิ ง การแก้ปัญหาระบบการศึกษานอกจากเราจะต้องมี
และเป็นเรื่องของการคิดใหม่ต่อการแก้ปัญหาการศึกษา ส่วนร่วมในการแก้ปัญหาแล้ว เราจะต้องท�ำให้ระบบ
แต่ข้อควรระวังคือ การยึดติดกับกระบวนทัศน์ การศึกษาเป็นระบบเปิด เป็นระบบท่ีสามารถเปิดรับ
อย่างใดอย่างหนึ่ง จนพวกเราเดินหลงอยู่ในวังวนของ และแลกเปลย่ี นขอ้ มลู เปดิ รบั ใหท้ กุ ฝา่ ยเขา้ มามสี ว่ นรว่ ม
การแกป้ ัญหาเชน่ เดิม แม้ว่าระบบจะต้องมีขอบเขต หากแต่เส้นแบ่งของ
อุปสรรคประการที่สอง คือ อุปสรรคเชิงองค์กร ขอบเขตต้องสามารถเปิดรับข้อมูล และส่ิงต่าง ๆ เข้ามา
เพราะไม่เพียงแต่สังคมเราจะแยกองค์กรที่รับผิดชอบ ในระบบการศึกษาได้ด้วย ระบบแบบเปิดนี้เป็นระบบ
ด้านการศกึ ษาออกมาเปน็ เอกเทศแลว้ แตภ่ ายในองค์กร ที่มีความยืดหยุ่น ยอมรับความหลากหลาย ไม่ติดกับ
อันมหึมานี่เอง ระบบและโครงสร้างของการบริหาร กรอบคิดที่ตายตัว หรอื สตู รสำ� เรจ็ ในการแกป้ ญั หา แต่ให้
จัดการการศึกษาก็ยังจัดโครงสร้างองค์กรเป็นไซโล ความส�ำคัญกับการเรียนรู้ร่วมกัน และหาทางแก้ปัญหา
แบ่งแยกกันอย่างเด็ดขาด ไม่เก่ียวข้อง เช่ือมโยงวิธี ร่วมกัน ระบบแบบเปิดนี้จะท�ำให้การแก้ปัญหาเป็นเรื่อง
การท�ำงานกันต่างองค์กรต่างมีวัฒนธรรมองค์กร ต่างมี ของเจ้าของปัญหา ท่ีจะลงมือเรียนรู้ และแก้ปัญหาด้วย
บรรทดั ฐานทางวชิ าชพี (Professional norm) ทเี่ ขม้ แขง็ ตัวเอง หาใชร่ อการสั่งการจากเบอื้ งบน
แนน่ อนแตล่ ะองคก์ รมผี ลประโยชนภ์ ายในองคก์ รอยแู่ ลว้ แต่อย่างไรก็ดี การปรับเปล่ียนกระบวนทัศน์ก็ยังมี
อย่างน้อยก็เป็นพื้นท่ีปลอดภัย (Safety Zone) ในการ อุปสรรคส�ำคัญคือ การรับรู้หรือเปิดรับ (Perception)
ท�ำงานที่คุ้นเคยมานาน อุปสรรคของการอยู่ภายใต้ ข้อมูล ข่าวสาร อย่างใจกว้าง และพยายามเรียนรู้
ความเคยชนิ คอื การไมอ่ ยากทำ� อะไรจรงิ จงั เพราะเกรงวา่ เรอื่ งราวรอบ ๆ ตวั เอง ถดั มากค็ อื บรรทดั ฐานของวชิ าชพี
จะกระทบกันคนอ่ืน หรือไปขัดนโยบายของผู้ท่ีใหญ่กว่า (Professional norm) ที่เป็นความถือดีว่า วิชาเรียน
เลยี่ งการเปดิ จดุ ออ่ น เลยี่ งการโจมตกี นั ซง่ึ เปน็ โครงสรา้ ง ของตัวสูงส่งเป็นวิชาชีพช้ันสูงท่ีใครจะมาท้าทายไม่ได้
ท่ีจะไมก่ ่อให้เกดิ การเปล่ียนแปลงใด ๆ และสุดท้ายคือ การไม่พยายามสร้าง การปรับเปล่ียน
อุปสรรคประการที่สาม คือ อวิชชาและมิจฉาทิฏฐิ กระบวนทัศน์ (Paradigm shift) เพราะท�ำให้ต้องออก
ของผู้ท่ีเก่ียวข้องกับการจัดการศึกษาหลายที่ท่ีผ่านมา มาจากพ้ืนท่ีปลอดภัย ต้องออกแรงมาก และถ้าไม่ปรับ
การปฏิรูปการศึกษามีผู้คนท่ีเข้ามาเก่ียวข้องมากมาย ตรงน้ไี ด้ ก็จะลากปัญหาการศึกษากลบั ไปส่วู งั วนเช่นเดิม
มีความรู้และประสบการณ์ท่ีดี ซ่ึงเป็นเร่ืองดีที่ผู้คน และความหวังท่จี ะนำ� พาประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0
ในภาคส่วนต่าง ๆ จะเขา้ มามบี ทบาทในการเปลยี่ นแปลง ก็จะกลายเป็นค�ำพูดลอย ๆ ท่ีไม่มีความหมายอะไร
ทางการศึกษา แต่ทว่าการเข้ามาของคนเก่งเหล่านั้น หรือจะรอให้พ้นสมัยของเราไปก่อนแล้วค่อยให้
อาจประกอบด้วย อวชิ ชา คอื ความไม่รู้จรงิ ของเร่อื งราว คนในอนาคตมาเปลี่ยนแปลง ถา้ เชน่ นนั้ คงเป็นเรอื่ งเศร้า
ทางการศกึ ษา ประกอบกบั การมีมิจฉาทฏิ ฐติ ่อการศกึ ษา ของประเทศไทย อกี เร่อื งหนึง่
หากแต่ได้อยู่ในจุดที่มีอิทธิพลต่อการก�ำหนดทิศทางของ
การศึกษา หรือช้ีน�ำนโยบาย ชี้น�ำการปฏิรูปการศึกษา
จึงก่อให้เกิดความสับสนอลหม่านของการปรับเปลี่ยน
การศึกษา และยิ่งจะท�ำให้กระบวนทัศน์ทางการศึกษา
OEC 17
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
แนวทางเชงิ รกุ ในการยกระดบั ศาสตราจารย์ ดร.พฤทธิ์ ศิรบิ รรณพิทักษ์
คณุ ภาพการผลติ การใช้ คณะครศุ าสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั
และการพัฒนา
ครู อาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษา
เพ่อื ตอบโจทย์การพฒั นาประเทศ
บทคัดยอ่
บทความน้ีเป็นการเสนอความจ�ำเป็นของการแสวงหาแนวทางเชิงรุกในการยกระดับคุณภาพการผลิต การใช้ และ
การพัฒนาครู อาจารย์ และบคุ ลากรทางการศกึ ษาเพ่ือตอบโจทย์การพฒั นาประเทศ เน่ืองจากแผนการปฏริ ูปประเทศ
ด้านการศึกษาก�ำหนดว่าต้องมีการปฏิรูปกลไกและระบบการผลิต คัดกรอง และพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและ
อาจารย์ตามความต้องการของประเทศ โจทย์การพัฒนาที่สำ� คญั คอื การพัฒนาประเทศใหเ้ ป็นประเทศแห่งนวัตกรรม
และปัจจัยที่ส่งผลต่อความส�ำเร็จในการพัฒนาประเทศ คือ คุณภาพคนไทยท่ีต้องมีสมรรถนะในการสร้างนวัตกรรม
ดังน้ัน เป้าหมายเชิงรุกในการยกระดับคุณภาพการผลิต การใช้ และการพัฒนาครู คือ ครูท่ีมีสมรรถนะในการนวัตกร
โดยแนวทางเชงิ รุกในการผลติ การใช้ และการพัฒนาครู คือ การประสานเครอื ขา่ ย 3 พลงั 3 ระดบั รว่ มสร้างนวตั กร
บทน�ำ
แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา (คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา, 2562) ได้ก�ำหนดประเด็น
การปฏิรูปไวใ้ นประเด็นท่ี 4 วา่ ต้องมกี ารปฏริ ูปกลไกและระบบการผลิต คัดกรอง และพฒั นาผูป้ ระกอบวชิ าชีพครูและ
อาจารย์ ได้ก�ำหนดให้มีแผนการผลิตและพัฒนาครูตามความต้องการของประเทศ และปรับปรุงหลักสูตรการผลิตครู
เป็นหลักสูตรเน้นสมรรถนะ ดังนั้น จึงจ�ำเป็นต้องแสวงหาแนวทางเชิงรุกในการยกระดับคุณภาพการผลิต การใช้ และ
การพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศกึ ษาเพ่อื ตอบโจทยก์ ารพัฒนาประเทศ
โจทยก์ ารพัฒนาประเทศคืออะไร
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศตามรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจักรไทย ได้ก�ำหนดวิสัยทัศน์ประเทศไทยปี 2580 ไว้ว่า “ประเทศมีความม่ันคง ม่ังคั่ง ยั่งยืน
เป็นประเทศพฒั นาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง” โดยมียุทธศาสตร์หลกั 6 ยทุ ธศาสตร์ คือ
1) ความม่ันคง 2) การสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3) การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์
4) การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสงั คม 5) การสร้างการเตบิ โตบนคณุ ภาพชวี ิตที่เป็นมติ รกบั สิ่งแวดล้อม และ
6) การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจดั การภาครฐั
18 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติเกี่ยวกับนโยบาย
ประเทศไทย 4.0 เมอ่ื วนั ท่ี 22 เมษายน 2559 ไวว้ า่ ประเทศไทยอยใู่ น 3 กบั ดกั คอื รายไดป้ านกลาง ความเหลอ่ื มลำ�้
และความไม่สมดุลในการพัฒนา รัฐบาลจึงต้องปฏิรูปเพ่ือเปลี่ยนผ่านประเทศไทย 3.0 ไปสู่ประเทศไทย 4.0 ท่ีเน้น
เศรษฐกจิ ทข่ี บั เคลอ่ื นดว้ ยนวตั กรรม คอื เปลย่ี นจากการทำ� ปรมิ าณมากและไดผ้ ลนอ้ ยเปน็ การทำ� ปรมิ าณนอ้ ยแตไ่ ดผ้ ลมาก
ซ่ึงต้องใช้กระบวนทัศน์ใหม่ในการพัฒนา 3 เร่ือง (ส�ำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2559) คือ 1) เปลี่ยนจาก
การผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม 2) เปล่ียนจากการขับเคลื่อนด้วยอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคล่ือน
ดว้ ยเทคโนโลยี และ 3) เปล่ยี นจากการผลิตสินค้าไปสูภ่ าคบริการมากข้ึน
การขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 ตามนโยบายรัฐบาลดังกล่าว จะเกิดขึ้นได้จะต้องสร้างความเข้มแข็งจากภายใน
(Strength from within) และการเชอ่ื มโยงกับโลก (Connect to the world)
กลไกการสร้างความเข้มแข็งจากภายในมี 3 กลไก คือ 1) การยกระดับนวัตกรรมของทุกภาคส่วนในประเทศ
2) การสรา้ งสงั คมทมี่ จี ติ วญิ ญาณผ้ปู ระกอบการ และ 3) การสร้างความเขม้ แข็งของชมุ ชนและเครือขา่ ย
กลไกการเช่ือมโยงกับโลกมี 3 ระดับคือ 1) เศรษฐกิจภายในประเทศท่ีเข้มแข็งต้ังแต่ระดับท้องถิ่น 2) เศรษฐกิจ
ภมู ภิ าคท่เี ช่อื มโยงกับเศรษฐกจิ ในประเทศ และ 3) เศรษฐกจิ โลกที่เช่อื มโยงกบั เศรษฐกจิ ภูมิภาค
จากสาระส�ำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) และนโยบายประเทศไทย 4.0 จึงสรุปได้ว่า
โจทย์การพฒั นาประเทศคือ การพัฒนาประเทศไทยใหเ้ ป็น “ประเทศแหง่ นวตั กรรม”
ความเปน็ ประเทศแหง่ นวตั กรรมของไทยจากการประเมนิ โดยใช้ Global Innovation Index ในปี พ.ศ. 2560 – 2562
พบว่าดีขึ้นตามล�ำดับ จากอันดับที่ 51 ในปี 2560 เป็นอันดับที่ 44 ในปี พ.ศ. 2561 และอันดับท่ี 43 ในปี
พ.ศ. 2562 โดยมอี นั ดบั ดา้ น Innovation outputs ดกี วา่ Innovation inputs (https://www.globalinnovationindex.org)
ดงั รายละเอยี ดในตารางต่อไปน้ี
ตารางแสดงอันดับประเทศแห่งนวัตกรรมของประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2562
ปี พ.ศ. (ค.ศ.) ภาพรวม ผลการจัดอันดับใน 129 ประเทศ
2560 (2017) 51 Innovation inputs Innovation outputs
2561 (2018) 44 65 43
2562 (2019) 43 52 45
47 43
อันดับความเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมของไทยจากการประเมินโดยใช้ Bloomberg Innovation Index ในปี
พ.ศ. 2560 – 2563 พบวา่ ลดลง ดีขน้ึ และคงที่ (http://www.bloomberg.com) ดังรายละเอยี ดในตารางต่อไปน้ี
OEC 19
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ตารางแสดงอันดับประเทศแห่งนวัตกรรมของประเทศไทย พ.ศ. 2560 – 2563
ปี พ.ศ. (ค.ศ.) ผลการจดั อันดบั ใน 60 ประเทศ
2560 (2017) 44
2561 (2018) 45
2562 (2019) 40
2563 (2020) 40
จากผลการประเมินอันดับประเทศแห่งนวัตกรรมของประเทศไทย แสดงว่าประเทศไทยมีขีดความสามารถในด้าน
นวัตกรรม แต่ยังอยู่ในระดับท่ีไม่สูงนัก แม้จะมีล�ำดับดีข้ึนแต่ไม่มากนัก ดังน้ัน โจทย์การพัฒนาประเทศท่ีส�ำคัญ คือ
การยกระดบั การเป็นประเทศแห่งนวัตกรรม
ปัจจยั ท่ีส่งผลต่อความส�ำเรจ็ ในการพัฒนาประเทศคืออะไร
การพัฒนาประเทศให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง ย่ังยืน และเป็นประเทศแห่งนวัตกรรมตามยุทธศาสตร์ชาติและนโยบาย
ประเทศไทย 4.0 จะสำ� เร็จมากน้อยเพียงใดขน้ึ อย่กู บั คณุ ภาพคนไทยใน 3 ด้าน คือ
1) คนไทยที่มีความสามารถท�ำเกษตรอัจฉริยะ ท�ำอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ท�ำธุรกิจอัจฉริยะ โดย คิดค้น
สร้างสรรคน์ วัตกรรมในการท�ำการเกษตร อตุ สาหกรรม และธรุ กิจให้เป็นอาชีพที่มคี ุณค่า
2) คนไทยที่มีความสามารถสร้างสรรค์สังคม และการเมืองคุณภาพ โดยการคิดค้นนวัตกรรมสังคม และ
การเมืองให้เป็นสงั คมสมานฉนั ท์ ปลอดความเล่ือมล�้ำ และปลอดทุจรติ คอรัปชนั่
3) คนไทยที่มีสุขภาพดีทั้งด้านกายและใจ โดยคิดค้นสร้างสรรค์นวัตกรรมสุขภาพให้ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ
ในเชิงปอ้ งกันมากกวา่ การรกั ษา
มาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2561 (ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2562) จึงได้ก�ำหนดผลลัพธ์
ท่ีพึงประสงค์ของการศึกษาไว้ว่า คุณลักษณะของคนไทย 4.0 จะต้องธํารงความเป็นไทยและแข่งขันได้ในเวทีโลก
นนั่ คอื เปน็ คนดี มคี ณุ ธรรม ยดึ คา่ นยิ มรว่ มของสงั คมเปน็ ฐานในการพฒั นาตนใหเ้ ปน็ บคุ คลทม่ี คี ณุ ลกั ษณะ 3 ประการ คอื
1) ผู้เรียนรู้ เป็นผู้มีความเพียร ใฝ่เรียนรู้ และมีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพ่ือก้าวทันโลก ยุคดิจิทัลและ
โลกในอนาคต และมีสมรรถนะ (Competency) ที่เกิดจากความรู้ ความรอบรู้ด้านต่าง ๆ มีสุนทรียะ รักษ์ และ
ประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาไทย มีทักษะชีวิต เพ่ือสร้างงานหรือสัมมาอาชีพ บนพ้ืนฐานของความพอเพียง ความม่ันคง
ในชวี ติ และคณุ ภาพชีวติ ทดี่ ตี อ่ ตนเอง ครอบครัว และสังคม
2) ผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นผู้มีทักษะทางปัญญา ทักษะศตวรรษท่ี 21 ความฉลาดดิจิทัล (Digital
intelligence) ทักษะการคดิ สร้างสรรค์ ทกั ษะข้ามวัฒนธรรม สมรรถนะการบรู ณาการขา้ มศาสตร์ และมีคณุ ลักษณะ
ของความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อร่วมสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมทางเทคโนโลยีหรือสังคม เพ่ิมโอกาสและมูลค่า
ใหก้ บั ตนเองและสังคม
3) พลเมืองที่เขม้ แขง็ เป็นผมู้ คี วามรกั ชาติ รกั ท้องถ่นิ รู้ถูกผดิ มจี ิตสํานึกเปน็ พลเมืองไทย และพลโลก มีจิตอาสา
มีอุดมการณ์และมีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติ บนหลักการประชาธิปไตย ความยุติธรรม ความเท่าเทียม เสมอภาค
เพอ่ื การจดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ้ มทยี่ งั่ ยนื และการอยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมไทยและประชาคมโลกอยา่ งสนั ติ
20 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ดังนั้น ประเทศไทยจ�ำเป็นต้องยกระดับคุณภาพคนไทยให้มีสมรรถนะในการสร้างสรรค์นวัตกรรมมากกว่า
การมสี มรรถนะในการใชห้ รอื บรโิ ภคนวตั กรรมจากตา่ งประเทศ หรอื อาจกลา่ วไดว้ า่ สมรรถนะการสรา้ งสรรคน์ วตั กรรม
ของคนไทย คอื ปัจจัยความส�ำเรจ็ ของการพัฒนาประเทศ
เป้าหมายเชิงรุกของการผลิต การใช้ และการพั ฒนาครู อาจารย์ และบุคลากร
ทางการศึกษา เพ่ือตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ
ครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาท่ีจะตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้จะต้องมี “คุณภาพใหม่” หรือ
“สมรรถนะใหม”่ คอื “สมรรถนะการสรา้ งนวตั กร”
สมรรถนะการสร้างนวัตกร ประกอบดว้ ยสมรรถนะ 2 ส่วน คือ
1) สมรรถนะหลัก : พัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านการจินตนาการ (Imagination) การคิดออกแบบ (Design
thinking) การนำ� ความรู้ไปใชส้ รา้ งนวัตกรรมทีใ่ ชใ้ นชวี ิตจริง (Real life application) เพื่อการแก้ปญั หาชีวิตจรงิ และ
การพัฒนาการท�ำงาน การประกอบอาชีพ รวมถึงการสรา้ งสรรคช์ ีวิตท่มี ีคุณค่า และสังคมทีอ่ ยู่ดมี สี ขุ
2) สมรรถนะเฉพาะ : พัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะด้านการน�ำความรู้ไปสร้างนวัตกรรมท่ีมีคุณค่าในชีวิตจริงตาม
บรบิ ทพ้ืนที่ และการนำ� ความร้ไู ปสร้างนวัตกรรมในชีวิตจรงิ ตามบริบทของเศรษฐกิจ สงั คม และสขุ ภาพ โดยใหผ้ ้เู รยี น
มีเสรีภาพในการคิดและสร้างนวัตกรรม ซึ่งเป็นนวัตกรรมในบริบทพื้นที่ อาจมีทั้งแบบง่ายและแบบยาก แต่ควรเป็น
นวตั กรรมท่สี ามารถใชไ้ ด้จริง อาทิ นวัตกรรมทางด้านอาชีพ โดยเฉพาะทางดา้ นการเกษตร เชน่ การเพาะพนั ธุ์กลว้ ยไม้
และการเพาะพันธุ์ทุเรยี น เป็นตน้
สมรรถนะการสร้างนวัตกรจึงต้องเป็นเป้าหมายร่วมเชิงรุกของการผลิตครู การใช้ครู และการพัฒนาครู
ตามแผนภาพท่ี 1
แผนภาพที่ 1 เป้าหมายเชงิ รุกการผลิตครู การใชค้ รู และการพฒั นาครู
แนวทางเชงิ รุกในการยกระดับคุณภาพการผลิต การใช้ และพัฒนาครู อาจารย์และ
บุคลากรทางการศึกษา เพ่ือตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ
ครู อาจารย์ และบคุ ลากรทางการศกึ ษาจะต้องมสี มรรถนะการสร้างนวัตกรทง้ั สมรรถนะหลกั และสมรรถนะเฉพาะ
ตามบริบทของจังหวัดและท้องถิ่นท่ีสถานศึกษาตั้งอยู่ จึงจ�ำเป็นต้องมีการประสานพลังระหว่างหน่วยผลิต หน่วยใช้
OEC 21
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
และหน่วยพัฒนา จึงต้องการแนวทางเชิงรุกท่ีเรียกว่า “การประสานเครือข่าย 3 พลัง 3 ระดับ ร่วมสร้างนวัตกร”
ตามแผนภาพที่ 2 – 6
แผนภาพท่ี 2 เครือขา่ ย 3 พลงั รว่ มสร้างนวัตกร
แผนภาพที่ 3 เครอื ข่าย 3 พลงั 3 ระดบั ร่วมสร้างนวตั กร
แผนภาพที่ 4 เครือขา่ ย 3 พลงั ระดับชาติ รว่ มสรา้ งนวตั กร
22 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
แผนภมู ทิ ี่ 5 เครือข่าย 3 พลังระดบั จังหวัด รว่ มสร้างนวัตกร
แผนภมู ิที่ 6 เครือขา่ ย 3 พลงั ระดบั สถานศึกษา รว่ มสรา้ งนวตั กร
กลไกขบั เคล่ือนสู่การปฏิบัติ
เพอ่ื ใหเ้ กดิ การพลกิ โฉม (Transformation) การพฒั นาประเทศเปน็ ประเทศแหง่ นวตั กรรม (Innovation Country)
และสงั คมหลังนวตั กรรม (Post Innovation Society) โดยมีปัจจัยความสำ� เรจ็ คือ สรรถนะการสรา้ งสรรค์นวตั กรรม
ของคนไทย เป้าหมายเชิงรุกในการผลิตครู การใช้ครู และการพัฒนาครู คือครูต้องมีสมรรถนะในการสร้างนวัตกร
แนวทางเชิงรุกในการยกระดับคุณภาพการผลิต การใช้ และพัฒนาครู อาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา คือ
การประสานเครือข่าย 3 พลัง 3 ระดับ ร่วมสร้างนวัตกร จึงมกี ลไกขบั เคล่ือนไปส่กู ารปฏบิ ตั ิ ดงั นี้
1) ควรมีผู้รับผิดชอบหลักในการด�ำเนินการที่ชัดเจน เพื่อให้การวางแผนและการขับเคลื่อนบังเกิดผลใน
การปฏิบตั ิ ดงั น้ี
1.1) ด้านการผลิตครูในภาพรวม ควรให้สภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เป็นเจ้าภาพในการประสาน
และส่งเสริมการด�ำเนินงานยกระดับคุณภาพการผลิตครูกับสถาบันการผลิตท่ัวประเทศตามเป้าหมายและแนวทางใหม่
โดยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และอาจให้ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเข้ามามีส่วนร่วม
ด้านขอ้ มลู และการวางแผนนำ� สกู่ ารปฏิบัติ เพ่ือตอบโจทยก์ ารพฒั นาประเทศ
OEC 23
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
1.2) การใช้ครู ควรเสนอส�ำนักงาน ก.ค.ศ. เป็นเจ้าภาพหลักในการพลิกโฉมการบริหารงานบุคคลครูให้มี
การใชค้ รอู ยา่ งมีคุณภาพเพอ่ื ตอบโจทย์การพฒั นาประเทศ ท้งั นี้ ควรมีการแก้ไขมาตรฐานต�ำแหน่งของครูและบุคลากร
ทางการศึกษาเป้าหมายและแนวทางใหม่ น�ำมาวางแผนการสรรหา บรรจุ และแต่งตั้งครู ผู้บริหาร และบุคลากร
ทางการศกึ ษา
1.3) การพัฒนาครู ควรเสนอต้นสังกัดครู เป็นหน่วยงานหลักท่ีจะประสานการพัฒนาครูกับส�ำนักงาน ก.ค.ศ.
และประสานการพฒั นาครกู บั สถาบนั การผลติ ครหู รอื หนว่ ยงาน/สถาบนั ทจี่ ดั การพฒั นาตามเปา้ หมายและแนวทางใหม่
ทั้งน้ี เจ้าภาพหลักควรด�ำเนินการให้มีการประสานเครือข่าย 3 พลัง 3 ระดับ ร่วมสร้างนวัตกร เพ่ือขับเคลื่อน
การผลติ การใช้ และการพฒั นาครอู ย่างต่อเนื่อง
2) ควรมีหน่วยประสานงานระดับพ้ืนท่ี เพือ่ ประสานเครือขา่ ยการผลิตครู การใชค้ รู และการพัฒนาครู ในระดับ
จังหวัด และมีความเห็นว่า การด�ำเนินงานในลักษณะเครือข่ายต้องมีแกนน�ำและมีกิจกรรมท่ีต่อเนื่อง จึงจะท�ำให้
เครือข่ายมีความย่ังยืนและประสบผลส�ำเร็จ ซึ่งแกนน�ำในพ้ืนท่ีอาจเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ศึกษาธิการจังหวัด
หรือสถาบันอุดมศึกษา
3) ควรจัดสรรงบประมาณเพ่ือยกระดับการพัฒนาคุณภาพครูอย่างมีประสิทธิภาพ ลดประเด็นการพัฒนา
ที่ซ�้ำซ้อน เป็นการพัฒนาที่ตรงความต้องการของครูและสถานศึกษาอย่างแท้จริง และมีความเชื่อมโยงการพัฒนา
สมรรถนะครโู ดยเฉพาะการสรา้ งนวตั กรรมกบั ฝา่ ยผลติ ครู และฝา่ ยใชค้ รสู ว่ นกลางควรจดั สรรงบประมาณการพฒั นาครู
ให้กับต้นสังกัดในพ้ืนที่ ร้อยละ 70 ของงบประมาณด้านการพัฒนาครู เพื่อให้พ้ืนที่ได้ด�ำเนินการพัฒนาครูตามบริบท
ท่ีต้องการ โดยมีจังหวัด/ศึกษาธิการจังหวัด เป็นฝ่ายประสานการพัฒนาครูในภาพรวมของทุกสังกัด ร่วมกับสถาบัน
การผลิตครูในพน้ื ท่ี
4) ควรยกระดับคณุ ภาพการผลติ การใช้ และพฒั นาครู อาจารยแ์ ละบคุ ลากรทางการศึกษา
4.1) การผลิตครู
(1) ควรคัดกรองให้ไดน้ ักศกึ ษาครทู เี่ ก่งเหมอื นนักศกึ ษาแพทย์
(2) ควรปรับหลักสูตรการผลิตครูให้มีการฝึกปฏิบัติเข้มเหมือนการผลิตแพทย์ มีโรงเรียนเพื่อการผลิตครู
โดยเฉพาะ เนน้ รปู แบบ School Classroom แทนรูปแบบ University Classroom รวมท้ัง ใหส้ ถาบนั ผลิตครูมีอิสระ
ในการจดั หลกั สูตรให้สอดคลอ้ งกบั ความต้องการได้
(3) ระบบการผลติ ครูควรเป็นระบบกึง่ ปิด
(4) ควรมีการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของคณาจารย์ในสถาบันการผลิตครูให้ทันสมัยกับ
การเปลี่ยนแปลง
(5) ควรนำ� เทคโนโลยดี ิจทิ ลั มาใชใ้ นหลักสูตรการผลิตครูให้มากข้นึ เชน่ Digital Platform เปน็ ต้น
(6) ควรมคี ณะกรรมการแหง่ ชาติวา่ ด้วยการผลติ การใช้ และการพัฒนาครู
(7) ควรมีศนู ยค์ วามเป็นเลศิ ด้านการผลิตและพฒั นาครู
4.2) การใช้ครู และบคุ ลากรทางการศึกษา
(1) หนว่ ยงานใช้ครูต้องใชค้ รูให้ตรงกบั วฒุ ขิ องครู และลดภาระงานดา้ นธรุ การของครลู ง
(2) ควรพจิ ารณาปรับปรงุ ระเบียบการบริหารงานบุคคลครู ให้เอื้อต่อการบรรจคุ รใู หมไ่ ดต้ รงความขาดแคลน
และท่ีสถานศึกษาต้องการ ให้เอื้อต่อการใช้ครูที่เน้นภาระงานเพ่ือการเรียนการสอน และควรปรับปรุงระเบียบฯ
ให้สอดคล้องกับการปรบั โครงสร้างการบรหิ ารงานในภูมภิ าค
(3) ควรพิจารณายุบการจัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในโรงเรียนขยายโอกาส เพ่ือให้การใช้ครู
มีประสิทธิภาพย่ิงขน้ึ
(4) ควรสรรหาผ้บู รหิ ารสถานศึกษาทมี่ คี ุณภาพสงู
24 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
(5) ควรใช้ครูให้ตรงกับวุฒิและลักษณะเฉพาะ ท้ังการบรรจุใหม่และการโยกย้าย หากมีความจ�ำเป็นต้องใช้
ครูไม่ตรงกับวุฒิจะต้องเร่งรัดพัฒนาใหม่ (Retrain) หรือใช้การประเมินและให้ใบรับรองว่ามีคุณวุฒิในการจัดการเรียน
การสอนในวิชาทไ่ี ม่ตรงวฒุ ิได้
(6) ควรมีมาตรการในการจัดหาครูทดแทนอัตราว่างทุกกรณีให้ทันเวลา ท้ังกรณีการโยกย้าย การลาออก
และการเกษยี ณอายุราชการ
4.3) การพัฒนาครู
(1) ควรมีรูปแบบการพัฒนาครูท่ีหลากหลาย ทั้ง Online, Offline หรือผสมผสาน เพื่อให้ครูไม่จ�ำเป็นต้อง
ท้ิงห้องเรียนนาน สามารถศึกษาและพัฒนาตนเองได้ที่สถานศึกษา โดยมีการพัฒนาส่ือและเทคโนโลยีการเรียน
การสอนเพอื่ ช่วยครใู หส้ ามารถจัดการเรยี นรใู้ นรปู แบบใหม่ ๆ ได้
(2) ควรเปน็ การพัฒนาครตู ามความต้องการของครู และเพื่อสง่ เสริมพัฒนาการเรียนการสอนอยา่ งแทจ้ ริง
(3) ควรมีการก�ำกับ ติดตาม และประเมินผลการพัฒนาครูอย่างจริงจัง โดยหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องกับ
การพัฒนาครทู กุ ฝ่าย
(4) ควรให้สถาบันผลิตครูมีบทบาทในการเป็นภาคีการพัฒนาครูร่วมกับสถานศึกษาและต้นสังกัด โดยใช้
พน้ื ท่จี งั หวดั เป็นฐาน
บทสรุป
แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาได้ก�ำหนดว่าต้องมีการปฏิรูปกลไกและระบบการผลิต คัดกรอง และพัฒนา
ผู้ประกอบวิชาชีพครูตามความต้องการของประเทศ จึงจ�ำเป็นต้องแสวงหาแนวทางเชิงรุกในการผลิต การใช้ และ
การพฒั นาครู อาจารย์ และบคุ ลากรทางการศกึ ษาเพื่อตอบโจทยก์ ารพฒั นาประเทศ
โจทย์การพัฒนาประเทศทสี่ �ำคัญ คือ การพฒั นาประเทศให้เป็นประเทศแห่งนวตั กรรม คอื การขบั เคลื่อนการพัฒนา
เศรษฐกจิ และสงั คมด้วยนวัตกรรม ปัจจัยทส่ี ง่ ผลต่อความส�ำเร็จในการพฒั นาประเทศ คือ คุณภาพคนแบบใหม่ ทเี่ ปน็
“นวตั กร” ที่มสี มรรถนะในการสรา้ งนวัตกรรม
เป้าหมายเชิงรุกในการผลิต การใช้ และการพัฒนาครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา คือ ครู อาจารย์ และ
บคุ ลากรทางการศึกษามีคณุ ภาพใหม่ คอื มสี มรรถนะในการสร้างนวตั กร
แนวทางเชงิ รุกในการผลติ การใช้ และการพัฒนาครู อาจารย์ และบคุ ลากรทางการศกึ ษา คอื “การประสานพลงั
เครอื ขา่ ย 3 พลงั 3 ระดบั รว่ มสรา้ งนวตั กร” ประกอบดว้ ยเครอื ขา่ ยพลงั หนว่ ยผลติ ครู หนว่ ยใชค้ รู และหนว่ ยพฒั นาครู
ในระดบั ชาติ ระดับจังหวัด และระดับสถานศึกษา
เอกสารอ้างองิ
คณะกรรมการอสิ ระเพ่อื การปฏิรปู การศกึ ษา. (2562). แผนการปฏิรูปประเทศดา้ นการศึกษา. กรุงเทพฯ: ส�ำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา
กระทรวงศกึ ษาธิการ
สำ� นกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ. (2561). ยุทธศาสตรช์ าติ พ.ศ. 2580 – 2561.
กรงุ เทพฯ: สำ� นักงานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ.
สำ� นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา. (2562). มาตรฐานการศกึ ษาของชาติ พ.ศ. 2561. กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั 21 เซน็ จรู ่ี จำ� กัด.
ส�ำนกั งานเลขาธกิ ารสภาผแู้ ทนราษฎร. (2559). เอกสาร Academic Focus : ประเทศไทย 4.0. สืบค้นจาก http:// www.paliament.go.th
Bloomberg. I(n2n0o2v0aFtieobnruInadryex2.5()2.0220020FeBbloruoamryb2e5rg). IGnnloobvaaltiIonnnoInvdaetixo.nRInedtreiexv2e0d1f9r.oRmethritetvpes:d//fwrowmw.bloomberg.com/
The Global
https://www.globalinnovationindex.org
OEC 25
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
แผนการปฏิรปู ประเทศ วรพจน์ หาญใจ
ส�ำนักพฒั นากฎหมายการศึกษา
ด้านการศึกษา
แนวทางชน้ี �ำการปฏิรูป
การศึกษาของประเทศ
บทคัดยอ่
แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เป็นกลไกการปฏิรูปประเทศ
ที่ส�ำคัญฉบับหน่ึง ท่ีได้ก�ำหนดขั้นตอน วิธีการ ผลอันพึงประสงค์ ระยะเวลา และ
ผลสัมฤทธิ์ในการด�ำเนินการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา รวมท้ังกฎหมาย
ทเี่ กยี่ วข้องก็ได้กำ� หนดมาตรการในการตดิ ตาม ตรวจสอบ ประเมนิ ผลการดำ� เนนิ การ
ตามแผนการปฏริ ปู ประเทศด้านการศึกษา ตลอดจนมาตรการในการลงโทษ กรณีที่
ไม่ด�ำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาไว้ ฉะน้ัน จึงอาจกล่าวได้ว่า
แผนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวเป็นแนวทางชี้น�ำการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ
อันจะน�ำไปสู่การพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ ลดความเหล่ือมล�้ำ
ทางการศึกษา และมีศักยภาพในการแข่งขันกบั นานาประเทศต่อไป
บทน�ำ
ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 65 ที่ก�ำหนดให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมาย
การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาลเพ่ือใช้เป็นกรอบในการจัดท�ำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้อง
และบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ประกอบกับมาตรา 257 และ
มาตรา 259 ก�ำหนดให้การปฏิรูปประเทศต้องด�ำเนินการให้บรรลุเป้าหมายท�ำให้ประเทศชาติมีความสงบ
เรียบร้อย มีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างย่ังยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมี
ความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรม และมีโอกาส
อันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล�้ำ ประชาชนมีความสุขมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีส่วนร่วมในการพัฒนา
ประเทศและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมาตรา 6
ประกอบมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการด�ำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ก�ำหนด
ให้มีแผนการปฏิรูปประเทศเพ่ือก�ำหนดกลไก วิธีการ และข้ันตอนการด�ำเนินการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ
รวมทั้งผลอนั พงึ ประสงคข์ องการปฏริ ูปประเทศในด้านน้นั ๆ
26 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแต่ละด้านตามมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ได้ด�ำเนินการจัดท�ำ
แผนการปฏริ ปู ประเทศในด้านต่าง ๆ รวมทงั้ สิน้ จ�ำนวน 13 ด้าน ได้แก่
1. ดา้ นการเมอื ง
2. ด้านการบริหารราชการแผน่ ดิน
3. ดา้ นกฎหมาย
4. ดา้ นกระบวนการยุติธรรม
5. ดา้ นเศรษฐกิจ
6. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ ม
7. ด้านสาธารณสขุ
8. ด้านสอ่ื สารมวลชน เทคโนโลยสี ารสนเทศ
9. ด้านสงั คม
10. ดา้ นพลังงาน
11. ด้านการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ และประพฤตมิ ชิ อบ
12. ด้านการศึกษา
13. ด้านกระบวนการยตุ ธิ รรม (ตำ� รวจ)
เม่ือพิจารณาแล้วแผนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวแล้ว จะพบว่าหนึ่งในจ�ำนวนนั้นมีแผนการปฏิรูป
ประเทศท่ีส�ำคัญ และมีความจ�ำเป็นที่จะต้องมีการด�ำเนินการเร่งด่วน รวมทั้งมีข้ันตอน และแนวทางใน
การจัดทำ� ทแี่ ตกตา่ งจากแผนการปฏริ ปู ประเทศดา้ นอ่นื ๆ คอื แผนการปฏริ ูปประเทศด้านการศกึ ษา
แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา มีจุดเร่ิมต้นจากมาตรา 258 จ. ประกอบมาตรา 261 แห่งรัฐธรรมนูญ
แห่งราชอาณาจกั รไทย ได้ก�ำหนดให้มีการดำ� เนนิ การปฏริ ูปประเทศดา้ นการศกึ ษา ดังน้ี
1. ให้สามารถเริ่มด�ำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษา เพ่ือให้เด็กเล็ก
ได้รบั การพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสติปญั ญาใหส้ มกบั วยั โดยไม่เก็บค่าใชจ้ ่าย
2. ให้ด�ำเนินการตรากฎหมายเพื่อจัดต้ังกองทุนเพื่อลดความเหล่ือมล�้ำทางการศึกษา
3. ให้มีกลไกและระบบการผลิต คัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ให้ได้ผู้มี
จิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้รับค่าตอบแทนท่ีเหมาะสมกับความสามารถ
และประสิทธิภาพในการสอน รวมท้ังมีกลไกสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบ
วิชาชีพครู
4. ปรบั ปรงุ การจดั การเรยี นการสอนทกุ ระดบั เพอื่ ใหผ้ ู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัดและปรับปรุงโครงสร้าง
ของหนว่ ยงานที่เกี่ยวขอ้ งเพ่อื บรรลเุ ป้าหมายดงั กลา่ ว โดยสอดคลอ้ งกนั ทงั้ ในระดบั ชาตแิ ละระดบั พนื้ ท่ี
ซ่ึงการด�ำเนินการปฏิรูปดังกล่าว ให้มีคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระคณะหน่ึงท่ีคณะรัฐมนตรีแต่งต้ัง
ด�ำเนินการศึกษาและจัดท�ำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายท่ีเก่ียวข้องในการด�ำเนินการให้บรรลุเป้าหมาย
เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีด�ำเนินการต่อไป โดยให้คณะกรรมการดังกล่าวด�ำเนินการศึกษาและจัดท�ำ
ข้อเสนอแนะและรา่ งกฎหมายใหแ้ ลว้ เสรจ็ เพ่อื เสนอต่อคณะรัฐมนตรดี ำ� เนินการต่อไป
ต่อมานายกรัฐมนตรีได้ลงนามในประกาศส�ำนักนายกรัฐมนตรี แต่งต้ังคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูป
การศึกษา (กอปศ.) ตามทคี่ ณะรฐั มนตรไี ด้มมี ตอิ นมุ ัติ โดยมอี �ำนาจหน้าทหี่ ลัก ได้แก่
OEC 27
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
1. ศึกษาและเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อก�ำหนดนโยบาย แนวทาง และหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการด�ำเนินการให้
เดก็ เล็กไดพ้ ัฒนารา่ งกาย จิตใจ วนิ ยั อารมณ์ สงั คมและสติปัญญา ใหส้ มกับวัยโดยไมเ่ ก็บค่าใชจ้ า่ ย
2. ศึกษาและเสนอแนะกลไกและระบบการผลิตคัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์
ให้ได้ผู้มีจิตวิญาณของความเป็นครู มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง ได้ค่าตอบแทนที่เหมาะสมกับ
ความสามารถและประสิทธิภาพในการสอน รวมทั้งมีกลไกสร้างระบบคุณธรรมในการบริหารงานบุคคลของผู้ประกอบ
วชิ าชีพครู ตอ่ คณะรัฐมนตรี
3. ศึกษาและเสนอแนะแนวทาง หลักเกณฑ์และวิธีการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนทุกระดับ เพื่อให้
ผเู้ รียนสามารถเรียนไดต้ ามความถนัด ต่อคณะรฐั มนตรี
4. ศึกษาและเสนอแนะแนวทาง หลักเกณฑ์ และวิธีการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องกับการปฏิรูป
การศึกษา โดยสอดคล้องกนั ท้ังในระดับชาติและระดับพ้นื ที่ ตอ่ คณะรัฐมนตรี
5. รา่ งกฎหมายเพอ่ื จดั ตง้ั กองทนุ เพอ่ื ใชใ้ นการชว่ ยเหลอื ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพ่ือลดความเหลื่อมล�้ำในการศึกษา
และเพอ่ื เสรมิ สรา้ งและพฒั นาคณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพครตู ามมาตรา 54 วรรคหกของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย
เพือ่ เสนอตอ่ คณะรัฐมนตรี
จากน้ัน คณะกรรมการอิสระเพ่ือการปฏิรูป
การศึกษาได้ด�ำเนินการตามอ�ำนาจหน้าท่ีดังกล่าว
และได้จัดท�ำแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา
โ ด ย ค� ำ นึ ง ถึ ง พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ แ ผ น แ ล ะ ข้ั น ต อ น
การด�ำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ท่ีก�ำหนด
ให้ตอ้ งระบุวธิ ีการขน้ั ตอน กลไก เป้าหมาย การนำ� แผน
ไปปฏิบัติในระยะเร่งด่วน ระยะส้ัน และระยะกลาง –
ระยะยาว ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ พร้อมท้ังให้มีการติดตาม
กาด�ำเนินงานและเสนอคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาให้ความเห็นเก่ียวกับความสอดคล้องกับ
วิสยั ทัศน์เปา้ หมายและยุทธศาสตรด์ ้านตา่ ง ๆ ทก่ี �ำหนดไวใ้ นยทุ ธศาสตรช์ าติ ตลอดจนความสอดคลอ้ ง และบรู ณาการ
กบั แผนการปฏริ ูปประเทศด้านอนื่ ๆ เพ่ือประกอบการพิจารณาของคณะรฐั มนตรี
การจัดท�ำแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้ด�ำเนินการโดยทบทวนบริบทตามข้อก�ำหนดของรัฐธรรมนูญ
และกฎหมายที่เก่ียวข้อง ข้อเสนอการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภาการขับเคล่ือนการปฏิรูปประเทศ
(สปท.) รวมถึงสภาวการณ์แนวโน้มส�ำคัญท่ีส่งผลต่อการศึกษา ความสอดคล้องเชื่อมโยงของยุทธศาสตร์ชาติ
แผนการปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) และ
แผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2560 – 2579) รวมท้ังรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและ
ผู้มีส่วนได้เสียในการจัดการศึกษา โดยแผนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวได้ก�ำหนดเร่ืองและประเด็นการปฏิรูป
การศกึ ษา เพ่ือบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ของการปฏริ ูปการศกึ ษา จ�ำนวน 7 เร่ือง 29 ประเดน็ โดยมวี ตั ถปุ ระสงค์ เพื่อ
1. ยกระดบั คณุ ภาพของการจดั การศกึ ษา (Enhance Quality of Education)
2. ลดความเหลอื่ มลำ้� ทางการศกึ ษา (ReduceDisparity in Education)
3. มุ่งสู่ความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (Leverage Excellence and
Competitiveness)
28 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
4. ปรบั ปรงุ ระบบการศกึ ษาใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพของ
การใช้ทรัพยากร เพ่ิมความคล่องตัวในการรองรับ
ความหลากหลายของการจัดการศึกษา และสร้าง
ธรรมาภิบาล (Improve Efficiency , Agility
and Good governance)
ซง่ึ สรุปไดด้ ังน้ี
เร่ืองและประเด็นการปฏิรูปที่ 1 การปฏิรูป
การศึกษาและการเรียนรู้โดยรวมของประเทศ โดย
พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแห่งชาตฉิ บับใหม่และกฎหมายลำ� ดบั รอง
มปี ระเด็นการปฏริ ปู 5 ประเดน็ ได้แก่
1. การมีพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... และมีการทบทวน จัดท�ำ แก้ไข และปรับปรุงกฎหมาย
ที่เก่ียวข้อง
2. การสรา้ งความร่วมมอื ระหว่างรฐั องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่ินและเอกชน เพ่อื การจัดการศึกษา
3. การขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเพ่ือการพัฒนาตนเองและการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อรองรับ
การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชวี ิต
4. การทบทวนและปรับปรงุ แผนการศึกษาแหง่ ชาติ
5. การจัดตง้ั สำ� นกั งานคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ
เร่ืองและประเด็นการปฏิรปู ท่ี 2 การปฏริ ูปการพฒั นาเด็กเล็กและเด็กก่อนวยั เรยี น
มปี ระเดน็ การปฏิรปู 2 ประเดน็ ไดแ้ ก่
1. การพัฒนาระบบการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้ เพ่ือให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนา ร่างกาย จิตใจ วินัย
อารมณ์ สงั คม และสติปญั ญาใหเ้ หมาะสมกบั วยั
2. การส่อื สารสังคมเพอื่ สรา้ งความเข้าใจในการพัฒนาเดก็ ปฐมวยั
เรอื่ งและประเดน็ การปฏริ ปู ท่ี 3 การปฏิรปู เพ่ือลดความเหลอ่ื มลำ�้ ทางการศึกษา
มปี ระเดน็ การปฏิรปู 3 ประเดน็ ได้แก่
1. การดำ� เนินการเพอ่ื ลดความเหล่อื มลำ�้ ทางการศกึ ษา
2. การจัดการศึกษาส�ำหรับบุคคลพิการ บุคคลท่ีมีความสามารถพิเศษ และบุคคลที่มีความต้องการ
การดแู ลเป็นพิเศษ
3. การยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาในพ้ืนที่ห่างไกล หรือในสถานศึกษาที่ต้องมีการยกระดับคุณภาพ
อย่างเรง่ ด่วน
เรื่องและประเด็นการปฏริ ปู ท่ี 4 การปฏริ ูปกลไกและระบบการผลติ คัดกรอง และพฒั นาผู้ประกอบวิชาชีพครู และ
อาจารย์
มปี ระเดน็ การปฏิรูป 5 ประเด็น ได้แก่
1. การผลิตครู และการคัดกรองครู เพ่ือให้ครูได้มีคุณภาพตรงกับความต้องการของประเทศและ
มีจิตวญิ ญาณของความเป็นครู
2. การพฒั นาวิชาชพี ครู
OEC 29
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
3. เส้นทางวิชาชพี ครู เพอื่ ให้ครูมีความก้าวหน้าไดร้ บั คา่ ตอบแทนและสวัสดกิ ารทเ่ี หมาะสม
4. การพฒั นาผูบ้ ริหารสถานศึกษา เพอื่ ยกระดับคณุ ภาพการจดั การศกึ ษาในสถานศึกษา
5. องคก์ รวิชาชพี ครู และการปรบั ปรงุ กฎหมายที่เกยี่ วขอ้ ง
เรอ่ื งและประเดน็ การปฏริ ปู ที่ 5 การปฏริ ปู การจดั การเรยี นการสอนเพอ่ื ตอบสนองการเปลยี่ นแปลงในศตวรรษที่ 21
มีประเดน็ การปฏริ ปู 8 ประเด็น ไดแ้ ก่
1. การปรบั หลกั สูตร พร้อมกระบวนการจัดการเรยี นการสอน และการประเมนิ เพอ่ื พฒั นาการเรยี นรู้ เป็นหลกั สตู ร
ฐานสมรรถนะ
2. การจดั การศกึ ษาเพอื่ เสรมิ สร้างคุณธรรมและจริยธรรม
3. การประเมินคุณภาพการจดั การศกึ ษาระดับชาตแิ ละระบบการคัดเลอื กเขา้ ศกึ ษาต่อ
4. การพฒั นาระบบคณุ ภาพการศึกษา
5. ระบบความปลอดภยั และระบบสวัสดิภาพของผเู้ รยี น
6. การปฏริ ปู อาชวี ศกึ ษา เพอื่ สรา้ งขดี ความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ
7. การปฏริ ปู อดุ มศึกษาเพื่อยกระดบั คณุ ภาพเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ประสิทธิภาพ และธรรมาภบิ าล
ของระบบอุดมศึกษา
8. การจดั ตงั้ สถาบันหลกั สตู รและการเรยี นรู้แห่งชาติ (National Institute of Curriculum and Learning)
เรื่องและประเด็นการปฏิรูปท่ี 6 การปรับโครงสร้างของหน่วยงานในระบบการศึกษา เพื่อบรรลุเป้าหมายในการ
ปรบั ปรุงจัดการเรยี นการสอน และยกระดบั คณุ ภาพของการจดั การศึกษา
มีประเด็นการปฏิรูป 3 ประเด็น ได้แก่
1. สถานศกึ ษามคี วามเปน็ อสิ ระในการบริหารและจดั การศึกษา
2. พนื้ ทน่ี วตั กรรมการศึกษา
3. การปรบั ปรงุ โครงสรา้ งของกระทรวงศึกษาธกิ าร
เรื่องและประเด็นการปฏิรูปท่ี 7 การปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้โดยการพลิกโฉมด้วยระบบดิจิทัล
(Digitalization for Educational and Learning Reform)
มปี ระเดน็ การปฏิรปู 3 ประเดน็ ได้แก่
1. การปฏิรูปการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลแห่งชาติ (Digital Learning
Reform : Nationnal Digital Learning Platform)
2. ระบบขอ้ มลู สารสนเทศเพอื่ การศกึ ษา (Big Data for Education)
3. การพัฒนาความเป็นพลเมืองดิจิทัล (Digital Citizenship) ในด้านความฉลาดรู้ดิจิทัล (Digital
Literacy) ความฉลาดรูส้ ารสนเทศ (Information Literacy) ความฉลาดรู้สอ่ื (Media Literacy) เพอ่ื รู้วิธีการเรียนรู้
(Learning how to Learn) ในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตลอดจนมีพฤติกรรมท่ีสะท้อนการรู้กติกา มารยาท จริยธรรม
เก่ียวกบั การใช้สือ่ และการสอื่ สารบนอนิ เทอร์เนต็
การบรรลุผลของการปฏริ ูปการศึกษาตามแผนข้างตน้ จะแบง่ เป็น 3 ระยะ ได้แก่
1. ระยะเร่งด่วน หรือภายในวนั ท่ี 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 ซง่ึ ครบวาระการทำ� งานของ กอปศ.
2. ระยะส้ัน หรอื ภายใน 3 ปี
3. ระยะกลาง – ระยะยาว หรือภายใน 5 – 10 ปี
30 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ทั้งนี้ ประเด็นปฏิรูปที่มีล�ำดับส�ำคัญสูงสุดและต้องด�ำเนินการให้บรรลุผลให้ได้ในระยะเร่งด่วน
มี 6 ประเดน็ ได้แก่
1. ยกเครื่องระบบการศึกษาโดยการบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ รวมถึง
กฎหมายส�ำคัญอื่นท่ีเสนอโดย กอปศ. ซึ่งจะเป็นเคร่ืองมือส�ำคัญในการปฏิรูปการศึกษา ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติ
การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติพื้นท่ีนวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติ
การอดุ มศกึ ษา พ.ศ. .... และการจัดตั้งสถาบันหลกั สตู รและการเรียนรูแ้ หง่ ชาติ
2. บุกเบิกนวัตกรรมของการจัดการศึกษาระดับโรงเรียน กลุ่มโรงเรียน หรือการจัดการระดับพื้นที่
โดยให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการยกระดับคุณภาพของการศึกษา ผ่านการขับเคล่ือนเรื่องสถานศึกษา
ทม่ี คี วามเป็นอสิ ระในการบรหิ ารจัดการ และระบบนเิ วศทส่ี นบั สนุนการด�ำเนินการของสถานศึกษา
3. นำ� เสนอแนวทางการปรบั ปรงุ หลกั สตู รการจดั การศกึ ษาในระดบั การศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานไปสหู่ ลกั สตู รฐานสมรรถนะ
และรูปแบบการปรับปรุงหลักสูตรในระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 จัดต้ังสถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้
แห่งชาติเพื่อเป็นเสมือนศูนย์ความเป็นเลิศในการวิจัย พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน และ
การประเมนิ ผลการเรียนรู้ สำ� หรับการจดั การศกึ ษาในระดบั ตา่ ง ๆ
4. สร้าง “ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ” ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล น�ำความรู้ และวิธี
การเรียนรไู้ ปสโู่ รงเรียน นกั เรยี น และครูทัว่ ประเทศโดยเฉพาะในท้องถ่นิ ห่างไกล
5. จัดระบบการผลิตครูให้มีคุณภาพและสมรรถนะความเป็นครู ผ่านการจัดต้ังกองทุนหรือแผนงานเพ่ือ
การผลิตและพัฒนาครู ส�ำหรับคนรุ่นใหม่ และพัฒนาบัณฑิตครูท่ีมีอยู่ ให้ตรงตามความจ�ำเป็นของประเทศ
ในระยะแรกเน้นครปู ฐมวัย และครูประถมศกึ ษา สำ� หรบั ท้องถิน่ ขาดแคลน
6. ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ ตามที่ก�ำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติการศึกษา
แหง่ ชาตฉิ บบั ใหม่ เพอื่ เปน็ กลไกหลกั ในการขบั เคลอื่ นแผนการศกึ ษาแหง่ ชาตแิ ละการปฏริ ปู การศกึ ษาใหเ้ รมิ่ ดำ� เนนิ การได้
และมคี วามตอ่ เน่อื งในระยะยาว
ในส่วนของการติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผลการด�ำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ
ด้านการศึกษาของหน่วยงานรัฐที่เก่ียวข้องหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบแผนการปฏิรูปประเทศ
ดงั กลา่ วแล้ว มกี ารด�ำเนนิ การดังน้ี
1. ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐทุกแห่งด�ำเนินการให้มีการรายงานผลการด�ำเนินการตามแผนการปฏิรูป
ประเทศด้านการศึกษาตามรายการและภายในระยะเวลาที่ส�ำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ก�ำหนด และในกรณีท่ีไม่รายงานผลการด�ำเนินการภายในระยะเวลาที่ก�ำหนด หรือรายงานไม่ครบถ้วนตาม
รายการท่ีก�ำหนด ให้ส�ำนักงานดังกล่าวแจ้งให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือหัวหน้าองค์กรในฝ่ายนิติบัญญัติ
ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการทราบพร้อมด้วยเหตุผลโดยเร็วตามมาตรา 25 วรรคหนึ่ง
แห่งพระราชบัญญัติแผนและข้ันตอนการด�ำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ประกอบข้อ 6 แห่งระเบียบว่าด้วย
การตดิ ตาม ตรวจสอบ และประเมนิ ผลการดำ� เนนิ การตามยทุ ธศาสตรช์ าติ และแผนการปฏริ ปู ประเทศ พ.ศ. 2562
2. ให้ส�ำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจัดท�ำรายงานสรุปผลการด�ำเนินการประจ�ำปี
ในการด�ำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ หัวหน้า
องค์กรในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระและองค์กรอัยการ ทราบ และให้ส�ำนักงานดังกล่าวเสนอ
รายงานความคืบหน้าในการด�ำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีทราบเพ่ือรายงานต่อ
OEC 31
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
รัฐสภาทุกสามเดอื นต่อไปตามมาตรา 25 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญตั ิแผนและขั้นตอนการดำ� เนินการปฏิรปู ประเทศ
พ.ศ.2560ประกอบข้อ9แหง่ ระเบยี บว่าด้วยการติดตามตรวจสอบและประเมนิ ผลการดำ� เนนิ การตามยทุ ธศาสตร์ชาติ
และแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2562
3. ให้ส�ำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินผลการด�ำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศ
ด้านการศึกษาตามแนวทางและระยะเวลาท่ีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก�ำหนด แล้วรายงานคณะกรรมการปฏิรูป
ประเทศเพ่ือพิจารณา และเมื่อมีมติเป็นประการใด ก็ให้หน่วยงานของรัฐด�ำเนินการให้เป็นไปตามมติน้ัน โดยให้
สำ� นักงานดังกลา่ วรายงานคณะรฐั มนตรเี พ่ือทราบตามขอ้ 10 แหง่ ระเบยี บวา่ ด้วยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมิน
ผลการดำ� เนินการตามยทุ ธศาสตรช์ าติ และแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2562
4. ในกรณีที่ความปรากฏต่อคณะกรรมการปฏิรูปคณะใดว่าการด�ำเนินการใดของหน่วยงานของรัฐ
ไม่สอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ให้ด�ำเนินการตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติแผนและ
ขัน้ ตอนการด�ำเนินการปฏิรปู ประเทศ พ.ศ. 2560 ดังตอ่ ไปน้ี
1) ในกรณีท่ีเป็นหน่วยงานของรัฐในฝ่ายบริหาร
ให้คณะกรรมการปฏิรูปคณะน้ันประสานงานหรือ
ปรึกษาหารือกับหน่วยงานของรัฐดังกล่าวหรือ
รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือท่ีก�ำกับดูแลเพื่อแก้ไขปรับปรุง
ความไมส่ อดคลอ้ งนัน้ ในกรณที ่ไี ม่อาจหาข้อยุตริ ว่ มกนั
ได้ให้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศแจ้งเป็นหนังสือต่อ
คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเพ่ือพิจารณา และเมื่อมี
มติประการใดแล้ว ก็ให้หน่วยงานของรัฐปฏิบัติให้เป็น
ไปตามนน้ั
2) ในกรณีที่เป็นหน่วยงานของรัฐในฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ องค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการ
ให้คณะกรรมการปฏิรูปคณะนั้นประสานงานหรือปรึกษาหารือกับหัวหน้าหน่วยงานของรัฐดังกล่าว เพื่อแก้ไขปรับปรุง
ความไม่สอดคลอ้ งนั้น และให้ดำ� เนนิ การตามท่ีตกลงร่วมกัน แล้วรายงานให้คณะกรรมการยทุ ธศาสตรช์ าตทิ ราบ
ท้ังน้ี การที่หน่วยงานของรัฐไม่ด�ำเนินการตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาอาจถือได้ว่า
การด�ำเนินการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติหรือแผนแม่บท ตามท่ีมาตรา 10 วรรคสอง
แห่งพระราชบัญญัติการจัดท�ำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 ได้ก�ำหนดให้แผนแม่บทและแผนการปฏิรูปประเทศ
ตามกฎหมายว่าด้วยแผนและข้ันตอนการด�ำเนินการปฏิรูปประเทศต้องมีความสอดคล้องกันและเมื่อความปรากฏต่อ
คณะกรรมการจัดท�ำยุทธศาสตร์ชาติ และได้แจ้งให้หน่วยงานของรัฐนั้นทราบถึงความไม่สอดคล้องและ
ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปรับปรุง ถ้าหน่วยงานของรัฐไม่ด�ำเนินการแก้ไขปรับปรุง หรือแก้ไขปรับปรุงประการ
ใดแล้ว ไม่แจ้งให้คณะกรรมการจัดท�ำยุทธศาสตร์ชาติทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันท่ีได้รับแจ้ง โดยไม่มีเหตุ
อันสมควร ถือว่าหัวหน้าหน่วยงานของรัฐน้ันจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อ�ำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
คณะกรรมการจัดท�ำยุทธศาสตร์ชาติสามารถแจ้งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
แห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทราบ เพื่อด�ำเนินการตามหน้าที่และอ�ำนาจต่อไปตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติ
การจัดท�ำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2560 หรือกรณีท่ีสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาพิจารณารายงานประจ�ำปีที่เกี่ยวกับ
ความก้าวหน้าของการด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ ท่ีส�ำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
32 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ได้จัดท�ำเสนอ แล้วพบว่าหน่วยงานของรัฐไม่ด�ำเนินการแก้ไขปรับปรุง หรือแก้ไขปรับปรุงประการใดแล้ว ไม่แจ้ง
ให้คณะกรรมการจัดท�ำยุทธศาสตร์ชาติทราบภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง โดยไม่มีเหตุอันสมควร
สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี สามารถมีมติส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปราม
การทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พิจารณาด�ำเนินการกับหัวหน้าหน่วยงานของรัฐนั้นตามหน้าที่และอ�ำนาจให้แล้วเสร็จ
ภายในหนึ่งปีนับแต่วันท่ีได้รับเรื่องได้ และในกรณีท่ีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
(ป.ป.ช.) มีมติว่าข้อกล่าวหามีมูล ผู้บังคับบัญชาของผู้ถูกกล่าวหาน้ันสามารถส่ังให้ผู้น้ันพักราชการหรือพักงาน
หรือส่ังให้ออกจากราชการหรอื ออกจากงานไว้ก่อน หรอื สง่ั ใหพ้ น้ จากตำ� แหนง่ ต่อไป
บทสรุป
ดังกล่าวท่ีกล่าวมาข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการด�ำเนินการปฏิรูปการศึกษาของประเทศตาม
แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษานั้นมีความจ�ำเป็นและมีความส�ำคัญเป็นอย่างยิ่ง และรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ก็ได้เล็งเห็นถึงความจ�ำเป็นและความส�ำคัญดังกล่าว จึงได้มีการก�ำหนดให้
ก า ร ศึ ก ษ า เ ป ็ น ป ร ะ เ ด็ น ห นึ่ ง ท่ี จ ะ ต ้ อ ง มี ก า ร ป ฏิ รู ป โ ด ย ใ ห ้ มี ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ป ฏิ รู ป ข้ึ น ม า เ ป ็ น ก า ร เ ฉ พ า ะ
คือ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา และได้ก�ำหนดให้ระยะเวลาในการด�ำรงต�ำแหน่งหรือระยะ
เวลาในการด�ำเนินงานของคณะกรรมการดังกล่าวมีระยะเวลาที่แตกต่างจากคณะกรรมการปฏิรูปอื่น ๆ
อีกท้ังพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการด�ำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2560 ก็ได้เน้นย�้ำโดยการก�ำหนดให้
วิธีการ และข้ันตอนในการด�ำเนินงานของคณะกรรมการอิสระเพ่ือการปฏิรูปการศึกษา คือ การศึกษาและ
จัดท�ำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมาย รวมทั้งการจัดท�ำแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ให้ด�ำเนินการ
โดยอิสระตามแนวทางท่ีเห็นสมควร แต่อย่างไรก็ตาม การท่ีจะปฏิรูปการศึกษาของประเทศให้ประสบความส�ำเร็จ
ได้นั้น มิใช่ข้ึนอยู่กับคณะกรรมการอิสระเพ่ือการปฏิรูปการศึกษา แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา
บุคคลใดบุคคลหน่ึง หรือองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงเท่านั้นแต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่ต้องร่วมมือร่วมใจ
เป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของประเทศร่วมกัน อันจะน�ำไปสู่การพัฒนาการศึกษา
ใหม้ ีคุณภาพ ประสทิ ธภิ าพ ลดความเหลอ่ื มลำ้� ทางการศึกษา และมีศักยภาพในการแขง่ ขนั กับนานาประเทศต่อไป
เอกสารอา้ งองิ
คณะกรรมการอิสระเพ่ือการปฏริ ปู การศึกษา. (2562). แผนปฏริ ูปประเทศด้านการศึกษา. กรงุ เทพฯ:
ส�ำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ประกาศสำ� นักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งต้ังคณะกรรมการอิสระเพอ่ื การปฏริ ูปการศกึ ษา พ.ศ. 2560. (2560, 15 มถิ ุนายน).
ราชกิจจานเุ บกษา. เลม่ 134 ตอนพิเศษ 162 ง. หนา้ 21-22.
พระราชบัญญตั ิการจัดทำ� ยุทธศาสตรช์ าติ พ.ศ. 2560. (2560, 26 กรกฎาคม). ราชกิจจานเุ บกษา. เล่ม 134 ตอนท่ี 79 ก. หนา้ 1-12.
พระราชบัญญตั แิ ผนและขัน้ ตอนการดำ� เนินการปฏริ ูปประเทศ พ.ศ. 2560. (2560, 26 กรกฎาคม). ราชกิจจานุเบกษา.
เล่ม 134 ตอนที่ 79 ก. หนา้ 13-23.
ระเบยี บวา่ ด้วยการติดตาม ตรวจสอบ และประเมนิ ผลการดำ� เนนิ การตามยทุ ธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. 2562.
(2562, 8 พฤษภาคม). ราชกจิ จานเุ บกษา. เล่ม 136 ตอนพิเศษ 120 ง. หนา้ 1-3.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศักราช 2560. (2560, 6สรเมุปษสาายระนส).ำ� รคาัญชขกอจิ งจแาผนนเุ บกการษปาฏ. เิรลปู ม่ ป1ระ3เ4ทตศอ. นกรทุง่ี เ4ท0พกฯ.: หน้า 1-80.
ส�ำนักงานสภาพฒั นาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาต.ิ (2562).
สำ� นักงานสภาพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาต.ิ
OEC 33
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ขจาอกงแฝดากนไกล ขนิษฐา จริ วริ ยิ วงศ์
ส�ำนักนโยบายความรว่ มมอื กับต่างประเทศ
ภาพจาก : https://eunited.com.my/352001/ (พ.ศ. 2553 - 2563) ทใี่ ชอ้ ยขู่ ณะนเ้ี นน้ ยำ้� ในเรอ่ื งการศกึ ษา
สร้างทรัพยากรมนุษย์ เน่ืองจากทรัพยากรมนุษย์
ทางออกการศกึ ษาทา่ มกลาง เป็นสมบัติล้�ำค่าของประเทศ ดังน้ัน การศึกษาของ
จีนจะต้องด�ำเนินต่อไป กระทรวงศึกษาธิการจีนได้
วิกฤติหวู่ฮั่น ประกาศว่าแม้ขณะน้ีประเทศเราก�ำลังท�ำสงครามกับ
การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid - 19 การศึกษา
(武汉) เราจะหยุดไม่ได้ จึงให้สถานศึกษาเปิดภาคเรียนฤดู
ใบไม้ผลิอย่างเป็นทางการในวันท่ี 10 กุมภาพันธ์ 2563
“ก ารทำ� สงครามกบั การแพรร่ ะบาดของเชอื้ ไวรสั ในรูปแบบ“停课不停学”(ถิงเค่อปู้ถิงเสว
หมายถึง หยุดเรียน (ในโรงเรียน) แต่ไม่หยุดการเรียน
โคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2019 (Covid - 19)” ในหวู่ฮ่ัน การสอน)
(武汉)มณฑลหูเป่ย(湖北)สาธารณรัฐ กรมการศึกษาหวู่ฮั่นประกาศห้าม ครู นักเรียน
ประชาชนจีน (จีน) และการประกาศปิดเมืองห้ามผู้คน และบุคลากรทางการศึกษาพบปะกันเพ่ือเตรียม
เดินทางเข้าออกท�ำให้สภาพทั่วไปในหวู่ฮ่ันตั้งแต่วันท่ี การเรียนการสอนโดยเด็ดขาด พร้อมท้ังให้สถานศึกษา
23 มกราคม 2563 จนถึงขณะนี้ ชาวหวู่ฮ่ันต้องเก็บตัว เปิดการเรียนการสอนออนไลน์พร้อมกันในทุกระดับ
อยใู่ นเคหสถานของตน ทางการอนญุ าตใหแ้ ตล่ ะครอบครวั ทุกประเภทการศึกษา ในวันเปิดภาคเรียนทุกโรงเรียน
ส่งผู้แทนออกไปซ้ือหาข้าวของเพ่ือการด�ำรงชีวิตได้เพียง ได้จัดให้มีพิธีเปิดภาคเรียนอย่างเป็นทางการ ก�ำหนด
1 คน สัปดาหล์ ะ 1 ครัง้ ให้นักเรียนทุกคนร้องเพลงชาติอย่างพร้อมเพรียงกัน
ดา้ นการศกึ ษา หวฮู่ น่ั จะเปดิ ภาคเรยี นในฤดใู บไมผ้ ลิ ในออนไลน์ต่อหน้าจอคอมพิวเตอร์/โน้ตบุ๊ก/โทรศัพท์
อย่างไร? ประเทศจีนเป็นประเทศท่ีให้ความส�ำคัญ มือถือ โรงเรียนได้เลือกตัวแทนนักเรียนให้เป็นผู้กล่าว
ต่อการศึกษามาแต่โบราณ แผนการปฏิรูปและ ค�ำปฏิญาณให้เห็นในออนไลน์ ผู้อ�ำนวยการโรงเรียน
การพัฒนาการศึกษาระยะกลางและระยะยาวของจีน กล่าวต้อนรับนักเรียนพร้อมให้โอวาท ซ่ึงใจความ
ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงความไม่ปกติของสังคมท่ีเกิดจาก
การแพร่ระบาดของเช้ือไวรัส Covid - 19 ให้นักเรียน
เข้าใจสถานการณ์ความล�ำบากของประเทศ โดยขอให้
นักเรียนมีความรัก เห็นอกเห็นใจกัน สามัคคีกัน
ให้ทุกคนร่วมกันท�ำหน้าที่ของตน และรับผิดชอบต่อ
สังคมประเทศ และสังคมโลก ตลอดจนให้ก�ำลังใจว่า
หวู่ฮ่ันจะสามารถเอาชนะภัยคร้ังน้ีได้ และนักเรียน
จะไดก้ ลบั สโู่ รงเรยี นของพวกตนอกี ครง้ั ในไมช่ า้ พรอ้ มทง้ั
กำ� ชบั ใหน้ กั เรยี นตอ้ งเขา้ เรยี นในออนไลนใ์ หต้ รงตามเวลา
ในตารางสอนที่จัดไว้ให้ เน่ืองจากยังมีการเช็คช่ือ
ผู้เข้าเรียน เสมอื นเรยี นอยใู่ นห้องเรียนของโรงเรียน
34 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
เนื่องจากจีนไม่ได้เตรียมการเพ่ือจัดการเรียน ผู้ปกครองจ�ำเป็นต้องจัดหาอุปกรณ์เพื่อการออนไลน์
การสอนออนไลนอ์ ยา่ งเตม็ รปู แบบในวงกวา้ งเชน่ นม้ี ากอ่ น ให้แก่บุตรหลาน โดยมีโทรศัพท์มือถือเป็นอย่างน้อย
รัฐบาล จึงได้ทุ่มเทงบประมาณจ�ำนวนหนึ่งเพ่ือใช้ อาจตอ้ งชว่ ยบตุ รหลานทย่ี งั เปน็ เดก็ เลก็ ในการดาวนโ์ หลด
ดำ� เนนิ การเรอ่ื งน้ี และเอกชนหลายแหง่ กไ็ ดเ้ ขา้ มามสี ว่ นรว่ ม ต�ำรา สื่อการเรียนให้เรียบร้อยก่อนถึงช่ัวโมงการเรียน
ในการออกแบบ Application (App) ในรูปแบบ ออนไลน์
ท่ีหลากหลาย เพ่ือให้ฝ่ายการศึกษาสามารถเลือกใช้
ใหเ้ หมาะสมกบั เงอ่ื นไขในพนื้ ท่ี แตล่ ะแหง่ และแตล่ ะวชิ า ภาพจาก : https://www.twoeggz.com/info/288088.html
ส�ำหรับการเตรียม ครู คณาจารย์และบุคลากร
ทางการศึกษา รัฐบาลได้จัดท�ำโปรแกรมส�ำหรับสอนครู นักเรียน ส่วนใหญ่มีความตื่นเต้นกับรูปแบบ
และคณาจารย์ให้มีความรู้ความสามารถด�ำเนินการสอน การเรียนท่ีแปลกใหม่คร้ังนี้ แม้ในช่วงแรกยังมีปัญหา
ทางออนไลนไ์ ด้ โดยจดั ทำ� ไวใ้ นเวบ็ ไซต์ www.eduyun.cn ส�ำหรับนักเรียนบางคนท่ียังดาวน์โหลดเอกสารได้
ซึ่งเป็น National Public Service Platform for ไม่สมบูรณ์ เน่ืองจากมีผู้ใช้เป็นจ�ำนวนมากจึงมี
Education Resources มี “云上讲堂” ความตดิ ขดั อยู่บา้ ง
(หยุนซ่างเจี่ยงถางหรือหอบรรยายคลาวด์) ท่ีแนะน�ำ กรมการศึกษาเมืองหวู่ฮั่นได้ด�ำเนินการประเมิน
ข้ันตอนและวิธีการสอนให้แก่ครูและคณาจารย์เพื่อ ผลการเรียนการสอนในสองสัปดาห์หลังเปิดภาคเรียน
ท�ำการสอนในออนไลน์ โดยจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ไว้ตอบ ออนไลน์ พอสรุปได้ ดงั น้ี
คำ� ถามเมอื่ ครแู ละคณาจารยม์ ปี ญั หา ครใู นโรงเรยี นตา่ ง ๆ
สามารถเลือกใช้ App ต่าง ๆ ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขอ้ ดี
นอกจากนี้ กรมการศึกษาหวู่ฮั่นยังได้มีค�ำส่ังให้ครูและ
คณาจารย์ต้องร่วมกนั จดั ทำ� (ประสานงานผ่านออนไลน)์ - นักเรยี นไดม้ ีโอกาสเรยี นกบั ครแู ละคณาจารยท์ ีเ่ ปน็
หลักสูตร สื่อการเรียนการสอน ด�ำเนินการวางแผน ครทู เี่ กง่ ทส่ี ดุ ของประเทศในบางวชิ า เพราะครปู ระจำ� ชนั้ /
จดั ท�ำคู่มือการเรียนการสอนและวางแผนการด�ำเนนิ ชวี ติ วิชาสามารถดาวน์โหลด App ครูดีเด่น/คุณภาพต้น ๆ
ให้แก่นักเรียน โดยให้ความส�ำคัญต่อการรักษาสภาพ ของประเทศมาสอนได้ จึงเป็นโอกาสที่ดีส�ำหรับนักเรียน
จิตใจของนักเรียน และสร้างระบบการรายงานตัวของ เป็นการกระจายความเสมอภาคของโอกาสการเรียนรู้
นักเรียนที่อยู่นอกโรงเรียน ก�ำหนดเวลาในการสื่อสาร ได้วิธีหนึ่ง ในขณะท่ีครูก็ได้มีโอกาสเรียนรู้วิธีการสอน
กับนักเรียนเพ่ือรับทราบสถานการณ์การเรียนออนไลน์ ของครูทมี่ คี ุณภาพดี ๆ ไปดว้ ย
ของนักเรียนแต่ละคน ไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์หรือ
รูปแบบการส่ือสารออนไลน์อ่ืน มีการเน้นย้�ำเรื่อง
การดูแลนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยครูประจ�ำชั้น
หรือประจ�ำวิชาต้องท�ำหน้าที่เป็นผู้ช้ีแนะ เป็นพี่เลี้ยง
ในชั่วโมงท่ีมีการเรียนการสอน ซึ่งบางวิชาอาจมีครูดีเด่น
ของชาติเป็นผู้สอนใน App ท่ีกรมการศึกษาจัดไว้ให้
โดยครแู ละนักเรียนจะเรียนรูไ้ ปด้วยกัน
ผู้ปกครอง ก็เป็นอีกฝ่ายหน่ึงท่ีได้รับผลกระทบจาก
การสอนออนไลน์ครั้งนี้ ส�ำหรับการเรียนการสอนของ
นักเรียนระดับปฐมวัยและประถมศึกษา มัธยมศึกษา
OEC 35
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
- ผปู้ กครองสามารถดาวน์โหลดขอ้ มลู เอกสาร ต�ำรา ภาวะจ�ำยอมของจีนท่ีต้องใช้โอกาสน้ีด�ำเนินการเรียน
App ที่มีคุณภาพดี ๆ ให้แก่บุตรหลานได้โดยไม่ต้อง การสอนออนไลน์ท่ัวประเทศ นับเป็นความท้าทายของ
เสยี คา่ ใชจ้ า่ ย วงการศึกษาของจีน ส�ำหรับครู นักเรียนและผู้ปกครอง
ซึ่งต่างก็มีข้อจ�ำกัดท่ีแตกต่างกัน แต่ต่างก็ต้องพยายาม
ปัญหาอปุ สรรคที่เปน็ ความท้าทาย เรียนรู้และสร้างความคุ้นชินกับการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่
ที่จะต้องปรบั ปรุงและพัฒนาให้ดีข้ึน ครั้งน้ี ตามเว็บไซต์จีนได้มีนักวิเคราะห์หลายท่าน
ให้ความเห็นในแนวเดียวกันว่า บนความโชคร้าย
- สัญญาณอินเทอร์เน็ตบางแห่งไม่แรงพอส�ำหรับ ก็มีความโชคดี กล่าวคือจากประสบการณ์ครั้งน้ี
การใชง้ านคราวละมาก ๆ ทำ� ให้ขาดความต่อเนื่อง จีนน่าจะมองเห็นแนวทางการจัดการศึกษาแนวใหม่
- ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ยังขาดประสบการณ์ อีกทางเลือกหนึ่ง ท่ีสามารถพัฒนารูปแบบการเรียน
การเรียนแบบออนไลน์ ท�ำให้รู้สึกว่าการเรียนการสอน การสอนให้มีความสมบูรณ์ ล�้ำสมัย ที่สามารถปรับใช้
ไม่สะดวกเหมือนเรียนในห้องเรียน ท่ีสามารถส่ือสาร ตามความเหมาะสมกับบริบทในสถานการณ์ต่าง ๆ ของ
สองทางและเห็นหน้ากันชัดเจนทกุ มมุ จีนต่อไป ซ่งึ พวกเราคงไดเ้ หน็ หลังจากจีน “ชนะสงคราม
- ชั่วโมงการเรียนออนไลน์ที่ผ่านโทรศัพท์มือถือ/ การแพรร่ ะบาดของเชอื้ ไวรสั Covid - 19” วา่ การศึกษา
โน้ตบุ๊ก/คอมพิวเตอร์ต่อเน่ืองท้ังวัน ท�ำให้นักเรียน ของจีนจะมีการพัฒนาไปในแนวทางท่ีสมบูรณ์ และ
มีปัญหาทางสายตา และช่ัวโมงหลัง ๆ นักเรียนจะขาด ลำ้� สมัยอยา่ งไรต่อไป
สมาธิ ทางออกการศึกษาของหวู่ฮ่ันมีผลบวกต่อโรงเรียน
- นักเรียนที่เรียนรู้ช้าตามการสอนในออนไลน์ไม่ทัน ทุกพ้ืนท่ี แม้จะเป็นพ้ืนที่ห่างไกลต่างได้ใช้ประโยชน์จาก
เน่ืองจากเม่ือครูอธิบายผ่านไปแล้วก็ผ่านไปเลย ต้องรอ การพัฒนาอินเทอร์เน็ตและ App ไปด้วยกัน จึงเป็น
จนถึงท้ายช่ัวโมง ครูมีเวลาให้ซักถาม แลกเปล่ียน เรื่องท่ีน่าคิดว่าประเทศไทยจะใช้บทเรียนจากหวู่ฮั่น
ความคิดเห็นคร่ึงช่ัวโมง ซ่ึงบางครั้งเมื่อเกิดข้อสงสัยแล้ว มาพฒั นาการศึกษาของไทยอย่างไร ?
นกั เรียนไม่สามารถเข้าใจข้นั ตอนต่อไป
จากความวกิ ฤตขิ องหว่ฮู ่นั ทีต่ ้องเผชิญกับสถานการณ์
การแพร่ระบาดไวรัส Covid - 19 ในขณะนี้จึงเป็น
เอกสารอา้ งองิ
中央电化教育馆 .国家教育资源公共服务平台(版权所有) (2563, 3 มีนาคม). 云上讲堂.
สบื ค้นจาก http://ysjt.eduyun.cn/
教育部. (2563, 2 มนี าคม). 停课不停学怎么回事?停课不停学什么意思 为什么停课不停学.
สืบคน้ จาก http://www.hxnews.com/news/gn/gnxw/202002/03/1856202.shtml
中国教育报. (2563, 2 มนี าคม). “停课不停学”为教育公平提供了新思路.
สบื คน้ จาก http://www.edu.cn/xxh/zt/fk/202003/t20200302_1714482.shtml
中国新闻网. (2563,10 กมุ ภาพนั ธ)์ . 开学了!武汉学校举行网上开学典礼.
สืบคน้ จาก http://www.chinanews.com/sh/shipin/cns/2020/02-10/news847408.shtml
李国君. (2563,28 มกราคม). 武汉春季开学延期 2月10日起开展在线教学.
สบื ค้นจาก http://www.bjnews.com.cn/news/2020/01/28/680811.html
中新网微信公众号. (2563, 16 กุมภาพนั ธ์). 武汉留守记|我们还没上班,孩子们却开学了.
สบื คน้ จาก http://www.chinanews.com/sh/2020/02-16/9092922.shtml
人民网. (2563, 14 กุมภาพันธ์). 武汉线上开学首周 “停课不停学”遇现实问题.
สบื คน้ จาก https://new.qq.com/omn/20200214/20200214A0GJR000.html
连和日报. (2563, 11 กุมภาพนั ธ์). 停课不停学 90万武汉小学生在线上课. สบื คน้ จาก https://eunited.com.my/352001/
蛋蛋赞. (2563, 22 กุมภาพันธ์). 停课不停学的日子,我们应像对待疫情般从容,网课不应被一棒打死.
สืบคน้ จาก https://www.twoeggz.com/info/288088.html
36 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
สก๊ปู พิเศษ ทีมเฉพาะกิจ
OEC Journal
พลกิ ‘ปฏริ ปู ’ กา้ วผา่ น ‘อภวิ ฒั น’์ ประเทศ
การศึกษาไทยไปทางไหน?
• ล้อมถามรอบวง
คิด - ท�ำ - ขับเคล่ือน
เกือบขวบปีแลว้ ในกระบวนการ
ขับเคล่ือนปฏิรูปการศึกษาไทย
ยุค 5G ท่ีมีต้นทาง ‘แนวคิด’
ตกผลึกมาจากคณะกรรมการ
อิสระเพ่ือการปฏิรูปการศึกษา
(กอปศ.) เม่ือกลางปี 2562
ก้าวผ่านมาถึงแผนการปฏิรูป
ประเทศด้านการศึกษา ซ่ึงเป็น
1 ใน 12 แผนปฏิรูปประเทศ
ทีต้องเดินหน้าต่อเน่ืองมาจนถึง
วันน้ี สำ� นกั งานเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา (สกศ.) ไดร้ ับไม้ต่อในฐานะองค์กรขบั เคลอื่ นการปฏริ ปู การศกึ ษา ซง่ึ ทปี่ ระชมุ
สภาการศกึ ษา (กกส.) ทีม่ ี นายณัฏฐพล ทีปสวุ รรณ รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงศกึ ษาธิการ เปน็ ประธาน ได้ส่งสัญญาณ
เร่งเรา้ และสนับสนุน ทุกปัจจยั เพอ่ื ตอ่ ยอดงานนเ้ี ตม็ สูบ!
การเปลี่ยนผา่ นของภูมิทัศนท์ างการเมอื ง เศรษฐกิจ และสังคมในชว่ งปี 2563 ในด้านหนง่ึ ดเู หมอื นช่วยขยายพนื้ ท่ี
การมีส่วนร่วมของพลเมืองในการก�ำหนดนโยบายสาธารณะผ่านกระบวนการทางรัฐสภา แต่ในอีกด้านหน่ึงการเปล่ียน
ผ่านดังกลา่ วกม็ คี วามซับซอ้ น ยอ้ นแยง้ และท้าทายอย่างยิง่ ตอ่ สถานการณก์ ารพัฒนาระบบการศึกษาของชาติ
ทีมเฉพาะกิจ OEC Journal ได้รับเกียรติสัมภาษณ์พิเศษ รองศาสตราจารย์จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ อดีต
กรรมการ กอปศ. และอดีตประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดท�ำร่าง พ.ร.บ.การศึกษา
แห่งชาติ พ.ศ. .... สะท้อนถึงแนวคิดและมุมมองท่ีมีต่อการขับเคล่ือนปฏิรูปการศึกษาท่ียังต้องรุกต่อไปข้างหน้าและ
หยดุ ไมไ่ ด้
รองศาสตราจารย์จิรุตม์ มองว่า กลไกท่ีหวังใช้ขับเคลื่อนงานปฏิรูปการศึกษา
ท่ีมีประสิทธิภาพน้ันคือ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. .... ซ่ึงยังอยู่ระหว่าง
การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาขณะน้ีเพื่อใช้แทนฉบับปัจจุบันและ
เป็นกฎหมายแม่บทด้านการศึกษา ท่ีมีสาระส�ำคัญคือ การสร้างระบบนิเวศ
ทางการศึกษาที่เหมาะสมกับระบบการศึกษา ระดับการศึกษา ประเภทและ
ลักษณะของสถานศกึ ษาน้นั ๆ
หัวใจส�ำคัญของคุณภาพการศึกษาเร่ิมต้นที่สถานศึกษา คือ โรงเรียน
และสร้างการเปล่ียนแปลงไม่ใช่แค่ที่ห้องเรียน แต่หมายรวมถึงการปรับปรุง
หลักสูตร การเรียนการสอน จิตวิญญาณความเป็นครู น�้ำใจและการคิดถึง
ผู้เรียนเป็นส�ำคัญ จะเป็นสิ่งท่ีช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาดีข้ึน
มีการก�ำหนดแนวทางสร้างกลไกสนับสนุนโรงเรียนในการระดมงบประมาณ
และทรัพยากรด้านตา่ ง ๆ เข้ามาช่วยพัฒนาเดก็ หรอื ผูเ้ รยี นท่มี ีประสทิ ธภิ าพ
OEC 37
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ท้ังหมดเพื่อพยายามบรรลุเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาไทย ท่ีมีการบัญญัติไว้ 4 ประการ 1.คุณภาพของ
การศึกษาทุกระดับได้มาตรฐานสากลและทันสมัย 2.ลดความเหล่ือมล�้ำทางการศึกษา คงมีความหลากหลาย
ในโอกาสท่ีทุกคนสามารถเช่ียวชาญได้ตามความถนัดและความประสงค์ของตน 3.การศึกษาของไทย
สามารถแข่งขันได้ในโลกและเป็นพลังขับเคล่ือนความสามารถในการแข่งขันของชาติ และ 4.ระบบการบริหาร
จดั การการศกึ ษามปี ระสทิ ธภิ าพประสทิ ธผิ ล ผลิตภาพ และธรรมาภบิ าล
Game changer พลิกอนาคต
แม้จะเป็นเร่ืองท�ำได้ยากแต่ รองศาสตราจารย์จิรุตม์ ยืนยันว่าต้องอาศัยความตั้งใจและความมุ่งม่ันเป็น
จุดเร่ิมต้น จากน้ันจึงพัฒนารูปแบบและวิธีการที่มีหลากหลายในการปฏิรูปการศึกษาร่วมกัน และไม่ใช่แค่ค�ำพูด
ท่ีสวยหรูเท่านั้น เพราะการบริหารระบบการศึกษานั้นมีความหลากหลาย และยุ่งยากกว่าการบริหารความเหมือน
จงึ เป็นสง่ิ ทา้ ทายท้ังครู ผเู้ รยี น และบริบทเชิงพื้นท่ี ส�ำหรับการพัฒนาการศึกษาของชาติ
ขอ้ เสนอเพอ่ื การปฏริ ปู การศกึ ษาทแ่ี ปลงสกู่ ารปฏบิ ตั แิ ลว้ นอกจากร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่แล้ว
ยังมี พ.ร.บ.ระดับรองที่ได้รับพระราชโองการประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้วคือ พ.ร.บ.กองทุนเพ่ือความเสมอภาค
ทางการศึกษา พ.ศ. 2561 พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
พ.ศ. 2562 นำ� ส่กู ารปรบั เปล่ียนและบุกเบกิ การปฏริ ูปในสว่ นท่ีเปน็ ไปได้อย่างเรง่ ด่วนแล้วส่วนหนงึ่
“การพัฒนาคุณภาพในอนาคตต้องเปิดกว้างกว่าเดิมมีความหลากหลาย ประเทศไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลงให้ได้
ถึงจะไม่รวดเร็ว และตอ้ งใชเ้ วลานานพอสมควรแตก่ ต็ อ้ งทะลทุ ะลวงไปใหไ้ ด”้ รองศาสตราจารยจ์ ริ ตุ ม์ กลา่ ว
อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างของการศึกษาในอดีตมีความแตกต่างกับอนาคตโดยสิ้นเชิง แนวคิดด้ังเดิมครู
คอื ผใู้ หค้ วามร้นู กั เรยี น แตอ่ นาคตครูและนักเรียนตอ้ งชว่ ยกันเรยี นรู้ ขณะทีน่ ักเรยี นอาจมคี วามรูม้ ากกวา่ ครูเสียแลว้
ดงั นนั้ การสอนนกั เรยี นวา่ “คำ� ตอบทถี่ กู คอื อะไร” อาจไมม่ คี ำ� ตอบ ไมม่ ใี ครรอู้ กี ตอ่ ไปเพราะทงั้ ครแู ละนกั เรยี นตอ้ งเรยี นรู้
ไปพร้อมกนั และเป็นการเรยี นรูท้ เี่ กดิ ขึน้ ในโลกแห่งความเป็นจรงิ มากกว่าในหอ้ งเรียนที่ตอ้ งเรียนรู้เพอื่ แก้ไขปญั หาของ
อนาคตไปดว้ ยกนั
อดีตกรรมการ กอปศ. ท่านนี้กล่าวย้�ำต้องเปลี่ยนความคิดพื้นฐานของเรา เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ
พลิกสถานการณ์ หรือที่เรียกว่า Game changer หากทุกภาคส่วนของสังคมต่ืนขึ้นและตระหนักรู้ปัญหาและร่วมกัน
แกไ้ ข พรอ้ มยึดประโยชนส์ ว่ นรวมเปน็ ทตี่ ง้ั
ถา้ ปรบั ได้แลว้ Mission Impossible การปฏริ ูปการศกึ ษาอาจไม่ใช่เรื่องตอ้ งกงั กวลอกี ตอ่ ไป!
1 - 2 - 6 - 7 รหัสเดินหน้าสกศ.
ประเทศไทยเคยเร่งปฏิรูปการศึกษามาแล้วเม่ือปี 2542 น�ำสู่การเปลี่ยนแปลงในหลายประเด็นมีความก้าวหน้า
ไปมากแต่หลายอย่างท่ีตั้งใจไว้ก็ยังท�ำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ไม่ได้ ต้องยอมรับว่าการปฏิรูปยังไม่ส�ำเร็จ การสอนที่เน้น
ท่องจ�ำเน้ือหาเป็นหลัก (content - based) ในยุคก่อนใช้ไม่ได้อีกต่อไปในศตวรรษท่ี 21 เป็นกระบวนการเรียนรู้
ที่มุ่งเน้นที่การพัฒนาคุณสมบัติของบุคคลในระยะยาว ซ่ึงมักเป็นสิ่งท่ีจ�ำเป็นต่องานในอนาคต (Competency -
Based Learning) กลายเป็นการแข่งขันวิเคราะห์ข้อมูลน�ำไปใช้ประโยชน์มากกว่า ดังน้ันทักษะส�ำคัญ เช่น การคดิ
วเิ คราะหก์ ารแกป้ ญั หาซบั ซอ้ นจงึ จำ� เปน็ อยา่ งยง่ิ และเปลยี่ นระบบการจดั การเรยี นรใู้ นหอ้ งเรยี นไปอยา่ งสนิ้ เชงิ
สกศ. คือ องค์กรน�ำขับเคล่ือนการปฏิฺรูปการศึกษายุค Digital disruption ภายใต้ร่มเงาคิดของนักสร้างความ
เปลย่ี นแปลง ดร.สภุ ัทร จ�ำปาทอง เลขาธิการสภาการศกึ ษา ท่ีมองว่าในการปฏริ ปู ใหเ้ กิดความส�ำเร็จน้นั จ�ำเปน็ ต้อง
วางเป้าหมายท่ีเป็นไปได้ และจัดล�ำดับความส�ำคัญก่อนหลังทั้งในด้านความร้ายแรงของปัญหาที่ต้องรีบแก้ไขกับด้าน
ความยากงา่ ยของการปรบั แกซ้ ่ึงมหี ลายปญั หาทีต่ ้องใช้เวลาจงึ คล่ีคลายปญั หาได ้
หากจะกล่าวว่า สกศ. พยายามจะก้าวพ้นจากการปฏิรูป (Reform) มาสู่การอภิวัฒน์ (Revolution)
ด้านการศึกษาของชาติ ท่ีมีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลงเพ่ือความงอกงามของสังคมไทยโดยวางแผน
อย่างรอบคอบและท�ำอย่างเร่งด่วนคงไม่ผิดนักส�ำหรับการมุ่งเน้นตอบโจทย์การปฏิรูปประเทศเพื่อสนับสนุน
การบรรลตุ ามยทุ ธศาสตรช์ าติ 20 ปี และนโยบายรฐั บาลทงั้ ในสว่ นนโยบายหลกั ดา้ นการปฏริ ปู กระบวนการเรยี นรู้
และการพฒั นาศักยภาพของคนไทยทุกชว่ งวยั และนโยบายเร่งด่วนการเตรยี มคนไทยสูศ่ ตวรรษที่ 21
38 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ดร.สุภัทร จ�ำปาทอง กล่าวว่า ภารกิจส�ำคัญ สกศ. ในปี 2563 ได้ยึดคัมภีร์การปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา
เป็นธงน�ำส�ำคัญย่ิงภายใต้ส�ำนักและกลุ่มงานต่าง ๆ จึงมีการปรับแผนงานให้มีความเช่ือมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ
20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) เพ่ือขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา และสอดคล้องกับจุดเน้นนโยบายของ
กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปี 2563 - 2564 ท่ีมีเป้าหมายพัฒนาระบบการจัดการศึกษาท่ีมีประสิทธิภาพ
ประสทิ ธิผลและมคี ุณภาพการศึกษาในทุกระดับการศึกษา
โดย สกศ. รับผิดชอบขับเคลื่อนงาน 4 ใน 7 เรื่องหลักของการปฏิรูป
ประเทศด้านการศึกษา ประกอบด้วยวาระ 1.การปฏิรูประบบการศึกษา
และการเรียนรู้โดยรวมของประเทศ โดย พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ
ฉบับใหม่ และกฎหมายล�ำดับรอง 2.การปฏิรูปการพัฒนาเด็กเล็ก
และเด็กก่อนวัยเรียน 6.การปรับโครงสร้างของหน่วยงานในระบบ
การศึกษา เพ่ือบรรลุเป้าหมายในการปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน
และยกระดับคุณภาพของการจัดการศึกษา และ 7.การปฏิรูปการศึกษา
และการเรียนรู้โดยการพลิกโฉมด้วยระบบดิจิทัล ซ่ึงต้องพยายามสร้าง
ใหเ้ กิดผลกระทบในวงกว้างตอ่ สังคมอยา่ งเปน็ รปู ธรรม
ขณะที่วาระ 3.การปฏิรูปเพื่อลดความเหล่ือมล�้ำทางการศึกษา
4.การปฏิรูปกลไกและระบบการผลิตคัดกรอง และพัฒนาผู้ประกอบ
วิชาชีพ และ 5.การปฏิรูปการจัดการเรียนการสอน เพ่ือตอบสนอง
การเปล่ียนแปลงในศตวรรษท่ี 21 นั้น องค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการได้รับผิดชอบขับเคล่ือนงานอย่างต่อเนื่อง
อยแู่ ล้ว
เม่ือสังเคราะห์ถึงปัญหาการศึกษาไทย ภาพท่ีเห็นคือการด้อยประสิทธิภาพประสิทธิผลของระบบการจัด
การการศึกษาที่ต้องได้รับการแก้ไขทั้งระบบ และถือเป็นงานยากที่ไม่ใช่แค่ สกศ. จะท�ำได้โดยล�ำพัง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาท่ีหนักที่สุดคือสังคมไทยและผู้ท่ีรับผิดชอบท่ีเก่ียวข้องกับการศึกษายังไม่ตระหนักเพียงพอ
ถงึ ความรุนแรงของสภาพปญั หา
ส่ิงท่ีควรกังวลขณะน้ีคือ อีก 5 ปี หรือ 10 ปีข้างหน้า หากมองย้อนกลับมาแล้ว การปฏิรูปการศึกษาไม่ส�ำเร็จ
ประเทศไทยจะเป็นอย่างไร สิ่งนี้คือปัญหาใหญ่มากกว่าอย่างอ่ืนโดยที่การเปลี่ยนแปลงของโลกเกิดขึ้นรวดเร็ว
การปฏิรูปการศึกษาต้องขับเคล่ือนด้วยอัตราเร่งสูงเป็นพิเศษ จึงสามารถก้าวทันประเทศอื่น ๆ ได้ บางประเด็น
ต้องท�ำเปน็ การเร่งดว่ นที่จะทำ� ให้ส�ำเร็จไดโ้ ดยเร็ว บางประเด็นต้องเสรจ็ ได้ในเวลา 3 - 5 ปี
“คำ� วา่ ปฏริ ปู การศกึ ษาไมใ่ ชส่ งิ่ ทยี่ ำ่� แยอ่ ะไรนกั แตผ่ มเหน็ ถงึ การกา้ วไปสสู่ งิ่ ทด่ี กี วา่ ” เลขาธกิ ารสภาการศกึ ษา กลา่ ว
พลิกปฏิรูปกลับหัว ‘เรมิ่ ที่ตัวคน’
ณ ห้วงเวลาหนึ่ง นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา เคยท�ำหน้าที่
กรรมการ กอปศ. อย่างเข้มข้น กระท่ังวันนี้ก้าวเข้ามาด�ำรงต�ำแหน่ง
สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ท่านผู้นี้ก็ยังคงเฝ้ามอง ให้ก�ำลังใจ และช่วยติดตาม
งานปฏิรูปการศึกษาของชาติอย่างใกล้ชิด ในฐานะรองประธาน
คณะกรรมาธิการการศึกษา (กมธ.) วุฒิสภา คนที่ 2 และประธาน
อนุกรรมการพิจารณาศึกษา ติดตามเสนอแนะและเร่งรัดการปฏิรูป
ประเทศ และการจัดท�ำและด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการศึกษา
ด้วยเพราะเคยเป็น “คนวงใน” การศึกษามาก่อนจึงถือเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ
แถวหน้าของประเทศทีค่ รบเคร่อื งท้ังบู๊และบุ๋น
อดีตแม่พิมพ์ของชาติผู้ส�ำเร็จครุศาสตรมหาบัณฑิต จุฬา ฯ หน่ึงใน
26 ส.ว. ทเี่ ปน็ สุภาพสตรใี นจำ� นวน ส.ว. ทั้งหมด 250 คน ได้สังเคราะห์สภาพการศกึ ษาไทยอยา่ งถงึ แก่นว่า การปฏิรูป
การศกึ ษาทผ่ี ่านมาสร้างการเปลยี่ นแปลงมากมาย ทง้ั หลกั สูตร กฎระเบยี บ รวมถงึ นโยบายใหมท่ ่มี าพรอ้ มกบั รมว.ศธ.
แต่ละคนมกั ม่งุ เปา้ หมายใหค้ รแู ละโรงเรยี นจ�ำนวนมากหรอื ในวงกว้างต้องปรับตวั จากเดมิ มาก
OEC 39
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
อาจารย์กอบกุล เล่าถึงภารกิจคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษา ติดตาม เสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศ
และการจัดท�ำและด�ำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติด้านการศึกษาว่า ท�ำหน้าที่ติดตามการด�ำเนินงานตาม พ.ร.บ. ท่ีได้
ประกาศใช้ไปแลว้ ทงั้ 3 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.บ.กองทุนเพอื่ ความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 พ.ร.บ.การพัฒนา
เด็กปฐมวยั พ.ศ. 2562 และ พ.ร.บ.พนื้ ท่ีนวตั กรรมการศึกษา พ.ศ. 2562
“เราจะติดตามดูการท�ำหน้าท่ีของหน่วยงานจัดการศึกษาถึงการน�ำไปสู่การปฏิบัติว่ามีข้อขัดข้องหรือไม่ อย่างไร
และจะเร่งรัดให้มีการด�ำเนินการตามกฎหมายดังกล่าว หากพบประเด็นจากการติดตาม เร่งรัด จะเสนอแนะไปยัง
คณะรฐั มนตรีเพื่อขบั เคล่อื นงานให้เกิดความต่อเน่อื ง” อาจารย์กอบกลุ กล่าวยำ�้
เมื่อมองตามหลักทฤษฎีเชิงโครงสร้างแล้ว หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าการปฏิรูปการศึกษาต้องเร่ิมที่ระบบก่อนตั้งต้น
ที่ส่วนบนท่ีสุดคือระดับเหนือกระทรวงขึ้นไป เพราะการศึกษามีการด�ำเนินงานในหลายกระทรวง ความจ�ำเป็นต้องมี
เอกภาพของระบบโดยมแี ผนการศึกษาแหง่ ชาติเป็นแผนกลาง
พร้อมไปกับการบูรณาการกันข้ามกระทรวงและระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ภายในกระทรวงท่ีเกี่ยวข้อง ครอบคลุม
ถึงกรอบการจัดสรรงบประมาณของรัฐให้ตรงตามแผน โดยต้องสามารถปรับแผนให้ทันการเปลี่ยนแปลงในโลก
ตลอดจนมกี ารขบั เคลื่อนการปฏริ ูปใหเ้ กดิ พลงั ในทศิ ทางเดียวกนั
เป้าหมายการปฏิรูปโดยใช้ “โรงเรียน” เป็นศูนย์กลางการปฏิรูป เนื่องจากสถานศึกษาหรือโรงเรียนนั้นเป็น
หน่วยผลิตหลักของระบบการศึกษาที่เป็นจุดก�ำหนด คุณภาพของผลสัมฤทธิ์ หากจะกล่าวว่าการปรับเปลี่ยนจาก
ด้านล่างแบบ Disruptive technology พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่ จึงมีบทบัญญัติหลายประการท่ีจะปฏิรูปโรงเรียน
ให้สามารถบรรลุวตั ถุประสงค์ได้
ขณะที่บริบทการขับเคล่ือนการปฏิรูปก็ยังติดขัดอุปสรรคในหลายมิติ อุปสรรคปัญหาส�ำคัญที่สุดประการหน่ึง
ที่ขัดขวางการปฏิรูปการศึกษาตลอดมาคือความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย นับตั้งแต่ปี 2543 ที่มีการปรับโครงสร้าง
ศธ. และทบวงมหาวิทยาลัยมาเป็น 5 องค์กรหลักของ ศธ.น้ันปรากฏว่ามีการเปล่ียน รมว.ศธ. มาแล้วร่วม 20 คน
การด�ำเนินนโนบายการศึกษาชาติท่ีผ่านมาจึงขาดเอกภาพและความต่อเนื่อง ภาพสะท้อนคุณภาพการศึกษาไทยจึงยัง
ไม่อาจแข่งขันได้ในเวทโี ลก
“นกั การศึกษาต้องมองโลกกวา้ งกวา่ แคก่ ารเรียน ต้องมองโลกในหลายมติ ทิ ่มี ีความแตกต่างหลากหลาย การปฏริ ปู
แทจ้ รงิ ตอ้ งทำ� ไดจ้ รงิ ไมใ่ ชแ่ คใ่ นกระดาษ เรมิ่ ตน้ ทก่ี ารปฏริ ปู คนจงึ สรา้ งการเปลย่ี นแปลงได”้ ส.ว.วยั 67 ปี ขยายมมุ มอง
ด้วยว่า การปฏิรูปท่ีโครงสร้างอาจเป็นเรื่องจ๊ิบจ๊อย หากเราเริ่มปฏิรูปท่ีตัวตนและตัวคนจากฐานรากย้อนศรขึ้นมาสู่
ระบบโครงสรา้ งอาจเกิดประสทิ ธิภาพทดี่ กี วา่ และสรา้ งผลกระทบต่อสังคมประเทศชาติอย่างกว้างขวางมากกวา่
การเพ่ิมบทบาทภาคประชาสงั คมเพอ่ื การศึกษาและลดอ�ำนาจบทบาท ศธ. ให้เลก็ ลง โดยใช้แนวรว่ มปฏิรปู กลับหวั
หรือ Upside down จากฐานรากย้อนสูย่ อดแหง่ อำ� นาจ ยกบทบาทครู อาจารย์ พ่อแม่ ผูป้ กครอง ผ้นู �ำชุมชน ปัญญา
ชน นักวิชาการ ผู้ประกอบการ เข้ามาจัดการศึกษาอย่างหลากหลายและแข่งขันในเชิงคุณภาพการศึกษาจึงเป็น
ทางเลือกทต่ี อ้ งขบั เคลอ่ื นแบบค่ขู นานกันไปกบั การปฏิรปู ประเทศดา้ นการศกึ ษารอบน้ี
ท้ังหมดคือทัศนะหลากมิติหลายมุมมองจากท้ังผู้แทน
นักคิด ผู้สร้างความเปล่ียนแปลง และผู้ติดตามขับเคล่ือน พลวตั นโยบายการศึกษาชาติ
การปฏิรูปการศึกษา หากขยายภาพโฟกัส Disruption เปลย่ี นผ่านอำ� นาจ ปรบั ผู้น�ำ แปลงประเทศ
วงการศึกษาน้ันก็ไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างระบบใหม่และ
ระบบเก่าที่มีทั้งผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้ ทว่า เกิดจาก • 86 ปี หลงั ต้ังแต่งรฐั มนตรวี า่ การ
ความร่วมมือของผู้เล่นใหม่และผู้เล่นเก่าจากทั้งภาครัฐ
กระทรวงศึกษาธกิ ารคนแรก พ.ศ. 2475
ภาคธรุ กจิ และภาคประชาสงั คม • 53 รฐั มนตรวี า่ การ
ด้วยความต้ังใจและทัศนคติใหม่คือความหวังจะท�ำให้
เกิดระบบการศึกษาใหม่บนฐานคิดใหม่ท่ีคนไทยทุกคน กระทรวงศึกษาธกิ าร 61 คณะรฐั มนตรี
ไดร้ บั ประโยชนส์ งู สดุ มากกวา่ อยา่ งอนื่ . • 20 ปี เปลย่ี นรฐั มนตรวี า่ การ
กระทรวงศึกษาธกิ ารมาแลว้ 21 คน
ทมี่ า : รายงานพนั ธกจิ ปฏริ ปู การศกึ ษาไทย
40 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
การปฏริ ปู การพัฒนา จนั ทิมา ศุภรพงศ์
สมพร พรวกิ ลุ รตั นา
เด็กเล็กและ พิกลุ กันทะวงั
เด็กก่อนวัยเรยี น สำ� นกั นโยบายการพฒั นาเดก็ ปฐมวยั
แ ผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา มีสาระที่เก่ียวข้องกับการพัฒนา
เด็กปฐมวัยท่ีหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องต้องด�ำเนินการ คือ เร่ืองที่ 2 : การปฏิรูป
การพัฒนาเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยเรียน มีประเด็นปฏิรูป 2 ประเด็น ได้แก่
1) การพัฒนาระบบการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้ เพ่ือให้เด็กปฐมวัยได้รับ
การพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย และ
2) การส่อื สารสังคมเพ่อื สรา้ งความเขา้ ใจในการพัฒนาเดก็ ปฐมวยั
โดยมีเป้าหมายรวม คือ 1) เด็กปฐมวัย ท้ังเด็กกลุ่มทั่วไป และกลุ่มที่มี
ความต้องการจ�ำเป็นพิเศษ สามารถเข้าถึง และได้รับการดูแลและการศึกษา
ระดับปฐมวัยอย่างเหมาะสม มีคุณภาพ ทั่วถึงและเท่าเทียมกันรวมถึงมีระบบ
คัดเลือกเด็กเข้าเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 และการจัดการเรียนรู้
ท่ีเหมาะสมกับช่วงวัยมีระบบฐานข้อมูลท่ีเอ้ือต่อการดูแลท่ีเช่ือมโยงกันได้
ระหว่างหน่วยงานและมีการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องมีกลไกขับเคล่ือนและบูรณาการการท�ำงานระหว่าง
กระทรวงและหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องให้สอดคล้องเป็นเอกภาพ และ 2) พ่อ แม่ ผู้ปกครองและบุคลากร
ท่ีเก่ียวข้องปรับเปลี่ยนกรอบคิด (Mindset) เกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจท่ีถูกต้องในการเตรียมความพร้อม
ก่อนการตั้งครรภ์ การเล้ียงดู ดูแล และพัฒนาเด็กปฐมวัย
ดังนั้นเพ่ือยกระดับความส�ำคัญของการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้อยู่ในล�ำดับต้นของวาระแห่งชาติ และเพ่ือให้
เด็กปฐมวัยทุกคนในประเทศได้รับการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพตามหลักวิชาการ ท่ีกล่าวว่า
ช่วงปฐมวัย (ตั้งแต่ปฏิสนธิ – 6 ปี) เป็นช่วงวัยท่ีมีความส�ำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นวัยที่สมองพัฒนาสูงสุดและ
การเรียนรู้เป็นไปอย่างรวดเร็วท่ีสุด อีกทั้งการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยรอบด้านอย่างเหมาะสมจะเป็นรากฐาน
ของทุนมนุษย์ท่ีส�ำคัญต่อคุณภาพชีวิตของเด็กไปจนตลอดชีวิต การพัฒนาเด็กปฐมวัยจึงเป็นการลงทุนท่ีคุ้มค่า
ลดความเหลื่อมล�้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม อีกทั้งจะท�ำให้การด�ำเนินงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย
มีความตอ่ เนอื่ ง ท่ัวถงึ และเทา่ เทียม โดยใหม้ รี ะบบการพัฒนาเด็กปฐมวยั ทีส่ รา้ งการมสี ว่ นรว่ มบรู ณาการทกุ ภาคสว่ น
ท่ีเก่ียวข้อง ต้ังแต่ระดับชาติ ภูมิภาค ท้องถิ่น ชุมชน จนถึงครอบครัว ให้มีกระบวนการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มี
ความหลากหลาย แต่เป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล จึงได้มีการตรา “พระราชบัญญัติการพัฒนา
เด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562” ข้ึน เพราะเชื่อว่าการมีกฎหมายว่าด้วยการพัฒนาเด็กปฐมวัย จะเป็นหลักประกันให้
เดก็ ปฐมวัยทอี่ ย่ใู นช่วงวยั สำ� คัญได้รบั การอบรมเลีย้ งดู พัฒนา ใหก้ ารศกึ ษา และไดร้ ับการปกป้องเปน็ พเิ ศษ
■ พระราชบญั ญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562
ตามพระราชบญั ญัตกิ ารพัฒนาเดก็ ปฐมวัย พ.ศ. 2562 ไดก้ ำ� หนดให้ (มาตรา 3)
“เด็กปฐมวัย” หมายความว่า เด็กซึ่งมีอายุต่�ำกว่าหกปีบริบูรณ์ และให้หมายความรวมถึงเด็กซ่ึงต้องได้รับ
การพฒั นากอ่ นเขา้ รับการศกึ ษาในระดับประถมศกึ ษา
OEC 41
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
“การพัฒนาเด็กปฐมวัย” หมายความว่า การดูแล การพัฒนา และการจัดการเรียนรู้ส�ำหรับเด็กปฐมวัย
หญงิ ตัง้ ครรภ์ หรือผดู้ ูแลเด็กปฐมวัย
การพัฒนาเดก็ ปฐมวยั ตามพระราชบัญญัตนิ ้ี มีวตั ถปุ ระสงค์ (มาตรา 5) ดังต่อไปนี้
(1) ให้มารดาได้รับการดแู ลในระหว่างต้ังครรภ์เพือ่ ใหบ้ ุตรท่อี ยูใ่ นครรภม์ สี ุขภาวะและพฒั นาการท่ีดี
(2) ให้เด็กปฐมวยั อยูร่ อดปลอดภยั และได้รับความค้มุ ครองให้พน้ จากการลว่ งละเมิดไม่วา่ ทางใด
(3) ให้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการท่ีดีรอบด้านทั้งทางร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
ให้สมกับวัย เพื่อให้เกิดทักษะพ้ืนฐานในการเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิต สามารถเรียนรู้อย่างสอดคล้องกับ
หลกั การพัฒนาศักยภาพของแตล่ ะบุคคลและความตอ้ งการจ�ำเปน็ พิเศษ
(4) สร้างคุณลักษณะให้เด็กปฐมวัยมีอุปนิสัยใฝ่ดี มีคุณธรรม มีวินัย ใฝ่รู้ มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถ
ซมึ ซับสนุ ทรียะและวฒั นธรรมทหี่ ลากหลายได้
(5) บ่มเพาะเจตคติของเด็กปฐมวัยให้เคารพคุณค่าของบุคคลอื่น มีจิตวิญญาณของการอยู่ร่วมกันในสังคม
อย่างเสมอภาค และมีจิตสำ� นกึ ในความเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก
โดยให้หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่เก่ียวข้อง มีภารกิจ
ร่วมกันด�ำเนินการเพ่ือให้มีการพัฒนาเด็กปฐมวัย และด�ำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติที่ดีเก่ียวกับ
การพัฒนาเด็กปฐมวัยตามที่คณะกรรมการก�ำหนด รวมท้ังส่งเสริมให้ผู้ดูแลเด็กปฐมวัยจัดให้เด็กปฐมวัยซึ่งอยู่ใน
ความดูแลได้รับการพัฒนาตามมาตรฐานและแนวปฏิบัติท่ีดีเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัยดังกล่าว (มาตรา 6) ทั้งน้ี
บิดา มารดา และผู้ปกครองมีหน้าที่จัดให้เด็กปฐมวัยซึ่งอยู่ในความดูแลได้รับการพัฒนาตามแนวปฏิบัติที่ดีเกี่ยวกับ
การพัฒนาเด็กปฐมวัย (มาตรา 7) และท่ีส�ำคัญการจัดการเรียนรู้ของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยต้องเป็นไปเพ่ือเตรียม
ความพรอ้ มของเด็กปฐมวยั แต่ตอ้ งไมเ่ ป็นการจดั การเรยี นรทู้ ่ีม่งุ เน้นการสอบแขง่ ขันระหว่างเด็กปฐมวยั (มาตรา 8)
ตามพระราชบญั ญัตนิ กี้ ำ� หนดใหม้ คี ณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเดก็ ปฐมวยั (มาตรา 9) ประกอบดว้ ย
(1) นายกรฐั มนตรหี รือรองนายกรฐั มนตรีซง่ึ นายกรัฐมนตรมี อบหมาย เป็นประธานกรรมการ
(2) กรรมการโดยต�ำแหน่ง ได้แก่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทย นายกสมาคมองค์การบริหาร
ส่วนจงั หวัดแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำ� บลแห่งประเทศไทย
(3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ จ�ำนวนแปดคน ซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งต้ังจากผู้มีความรู้ความเช่ียวชาญด้านการ
พัฒนาเด็กปฐมวัย ด้านการศึกษา ด้านการศึกษาพิเศษ ด้านการสาธารณสุข ด้านสังคมสงเคราะห์ และด้านส่ือสาร
มวลชน ด้านละหน่งึ คน และดา้ นการบรหิ ารสถานพัฒนาเด็กปฐมวยั จำ� นวนสองคน ซึ่งมาจากสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
ภาครัฐหน่ึงคนและภาคเอกชนหนง่ึ คน
ให้เลขาธิการสภาการศึกษาเป็นกรรมการและเลขานกุ าร และให้แตง่ ตั้งข้าราชการหรือเจ้าหน้าท่ีของส�ำนักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษาจำ� นวนไมเ่ กินสองคนเปน็ ผูช้ ่วยเลขานกุ าร
คณะกรรมการมหี นา้ ที่และอ�ำนาจ (มาตรา 14) ดังต่อไปนี้
(1) จัดท�ำนโยบายระดับชาติด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย ซ่ึงต้องสอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการศึกษา
แห่งชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ และแผนการปฏิรูปประเทศ และให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาเด็กปฐมวัย เสนอต่อ
คณะรฐั มนตรเี พอ่ื พิจารณาใหค้ วามเหน็ ชอบ เพื่อใหห้ น่วยงานและบคุ ลากรท่ีเกย่ี วข้องกบั เด็กปฐมวยั ไดน้ �ำไปปฏิบตั ิ
(2) อนุมัติแผนงบประมาณและแผนการด�ำเนินงานประจ�ำปีแบบบูรณาการของหน่วยงานของรัฐและองค์กร
ปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ ท่ีเก่ียวข้องกบั การพัฒนาเด็กปฐมวัย
(3) เสนอแนะและให้ค�ำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีในการพัฒนาเด็กปฐมวัยและการจัดการศึกษาของเด็ก
ปฐมวยั ตงั้ แตร่ ะดับอนุบาลจนถึงระดบั ประถมศกึ ษาให้เช่อื มโยงกบั พฒั นาการของเด็กปฐมวยั
42 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
(4) เสนอให้มีหรือแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่จ�ำเป็นเพ่ือด�ำเนินการตามนโยบายระดับชาติด้านการพัฒนา
เด็กปฐมวยั และแผนพัฒนาเดก็ ปฐมวยั
(5) บูรณาการการพัฒนาเด็กปฐมวัยของหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ภาคเอกชน และ
ภาคประชาสังคม ให้เปน็ ไปตามนโยบายระดับชาตดิ า้ นการพัฒนาเด็กปฐมวัยและแผนพัฒนาเดก็ ปฐมวยั
(6) ก�ำหนดมาตรฐานและแนวปฏบิ ตั ทิ ่ีดีเกย่ี วกับการพฒั นาเด็กปฐมวยั
(7) ก�ำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับเด็กปฐมวัยเข้าศึกษาในระดับอนุบาลและระดับประถมศึกษา เพ่ือมิให้
มีผลกระทบตอ่ พฒั นาการของเด็กปฐมวัย
(8) กำ� หนดสมรรถนะและตวั ช้ีวดั การพัฒนาเด็กปฐมวยั
(9) ติดตามและส่งเสริมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องด�ำเนินการจัดเก็บข้อมูลสารสนเทศของเด็กปฐมวัยอย่าง
เปน็ ระบบ
(10) ส่งเสรมิ ใหม้ ีการศกึ ษาวจิ ยั และการสรา้ งนวตั กรรมทเ่ี กี่ยวกับการพัฒนาเดก็ ปฐมวัย
(11) ส่งเสริมให้ผู้ดูแลเด็กปฐมวัยและครูอาจารย์สามารถดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างมีคุณภาพ
ตามหลกั การและปรชั ญาของการพฒั นาเดก็ ปฐมวยั
(12) ประสานงานและให้ข้อมูลแก่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยกองทุน
เพ่ือความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อพิจารณาให้ความช่วยเหลือเด็กปฐมวัยซ่ึงขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาส
ได้รบั การพัฒนาทางรา่ งกาย จติ ใจ วนิ ัย อารมณ์ สงั คม และสตปิ ญั ญาให้สมกับวัย
(13) ปฏิบัติหน้าท่ีอื่นตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นก�ำหนดให้เป็นหน้าท่ีหรืออ�ำนาจของ
คณะกรรมการ หรือตามท่คี ณะรัฐมนตรีมอบหมาย
ตามพระราชบัญญัติน้ีมอบหมายให้ส�ำนักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษาท�ำหน้าท่ีเป็นส�ำนักงาน
เลขานุการของคณะกรรมการ รับผิดชอบ
งานธุรการ งานประชุม งานวิชาการ การศึกษา
ข้อมูลและกิจการต่าง ๆ ที่เก่ียวกับงานของ
คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการ และมีหน้าที่
และอำ� นาจ ดังต่อไปน้ี
(1) รวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการจัดท�ำ
นโยบายระดับชาติด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยและ
แผนพัฒนาเดก็ ปฐมวยั
(2) วิเคราะห์และเสนอแนะมาตรการเพื่อ
ผลักดันและสนับสนุนการน�ำนโยบายระดับชาติ
ด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยและแผนพัฒนาเด็กปฐมวัยไปสู่การปฏิบัติ ตลอดจนพิจารณาเสนอแนะแนวทางและวิธีการ
แกไ้ ขปญั หาและอุปสรรคของการดำ� เนินการตอ่ คณะกรรมการ
(3) จัดท�ำและพัฒนากลไกและระบบการประสานงานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัย เพื่อสร้างประสิทธิภาพ
การบริหารจัดการ ตลอดจนร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ภาคเอกชน
และภาคประชาสังคมท่ีเก่ียวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในการปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น
ท่ีเก่ยี วข้อง
(4) สง่ เสรมิ และสนบั สนุนการสร้างเครอื ข่ายในระดับจงั หวดั และระดับอำ� เภอเพอ่ื การพัฒนาเด็กปฐมวยั
(5) ให้ค�ำแนะน�ำแก่หน่วยงานของรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
ซง่ึ มหี น้าที่ดำ� เนนิ การตามภารกจิ ทีก่ �ำหนดไวใ้ นแผนพัฒนาเดก็ ปฐมวัย
OEC 43
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
(6) เสนอแนะแนวทางการจดั สรรและแสวงหาทรพั ยากรเพอ่ื สง่ เสรมิ สนบั สนนุ และพฒั นาเดก็ ปฐมวยั ใหเ้ ปน็ ไป
อย่างมีประสิทธภิ าพต่อคณะกรรมการ
(7) จดั ให้มกี ารศึกษาวจิ ยั และการสร้างนวตั กรรมท่เี กีย่ วกบั การพฒั นาเดก็ ปฐมวัย
(8) ส�ำรวจและเก็บรวบรวมข้อมูลเด็กปฐมวัยเพ่ือจัดท�ำฐานข้อมูล รวมทั้งติดตามสถานการณ์เก่ียวกับ
เดก็ ปฐมวยั และเผยแพรข่ ้อมูลและสถิติเก่ียวกับเด็กปฐมวัย
(9) จัดท�ำการประเมินผลการปฏิบัติงานตามนโยบายระดับชาติด้านการพัฒนา เด็กปฐมวัยและแผนพัฒนา
เด็กปฐมวัยเพ่ือเพิ่มประสิทธิภาพในการด�ำเนินงาน เสนอต่อคณะกรรมการ และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพ่ือทราบ
อย่างนอ้ ยปลี ะหนึ่งครัง้
(10) ปฏิบัตกิ ารอืน่ ตามท่ีคณะกรรมการหรอื คณะอนุกรรมการมอบหมาย
เลขาธกิ ารสภาการศกึ ษาอาจมอบหมายใหร้ องเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษาคนหนง่ึ เปน็ ผรู้ บั ผดิ ชอบบงั คบั บญั ชางาน
การพฒั นาเด็กปฐมวัย แล้วรายงานต่อเลขาธกิ ารสภาการศกึ ษาได้
โดยขณะน้ีอย่รู ะหวา่ งกระบวนการสรรหาและแต่งต้งั คณะกรรมการผู้ทรงคณุ วุฒิ
■ มาตรฐานสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวยั แหง่ ชาติ
คณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ (ก.พ.ป.)
(พ.ศ. 2558 – 2562) เห็นชอบให้คณะอนุกรรมการ
พัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัย จัดท�ำมาตรฐานสถานพัฒนา
เด็กปฐมวัยแห่งชาติขึ้นเป็นมาตรฐานกลางให้ทุกหน่วยงานใช้
ร่วมกันในการประเมิน เพ่ือพัฒนาคุณภาพการบริการดูแล
พัฒนา และจัดการศึกษาและการด�ำเนินงานสถานพัฒนา
เด็กปฐมวัยทุกสังกัด ที่ดูแลเด็กในเวลากลางวัน ช่วงอายุ
ตั้งแต่แรกเกิด ถึง อายุ 6 ปีบริบูรณ์ หรือ ก่อนเข้าเรียน
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 ทส่ี ามารถนำ� ไปใชป้ ระเมนิ การดำ� เนนิ งาน
ของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยในทุกสังกัด เพ่ือพัฒนา
คุณภาพการจัดบริการและความต่อเน่ืองของการพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นการปรับกระบวนทัศน์โดยใช้เด็กเป็นท่ีต้ัง
ของการก�ำหนดมาตรฐาน ค�ำนึงถึงการตอบสนองต่อสิทธิพ้ืนฐานที่เด็กทุกคนพึงได้รับ ซึ่งถือเป็นการวางรากฐาน
การพัฒนามนุษย์แทนการใช้บริบท หรือหน่วยงานต้นสังกัดเป็นท่ีต้ัง การมีมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
แห่งชาติฉบับเดียวเป็นมาตรฐานกลาง ให้ทุกหน่วยงานร่วมจัดท�ำ ร่วมใช้เป็นหลักประเมินการด�ำเนินงานให้เป็น
แนวทางเดียวกันและประสานงาน เพ่ือมุ่งเป้าหมายเดียวกันคือ การพัฒนาคุณภาพ ซ่ึงสอดคล้องและตอบสนองต่อ
การบูรณาการงานพัฒนาเด็กปฐมวัยของ 4 กระทรวงหลักและอีกหลายหน่วยงาน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ
การบูรณาการความร่วมมือการพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต (กลุ่มเด็กปฐมวัยและผู้สูงอายุ) เมื่อวันท่ี 30 มีนาคม
พ.ศ. 2560 น�ำไปสู่การพัฒนาคณุ ภาพของเด็กปฐมวยั สร้างรากฐานที่แข็งแรงของพลเมืองคณุ ภาพตอ่ ไป
มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เมื่อวันท่ี 2 มกราคม 2562
โดย ครม. ให้ความเห็นชอบให้ใช้เป็นมาตรฐานกลางของประเทศแทนมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กแห่งชาติเดิม
(ทคี่ ณะรัฐมนตรมี มี ติเห็นชอบไวเ้ มื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2554) เพ่อื ให้ทกุ หน่วยงานและสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวยั
ทั้งภาครัฐและเอกชนท่ัวประเทศ ใช้เป็นแนวทางในการประเมินผลการด�ำเนินงานและยกระดับคุณภาพ รวมถึง
ใช้เป็นเคร่ืองมือประกันคุณภาพภายใน เพ่ือรองรับการตรวจประเมินจากต้นสังกัด และภายนอกจากส�ำนักงานรับรอง
มาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) โดยในการจัดท�ำมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
แห่งชาติ มีหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องมาร่วมด�ำเนินการ ได้แก่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถ่ิน กระทรวงมหาดไทย
กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรุงเทพมหานคร
44 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ส�ำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) นอกจากน้ีผลการวิจัยของกระทรวง
การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรฐานคุณภาพของอาเซียน
มาตรฐานความปลอดภยั คูม่ ือเฝา้ ระวงั คัดกรองและส่งเสรมิ พฒั นาการ DSPM เป็นตน้ น�ำมาใช้ประกอบในการจัดทำ�
มาตรฐานสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวยั แหง่ ชาติ ด้วย และมอบหมายใหส้ �ำนกั งานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ติดตาม
ความก้าวหน้าการดำ� เนนิ งานและรายงานต่อคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเดก็ ปฐมวยั เป็นระยะ ๆ หรอื อยา่ งนอ้ ย
ปีละ 1 คร้งั
มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ถือเป็นมาตรฐานข้ันต้นท่ีจ�ำเป็นส�ำหรับการพัฒนาเด็กของประเทศ
และเป็นมาตรฐานเชิงคุณภาพเพื่อใช้ประโยชน์ในการด�ำเนินงานและจัดบริการให้เด็กปฐมวัยได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิต
อย่างมีคุณภาพและเท่าเทียมกัน เพ่ือลดความเหล่ือมล้�ำ เป็นการเพิ่มคุณภาพทรัพยากรมนุษย์ที่ส�ำคัญท่ีสุดในการ
นำ� ประเทศไทยสคู่ วามเจรญิ กา้ วหนา้ มน่ั คง ยง่ั ยนื ทา่ มกลางความทา้ ทายของโลกในศตวรรษที่ 21 นอกจากนี้ มาตรฐาน
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ เป็นเคร่ืองมือในการประเมินคุณภาพของการด�ำเนินงานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
ทุกสังกัด ที่ดูแลเด็กในเวลากลางวัน ช่วงอายุต้ังแต่แรกเกิดถึงอายุ 6 ปีบริบูรณ์ หรือ ก่อนเข้าเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีท่ี 1 ซ่ึงใช้ได้กับทุกบริบท โดยได้มีการเทียบเคียงกับมาตรฐานของทุกหน่วยงานที่มีอยู่แล้วร่วมกับมาตรฐานคุณภาพ
ของภูมิภาคอาเซียนฯ ทั้งนี้ หากสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยท่ีมีศักยภาพการให้บริการพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพ
สูงกว่ามาตรฐานน้ี สามารถพิจารณาเพ่ิมเติมเกณฑ์ดังกล่าวได้ตามบริบท เช่น สถานรับเล้ียงและพัฒนาเด็กเอกชน
สถานพฒั นาเด็กปฐมวยั ที่มคี วามตอ้ งการพเิ ศษ โรงเรยี นอนุบาลท้งั รัฐและเอกชน โรงเรยี นอนบุ าลนานาชาติ ฯลฯ
อย่างไรก็ตาม แม้คณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติเดิมจะหมดวาระลงแล้ว แต่พระราชบัญญัติ
การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562 ซ่ึงมีผลบังคับใช้เม่ือวันท่ี 1 พฤษภาคม 2562 ก�ำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบาย
การพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยหน่ึงในอ�ำนาจหน้าที่คือ การก�ำหนดมาตรฐานและแนวปฏิบัติท่ีดีเกี่ยวกับการพัฒนา
เดก็ ปฐมวัย ซง่ึ สอดคลอ้ งเช่อื มโยงกบั สงิ่ ท่ีไดด้ �ำเนนิ การมาแลว้ ดังน้นั การขับเคล่อื นมาตรฐานสถานพฒั นาเดก็ ปฐมวัย
แห่งชาติ จึงเป็นเรื่องท่ีจ�ำเป็นต้องด�ำเนินการอย่างต่อเน่ือง เพื่อยกระดับการพัฒนาคุณภาพการดูแลเด็กปฐมวัย
ให้ไดม้ าตรฐานท้งั ประเทศ
โดยก�ำหนดให้ “สถานพัฒนา
เด็กปฐมวัย” หมายถึง สถานที่รับ
ดูแลพัฒนา จัดประสบการณ์เรียนรู้
และการศึกษา ส�ำหรับเด็กปฐมวัย
ครอบคลุมตั้งแต่ทารกแรกเกิดถึง 6 ปี
หรือก่อนเข้าเรียนประถมศึกษาปีที่ 1
ที่ ใ ช ้ ชื่ อ ห ล า ก ห ล า ย ร ว ม ทุ ก สั ง กั ด
ในประเทศไทย ไดแ้ ก่
1. กระทรวงมหาดไทย : ศนู ยพ์ ฒั นา
เด็กเล็กองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
และโรงเรยี นอนุบาล
2. กระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนษุ ย์ : สถานรบั เล้ียงเด็กเอกชน
3. กรงุ เทพมหานคร : ศนู ยพ์ ฒั นาเดก็ กอ่ นวยั เรยี น (สำ� นกั พฒั นาสงั คม) สถานรบั เลีย้ งเดก็ กลางวัน (ส�ำนักอนามัย)
และโรงเรยี นอนบุ าล (สำ� นกั การศึกษา)
4. กระทรวงสาธารณสขุ : ศูนย์เด็กเลก็ ในโรงพยาบาล
5. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร : โรงเรยี นอนบุ าล (สำ� นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน) และโรงเรยี นอนบุ าลเอกชน
(สำ� นักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน)
OEC 45
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
6. หน่วยงานอื่น ๆ เชน่ โรงเรยี นอนุบาลสาธติ ในมหาวทิ ยาลัย กระทรวงกลาโหม ส�ำนกั งานตำ� รวจแห่งชาติ มลู นธิ ิ
และองคก์ รเอกชน
มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ประกอบด้วยมาตรฐาน 3 ด้าน ได้แก่ มาตรฐานด้านที่ 1 การบริหาร
จัดการสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย (จ�ำนวน 5 ตัวบ่งชี้/ 26 ข้อ) มาตรฐานด้านท่ี 2 ครู/ผู้ดูแลเด็กให้การดูแล และ
จัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการเล่น เพ่ือพัฒนาเด็กปฐมวัย (จ�ำนวน 5 ตัวบ่งช้ี/ 20 ข้อ) และมาตรฐานด้านที่ 3
คณุ ภาพของเด็กปฐมวยั แบง่ เปน็ 3 ก แรกเกดิ ถงึ 2 ปี (2 ปี 11 เดือน 29 วัน) (จำ� นวน 2 ตัวบ่งชี/้ 7 ข้อ) และ 3 ข
3 ปี ถงึ 6 ปี (กอ่ นเข้าเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 1) (จ�ำนวน 7 ตัวบ่งช/ี้ 22 ข้อ)
สาระของมาตรฐานแต่ละดา้ น ดงั ตาราง 1
ตาราง 1 มาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ สำ� หรับเดก็ แรกเกดิ – อายุ 6 ปี (กอ่ นเข้าประถมศึกษาปีท่ี 1)
ตวั บ่งช้ที ่ี ช่อื ตัวบง่ ชี้ จำ� นวนขอ้ ย่อย
มาตรฐานดา้ นท่ี 1 การบริหารจัดการสถานพัฒนาเดก็ ปฐมวยั 3
1.1 การบรหิ ารจัดการอย่างเปน็ ระบบ 4
8
1.2 การบรหิ ารจดั การบุคลากรทกุ ประเภทตามหนว่ ยงานท่สี ังกัด 7
4
1.3 การบริหารจัดการสภาพแวดลอ้ มเพื่อความปลอดภัย
1
1.4 การจัดการเพ่อื สง่ เสรมิ สขุ ภาพและการเรยี นรู้ 6
1.5 การส่งเสริมการมสี ่วนร่วมของครอบครวั และชุมชน 3
1
มาตรฐานดา้ นที่ 3 คณุ ภาพของเด็กปฐมวยั 2
3
สำ� หรับเด็กแรกเกิด - อายุ 2 ปี (2 ปี 11 เดอื น 29 วัน) 5
4
3.1 ก เดก็ มีการเจริญเติบโตสมวัย 4
3.2 ก เดก็ มพี ัฒนาการสมวยั
ส�ำหรับเดก็ อายุ 3 ปี - อายุ 6 ปี (ก่อนเขา้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1)
3.1 ข เด็กมกี ารเจรญิ เตบิ โตสมวัยและมสี ุขนิสยั ท่ีเหมาะสม
3.2 ข เดก็ มพี ัฒนาการสมวัย
3.3 ข เด็กมีพัฒนาการด้านการเคล่ือนไหว
3.4 ข เด็กมพี ัฒนาการด้านอารมณจ์ ิตใจ
3.5 ข เดก็ มีพฒั นาการด้านสตปิ ัญญา เรียนรู้และสร้างสรรค์
3.6 ข เด็กมพี ฒั นาการด้านภาษาและการสอื่ สาร
3.7 ข เด็กมีพฒั นาการดา้ นสังคม คุณธรรม มีวินัย และความเปน็ พลเมอื งดี
โดยในปีงบประมาณ 2562 ที่ผ่านมา ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาได้มีการขับเคล่ือนมาตรฐานสถานพัฒนา
เดก็ ปฐมวยั แหง่ ชาตไิ ปสู่การปฏบิ ัติ มีดงั นี้
46 OEC
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
1. การเผยแพรป่ ระชาสัมพันธ์และการจดั ท�ำเอกสารสิ่งพิมพ์
เมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ เมื่อวันท่ี 2
มกราคม 2562 และให้กระทรวงศึกษาธิการร่วมกับหน่วยงานที่เก่ียวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคม
และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น ด�ำเนินการตามมาตรฐาน
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติให้สอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เม่ือแผนแม่บทดังกล่าว
มผี ลบงั คบั ใช้แล้วนั้น
ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจึงได้ด�ำเนินการ
จั ด พิ ม พ ์ ม า ต ร ฐ า น ส ถ า น พั ฒ น า เ ด็ ก ป ฐ ม วั ย แ ห ่ ง ช า ติ
ครั้งที่ 1 จ�ำนวน 5,000 เล่ม และคร้ังที่ 2 มาตรฐาน
สถานพฒั นาเดก็ ปฐมวยั แหง่ ชาติ (ฉบบั ยอ่ ) จำ� นวน 3,000 เลม่
โดยจัดส่งให้กับหน่วยงานที่จัดการศึกษาและด�ำเนินงาน
สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกสังกัด โดยมีกลุ่มเป้าหมาย
ดงั นี้ โรงเรยี นอนบุ าลสงั กดั สำ� นกั งานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐาน (สพฐ.) และส�ำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม
การศึกษาเอกชน (สช.) สถานรับเล้ียงเด็กเอกชนสังกัดกระทรวงการพัฒนา
สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็ก
สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ศูนย์เด็กเล็กในโรงพยาบาล
สังกัดกระทรวงสาธารณสุข ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน สถานรับเล้ียงเด็ก
กลางวัน และโรงเรียนอนุบาล สังกัดกรุงเทพมหานคร โรงเรียนอนุบาลสาธิต
ของมหาวิทยาลัย และโรงเรียนต�ำรวจตระเวนชายแดน เพื่อสร้างการรับรู้
และให้ใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการ ประเมินผลการด�ำเนินงานเพื่อ
ยกระดับการพฒั นาให้มคี ณุ ภาพตามมาตรฐานดังกลา่ ว
นอกจากน้ี ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้ผลิตนิทรรศการเคล่ือนท่ี
ส�ำหรบั ใชใ้ นการจัดประชมุ ทัง้ ในส่วนกลางและระดับภูมิภาค
2. การสรา้ งความรูค้ วามเข้าใจเพ่ือน�ำสู่การปฏิบตั ิ
เพื่อสร้างการรับรู้ถึงแนวทางการด�ำเนินงานตามมาตรฐานฯ อันน�ำไปสู่ความรู้ความเข้าใจท่ีถูกต้องตรงกันและ
สามารถน�ำไปปฏิบัติให้บังเกิดผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส�ำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจึงจัดประชุมวิชาการ
เรอื่ ง “แนวทางการด�ำเนนิ งานตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแหง่ ชาติ” โดยมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอ่ื สรา้ งความรู้
ความเข้าใจแนวทางการด�ำเนินงานตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจ
ในการจัดการศึกษาและการพัฒนาเด็กปฐมวัยท้ังส่วนกลางและภูมิภาค ให้สามารถน�ำมาตรฐานสถานพัฒนา
เดก็ ปฐมวยั แหง่ ชาติ พรอ้ มคมู่ อื ฯ ไปสกู่ ารปฏบิ ตั อิ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ รองรบั ระบบการประกนั คณุ ภาพแนวใหมไ่ ด้ และ
ส�ำนักงานฯ จะติดตามการด�ำเนินงานตามมาตรฐานดังกล่าวตามมติคณะรัฐมนตรีในล�ำดับต่อไป โดยส�ำนักงาน
เลขาธิการสภาการศึกษา ได้จัดการประชุมชี้แจงแนวทางการด�ำเนินงานตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย
แหง่ ชาติ จำ� นวน 4 คร้งั ดังน้ี
ครงั้ ท่ี 1 วนั ที่ 7 กมุ ภาพันธ์ 2562 ณ โรงแรมรอยลั ซติ ี้ กรงุ เทพมหานคร
ครั้งท่ี 2 วันที่ 12 มิถุนายน 2562 ณ โรงแรมววี ิช อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ขอนแก่น
ครั้งที่ 3 วนั ท่ี 17 มิถุนายน 2562 ณ โรงแรมหรรษา เจบี อ�ำเภอหาดใหญ่ จังหวดั สงขลา
คร้งั ที่ 4 วนั ที่ 31 กรกฎาคม 2562 ณ โรงแรมคุ้มภคู ำ� อ�ำเภอเมอื ง จงั หวัดเชียงใหม่
OEC 47
Journal
ว า ร ส า ร ก า ร ศึ ก ษ า ไ ท ย
ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยงาน/
กระทรวงท่ีเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาและการพัฒนา
เด็กปฐมวัยท้ังในส่วนกลางและระดับภูมิภาค (กระทรวง
ศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่ันคง
ของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข
กองบัญชาการต�ำรวจตระเวนชายแดน ฯลฯ) เช่น
ศึกษาธิการภาค ศึกษาธิการจังหวัด ศึกษานิเทศก์
ผู้อ�ำนวยการส�ำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา
พั ฒ น า สั ง ค ม แ ล ะ ค ว า ม มั่ น ค ง ข อ ง ม นุ ษ ย ์ จั ง ห วั ด
สาธารณสุขจังหวัด เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด
เป็นตน้ รวมประมาณ 954 คน
■ ขอ้ คิดเห็นและข้อเสนอแนะท่ีได้จากการประชมุ
➤ หน่วยงานระดับนโยบาย (Regulator)
1. ควรเปิดโอกาสให้หนว่ ยปฏบิ ตั เิ ขา้ มามสี ่วนร่วมในการจดั ท�ำนโยบาย แผน มาตรฐานดา้ นการศึกษาของชาติ
2. ควรปรับปรุงระบบการจัดสรรอัตราก�ำลังบุคลากร ครู/ผู้ดูแลเด็ก ที่มีวุฒิการศึกษา โดยเฉพาะด้านปฐมวัย
ใหก้ บั หนว่ ยงานท่ีมีความตอ้ งการ/ขาดแคลน
3. การก�ำหนดอตั ราบคุ ลากรท่ีมีวุฒิการศกึ ษา สาขาวชิ าจติ วิทยาในสถานพัฒนาเด็กปฐมวยั
4. สร้างการรับรู้ความเข้าใจให้สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและภาคีเครือข่ายด�ำเนินงานตามมาตรฐานสถานพัฒนา
เด็กปฐมวัยแห่งชาตอิ ย่างทัว่ ถึง เช่น เผยแพรใ่ นเว็บไซต์
5. มีการกำ� หนดนโยบายหรอื แนวทางการคดั กรองเดก็ ตา่ งด้าว เพ่อื ปอ้ งกนั โรคติดตอ่
6. การจัดทำ� แนวทางการพัฒนาช่วงรอยเชือ่ มตอ่ ระหว่างวยั 2 – 6 ปี
7. การจัดท�ำแผนปฏิบัตกิ ารรว่ มกันระหวา่ งกระทรวงหลกั 4 กระทรวงทเี่ กยี่ วข้อง เพ่อื พฒั นาเด็กปฐมวยั
➤ หน่วยงานสนับสนุน (Supporter)
1. ผูบ้ รหิ าร/ผดู้ ำ� เนนิ กจิ การสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีคณุ วุฒทิ างการศึกษาไมต่ ่ำ� กวา่ ปรญิ ญาตรี สาขาวิชาเอก
ปฐมวัย หรอื สาขาท่ีเกย่ี วข้อง (จิตวทิ ยา แพทย์ พยาบาล สาธารณสขุ )
2. มคี วามเขา้ ใจในนโยบายและสถานการณป์ จั จบุ นั ดา้ นการพฒั นาเดก็ ปฐมวยั และนำ� ไปใชป้ ฏบิ ตั ไิ ดอ้ ยา่ งเปน็ รปู ธรรม
3. จัดสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และบริหารจัดการความปลอดภัยของพ้ืนท่ี
เลน่ /สนามเดก็ เลน่ และสภาพแวดล้อมภายนอกอาคาร
4. การสง่ เสริมให้ความรู้เรื่องการคัดกรองเด็ก เพอื่ ช่วยเหลือเด็กตา่ งด้าวท่ีมีโรคติดตอ่
5. จดั ทำ� โครงสรา้ ง คณุ สมบตั ิและอัตราก�ำลังบคุ ลากรอย่างเหมาะสมเพียงพอต่อจ�ำนวนเดก็
6. การบรรจุ แต่งตงั้ ครู/ผูด้ ูแลเด็ก ควรพจิ ารณาผู้ท่มี วี ฒุ ิการศกึ ษาสาขาวชิ าเอกปฐมวยั
7. การน�ำร่องการจัดประสบการณ์การเรยี นรแู้ ละการพฒั นาในช่วงรอยเชื่อมตอ่ ระหว่างวยั 2 – 6 ปี
➤ หนว่ ยงานปฏิบัติ (Operator)
1. การจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ทสี่ อดคลอ้ งกบั แนวทางการพัฒนาในช่วงรอยเช่ือมต่อระหวา่ งวยั 2 – 6 ปี
2. ครู/ผู้ดูแลเด็กท่ีท�ำหน้าท่ีในการดูแลและพัฒนาเด็กปฐมวัย ควรมีวุฒิทางการศึกษาสาขาวิชาเอกปฐมวัย
หรอื สาขาทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง (จิตวทิ ยา แพทย์ พยาบาล สาธารณสขุ ) และได้รับใบประกอบวชิ าชพี
48 OEC
Journal