แร่
ความหมายของแร่
สารบรสิ ทุ ธิท์ เ่ี กดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาติ โดยมี
ส่วนประกอบทางเคมแี ละมีรปู ผลกึ ทีแ่ นน่ อน จดั เป็น
ทรัพยากรธรรมชาติประเภทหนง่ึ ทม่ี ีความสาคญั ตอ่
มนุษยม์ าตง้ั แต่สมยั โบราณ
คานยิ ามของแร่
➢ มสี ถานะเปน็ ของแขง็ ภายใต้อณุ หภูมแิ ละความดนั
บรรยากาศ
➢ เกิดขึน้ เองตามธรรมชาติ
➢ มรี ปู รา่ งจดั เรยี งตวั ของโครงสรา้ งผลกึ เลก็ นอ้ ย
➢ ประกอบด้วยธาตตุ งั้ แตห่ นง่ึ ชนดิ ขนึ้ ไป มีสูตรเคมที ่ี
แน่นอน มสี มบตั ิทางเคมแี ละสมบตั ทิ างกายภาพทีแ่ นน่ อน
ประเภทของแร่
❖ แรโ่ ลหะและอโลหะ
❖ แร่รตั นชาติ
❖ แรเ่ ชอ้ื เพลงิ
❖ แร่กมั มนั ตรงั สี
แรโ่ ลหะ
แรโ่ ลหะเป็นแร่ท่ีนามาถลุงก่อน แล้วจงึ นาไปใช้
ประโยชน์ แรท่ มี่ ธี าตโุ ลหะมกั อย่ใู นรปู ของสารประกอบ
เป็นส่วนใหญ่ มคี ุณสมบตั ิ
เปน็ ตวั นาไฟฟ้าและความร้อนได้ดี
แสงไมส่ ามารถลอดผ่านได้
ผวิ ของโลหะทขี่ ดั เรียบจะเป็นมนั วาว
ดบี ุก
เป็นแรท่ ีอ่ ย่ใู นหนิ แข็งจาพวกหนิ แกรนติ มีลกั ษณะ
เปน็ ผลึกแตอ่ าจเป็นก้อน ผวิ เปน็ เสน้ ๆ คล้ายไม้ ถ้าบริสทุ ธ์ิ
จะมีสคี ลา้ ยนา้ ผงึ้ ถา้ ไม่บรสิ ทุ ธิ์จะมสี ีนา้ ตาลหรอื ดา
นยิ มนามาทาโลหะผสม ทาภาชนะจาพวกปบี กระป๋อง
นามาใชเ้ คลอื บหรือชบุ แผ่นเหลก็ ทาโลหะบัดกรี ทาเป็น
แผ่นสาหรบั หอ่ อาหาร บหุ รี่
วุลแฟรม
มีลกั ษณะเป็นแผน่ หรอื แทง่ มสี นี ้าตาลแก่หรอื ดา
เมื่อถลงุ แล้วเรยี กวา่ “ทงั สเตน”มีคณุ สมบัตทิ นความร้อน
ได้ดจี งึ นยิ มนามาทาไส้หลอดไฟฟา้ ทาเครือ่ งเจาะ ตัดและ
กลงึ โลหะ
เหล็ก
มสี นี ้าตาลปนแดงหรอื สดี า มีความมนั วาวแบบ
โลหะ เป็นแรท่ ่ีมคี วามสาคญั มากที่สดุ นิยมใชใ้ นการ
ก่อสรา้ ง ทาเครอ่ื งมือ เคร่ืองจกั รกลตา่ งๆ และอาวธุ
ตะกวั่
มลี กั ษณะเป็นเกลด็ เม็ด บางทีเปน็ ผลกึ รปู
ลูกเตา๋ มสี เี ทาแก่ออกดา นิยมนามา
❑ ทาลูกกระสนุ ปืน
❑ ทาตัวพมิ พ์
❑ ทาโลหะบดั กรี
❑ แบตเตอรี่รถยนต์
ทองแดง
มลี ักษณะเปน็ ของแขง็ สีแดง เน้อื อ่อนบุใหเ้ ปน็ แผ่นยางและรดี
เป็นเส้นลวดได้ง่ายเราใช้ทองแดงมากเปน็ อนั ดับสองรองจาก
เหล็ก โดยใชท้ าอปุ กรณ์ไฟฟา้ เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใช้ ต่างๆ
แรอ่ โลหะ
คือ แร่ที่สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ตอ้ งถลงุ
แร่มลี กั ษณะเปราะ แตก หรอื หกั งา่ ย โปรง่ แสง
ไมเ่ ปน็ ตวั นาไฟฟ้าหรือความร้อน
เมอ่ื เคาะไมม่ ีเสียงดงั กังวาน
แร่อโลหะทสี่ าคญั ได้แก่
ยิปซัม
เป็นแร่ท่เี กิดข้ึนเป็นชน้ั หนา ลักษณะคลา้ ย
หนิ ปูน สีขาว ใช้ทา
❑ ปูนซีเมนต์
❑ ปนู ปลาสเตอร์
❑ ชอล์ก
เกลือแกง
มี 2 ชนิด คือเกลือสนิ เธาว์ หรอื เกลอื หิน ซึ่งเป็น
เกลอื ท่ไี ดจ้ ากดนิ เคม็ และ เกลอื สมทุ รซ่ึงไดจ้ ากนา้ ทะเล
แร่รัตนชาติ
รัตนชาติแบ่งเปน็ 2 ชนดิ คอื
1. รตั นชาตทิ เี่ ปน็ สารอนิ ทรยี ์ ไดแ้ ก่ ไขม่ ุก ปะการงั
อาพัน
แร่รตั นชาติ
2. รัตนชาตทิ ีเ่ ปน็ สารอนนิ ทรยี ์ ไดแ้ ก่ เพชรพลอยตา่ งๆ
แรเ่ ชอื้ เพลงิ
แร่ทีม่ ีส่วนประกอบของธาตสุ าคญั ที่แยกออกเป็น 2 กลมุ่
- กลุ่มท่มี ีธาตคุ ารบ์ อนเพียงอยา่ งเดยี ว ได้แก่ ถ่านหิน
- กลมุ่ ท่ีประกอบดว้ ยธาตุคารบ์ อนและไฮโดรเจน ที่
เรยี กว่าสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ได้แก่ ปิโตรเลียม
ถา่ นหนิ
เป็นเชอ้ื เพลงิ ชนดิ หนงึ่ ทเี่ กดิ จากการสะสมของซาก
พืชในแอ่งตะกอนนา้ ตน้ื ซ่ึงสว่ นใหญจ่ ะมีลกั ษณะเปน็
หนองน้า บึงหรอื พรทุ ม่ี นี า้ ขงั มีพชื ปกคลมุ หนาแนน่ มาก
เม่อื พชื ตายลงหรอื ทง้ิ กง่ิ ใบสะสมลงในนา้ กจ็ ะเกดิ การผุพงั
สลายตวั เหลอื สว่ นทีส่ ะสมทับถมอยใู่ นท่ีลมุ่ ชื้นแฉะ เมื่อ
ถกู อดั ทับถมกนั เปน็ เวลานานภายใต้ความกดดันสงู ซาก
พชื จะเปลยี่ นเปน็ สารทมี่ คี ารบ์ อนเปน็ องคป์ ระกอบหลกั
เกิดเปน็ ถา่ นหนิ
ประเภทของถา่ นหนิ
ถา่ นหินพที (Peat) เปน็ ถ่านหนิ ในขนั้ เรม่ิ ตน้ ของกระบวนการ
เกดิ ถ่านหิน ซากพชื บางสว่ นยงั สลายตัวไม่
หมด
ความร้อนทไ่ี ดจ้ ากการเผาพตี สูงกวา่ ทไ่ี ดจ้ ากไม้
ใช้เปน็ เช้อื เพลงิ เพอ่ื ใหค้ วามรอ้ นในบา้ นหรอื
ผลิตไฟฟา้ ข้อดีของพตี คือมรี อ้ ยละของกามะถัน
ตา่ กวา่ น้ามนั และถ่านหนิ อ่ืน ๆ
ลกิ ไนต์ (Lignite)
เปน็ ถ่านหนิ ทมี่ ซี ากพืชเหลอื อยเู่ ลก็ น้อย
ลักษณะเนอื้ เหนียวและผวิ ดา้ น มี
ปรมิ าณคารบ์ อนสงู กวา่ พตี เมอ่ื ตดิ ไฟมี
ควนั และเถ้าถ่านมาก ลกิ ไนต์ใชเ้ ปน็
เช้อื เพลงิ สาหรบั ให้ความรอ้ นและใชเ้ พอ่ื
ผลิตกระแสไฟฟา้
ถา่ นหนิ บทิ ูมนิ สั
บิทูมินสั (bituminous)
เป็นถา่ นหนิ ทเ่ี กิดนานกวา่ ซบั บทิ ูมนิ สั มี
เนอ้ื แนน่ และแขง็ มที ้งั สนี า้ ตาลจนถงึ สดี า
แตม่ ปี รมิ าณคารบ์ อนสงู กวา่ ซบั บทิ ูมินสั
ใช้เปน็ เชอ้ื เพลงิ ในการถลงุ โลหะ และ
นามาเปน็ วตั ถดุ บิ เพอื่ เปลย่ี นเปน็ เชื้อเพลงิ
เคมีอื่น ๆ ได้
แอนทราไซต์ (Anthracite)
เปน็ ถ่านหนิ ทมี่ อี ายกุ ารเกดิ นานท่สี ดุ มีสี
ดา ลักษณะเนอ้ื แน่น แข็ง และเปน็ มนั
แตม่ ปี รมิ าณคาร์บอนสงู กวา่ ถา่ นหนิ ชนดิ
อื่น จดุ ไฟติดยาก เมอ่ื ตดิ ไฟจะใหเ้ ปลวไฟ
สนี า้ เงนิ จาง ๆ มีควันนอ้ ย ให้ความรอ้ น
สงู และไมม่ สี ารอนิ ทรยี ร์ ะเหยออกมาจาก
การเผาไหม้
ปโิ ตรเลยี ม
ปิโตรเลียม แปลวา่ น้ามันทไี่ ดจ้ ากหนิ
ปิโตรเลยี มเกดิ จากการทับถมและสลายตวั ของอินทรีย์สารจากพืชและสตั ว์
ทคี่ ลกุ เคลา้ อยกู่ บั ตะกอนในชนั กรวดทรายและโคลนตมใตพ้ ้นื ดนิ เมื่อ
เวลาผา่ นไปนบั ลา้ นปตี ะกอนเหล่านจี้ ะจมตวั ลงเรอื่ ย ๆ เนอื่ งจากการ
เปลย่ี นแปลงของผวิ โลกถูกอดั แนน่ ดว้ ยความดันและความร้อนสงู รวมทั้ง
อย่ใู นบริเวณท่มี ปี รมิ าณออกซเิ จนจากัด จงึ สลายตวั เปลย่ี นสภาพเปน็
น้ามันดบิ และก๊าซธรรมชาตแิ ทรกอยรู่ ะหวา่ งชนั้ หนิ ท่ีมรี พู รุน
ประเภทของปิโตรเลียม
น้ามนั ดบิ เป็นปโิ ตรเลยี มท่มี สี ถานะเป็นของเหลว
กา๊ ซธรรมชาตเิ ปน็ ปโิ ตรเลียมท่ีมสี ถานะเป็นกา๊ ซ
ถ้าเรียกรวมวา่ ปโิ ตรเลยี ม หมายถงึ ท้งั กา๊ ซธรรมชาติ และนา้ มนั ดบิ
แหลง่ กกั เก็บปโิ ตรเลยี ม
ชั้นหนิ ปิดกั้น
ช้นั หินดดู ซบั
แก๊ส L.P.G. หรือแกส๊ หงุ ตม้
เป็นผลติ ภณั ฑท์ ีม่ ีจดุ เดอื ดตา่ มาก มีสภาพเปน็ แกส๊ ใน
อุณหภูมิห้องดงั นนั้ ในการเกบ็ รกั ษาต้องเพมิ่ ความดัน หรอื
ลดอุณหภมู ใิ ห้กา๊ ซปโิ ตรเลยี มเปลย่ี นสภาพเปน็ ของเหลว
เพอื่ ความสะดวกในการเกบ็ รกั ษา แกส๊ นเ้ี ปน็ แกส๊ ผสม
ระหว่างกา๊ ซโพรเพน ซง่ึ มีจานวนคารบ์ อน 3 อะตอม กับ
ก๊าซบิวเทน ซ่งึ มจี านวนคารบ์ อน 4 อะตอม เมือ่ เวลาลกุ
ไหม้จะใหค้ วามร้อนสูง และมเี ปลวที่สะอาด
แร่กัมมันตรงั สี
แรก่ ัมมันตรงั สี เปน็ แรท่ ใ่ี หพ้ ลังงานมหาศาล
มหี ลายชนดิ สามารถสลายตัวใหร้ งั สีต่างๆ ได้แก่ แร่
โคบอลต์ - 60
แร่ โคบอลต์ -60 ปัจจบุ นั มีการนาแรน่ มี้ าใช้ ประโยชน์ เช่น แร่
โคบอลต์ -60
ดา้ นการแพทย์ ใช้รักษาโรคมะเรง็
ดา้ นวศิ วกรรมพลงั งานใชผ้ ลติ กระแสไฟฟา้ ในโรงไฟฟา้ นวิ เคลยี ร์
ด้านชวี วทิ ยาใชศ้ กึ ษาการเปลยี่ นพนั ธกุ รรมของสตั วบ์ างชนดิ
ดา้ นการเกษตรใช้ชะลอการเนา่ เสยี ของผลผลติ ทางการเกษตร
นอกจากนีแ้ ร่โคบอลต์ - 60 ยังนาไป สร้าง อาวธุ ระเบดิ ปรมาณทู ่ี
มอี านาจในการทาลายสงู
ประโยชนข์ องธาตกุ มั มันตรงั สี
1. ทาระเบิดนวิ เคลยี ร์
2. ใชพ้ ลงั งานจากธาตกุ มั มนั ตรงั สใี นการผลติ
กระแสไฟฟา้
3. ใชพ้ ลงั งานในการเดนิ เรอื
4. ใชค้ านวณอายุของวตั ถุโบราณ หรอื อายขุ อง
ซากสิ่งมีชวี ติ ดกึ ดาบรรพ์
5. เปลีย่ นแปลงโครโมโซมของสง่ิ มชี ีวิต
6. ใชใ้ นการแพทย์ เชน่ รักษาโรคมะเรง็
สมบตั ทิ างกายภาพของแร่
แรป่ ระกอบดว้ ยธาตตุ ั้งแตห่ น่ึงชนิดข้นึ ไป มสี ตู ร
เคมีและรูปร่างในการจัดเรยี งตวั ของโครงสรา้ งผลกึ
อยา่ งแนน่ อน ทาให้แรม่ ีคุณสมบัตทิ างกายภาพที่
แตกตา่ งกัน จงึ มกี ารนาเอาลกั ษณะทางกายภาพของแร่
มาจาแนกชนิดของแร่ โดยลกั ษณะทางกายภาพที่
ตรวจสอบไดม้ ดี งั นี้
ลกั ษณะทางกายภาพทีใ่ ชจ้ าแนกแร่
❑ ความแขง็
❑ สี
❑ สีผง
❑ ความวาว
❑ รูปผลกึ ความถว่ งจาเพาะ
❑ ความเป็นแมเ่ หลก็
❑ กลิน่
❑ ความแกรง่
ความแขง็ (hardness) เปน็ สมบตั หิ ลกั ของแร่ ดว้ ยรปู ลกั ษณ์
และสมบตั นิ ท้ี าใหส้ ามารถจาแนกแรไ่ ดง้ า่ ยขนึ้
ความแขง็ ของแร่ หมายถงึ ความทนทานตอ่ การขดู หรอื
การกะเทาะของแร่ เชน่ ถ้านาแร่ A มาขูดกบั แร่ B แลว้ ทาให้
แร่ B เปน็ รอยได้ แตเ่ ม่ือนาแร่ B มาขูดแร่ A ไมส่ ามารถทา
ใหแ้ ร่ A เป็นรอยได้ แสดงวา่ แร่ A มีความแขง็ กวา่ แร่ B
สเกลความแขง็ ของโมล
คา่ ความแข็ง แร่ การตรวจสอบ
1
2 ทัลก์ ใช้เลบ็ ขดู เปน็ รอยได้
3 ยิปซมั ลวดทองแดงขูดเปน็ รอย
4 แคลไซต์ มดี พกขูดเปน็ รอยได้
5 ฟลอู อไรต์ ตะไบเหลก็ ขูดเปน็ รอยได้
6 อพาไทต์
7 ออรโ์ ทเคลส แรข่ ูดกระจกเปน็ รอยได้
8 ควอรซต์
9 โทปาส
10 คอรันดัม (พลอย)
เพชร
ทลั ก์ (talc) ยปิ ซัม (gypsum) แคลไซต์ (calcite)
ฟลอู อไรต์ (fluorite) อะพาไทต์ (apatite) เฟลดส์ ปาร์ (feldspar)
ควอตซ์ (quartz) โทปาส (topaz)
คอรันดมั (corundum) เพชร (diamond)
สี (color)
แร่ควอตซท์ มี่ สี แี ตกต่างกนั
สีผง (streak)
สีผงของแรท่ ไ่ี ด้จากการขูด หรือ บดเปน็ ผงอาจจะ
แตกตา่ งจากสีทเ่ี ป็นจริงของแร่ และแรจ่ ะมสี ีผงละเอยี ดที่
แน่นอน เชน่ ตวั อย่างเชน่ ทอง (gold) กบั ชาร์
โคไพไรท์ (chalcopyrite) ซ่งึ มสี ีของแรเ่ ปน็ สเี หลือง
เหมือนกนั แต่ทาให้เปน็ ผงแลว้ สขี องแรท่ ง้ั สองนจี้ ะ
แตกต่างกนั อยา่ งชัดเจน คอื ทองจะมีสผี งละเอยี ดเป็นสี
เหลืองแต่ชาร์โคไพไรทจ์ ะมสี ีผงละเอยี ดเป็นสีดา