รายงาน จัดทำ โดย เสนอ วิชา พระพุทธศาสนา คุณครูรัตนกร เฮงตระกูล ด.ช.สกลเกษ ฮุงหวน ม.2/9 เลขที่ 17 ด.ช.จีรภัทร บุญเที่ยง ม.2/9 เลขที่ 22 ด.ช.ศราวิช ราชิวงศ์ ม.2/9 เลขที่ 15
คำ นำ การศึกษาพุทธประวัติและศาสนาที่สำ คัญอื่นๆ เป็นเรื่องที่สำ คัญมาก เราควรศึกษาไว้เพื่อใช้ในชีวิตประจำ วันและควรสืบทอดเผยแผ่ศาสนา พุทธและศาสนานาอื่นๆต่อไปเรื่อยๆ
สารบัญ เรื่อง ความเกิด เเก่ เจ็บ ตาย คืออะไร บุคคลสำ คัญทางพระพุทธศาสนา สถานที่สำ คัญทางพระพุทธศาสนา พุทธประวัติ วันสำ คัญทางพระพุทธศาสนา หลักธรรมโอวาทปาฏิโมกข์ บาป-บุญ หลักธรรมทางพระพุทธ หน้า 4-5 6-7 8-11 12-20 21-24 25 26 26-29 ความเชื่อของการเกิดศาสนาคริสต์ 30 ศาสนาเชน 31 ทำ ไมอิสลามถึงห้ามกินหมู 32 คำ สอนของศาสนาอิสลาม 33-34 หลักธรรมของศาสนาอิสลาม 35 หลักธรรมของศาสนาคริสต์ 36 ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 37 หลักคำ สอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู 38-39 ศาสนาซิกข์ 40-44
เรื่องความเกิด แก่ เจ็บ ตาย คืออะไร? ชาวพุทธที่ไม่ได้ศึกษาหลักคำ สอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจอย่างถูกต้อง ก็จะมีความเชื่อกัน (ผิดๆ) ว่า คำ ว่า เกิด แก่ เจ็บ ตายในอริยสัจ ๔ ที่ทำ ให้เป็นทุกข์นั้น หมายถึงการเวียนว่ายตาย-เกิดทาง ร่างกาย จนทำ ให้เกิดความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตาย-เกิดเพื่อรับผลกรรมเก่า และเรื่องนรกใต้ดิน สวรรค์บนฟ้า รวมทั้งเรื่องเทวดา นางฟ้า พระอินทร์ พระพรหม ยมบาล ผี เปรต เป็นต้นขึ้นมา แต่ในความเป็นจริงนั้น พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนเรื่องการเวียนว่าตาย-เกิดเพื่อรับผลกรรม เป็นต้น เช่นนี้เลย ส่วนการที่คำ สอนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในพุทธศาสนานั้น ก็เป็นเพราะได้มีการนำ เอาคำ สอน ของศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู เรื่องการเวียนว่ายตาย-เกิดนี้ เข้ามาปลอมปนอยู่ในคำ สอนของ พุทธศาสนา ภายหลังที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วไม่นาน โดยที่ชาวพุทธไม่รู้ตัว ส่วนคำ สอนเรื่องความเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นต้น ที่มีอยู่ในอริยสัจ ๔ นั้น เป็นภาษาคน (บุคคลาธิษ ฐาน) ที่ต้องตีความให้เป็นภาษาธรรม (ธรรมาธิษฐาน) ที่เป็น สันทิฏฐิโก (เห็นเอง) เสียก่อน อัน ได้แก่ คำ ว่า เกิด หมายถึง การเกิดตัวตน (หรือตัวเรา) ขึ้นมาภายในจิต ด้วยอำ นาจของอวิชชาที่ปรุงแต่ง ให้เกิดขึ้นมา (ตามหลักปฏิจจสมุปบาท) คำ ว่า แก่ หมายถึง เมื่อเกิดตัวเราขึ้นมาแล้วบังเอิญเกิดขึ้นมาในร่างกายที่แก่ ก็จะเกิดความยึดถือ ว่ามีตัวเราที่แก่ขึ้นมาด้วยทันที แล้วตัวเราที่เกิดขึ้นมานี้ก็มาเป็นทุกข์ คำ ว่า เจ็บ หมายถึง เมื่อเกิดตัวเราขึ้นมาแล้วบังเอิญเกิดขึ้นมาในร่างกายที่กำ ลังเจ็บ ก็จะเกิดความ ยึดถือว่ามีตัวเราที่เจ็บขึ้นมาด้วยทันที แล้วตัวเราที่เกิดขึ้นมานี้ก็มาเป็นทุกข์ คำ ว่า ตาย หมายถึง เมื่อเกิดตัวเราขึ้นมาแล้วบังเอิญเกิดขึ้นมาในร่างกายที่กำ ลังจะตาย ก็จะเกิด ความยึดถือว่ามีตัวเราที่กำ ลังจะตายขึ้นมาด้วยทันที แล้วตัวเราที่เกิดขึ้นมานี้ก็มาเป็นทุกข์ คำ ว่า ทุกข์ ในอริยสัจ ๔ นั้น พระพุทธเจ้าสรุปไว้ว่า "ความยึดถือในขันธ์ ๕ ว่าเป็นตัวเรา-ของเรา คือตัวทุกข์" คือเดิมทีขันธ์ ๕ นี้มันบริสุทธิ์ (คือไม่มีความรู้สึกว่าเป็นตัวตนของใครๆที่เรียกว่า ประภัสสร) แต่เมื่อไม่มีสติปัญญามาระมัดระวัง จิตนี้จึงถูกอวิชชา (ความรู้ว่ามีตัวเรา) ครอบงำ แล้วก็ทำ ให้จิตนี้ปรุงแต่งให้เกิดความรู้สึกว่ามีตัวเราขึ้นมา เมื่อจิตที่รู้สึกว่ามีตัวเรานี้ได้สัมผัสกับสิ่ง ต่างๆของโลกผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย จิตนี้ก็จะเกิดความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมา เมื่อจิตนี้เกิด ความยึดถือว่ามีตัวเราขึ้นมาในร่างกายที่แก่ หรือเจ็บ หรือกำ ลังจะตาย หรือกำ ลังพลัดพรากจาก บุคคลหรือสิ่งอันเป็นที่รัก หรือกำ ลังประสบกับบุคคลหรือสิ่งอันไม่เป็นที่รัก หรือกำ ลังผิดหวังอยู่ จิตนี้จึงเกิดความทุกข์ (คือเศร้าโศก หรือเสียใจ คับแค้นใจ แห้งเหี่ยวใจ ไม่สบายใจ เป็นต้น) ขึ้นมา ทันที ซึ่งนี่คือความทุกข์ที่เป็นสันทิฏฐิโก
ส่วนวิธีการดับทุกข์นั้นพระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ว่า ก็ต้องมีศีลเป็นพื้นฐานก่อน แล้วเคยฝึกสมาธิ มาบ้าง ต่อจากนั้นก็ต้องศึกษาร่างกายและจิตใจของเราเองจากสิ่งที่เรามีอยู่จริงๆในปัจจุบันโดยไม่ ใช้ความเชื่อใดๆ เพื่อหาเหตุและผลที่มาปรุงแต่งให้เกิดขึ้นมา จนพบความไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) และความว่างจากตัวตน (สุญญตา) ในร่างกายและจิตใจที่สมมติเรียกว่าเป็นตัวเรา-ของเรานี้ (ซึ่งนี่คือปัญญา) เมื่อมีปัญญาแล้วก็นำ ปัญญา ศีล สมาธินี้มาปฏิบัติร่วมกัน ก็จะทำ ให้ความทุกข์ที่กำ ลังเกิดอยู่ไม่เกิดขึ้น หรือที่ยังไม่เกิดก็ จะไม่เกิดขึ้น (หรืออย่างน้อยก็ทำ ให้ลดน้อยลงได้อย่างมากมายเลยทีเดียว) เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็จะกลับคืนสู่สภาวะเดิม (คือประภัสสรหรือบริสุทธิ์) คือไม่มีความรู้สึกและยึดถือว่ามีตัวเราหรือ ตัวตนของใครๆ และไม่มีความทุกข์ เมื่อจิตไม่มีความทุกข์ มันก็จะสงบเย็นหรือที่เราสมมติเรียกว่า นิพพาน (แม้เพียงชั่วคราว)
บุคคลสำ คัญทางพระพุทธศาสนา พระสารีบุตร พระสารีบุตร (สันสกฤต: ศฺริปุตฺร; บาลี: สาริปุตฺต) เป็นพระภิกษุชาวอินเดีย ผู้เป็นอัครสาวกเบื้อง ขวาของพระโคตมพุทธเจ้า ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเลิศกว่าพระภิกษุทั้งปวงในด้าน สติปัญญา นอกจากนี้ พระสารีบุตรยังมีคุณธรรมในด้านความกตัญญู และการบำ เพ็ญประโยชน์ ให้แก่พุทธศาสนาอีกด้วย จึงมีคำ ยกย่องภิกษุรูปนี้ว่าเป็น "ธรรมเสนาบดี" (แม่ทัพธรรม) คู่กับ พระพุทธเจ้าที่เป็น "ธรรมราชา" พระมหาโมคคัลลานเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระ (บาลี: มหาโมคฺคลฺลาน) เป็นพระภิกษุอัครสาวกเบื้องซ้ายของพระโคตม พุทธเจ้า เป็นพระอสีติมหาสาวกผู้เป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีฤทธิ์มาก คู่กับพระสารีบุตร ผู้เป็นพระ อัครสาวกเบื้องขวา พระอัญญาโกณฑัญญะ พระอัญญาโกณฑัญญะ เป็นพระภิกษุสาวกของพระพุทธเจ้า เป็นหนึ่งในปัญจวัคคีย์ และพระอสีติ มหาสาวกผู้เป็นเอตทัคคะในด้านรัตตัญญู คือเป็นผู้รู้ธรรมก่อนใครในพระพุทธศาสนาและได้บวช ก่อนผู้อื่น ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ปัญจวัคคีย์ คือ กลุ่มนักบวชที่ตั้งขึ้นมา เป็นนักบวชที่ปรากฏอยู่ในศาสนาพุทธในฐานะภิกษุชุดแรก ที่เข้ามาบวชเป็นสาวก มีทั้งหมด 5 รูป ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ แต่เดิมปัญจวัคคีย์เป็นนักบวชที่ออกบวชติดตามปรนนิบัติพระพุทธเจ้าตั้งแต่เสด็จออกผนวชใหม่ ๆ ทั้งหมดเป็นชาวกรุงกบิลพัสดุ์ เป็นกลุ่มบุคคลที่ได้ฟังปฐมเทศนาเป็นรุ่นแรก ได้เป็นภิกษุรุ่นแรกและ ได้เป็นพระอรหันต์รุ่นแรกในพระพุทธศาสนา
เฉพาะโกณฑัญญะเป็นผู้เคยทำ นายลักษณะพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตอนประสูติใหม่ ส่วนอีก 4 ท่าน เป็น บุตรของพราหมณ์ที่ทำ นายลักษณะของพระพุทธเจ้าร่วมกับโกณฑัญญะ เพราะมีความเชื่อว่าเจ้า ชายสิทธัตถะจะต้องได้เป็นพระพุทธเจ้าจึงได้ออกบวชตาม ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 พระพุทธองค์ได้แสดงปฐมเทศนาคือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โกณฑัญญะ ก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาบัน โกณฑัญญะได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ให้เป็น เอตทัคคะในด้านรัตตัญญู เรียกว่า มีราตรีนาน คือเป็นผู้รู้ธรรมก่อนใคร และได้บวชก่อนผู้อื่นใน พระพุทธศาสนา จากนั้นพระพุทธองค์ทรงประทาน ปกิณณกเทศนา สั่งสอนที่เหลืออีก 4 ท่าน ให้ บรรลุโสดาบันแล้วประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้
สถานที่สำ คัญทางพระพุทธศาสนา ลุมพินีวัน (สถานที่ประสูติ) ลุมพินีวัน หรือ อุทยานลุมพินี ตั้งอยู่ในเขตประเทศเนปาล ซึ่งเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า โดยที่นี่ได้รับการจัดตกแต่งเป็นอุทยานอย่างสวยงาม และมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายน่าเที่ยว สามารถเที่ยวชมและถ่ายรูปกันได้อย่างจุใจ สำ หรับใครที่มาใหม่ๆ แล้วได้ยินคนเรียกอุทยานแห่งนี้ ว่า ลุมมินเด ก็อย่าแปลกใจนะคะ เพราะเป็นชื่อทางราชการของที่นี่ ส่วนชื่อ ลุมพินี ที่เราคุ้นหูกัน ได้มาจากความเคยชินของชาวบ้านส่วนใหญ่ ที่ยังคงเรียกที่นี่ว่าลุมพินีอยู่นั่นเอง
พุทธคยา (สถานที่ตรัสรู้) เป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่ในเขตตำ บลพุทธคยา จังหวัดคยา ประเทศอินเดีย โดยมี วิหารตรัสรู้ ซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีความเก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุด ทั้งมีความงดงามและดูน่า เลื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างมาก รวมถึง ต้นศรีมหาโพธิ์ ที่แผ่กิ่งก้านสาขา ดูร่มรื่น และมีอายุเก่าแก่ มากกว่าร้อยปี และถึงแม้ต้นโพธิ์ต้นนี้จะไม่ใช่ต้นแรกที่อยู่ในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ แต่ก็เชื่อ กันว่าเป็นต้นไม้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ และมีความหมายมากไม่แพ้กัน
สารนาถ (สถานที่เเสดงปฐมเทศนา) สังเวชนียสถาน แห่งที่ 3 นั่นก็คือ สารนาถ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เป็นสถาน ที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาเป็นครั้งแรก ตั้งอยู่ใกล้กับเมืองสารนาถ ประเทศอินเดีย และ มี ธัมเมกขสถูป ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรำ ลึกถึงคราวที่พระพุทธเจ้า ทรงปรารถนาให้พระอรหันต์ทั้ง 60 รูป ออกไปเผยแผ่ศาสนา ดังนั้นการมาเที่ยวที่นี่เราจะได้สัมผัสบรรยากาศที่เงียบสงบไป พร้อมๆ กับซึมซับรสพระธรรมได้อย่างแท้จริง แถมยังทำ ให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และช่วยให้ จิตใจสงบขึ้นด้วย
กุสินารา (สถานที่ปรินิพพาน) ปิดท้ายกับ สังเวชนียสถาน แห่งที่ 4 ที่ กุสินารา ประเทศอินเดีย เป็นที่ตั้งของ สาลวโนทยาน สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนเสด็จปรินิพพาน ปัจจุบันมีสถูปและ วิหารที่ถูกสร้างขึ้นอย่างงดงาม เพื่อระลึกถึงการดับขันธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ตรงบริเวณ รอบๆ พื้นที่แห่งนี้ก็มีทั้งต้นสาละและต้นไม้อื่นๆ อีกมากมาย ให้บรรยากาศที่ร่มรื่น เป็นสถานที่ท่อง เที่ยวทางศาสนาอีกแห่งที่น่ามาเที่ยวไม่น้อย รวมถึงยังมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อีกด้วย
พุทธประวัติ ประสูติ พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่า “ สิทธัตถะ “ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริ มหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระองค์ทรงถือกำ เนิดในศากยวงค์ สกุลโคตมะ พระองค์ประสูติ ในวันศุกร์ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ ) ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ( ปัจจุบัน คือตำ บลรุมมินเด ประเทศเนปาล ) การขนานพระนาม และทรงเจริญพระชนม์ พระราชกุมารได้รับการทำ นายจากอสิตฤาษีหรือกาฬเทวิลดาบส มหาฤาษีผู้บำ เพ็ญฌานอยู่ในป่า หิมพานต์ซึ่งเป็นที่ทรงเคารพนับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่า “ พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยมนุษย์ มี ลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็น บรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่ “ หลังจากประสูติได้ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุมพระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์ ผู้ เรียนจบไตรเพท จำ นวน ๑๐๘ คน เพื่อมาทำ นายพระลักษณะของพระราชกุมาร พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” มีความหมายว่า “ ผู้มีความสำ เร็จ สมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนตั้งใจจะทำ ” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรง วิทยาคุณประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ ๘ คน เพื่อทำ นายพระราชกุมาร พราหมณ์ ๗ คน แรก ต่างก็ทำ นายไว้ ๒ ประการ คือ “ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือนก็จักเป็นพระเจ้า จักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือถ้าเสด็จออกผนวชเป็นบรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มีกิเลสในโลก” ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำ นายเพียงอย่างเดียว ว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก “ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็เสด็จสวรรคต ( การเสด็จสวรรคตดัง กล่าวเป็นประเพณีของผู้ที่เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้า ) พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบหมายให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริ มหามายา เป็นผู้ถวายอภิบาลเลี้ยงดู เมื่อพระสิทธัตถะทรงพระเจริญมีพระชนมายุได้ ๘ พรรษา ได้ทรงศึกษาในสำ นักอาจารย์วิศวามิตร ซึ่งมีเกียรติคุณแพร่ขจรไปไกลไปยังแคว้นต่างๆ เพราะ เปิดสอนศิลปวิทยาถึง ๑๘ สาขา เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาศิลปวิทยาเหล่านี้ได้อย่างว่องไว และ เชี่ยวชาญจนหมดความสามารถของพระอาจารย์
อภิเษกสมรส ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์มั่นคงที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงครองเพศฆราวาสเป็นพระ จักพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระราชทานความสุขเกษมสำ ราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงนานา ประการแก่พระราชโอรสเพื่อผูกพระทัยให้มั่นคงในทางโลก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญพระชนม์ได้ ๑๖ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำ ริว่าพระราชโอรสสมควรจะได้อภิเษกสมรส จึงโปรดให้ สร้างปราสาทอันวิจิตรงดงามขึ้น ๓ หลัง สำ หรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำ ราญตาม ฤดูกาลทั้ง ๓ คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื่อปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมย ปราสาท และสุภปราสาทตามลำ ดับ และทรงสู่ขอพระนางพิมพาหรือยโสธรา พระราชธิดาของ พระเจ้าสุปปพุทธะและพระนางอมิตา แห่งเทวทหะนคร ในตระกูลโกลิยวงค์ ให้อภิเษกด้วย เจ้าชาย สิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ ๒๙ พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติ พระโอรส พระองค์มีพระราชหฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงการ ประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า “ ราหุล ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่องจองจำ เกิดแล้ว “
ออกบรรพชา เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบูรณ์ ถึงแม้พระองค์จะทรงพรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติ มหาศาลก็มิได้พอพระทัยในชีวิตคฤหัสถ์ พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ใคร่ครวญถึงสัจธรรมที่จะ เป็นเครื่องนำ ทางซึ่งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตร เทวทูตทั้ง ๔ คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองค์จึงสังเวชพระทัยในชีวิต และพอ พระทัยในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ที่จทรงออกผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับ ทุกข์ถาวรพ้นจากวัฏสงสารไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสินพระทัยเสด็จออก ทรงผนวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ พร้อมด้วยนายฉันนะ มุ่งสู่แม่น้ำ อโนมานที แคว้นมัลละ รวมระยะทาง ๓๐ โยชน์ (ประมาณ ๔๘๐ กิโลเมตร ) เสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำ อโนมานทีแล้วทรง อธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำ เครื่องอาภรณ์และม้ากัณฐกะกลับ นครกบิลพัสดุ์
เข้าศึกษาในสำ นักดาบส ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละเป็นเวลา ๗ วัน จากนั้นจึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ ณ เงื้อม เขาปัณฑวะ ได้ทรงเห็นพระจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระ สมณสิทธัตถะทรงเห็นโทษในกาม เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม จะจาริกไปเพื่อบำ เพ็ญ เพียร และทรงยินดีในการบำ เพ็ญเพียรนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้า แน่นอน และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของกระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก “ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่พระเจ้าพิมพิสาร การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำ นักอาฬา รดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรง ประพฤติพรหมจรรย์ในสำ นักของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ ทุติยฌาน ตติย ฌาน อากาสานัญจายตนฌาน วิญญานัญจายตนฌาน และอากิญจัญญายตนฌาน ส่วนการ ประพฤติพรหมจรรย์ในสำ นักอุทกดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ ๘ คือ เนวสัญญานาสัญญา ยตนฌาน สำ หรับฌานที่ ๑ คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำ ลังประทับขัดสมาธิเจริญอา นาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล ( แรกนาขวัญ ) เมื่อครั้งทรง พระเยาว์
เมื่อสำ เร็จการศึกษาจากทั้งสองสำ นักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุ พระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่งหวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้บริเวณแม่น้ำ เนรัญชรา ที่ตำ บลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ บำ เพ็ญทุกรกิริยา “ ทุกร “ หมายถึง สิ่งที่ทำ ได้ยาก “ ทุกรกิริยา” หมายถึงการกระทำ กิจที่ทำ ได้ยาก ได้แก่การ บำ เพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเศษ” เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้าด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วยพระองค์เองแทนการศึกษาเล่า เรียนในสำ นักอาจารย์ ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้ำ เนรัญชรานั้น พระองค์ได้ทรงบำ เพ็ญ ทุกรกิริยา คือการบำ เพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น การอดพระกระยาหาร การทรมาน พระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ พระปัสสาสะ ( ลมหายใจ ) การกดพระทนต์ การกดพระ ตาลุ ( เพดาน) ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) เป็นต้น พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำ เพ็ญทุกรกิริยาเป็นเวลา ถึง ๖ ปี ก็ยังมิได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบำ เพ็ญ ทุกรกิริยา แล้วกลับมาเสวยพระกระยาหารเพื่อบำ รุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำ เพ็ญทุกรกิริยานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง ๕ คน ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ
เป็นผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวังว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะได้รับการสั่งสอนถ่ายทอด ความรู้บ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้มการบำ เพ็ญทุกรกิริยา ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้ง พระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตาม ลำ พังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำ เนินทางสาย กลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่งอรุณ ในวันเพ็ญเดือน ๖ ( เดือนวิสาขะ) ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี นางสุชาดาได้นำ ข้าวมธุปายาสเพื่อไปบวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคน ต้นอชปาลนิโครธ (ต้นไทร)ด้วยอาการอันสงบ นางคิดว่าเป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุปายาส แล้ว พระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา ทรงวางถาดทองคำ บรรจุข้าวมธุปายาสแล้ว ลงสรงสนานชำ ระล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอรหันตสัมมาสัม พุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรงจับถาดทองคำ ขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจัก สามารถตรัสรู้ได้ในวันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำ ใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำ ไป แต่ถ้ามิได้เป็นดังนั้นก็ขอ ให้ถาดทองคำ ใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำ เถิด “ แล้วทรงปล่อยถาดทองคำ ลงไปในแม่น้ำ ถาด ทองคำ ลอยตัดกระแสน้ำ ไปจนถึงกลางแม่น้ำ เนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำ ขึ้นไปไกลถึง ๘๐
ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำ วน ในเวลาเย็นพระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับ คนหาบ หญ้าชื่อโสตถิยะได้ถวายหญ้าปูลาดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหันพระพักตร์ไปทาง ทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า “ แม้เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูกก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียรเป็นอันขาด “ เมื่อทรงตั้งจิต อธิษฐานเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงสำ รวมจิตให้สงบแน่วแน่ มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระหทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ( ญาณเป็น เหตุระลึกถึงขันธ์ที่อาศัยในชาติปางก่อนได้ )ในปฐมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไป เพื่อจูตุปาตญาณ ( ญาณกำ หนดรู้การตาย การเกิดของสัตว์ทั้งหลาย ) ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่ออาสวักขยญาณ ( ญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวกิ เลสทั้งหลาย) คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อทรงรู้เห็นอย่างนี้ จิต ของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ ภวาสวะ และอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ ทรงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำ กิจที่ควรทำ เสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นั่นคือ พระองค์ทรงบรรลุวิชชาที่ ๓ คือ อาสวักขยญาณ ในปัจฉิมยาม แห่งราตรีนั้นเอง ซึ่งก็คือการ ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่พระองค์ทรงบำ เพ็ญ พระบารมีมาอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน ๖ ปีระกา ขณะพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา นับแต่วันที่สด็จออกผนวชจนถึงวันตรัสรู้ธรรม รวมเป็นเวลา ๖ ปี พระธรรมอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้นั้น คือ อริยสัจ ๔ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค )
ทรงปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงบำ เพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ ๘๐ พรรษา พระองค์เสด็จจำ พรรษาสุดท้าย ณ เมืองเวสาลี ในวาระนั้นพระพุทธองค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วย พระองค์ได้ทรงพระดำ เนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ เมืองนั้น พระพุทธองค์ได้หันกลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่งเคยเป็นที่ประทับ นับเป็นการทอดทัศนา เมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเสด็จต่อไปยังเมืองปาวา เสวยพระกระยาหารเป็นครั้งสุดท้ายที่ บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง พระพุทธองค์ทรงพระประชวรหนักอย่างยิ่ง ทรงข่มอาพาธ ประคองพระองค์เสด็จถึงสาลวโนทยาน (ป่าสาละ)ของเจ้ามัลละเมืองกุสินารา ก่อนเสด็จดับขันธ ปรินิพพานพระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก นับเป็นสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และปุถุชน พระราชา ชาวเมืองกุสินารา และจากแคว้นต่างๆรวมทั้งเทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ พระพุทธองค์ได้มี พระดำ รัสครั้งสำ คัญว่า “ โย โว อานนท ธมม จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต โส โว มมจจเยน สตถา ” อันแปลว่า “ ดูก่อนอานนท์ ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว “ และพระพุทธองค์ได้แสดง ปัจฉิมโอวาทแก่พระภิกษุสงฆ์ว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้าย ที่เราจะกล่าวแก่ ท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายทั้งปวงมีความสิ้นไปและเสื่อมไปเป็นธรรมดา . ท่านทั้งหลายจง ทำ ความรอดพ้นให้บริบูรณ์ถึงที่สุด ด้วยความไม่ประมาทเถิด “ แม้เวลาล่วงมาถึงศตวรรษที่ ๒๕ แล้ว นับตั้งแต่พระองค์ตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเสด็จดับขันธปรินิพพานที่นอกเมืองกุสินาราในประเทสอินเดีย แต่คำ สั่งสอนอันประเสริฐของ พระองค์หาได้ล่วงลับไปด้วยไม่ คำ สั่งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่ เป็นเครื่องนำ บุคคลให้ข้ามพ้นจาก ความมีชีวิต ขึ้นไปสู่ซึ่งคุณค่ายิ่งกว่าชีวิต คือการพ้นจากวัฏสงสารนั่นเอง หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว สาวกของพระองค์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และ มิใช่พระอรหันต์ได้ช่วยบำ เพ็ญกรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจนะอันประเสริฐไปทั่วประเทศอินเดีย และขยายออกไปทั่วโลก เป็นที่ยอมรับว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งความเป็นจริง มีเหตุผล เชื่อถือได้และ เป็นศาสนาแห่งสันติภาพและเสรีภาพอย่างแท้จริง สรุปพุทธกิจในรอบวันของพระพุทธองค์ ๑. ปุพพณเห ปิณฑปาตญจ ตอนเช้าเสด็จออกบิณฑบาตเพื่อโปรดเวไนยสัตว์ ๒.สายณเห ธมมเทสน ตอนเย็นทรงแสดงธรรมโปรดมหาชนที่มาเข้าเฝ้า ๓.ปโทเส ภิกขุโอวาท ตอนหัวค่ำ ประทานโอวาทแก่ภิกษุทั้งเก่าและใหม่ ๔.อฑฒรตเต เทวปญหาน ตอนเที่ยงคืนทรงวิสัชชนาปัญหาให้แก่เทวดาชั้นต่างๆ ๕.ปจจสเสว คเต กาเล ภพพาภพเพ วิโลกน ตอนใกล้รุ่งตรวจดูสัตว์โลกที่สามารถและไม่สามารถ บรรลุธรรมได้ แล้วเสด็จไปโปรดถึงที่ แม้ว่าหนทางจะลำ บากเพียงใดก็ตาม
วันสำ คัญทางพระพุทธศาสนา วันวิสาขบูชา เป็นวันที่สมเด็จพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งเกิดขึ้นในวันและ เดือนเดียวกัน คือ ในวันเพ็ญ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ ) เดือนหก หรือเดือนเวสาขะ พระจันทร์เสวยวิสาขฤกษ์
วันมาฆบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ถือเป็นวันสำ คัญทางพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ความสำ คัญของวัน มาฆบูชา คือเป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์"แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรก หลังจากตรัสรู้มาแล้วเป็นเวลา 9 เดือน ซึ่งหลักคำ สอนนี้เป็นหลักการ และวิธีการปฏิบัติต่าง ๆ หากสรุปเป็นใจความสำ คัญ จะมีเนื้อหาว่า "ทำ ความดี ละเว้นความชั่ว ทำ จิตใจให้บริสุทธิ์"
วันอาสาฬหบูชา ตรงกับ วันเพ็ญ เดือน ๘ ก่อนปุริมพรรษาเป็นวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ เทศน์กัณฑ์แรก ชื่อว่าธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดพระปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมือง พาราณสี ในปีแรกที่ทรงตรัสรู้และเพราะผลของพระธรรมเทศนากัณฑ์นี้เป็นเหตุให้ท่าน พระโกณฑัญญะในจำ นวนพระปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้ธรรมจักษุ (โสดาปัตติมรรค หรือ โสดาปัตติ มรรคญาณ คือญาณที่ทำ ให้สำ เร็จเป็นโสดาบัน) ดวงตาเห็นธรรม คือ ปัญญา รู้เห็นความจริงว่า สิ่งใดก็ตามมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งปวงล้วนมีความดับไป เป็นธรรมดา แล้วขอ บรรพชาอุปสมบทต่อพระองค์ เป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกของ พระพุทธศาสนา และทำ ให้พระ รัตนตรัยครบองค์ ๓ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
วันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (หลังเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ 8 วัน) ถือเป็นวันสำ คัญในพระพุทธศาสนาวันหนึ่ง ตรงกับวันแรม 8 ค่ำ เดือนวิสาขะ (เดือน 6 ของไทย) วันอัฏฐมีบูชา
หลักธรรมโอวาทปาฏิโมกข์ โอวาทปาฏิโมกข์ เป็นหลักคำ สอนสำ คัญของพระพุทธศาสนา เป็น "ปาติโมกข์" ที่พระพุทธองค์ ทรงแสดงตลอดปฐมโพธิกาล คือ 20 พรรษาแรก เฉพาะครั้งแรกในวันเพ็ญเดือนมาฆะ (เดือน 3) หลังจากตรัสรู้แล้ว 9 เดือน เป็นการแสดงปาติโมกข์ที่ประกอบด้วยองค์ 4 เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต ซึ่งมีเพียงครั้งเดียวในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งๆ โอวาทปาฏิโมกข์ นั้นถ้าเปรียบในสมัยนี้คงเปรียบได้กับการกำ หนดพันธกิจขององค์กรต่างๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นการกำ หนดพันธกิจให้กับพระสงฆ์สาวกทั้งปวงหรือจะเรียกว่าเป็นการประกาศตั้ง ศาสนา(แนวทางการปฏิบัติ)ก็ได้ (อรรถกถาแสดงไว้ว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดง "โอวาทปาติโมกข์" นี้ ด้วยพระองค์เอง ท่ามกลางที่ประชุมสงฆ์ผู้ศีลบริสุทธิ์ตลอด 20 พรรษาแรก ในครั้งสุดท้าย มี ภิกษุผู้ทุศีล เข้าร่วมประชุม พระพุทธเจ้าทรงประกาศให้ออกจากที่ประชุม ภิกษุผู้ทุศีลไม่ยอมออก จากที่ประชุม พระโมคคัลลาฯจึงบังคับให้ออกจากที่ประชุม หลังจากนั้นทรงบัญญัติให้พระสงฆ์ แสดง "อาณาปาติโมกข์","ภิกษุปาฏิโมกข์" กันเอง โดยพระพุทธองค์ไม่ทรงเข้าร่วมอีก)
บาป-บุญ บุญคือผลอันเกิดจากการกระทำ ความดี ส่วนบาปคือผลอันเกิดจากการกระทำ ชั่ว และผลของ การกระทำ ดี และการทำ ชั่วนั้นเกิดขึ้นจากเจตนาที่ต่างกัน กล่าวคือ บุญเกิดจากเจตนาดี ส่วนบาป เกิดจากเจตนาที่ไม่ดี หรือถ้าจะพูดตามภาษาธรรมก็จะต้องบอกว่า บุญเป็นผลของการกระทำ อัน เกิดจากเจตนาฝ่ายกุศล ส่วนบาปเป็นผลของการกระทำ อันเกิดจากเจตนาฝ่ายอกุศล หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา อิทธิบาท 4 ศึกษาเพื่อบ่มเพาะคุณธรรมแห่งความสำ เร็จ ไม่สับสนระหว่างฉันทะกับตัณหา คือความรักที่จะ ลงมือทำ และความอยากมี อยากได้ อยากเป็น ผู้เข้าใจอิทธิบาทสี่จะประเมิณตนเองได้ว่า สิ่งที่ตน กำ ลังทำ อยู่จะพบกับความสำ เร็จได้หรือไม่ เป็นหลักธรรมที่หาค้นคว้าได้ทั่วไป ศีล 5 ศีลห้านี้เป็นหลักธรรมที่เราได้ยินกันบ่อยที่สุด แต่ความจริงแล้ว เป็นเรื่องละเอียดอ่อน มีแง่มุมที่น่า สนใจมากมาย โดยเฉพาะศีลในข้อวาจา งดเว้นการพูดเท็จ ซึ่งในสังคมปัจจุบันทำ ผิดกันมาก จน กลายเป็นเรื่องธรรมดา ในพระสูตรหนึ่งพระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า ผู้ใดก็ตามที่โกหกจนเป็นนิสัย หรือบิดเบือนความจริงจนเป็นนิสัย ทำ สิ่งเหล่านี้ได้โดยไม่กระพริบตา บุคคลผู้นั้นย่อมมีอันตราย เพราะมีโอกาสสูงที่จะต้องตกอบายภูมิ ดังนั้น ศีลห้าจึงเป็นคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ ที่จะทำ ให้ชีวิตของ ตน และสังคมสงบได้ คุณธรรมนี้สามารถศึกษาค้นคว้าได้ทั่วไป
อริยสัจ 4 อริยสัจสี่นี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา เป็นความจริงของชีวิต เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบและ ทำ ให้พระองค์หลุดพ้น ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค คืออะไร ชาวพุทธทั้งหลาย ไม่ควรสงสัย คลุมเครือ หรือไม่แน่ใจ แต่ควรจะมีความเข้าใจ แตกฉาน สามารถตอบคำ ถามและแนะนำ ได้ หากมี ผู้สงสัย แม้ไม่รู้จักสิ่งนี้ คุณกำ ลังไม่รู้จักพระพุทธเจ้าของตนเอง หลักธรรมข้อนี้ สามารถศึกษา ค้นคว้าได้ทั่วไป ขันธ์ 5 หลักธรรมที่ว่าด้วยเรื่องขันธ์ห้านี้ อาจดูไกลตัวสำ หรับคนทั่วไป แต่ที่จริงแล้ว ขันธ์ห้าคือสิ่งที่ทุก คนต้องศึกษาเล่าเรียน เพราะขันธ์ห้านี้เอง ที่เป็นต้นเหตุที่ทำ ให้เราสำ คัญมั่นหมายว่ามีตัวกูของกู พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่า มนุษย์ทั้งหลายไม่เคยตื่นขึ้นเลย มนุษย์ล้วนใช้ชีวิตอยู่ในการหลับไหล ก็ เพราะไม่รู้เรื่องขันธ์ห้า ตราบที่ยังไม่เคยศึกษาเรื่องขันธ์ห้า อย่าพูดเด็ดขาดว่าท่านรู้จักชีวิตของ ท่าน ระบบกรรม กรรมนิยาม เป็นหนึ่งในกฏธรรมชาติห้าอย่าง ที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกมาสั่งสอนชาวโลก ระบบ กรรมเป็นระบบที่ยุติธรรมเสมอ ไร้ช่องโหว่ ถ้าเราศึกษาจนเข้าใจ เราจะสามารถตอบคำ ถามของ ชีวิตได้อีกหลายอย่าง ระบบกรรมนี้ ไม่ได้ระบุไว้เพียง ทำ ดีได้ดี ทำ ชั่วได้ชั่ว หากแต่ยังมีราย ละเอียดที่ซับซ้อนมากมาย ซึ่งถ้าไม่ศึกษา ก็ไม่มีวันเข้าใจได้จากการคิด วิเคราะห์ด้วยตนเอง เพราะ ต้องใช้ปัญญาระดับพระพุทธเจ้าเท่านั้น จึงสามารถแยกย่อย ตีแผ่ออกมาได้ แนะนำ ให้ศึกษา โครงสร้างของกรรม เพราะจะสามารถวิเคราะห์ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องไปถามใครต่อใครอีกว่า ทำ ไมเราเกิดมาเป็นแบบนี้ ทำ ไมต้องพบกันคนนี้ ทำ ไมมีแต่เรื่องแบบนี้ และจะแก้ไขชีวิตได้อย่างไรให้ ดีขึ้น ครุกรรมคืออะไร อาสันนกรรมคืออะไร อาจิณกรรมคืออะไร กตัตตากรรมคืออะไร เหล่านี้ คือสิ่งที่ชาวพุทธคนสนใจศึกษาเล่าเรียน
ภพภูมิเเละการเวียนว่ายตายเกิด ในเรื่องภพภูมินี้ แม้คนส่วนใหญ่จะพิสูจน์ให้เห็นด้วยตาไม่ได้ แต่หากไม่ศึกษาค้นคว้าไว้เลย ก็จะเป็น เหตุให้มองโลกผิดไปจากความเป็นจริงอยู่มาก เพราะความรู้ภพภูมินี้ จะทำ ให้เราเข้าใจว่า เราเอง ไม่ได้วิเศษวิโสมาจากไหน ไม่ใช่คนยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่ใช่คนที่เก่งกาจที่สุด ตรงกันข้าม เรานี่แหละที่เคย เกิดเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉานมาแล้วนับไม่ถ้วน เป็นเทวดาก็เป็นมา แล้ว สูงที่สุดก็เคยเป็นมาแล้ว ต่ำ ที่สุดก็เคยเป็นมาแล้ว ทุกคนเป็นเพียงสัตว์โลกที่เวียนว่ายตาย เกิด ไม่มีใครดีไปกว่าใคร ความเข้าใจเรื่องภพภูมินี้ จะทำ ให้เราสำ นึกตนเองว่า เราไม่สมควร ประมาทต่อชีวิต อีกทั้งควรมองผู้อื่นดุจกัลยาณมิตร หรือคนในครอบครัว ไม่แบ่งเขา แบ่งเรา ไม่ แบ่งชนชั้นวรรณะ กระทำ ตนต่อผู้อื่นด้วยความบริสุทธิ์ทั้งกาย วาจา ใจ ความรู้เรื่องภพภูมินี้ สามารถศึกษาได้จากหนังสือเล่มต่างๆ (ร้านบริเวณท่าพระจันทร์จะมีหนังสือเกี่ยวกับพระพุทธ ศาสนาขายอยู่เป็นจำ นวนมาก ลองไปหาซื้อมาอ่านได้ตามอัธยาศัย)
อานาปานสติ อานาปานสตินี้ เป็นเอก เป็นทางที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญยิ่ง ชาวพุทธทุกคนควรสนใจศึกษา เพราะปฏิบัติง่าย เราจะได้ไม่ต้องมานั่งพร่ำ บ่นว่าไม่มีเวลาปฏิบัติ หายใจที่ไหน ก็ปฏิบัติที่นั้น หยุด หายใจเมื่อไหร่ ก็คือวันที่เสร็จสิ้นการปฏิบัติ อานาปานสตินี้ ผู้ภาวนาบ่อยๆ ความโลภ โกรธ หลง จะน้อยลง พูดง่ายๆ ว่าจะเป็นคนดีขึ้น จากเป็นคนดีธรรมดาๆ ก็เป็นคนดีที่มีปัญญา เรียกว่า กัลยณชน จากเป็นกัลยาณชน ก็กลายเป็นอริยบุคคล เป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระ อนาคามี และพระอรหันต์ จริงอยู่ตอนนี้เราเป็นเพียงปุถุชนคนธรรมดา แต่มนุษย์เรานั้นเป็นสัตว์ โลกที่สามารถพัฒนาจิตใจได้ อย่ายอมจำ นนกับคำ ว่าปุถุชนเพียงเพราะว่ามันง่าย แต่จงฝืนจิต ฝึกตน ให้มีคุณธรรมที่สูงส่งยิ่งๆ ขึ้นไป ทำ ได้อย่างนี้ จึงเป็นการลดทอนภพชาติ ไม่ต้องทุกข์ ทรมานตลอดกาลยาวนาน คุณธรรมเรื่องอานาปานสตินี้ ศึกษาได้จากหนังสือหลายเล่ม ของท่าน พุทธทาสก็มี หรือจะหาอ่านโดยตรงจากพระไตรปิฏก หรือครูบาอาจารย์ต่างๆ ก็สุดแล้วแต่ สำ คัญที่สุดคือเมื่อศึกษาเล่าเรียนจากตำ รา และสำ นักแล้ว ก็ต้องนำ มาปฏิบัติลงในชีวิตประจำ วัน ด้วย มรรค 8 มรรคมีองค์แปดนี้ เป็นทางสายเอก แปลภาษาชาวบ้านว่า เป็นคู่มือการใช้ชีวิตของผู้ที่ต้องการ ความเจริญ ใครที่ต้องการความเจริญก็สมควรศึกษา มรรคแปดนี้ มีอยู่ในศาสนาพุทธเท่านั้น ไม่มีอยู่ในศาสนาอื่น ปฏิบัติตามได้น้อย ชีวิตก็เจริญได้น้อย ปฏิบัติตามได้มาก ชีวิตก็เจริญได้มาก ปฏิบัติตามไม่ได้เลย ชีวิตก็ย่อมพบกับความหายนะอย่างไม่ต้องสงสัย คุณธรรมมรรคแปดนี้ เป็นการบริหารจัดการชีวิตแบบองค์รวมทั้งชาตินี้และชาติหน้า และเป็นไปเพื่อพระนิพพานโดยที่สุด เป็นการมองการใช้ชีวิตด้วยวิสัยทัศน์ของคนระดับพระพุทธเจ้า ดังนั้น เราควรจดจำ ท่องบ่นจน คล่องปาก และจัดสรรชีวิตของตนให้มีความสอดคล้องกับหลักมรรคแปด อาชีพแบบไหนดี ความ คิดแบบไหนควรคิด อะไรคือความเชื่อ อะไรคือความจริง เราควรพูดแบบไหน คบใคร สมาธิคือ อะไร สติคืออะไร สามารถเรียนรู้ได้จากหลักธรรมนี้ทั้งหมด ขึ้นชื่อว่าชาวพุทธ ไม่รู้หลักธรรมข้อนี้ ถือเป็นเรื่องน่าอายเป็นที่สุด
ความเชื่อของการเกิดศาสนาคริสต์ อาดัมกับเอวาเป็นลูกสองคนเเรกของพระบิดาบนสวรรค์ที่อาศัยอยู่บนเเผ่นดินโลก พวกท่่านอยู่ใน สวนเอเดนที่สวยงาม เเวดล้อมไปด้วยต้นไม้เเละพืชพรรณต่างๆ พระผู้เป็นเจ้าพระบิดาบนสวรรค์ ของเราเเละพระเจ้าพระเยซูคริสต์เสด็จมาพูดคุยกับพวกท่าน พระผู้เป็นเจ้าทรงให้พวกท่านกินผล ไม้ของต้นไม้ทุกต้นยกเว้นต้นหนึ่ง ถ้าพวกท่านกินผลจากต้นไม้แห่งความรู้ถึงความดีและความชั่ว พวกท่านจะต้องออกจากสวนและจะตายในที่สุด ซาตานโกหกอาดัมกับเอวา เขาบอกว่าถ้าพวก ท่านกินผลของต้นนั้น พวกท่านจะรู้ความดีและความชั่วแต่จะไม่ตายเอวาเลือกกินผลของต้นนั้น และแบ่งให้อดัมกินด้วย พระผู้เป็นเจ้าและพระเจ้าเสด็จมาหาพวกท่าน แต่อาดัมกับเอวากลัวและ ซ่อนตัว พระองค์ตรัสถามว่าพวกท่านกินผลของต้นไม้แห่งความรู้ถึงความดีและความชั่วไปแล้วใช่ หรือไม่ อาดัมกับเอวาบอกพระผู้เป็นเจ้าว่าพวกท่านเลือกกินผลของต้นนั้น เพราะการเลือกนี้ พวกท่านจึงต้องออกจากสวนเอเดน ถูกแยกจากพระผู้เป็นเจ้า แต่พระองค์ทรงมีแผนสำ หรับพวก ท่าน ตอนนี้พวกท่านรู้ว่าอะไรถูกอะไรผิดและจะมีลูก จากนั้นพอ อดัมและเอวามีลูก ก็เกิดปัญหา มากมาย คือ การที่เป๋นครั้งแรกมนุษย์เข่นฆ่ากัน ภัยพิบัติต่างๆจนพระเยซูทรงประสูติขึ้นมา แล้ว สอนให้ทุกคนปล่อยวางกับเรื่องพวกนี้ ถ้าผิดหวัง เราก็จงมีความหวัง
ศาสนาเชน ศาสนาเชน, ไชนะ หรือ ชินะ (แปลว่า ผู้ชนะ) (อังกฤษ: Jainism) เป็นศาสนาเก่าแก่ของอินเดีย เป็น หนึ่งในลัทธิสำ คัญทั้งหก ที่เกิดร่วมสมัยกับพระโคตมพุทธเจ้า[1][2][3] คำ ว่า เชน หรือ ไชนะ มา จากภาษาสันสกฤต "ไชนะ" อันแปลว่าผู้ชนะ และสามารถลุยข้ามสายน้ำ แห่งการเวียนว่ายตายเกิด ได้[4] ศาสนาเชนเชื่อว่าเป็นศาสนาที่เป็นนิรันดร์ ("sanatan") มีประวัติศาสตร์มายาวนานตั้งแต่ สมัยตีรถังกรทั้ง 24 องค์ที่ผ่านมา ซึ่งมี "พระอาทินาถ" เป็นองค์แรกในวงจรจักรวาลนี้ (อวสาน ปิณี) เมื่อราวหลายล้านล้านล้านปีมาแล้ว ตีรถังกรองค์ที่ 23 คือ "พระปารศวนาถ" มีชีวิตอยู่ราว 800 ปีก่อนคริสตกาล และตีรถังกรองค์สุดท้ายและองค์ปัจจุบันในจักรวาลนี้ "พระมหาวีระ"[5] เป็นองค์ที่ 24 มีชีวิตอยู่ราว 500 ปีก่อนคริสตกาล หลักการสำ คัญของศาสนาเชนคือหลัก อหิงสา (ahiṃsā; ไม่ใช้ความรุนแรง), อเนกานตวาท (anekāntavāda; many-sidedness), อปริเคราะห์ (aparigraha; ความไม่ยึดติด) และการถือ พรตนิยม (asceticism) ศาสนิกชนที่เคร่งจะถือปฏิญญา 5 ประการ คือ อหิงสา (ahiṃsā ไม่ รุนแรง), สัตยะ (satya ความจริง), อสตียะ (asteya ไม่ลักขโมย), พรหมจรรย์ (brahmacharya การถือพรหมจรรย์) และอปริเคราะห์ (aparigraha; ความไม่ยึดติด) หลักการเหล่านี้นำ ไปสู่ วัฒนธรรมเชนที่มีลักษณะเฉพาะหลายประการ โดยเฉพาะการทานมังสวิรัติ เพื่อป้องกันการ ทำ ลายสัตว์ต่าง ๆ และรบกวนวงจรชีวิตของมัน ศาสนาเชนมีคติพจน์ว่า "ปรัสปโรปัครโห ชีวา นาม" (Parasparopagraho Jīvānām) อันแปลว่า หน้าที่ของสิ่งมีชีวิตหนึ่งคือการช่วยเหลือกันและกัน (the function of souls is to help one another) และมีบทสวดมนต์พื้นฐานที่สุดคือ "ณโมการมนตระ" (Ṇamōkāra mantra) [6] ศาสนาเชนแบ่งออกเป็นสองสาขาเก่าแก่หลัก ๆ คือ ทิคัมพร และ เศวตามพร และยังมีสาขา ย่อยแตกออกไปอีกมากมายในช่วงคริสต์สหัสวรรษที่ 2 ทั้งสองนิกายนี้มีมุมมองที่ต่างกันหลาย ประเด็น โดยเฉพาะ การบำ เพ็ญทุกรกิริยา, เพศ และ คัมภีร์เล่มใดที่จะยึดเป็นคัมภีร์หลักกลาง ศาสนาเชนมีศาสนิกชนประมาณ 4-5 ล้านคน ส่วนมากอยู่ในประเทศอินเดีย[7] ส่วนน้อยนอก อินเดีย ได้แก่ แคนาดา ยุโรป เคนยา สหราชอาณาจักร ฮ่องกง ซูรินาเม ฟิจิ และ สหรัฐอเมริกา เทศกาลสำ คัญ ๆ ในศาสนาเชน เช่น Paryushana และ Daslakshana, มหาวีรชยันตี และ ทีปาว ลีแบบเชน
ทำ ไมอิสลามถึงห้ามกินหมู มุสลิมในยุคก่อนไม่ทราบถึงเหตุผลเหล่านี้ แต่เขาน้อมรับและปฏิบัติตามข้อบัญญัติที่มาจากพระเจ้า และหมูเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจ (กินขี้และนอนคลุกอยู่กับขี้ของมัน) ซึ่งพระเจ้าระบุไว้ว่าเป็นสัตว์ สกปรก (นะญิส) ฉะนั้นไม่ใช่ว่ามุสลิมไม่ทานหมูเพราะเหตุผลที่ว่าหมูมีพยาธิ ถึงว่าแม้ว่าในอนาคต จะสามารถทำ ให้เนื้อหมูปลอดจากพยาธิชนิดนี้ แล้วก็ยังคงทำ ตามกฎที่สืบต่อมา
ค สอนของศาสนาอิสลาม หลักคำ สอนของศาสนาอิสลามแบ่งไว้ 3 หมวดดังนี้ หลักการศรัทธา หลักจริยธรรม หลักการปฏิบัติ หลักการศรัทธา สติปัญญาและสามัญสำ นึกจะพบว่า จักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ มิได้อุบัติขึ้นมาด้วยตัวเอง เป็นที่แน่ชัดว่า สิ่งเหล่านี้ได้ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผู้สร้าง ผู้ทรงสูงสุด เพียงพระองค์เดียว ที่ไม่แบ่งภาค หรือแบ่งแยกเป็นสิ่งใด ไม่ถูกบังเกิด ไม่ถูกกำ เนิด และไม่ให้กำ เนิด บุตร ธิดาใด ๆ ผู้ทรงสร้าง และบริหารสรรพสิ่งด้วยอำ นาจและความรอบรู้ที่ไร้ขอบเขต ทรง กำ หนดกฎเกณฑ์ที่โดยทั่วไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือไว้ทั่วทั้งจักรวาลหรือที่เข้าใจว่าเป็น"กฎ ธรรมชาติ" ทรงขับเคลื่อนจักรวาลด้วยระบบที่ละเอียดอ่อน มีเป้าหมาย ซึ่งไม่มีสรรพสิ่งใดถูก สร้างขึ้นมาอย่างไร้สาระ พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างประเสริฐจะเป็นไปได้อย่างไร ที่พระองค์จะ ปล่อยให้มนุษย์ดำ เนินชีวิตอยู่ไปตามลำ พัง โดยไม่ทรงเหลียวแล หรือปล่อยให้สังคมมนุษย์ และสิ่ง มีชีวิต กำ เนิดขึ้น แล้วดำ เนินไปตามยถากรรมของตัวเอง สภาวะแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตดำ รงอยู่จึง เป็นความพอดีอย่างทีสุดที่ผู้ใช้ปัญญา ไม่สามารถอธิบายได้ด้วย"ความบังเอิญ" สอดคล้องตาม ทฤษฎีความน่าจะเป็นทางคณิตศาสตร์ พระองค์ทรงขจัดความสงสัยเหล่านี้ ด้วยการประทานกฎการปฏิบัติต่าง ๆ ผ่านบรรดาศาสดา ให้ มาสั่งสอนและแนะนำ มนุษย์ไปสู่การปฏิบัติ สำ หรับการดำ เนินชีวิต แน่นอนมนุษย์อาจมองไม่เห็นผล หรือได้รับประโยชน์จากการทำ ความดี หรือได้รับโทษจากการทำ ชั่ว ของตนในชีวิตบนโลกนี้ ที่เป็น เพียงโลกแห่งการทดสอบ โลกแห่งการตอบแทนที่แท้จริงยังมาไม่ถึง จากจุดนี้ทำ ให้เข้าใจได้ทันทีว่า ต้องมีสถานที่อื่นอีก อันเป็นสถานที่ตรวจสอบการกระทำ ของมนุษย์ อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าเป็นความดีพวกเขาจะได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทน แต่ถ้าเป็นความชั่วก็จะ ถูกลงโทษไปตามผลกรรมนั้น ศาสนาได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่หลักการศรัทธา และความเชื่อมั่นที่ สัตย์จริง พร้อมพยายามผลักดันมนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความโง่เขลาเบาปัญญา ระบอบการกดขี่ การแบ่งชั้นวรรณะ และบังเกิดสันติสุขของมนุษยชาติโดยรวมในที่สุด
หลักจริยธรรม ศาสนาสอนว่า ในการดำ เนินชีวิตจงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดี อันเป็นที่ยอมรับของ สังคม จงทำ ตนให้เป็นผู้ดำ รงอยู่ในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ดี เป็นคนที่รู้จัก หน้าที่ ห่วงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่น รู้จักปกป้องสิทธิของตน ไม่ละเมิดสิทธิของผู้ อื่น เป็นผู้มีความเสียสละไม่เห็นแก่ตัว และหมั่นใฝ่หาความรู้ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติของ ผู้มีจริยธรรม ซึ่งความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ที่ความยุติธรรม หลักการปฏิบัติ ศาสนาสอนว่า กิจการงานต่าง ๆ ที่จะทำ นั้น มีความเหมาะสมกับตนเองและสังคม ขณะเดียวกันต้องออกห่างจากการงานที่ไม่ดี ที่สร้างความเสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิง ส่วนการประกอบคุณงามความดีอื่น ๆ การถือศีลอด การนมาซ และสิ่งที่คล้ายคลึงกับสิ่งเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเป็นบ่าวที่จงรักภักดี และปฏิบัติตามบัญชาของพระองค์ กฎเกณฑ์และ คำ สอนของศาสนา ทำ หน้าที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ทั้งที่เป็นหลักศรัทธา หลัก ปฏิบัติและจริยธรรม เราอาจกล่าวได้ว่าผู้ที่ละเมิดคำ สั่งต่าง ๆ ของศาสนา มิได้ถือว่าเขาเป็นผู้ที่ศรัทธาอย่างแท้จริง หากแต่เขากระทำ การต่าง ๆ ไปตามอารมณ์และความต้องการใฝ่ต่ำ ของเขาเท่านั้นเอง ศาสนาอิสลามในความหมายของอัล-กุรอานนั้น หมายถึง "แนวทางในการดำ เนินชีวิต ที่มนุษย์จะ ปราศจากมันไม่ได้" ส่วนความแตกต่างระหว่างศาสนากับกฎของสังคมนั้น คือศาสนาได้ถูก ประทานมาจากพระผู้เป็นเจ้า ส่วนกฎของสังคมเกิดขึ้นจากความคิดของมนุษย์ อีกนัยหนึ่ง ศาสนาอิสลามหมายถึง การดำ เนินของสังคมที่เคารพต่ออัลลอหฺ และเชื่อฟังปฏิบัติตามคำ บัญชา ของพระองค์ อัลลอฮ์ ตรัสเกี่ยวกับศาสนาอิสลามว่า "แท้จริง ศาสนา ณ อัลลอฮฺ คืออิสลาม และบรรดาผู้ที่ได้ รับคัมภีร์มิได้ขัดแย้งกัน นอกจากภายหลังที่ความรู้มาปรากฏแก่พวกเขาเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจาก ความอิจฉาริษยาระหว่างพวกเขาเอง และผู้ใดปฏิเสธต่อบรรดาโองการของอัลลอฮ์แล้วไซร้ แน่นอน อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ทรงรวดเร็วในการชำ ระ" (อัลกุรอาน อาลิอิมรอน:19) (มีการแก้ไข)
ศาสนาอิสลาม : ศรัทธา 6 ปฏิบัติ 5 หลักศรัทธามี 6 ประการคือ 1. ศรัทธาต่ออัลลอฮองค์เดียว 2. ศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮุ (เทวทูต) ของพระองค์ 3. ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ 4. ศรัทธาต่อบรรดาร่อซู้ล (ศาสนทูต) ของพระองค์ 5. ศรัทธาต่อวันสุดท้ายหรือวันปรโลก 6. ศรัทธาต่อกำ หนดสภาวการณ์ของพระองค์ หลักปฏิบัติ 5 ประการ 1. การปฎิญาณตนว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรเคารพสักการะนอกจากอัลลอฮและมุฮัมมัดเป็น ศาสนทูตของอัลลอฮ” 2. ดำ รงละหมาด 5 เวลา 3. การจ่ายซะกาด (บริจาคทาน) 4. การถือศีลอดในเดือนรอมฏอน 5. การประกอบพิธีฮัจญ์ สำ หรับผู้มีความสามารถพอ หลักธรรมของศาสนาอิสลาม
หลักธรรมของศาสนาคริสต์ พระบัญญัติสิบประการ (อพย 20:1-17,ฉธบ 5:1-21) “เราคือองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน” 1. จงนมัสการ องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าพระองค์เดียวของท่าน 2. อย่าออกพระนามพระเจ้าโดยไม่สมเหตุ 3. อย่าลืมฉลองวันพระเจ้าเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ 4. จงนับถือบิดามารดา 5. อย่าฆ่าคน 6. อย่าผิดประเวณี 7. อย่าลักขโมย 8. อย่าพูดเท็จใส่ร้ายผู้อื่น 9. อย่าปลงใจผิดประเวณี 10. อย่ามักได้ทรัพย์สินของผู้อื่น
ศาสนาพราหมณ์มีวิธีวัฒนาการทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน นับตั้งแต้การเริ่มตั้งถิ่นฐานของ ชาวอารยันเริ่มตั้งถิ่นฐานในชมพูทวีป ต่อมาในสมัยหลังพุทธกาลศาสนาพราหมณ์ได้วิวัฒนาการ มาเป็นศาสนาฮินดูหรือพราหมณ์ใหม่ ซึ่งมีหลักคำ สอนที่ผิดแผกแตกต่างจากต้นกำ เนิดเดิมของ ศาสนานี้ จึงนับว่าศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาที่มีอายุยาวนานที่สุดของโลกศาสนาหนึ่ง ศาสนา พราหมณ์-ฮินดูเป็นศาสนาที่แตกต่างจากศาสนาอื้นในโลกเพราะเป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดาผู้ก่อตั้ง เพราะมีจุดเริ่มต้นมาจากความเชื่อว่ามีเทพเจ้าผู้มีอำ นาจเหนือธรรมชาติ เป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง ต่อ มาชาวอารยันผู้ทำ หน้าที่ติดต่อกับเทพเจ้า ได้สอนหลักการเรื่องกำ เนิดของสรรพสิ่งว่า เทพเจ้า หรือพระพรหม เป็นผู้สร้างสรรพสิ่งในลักษณะต่างๆ ต่อมาสรรพสิ่งที่พระพรหมสร้างก็ตกอยู่ ภายใต้การควบคุมของเทพเจ้าองค์อื่นๆ ด้วย ทำ ให้มีเทพเจ้ามากมายและทำ หน้าที่ต่างๆกันในที่สุด ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูจึงกลายมาเป็นศาสนาประเภทพหุเทวนิยมในปัจจุบัน เนื่องจาก ศาสนา พราหมณ์-ฮินดู มีวิวัฒนาการมาเป็นเวลาอันยาวนาน ทำ ให้แนวความคิดทางศาสนาแตกต่างกัน ออกไปมาก ดังนั้น การศึกษาประวัติความเป็นมาและพัฒนาการของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดย แบงออกเป็นยุคต่างๆ สรุปได้ว่า ศาสนาพราหมณ์เริ่มต้นจากลัทธิประจำ เผ่าพัฒนามาเป็นศาสนา ประจำ เผ่าอารยัน ซึ่งอพยพมารบชนะชาวเผ่าพื้นเมืองที่เรียกว่า ทราวิฑ หรือทัสยุได้ขับไล่พวกชน เผ่าเจ้าของดินแดนเดิมออกไปแล้วตั้งถิ่นฐานที่อยู่ครอบครองลุ่มน้ำ สินธุและคงคา ได้ผสมผสาน ความเชื่อของท้องถิ่นให้เข้ากับความเชื่อของตน ทำ ให้เกิดแนวความคิดเรื่องวรรณะ ต่อมาในยุค พระเวทเป็นยุคที่มีพัฒนาการการนับถือพระเจ้าให้มีระเบียบแบบแผนมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งเกิดการ รวบรวมบทสวดอ้อนวอนพระเจ้าต่างๆ เรียกว่าคัมภีร์พระเวท ในยุคพราหมณะเป็นยุคที่วรรณะ พราหมณ์มีอำ นาจสูงสุด เพราะปูนผู้ผูกขาดการทำ พิธีกรรมต่างๆมีการแต่งคัมภีร์พระเวทขึ้นอีก หนึ่งคัมภีร์คือ อาถรรพเวท และคัมภีร์อุปนิษัทซึ้งเป็นรากฐานของแนวคิดทางปรัชญามีความสุขุม ลุ่มลึกยิ่งขึ้นมากกว่าเดิม เป็นยุคที่มีการแข่งขันกันระหว่างศาสนา คือเกิดศาสนาใหม่ คือ ศาสนา เซนและพุทธศาสนา จนทำ ให้ศาสนาพราหมณ์ต้องปรับกระบวนการในการสอนศาสนาใหม่จนต้อง เรียกตนเองใหม่ว่า ศาสนาฮินดู ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
หลักคำ สอนของศาสนา พราหมณ์-ฮินดู มี 4 ข้อ คือ 1. หลักอาศรม 4 2. หลักการปฏิบัติระหว่างบุคคล 3. หลักปรมาตมัน 4. หลักโมกษะ 5. หลักอาศรม 4 หลักอาศรม 4 หมายถึง ขั้นตอนการดำ เนินชีวิตของชาวฮินดู เฉพาะที่เป็นพราหมณ์วัยต่างๆ โดย กำ หนดเกณฑ์อายุคนไว้ 100 ปี แบ่งช่วงของการใช้ชีวิตไว้ 4 ช่วง ช่วงละ 25 ปี ช่วงชีวิตแต่ละ ช่วงเรียกว่า อาศรม (วัย) อาศรมทั้ง 4 ช่วงมีดังนี้ อาศรมที่ 1 (ปฐมวัย) เรียกว่า พรหมจรรย์ อาศรม เริ่มตั้งแต่อายุ 8-25 ปี ผู้เข้าสู่อาศรมนี้ เรียกว่า พรหมจารี ภายในช่วงระยะเวลา 25 ปี แรกนี้ พรหมจารีผู้อยู่ในพรหมจรรย์อาศรม มีหน้าที่ดังนี้ 1) ตั้งใจเรียนวิชาการในวรรณะของตน 2) เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำ สั่งสอนของครูอาจารย์ 3) ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศ 4) ไม่คบกับเพศ ตรงกันข้าม 5) เมื่อสำ เร็จการศึกษาแล้วต้องทำ พิธีเกศนตสันสกา (ตัดผม) และพิธีคุรุทักษิณา มอบสิ่งตอบแทนครูอาจารย์ ผู้ทำ หน้าที่ครบทั้ง 5 ข้อนี้แล้วถือว่าเป็นพราหมณ์โดยสมบูรณ์ จาก ฐานะพรหมจารีจะมีสิทธิพิเศษ 5 ประการ ดังนี้ 1) ศึกษาคัมภีร์พระเวทได้ 2) สอนพระเวทแก่คน อื่นได้ 3) ทำ พิธียัคนัม (เกี่ยวกับการบริจาค) ได้ 4) รับทานจากผู้ศรัทธาได้ 5) บริจาคทานแก่คน ยากจน (ผู้อยู่ในวรรณะต่ำ ) ได้ อาศรมที่ 2 (มัชณิมวัย) เรียกว่า คฤหัสถาศรม อยู่ในช่วงอายุ 25-50 ปี มีหน้าที่ดังนี้ 1) ช่วยพ่อ แม่ทำ งาน 2) แต่งงานมีครอบครัว 3) ประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัว อาศรมที่ 3 (ปัจฉิมวัย) เรียกว่า วานปรัสถาศรม อยู่ในช่วงอายุ 50-75 ปี มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติ ดังนี้ 1) มอบสมบัติให้บุตรธิดา 2) บำ เพ็ญประโยชน์เพื่อส่วนรวม 3) ออกบวชปฏิบัติธรรมที่เรียก ว่า วานปรัสถ์ อาศรมที่ 4 คือ สันยัสตาศรม อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไป สำ หรับผู้ปรารถนา ความหลุดพ้น (โมกษะ) จะออกบวชเป็นสันยาสี เมื่อบวชแล้วจะสึกไม่ได้ บำ เพ็ญสมาธิแสวงหาความหลุดพ้นตาม หลักกรรมโยคะต่อไป หลักการปฏิบัติระหว่างบุคคล ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมีหลักคำ สอนที่คล้ายคลึงกับคำ สอนเรื่องทิศ 6 ในศาสนาพุทธเป็นอย่าง มาก ซึ่งเป็นหลักคำ สอนที่ว่าด้วยการปฏิบัติระหว่างบุคคล หลักปรมาตมัน คำ ว่า ปรมาตมัน หมายถึง สิ่งยิ่งใหญ่อันเป็นที่รวมของทุกสิ่งทุกอย่างในสากลโลก ซึ่งเรียกชื่อสิ่ง นี้ว่า “ พรหม” ปรมาตมันกับพรหมจึงเป็นสิ่งเดียวกัน
หลักโมกษะ หลักโมกษะ เป็นหลักความดีสูงสุด ดังคำ สอนของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู สอนว่า ”ผู้ใดรู้แจ้งใน อาตมันของตนว่าเป็นหลักอาตมันของโลกพรหมแล้ว ผู้นั้นย่อมพ้นจากสังสารการเวียนว่ายตาย เกิด และจะไม่ปฏิสนธิอีก มีใจความสำ คัญหลักๆคือ (มีการแก้ไข) การนำ อาตมันเข้าสู่ปรมาตมัน ด้วยการปฏิบัติธรรมใดๆ เพื่อให้วิญญาณของตนเข้ารวมกับปฐม วิญญาณ เรียกว่า เข้าถึงโมกษะ คือความหลุดพ้นจากวัฏสงสารแห่งชีวิต วิธีปฏิบัติเพื่อเข้าถึงโมกษะ ได้เสนอแนะหลักปฏิบัติที่สำ คัญไว้ 3 ประการ คือ กรรมมรรค (กรรม โยคะ) ชยานมรรค (ชยานโยคะ) และภักติมรรค (ภักติโยคะ)
ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาอินเดียที่มีต้นกำ เนิดในแคว้นปัญจาบ ทางตอนเหนือของอนุทวีปอินเดียในราวคริสต์ ศตวรรษที่ 15 โดยคุรุศาสดาพระองค์แรก คุรุนานัก และถูกนิยามว่าเป็นทั้งศาสนาเอกเทวนิยม และ พหุเทวนิยม
ศาสดา หรือ คุรุ แห่งศาสนาซิกข์มี 10 ท่าน ต่อจากนั้นศาสดาองค์ที่ 10 (คุรุโควินท์สิงห์) ได้ ประกาศให้ถือพระคัมภีร์ (คุรุกรันตสาหิบ) เป็นศาสดาตลอดกาลแทน และไม่มีการแต่งตั้งศาสดา ต่อไปอีก ยกเว้นนิกายนามธารีที่มีการนับคุรุศาสดาต่อ รายนามของคุรุศาสดาที่เป็นที่นับถือทั้ง 10 ท่าน ได้แก่ 1. คุรุนานัก (Guru Nanak) 2. คุรุอังคัต (Guru Angat) หรือ คุรุอังกัต, คุรุอังคัท, คุรุอังขัต, คุรุอังฆัต 3. ครุอมรทาส (Guru Amar Das) หรือ คุรุอามัร ดาส 4. คุรุรามทาส (Guru Ram Das) หรือ คุรุรามดาส 5. คุรุอรชุน (Guru Arjan) หรือ คุรุอรยัน, คุรุอาร์จัน 6. คุรุหรโคพินท์ (Guru Har Gobind) หรือ คุรุฮัรโควินท์ 7. คุรุหรราย (Guru Har Rai) หรือ คุรุฮัรราย, คุรุหาร์ไร 8. คุรุหรกิศัน (Guru Har Krishan) หรือ คุรุฮัรกฤษณ 9. คุรุเตฆ์บะฮาดุร (Guru Tegh Bahadur) หรือ คุรุเตค บฮาดัร 10. คุรุโควินทสิงห์ (Guru Gobind Singh) หรือ คุรุโควินท์สิงห์ 11. คุรุครันถสาหิพ (Guru Granth Sahib) หรือ คุรุครันถ์ซาฮิบ หลังสิ้นสุดสมัยของคุรุโควินทสิงห์แล้ว ท่านคุรุโควินท์สิงห์ได้แต่งตั้งให้ มหาคัมภีร์ คุรุกรันตสาหิบ หรือ คุรุครันถ์ซาฮิบ (Guru Granth Sahib) เป็นคุรุศาสดาอมตะตลอดไป กล่าวคือจะไม่มีการตั้ง คุรุศาสดาเป็นบุคคลอีก แต่จะให้ยึดถือพระคัมภีร์เป็นคุรุศาสดาตลอดกาล
สำ หรับชาวซิกข์แล้ว มีคัมภีร์หลักสำ คัญเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือ คุรุกรันตสาหิบ หรือ คุรุครัน ถ์ซาฮิบ (Guru Granth Sahib) บางครั้งก็เรียกอีกชื่อว่า อาทิกรันตะ หรือ อาทิ ครันถ์ (Ādi Granth) ตามกาลภาพจริง ๆ แล้ว “อาทิกรันตะ” (แปลตรงตัวว่า ฉบับแรก) หมายถึง คัมภีร์ชิ้น แรกที่เขียนขึ้นโดย คุรุอรชุน เมื่อ ค.ศ. 1604 ส่วนคุรุกรันตสาหิบ หมายถึง คัมภีร์รุ่นสุดท้ายที่ เพิ่มเติมและรวบรวมจนสมบูรณ์โดย คุรุโควินทสิงห์ คุรุกรันตสาหิบนั้นยกย่องให้เป็นคัมภีร์ที่เชื่อ ว่าจริงเสมอตลอดกาล (อกาล) และไม่สามารถโต้แย้งได้ (unquestionable) อย่างไรก็ตาม ศาสนาซิกข์ก็มีคัมภีร์อีกเล่มที่ยกย่องให้ว่าสำ คัญเป็นอันดับสอง คือ “ ทสัมกรันตะ ” หรือ ทาซาม ครันถ์ (Dasam Granth)
ในศาสนาซิกข์แบ่งออกเป็นหลายนิกาย แต่มีนิกายที่สำ คัญ ๆ ๒ นิกาย คือ นิกายนานักปันถิ แปล ว่า ผู้ปฏิบัติตามธรรมของท่านคุรุนานัก (ศาสดาองค์แรก) ผู้นับถือนิกายนี้จะไม่เข้าปาหุล หรือ ล้างบาป และไม่รับ “ก” ทั้ง ๕ ประการ นิกายนิลิมเล แปลว่า นักพรตผู้ปราศจากมลทิน บางแห่งเรียกนิกายนี้ว่า “นิกายขาลสา” หรือ “นิกายสิงห์” ผู้นับ ถือนิกายนี้จะดำ เนินตามคำ สอนของท่านคุรุโควินทร์สิงห์ (ศาสดาองค์ที่ ๑๐) โดยเฉพาะในเรื่องปาหุล หรือล้างชำ ระล้าง บาป ให้ตนเป็นผู้บริสุทธิ์ (ขาลสา) และเมื่อรับ “ก” ทั้ง ๕ แล้วก็ใช้นามสิงห์ต่อท้ายได้ นิกายอุทาสี หมายความว่า ผู้วางเฉยต่อโลก นิกายอกาลี คือ ผู้บูชาพระผู้เป็นเจ้านิรันดร นิกายสุธเร คือ นักพรตผู้บริสุทธิ์ นิกายทิวเนสาธุ หมายถึง นักบุญผู้เมา (ในพระเจ้า) นิกายริมเลสาธุ หมายถึง นักบุญผู้ไม่มีมลทิน นิกายนามธารี แปลว่า ผู้ทรงไว้ หรือผู้เทิดทูลพระนามของพระเจ้า หรือผู้มั่นอยู่ในนามของ พระเจ้า ผู้นับถือนิกายนี้จะแต่งตัวขาวล้วน ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มของมึนเมา ไม่กินเนื้อสัตว์ กระนั้น ก็ตามนิกายอื่น ๆ ที่มิได้กล่าวถึงในที่นี้กว่า ๒๐ นิกายล้วนมีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย
ศาสนสถานของศาสนาซิกข์เรียกว่า คุรุทวารา หรือคนไทยบางคนเรียกว่า โบสถ์ซิกข์ , วัดซิก ข์ โดยมีศูนย์รวมอยู่ที่วิหารทองคำ " หริมันทิรสาหิบ " หรือ สุวรรณวิหาร ตั้งอยู่ในเมือง ศักดิ์สิทธิ์ อมฤตสาร์ ใน แคว้นปัญจาบ ทางตอนเหนือของ ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งโดย คุรุรามดาส คุรุศาสดาองค์ที่สาม
หนัง นั สือ สื รายงาน E-BOOK by ด.ช.ศราวิชวิราชวงศ์ ด.ช.สกลเกษ ฮุงหวน ด.ช.จีร จี ภัทร บุญเที่ยง ชั้น ชั้ มัธ มั ยมศึกษาปีที่ ปี ที่2/9