The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ถอดบทเรียนกิจกรรม 2.2 COP

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by training-nakhonnayok Library, 2021-08-06 03:31:11

COP KM 2564

ถอดบทเรียนกิจกรรม 2.2 COP

คำนำ

กรมการพฒั นาชุมชน โดยสถาบันการพฒั นาชมุ ชน กาหนดดาเนนิ โครงการตลาดนัดความรู้งานพัฒนา
ชุมชน (KM-Market) ประจาปงี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ กจิ กรรมท่ี ๒ เสรมิ สร้างการเรียนร้แู ละสร้างแรงจูงใจ
ในการจัดการความรู้ (Capture & Learn) โดยมอบหมายให้ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก
กิจกรรมที่ 2 กิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และสร้างแรงจูงใจในการจัดการความรู้ (Capture & Learn)
กิจกรรมย่อยท่ี 2.2 เวทีชุมชนนักปฏิบัติระดับภาค เพ่ือจัดการความรู้จากผู้นาต้นแบบการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิตฯ ในการพัฒนาพ้ืนท่ีต้นแบบฯ เพื่อเป็นบทเรียนสาคัญในการต่อยอดและพัฒนาพื้นที่อื่น ๆ และปัจจุบัน
การเข้าถึงเทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องยากและมีความจาเป็นอย่างย่ิงทั้งในด้านของการส่ือสารและการศึกษาเพ่ื อให้
สอดคล้องกับไทยแลนด์ 4.0 วิสัยทัศน์เชิงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่รัฐบาลกาลัง
ขบั เคลอ่ื น กระทรวงมหาดไทยจงึ มีแนวทางเพ่ือรองรับการขับเคลอ่ื นดว้ ยการเรยี นรู้ผ่านระบบออนไลน์ต่าง ๆ
ให้สามารถสรา้ งสรรคง์ านท่ีทาใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพตอ่ หนว่ ยงาน

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) จากการดาเนินงานกิจกรรมย่อยท่ี 2.2 เวทีชุมชนนักปฏิบัติ
ระดับภาค ในการจัดการความรู้จากผู้นาโครงการพฒั นาพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎี
ใหม่ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” เล่มนี้ เป็นการเผยแพร่องค์ความรู้หรือบทเรียนในการพัฒนาพื้นท่ี
เพ่ือนเป็นแนวทางในการพัฒนาแก่ผู้ท่ีสนใจหรือผู้ที่ต้องการแนวทางการปฏิบัติ ด้วยการเรียนรู้ผ่านระบบ
ออนไลน์ เรียนรู้ได้ด้วยตัวเองทุกท่ีและทุกเวลา ส่งเสริมการแบ่งปัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ส่งเสริมการถอดองค์
ความรทู้ ่สี ามารถเป็นตน้ แบบ พรอ้ มท้งั สามารถนามาปฏิบตั ไิ ด้จริง เพือ่ พัฒนาตนเอง ต่อยอดความรู้และพัฒนา
คุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ด้วย โคก หนอง นา

ศูนย์ศกึ ษาและพัฒนาชมุ ชนนครนายก
สิงหาคม 2564

โครงกำรตลำดนัดควำมรู้งำนพัฒนำชุมชน (KM Market)
กิจกรรมที่ ๒ เสรมิ สร้ำงกำรเรยี นรู้และสร้ำงแรงจูงใจในกำรจดั กำรควำมรู้

กิจกรรมย่อยที่ 2.2 เวทีชุมชนนักปฏบิ ัติระดบั ภำค
วันท่ี 9 กรกฎำคม 2564 ณ ศูนยศ์ ึกษำและพฒั นำชุมชน
กำรจัดกำรควำมรู้โครงกำรพฒั นำพื้นทต่ี ้นแบบกำรพฒั นำคุณภำพชีวิตตำมหลักทฤษฎใี หม่

ประยกุ ต์สู่ “โคก หนอง นำ โมเดล”

1) รำยช่อื ทมี จัดกำรควำมรู้ ผู้อานวยการศนู ยศ์ กึ ษาและพฒั นาชุมชนนครนายก
นางประภา ปานนิตยกุล ผูช้ ว่ ยผู้อานวยการศนู ย์ศึกษาและพฒั นาชุมชนนครนายก
นางสาวอรวีย์ แสงทอง นกั ทรพั ยากรบคุ คลปฏิบัติการ
นางสุพรรษา แกว้ ขุนทด นักทรัพยากรบคุ คลปฏิบัตกิ าร
นายเมธาพันธ์ นลิ แก้ว นกั วชิ าการพฒั นาชุมชนปฏิบัติการ
นางสาวพิมพ์ณดา ไมตรเี วช นักทรพั ยากรบคุ คล
นางสาวสฑุ ามาศ อัมรินทร์

2) กล่มุ เปำ้ หมำย
ผู้นาตน้ แบบการพฒั นาชวี ิตฯ ในโครงการพัฒนาพ้นื ท่ตี น้ แบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่

ประยุกต์สู่ “โคก หนอง นา โมเดล” และแกนนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพยี ง โครงการพัฒนาหมูบ่ ้านเศรษฐกิจ
พอเพียง 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดนนทบุรี และจังหวัด
พระนครศรอี ยุธยา จานวน 20 คน

3) กจิ กรรมในกำรถอดบทเรียน
3.1) กิจกรรมสรา้ งความคนุ้ เคย
3.2) ถา่ ยทอดประสบการณ์ “การพัฒนาพน้ื ทีข่ องตนเอง”
3.3) กิจกรรมการแลกเปล่ยี นเรยี นรูแ้ ละสรา้ งองคค์ วามรใู้ หม่

จากการดาเนินกิจกรรม ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก ในกิจกรรมย่อยที่ 2.2 เวทีชุมชน
นักปฏิบัติระดับภาค โดยมีผู้ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ และแกนนาหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ที่เป็น
กลุ่มเป้าหมายและกาลังสาคัญในการพัฒนาพ้นื ที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวติ ตามหลักทฤษีใหม่ประยุกต์สู่
โคก หนอง นา โมเดล จานวน 20 คน จาก 5 จังหวัดในเขตรับผิดชอบศนู ย์ศกึ ษาและพฒั นาชมุ ชนนครนายก
ซ่งึ กลมุ่ เปา้ หมายมีความหลากหลายทงั้ ด้านความรู้ ทกั ษะ กระบวนการทางาน วธิ ีการพฒั นาพื้นที่ ผูท้ ี่ไม่เคยมี
ประสบการณ์ในการทาการเกษตรหรอื การพัฒนาพ้ืนที่ในรปู แบบโคก หนอง นา กล่าวคือ กลุ่มเป้าหมายเป็น
ทั้ ง ผู้ ที่ มี ปร ะ สบก าร ณ์ แ ละ ไ ม่ มี ปร ะ สบก าร ณ์ ใน ก าร พั ฒ น าพ้ื น ที่ ต้ น แ บ บ ก าร พั ฒ น า คุ ณภ าพ ชี วิ ต ต า ม
หลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล โดยสามารถสรุปและถอดบทเรียนตามประเด็น
ดว้ ยเทคนิคสุนทรียสนทนา และบันทกึ ดว้ ยแผนผงั ความคิด Mine mapping ดังน้ี





1) กำรพัฒนำพืน้ ที่ (กำรเร่ิมต้น/ขน้ั ตอน/วธิ กี ำร)

1.1) กำรเริม่ ต้น
(1) กำรมีต้นทุนเดมิ
ในการพัฒนาพ้นื ทีต่ ้นแบบการพฒั นาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎใี หม่ ประยุกตส์ ่โู คก หนอง

นา โมเดล กลุ่มเป้าหมายมีตน้ ทนุ เดมิ ดงั น้ี
- ทนุ “ที่ดิน” เปน็ จดุ เรมิ่ ต้นของการพัฒนาพืน้ ที่ และวิถชี ีวติ ด้ังเดมิ ของบรรพบรุ ุษท่มี ีพืน้ ที่ใน

ลักษณะโคก หนอง นา เดมิ อยแู่ ลว้
- ทุน “ความรแู้ ละประสบการณ์” ท้ังจากตนเองและเครือข่ายการพัฒนาซ่ึงเป็นทุนที่สาคญั

ท่ีสาคญั ที่สดุ
- ทนุ ภมู ปิ ญั ญา “อาชีพเกษตรกร” จากบรรพบรุ ุษ ทห่ี ลอ่ เลีย้ งชวี ิตและจติ ใจมา ต้องตอ่ ยอด

และพฒั นาตอ่ ไม่ทิ้งอาชีพและผนื แผน่ ดินของบรรพบรุ ุษ
(2) กำรต้ังเป้ำหมำยชวี ิต
การตงั้ เปา้ หมายในชวี ิต หรอื การต้งั เปา้ หมายในการทางาน ถือวา่ เป็นส่ิงทมี่ คี วามสาคญั มาก

และเป็นปัจจัยที่เพ่ิมโอกาสให้เราประสบความสาเร็จได้ เพราะว่าการตั้งเป้าหมาย ก็เหมือนเราปัก
หมุดไว้บนแผนท่ีว่าเราจะไปที่ไหน เม่ือไหร่ ที่สาคัญเมื่อเรามองเห็นเป้าหมายที่เรากาหนดเอาไว้
เราจะมองเห็นวิธีการไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างชัดเจนมากข้ึน เป้าหมายเปรียบเสมือนตัวกาหนด
ทิศทางว่าต้องทาอะไรต่อไป อะไรเป็นส่ิงท่ีต้องทา อะไรท่ีสาคัญที่สุดหรอื สาคัญน้อยกว่า เพื่อท่ีจะได้
ไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างทันเวลา ซ่ึงเป้าหมายเกิดจากความมุ่งม่ัน เกิดจากความต้องการและความ
ตง้ั ใจคนทีต่ ั้งเป้าหมายและต้องการไปให้ถึงเป้าหมาย เม่อื ต้องเจอกบั อปุ สรรค ก็มักจะมแี รงผลักดันให้
ผ่านไปไดม้ ากกวา่ คนท่ีไรเ้ ป้าหมาย

ในการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ น้ัน ทุกคนย่อมมีเป้าหมายและความ
ต้องการที่แตกต่างกันไป แต่มีเป้าหมายเดียวกัน คือ การพึ่งตนเองได้อย่างย่ังยืน และสามารถเป็น
พ้ืนที่ ๆ รองรับภัยพิบัติได้ และในการทางานย่อมเกิดปัญหาและอุปสรรคอย่างแน่นอน จงึ ต้อง
ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน และค่อย ๆ เดินทีละก้าว กินข้าวทีละคา ทาทีละอย่าง เพ่ือให้ไปถึงเป้าหมาย
ได้อย่างม่นั คง

(3) กำรเข้ำร่วมโครงกำรพัฒนำคุณภำพชีวิตตำมหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่โคก
หนอง นำ โมเดล

ในการเข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ ประยุกต์สู่โคก หนอง นา
โมเดล นับว่าเป็นการให้โอกาสแก่ตนเอง เข้ามาเรียนรู้การพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่
ประยุกต์สู่โคก หนอง นา โมเดล เปิดโอกาสให้ตนเองให้เจอทางรอด มีด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพียง เพื่อนาไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นขั้นเป็นตอน ได้เรียนรู้เรียนการทาเกษตร
ทฤษฎใี หม่ หลกั กสิกรรมชาติ ฯลฯ

(4) กำรดำเนินชีวิตตำมหลักปรัชญำของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
การดาเนินชวี ติ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นการดาเนนิ ชีวิตต้องตัง้ อยู่บนความ
ไม่ประมาท ด้วยการใช้ความรู้และคุณธรรม เพื่อให้เกิดการพ่ึงพาตัวเองได้ และเผ่ือแผ่ไปถึงสังคม
การนาหลกั เศรษฐกิจพอเพยี งมาใชน้ ้ัน ต้องยดึ หลัก "พึ่งตนเอง" คือ พยายาม พึ่งตนเองให้
ได้ก่อน ในแต่ละครอบครัวมีการบริหารจัดการอย่างพอดี ประหยัดไม่ฟุ่มเฟือย สมาชิกในครอบครัว
แต่ละคนต้องรู้จักตนเอง เช่น ข้อมูล รายรับ-รายจ่าย ในครอบครัวของตนเอง สามารถรักษาระดับ
การใช้จ่ายของตน ไม่ให้เป็นหน้ี และรู้จักดึงศักยภาพในตัวเองในเร่ืองของปัจจัยส่ีให้ได้ในระดับหนง่ึ
การพัฒนาตนเองใหส้ ามารถ "อยไู่ ดอ้ ย่างพอเพยี ง" คือ ดาเนนิ ชวี ิตโดยยดึ หลักทาง สายกลางใหอ้ ยู่ได้
อยา่ งสมดลุ คอื มีความสขุ ท่ีแท้ ไมใ่ หร้ ู้สกึ ขาดแคลน จนต้องเบยี ดเบียนตนเองหรอื ดาเนนิ ชีวิตอย่าง
เกินพอดี จนต้องเบยี ดเบยี นผู้อื่นหรอื เบียดเบียนสิง่ แวดล้อม

1.2) ข้ันตอน
(1) กำรศกึ ษำบรบิ ทพ้ืนทีข่ องตนเอง
การศึกษาบริบทพ้ืนท่ีรู้จักตนเองเสียก่อนว่ามีอะไรเป็นทุนและมีปัญหาที่กาลังเผชิญอยู่

เพื่อให้พัฒนาในส่ิงท่ีตนมีเดิมให้เกิดประโยชน์ และแก้ปัญหาให้ตรงจุด ศึกษา ดิน น้า ลม แสงแดด
ใหร้ อบดา้ น เช่น

- สภาพดนิ เปน็ ดินเลว ไมส่ ามารถปลูกพชื ได้
- สภาพพ้นื ทเี่ ปน็ แอง่ กระทะ
- สภาพนา้ เหมาะสมสาหรบั การเพาะปลกู หรือไม่
- พชื แบบใดในพ้ืนที่ ๆ สามารถดารงชีวิตอยไู่ ด้

- พน้ื ที่โซนใดเหมาะขดุ หนอง ทาโคก ปลกู ข้าว
การออกแบบพน้ื ท่ี ตอ้ งคานึงถึง “ภมู ิสงั คม” เป็นสาคัญ “ภูมิ” คือ สภาพทางกายภาพ เช่น
สภาพดิน น้า ลม แสงแดด สังคม คือ วัฒนธรรม ความเชื่อภูมิปัญญาด้ังเดิมท่ี ซ่ึงในการออกแบบจะ
ให้ความสาคัญกับ “สังคม”มากกว่า “ภูมิ” คือต้องออกแบบตามสังคมและวัฒนธรรมของคนท่ีอยู่
แมว้ ่าภมู ิประเทศจะเหมอื นกันกต็ าม หากสงั คมตา่ งกนั การออกแบบกจ็ ะตา่ งกนั โดยส้นิ เชิง
(2) กำรบริหำรจัดกำรพืน้ ที่
การบริหารจัดการพื้นท่ีในเรื่อง ดิน น้า ป่า หรือแม้กระท่ังคน ซึ่งก่อนจะการจัดการพื้นที่ให้
จดั การตนเองกอ่ น ต้องศกึ ษาหลกั การให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน ตอ้ งเตรยี มความพร้อมทัง้ ความรู้
ซงึ่ ไมใ่ ชแ่ คอ่ ่านจากตารา ต้องค่อย ๆ ฝกึ ปฏบิ ตั ิจนชานาญ รวมถึงการฝกึ จิตใจให้เข้มแขง็ ขยัน อดทน
และมีความเพียรเพ่ือไม่ให้เราก้าวพลาดจะทาให้เสียเวลาและงบประมาณ และการบริหารพ้ืนท่ีด้วย
เกษตรทฤษฎีใหม่รูปแบบ โคก หนอง นา คือการจัดการพื้นท่ีทาเกษตรผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่
เข้ากบั ภมู ิปญั ญาพื้นบา้ นท่อี ยอู่ ยา่ ง สอดคล้องกับธรรมชาติในพ้ืนที่นั้น ๆ โดยมีการผสมผสานกับภูมิ
ปัญญาพ้ืนบ้านให้สอดคล้องกัน โดยแบ่งพ้ืนท่ีเป็น สัดส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ดังนี้ 30% สาหรับ
แหล่งน้า โดยการขุดบ่อทาหนองและคลองไส้ไก่ 30% สาหรับทานา ปลูกข้าว 30% สาหรับทาโคก
หรอื ป่า ปลกู ปา่ 3 อยา่ ง ประโยชน์ 4 อยา่ ง กค็ อื ปลกู ไมใ้ ชส้ อย ไม้กนิ ได้และไม้เศรษฐกิจ เพอื่ ให้ได้
ประโยชน์ คือ มกี นิ มอี ยู่ มใี ช้ มีความสมบูรณ์ และ ความรม่ เย็น และ 10% สาหรับทีอ่ ยู่อาศัย และ
เล้ียงสตั ว์ เช่น ไก่ ปลา ววั และควาย เป็นตน้ ขึน้ อยู่กบั ความพึงพอใจและความต้องการของเจ้าแปลง
โดยตงั้ อยบู่ นความพอดแี ละพอเพียง
(4) กำรแลกเปลีย่ นเรียนรู้
การแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ท้งั ความรแู้ ละประสบการณ์ทางานเปน็ ปัจจัยทีส่ ง่ ผลใหเ้ กดิ องค์ความรู้
ใหม่ต่อผู้ท่ีได้รับการแลกเปลี่ยนเป็นส่ิงท่ีทาให้เกิด นวัตกรรม การต่อยอดแนวคิดท่ีส่งผลให้เกิด
ความสาเร็จ และแลกเปล่ียนเรียนรู้นั้น ส่งผลให้เกิดความเข้าใจ สร้างแรงจูงใจ และแบ่งปัน
ประสบการณ์ท่ีดีในการพัฒนาพ้ืนที่ นอกจากจะมีแนวทางใหม่ ๆ สาหรับการทางานแล้ว ยังสร้าง
ความสามัคคีและความเข้มแข็งในเครอื ขา่ ยอกี ด้วย

1.3) วิธกี ำร
(1) เรมิ่ จำกตนเอง
- ศึกษาหาความรู้และเพ่ิมประสบการณ์ท้ังจากบุคคลและแหล่งข้อมูลอ่ืน ๆ ในการพัฒนา

พ้ืนที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่นั้นต้องอาศัยความรู้ท่ีเข้าใจอย่างถ่องแท้
และเข้าวิธกี ารทาอย่างถูกตอ้ งและเปน็ ขัน้ เปน็ ตอน

- ปฏิบัติให้เก่ง ด้วยการลงมือทาด้วยตนเอง ลองผิด ลองถูก และเรียนจากสิ่งท่ีผิดพลาด
เอาบทเรียนคร้ังแรก มาเป็นแม่แบบการเรยี นครงั้ สอง เอาความผิดพลาดครั้งที่สอง มาทาครง้ั ท่สี ามให้
ดขี น้ึ

- ทาให้สาเร็จเพื่อเป็นตัวอยา่ งความสาเรจ็ แกผ่ ู้อื่น คือต้ังเป้าหมาย เพื่อจะเป็นพน้ื ท่ีตัวอยา่ ง
ความสาเรจ็ การน้อมหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งแปลงสกู่ ารปฏิบัติอย่างเปน็ รูปธรรม

(2) เก็บเกย่ี วประสบกำรณ์
- เข้าอบรมหลักสตู รที่การเปิดสอนและถ่ายทอดความรู้ เพ่ือเพิ่มพนู ความร้แู ละสรา้ งเครือข่าย
- เครอื ข่ายเป็นสิง่ สาคัญเพราะทุกคนต่างมีความรูแ้ ละประสบการณก์ ารทางานทแี่ ตกต่างกัน
และหลากหลาย
(3) กำรประชำสมั พนั ธ์งำน
การเชิญชวนคนในชุมชนเข้ามาศึกษาหาความรู้และร่วมทากิจกรรม เช่น การปลูกผักกนิ เอง
การบารุงรักษาดนิ โดยการลดใชส้ ารเคมี
(4) กำรถ่ำยทอดควำมรู้
การถ่ายความรู้แก่ชุมชน โรงเรียน วัด โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมตามหลัก บวร การนา
สถาบันหลักในชุมชนมาเป็นกลไกในการพัฒนา และสร้างชุมชนให้เข้มแข็งทาหนา้ ท่ีเป็นแกนกลางใน
การพฒั นาดว้ ยการร่วมกันคิด สรา้ ง และบรหิ ารจัดการชุมชน ของคนในท้องถิ่นทีร่ ว่ มกันเป็นเจา้ ของ
(5) กจิ กรรม เอำม้อื สำมัคคี
การใช้กจิ กรรมเอามือ้ สามัคคีมาขบั เคลอ่ื นการพัฒนาพ้นื ทตี่ น้ แบบในแต่ละแปลง จงึ เป็นการ
รื้อฟื้นเอาวิถีชีวิตด้ังเดิมวัฒนธรรมอันดีของคนไทยย้อนกลับมาปฏิบัติให้เกิดการปฏิบัติตามหลัก
กสิกรรมธรรมชาติ รวมทั้งสร้างความเป็นจิตอาสาพัฒนาชุมชน จนเกิดเครือข่ายที่มีพลังและความ
สามัคคี เปน็ การเรียนรจู้ ากการฝึกปฏิบตั ิจริง โดยมีการแบ่งหนา้ ท่ีวางแผนการเอาม้ือสามัคคี เรมิ่ จาก
การสร้างความรู้ เตรียมความพร้อมกิจกรรม จากนั้นแบ่งหน้าท่ี แบ่งคน แบ่งงาน ภายใต้แนวคิด
“คกึ คกั คล่องแคล่ว คร้นื เครง” กิจกรรมนจ้ี ะใหค้ วามรู้ ประสบการณ์ ปรบั วธิ ีการคดิ และการทาใหม่
เพ่อื ผลลัพธใ์ หม่ และสรา้ งความเขม้ แข็งใหเ้ ครอื ข่ายโคก หนอง นา
(6) กำรพัฒนำพ้นื ทสี่ ำธำรณะในชุมชน
การสร้างความเข้าใจและชี้ให้เห็นถึงความสาคัญของการพัฒนาพื้นที่แก่คนในชุมชนเพ่ือ
ตัดสินใจร่วมกันปรับพ้ืนท่ีให้เป็นพ้ืนท่ีในการประยุกต์ทฤษฎีใหม่ในรูปแบบ โคก หนอง นา ให้ทุกคน
ในชุมชนสามารถใช้ประโยชนร์ ่วมกันได้

วิธีกำรพฒั นำพนื้ ท่ี

2) เทคนคิ /เคลด็ ลับกำรพฒั นำพื้นที่
2.1) เรม่ิ จำกตนเอง
ในการพัฒนาพื้นท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตฯ ต้องรู้จักพ่ึงพาตนเองเสียก่อน เรียนรู้ความ

ผิดพลาดและความสาเร็จด้วยตนเอง พ่ึงพากาลังกาย กาลังสติปัญญาของตนเป็นที่ต้ัง ส่ิงท่ีสาคัญคือ
ความต้งั ใจและศรัทธาในสิง่ ทา

2.2) ค้นหำอัตลกั ษณ์
ในการพฒั นาพน้ื ท่ีต้นแบบการพฒั นาคุณภาพชวี ิตฯ ตอ้ งเรม่ิ จากสงิ่ ทีม่ ีและพฒั นา โดยการรู้จกั ตนเอง
ให้ดีเสียก่อน ไม่ต้องเลียนแบบ ไม่ต้องเดินตามในส่ิงท่ีไม่ใช่ตัวเอง พัฒนาในส่ิงท่ีมีและตัวตนของตนเอง และ
เม่ือหาอัตลักษณ์เจอ เราจะสามารถต่อยอดจากส่ิงนั้นได้ เช่น พื้นที่ของนายอดลุย์ วิเชียรชัย ท่ีเริ่มจากการทา
ฟารม์ และค่อยพฒั นามาทาเกษตรผสมผสาน
2.3) กำรน้อมนำหลกั ปรัชญำของเศรษฐกจิ พอเพยี งมำใชใ้ นกำรดำเนนิ ชีวติ
- ด้านเศรษฐกิจ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว ไม่ลงทุนเกินขนาด คิดและวางแผนอย่างรอบคอบ มีภูมิคุ้มกันไม่
เสี่ยงเกนิ ไป เช่น ทาบญั ชีรายรบั รายจา่ ยเพ่อื ทีจ่ ะจัดการการใชจ้ า่ ยเงินได้อย่างเปน็ ระบบ
- ด้านจิตใจ มีจิตใจเข้มแข็ง มีจิตสานึกที่ดี เอ้ืออาทร เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า ประโยชน์
ส่วนตัว
- ด้านสังคมและวัฒนธรรม ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน รู้ รัก สามัคคี สร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัว
และชมุ ชน รักษาเอกลักษณ์ ภาษา ภมู ิปัญญา และวัฒนธรรมไทย

- ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม ร้จู กั ใช้และจัดการอยา่ งฉลาดและรอบคอบ ฟ้นื ฟทู รัพยากร
เพ่ือใหเ้ กดิ ความย่งั ยืนและคงอยู่ช่ัวลกู หลาน

-ด้านเทคโนโลยี รู้จักใช้เทคโนโลยีท่ีเหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการและสภาพแวดล้อม
พัฒนาเทคโนโลยีจากภมู ิปัญญาชาวบ้าน

2.4) ประชำสมั พันธ์ หรอื ใหเ้ ป็นที่รจู้ ัก
ผ้นู าตน้ แบบฯ สร้างตวั อยา่ งความสาเรจ็ ให้เปน็ รูปธรรม และถ่ายทอดบทเรยี นความสาเรจ็ แก่ผู้ทีส่ นใจ
และขยายผลโดยการประชาสัมพันธ์ทัง้ แบบออนไลน์และออฟไลน์
2.5) กำรบรหิ ำรแบบคนจน
การบริหารการทางานแบบคนจนให้ต้ังตนอยู่ในความลาบาก กุศลจึงเจริญ ผู้คนจึงใจดี มีเมตตา
เอ้ือเฟ้อื แบง่ ปนั และคนจนจะตน่ื ตี ๔ เร่ิมเรียนรู้และทางานตอนตี ๕ กล่าวคือ นอนเรว็ และตน่ื เช้า การทางาน
ด้วยวิธีการแบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตารามากเกินไป ทาด้วยความสามัคคี ไม่ต้องมกี ารลงทุนมากเกินฐานะ
ตนเองจนเดือดรอ้ น
2.6) กำรลงมอื ทำอยำ่ งสมำ่ เสมอ
การลงมือทาอย่างต่อเนื่อง เป็น 1 กฎเหล็กในการสร้างความสาเร็จและเป็นการเสริมสร้าง
ประสบการณ์การทางานทเ่ี ราเรยี นรู้ และลองผิด ลองถกู จนประสบความสาเร็จในงานนน้ั ๆ
2.7) ใชค้ วำมรู้และทกั ษะในกำรทำงำน
ส่ิงสาคัญในการทางาน ต้องศึกษาหลักการให้เข้าใจอย่างถ่องแท้เสียก่อน ต้องเตรียมความพร้อมทั้ง
ความรู้ซึ่งไม่ใช่แค่อ่านจากตารา ต้องค่อย ๆ ฝึกปฏิบัติจนชานาญ รวมถึงการฝึกจิตใจให้เข้มแข็ง ขยัน อดทน
และมีความเพียรเพือ่ ไมใ่ หเ้ ราก้าวพลาดจะทาใหเ้ สยี เวลาและงบประมาณ ทส่ี าคัญคอื ความตง้ั ใจ
2.8) จิตอำสำ
ผู้นาการพฒั นาพื้นท่ีตน้ แบบฯ ต้องผ้ทู ม่ี ีจิตใจท่ีเป็นผูใ้ ห้ เช่น ให้ส่งิ ของ ให้เงิน ให้ความชว่ ยเหลือด้วย
กาลังแรงกาย แรงสมอง ซึ่งเป็นการเสียสละสิ่งที่ตนเองมี แม้กระท่ังเวลา เพ่ือเผ่ือแผ่ ให้กับส่วนรวม เป็นการ
ช่วยลด "อตั ตา" หรอื ความเป็นตวั เปน็ ตน ของตนเองลงได้ ซึง่ ในการพัฒนาพ้นื ท่ีตน้ แบบน้นั มีเป้าหมายสาคัญ
คอื การเป็นแหลง่ พกั พิงเม่ือยามเกดิ ภัยพบิ ัติ มกี ารทางานรว่ มกันเปน็ เครือข่าย ตอ้ งรู้จักเอ้ือเฟื่อสนบั สนุนผู้อื่น
เช่น การแลกเปลยี่ นเรียนรู้องค์ความรหู้ รอื วธิ ีการแกไ้ ขปัญหา
2.9) เครือขำ่ ยกำรทำงำน
“เครือข่าย” สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ ด้วยการเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารรวมท้ัง
บทเรียนและประสบการณ์การพัฒนาพ้ืนท่ีฯ การให้ความร่วมมือและเอ้ือประโยชน์ซ่ึงกันและกัน กล่าวคือ
หากมีเครือข่ายเข้ามาช่วยในการทางานจะสามารถไปถึงเปา้ หมายได้เร็วและสามารถผ่านทุกอุปสรรคของการ
ทางานได้ เชน่ ในพื้นที่ ๆ ต้องมีฐานเรียนรู้ ซึ่งเจ้าของแปลงตอ้ งมีองค์ความรู้ทห่ี ลากหลาย และสามารถ่ายทอด
ความรู้ได้ หากมเี ครอื ขา่ ยการพฒั นาสามารถไปศกึ ษาเรยี นรู้จากเครอื ขา่ ยได้

3) ควำมสำเร็จ ควำมภำคภูมิใจในกำรพัฒนำพน้ื ที่ของตนเอง

3.1) กำรได้ตอบแทนแผน่ ดินและกำรเป็นลูกพอ่ หลวง รชั กำลท่ี 9
ก า ร ไ ด้ น้ อ ม น า ห ลั ก ป รั ช ญ า ข อ ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ พ อเ พี ย ง ข อ ง พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ บ ร ม ช น ก า ธิเ บศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาปรับใช้ในชีวิตประจาวันของตนอย่างเป็นรูปธรรม
เป็นความภาคภูมิใจที่ไดพ้ ระมหากรณุ าธคิ ุณอย่างย่ิงท่ีมอบชีวิตที่ดีสามารถพง่ึ พาตนเองและช่วยเหลือผู้อ่ืนได้
กล่าวคือ ชวี ติ ที่พอมีพอกนิ ปลูกพชื สวนครัวไว้กนิ เองบา้ ง ปลกู ไม้ผลไว้หลังบ้าน พอทจ่ี ะมีไว้กนิ เองในครัวเรอื น
ถา้ เหลือจงึ ขายไป ชีวติ ที่พออยู่พอใช้ ทาให้บ้านน่าอยู่ ปราศจากสารเคมี กลิน่ เหม็น ใช้แตข่ องทเี่ ป็นธรรมชาติ
(ใช้จุลินทรีย์ผสมน้าถูพื้นบ้าน จะสะอาดกว่าใช้น้ายาเคมี) รายจ่ายลดลง สุขภาพดีข้ึน (ประหยัดค่า
รักษาพยาบาล) และชีวติ ทพ่ี ออกพอใจ คือ เราต้องรูจ้ กั พอ รู้จักประมาณตน ไม่ใคร่อยากใครม่ เี ช่นผู้อืน่
3.2) กำรเปน็ ผนู้ ำตน้ แบบกำรพัฒนำคณุ ภำพชวี ติ ฯ
ผู้นาตน้ แบบการพฒั นาคุณภาพชวี ิตฯ มีความรคู้ วามเข้าใจเศรษฐกิจพอเพียง รูปแบบ โคก หนอง นา
โมเดล และสามารถเปน็ แกนนาพฒั นาขับเคลือ่ นการน้อมนาหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่
ประยุกต์สู่การปฏิบัติในรูปแบบ โคก หนอง นา โมเดลในพื้นท่ีชุมชนและผู้ที่สนใจได้ อีกทั้งยังสามารถเป็น
ครูกระบวนการ ครกู สิกรรม ครปู ระจาฐานเรียนร้กู ารพ่ึงพาตนเอง และครูพาทา ได้ เป็นผทู้ ่ขี ับเคล่ือนงานการ
พ้ืนท่ีต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ที่เป็นรูปธรรมและเป็นวิถีชีวิตโดยแท้จริง อีกท้ัง
สามารถสรา้ งพ้นื ทขี่ องตนเองใหเ้ ป็นแหลง่ เรียนรู้และแหลง่ ความมัน่ คงทางอาหารทั้งเพื่อตนเองและชมุ ชน

3.3) กำรพัฒนำพนื้ ท่ใี หเ้ กิดประโยชน์

สามารถพัฒนาพน้ื ทีใ่ ห้เกดิ ประโยชนส์ ูงสดุ ได้ พ่ึงพาตนเองได้แมใ้ นยามวกิ ฤต และสามารถชว่ ยเหลือ

คนในชมุ ชนได้ด้วย เปน็ ท้งั หอ้ งเรียนและหอ้ งครวั มีองคค์ วามรใู้ หม้ าเรียนรู้ และมพี ้นื ที่แห่งความมั่นคงทาง

อาหารให้พงึ พิงยามยาก

3.4) ควำมสุขจำกพนื้ ที่ โคก หนอง นำ

- คนในชุมชนเร่มิ สนใจและใหค้ วามสาคญั กบั การทาเกษตรทฤษฎใี หมม่ ากขึ้น
- เกิดกจิ กรรมเรยี นรู้และสร้างความสามัคคีของคนในชุมชนด้วยกิจกรรมเอามื้อสามัคคี โคก หนอง นา
มีการปลูกป่า3อย่างประโยชน์4อย่าง ขุดคลองไส้ไก่ ขุดหลุมขนมครก และเรียนรู้การทาแห้งชามน้าชามการ
หม่ ดนิ และองค์ความรูต้ ่าง ๆ ที่มาได้ไปอบรมมาตอ่ ยอดใหก้ ับคนในชุมชนและนอกชมุ ชน
- สามารถพ่ึงตนเองและดารงชีวิตตามทฤษฎบี นั ได 9 ขัน้ สูค่ วามพอเพยี ง

3.5) แหล่งทอ่ งเที่ยวเชงิ เกษตร

โคก หนอง นา โมเดล เป็นแหล่งท่องเที่ยวท่ีเน้นการเรียนรูว้ ิถีเกษตรกรรมของชาว ชนบท โดยการมี

ส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว ก่อให้เกิดรายได้ต่อชมุ ชน และตัวเกษตรกร นักท่องเที่ยวได้รับความ เพลิดเพลนิ ใน

กจิ กรรมทางการเกษตร และมจี ิตส านึกตอ่ การรกั ษาสภาพแวดล้อม

4) กำรสรำ้ งเครือขำ่ ย กลไก 357

4.1) กำรเป็นตน้ แบบที่ดี
ความสาเรจ็ ของบุคคลตน้ แบบ แนวคิด แนวทางการแก้ปัญหาของเค้า จะทาให้เรามองโลกในแงม่ มุ
ใหมๆ่ ชว่ ยให้เราเข้าใจปญั หาและแกไ้ ขได้
4.2) กำรถ่ำยทอดองคค์ วำมรู้
ถา่ ยทอดองค์ความรู้ในทุกระดบั และสร้างความเข้าใจร่วมกนั และเพือ่ ให้เกิดการบูรณาการการทางาน
ในทกุ ระดับ ต้ังแตห่ มบู่ ้าน ตาบล อาเภอ และจงั หวัด
4.3) กำรสนบั สนนุ งำน
การสนับสนุนงานของเครือข่าย เช่น การเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ การเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ชุมชน
การรว่ มมือกนั พัฒนาชมุ ชนรว่ มกันกับภาคเี ครือข่าย การแบง่ ปันผลผลติ การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และมีการ
จัดให้มีเวทีแลกเปล่ียนเรียนรู้อย่างสม่าเสมอ มีกิจกรรมสม่าเสมอได้ทางานร่วมกันกระจายงานได้ท่ัวถึง เช่น
กิจกรรมการเอามื้อสามัคคี รวมท้งั การให้กาลงั ใจซงึ่ กนั และกนั สนับสนนุ งานเครอื ข่ายทกุ ดา้ นท่ีต้องการความ
ช่วยเหลือ เนน้ การชว่ ยเหลอื คนทีย่ ังออ่ นแอให้สามารถชว่ ยตนเองได้
4.4) กำรขยำยเครอื ข่ำย
การขยายเครือข่ายด้วยตัวอย่างความสาเร็จ ทาให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เป็นการสร้างแรงบันดาลใจ
แก่ผู้คนท่ีสนใจ หรือผู้ที่ไม่มีประสบการณ์ หรือผู้ที่ต้องการเริ่มพัฒนาพ้ืนท่ีของตนเอง ก่อให้เกิดการยยาย
เครือข่ายท่เี พ่มิ ขึ้น
4.5) แผนยุทธศำสตร์
การใช้แผนยุทธศาสตร์ สร้างแม่ทัพท่ีเป็นกาลังหลักสาคัญในการขับเคล่ือนงาน และหาผู้นาในพ้ืนที่
สร้างเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พาลงมือทา และนาต่อยอด เช่น การปลูกผักกินเอง หารหาตลาดรองรับ
ผลผลติ ให้เครอื ขา่ ย การสร้างชุมชนท่องเทีย่ ว
4.6) กำรทำงำนรว่ มกนั 7 ภำคเี ครอื ข่ำย
การร่วมบูรณาการทางาน เครือข่าย 7 ภาคี ได้แก่ ภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน ภาคศาสนา
ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและส่ือมวลชน เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตาม
หลกั ทฤษฎีใหมป่ ระยุกตส์ โู่ คก หนอง นา โมเดล ของกรมการพฒั นาชุมชน การสนับสนุนการจัดการความรจู้ าก
มหาวิทยาลัย สอ่ื มวลชนจากสถานโี ทรทศั น์ให้ความสนใจนาตวั อย่างความสาเร็จนาไปเผยแพร่

5) ขอ้ จำกดั

5.1) ภูมิศำสตร์ของพ้นื ที่
ลักษณะของดินในแต่ละพ้ืนท่ีไม่เหมือนกัน ทั้งดินทราย ดินทรายปนดินร่วน ดินเหนียว การขุดปรับ
พนื้ ท่จี ึงทาไดล้ า่ ช้าและจากสภาพดินทาใหไ้ ดป้ รมิ าณดินไม่ไดต้ รงตามแบบมาตรฐานไม่สามารถตรวจรบั ได้
5.2) ระบบรำชกำร
- ระบบงานของราชการมีกระบวนการข้ันตอนและข้อจากัด มีระเบียบหลายอย่าง แต่ละขั้นตอนใช้
เวลาดาเนินการที่นาน แบบมาตรฐานที่ทามาไม่สามารถใช้งานได้จริงในพ้ืนที่ มาตราส่วนไม่เท่ากันจึงไม่
สามารถดาเนินการได้ การจะปรับแบบแปลงต้องหาวิศวกร หรือผู้ท่ีสามารถรับรองแบบแปลงได้ มาเซ็น
เอกสารรับรอง ซ่ึงไมม่ ผี ู้ทจ่ี ะดาเนนิ การ ทางราชการจึงตอ้ งใช้เวลาในการดาการนาน
- ผู้เข้าร่วมโครงการที่ดินเป็นของสานักงานปฏิรูปท่ีดินเพ่ือการเกษตร (ส.ป.ก.) ติดปัญหาในการใช้
ประโยชนท์ ดี่ ิน ซึง่ ตอ้ งใชเ้ วลาดาเนนิ การในการขออนญุ าตใช้ท่ีดินเปน็ เวลานาน
5.3) ประสบกำรณ์และองค์ควำมรู้
- ผู้นาการพัฒนาพน้ื ทฯ่ี บางทา่ นไม่มคี วามชานาญทางด้านการทาเกษตร
- ฐานเรยี นรู้ มคี วามหลากหลาย ทาใหข้ าดความรใู้ นดา้ นนัน้ ๆ เช่น ไม่ความรู้ในการทาบ้านดิน

6) กำรพัฒนำ/ตอ่ ยอดควำมรู้

- กำรเติมกำลังใจ/พลังใจ การให้กาลังใจตนเองไม่ย่อท้อต่อความยากลาบากหรืออุปสรรคต่าง ๆ มี
ครอบครัวที่สนับสนุนร่วมกันทา หลังจากได้มาอบรมทาให้ได้มีเครือข่ายมีเพ่ือนร่วมอุดมการณ์ แลกเปล่ียน
ประสบการณ์ เมื่อเกิดปญั หาอุปสรรคไดช้ ว่ ยเหลือเก้ือกูลกัน ได้เอามอื้ สามคั คเี กิดความรกั ความสามัคคีกันมาก
ขนึ้ จากการมเี ครือข่ายได้พบปะพูดคยุ กันทาให้ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ นาความรู้ทไ่ี ด้จากเพื่อนเครือข่าย
ไปปรบั ใช้ในพื้นทีข่ องตน เกดิ เปน็ วธิ ีใหม่ ๆ ท่สี ามารถปรับปรงุ พนื้ ทใี่ หส้ ามารถใชป้ ระโยชน์ไดม้ ากขึน้

- กำรสร้ำงมลู คำ่ ความรูท้ ไี่ ด้รับจากการฝึกอบรม เช่น เรอื่ งการปลูกปา่ 5 ระดับ นามาปลกู ในพื้นท่ี
ให้ไม้แต่ละระดับได้ดูแลกันเอง สรา้ งรายได้

- กำรจัดกำรพ้นื ท่ี ๆ อยำ่ งมจี ำกดั แม้จะมีพ้นื ทน่ี ้อยกส็ ามารถทาเกษตรปลูกพืชผักสวนครัวไว้ปรบั
ประทานเองได้ เพียงแคช่ นิดละไมก่ ี่ต้นกเ็ พยี งพอสาหรับ ไว้รบั ประทานในครวั เรือนทั้งยังช่วยลดคา่ ใช้จา่ ยใน
ครัวเรอื น และแลกเปลีย่ นกับเพ่อื นบา้ นไดอ้ กี ดว้ ย

- กำรปรบั และเปลย่ี น
จากแต่กอ่ นทม่ี ีความคิดวา่ เอาไว้กอ่ น เดย๋ี วค่อยทา เมื่อได้มาอบรมได้เหน็ ตวั อย่างความสาเรจ็ ของผู้ท่ี
ไดท้ าแลว้ ทาให้เกดิ แรงผลกั ดัน แรงกระตนุ้ ทาให้เกดิ ความมงุ่ มั่นตอ้ งการจะพึง่ ตนเองให้ได้ เกิดการ “ระเบดิ
จากข้างใน” เลกิ ผัดวนั ประกันพรงุ่ ตอ้ งการสาเร็จตอ้ ง “ททท” ทาทันที
- กำรสร้ำงกลุ่ม
จากการท่ีได้อบรมได้สร้างเครือข่ายสื่อออนไลน์ท่ีรวดเร็วและสะดวก ติดต่อปรึกษาปัญหา แบ่งปัน
ความสาเรจ็ จากกลุ่มเลก็ ๆ ไดข้ ยายเป็นวงกวา้ ง เครอื ข่ายของแต่ละคนมารวมเปน็ เครอื ข่ายเดยี วกนั เป็นกลุ่ม
กอ้ นที่มีความเข็งแกร่งมุ่งมัน่ ทีจ่ ะพัฒนาพ้นื ท่ี ความเปน็ อยู่ท่ดี ีขนึ้

ภำพกิจกรรม
กจิ กรรมยอ่ ยที่ 2.2 เวทชี ุมชนนักปฏบิ ตั ริ ะดับภำค

วนั ที่ 9 กรกฎำคม 2564 ณ ศนู ย์ศึกษำและพัฒนำชมุ ชนนครนำยก



ชื่อเอกสำร การจัดการความรู้เวทีชุมชนนักปฏิบัติ โครงการตลาดนัดความรู้งานพัฒนาชุมชน (KM
Market) ปีงบประมาณ 2564 กิจกรรมท่ี 2 กิจกรรมเสริมสร้างการเรียนรู้และสร้างแรงจูงใจในการจัดการ

ความรู้ (Capture & Learn) กิจกรรมย่อยที่ 2.2 เวทีชมุ ชนนกั ปฏิบตั ริ ะดับภาค

ประเภทเอกสำร เอกสารวชิ าการ ผอู้ านวยการศนู ยศ์ ึกษาและพัฒนาชุมชนนครนายก
ขนำดเอกสำร กระดาษ A4 ผูน้ าตน้ แบบฯ จงั หวัดปทุมธานี
ทป่ี รกึ ษำ นางประภา ปานนติ ยกุล
ผู้สนับสนุนขอ้ มลู นายอดลุ ย์ วเิ ชียรชัย
ทมี จัดกำรควำมรู้

นางประภา ปานนิตยกลุ ผู้อานวยการศนู ย์ศึกษาและพัฒนาชมุ ชนนครนายก
นางสาวอรวีย์ แสงทอง นักทรพั ยากรบุคคลชานาญการ
นางสุพรรษา แกว้ ขนุ ทด นกั ทรพั ยากรบคุ คลปฏบิ ตั ิการ

นายเมธาพันธ์ นิลแกว้ นกั ทรัพยากรบคุ คลปฏิบัติการ
นางสาวพิมพ์ณดา ไมตรเี วช นักวชิ าการพฒั นาชุมชนปฏิบตั ิการ

นางสาวชนชิ กานต์ ริมสมุทร์ เจ้าพนกั งานโสตทศั นศึกษาปฏบิ ตั งิ าน
นางสาวสุฑามาศ อมั รนิ ทร์ นักทรพั ยากรบคุ คล
นางสาวกรทอง ชูสร้อย นักจัดการงานทว่ั ไปปฏิบัติการ

ผรู้ วบรวม/ผเู้ รียบเรียง/ผ้พู มิ พ์

นางสาวชนิชกานต์ ริมสมทุ ร์ เจ้าพนักงานโสตทศั นศึกษาปฏบิ ตั งิ าน
นกั ทรพั ยากรบคุ คล
นางสาวสฑุ ามาศ อมั รินทร์
เจ้าพนกั งานโสตทัศนศกึ ษาปฏิบัติงาน
ผอู้ อกแบบปกหนำ้ /หลงั
เจา้ พนกั งานโสตทศั นศึกษาปฏิบัติงาน
นางสาวชนิชกานต์ รมิ สมทุ ร์

ถ่ำยภำพ/รวบรวมภำพ

นางสาวชนชิ กานต์ ริมสมทุ ร์

ปีที่พิมพ์ พ.ศ. 2564

แหลง่ เผยแพร่ กรมการพัฒนาชมุ ชน


Click to View FlipBook Version