งานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่านของนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ศกร.ตำบลมะนังตายอ ผู้วิจัย นางสาวตัสนิม มานิ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอเมืองนราธิวาส สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดนราธิวาส กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ
คำนำ การศึกษาวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การพัฒนา ชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น ศกร.ตำบลมะนังตายอได้แรงบันดาลใจจากการที่นักศึกษาบางส่วนมีปัญหาใน ด้านของการอ่านจับใจความสำคัญ จึงได้ดำเนินการทำวิจัยในครั้งนี้ จนประสบผลสำเร็จ ขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอเมืองนราธิวาสและคณะครู ที่ให้คำแนะนำให้ความรู้ที่เกิดประโยชน์และขอขอบใจนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศกร.ตำบล มะนังตายอที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการวิจัยและเก็บข้อมูลในครั้งนี้จนเสร็จสมบูรณ์ ตัสนิม มานิ
กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้นจากการรวบรวมและเรียบเรียงผลการดำเนินการวิจัยในชั้น เรียนเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศกร.ตำบลมะนังตายอ แสดงถึงผลจากการพัฒนาผู้เรียนด้วยการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญที่สุด โดยผู้เรียนได้ร่วมคิด วางแผน ลงมือ ปฏิบัติค้นคว้าแสวงหาความรู้จากวิทยากรและแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ด้วยตนเอง รู้จักการทำงานเป็นทีม ตลอดจนสามารถ แก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง และเพื่อนำไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในโอกาส ต่อไป รายงานการเล่มนี้จะเสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยการสนับสนุนให้ความร่วมมือและเป็นกำลังใจจาก บุคคลหลายฝ่าย เอกสารค้นคว้าอ้างอิงทุกเล่ม นักศึกษา จึงขอขอบคุณไว้ ณ โอกาสนี้ ผู้วิจัย
ชื่อเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ศกร.ตำบลมะนังตายอ ผู้วิจัย นางสาวตัสนิม มานิ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ความรู้พื้นฐาน รายวิชาภาษาไทย ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดกิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อ ส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นศกร.ตำบลมะนังตายอ มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อ ส่งเสริม การอ่านของนักศึกษา และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบ ฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักศึกษาในการวิจัย การสร้างแบบฝึก ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักศึกษาจำนวน 20 คน มีคะแนน ทดสอบหลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักศึกษา มีคะแนน สูงจากก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H มีค่าเฉลี่ย 34.25 ร้อย ละ 6.85 ซึ่งแสดงว่า การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานโดยใช้เทคนิค 5W1H ทำให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น จากผลการวิจัยที่เกี่ยวกับการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H ที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ ทราบว่าความสำคัญในการอ่านของนักศึกษา เกิดจากวิธีสอนของครูเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ครูยัง ขาดอุปกรณ์ที่เป็นแบบฝึกเสริมทักษะที่มีเนื้อหาตรงกับความสนใจของนักศึกษา ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อช่วยพัฒนา ความสามารถในการอ่านจับใจความของนักศึกษาข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ ครูผู้สอน ควรนำแบบฝึกการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปใช้ประกอบการ สอนปกติหรือใช้ในการสอนซ่อมเสริม และควรมีการนำแบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปทดลองใช้กับ หลาย ๆ สถานศึกษาเพื่อจะได้ข้อสรุปผลการวิจัยที่กว้างขวางยิ่งขึ้นควรมีการสร้างแบบฝึกทักษะการ อ่านเพื่อจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H สาระการเรียนรู้ภาษาไทยเพิ่มขึ้นในเนื้อหา และระดับชั้น อื่น ๆ
สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ บทคัดย่อ สารบัญ บทที่ ๑ บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 สมมุติฐานการวิจัย 2 ความสำคัญของการวิจัย 2 ขอบเขตของการวิจัย 2 คำนิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่ที่คาดว่าจะได้รับ 3 บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับการอ่าน 6 เอกสารที่เกี่ยวกับการอ่านจับใจความ 16 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึก 4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 21 บทที่ ๓ วิธีดำเนินการวิจัย วิธีดำเนินการวิจัย 23 การวิเคราะห์ข้อมูล 23 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 24 บทที่ 4 ผลการวิจัย สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 25 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 25 บทที่ ๕ สรุป อภิปรายและข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 28 อภิปรายผล 28
สารบัญ(ต่อ) หน้า ข้อเสนอแนะ 28 บรรณนุกรม ภาคผนวก ภาคผนวก ก : นวัตกรรมทางการศึกษา ภาคผนวก ข : แบบบันทึกคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
7 บทที่ ๑ บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การอ่าน และการฟังเป็นทักษะของการรับรู้เรื่องราว ความรู้และประสบการณ์ ส่วนการพูด และการเขียนเป็น ทักษะของการแสดงออกด้วยการแสดงความคิดเห็น ความรู้และประสบการณ์ การเรียนภาษาไทยจึง ต้องเรียนเพื่อการสื่อสารให้สามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างพินิจพิเคราะห์สามารถเลือกใช้คำ เรียบ เรียงความคิด ความรู้ และใช้ภาษาได้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์ได้ตรงตามความหมาย และถูกต้องตาม กาลเทศะ บุคคลและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์และคุณภาพผู้เรียนที่กำหนดไว้ในหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ. ๒๕๔๔ ทักษะการอ่านเป็นทักษะที่มีความสำคัญทักษะหนึ่งในการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนเพราะการอ่านเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ที่ดีที่สุด ในปัจจุบัน ความรู้ต่าง ๆ ส่วนใหญ่นำเสนอในรูปของสิ่งพิมพ์ เช่น วารสาร หนังสือ จุลสาร ต่าง ๆ ดังนั้นจึงมี ความจำเป็นอย่างยิ่งที่มนุษย์ต้องสนใจในการอ่าน เพื่อให้ทันต่อความเคลื่อนไหวและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จะเห็นได้ว่าการอ่านทำให้เข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่าน ความสำเร็จในการเรียน วิชาต่าง ๆ จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการอ่านทำให้เข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่าน และสามารถถ่ายทอด ความรู้สึกนึกคิดจากเรื่องที่อ่านได้เป็นอย่างดี(กรรณิการ์ พวงเกษม. ๒๕๓๕ : ๑) ซึ่งสอดคล้องกับคำ กล่าวของ ฉวีวรรณ คูหาภินันท์. (๒๕๔๒ : ๔) ที่ว่าการอ่านในระดับประถมศึกษานั้น นอกจาก นักศึกษาจะอ่านได้แล้วจะต้องเข้าใจความหมายของคำที่อ่าน สามารถจับใจความสำคัญ และสามารถ ลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ จึงจะถือว่าเป็นการอ่านที่ดี ซึ่งการอ่านจัดได้ว่าเป็นสื่อกลางของการ เรียนรู้ การแสวงหาความรู้และยังสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่าง ๆการอ่านส่งผลให้ผู้เรียนได้รับ ความสำเร็จไม่เท่าเทียมกัน จึงทำให้มีปัญหาจากการอ่านภาษาไทย ดังที่ผะอบ โปษะกฤษณะ (๒๕๓๗ : ๔) ได้สรุปปัญหาการอ่านภาษาไทยไว้ว่า “ นักศึกษาจับใจความไม่ได้การวิเคราะห์ยังไม่ดีพอ เพราะ ขาดการส่งเสริมการคิด และไม่รักการอ่านเท่าที่ควร ” ดังนั้นครูผู้สอนก็จำเป็นต้องแสวงหากิจกรรม เพื่อจัดให้นักศึกษา โดยเน้นที่กระบวนการอันจะนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ที่เกิดประโยชน์การเรียนการสอน ภาษาไทยในโรงเรียนประถมศึกษา ในปัจจุบันนั้นการเรียนเน้นการจำโดยครูมากกว่าการเรียนรู้ที่เน้น ทักษะกระบวนการ โดยเฉพาะทักษะด้านการอ่านจับใจความที่เป็นพื้นฐานของการอ่านในระดับที่ สูงขึ้น ดังนั้น ปัญหาในการอ่านที่เกิดกับเด็กส่วนใหญ่ คือ การที่เด็กอ่านไม่คล่องไม่กล้าออกเสียงดัง อ่านไม่ได้ อ่านในใจไม่เป็น และอ่านจับใจความไม่ได้ ( จินตนา ใบกาซูยี. ๒๕๓๓ : ๔๕ )มีผลมาจาก ปัญหาหลายด้าน เช่น ครูไม่เข้าใจในการสอน ครูไม่ได้จบวิชาเอกภาษาไทยโดยตรงจึงไม่สามารถจัด กิจกรรมที่เหมาะสมกับเด็กได้ (อรุณณี สายเสมา. ๒๕๓๖ : ๔) แม้ว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔ จะเน้นถึงความสำคัญของการอ่านจับ ใจความแต่การสอนทักษะการอ่านยังไม่ประสบผลสำเร็จ ดังที่อรรถ พลายระหาร (๒๕๓๖ : ๒) ได้ให้ ความเห็นเพิ่มเติมว่า ครูประถมศึกษาใช้เวลาในการสอนอ่านมากกว่าการสอนด้านอื่น ๆ แต่ผลที่ได้ก็ ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้เพราะครูส่วนใหญ่เน้นให้นักศึกษาอ่านออกเสียงมากกว่าการสอนอ่านเพื่อ ความเข้าใจ มีครูส่วนน้อยที่จะเน้นให้นักศึกษาอ่านเพื่อความเข้าใจเรื่องที่อ่าน แล้วตั้งคำถามจากเนื้อ เรื่องให้นักศึกษาตอบ นักศึกษาจึงขาดความเข้าใจในเรื่องที่อ่าน หรือเข้าใจช้าเนื่องจาก ไม่มีโอกาสฝึ
2 อย่างเพียงพอ การสอนอ่านที่ดีต้องมีการจัดกิจกรรมหลายรูปแบบ โดยกิจกรรมนั้นต้องเปิดโอกาสให้ นักศึกษาคิดตีความ วิเคราะห์ วิจารณ์เรื่องที่อ่าน ซึ่งต้องได้รับการฝึกฝนจากการอ่านภาษาไทยเพื่อจับ ใจความ ครูควรสอนให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจใน ๔ ระดับ คือ การอ่านขั้นพื้นฐานเป็นระดับความ เข้าใจในการอ่านจับใจความที่ปรากฏในเรื่องอย่างชัดเจน เมื่ออ่านแล้วรู้ว่าเรื่องอะไรผู้อ่านใช้ความ จำเป็นส่วนใหญ่ ระดับการอ่านขั้นแปลความ เป็นระดับความเข้าใจในการอ่านที่สามารถเข้าใจเนื้อเรื่อ ได้ ผู้อ่านตัดสินใจด้วยเหตุผล ผู้อ่านต้องใช้ความสามารถในการจำ การแปลความและในการขยาย ความ ระดับการอ่านขั้นวิเคราะห์ ผู้อ่านสามารถวิเคราะห์ได้ว่าสิ่งใดเหมาะสมดีไม่ดีอย่างไร ความ เข้าใจในระดับนี้ต้องอาศัยการอ่านในระดับการอ่านขั้นพื้นฐาน และระดับการอ่านขั้นแปลความเป็น พื้นฐาน และระดับการอ่านขั้นสร้างสรรค์ ผู้อ่านสามารถประยุกต์ความคิดเห็นที่ได้จากเนื้อเรื่องให้เข้า กับเหตุการณ์ใหม่ หรือขยายความคิดได้กว้างออกไป สามารถบอกวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้สายสุนีย์ สกุลแก้ว. (๒๕๓๔ : ๖; อ้างอิงจาก Miller.๑๙๗๙ : ๓๑๔ ; Smith.๑๙๙๖ : ๒๔๙ – ๒๕๙ ; Barratt. ๑๙๗๙ :๒๔๐)การเรียนภาษาไทยช่วงชั้นที่ ๒ (ป.๔-ป.๖) สาระการอ่านได้กำหนดมาตรฐานการ เรียนรู้ช่วงชั้นไว้ ๓ ประการคือ ๑. สามารถอ่านได้คล่องและอ่านได้เร็วขึ้น เข้าใจความหมายของคำ สำนวน โวหาร การ บรรยาย การพรรณนา การเปรียบเทียบ การใช้บริบท เข้าใจความหมายของถ้อยคำ สำนวนและเนื้อ เรื่องและใช้แหล่งความรู้พัฒนาความสามารถในการอ่าน ๒. สามารถแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น วิเคราะห์ความ ตีความ สรุปความ หาคำสำคัญใน เรื่องที่อ่านและใช้แผนภาพโครงเรื่องหรือแผนภาพความคิดพัฒนาความสามารถ การอ่าน นำความรู้ ความคิดจากการอ่านไปใช้แก้ปัญหา ตัดสินใจคาดการและใช้การอ่านเป็นเครื่องมือการพัฒนาตนการ ตรวจสอบความรู้และค้นคว้าเพิ่มเติม ๓. สามารถอ่านในใจและอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้คล่องและรวดเร็ว ถูกต้องตามลักษณะคำประพันธ์และอักขรวิธี และจำบทร้อยกรองที่มีคุณค่าทางความคิด และความ งดงามทางภาษา สามารถอธิบายความหมายและคุณค่า นำไปใช้อ้างอิง เลือกอ่านหนังสือและสื่อ สารสนเทศ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ตาม จุดประสงค์อย่างกว้างขวาง มีมารยาท การอ่าน และนิสัยรักการอ่านจะเห็นว่าหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔ ให้ความสำคัญในการอ่าน เป็นอันดับแรกโดยเน้นการอ่านจับใจความและการวิเคราะห์ข้อความ แต่แบบเรียนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่มีแบบฝึกทักษะการอ่านให้นักศึกษาได้ฝึก โดยส่วนใหญ่ครูผู้สอนเป็นผู้สร้างขึ้นมาใช้กับนักศึกษาเอง ซึ่งการสอนอ่านจับใจความนั้นครูควรเลือกวิธีการสอนด้วยตนเอง โดยมีการจัดกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง ทำให้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้คิดตีความ วิเคราะห์ วิจารณ์เรื่องที่อ่านได้ นอกจากนี้แบบฝึก ทักษะภาษาไทยยังช่วยให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์ และฝึกทักษะภาษาไทยได้อย่างกว้างขวางจะ เห็นได้ว่าการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะภาษาไทยจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักศึกษาสูงขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ สุจิตรา ศรีนวล (๒๕๒๙ : บทคัดย่อ) พบว่าผลสัมฤทธิ์ ทางการฟังวิชาภาษาไทยของนักศึกษาที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะการฟังวิชาภาษาไทยสูงกว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการฟังของนักศึกษาที่เรียนโดยไม่ได้ใช้แบบฝึก อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .๐๕ งานวิจัยของสายสุนี สกุลแก้ว (๒๕๓๔ : ๖๔) เอมอร พิพัฒนสุข (๒๕๓๔ : ๘๑) ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนของนักศึกษาที่ได้รับการฝึกโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยสูงกว่าคะแนนทดสอบก่อนเรียน
3 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .๐๑ จะเห็นว่าแบบฝึกทักษะภาษาไทยมีส่วนทำให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักศึกษาสูงขึ้น ผู้วิจัยจึงได้ศึกษาเกี่ยวกับเทคนิควิธีการสอนอ่านที่สามารถช่วยพัฒนาให้นักศึกษาเกิด ความสามารถในการอ่านจับใจความได้ ซึ่งมีนักวิชาการหลายท่านได้ศึกษาเกี่ยวกับเทคนิควิธีการ สอน อ่านจับใจความที่มีประสิทธิภาพเช่น เช่น เทคนิคการอ่านแบบ SQ4R วิธีการสอนอ่าน แบบ ARC วิธีการสอนอ่านแบบ DT-TA และเทคนิคการสอน 5W1H เป็นต้น ผู้วิจัยได้ศึกษาวิธีการ ดังกล่าวจึง เกิดความสนใจในวิธีการจัดการเรียนการสอน ด้วยเทคนิคการสอน 5W1H ที่ใช้ความสามารถในการ จำแนกแยกแยะองค์ประกอบต่าง ๆ ของสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งอาจจะเป็นวัตถุสิ่งของ เรื่องราวหรือ เหตุการณ์นำมาหาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ เหล่าน้ันเพื่อค้นหาคำตอบที่ เป็นความเป็นจริงหรือที่เป็นสิ่งสำคัญ จากนั้นจึงรวบรวมข้อมูล ทั้งหมดมาจัดระบบเรียบเรียงใหม่ให้ ง่ายแก่การทำความเข้าใจ โดยใช้หลักการตั้งคำถามดังนี้What (อะไร) Where (ที่ไหน) When (เมื่อไหร่) Why (ทำไม) Who (ใคร) How (อย่างไร) ซึ่งศศิมาสุขสว่าง (2562) ได้กล่าวถึงประโยชน์ ของการคิดวิเคราะห์ตามหลักเทคนิค 5W1H คือทำให้รู้ข้อเท็จจริง รู้เหตุผลเบื้องหลังของสิ่งที่เกิดขึ้น เข้าใจความเป็นมาเป็นไปของเหตุการณ์นั้นสามารถใช้เป็นฐานความรู้ในการนำไปใช้ในการตัดสินใจ แก้ปัญหาทำให้สามารถหาเหตุผลที่สมเหตุสมผล ใหกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงและสามารถประมาณความ น่าจะเป็นได้ จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยได้สร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อให้การจัดการเรียนการสอน การอ่านจับใจความของนักศึกษามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย (Objectives of the Study) ๑. เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการ อ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ๒. เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น สมมุติฐานการวิจัย (Hypotheses of Research) ๑. แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของ ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ๒. คะแนนทดสอบหลังเรียนโดยการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษา ตอนต้น สูงกว่าคะแนนก่อนเรียน ความสำคัญของการวิจัย (Importanch of the Study) เป็นแนวทางให้ครูผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ สื่อ การวัดผล ประเมินผล การอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาชั้นของ นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เพื่อพัฒนากระบวนการสอนอ่านให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ยิ่งขึ้น
4 ขอบเขตของการวิจัย (Limitation of the Study) การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ นักศึกษาศกร.ตำบลมะนังตายอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาศกร.ตำบลมะนังตายอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) ๓. ตัวแปรที่ศึกษา ๓.๑ ตัวแปรอิสระ ได้แก่ วิธีสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจาก นิทานโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ๓.๒ ตัวแปรตาม ได้แก่ คะแนนจากการทดสอบหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาของนักศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น นิยามศัพท์เฉพาะ (Definition of the Terms) ๑. แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหมายถึง แบบฝึกทักษะกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นเพื่อฝึกทักษะการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในการศึกษาแบบฝึกทักษะนี้ นักศึกษาจะต้องเรียนด้วยตัวเองตามคำแนะนำที่ระบุไว้ครูเป็น เพียงผู้แนะนำ และคอยที่จะช่วยเหลือเท่านั้น เมื่อนักศึกษาทำแบบฝึก ท้ายแบบฝึกทักษะในแต่ละชุด แล้ว สามารถตรวจคำตอบได้จากเฉลยท้ายแบบฝึกทักษะในชุดนั้น ๆ ได้เองแล้วส่งครูให้ตรวจสอบอีก ครั้งหนึ่ง แบบฝึกที่สร้างมีลักษณะดังนี้ 1. คำนำ 2. คำชี้แจง 3. แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน 4. แบบทดสอบก่อนเรียน 5. ใบความรู้ 6. แบบฝึกหัดที่ ๑ 7. แบบฝึกหัดที่ ๒ 8. แบบฝึกหัดที่ ๓ 9. แบบฝึกหัดที่ ๔ 10. แบบฝึกหัดที่ ๕ 11. แบบทดสอบหลังเรียน 12. ภาคผนวก
5 13. เฉลยแบบทดสอบก่อน แนวการตอบ แบบฝึกหัดที่ ๑ – ๕ 14. เฉลยแบบทดสอบหลังเรียน 15. บรรณานุกรม ๑. ทักษะการอ่านจับใจความ หมายถึง ความสามารถในการอ่านภาษาไทย เพื่อจับ สาระสำคัญของเรื่อง และสามารถเข้าใจเรื่องที่อ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งพัฒนา ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H ๒. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การอ่านจับใจความ หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การฝึก ทักษะภาษาไทยเรื่องการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษา ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้ทดสอบนักศึกษาก่อนและหลังการใช้ แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักศึกษาของนักศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นจำนวน 1๐ ข้อ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย ๑. ได้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานจากนิทานโดยใช้เทคนิค 5W1H ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนรู้แก่ผู้เรียนทั้ง ๓ ด้าน คือ ด้านความรู้ (Knowledge)ด้านทักษะ/กระบวนการ (Process)และด้านคุณธรรม จริยธรรมและ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Attitude) ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๕) และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ ๒. ครูผู้สอนมีโอกาสได้พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ และนักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา มีการวางแผนการเรียนร่วมกับบุคคลอื่นเป็นการเรียนรู้ในสิ่ง ที่เป็นความต้องการของผู้เรียน ซึ่งได้กำหนดไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๔๕) ดังกล่าว
6 บทที่ ๒ เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การพัฒนาชุด กิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทานโดย ใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและเพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้ เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นการสร้างแบบฝึกทักษะ การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนต้นครั้งนี้ ผู้วิจัยได้รวบรวมเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยได้เรียงตามลำดับ ดังนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ การอ่าน 2. เอกสารเกี่ยวกับการอ่านจับใจความ 3.เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค 5W1H 4. เอกสารที่เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึกทักษะ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. เอกสารที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ การอ่าน ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นวิธีการหาความรู้และความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ เพื่อนำ ความรู้นั้นมาแก้ปัญหาและปรับตัวให้อยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ทั้งนี้เพราะวิทยาการและเทคโนโลยี ในสังคมก้าวหน้าและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การอ่านจึงทำให้บุคคลทันต่อเหตุการณ์ ได้รับสารที่ เป็นประโยชน์มีคุณค่าอย่างยิ่งจึงมีนักวิชาการและผู้รู้หลายท่านได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ดังนี้ รัญจวน อินทรกำแหง (๒๕๒๙:๒๕๒) กล่าวว่า “ การอ่าน คือการสื่อความหมายจากตัวอักษร หรือภาพให้เป็นเรื่องราวที่เป็นแนวความคิดโดยให้มีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและชัดเจนกับผู้อ่านนั้น การอ่านต้องจับใจความสำคัญของข้อความและสามารถผูกเป็นเรื่องราวที่ถูกต้อง ผู้อ่านจะต้องสร้าง มโนภาพขึ้นพร้อมกับการอ่านด้วย ” นิรันดร สุขปรีดี (๒๕๓๐:๑๑) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่าน คือการเข้าใจ ความหมายของตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ ซึ่งจะต้องอาศัยความสามารถในการแปลความการตีความ การขยายความ การจับใจความสำคัญ และการสรุปความ บันลือ พฤษะวัน (๒๕๓๒:๒๕ – ๓๕) ได้ให้ข้อคิดว่าการอ่าน เป็นกระบวนการเป็นความหมาย ของตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่มีการจดบันทึกไว้ การอ่านที่แท้จริงผู้อ่านจะต้องเข้าใจความหมายของ เรื่องที่อ่าน ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน สุภัทรา อักษรานุเคราะห์ (๒๕๓๒: ๘๓) ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่านเป็นกิจกรรม ที่ใช้ความคิด และความสามารถเพื่อทำความเข้าใจในสารที่สื่อในรูปของการเรียน กล่าวคือผู้อ่านกับ ผู้เขียนจะต้องสื่อความหมายซึ่งกันและกัน โดยใช้ข้อความ (Message) เป็นสื่อ ดังนั้นผู้อ่านจะต้องใช้ ความสามารถที่จะเข้าใจ และตีความสิ่งที่ผู้เขียนต้องการที่จะสื่อความหมายให้ตรงกับจุดประสงค์ของ ผู้เขียนที่แสดงออกมาทางข้อความนั้น มากกว่าการอ่านตัวภาษานั้น ๆ
7 ทัศนีย์ ศุภเมธี (๒๕๓๔:๗๙) กล่าวว่า การอ่าน คือการแปลสัญลักษณ์ที่เขียน หรือพิมพ์ให้มี ความหมายออกมาเป็นสัญลักษณ์ในภาษาไทยคือ คำ ข้อความ จึงเป็นเรื่องสำคัญมากในการสอนอ่าน แก่เด็กเริ่มเรียน นักศึกษาจะต้องเข้าใจความหมายและนำไปใช้ ในการฟัง พูด และเขียนได้อย่าง ถูกต้อง วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (๑๕๔๐:๒๙)กล่าวว่า “ การอ่าน เป็นรูปแบบของสื่อความหมาย แลกเปลี่ยนความคิด และข่าวสาร ความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน ” พจนานุกรมฉบับราชบัณทิตยสถาน (๒๕๔๖:๑๓๖๔) ได้ให้ความหมายของคำว่าอ่านไว้ ดังนี้ อ่าน ก. ว่าตามตัวหนังสือ, ถ้าออกเสียงด้วย เรียกว่า อ่านออกเสียง, ถ้าไม่ต้องออกเสียง เรียกว่า อ่าน ในใจ;สังเกตหรือพิจารณาดูเพื่อให้เข้าใจ เช่น อ่านสีหน้า อ่านริมฝีปาก อ่านใจ; ตีความ เช่น อ่านรหัส อ่านลายแทง; คิด, นับ. (ไทยเดิม). อ่านเล่น ก อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน เช่น เอาหนังสือไปอ่านเล่น สัก 3 เล่มซิ. ว. ที่แต่งขึ้นให้อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน ในคำว่าหนังสืออ่านเล่น. อ่านโองการก. ประกาศในพิธีพราหมณ์เพื่อสรรเสริญและอัญเชิญเทพเจ้า. ฟราย (Fry.๑๙๖๓:๑๓)กล่าวว่า การอ่าน คือ การตอบสนองสัญลักษณ์ทางภาษาซึ่งเป็น ตัวแทนของภาษาพูด หัวใจการอ่านอยู่ที่การเข้าใจความหมายจากความหมายของการอ่านข้างต้นสรุป ได้ว่า การอ่าน คือ กระบวนการแปลความจากตัวอักษร สัญลักษณ์คำ กลุ่มคำหรือวลี และประโยค ออกมาเป็นความคิดอย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความสามารถในการแปลความในการสื่อสาร การตีความ การจับใจความสำคัญ และการสรุปความ เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างมีจุดมุ่งหมาย และสามารถสรุป เรื่องราวที่อ่านได้ความสำคัญของการอ่าน สภาพสังคมในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านวัตถุ เทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงจำเป็นที่ต้องสนใจการอ่าน เพื่อติดตามความก้าวหน้าในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การอ่านเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดการ เรียนรู้ที่สำคัญที่สุด เพื่อให้ผู้อ่านได้เกิดความคิด ความรู้ และได้พัฒนาสติปัญญา ดังคำกล่าวต่อไปนี้ สุขุม เฉลยทรัพย์ (๒๕๓๑:๑๔ – ๑๕) ได้สรุปความสำคัญของการอ่านไว้ ๓ ประการ คือ ๑. การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม การอ่านจะช่วยให้เป็นคนทันกับความเจริญก้าวหน้าของ วิชาการทุก สาขา บุคคลจำเป็นต้องปรับปรุงตัวเองให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ๒. ด้านของความเป็นชาติและอารยธรรม ถ้าประชาชนของประเทศใดมีจำนวนเปอร์เซ็นต์ ของการอ่านออกเขียนได้สูง แสดงว่าชาตินั้นเป็นชาติที่มีอารยธรรมสูง ในขณะเดียวกันถ้าพลเมืองของ ประเทศมีความสนใจในการอ่านหนังสือมากด้วยแล้วพลเมืองของประเทศนั้นก็จะเป็นผู้มีวัฒนธรรมสูง ด้วย ๓. การดำรงชีวิต การอ่านจะสร้างประสบการณ์พื้นฐานประกอบสัมมาอาชีพนอกจากนั้นการ อ่านยังส่งเสริมให้คนเกิดความเข้าใจและมีความชำนาญในวิชาชีพประเภทต่าง ๆ มากขึ้น การอ่าน ส่วนใหญ่สร้างความสำเร็จในการดำเนินชีวิตได้อย่างมาก ผู้ใดมีความสามารถพิเศษในการอ่านมักจะ ได้รับความเจริญก้าวหน้ารวดเร็ว มัลลิกา ภักดีณรงค์ (๒๕๓๑:๑๕) ได้สรุปถึงความสำคัญของการอ่านไว้ ๓ ประการคือ ๑. การอ่านก่อให้เกิดการพัฒนาด้านความคิด ๒. การอ่านก่อให้เกิดความรู้ที่กว้างขวางก้าวหน้า ๓. การอ่านก่อให้เกิดความเพลิดเพลิน
8 ฉวีลักษณ์ บุญยะกาญจน์ (๒๕๓๕:๑๖) ได้กล่าวถึง ความสำคัญการอ่านไว้ว่าการอ่านเป็น สิ่งจำเป็น และก่อให้เกิดประโยชน์แก่มนุษย์ทุกด้าน ทุกโอกาส ทั้งในด้านการศึกษาหาความรู้การ ประกอบอาชีพ และการพักผ่อนหย่อนใจ การอ่านช่วยส่งเสริมความรู้ ความคิดให้เพิ่มพูนขึ้น สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (๒๕๓๖: ๙๘) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอ่าน ว่า การอ่านเป็นทักษะสำคัญและใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นทักษะที่นักศึกษาใช้แสวงหา ความรู้ต่าง ๆ สนิท ตั้งทวี (๒๕๓๖:๓) การอ่านหนังสือมีส่วนช่วยสร้างความสำเร็จในการดำเนินชีวิตได้อย่าง มาก ผู้ใดมีความสามารถพิเศษในการอ่าน มักจะได้รับความเจริญ ก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและรุ่งเรือง กว่าผู้ที่ไม่ค่อยมีนิสัยรักการอ่าน ผู้ที่อยู่ในสถาบันการศึกษานั้น การอ่านหนังสือเป็นสิ่งจำเป็นแก่เขา เหล่านั้นอย่างยิ่ง เพราะผู้ที่อยู่ในวงการศึกษาจะต้องติดตามความเคลื่อนไหวทางวิชาการอยู่เสมอ สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (๒๕๓๖:๑๓๖) ได้กล่าวไว้ว่า ทักษะการอ่านเป็น ทักษะทีสำคัญมาก และใช้มากในชีวิตประจำวันเพราะเป็นทักษะที่นักศึกษาใช้แสวงหาสรรพวิทยาต่าง ๆ เพื่อความบันเทิง และการพักผ่อนหย่อนใจผู้มีนิสัยรักการอ่านและ มีทักษะในการอ่าน มีอัตราเร็ว ในการอ่านสูง ย่อมแสวงหาความรู้ และศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพสามารถนำความรู้ที่ได้ จากการอ่านไปใช้ในการพูดการเขียนเป็นอย่างดีหากนักศึกษาที่มีพื้นฐานในการอ่านที่ดีแล้ว ย่อม สามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาหาความรู้ในสาขาวิชาอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี สรุปได้ว่า การอ่านเป็นทักษะมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน ในการที่จะได้มาซึ่งความรู้ อัน ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนาสังคมให้เจริญก้าวหน้า และเป็นเครื่องทำให้เกิดความสำเร็จ ในการประกอบอาชีพอีกด้วย จุดมุ่งหมายในการอ่าน จุดมุ่งหมายในการอ่านย่อมแตกต่างกันไปในแต่ละคน ซึ่งการอ่านครั้งหนึ่ง ๆ นั้นอาจมี จุดมุ่งหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่าง ดังนี้ ประภาศรี สีหอำไพ (๒๕๒๔ : ๓๓๑) ได้กล่าวว่า ความมุ่งหมายของการอ่านมีหลายประการคือ ๑. อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน ๒. อ่านเพื่อให้ได้เนื้อหา ๓. เพื่อความเข้าใจตนเองและผู้อื่น ๔. เพื่อสร้างจินตนาการ ๕. ปลุกใจให้กล้าหาญต่อสู้ชีวิตต่อไปตามเรื่องที่อ่าน ๖. อ่านเพื่อวิจารณ์หรือปฏิทัศน์หนังสือ มัลลิกา ภักดีณรงค์ (๒๕๓๑ : ๑๔) ให้จุดมุ่งหมายการอ่านไว้ ๖ ประการ ๑. อ่านเพื่อจับใจความอย่างคร่าว ๆ ๒. อ่านเพื่อจับใจความสำคัญ ๓. อ่านเพื่อสำรวจรายละเอียดและจับใจความสำคัญทั่ว ๆ ไป ๔. อ่านเพื่อเข้าใจอย่างถ่องแท้ ๕. อ่านเพื่อใช้วิจารณญาณ คิด ถาม ข้อความที่อ่าน ๖. อ่านเพื่อวิเคราะห์ ข้อความหรือแนวคิดในเรื่องที่อ่าน
9 เสริมศรี หอทิมาวรกุล (๒๕๓๗: ๓๔๙) ได้แบ่งจุดมุ่งหมายของการอ่านออกเสียงและการอ่านในใจไว้ ดังนี้ คือ ๑. เพื่อส่งเสริมให้เด็กเข้าใจกลไกในการอ่านเบื้องต้น เช่น การกวาดสายตาการสังเกตการจับ หนังสือ เป็นต้น ๒. เพื่อส่งเสริมให้เด็กอ่านคำ ประโยคสั้น ๆ ได้ โดยเข้าใจความหมายได้ถูกต้องและออก เสียงได้ชัดเจน ๓. เพื่อส่งเสริมให้เด็กอ่านออกเสียงได้อย่างถูกต้อง และอ่านในใจและสามารถเก็บใจความ และเรื่องราวต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่านได้ ๔. เพื่อส่งเสริมให้เด็กรู้จักแสดงความคิดเห็น และวิจารณ์เรื่องราวประกอบการอ่าน ๕. เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการ เมื่อได้อ่านข้อความในหนังสือและสามารถถ่ายทอด จินตนาการออกมาเป็นคำพูดหรือข้อเขียนได้ ๖. เพื่อปลูกฝังให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน ให้เห็นความจำเป็นของการอ่านตลอดจนเลือกหนัง อ่านได้ตามความสนใจของตนเอง ๗. เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดความสนใจ และเจตคติที่ดีต่อวรรณคดีโดยรู้จักอ่านร้อยแก้วและ ร้อยกรองที่เหมาะสม ๘. เพื่อส่งเสริมให้เด็กรู้จักหาความหมายของศัพท์ โดยใช้หนังสืออ้างอิงจากพจนานุกรมหรือ ปทานุกรม ๙. เพื่อส่งเสริมให้เด็กมีความรู้ในสิ่งแวดล้อม สนใจปัญหาและเหตุการณ์ประจำวัน แฮร์ริส,ดักลาส อี (๒๕๔๕ : ๘๕) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการอ่านไว้ ๓ ประการ ดังนี้ ๑. อ่านเพื่อพัฒนาสมรรถภาพทางด้านการอ่าน ๒. อ่านเพื่อจับใจความสำคัญ ๓. อ่านเพื่อความเพลิดเพลิน จากจุดมุ่งหมายของการอ่าน สรุปได้ว่า อ่านเพื่อให้เกิดความรู้ ความคิด ความเพลิดเพลินซึ่ง สิ่งเหล่านี้เป็นจุดสำคัญที่ผู้อ่านต้องมีจุดมุ่งหมายในการอ่านว่า อ่านเพื่ออะไร ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้อ่าน ได้อย่างเข้าใจ คือต้องจับใจความสำคัญให้ได้ ประเภทของการอ่าน นักวิชาการได้จำแนกประเภทของการอ่านไว้ ดังนี้ ยรรยง มีสติ (๒๕๒๕ : ๒๔) กล่าวว่า การอ่านประเภทใดก็ตามไม่ว่าจะเป็นการอ่านในใจหรือ การอ่านออกเสียงควรมีหลักสำคัญดังนี้ ๑. การอ่านในใจ ต้องมีความแม่นยำในการจับตาดูตัวหนังสือ การเคลื่อนสายตาจากต้น วรรคไปสู่ท้ายวรรค และการแบ่งช่องระหว่างวรรคหนึ่งผ่านไปสู่วรรคหนึ่งความแม่นยำในการกวาด สายตา เป็นสิ่งที่จะต้องนึกให้รวดเร็วจึงสามารถเก็บได้ครบทุกคำ การเปลี่ยนบรรทัดต้องคล่องแคล่ว เมื่อจะย่อหน้าหนึ่งควรจะหยุดคิดเล็กน้อย เพื่อสรุปความคิดว่า ย่อหน้าที่อ่านจบลงกล่าวถึงอะไร เนื้อหาสำคัญอยู่ที่ไหน ๒. การอ่านออกเสียง การอ่านออกเสียงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อื่นฟังควรถือหลักธรรมชาติของ เสียง อ่านถูกต้องตามหลักภาษาเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาออกเสียง เช่น คำพ้องรูป คำควบ
10 กล้ำ คำสมาส ไม้ยมก เป็นต้น แม้การอ่านถูกต้อง ก็ควรมีการเน้นเรื่องที่สำคัญ เว้นระยะแบ่งวรรค ตอนในส่วนที่อ่านให้ถูกต้องด้วย ทัศนีย์ ศุภเมธี (๒๕๔๔: ๘๔) ได้แบ่งการอ่านออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้ คือ ๑. การอ่านในใจ เป็นการอ่านเพื่อขวนขวายหาความรู้และความเพลิดเพลินให้แก่ตนเอง การอ่านประเภทนี้มุ่งฝึกอัตราเร็ว และการจับใจความสำคัญซึ่งเป็นการอ่านที่นับวันแต่จะมี ความสำคัญเพิ่มขึ้น นักศึกษาและนักศึกษาควรได้รับการฝึกฝนให้อ่านเป็นไม่เพียงแต่อ่านได้หรืออ่าน ออกเท่านั้น แต่จะมีความสามารถดังต่อไปนี้คือ สรุปความ แปลความ ขยายความ และวิเคราะห์คำ หรือเนื้อเรื่องและวิพากย์วิจารณ์เนื้อเรื่องได้ ๒. การอ่านออกเสียงได้แก่ ๒.๑ อ่านออกเสียงร้อยแก้ว เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นรู้เรื่องและเข้าใจ ๒.๒ อ่านออกเสียงบทร้อยกรองประเภทต่าง ๆ เพื่อความไพเราะให้ผู้ฟังเกิดความเพลิดเพลิน และซาบซึ้ง จากที่กล่าวมาข้างต้นพอสรุปได้ว่าการอ่านแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทใหญ่ คือการอ่านออก เสียงและการอ่านไม่ออกเสียง หรือเรียกว่าการอ่านในใจ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านประเภทใด ผู้อ่าน จะต้องมีความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน การอ่านจึงจะเกิดประโยชน์ต่อผู้อ่าน ขั้นตอนในการอ่านจับใจความ ขั้นตอนในการอ่านจับใจความ นับว่าเป็นบันไดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการอ่าน เพราะ ผู้อ่านจะต้องพัฒนาการตามลำดับขั้นที่เหมาะสม คือ จากง่ายไปหายาก ซึ่งมีผู้ให้ความหมายของ ขั้นตอนในการอ่านจับใจความ ไว้ดังนี้ สายสุนี สกุลแก้ว (๒๕๓๔ : ๒๔) ได้จัดอันดับขั้นตอนในการอ่านจับใจความไว้ ๔ ระดับ ดังนี้ ๑. การอ่านขั้นพื้นฐาน (Literal Reading) หมายถึง การอ่านที่นักศึกษาสามารถจับใจความ และมีความเข้าใจในเรื่องได้ชัดเจน ๒. การอ่านขั้นแปลความ (Interpretaive Reading) หมายถึง การอ่านที่ผู้เรียนสามารถ เข้าใจความหมายของเรื่องได้ ผู้เรียนจะต้องอาศัยการอ่านที่รอบคอบ เพื่อที่จะประมวลเรื่องราวต่าง ๆ แล้วนำมาสรุปความโดยอาศัยเหตุผลที่เกิดขึ้นมีการเปรียบเทียบ คาดการณ์ตลอดจนมองเห็น ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ต่าง ๆ ๓. การอ่านขั้นวิเคราะห์ (Critical Reading) หมายถึง การอ่านที่ผู้อ่านสามารถประเมินได้ว่า ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์ในการเขียนอย่างไร มีเหตุผลอย่างไร ผู้อ่านจะสามารถตัดสินคุณค่าความถูกต้อง ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไร ๔. การอ่านขั้นสร้างสรรค์ (Creative Reading) หมายถึง การอ่านที่ผู้อ่านสามารถขยาย ความคิดของตนให้กว้างไกล และสามารถแสดงความคิดเห็นในเรื่องที่อ่านในแนวทางใหม่ ๆได้เป็น อย่างดี ฉวีลักษณ์ บุญยะกาญจน์ (๒๕๓๕ : ๗๕) จัดขั้นตอนการอ่านจับใจความไว้ ๓ ระดับ ดังนี้ ๑. การอ่านเอาเรื่อง (Literal Reading)การอ่านระดับนี้บ่งชัดแล้วว่าอ่านหนังสือออก อ่าน ได้ อ่านแล้วรู้เรื่องว่าอ่านอะไร เป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกับใคร ผู้อ่านใช้ความสามารถด้านความจำเป็น ส่วนใหญ่
11 ๒. การอ่านขั้นแปลความ ตีความ ขยายความ (Interpretative Reading)ผู้อ่านต้องใช้ ความสามารถนอกเหนือไปจากการอ่านเอาเรื่อง คือต้องจำเรื่อง แปลความ ต้องขยายความเป็นระดับ ความเข้าใจที่สูงไปกว่าการอ่านเอาเรื่อง ๓. การอ่านขั้นวิจารณ์ (Critical Reading)การอ่านในระดับนี้ต้องใช้ความสามารถสติปัญญา ชั้นสูง โดยอาศัยการอ่านระดับอ่านเอาเรื่อง การแปลความเมื่อพิจารณาถึงขั้นตอนในการอ่านจับ ใจความนั้น จะเห็นได้ว่าผู้รู้มักจัดเรียงลำดับจากง่ายไปหายากเพื่อความสำเร็จในการอ่านจับใจความ ผู้สอนจำเป็นต้องจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปตามลำดับขั้นตอน ดังกล่าว เพื่อพัฒนาการอ่านจับ ใจความให้มีประสิทธิภาพ หลัก และทฤษฎีการอ่าน นักศึกษาของไทยได้กล่าวถึงทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการอ่านไว้หลายท่านดังนี้ สุมิตรา อังวัฒนกุล (๒๕๒๗ : ๑๐๘ – ๑๑๑) ได้กล่าวถึงทฤษฎีการอ่านไว้ดังนี้ ๑. การอ่านที่เน้นพฤติกรรมการเรียนรู้เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง โดยการเสริมแรงที่เหมาะสม ในขณะที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าจะทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น ดังนั้นการ อ่านจึงเกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ที่มีการจัดลำดับไว้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหมายถึงการอ่านต้องประกอบด้วย ทักษะเบื้องต้นและทักษะที่มีความซับซ้อนแต่ทักษะที่เป็นพื้นฐานก็จะถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน โดย ผ่านกลวิธีฝึกให้นักศึกษาแยกแยะ ได้ว่าส่วนใดเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอักษร และส่วนใดเป็นเรื่องที่ เกี่ยวกับเนื้อหา ๒. การอ่านที่เน้นความรู้ความเข้าใจ ทฤษฎีความรู้ความเข้าใจที่มีแนวคิดว่า พฤติกรรมทุก อย่างจะต้องประกอบด้วยองค์ประกอบ ๓ อย่าง คือ ประสบการณ์ ในการเรียนรู้การรู้จักสะสมความรู้ และการนำความรู้ไปใช้ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสมองส่วนกลางในการตีความและการแปลความต่าง ๆ การเรียนรู้จึงขึ้นอยู่กับการเชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับประสบการณ์เดิมและแสดงออกอย่างเหมาะสม ๓. การอ่านที่เน้นทฤษฎีพัฒนาการ มีแนวคิดในการเรียนรู้เกิดขึ้นตั้งแต่วัยที่ต้องพึ่งผู้อื่น และ จะพัฒนาไปเรื่อย ๆ ตามวัย สิ่งสำคัญของช่วงอายุ คือจะมีการเรียนรู้ทักษะเฉพาะอย่าง ในแต่ละช่วง อายุถ้าช่วงอายุไหนไม่เกิดการเรียนรู้ที่เหมาะสม พัฒนาการการเรียนรู้ในช่วงนั้นก็จะบกพร่องไป และ จะมีผลกระทบต่อการเรียนในส่วนภายหลัง ดังนั้น การอ่านจึงเป็นกระบวนการรับรู้ซึ่งมีพื้นพื้นฐานมา จากช่วงพัฒนาการต่าง ๆ ตามความสามารถที่นักศึกษาแสดงออกในการอ่านเป็นเครื่องชี้ให้เห็นระดับ พัฒนาการของนักศึกษา แม้นมาศ ชวลิต (๒๕๒๘ : ๙) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการอ่านเบื้องต้น ดังต่อไปนี้ ๑. อย่าเริ่มด้วยการอ่านชั้นสูงเกินสติปัญญา ๒. อ่านตามความสนใจและรสนิยม ๓. อย่าฝืนอ่าน ต้องมีความสุขในการอ่าน ๔. พัฒนาการตามระดับความรู้ ๕. อ่านเรื่องเดียวกันหลายครั้งจะได้รสต่างกัน ๖. เลือกอ่านงานเขียนของนักเขียนอาวุโสที่มีทรรศนะตรงกัน ๗. อ่านได้ทุกเวลาอย่าผัดผ่อน ๘. ต้องอ่านด้วยวิจารณญาณ
12 ๙. อย่าเบื่อง่ายต้องมีเหตุผลของตนเอง และเป็นสากล บันลือ พฤษะวัน (๒๕๓๒ : ๑๖ – ๑๗) ได้กล่าวถึงการเรียนอ่านของเด็กไว้ ๓ ทางคือ ๒. เด็กเรียนอ่านโดยอาศัยตาสังเกตภาพที่สัมผัสกับคำ ภาพที่แสดงอาการเคลื่อนไหวสัมพันธ์ กับประโยค การเรียนด้วยวิธีนี้อาศัยภาพเป็นเครื่องช่วยอ่านเรื่องราวโดยอาศัยสถานการณ์ของภาพ เป็นเครื่องบอกความเป็นไปของเรื่อง ๒. เด็กเรียนอ่านโดยใช้เสียงพาไป ใช้หูวิเคราะห์เสียงแล้วผสมเสียงอ่านการอ่านแบบนี้อาศัย หูวิเคราะห์เสียงผสมเสียงอ่านคำ แล้วอ่านออกเสียงตามไป ๓. เด็กเรียนโดยอาศัยการจำรูปคำ การจำโครงร่างหยาบภายนอก ซึ่งคำเหล่านี้มีความหมาย เด่นชัด เด็กจะระลึกถึงประสบการณ์เดิมเป็นเครื่องช่วยแปลความหมายและการแปลความหมายของ ประโยค ซึ่งสามารถทำความเข้าใจความหมายได้เด่นชัดเป็นการเรียนอ่านด้วยสมอง ทฤษฎีที่กล่าวมานั้น เป็นทฤษฎีการอ่านที่เน้นการจัดลำดับข้อความ เน้นวิเคราะห์ และ เชื่อมโยงข้อความ รวมทั้งทฤษฎีการอ่านที่เน้นพฤติกรรม เน้นความรู้ความเข้าใจ และ เน้นทฤษฎี พัฒนาการ ตลอดจนวิธีการเรียนอ่านของเด็ก ซึ่งมีอยู่ ๓ ทาง ด้วยกัน คือ การสังเกตภาพที่สัมพันธ์กับ คำ อ่านโดยใช้เสียงพาไป การจำรูปคำ ซึ่งทฤษฎีเหล่านี้สามารถนำไปใช้เป็นหลักในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนอ่านเพื่อความเข้าใจเพื่อให้เกิดผลดี ความเข้าใจในการอ่าน ความเข้าใจในการอ่านนับว่าเป็นจุดมุ่งหมายหรือประเด็นหลักของการอ่าน เพราะการอ่าน แม้ว่าจะอ่านได้รวดเร็ว ถ้าผู้อ่านไม่เข้าใจสิ่งที่ตนอ่าน ถือว่าการอ่านไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีผู้ให้ ความหมายของความเข้าใจในการอ่าน ดังนี้ ชวาล แพรัตกุล (๒๕๒๐ : ๑๗๔) ให้ความเห็นว่า ความเข้าใจสามารถแสดงออกมาด้วย พฤติกรรม ๓ ประการ คือ ๑. การแปลความ คือ สามารถแปลความหมายของสิ่งต่าง ๆ ได้โดยแปลลักษณะและนัยของเรื่อง ซึ่ง เป็นความหมายที่ถูกต้อง และใช้ได้ดีสำหรับเรื่องนั้น ๆ โดยเฉพาะ ๒. การตีความ คือ ความสามารถจับใจความสำคัญระหว่างชิ้นส่วนย่อย ๆของเรื่องนั้นจนสามารถ นำมากล่าวอีกนัยหนึ่ง ๓. การขยายความ คือ ความสามารถขยายความหมายตามนัยของเรื่องนั้นให้กว้างไกลจากสภาพ ข้อเท็จจริงเดิมได้ เสาวณี คลองน้อย (๒๕๓๐ : ๑๖) ได้สรุปองค์ประกอบของความสามารถในการอ่าน ดังนี้ ๑. ความสามารถเชิงถ้อยคำทั่วไป ซึ่งหมายถึง ความรู้เกี่ยวกับคำ ประกอบด้วย ความกว้าง ความลึก และขอบเขตของศัพท์ ๒. ความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน หมายถึง ทักษะการรวบรวมข้อมูลในเรื่องความเข้าใจความหมาย ตามที่ ปรากฏในเรื่อง และความสามารถที่จะทำตามคำแนะนำเฉพาะเรื่องที่กำหนดให้อ่าน ๓. ความเข้าใจความหมายแฝงของสิ่งที่อ่าน หมายถึง การมีเหตุผลเกี่ยวเนื่องกันในการอ่าน การดึง ข้อสรุปจากสิ่งที่อ่าน การทำนายผล การเข้าใจความหมาย ของคำจากเนื้อหาที่ปรากฏ ความเข้าใจ จุดสำคัญของเรื่อง การจัดลำดับความคิด การตีความของสิ่งที่อ่าน การนำข้อมูลไปใช้แก้ปัญหา การ
13 สรุปหลักการหรือข้อยุติจากเรื่องที่อ่าน หรือ อีกนัยหนึ่ง คือ การที่ผู้อ่านมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ คล่องแคล่ว ใช้ความคิดได้อย่างกว้างขวาง ลึกซึ้งกว่าข้อมูลที่ปรากฏ ๔. การเข้าถึงเจตนาหรือความตั้งใจของผู้เขียน การเข้าใจหลักการและกลวิธีการเขียน ผู้เขียนจะ กระทำได้บรรลุจุดมุ่งหมายที่สร้างขึ้น นิลวรรณ สิทธิอาษา (๒๕๓๙ : ๑๗) ได้ให้คำจำกัดความเข้าใจในการอ่านไว้ว่าความเข้าใจใน การอ่าน คือ ความสามารถที่จะเข้าใจในลายลักษณ์อักษร หรือข้อความที่อ่านอย่างครบถ้วน วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (๒๕๔๐ : ๓๕) กล่าวว่า ผู้อ่านที่อ่านแล้วเข้าใจได้ดีจะต้องมี ความสามารถ ดังนี้ ๑. การเก็บใจความสำคัญและระลึกได้เมื่อต้องการ ๒. เลือกอ่านแต่หัวข้อสำคัญ ๓. ตีความ เข้าใจความสำคัญและแนวความคิดในเรื่องได้ ๔. สรุปเรื่องราวต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่านได้ ๕. สรุปและประเมินค่าเนื้อเรื่องที่ตนอ่านได้ ๖. เชื่อมโยงความรู้ที่ได้มากับประสบการณ์ จากที่กล่าวมาข้างต้น ความเข้าใจในการอ่าน คือ การที่สามารถจับใจความสำคัญ การแปล ความ การตีความ ขยายความ และการสรุปความ ระดับความเข้าใจในการอ่าน ในการอ่านสื่อใด ๆ ก็ตามผู้อ่านไม่สามารถทำความเข้าใจกับเรื่องที่อ่านได้การอ่านนั้น ๆย่อม ไม่เกิดประโยชน์ ซึ่งผู้เชี่ยวด้านการอ่านได้กล่าวถึงความเข้าใจในการอ่านไว้ต่าง ๆ ดังนี้ สายสุนี สกุลแก้ว. (๒๕๓๔:๒๑ ; อ้างอิงมาจาก Berret. ๑๙๖๐ : ๑๕๒) ได้จัดลำดับขั้นการ อ่าน โดยอาศัยหลักการแบ่งประเภท วัตถุประสงค์ของการศึกษาออกเป็น ๕ ขั้น ดังนี้ ๑. ระดับการอ่านตามตัวอักษร (Literal ComprehensionLevel)คือความสามารถในการ อ่านจับใจความรายละเอียดต่าง ๆ จับใจความสำคัญลำดับเหตุการณ์ต่าง ๆสามารถเปรียบเทียบ เรื่องราวที่อ่านทั้งในแง่ของความแตกต่างและความเหมือน ทราบความสัมพันธ์ระหว่างเหตุผล ทราบ ถึงลักษณะเฉพาะของตัวละครในเรื่องที่อ่านและสามารถจำและทบทวนเรื่องที่อ่านได้ ๒. ระดับการจัดเรียบเรียงใหม่ (ReorganizationLevel) ความสามารถในการแยกแยะ ประเภทของสิ่งของต่าง ๆ ให้สามารถย่อเรื่องที่อ่านได้ทั้งหมดหรือข้อความบางตอนได้ สามารถสรุป และสังเคราะห์เรื่องที่อ่านได้ ๓. ระดับการให้ความคิดเห็น (Inferential ComprehensionLevel) ได้แก่ ความสามารถ ในการคิดเห็น และรายละเอียดที่ได้จากการอ่านความคิดเห็น และ ประสบการณ์ส่วนตัวมาใช้สรุปให้ หัวข้อวินิจฉัย สนับสนุนรายละเอียดสรุปใจความสำคัญ ลำดับเหตุการณ์ และการตีความของภาษาซึ่ง มิได้ปรากฏให้เห็นโดยตรงจากข้อความที่อ่าน ๔. ระดับประเมินผล (Evaluation) เป็นความสามารถที่จะตัดสิน และประเมินผลด้วยตนเอง ว่า เรื่องที่อ่านนั้นอะไรเป็นข้อเท็จจริง (Fact) อะไรเป็นจินตนาการ (Fantasy)อะไรเป็นความคิดเห็น
14 (Opinions)ตลอดจนสามารถประเมินความเชื่อถือได้ของเรื่องที่อ่าน และประเมินผลในแง่ของความ คิดเห็นส่วนตัวว่า มีคุณค่าเหมาะสมที่จะยอมรับหรือไม่ ๕. ระดับซาบซึ้ง (Appreciation)ความสามารถในระดับนี้เป็นการอ่านในระดับสูงสุด คือมี อารมณ์ตอบสนองตามเนื้อเรื่อง ตามภาษาของผู้เขียน ตลอดจนการสร้างภาพพจน์และการแสดงออก ทางอารมณ์ จากการที่ได้อ่านเรื่องราว จรรยา บุญมีประเสริฐ (๒๕๓๗ : ๒๓) ได้แสดงความเห็นว่า ความเข้าใจ ในการอ่านไม่ได้ จำกัดอยู่ที่เพียงการตอบคำถามได้ถูกต้องเท่านั้น แต่หมายถึงความเข้าใจ ๒ ระดับ คือ ๑. ระดับต่ำ ความเข้าใจระดับนี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้อ่านพอใจกับสิ่งที่ตนอ่านเข้าใจ ความหมาย และมโนทัศน์อย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ๒. ระดับสูง นักศึกษาต้องจับใจความสำคัญให้ได้ เข้าใจถึงแก่นแท้ของแนวคิดที่เขียนอยู่และ สามารถเปรียบเทียบแนวคิดเหล่านั้นกับสิ่งที่เคยรู้มาเพื่อที่จะรับเอาสาระสำคัญและแนวคิดใหม่มา ผสมผสานเป็นมโนทัศน์ทั้งใหม่และเก่าให้เข้าด้วยกัน ดัลล์แมน (Dalman. ๑๙๗๔ : ๑๖๖) ได้แบ่งระดับการอ่านออกเป็น ๓ ระดับ คือ ๑. ระดับความเข้าใจข้อเท็จจริง (Factual Level) หมายถึง ความเข้าใจเนื้อเรื่องที่อ่านตาม ตัวหนังสือที่เขียนไว้ ๒. ระดับความเข้าขั้นตีความ (Interpretative Level) คือความเข้าใจโดยอาศัยการสรุป ความ ตีความ และแปลความหมายจากเรื่องที่อ่านได้ ๓. ระดับความเข้าใจขั้นประเมินค่า (Evaluation Level) คือ ความสามารถในการประเมิน ค่า สิ่งที่ผ่านมาโดยอาศัยความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านพิจารณาตัดสินเมื่อพิจารณาถึงระดับ ความเข้าใจการอ่านนั้น จะเห็นได้ว่าระดับของความเข้าใจในการอ่านนั้นจะมีความแตกต่างกัน ซึ่ง ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการอ่าน และความสามารถของผู้อ่าน เพราะถ้าผู้อ่านไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ อ่านไม่สามารถจับใจความสำคัญของสิ่งที่อ่าน จะไม่สามารถนำความรู้ ความคิดจากสิ่งที่อ่านไปใช้ให้ เกิดประโยชน์ ฉะนั้นในการสอนอ่านจับใจความ ผู้สอนจำเป็นต้องฝึกฝนให้นักศึกษามีคุณสมบัติ เหล่านี้ เพื่อพัฒนาการอ่านจับใจความให้ได้ผล องค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่าน ความเข้าใจในการอ่านมีองค์ประกอบที่สำคัญหลายประการด้วยกัน ได้มีผู้กล่าวถึง องค์ประกอบของความเข้าใจในการอ่านไว้ดังนี้ จรรยา บุญมีประเสริฐ (๒๕๓๗ : ๒๕) กล่าวว่า องค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของความเข้าใจ ในการอ่านมีอยู่ ๙ ประการต่อไปนี้ คือ ๑. ความรู้ในเรื่องศัพท์ ๒. ความมีเหตุผลในการอ่าน ความสามารถในการหาความหมาย และรวบรวมความหมาย ของใจความหลาย ๆ ใจความเข้าด้วยกัน ๓. ความสามารถในการค้นหาข้อความที่ผู้เขียนแสดงสาระสำคัญของเนื้อเรื่องอย่างกระจ่าง แจ้ง เพื่อเป็นประโยชน์ในการรวมความคิดของเรื่องได้ ๔. ความสามารถในการแสดงความมุ่งหมาย ความสนใจ หรือ ความคิดของผู้เขียน
15 ๕. ความสามารถที่จะหาความมุ่งหมายของคำที่ไม่คุ้นเคยจากข้อความหรือสามารถตัดสินใจ ได้ว่าในบรรดาความหมายหลาย ๆ อย่างของคำนั้น ความหมายใดจะเหมาะสมกับคำนั้น ในข้อความ นั้น ๖. ความสามารถในการรวบรวมเนื้อความย่อย ๆ ที่ปรากฏในเนื้อเรื่องที่อ่าน ๗. ความสามารถในการติดตามวิธีดำเนินเรื่อง ของเรื่องราวที่อ่านและสามารถคาดคะเน เรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนและหลังเรื่องที่อ่านได้ ๘. ความรู้เรื่องวิธีการเขียนต่าง ๆ ๙. ความสามารถในการหาใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน บูช และ เฮิบเนอร์ (Bush and Heubner. ๑๙๗๐ : ๗๙) ได้กล่าวถึงความ เข้าใจในการอ่าน ว่าต้องประกอบด้วย ๑. การตีความของหนังสือ หรือสัญลักษณ์ที่เขียนขึ้น ๒. การจับความหมายได้ ๓. การซึมซาบหรือเข้าใจความคิดที่ผู้เขียนเสนอได้โดยตลอด ๔. กระบวนการคิดหาเหตุผลและความหมาย จากองค์ประกอบที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าการที่นักศึกษาจะสามารถจับใจความ หรือเข้าใจ ความหมาย ของเรื่องที่อ่านได้นั้น จะต้องประกอบด้วยความสามารถพื้นฐานหลายประการด้วยกัน เช่นความรู้ใน เรื่องคำศัพท์ การเข้าใจประโยค ความสามารถในการหาใจความสำคัญ ความมีเหตุผลในการอ่าน ความสามารถเหล่านี้ครูต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษที่จะสร้างให้มีขึ้นในตัวเด็ก โดยจะต้องได้รับการ สร้างที่ถูกต้องจึงจะเกิดประโยชน์กับเด็กต่อไป การจัดการเรียนรู้ การอ่านโดยใช้วิธีให้นักศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง การจัดการเรียนรู้ การอ่านโดยทั่วไป ครูมักใช้แบบเรียนเพื่อให้นักศึกษาอ่านแบบเรียนจะ ประกอบด้วย บทอ่าน คำศัพท์ สำนวน และคำถามที่เกี่ยวข้อง เนื้อเรื่องที่อ่านวิธีการสอนอ่านดังกล่าว ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักศึกษา มีเพียงเล็กน้อย คือครูมีหน้าที่บอกให้นักศึกษาอ่านตาม แบบที่กำหนดให้แล้วตอบคำถามท้ายบท และครูจะเฉลยคำตอบภายหลัง นอกจากนี้ยังทำให้นักศึกษา ไม่มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนมากเท่าที่ควร เพราะไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจใน การเลือกบทเรียน แบบฝึกหัดตลอดจนเป็นการไม่เปิดโอกาส ให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่านให้เป็นการจำกัดในเรื่องความคิดที่จะสร้างสรรค์ ในปัจจุบันการจัดการเรียนรู้ การอ่านภาษาไทย มีแนวโน้มที่จะมุ่งการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะให้ ความสำคัญแก่ผู้เรียนมากกว่าแต่ก่อน การจัดการเรียนรู้ โดยให้นักศึกษา เรียนรู้ด้วยตนเองเป็นวิธี จัดการเรียนรู้ที่มีการส่งเสริมให้นักศึกษามีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้เป็นอย่าง มากที่สุด
16 2. เอกสารเกี่ยวกับการอ่านจับใจความ ความหมายของการอ่านจับใจความ นักการศึกษาของไทยได้ให้ความหมายของคำว่า การอ่านจับใจความไว้ ดังนี้คือ บันลือ พฤกษะวัน (๒๕๓๒ : ๒๙ – ๓๕) กล่าวว่า การอ่านเพื่อจับใจความเป็นการอ่านเพื่อทำ ความเข้าใจเนื้อเรื่อง เป็นการอ่านเพื่อต้องการทราบว่าเรื่องนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร มีความสำคัญ ตรงไหน และหมายความว่าอย่างไร จะเห็นได้ว่าการอ่านเพื่อจับใจความส่วนใหญ่จะเน้นเรื่องของ ความเข้าใจเรื่องที่อ่าน ค้นหาสาระสำคัญหรือประเด็นที่สำคัญของเรื่องที่อ่านได้ สายสุนี สกุลแก้ว (๒๕๓๔ : ๒๔) ได้ให้ความหมายของการอ่านจับใจความว่า เป็น ความสามารถของผู้อ่านที่จะจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านได้ถูกต้องตลอดจนวินิจฉัยคุณค่าสิ่งที่ตน อ่านได้อย่างมีเหตุผลโดยสรุปแล้ว การอ่านจับใจความ หมายถึง การทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องที่อ่าน สามารถที่จะทราบสาระสำคัญของเรื่อง แปลความหมายของสิ่งที่ได้อ่าน และมีความเข้าใจจุดหมาย สำคัญของเรื่องนั้น ๆ ได้เป็นอย่างดี ทักษะการอ่านจับใจความ การอ่านเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ทักษะหลายด้าน ทักษะต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ จำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้นในตัวเด็ก แต่ทักษะดังกล่าวไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นเองได้ ครูผู้สอนต้องฝึกให้ เกิดขึ้นในตัวเด็ก ได้มีผู้เชี่ยวชาญทางการอ่านได้กล่าวและเสนอแนะแนวทางไว้ดังนี้ วีณา วีสเพ็ญ (๒๕๒๑ : ๑๔๗) กล่าวถึงทักษะการสอนอ่านเพื่อความเข้าใจว่า ๑. ความสนใจของเด็ก เด็กแต่ละคนมีความสนใจไม่เหมือนกันควรส่งเสริมให้มีประสบการณ์การอ่าน อย่างอย่างกว้างขวางตามความสนใจ ๒. ทักษะการสอนอ่านครูผู้สอนควรคำนึงทักษะการอ่าน เช่น เด็กเล็ก ๆชอบอ่านดัง ๆ เพื่อฟังเสียง ของเองจึงจะเข้าใจ ส่วนเด็กโตครูควรส่งเสริมให้เด็กอ่านในใจและจับใจความให้มากขึ้น ๓. การสร้างนิสัยในการอ่าน ครูต้องสร้างนิสัยให้เด็กรักการอ่านโดยวิธีต่าง ๆเช่น ให้เด็กทำ บัตรรายการชื่อหนังสือที่อ่านและให้รายงานด้วย ๔. จุดประสงค์ในการอ่าน ครูชี้แนวทางการอ่านให้เด็กโดยชี้ให้เห็นว่าการอ่าน ๒ ชนิด คือการอ่าน เพื่อความรู้ และการอ่านเพื่อความบันเทิง ๕. วิจารณญาณในการอ่าน ในการอ่านนอกจากจะอ่านเป็น และ อ่านแตกแล้วจะต้องเกิดวิจารณญาณ เกิดความเข้าใจลึกซึ้งในเรื่องที่อ่านด้วย สมถวิล วิเศษสมบัติ (๒๕๒๘ : ๗๓–๗๕) กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ช่วยให้การอ่านเข้าใจได้ดี คือ ๑. ความเข้าใจในการอ่าน หมายถึงความเข้าใจในลายลักษณ์อักษรหรือข้อความที่อ่านอย่างครบถ้วน คืออ่านรู้เรื่อง ๒. ความเร็วในการอ่าน มีความสำคัญรองลงมาจากความเข้าใจในการอ่านผู้ที่อ่านได้เร็วและอ่าน ได้มากย่อมได้เปรียบในด้านการเรียน หรือการทำงานและอื่น ๆ ๓. วิจารณญาณ เป็นส่วนหนึ่งของความเข้าใจ เพราะผู้อ่านหนังสือเข้าถึงจุดประสงค์ของผู้เขียน จะได้ ไม่ตกเป็นเครื่องมือหรือเหยื่อการโฆษณาต่าง ๆ ๔. นิสัย เกิดขึ้นเพราะการฝึก ถ้ามีนิสัยที่ดีในการอ่านจะช่วยให้อ่านได้เร็วเช่น ความตั้งใจที่จะอ่าน อย่างแน่วแน่ การไม่ออกเสียง การไม่ทำปากขมุบขมิบ ไม่ใช้นิ้วหรือดินสอชี้ขณะที่อ่าน
17 ๕. ความสนใจในการอ่าน ความสนใจสม่ำเสมอจะทำให้เกิดนิสัยรักการอ่าน สุขุม เฉลยทรัพย์ (๒๕๓๑ : ๑๙๑ ; อ้างอิงมาจาก Russel. ๑๙๖๑ : ๑๔๘) ได้ให้ข้อเสนอแนะ ว่าทักษะในการอ่านนั้นต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างเพียงพอโดยเฉพาะวัยเด็กจึงจะทำให้เกิดนิสัยรักการ อ่าน ทักษะดังกล่าวที่ควรคำนึงถึงก็คือ ๑. ความสามารถในการอ่านคือส่งเสริมให้เด็กอ่านด้วยความเข้าใจ ๒. ความสามารถในการจำ จดจำคำใหม่ ๆ จากตอนที่อ่านได้ ๓. ความสามารถในการอ่านออกเสียงโดยมีจังหวะและออกเสียงให้ผู้ฟังสนใจ ๔. มีความสนใจในการอ่านในใจได้เร็วกว่าการอ่านออกเสียง ๕. มีความสามารถในการเลือกและจับกลุ่มความคิด ตลอดถึงการตอบปัญหาและเข้าใจคำสั่ง ๖. มีความรู้ในการปรับปรุงแก้ไขแสงสว่างในการอ่าน ๗. มีความสามารถในการใช้การอ่าน เป็นแนวทางในการค้นหาความรู้ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ สายสุนี สกุลแก้ว ๒๕๓๔ : ๖) แนวคิดในการพัฒนาทักษะการอ่านทั้ง ๔ ระดับ คือ ๑. การอ่านขั้นพื้นฐาน (Literal Reading) ๒. การอ่านขั้นแปลความ (Interpretaive Reading) ๓. การอ่านขั้นวิเคราะห์ (Critical Reading) ๔. การอ่านขั้นสร้างสรรค์ (Creative Reading) อรรถ พลายระหาร. (๒๕๓๖ : ๒๕ ; อ้างอิงมาจาก Guszuk. ๑๙๗๘ : ๑๘๒) ได้เสนอแนวคิด เกี่ยวกับทักษะที่สำคัญในเรื่องการอ่านเพื่อความเข้าใจว่าการสอนให้นักศึกษามีความสามารถในการ อ่านเพื่อความเข้าใจ ควรคำนึงถึงหลัก ๖ ประการ คือ ๑. การฝึกให้นักศึกษาคาดการณ์ล่วงหน้าว่าสิ่งที่จะได้อ่านต่อไปในการอ่านน่าจะเป็นอย่างไร ๒. การฝึกให้นักศึกษารู้จักแหล่งค้นคว้า เช่น ห้องสมุด รู้จักหนังสือที่จะค้นคว้าหลาย ๆ ประเภท รู้จักส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ ๓. ฝึกให้นักศึกษารู้จักนำความรู้ที่ได้มาจัดระบบระเบียบเสียใหม่ ๔. การฝึกให้นักศึกษารู้จักพิจารณาว่าสิ่งใดมีความสำคัญควรจดจำ ๕. การฝึกให้นักศึกษารู้จักประเมินผลสิ่งที่อ่านว่าเป็นความจริงหรือความคิดส่วนตัวของ ผู้เขียน และเชื่อถือได้หรือไม่ จรรยา บุญมีประสิทธิ์ (๒๕๓๗ : ๒๙) ได้เสนอแนะแนวทางการอ่านเพื่อ ความเข้าใจไว้ดังนี้ ๑. ให้นักศึกษาเข้าใจข้อความ กลุ่มคำ ประโยค และข้อความสั้น ๆ ๒. ฝึกให้นักศึกษาจับความคิดที่สำคัญโดยตั้งคำถามให้ตอบ ๓. ฝึกให้อ่านเพื่อสังเกตรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ๔. ฝึกอ่านเพื่อคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นต่อไป ๕. ฝึกให้อ่านโดยกำหนดว่าต้องการให้รู้เรื่องอะไรบ้าง ๖. ฝึกให้อ่านเพื่อให้มีจินตนาการเพิ่มขึ้น ๗. ฝึกให้อ่านเพื่อทราบแนวการจัดลำดับความ ๘. ขยายความในคำตอบออกไปอีกเมื่อต้องการรายละเอียดที่จำเป็นของใจความสำคัญจะ เห็นว่าการสอนอ่าน เพื่อให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจในเรื่องที่อ่านนั้นประกอบไปด้วยแนวทาง หรือ
18 ขั้นตอนหลายประการ ครูผู้สอนต้องศึกษาให้เข้าใจและนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหาและ โรงเรียนของตนเอง เพราะขั้นตอนและแนวทางบางอย่างอาจไม่เหมาะสมกับนักศึกษาเสมอไปทุก ขั้นตอน ครูผู้สอนต้องรู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสมจึงจะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอน ความสำคัญของการอ่านจับใจความ ตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช ๒๕๒๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓ )และหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔ ได้เน้นเรื่องการสอนอ่านจับใจความเป็นอย่างมากเพราะถ้า นักศึกษามีพื้นฐานและทักษะการอ่านจับใจความที่ดีแล้ว นักศึกษาสามารถที่จะใช้เป็นเครื่องมือใน การศึกษาหาความรู้ในสาขาวิชาแขนงอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี สมบัติ มหาเรศ (๒๕๒๓ : ๖๘ – ๖๙) ได้เสนอความสำคัญของการสอนอ่านจับใจความไว้ว่า การอ่านจับใจความย่อมทำให้คนเรามีความฉลาดรอบรู้และเป็นนักปราชญ์ ในอนาคต ดังนั้นต้องให้ นักศึกษาเห็นความสำคัญของการอ่านจับใจความว่า การอ่านจับใจความเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ความพร้อม พัฒนานิสัย และพัฒนาทักษะความรู้ให้ผู้เรียนทุกคน บันลือ พฤกษะวัน (๒๕๓๔ : ๖๘) กล่าวว่า การอ่านที่มุ่งประโยชน์ได้ดีนั้น คือการอ่านในใจ เพราะการอ่านในใจที่ดีนั้น ผู้อ่านจะเข้าใจความหมาย และเรื่องราวการอ่านได้อย่างรวดเร็ว สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์ (๒๕๓๖ : ๔๕) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการ อ่านในใจว่า ถ้านักศึกษามีทักษะในการอ่านในใจอย่างมีประสิทธิภาพนักศึกษาก็จะเป็นที่รอบรู้ สามารถแสวงหาความรู้จากการอ่านได้อย่างมากมาย สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปใช้ในการ พูด และการเขียนจากจุดมุ่งหมายของหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช ๒๕๒๑ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๓๓)(กรมวิชาการ. ๒๕๓๕ : ๑๖) และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. ๒๕๔๔ เพื่อให้นักศึกษา มีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการอ่าน มีทักษะในการอ่านในใจ และอ่านออกเสียงได้ถูกต้อง คล่องแคล่วรวดเร็วสามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกจากเรื่องที่อ่านได้ สามารถจับใจความสำคัญคิด เชิงวิจารณ์และวิเคราะห์ใจความสำคัญ ปฏิบัติตนจนเป็นนิสัยที่ดีในการอ่านหนังสือ ประเภทของการอ่านจับใจความ ประเภทของการอ่านจับใจความภาษาไทย ชลธิชา กลัดอยู่ (๒๕๑๗ : ๒๕ – ๒๖) กล่าวไว้ว่าการอ่านจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านนั้น มีอยู่ด้วยกัน ๒ ลักษณะ คือ ๑. การอ่านเพื่อจับใจความส่วนรวม ๒. การอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ การอ่านเพื่อจับใจความส่วนรวม หมายถึง การทำความเข้าใจเนื้อสำคัญของข้อความหรือเนื้อ เรื่องที่อ่าน เพื่อให้มองเห็นความสำคัญและรายละเอียดของเนื้อหานั้น ๆ และเข้าใจจุดมุ่งหมายสำคัญ ของเนื้อหาหาเรื่องนั้น ๆ ได้ การอ่านประเภทนี้ทำได้โดยการพลิกดูและกวาดสายตาผ่านหัวข้อต่าง ๆ เพื่อให้ทราบในแต่ละหัวข้อนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างไร และมีการดำเนินไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทาง ด้วยวิธีเชื่อมโยงเนื้อหาและแนวความตลอดจนข้อมูลต่าง ๆ อย่างไรการอ่านเพื่อจับใจความสำคัญ เป็นการอ่านเพื่อทำความเข้าใจกับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่าน ผู้อ่านที่ชำนาญจะไม่อ่านทุก ตัวอักษร ในขณะเดียวกันกับผู้อ่านที่ไม่ชำนาญต้องอ่านอย่างพินิจพิจจารณาจึงจะสามารถจำใจความ
19 สำคัญได้ ความสำคัญมิได้จำกัดแต่เพียงเนื้อเรื่องเท่านั้น นักอ่านที่ดีจะต้องเก็บเนื้อหาสาระที่สำคัญ ของเรื่องหนึ่งได้หลายแง่ หลายมุม เช่น เก็บความรู้ เก็บเนื้อเรื่องที่สำคัญเก็บแนวคิด หรือทัศนคติของ ผู้เขียนตลอดจนจุดมุ่งหมายสำคัญของเรื่อง อาจจะมีอยู่หลายประการน้ำหนักความสำคัญอาจจะ แตกต่างกันไป หลักสำคัญในการอ่านจับใจความ ในการสอนทักษะการอ่านจับใจความนั้นครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงหลักสำคัญในการนำไป ปฏิบัติและใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งจะช่วยให้การสอนอ่านจับใจความประสบ ผลสำเร็จบรรลุตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้โดยเฉพาะเรื่องของความสนใจในการอ่านจับใจความ ครูต้องมี ความพยายามสร้างความสนใจให้กับนักศึกษา เพื่อให้นักศึกษาได้มองเห็นความสำคัญ และคุณค่าของ การอ่านจับใจความ ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแต่ละครั้งครูผู้สอนต้องคำนึงปัจจัยต่าง ๆ ที่ เกี่ยวของกับการอ่านของนักศึกษาสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือการวัดผลการสอนอ่านอยู่เสมอ เพื่อ จะได้ทราบปัญหาและแนวทางการแก้ไขข้อบกพร่องได้ทันท่วงที สายสุนี สกุลแก้ว ๒๕๓๔ : ๒) ได้ให้หลักการสอนอ่านไว้ว่า การสอนอ่านในแต่ละครั้งครูควร ให้นักศึกษารู้จุดมุ่งหมายของการสอน ต้องการอะไรจากเรื่องที่อ่านเพื่อจะได้นำไปสู่จุดนั้นได้เร็วขึ้น แล้วจึงอ่านข้อความให้จบอย่างคร่าว ๆ เพื่อจะได้ดูว่าเรื่องที่อ่านเกี่ยวข้องกับเรื่องใด ถ้าเป็นหนังสือ ทั้งเล่มควรอ่านสารบัญก่อน ขั้นตอนต่อไปอ่านโดยละเอียดให้ตลอดเรื่องในขณะที่อ่านพยายามตั้ง คำถามขึ้นในใจว่าเรื่องที่อ่านเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เกิดขึ้นที่ใด เมื่อไร อย่างไร ผู้แต่ง มีจุดมุ่งหมาย อย่างไร สิ่งสำคัญควรฝึกอ่านจับใจความอยู่เสมอ จึงจะช่วยให้อ่านหนังสือได้เร็ว และจับใจความ สำคัญได้ดี จุดมุ่งหมายของการสอนอ่านจับใจความ นักการศึกษาได้กำหนดจุดมุ่งหมายในการสอนอ่านจับใจความ ดังนี้ คือ สายสุนี สกุลแก้ว (๓๘๔๕ : ๒๗) ได้แบ่งจุดมุ่งหมายของการอ่านเพื่อจับใจความออกเป็น ๖ ประการ ดังนี้ 1. อ่านเพื่อจับใจความคร่าว ๆ (Scanning or Skimming Reading) ๒. อ่านเพื่อจับใจความสำคัญ (Idea Reading) ๓. อ่านเพื่อสำรวจรายละเอียดและใจความสำคัญโดยทั่ว ๆ ไป (Exploratory Reading) ๔. อ่านเพื่อเข้าอย่างถ่องแท้ (Study Reading) ๕. อ่านเพื่อใช้วิจารณญาณติดตามข้อความที่อ่าน (Critical Reading) ๖. อ่านเพื่อวิเคราะห์ข้อความหรือแนวคิดในเรื่องที่อ่าน (Analytical Reading) หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๔๔ (กรมวิชาการ : ๒๕๔๕) ได้กำหนด สาระที่ ๑ : การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ : ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาและสร้างวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน การเรียนภาษาไทยช่วงชั้นที่ ๒ (ป.๔-ป.๖) สาระการอ่านได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นไว้ ๓ ประการคือ ๑. สามารถอ่านได้คล่องและอ่านได้เร็วขึ้น เข้าใจความหมายของคำ สำนวน โวหาร การ บรรยาย การพรรณนา การเปรียบเทียบ การใช้บริบท เข้าใจความหมายของถ้อยคำ สำนวนและเนื้อ เรื่อง และใช้แหล่งความรู้พัฒนาความสามารถในการอ่าน
20 ๒. สามารถแยกข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็น วิเคราะห์ความ ตีความ สรุปความหาคำสำคัญ ในเรื่องที่อ่านและใช้แผนภาพโครงเรื่องหรือแผนภาพความคิดพัฒนาความสามารถการอ่านนำความรู้ ความคิดจากการอ่านไปใช้แก้ปัญหา ตัดสินใจคาดการและใช้การอ่านเป็นเครื่องมือการพัฒนาตน การตรวจสอบความรู้และค้นคว้าเพิ่มเติม ๓. สามารถอ่านในใจและอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองได้คล่องและรวดเร็ว ถูกต้องตามลักษณะคำประพันธ์และอักขรวิธี และจำบทร้อยกรองที่มีคุณค่าทางความคิดและความ งดงามทางภาษา สามารถอธิบายความหมายและคุณค่า นำไปใช้อ้างอิง เลือกอ่านหนังสือและสื่อ สารสนเทศ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ตามจุดประสงค์อย่างกว้างขวาง มีมารยาทการอ่าน และนิสัยรักการอ่าน สรุปได้ว่า การอ่านจับใจความที่จะประสบผลสำเร็จนั้น นักศึกษาต้องรู้จุดมุ่งหมายในการอ่าน ว่าจะอ่านเพื่ออะไร หรืออ่านอะไร และประการสำคัญต้องพยายามจับใจความสำคัญของเรื่องให้ได้ รู้ แนวคิดของเรื่องว่าเป็นอย่างไร และเพื่อบรรลุผลการอ่านครูผู้สอนควรเน้นย้ำจุดมุ่งหมายในการอ่าน แก่ผู้เรียนด้วย การวัดความเข้าใจการอ่านจับใจความ การวัดความเข้าใจการอ่านจับใจความอาจทำได้หลายวิธี การที่ครูจะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายใน การวัดครั้งนั้น ๆ สายสุนี สกุลแก้ว (๒๕๓๔ : ๓๐–๓๑) ได้กล่าวไว้ดังนี้ คือ ๑. แบบสอบมาตรฐาน (Standardized test) ข้อสอบนี้นำไปให้นักศึกษา ทำเพื่อเปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านกับเกณฑ์ปกติ (Norm) แบบทดสอบนี้ประกอบด้วยข้อความเป็นตอน ๆหรือ เรื่องสั้นๆ ให้นักศึกษาอ่าน แล้วเลือกคำตอบ เรียงจากเรื่องง่ายไปหายาก จำกัดเวลา นักศึกษาจะ ได้รับคะแนนตามความสามารถของความเข้าใจในการอ่าน แบบสอบถาม คะแนนจะออกมาในรูป คะแนนดิบ (Raw Score) เปอร์เซ็นต์ไทล์หรือระดับ (Grade Equivalent) ๒. แบบทดสอบชนิดอิงเกณฑ์ (Criterion–Referenced Tests) ลักษณะของแบบสอบถามนี้ คล้ายคลึงกับแบบแรก คือมีข้อความเป็นตอน ๆ หรือเรื่องสั้น ๆ ให้นักศึกษาอ่านแล้วเลือกตอบแต่ไม่ เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านกับเกณฑ์ปกติ หรือกับนักศึกษากลุ่มอื่น ๆ คะแนนของนักศึกษา ขึ้นอยู่กับผลสัมฤทธิ์ทางการอ่าน เกณฑ์ที่ถือว่านักศึกษามีความสำเร็จจากการเรียนอ่านนั้นอยู่ใน ระหว่างเกณฑ์ ๘๐ – ๙๐ เปอร์เซ็นต์ 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับเทคนิค 5W1H ซึ่งนักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงเทคนิคการคิดวิเคราะห์โดยใช้รูปแบบคำถาม 5W1H ดังต่อไปนี้ สุวิทย์มูลค า (2550: 21-22) อธิบายว่า การคิดวิเคราะห์เป็นการคิดโดยใช้สมองซีกซ้าย เป็นหลักเป็นการคิดเชิงลึกคิดอย่างละเอียดจากเหตุไปผล ตลอดจนการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ในเชิง เหตุและผลความแตกต่างระหว่างข้อโต้แย้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องเทคนิคการคิด วิเคราะห์อย่าง ง่ายที่นิยมใช้คือ 5W1H ซึ่งประกอบด้วย What (อะไร) ปัญหาหรือสาเหตุที่เกิดขึ้น เกิดอะไรขึ้นบ้าง มีอะไรเกี่ยวขอ้งกับเหตุการณ์นี้ Where (ที่ไหน) สถานที่หรือตำแหน่งที่เกิดเหตุ เรื่องนี้เกิดขึ้นที่ไหน
21 When (เมื่อไร) เวลาที่เหตุการณ์นั้นได้เกิดขึ้น หรือจะเกิดขึ้น เหตุการณ์นั้น น่าจะเกิดขึ้น เมื่อไร เวลาใดบ้างที่เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ Why (ทำไม) สาเหตุหรือมูลเหตุที่ทำให้เกิดขึ้น เหตุใดต้องเป็นคนนี้เป็นเวลานี้เป็นสถานที่นี้ เพราะเหตุใดเหตุการณ์นี้จึงเกิดขึ้น Who (ใคร) บุคคลสำคัญ เป็นตัวประกอบหรือเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องที่จะได้รับผลกระทบ ใครอยู่ ในเหตุการณ์บ้าง ใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้บ้าง How (อย่างไร) รายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้นว่า ลำดับเหตุการณ์นี้ดู ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง การคิดวิเคราะห์ด้วยเทคนิค5W1H จะสามารถไล่เรียงความชัดเจนในแต่ละเรื่องที่เรากำลัง คิดเป็นอย่างดีทำให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์ดังนั้นในบางครั้งการเริ่มคิดวิเคราะห์ถ้าคิดอะไรไม่ ออกก็ขอแนะนำ ให้เริ่มต้นโดยใช้คำถามจาก 5W1H เพ็ญพิสุทธิ์ใจสนิท (2555: 36) กล่าวว่า 5W1H คืออะไร ที่ไหน เมื่อไร ทำไม ใครอย่างไร ถามเหล่านี้ที่เกิดขึ้นจากความสงสัยในวัยเด็ก เป็นสิ่งที่บอกให้รู้ว่าเด็กเริ่มคิด เพราะเมื่อเด็กเกิดความ สงสัยแสดงว่าสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กกระตุ้นให้เด็กเกิดสภาวะที่เรียกว่าไม่สมดุล (Disequilibrium) เด็กจึงหาคำตอบเพื่อให้เกิดภาวะสมดุล (Equilibrium) ทำให้เกิดปัญญาเป็นความรู้ความเขา้ใจที่ กลายเป็นพื้นฐานการคิดของเด็กต่อไป ประณาท เทียนศรี (2560: 95) อธิบายเกี่ยวกับเทคนิคการสอน 5W1H เป็นการฝึกตั้ง คำถาม เชิงวิเคราะห์ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงใหม่ ๆ ความเข้าใจใหม่ ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการอธิบาย การประเมิน การแก้ปัญหา และการตัดสินใจที่รอบคอบมากขึ้น ดังนั้นขอบเขตของคำถามที่เกี่ยวข้อง กับการคิดวิเคราะห์ จึงเกี่ยวข้องกับการจำแนกแจกแจงองค์ประกอบ และการหาความสัมพันธ์เชิง เหตุผลของเรื่องที่วิเคราะห์ โดยคำถามจะอยู่ในขอบข่าย 5W1H (ใคร Who) ทำอะไร (What) ที่ไหน (Where) เมื่อไร (When) ทำไม (Why) อย่างไร (How) เพื่อนำไปสู่การค้นหาความจริงเกี่ยวกับเรื่อง ในแง่มุมต่าง ๆ นอกเหนือจากสิ่งที่ปรากฏ 4.เอกสารที่เกี่ยวกับการสร้างแบบฝึก ความหมายของแบบฝึก แบบฝึก หมายถึง แบบฝึกหัดหรือชุดการสอนที่เป็นแบบฝึกที่ใช้เป็นตัวอย่างปัญหาหรือคำสั่ง ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักศึกษาฝึกตอบ (ราชบัณฑิตยสถาน. ๒๕๒๕ : ๔๘๓) วรรณ แก้วแพรก (๒๕๒๖ : ๘๖) ได้กล่าวถึงแบบฝึกหัดเสริมทักษะว่า คือ แบบฝึกหัดที่ครูจัด ให้แก่นักศึกษา เพื่อให้นักศึกษามีทักษะเพิ่มขึ้นโดยการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความสนใจและ ความพอใจหลังจากนักศึกษาได้เรียนเรื่องนั้นมาบ้างแล้ว ชัยยงค์ พรหมวงศ์ (๒๕๓๗ : ๓๘) ให้ความหมายของแบบฝึกปฏิบัติว่า หมายถึง คู่มือ นักศึกษาที่นักศึกษาต้องใช้ควบคู่ไปกับการเรียนการสอนจากชุดการสอนเป็นส่วนที่นักศึกษาบันทึก สาระสำคัญและทำแบบฝึกหัดด้วย มีลักษณะคล้ายกับ “แบบฝึกหัด” แต่ครอบคลุมกิจกรรมที่ผู้เรียน พึงกระทำมากกว่าแบบฝึกหัด อาจกำหนดแยกเป็นแต่ละหน่วยเรียกว่า “ Worksheet ” หรือ “กระดาษคำตอบ”ซึ่งผู้เรียนต้องถือติดตัวเวลาประกอบกิจกรรมต่าง ๆ หรืออาจรวมเป็นเล่ม เรียกว่า
22 “Workbook”โดยเย็บรวมเรียงตามลำดับตั้งแต่หน่วยที่ ๑ ขึ้นไป แบบฝึกปฏิบัติเป็นสมบัติส่วนตัวของ ผู้เรียนแต่ต้องเก็บไว้ที่ชุดการสอนเป็นตัวอย่าง ๑ ชุด เสมอ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (๒๕๔๒ : ๖๔๑) แบบฝึกหัด หมายถึง น. แบบตัวอย่างปัญหา หรือคำสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักศึกษาฝึกตอบเป็นต้น 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1.งานวิจัยในประเทศ รินทร์ลภัส เฉลิมธรรมวงษ์(2557:บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการใช้เทคนิคการสอนแบบ เน้นกระบวนการคิดของนักศึกษา เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความของนักศึกษาชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดแสมดำ สำนักงานเขตบางขุนเทียน สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 ที่กำลังศึกษาใน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนวัดแสมดำสำนักงานเขตบางขุนเทียน สังกัดสำนัก การศึกษา กรุงเทพมหานครจำนวน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แผนการจัดการเรียนรู้การ อ่านจับใจความด้วยเทคนิคการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการ อ่านจับใจความ และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เทคนิคการสอน แบบเน้นกระบวนการคิด วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ( x ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที(t-test) แบบ dependentผลการวิจัยพบว่า ความสามารถด้านการอ่านจับใจความ ของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้เทคนิคการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งยอมรับสมมติฐานการวิจัยที่ตั้ง ไว้โดยค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักศึกษาหลังการจัดการเรียนรู้ เทคนิคการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ พาตีฮะห์อาลีมาส๊ะ (2560:บทคัดย่อ) ได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้สาระภาษา อาหรับ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด ที่มีต่อการอ่านจับใจความสำคัญของนักศึกษา ชั้นอิสลามศึกษาตอนกลางปีที่ 2 โรงเรียนอาสาสุลดินวิทยาพาตี กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาชั้นอิสลาม ศึกษาตอนกลางปีที่ 2 โรงเรียนอาสาสุลดินวิทยา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 จำนวน 2 ห้อง จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแผนการจัดการเรียนรู้สาระภาษาอาหรับ โดยใช้เทคนิค การสอนแบบเน้นกระบวนการคิด ที่มีต่อการอ่านจับใจความสำคัญของนักศึกษาชั้นอิสลามศึกษา ตอนกลางปีที่ 2 จำนวน 5 แผน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน และหลังเรียน สาระภาษาอาหรับจำนวน 25 ข้อ เป็นแบบทดสอบปรนัยแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์สาระภาษาอาหรับ จำนวน 15 ข้อเป็นแบบทดสอบปรนัยแบบ เลือกตอบ 4 ตัวเลือก และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค การสอนแบบเน้นกระบวนการคิด จำนวน 10 ข้อ วิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ยค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบเน้น กระบวนการคิด มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์E1/ E2= 80/ 80 คือ E1/ E2= 86.06/ 84.42 ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านจับใจความสำคัญและทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาที่ได้รับการจัดการ เรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด หลังเรียนสูงกว่านักศึกษาที่ได้รับการสอนตาม การจัดการเรียนรู้แบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
23 น้ำผึ้ง ช้างเนียม (2559:บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบ ความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 ก่อนและหลังเรียนด้วยเทคนิคการสอนแบบเน้นกระบวนการ และ 2) เปรียบเทียบความสามารถใน การอ่านจับใจความภาษาอังกฤษของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 ด้วยเทคนิคการ สอนแบบเน้นกระบวนการคิด กับเกณฑ์ร้อยละ 75 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพปีที่ 1 สาขาวิชา การบัญชี วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ที่กำลังศึกษา อยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จำนวน 29 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคนิคการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด จำนวน 5 แผน เรื่อง Time, Shopping, Work, Daily Life และ Free Time 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความภาษาอังกฤษ เป็นแบบปรนัย เลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.82 ทำการเก็บ รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบแผนการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนหลังวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่เป็นอิสระต่อกันและการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว ภัสร์นลิน วงศ์ปรีชาเลิศ (2560:บทคัดย่อ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและ เปรียบเทียบผลการเรียนรู้ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โดยวิธีการสอนแบบเน้นกระบวนการคิดกับการสอนแบบปกติ และเพื่อศึกษาความพึงพอใจใน การสอนอ่านจับใจความสำคัญภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด ของนักศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม จำนวน 60 คน กลุ่มทดลองจำนวนนักศึกษา 30 คน และกลุ่มควบคุมจำนวนนักศึกษา 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้การสอน อ่านจับใจความสำคัญภาษาอังกฤษ โดยผลคะแนนของกลุ่มทดลองที่ใช้วิธีการสอนแบบเน้น กระบวนการคิด มีคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 78.63 ซึ่งสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ใช้วิธีการสอนอ่านแบบ ปกติคิดเป็นร้อยละ 51.90 และแบบวัดความพึงพอใจต่อการสอนอ่านจับใจความสำคัญภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการสอนอ่านจับใจความ สำคัญภาษาอังกฤษ โดยใช้วิธีการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด อยู่ในระดับดีมาก ซึ่งเปรียบเทียบกับ การสอนอ่านแบบปกติอยู่ในระดับดี 1. งานวิจัยต่างประเทศ ดวี, สูดียานา และดามายันตี(Dewi , Sudiana & Darmayanti, 2014 : บทคัดย่อ) ได้ ศึกษากลยุทธ์การใช้เทคนิคการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมี วิจารณญาณของนักศึกษาชั้น 7 โรงเรียน SMP Negeri 1 Sawan วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้คือ (1) เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด (รู้อยากจะรู้ เรียนรู้) ในการพัฒนา ทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาชั้น 7 โรงเรียน SMP Negeri 1 Sawan (2) เพื่อ ศึกษาขั้นตอนของการดําเนินการของเทคนิคการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด (รู้อยากจะรู้ เรียนรู้) ใน การพัฒนาทักษะการอ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาชั้น 7 โรงเรียน SMP Negeri 1 Sawan (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด ประชากรในการวิจัยครั้งนี้คือ ครูและนักศึกษาโรงเรียน SMP Negeri 1 Sawan จํานวน 37 คน
24 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือแบบสังเกต และแบบสัมภาษณ์ ผลจากการวิจัยคือ (1) ทักษะการ อ่านอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาที่ เรียนโดยกลยุทธ์การใช้เทคนิคการสอนแบบเน้นกระบวนการ คิด สูงกว่าก่อนเรียน (2) ความคิดเห็นของนักศึกษาที่ เรียนโดยกลยุทธ์การใช้เทคนิคการสอนแบบ เน้นกระบวนการคิด อยูในระดับมาก อับดุลลอฮ (Abdullah, 2016 : บทคัดย่อ) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการ สอนแบบเน้นกระบวนการคิด ในการอ่านจับใจความและพัฒนาการคิดสร้างสรรค์สําหรับนักศึกษาชั้น ประถมศึกษาปีที่ 7 โรงเรียนอัลฮูกูมียะห์วัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลการอ่าน จับใจความวิชาภาษาอาหรับหลังเรียนระหว่างนักศึกษากลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ เน้นกระบวนการคิดกับนักศึกษากลุ่มควบคุม (2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดสร้างสรรค์ระหว่าง นักศึกษากลุ่มทดลองนักศึกษากลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาประถมศึกษาปีที่ 7 โรงเรียนอัลฮูกูมียะห์ โดยกลุ่มทดลอง 68 คน และกลุ่มควบคุม 68 คน เครื่องมือในการวิจัยคือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ในการอ่านจับใจความมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 และแบบทดสอบวัด ทักษะการคิดสร้างสรรค์มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือวิเคราะห์ความ แปรปรวน Ancova ผลการวิจัย พบว่า (1) การอ่านจับใจความวิชาภาษาอาหรับของนักศึกษากลุ่ม ทดลองหลังเรียนสูงกว่านักศึกษา กลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 (2) ทักษะการคิด สร้างสรรค์ของนักศึกษากลุ่มทดลอง หลังเรียนสูงกว่านักศึกษากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.05 อีรอม (Iram, 2012 :ไม่ปรากฏเลขหน้า) ได้ศึกษาผลการจัดการเรียนการสอนแบบเน้น กระบวนการคิด เพื่อพัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษาชั้นปีที่ 7 ตัวอย่างในการ วิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษากลุ่มทดลองจํานวน 48 คน กลุ่มควบคุมจํานวน 48 คน สถิติที่ใช้ในการ ทดลอง คือ t-test ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษากลุ่มทดลองมีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณแตกต่าง กับกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 ฮัมดาน (Hamdan, 2014 : บทคัดย่อ) ศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการ สอนแบบเน้นกระบวนการคิด ในการพัฒนาการอ่านจับใจความสําคัญของนักศึกษาชาย สัญชาติ จอร์แดน มหาวิทยาลัยอิสลามราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย วัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ เพื่อหา ประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้เทคนิคการสอนแบบเน้นกระบวนการคิด ของนักศึกษาชายใน การอ่านจับใจความ กลุ่มตัวอย่าง คือ โรงเรียนของรัฐเป็นตัวแทนของกลุ่มทดลอง และโรงเรียนเอกชน เป็นตัวแทนของกลุ่มควบคุม สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test และความแปรปรวน ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษากลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์สูง กว่านักศึกษากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ 0.05 สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้วิธีการจัดการเรียนการสอนแบบเน้น กระบวนการคิด สามารถพัฒนาทักษะการอ่านจับใจความและทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักศึกษาทํา ให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น บทที่ ๓
25 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การพัฒนาชุด กิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาชั้นมัธยมศึกษา ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและเพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความ สำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นผู้วิจัยได้ ดำเนินการวิจัยตามขั้นตอนต่อไปนี้ ๑. วิธีดำเนินการวิจัย ๒. การวิเคราะห์ข้อมูล ๓. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล วิธีการดำเนินการวิจัย 1. ศึกษาหลักสูตรและเอกสารตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกและการ พัฒนาการสอนอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ 2. สร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญจากนิทาน 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เป็น แบบทดสอบปรนัย ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ 20 คะแนน สำหรับใช้เป็นแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียน สำหรับนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 4. ประชากรในการวิจัย 4.1 ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ นักศึกษาศกร.ตำบลมะนังตายอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 4.2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักศึกษาศกร.ตำบลมะนังตายอ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบ เจาะจง (Purposive Sampling) ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive 7. การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ ทางการอ่านจับใจความโดยใช้เทคนิค 5W1H ก่อนเรียนและหลังเรียน การวิเคราะห์ข้อมูล ๑. นำคะแนนจากการทำแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H มา หาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ เพื่อนำไปเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน
26 2. การนำคะแนนจากการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้ เทคนิค 5W1H หาค่าความต่างของคะแนนเพื่อนำไปเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน 3. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H ก่อนเรียน และหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล (Analysis of Data) 1.๑ สถิติพื้นฐาน 1.๑.๑ ค่าเฉลี่ย (Mean) โดยใช้สูตร (บุญชม ศรีสะอาด. ๒๕๓๕ : ๑๐๑) เมื่อ ̅ แทน ค่าเฉลี่ย Σ x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดในกลุ่ม X แทน คะแนนดิบ N แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม 1.๑.๒ ค่าเฉลี่ยร้อยละ P = × 100 เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงให้เป็นร้อยละ N แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด X = Σ x N
27 บทที่ ๔ ผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่อง การพัฒนาชุด กิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ ดำเนินการ และเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ดังนี้ ๑. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ๒. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๑. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการแปลความหมาย และเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลให้ถูกต้อง ตลอดจนการสื่อความหมายของข้อมูลที่ตรงกัน ผู้วิจัยได้กำหนดความหมายของสัญลักษณ์ใน การ วิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทนจำนวนกลุ่มตัวอย่าง X แทนคะแนนเฉลี่ย £D แทนผลรวมของผลต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ลำดับขั้นในการวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างคะแนนแบบทดสอบก่อน-หลังเรียน เรื่องการอ่านจับใจความ โดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ๒. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่าน จับใจความโดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการ อ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูลปรากฏดัง ตารางที่ ๑
28 ตารางที่ 1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่องการอ่านจับ ใจความโดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการ อ่านของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ก่อนเรียนและหลังเรียน จำนวน 20 คน ที่ รหัสนักศึกษา รายชื่อนักศึกษา คะแนนเต็ม (20) คะแนนก่อน ใช้แบบฝึก คะแนนเต็ม (20) คะแนนหลัง ใช้แบบฝึก D ผลรวมของ ผลต่างของ คะแนนก่อน เรียนและหลัง เรียน 1 6522000467 นายอับดุลสารีฟ มะสูละ 11 18 7 2 6522002340 นายซาฟีอี เซ็ง 9 16 7 3 6612001509 นางสาวนูรซาฮีดา จูโว๊ะ 8 17 9 4 6612001518 นายมูฮำมัดซาเรฟ จูโว๊ะ 10 18 8 5 6612001554 นายมูฮำหมัด เจ๊ะแฮ 8 15 7 6 6612001563 นายอาหะมะ บินอาลี 12 18 6 7 6612001572 นายอานัฟ เจะหะ 7 16 9 8 6612001581 นายอิกรอม หะยีเจ๊ะเตะ 12 18 6 9 6612001590 นายซุบฮี สาและ 10 16 6 10 6612001611 นางสาวซารีนา มะแซ 11 17 6 11 6612001620 นายมาหะมะรุสลัน สาเมาะ 9 16 7 12 6612001639 นายฮัมดี เปาะจิ 10 17 7 13 6612001648 นางสาวณริศรา มะลี 9 16 7 14 6612001992 นายมูฮำหมัดสุบฮี กะเตะ 13 18 4 15 6612002001 นายมูฮัมหมัดอารอฟะ มีนา 7 15 7 16 6612002177 นางสาวอัสนีตา เจ๊ะซีตี 9 16 7 17 6612002328 นางสาวนูรซาฮีดา มามะ 12 18 6 18 6612000189 นายซากีริฌ มูจุ 9 17 8 19 6612000198 นายอัลอามีน สือแม 11 16 5 20 6612001841 นายอนุภัทร์ สะอะ 11 17 6 รวมทั้งหมด 198 335 137 เฉลี่ย( X ) 49.5 83.75 34.25 ค่าร้อยละ 9.9 16.75 6.85
29 จากตารางเปรียบเทียบ แสดงให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่องการ อ่านจับใจความโดยการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริม การอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 20 คน หลังจากฝึกด้วยแบบฝึกทักษะการ อ่านจับใจความสำคัญจากนิทานแล้ว มีผลรวมของผลต่างของคะแนนสูงขึ้นกว่าก่อนใช้แบบฝึกทักษะ การอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H มีค่าเฉลี่ย 34.25 ร้อยละ 6.85
30 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย เรื่องการพัฒนาชุด กิจกรรมการอ่านจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อ ส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อ ส่งเสริมการของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้สรุป ผลการวิจัย อภิปรายผล และข้อเสนอแนะตามลำดับ ดังนี้ สรุปผลการวิจัย คะแนนทดสอบหลังใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อ ส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีคะแนนสูงจากก่อนใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน จับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อ ส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษา ตอนต้น มีค่าเฉลี่ย34.25 ร้อยละ 6.85 ซึ่งแสดงว่า การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ทำให้นักศึกษา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น อภิปรายผลการวิจัย จากผลการวิจัยที่เกี่ยวกับการอ่านที่กล่าวมาแล้ว ทำให้ทราบว่าความสำคัญในการอ่านของ นักศึกษา เกิดจากวิธีสอนของครูเป็นองค์ประกอบสำคัญ แต่ครูยังขาดอุปกรณ์ที่เป็นแบบฝึกเสริม ทักษะที่มีเนื้อหาตรงกับความสนใจของนักศึกษาในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีจุดมุ่งหมายที่จะสร้างแบบ ฝึกทักษะการอ่านจับใจความสำคัญโดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อช่วยพัฒนา ความสามารถในการอ่าน จับใจความของนักศึกษา ข้อเสนอแนะ ๑. ข้อเสนอแนะในการนำไปใช้ ๑.๑ ครูผู้สอน ควรนำแบบฝึกการอ่านจับใจความที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปใช้ประกอบการ สอนปกติหรือใช้ในการสอนซ่อมเสริม ๑.๒ ผู้บริหาร นักวิชาการ และผู้เกี่ยวข้องควรสนับสนุนให้มีการอบรมเชิง ปฏิบัติการ การสร้างแบบฝึกทักษะรายวิชาภาษาไทยและสาระอื่น ๆ ให้แก่ครูผู้สอนในทุกระดับชั้น ศึกษานิเทศก์ หรือกลุ่มงานวิชาการโรงเรียนควรนำไปเผยแพร่เพื่อให้มีการนำไปใช้ให้มากยิ่งขึ้น
31 ๒. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป ๒.๑ ควรมีการนำแบบฝึกทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นไปทดลองใช้กับหลาย ๆ โรงเรียน เพื่อจะได้ข้อสรุปผลการวิจัยที่กว้างขวางยิ่งขึ้นควรมีการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อจับใจความ โดยใช้เทคนิค 5W1H เพื่อ ส่งเสริมการอ่าน ของนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รายวิชาภาษาไทยเพิ่มขึ้นในเนื้อหา และระดับอื่น ๆ
32 บรรณานุกรม กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533).กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา, 2534. กกกกกกกก. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2545). กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คุรุสภา, 2542. กกกกกกกก.. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. พิมพ์ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์คุรุสภา,2545. กกกกกกกก.. คู่มือครูภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 . กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, 2526. กรรณิการ์พวงเกษม. ปัญหาและกลวิธีการสอนภาษาไทยในโรงเรียนประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : กกกกกกจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2535. กาญจนา วัฒายุ. การวิจัยในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาการเรียนการสอน. สถาบันพัฒนาผู้บริหาร สถานศึกษา :นครปฐม, 2544. จรรยา บุญมีประเสริฐ. ผลการสอนแบบชี้แนะที่มีต่อความเข้าใจการอ่านภาษาไทยของนักศึกษา กกกกกชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 . วิทยานิพนธ์ ค.บ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2537. จินตนา ใบกาซูยี. การส่งเสริมการอ่านของกรมวิชาการ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, 2533. ฉวีลักษณ์ บุญกาญจน์. จิตวิทยาการอ่าน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2535. ฉวีวรรณ คูหาภินันท์. เทคนิคการอ่าน. พิมพ์ครั้งที่2. กรุงเทพ ฯ : โปรแกรมวิชาบรรณารักษ์ศาสตร์ และสารนิเทศศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สถาบันราชภัฏบ้านสมเด็จ เจ้าพระยา,2542. ชวาล แพรัตกุล. เทคนิคการวัดผล.กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์วัฒนาพานิช, 2518. กกกกกกกก. เทคนิคการเขียนข้อสอบ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์วัฒนาพานิช, 2520. ชัยยงค์ พรหมวงศ์. เอกสารการสอนชุดวิชา 213211 ว.สื่อการสอนระดับประถมศึกษา. สาขาศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัย สุโขทัยธรรมธิราช, 2537. ชลธิชา กลัดอยู่. การใช้ภาษาไทย. กรุงเทพฯ : เกล็ดไทย, 2517. ทัศนีย์ ศุภเมธี. พฤติกรรมการสอนภาษาไทย ระดับประถมศึกษา.กรุงเทพฯ : ภาควิชาหลักสูตรและ การสอนคณะครุศาสตร์ วิทยาลัยครูธนบุรี สหวิทยาลัย รัตนโกสินทร์, 2534. นิรันดร สุขปรีดี. การศึกษาอัตราความเร็ว และความเข้าใจในการอ่าน ของนักศึกษาชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, 2530. นิลวรรณ สิทธิอาสา.การอ่านเปรียบเทียบความเข้าใจในการอ่าน และเจตคติต่อการอ่านภาษาไทย ของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนอ่านตามแนวทฤษฎีอภิปรัชญากับ การอ่านตามคู่มือครู. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2539.
33 บันลือ พฤกษะวัน. อุปเทศการสอนภาษาไทย ระดับประถมศึกษาและบูรณาการทางการสอน. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. 2532. กกกกกกกก. มิติใหม่ในการสอนอ่าน. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2534. บุญชม ศรีสะอาด. การวิจัยเบื้องต้น. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ : ชมรมเด็ก, 2535. ประภาศรี สีหอำไพ.วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์วัฒนาพานิช, 2524. ผะอบ โปษะกฤษณะ. ภาษาไทยของเรามีเอกลักษณ์และการใช้ภาษาไทยมาตรฐาน. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น,2537. พูนศรี อิ่มประไพ.การศึกษาข้อบกพร่องการอ่านออกเสียงภาษาไทย และสร้างแบบฝึกเสริมทักษะ แบบฝึกซ่อมเสริม สำหรับนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในเขตกรุงเทพมหานคร. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, 2530. ภูมศรี จันทร์ดา. แบบฝึกเสริมทักษะกิจกรรมขั้นที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพ เรื่องฟังทองของนิด ประกอบAการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ภาษาของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปี 1 สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาขอนแก่น. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยสารคาม, 2538. มัลลิกา ภักดีณรงค์. การเปรียบเทียบความเข้าใจการอ่าน การเขียน และทัศนคติต่อการเรียน ภาษาไทยของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในจังหวัดนครราชสีมา ที่ได้รับการสอน แบบมุ่งประสบการณ์ภาษากับสอนแบบปกติ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร, 2531. แม้นมาศ ชวลิต. “ การสร้างสังคมนักอ่านและการใช้สารสนเทศ,” ในสรุปผลการสัมมนา ระดับชาติว่าด้วยด้วยการรณรงค์เพื่อการอ่าน. หน้า 87-92. กรุงเทพฯ : ปรเมษฐ์การ พิมพ์, 2528. ยรรยง มีสติ. วิชาภาษาไทย 101 การใช้ภาษาไทย. เลย : ภาควิชาภาษาไทย วิทยาลัยครู: เลย, 2525. ยุพาภรณ์ชาวเชียงขวาง. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนเรียงความโดยใช้แบบฝึกทักษะ การเขียนเรียงความกับการสอนปกติ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านเชียงบาน อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา. ปริญญานิพน กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒประสานมิตร, 2535. รัชนีศรีไพรวรรณ. การสอนกลุ่มทักษะ 2 (ภาษาไทย). กรุงเทพฯ : มหาวิยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2527. รัญจวน อินทรกำแหง. “ ภาษาวิเคราะห์ ” ในการอ่านและการวิจารณ์หนังสือ. กรุงเทพฯ : อักษร เจริญทัศน์,2529. ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์, 2525. กกกกกกกกก. พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542. กรุงเทพฯ : นานมีบุ๊คส์ พับลิเคชั่นส์, 2546.
34 วรรณ แก้วแพรก. คู่มือการสอนเขียนชั้นประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร์, 2526. วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์. ปัญหาการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยแบบมุ่งประสบการณ์ของครู กกกกกกกกกชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2540 สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด. ปริญญานิพนธ์ศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2540. วีณา วีสเพ็ญ. การสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กกกกกกกกกมหาสารคาม, 2521. ศศิธร วิสุทธิแพทย์. แบบฝึกหัดสอนเรื่อง วลีในภาษาไทย ระดับประกาศนียบัตรวิชาการศึกษา. กกกกกกกกกวิทยานิพนธ์ ค.ม. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2517. สนิท ตั้งทวี. การอ่านไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2536. สมชัย ไชยกุล. การสร้างแบบฝึกหัดการออกเสียงคำที่สะกดด้วยแม่กด กก และแม่กบ สำหรับ นักศึกษาที่พูดภาษามลายู ระดับประถมศึกษาปีที่ 5 จังหวัดยะลา. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2526. สมถวิล วิเศษสมบัติ. วิธีสอนภาษาไทย. กรุงเทพฯ : อักษรบัณฑิต, 2528. สมบัติ มหาเรศ. เอกสารการสอนภาษาไทยในโรงเรียนประถม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม, 2523. สมนึก ภัททิยธนี. การวัดผลการศึกษา. กาฬสินธุ์ : ประสานการพิมพ์, 2537. สายสุนีสกุลแก้ว. การพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านภาษาไทย เพื่อจับใจความ ของนักศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ ค.ม. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2534. สุขุม เฉลยทรัพย์. การส่งเสริมการอ่าน. พิมพ์ครั้งที่ 2 ปทุมธานี : วิทยาลัยครูเพชรบุรี พิทยาลงกรณ์ในพระราชูปภัมภ์, 2531. สุจริต เพียรชอบ และสายใจ อินทรัมพรรย์. วิธีสอนภาษาไทยระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2536. สุจิตรา ศรีนวล. การศึกษาแบบฝึกเสริมทักษะการฟังภาษาไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2529. สุภัทรา อักษรานุเคราะห์. การสอนทักษะทางภาษาและวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2532. สุมิตรา อังวัฒนกุล. เอกสารประกอบการสอนวิชาภาษาไทย 5. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ประชาชน, 2527. เสริมศรีหอทิมาวรกุล. “การพัฒนาทักษะการอ่านระดับประถมศึกษา (1),” ใน เอกสารการสอน ชุดวิชาการสอนกลุ่มทักษะ 1 ภาษาไทย หน่วยที่ 1– 8. หน้า 348 – 401. กรุงเทพฯ : กกกกกกกกกมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2537. เสาวณีคลองน้อย. เปรียบเทียบผลการฝึกความเข้าใจการอ่าน ของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ในจังหวัดชลบุรีโดยใช้แบบฝึกหัดกับการเขียนสรุปความ. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2530. อดุลย์ภูปลื้ม. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำสำหรับนักศึกษาชั้นประถมศึกษา
35 ปีที่ 1 โดยการใช้แบบฝึกจัดคำเป็นกลุ่มคำ และแบบฝึกที่จัดคำคละคำ. วิทยานิพนธ์ ศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2539. อรรถ พลายระหาร. ผลการสอนอ่านโดยวิธีธรรมชาติที่มีต่อความเข้าใจในการอ่านภาษาไทย ของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่พูดสองภาษา. วิทยานิพนธ์ค.ม. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2536. อรุณีสายเสมา. ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านจับใจความภาษาไทยของนักศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยวิธีทำนาย. วิทยานิพนธ์. ศษ.ม. ขอนแก่น : มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2536. เอมอร พิพัฒนสุข. การสร้างแบบฝึกเพื่อพัฒนาการอ่านออกเสียง ฉ ช และ ซ ศ ษ ส สำหรับนักศึกษาที่พูดภาษาถิ่นย้อ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านนาผักห่มกิ่งอำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, 2534. แฮร์ริส,ดักลาส อี. หลักสูตรมาตรฐานแห่งชาติ...สู่ชั้นเรียน. กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ, 2545.
36 ภาคผนวก
37 ภาคผนวก ก ชุดกิจกรรมฝึกทักษะอ่านจับใจความสำคัญ 5w1H
38 ภาคผนวก ข แบบบันทึกแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
39
40 แบบบันทึกคะแนนก่อน – หลัง ใช้แบบฝึก เลขที่ รายชื่อนักศึกษา คะแนนเต็ม(20) คะแนนก่อนใช้ แบบฝึก คะแนนเต็ม(20) คะแนนหลังใช้ แบบฝึก ผลการประเมิน รวมทั้งหมด เฉลี่ย( X ) ค่าร้อยละ เกณฑ์การประเมิน ๑๙-๒๐ = ดีมาก ๑๖-๑๘ = ดี ๑๓-๑๕ = ปานกลาง ๑๑-๑๒ = พอใช้ ต่ำกว่า ๑๐ = ปรับปรุง ลงชื่อ...................................ผู้ประเมิน