The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by TAWAN, 2020-11-17 08:14:22

รายงานวิวัฒนาการนาฏศิลป์และการละครไทย

.



ความเป็นมาของละครและนาฏศลิ ป์ไทย

ประวตั ิความเปน็ มานาฏศลิ ป์ไทย
นาฏศลิ ป์ หมายถึง ศิลปะการฟ้อนรำ หรือความรู้แบบแผนของการฟ้อนรำ เปน็ สงิ่ ท่ีมนุษย์

ประดิษฐ์ขึ้นด้วยความประณตี งดงาม ให้ความบันเทิง อันโน้มน้าวอารมณแ์ ละความรสู้ กึ ของผ้ชู มให้
คล้อยตาม ศิลปะประเภทนต้ี ้องอาศัยการบรรเลงดนตรี และการขับร้องเข้าร่วมด้วย เพ่ือส่งเสริมให้
เกดิ คณุ ค่ายิง่ ข้ึน หรือเรียกว่า ศิลปะของการรอ้ งรำทำเพลง

การศกึ ษานาฏศลิ ป์ เป็นการศึกษาวัฒนธรรมแขนงหน่ึง นาฏศิลปเ์ ปน็ สว่ นหนึ่งของศลิ ปะ
สาขาวจิ ิตรศิลป์ อันประกอบดว้ ย จติ รกรรม สถาปัตยกรรม วรรณคดี ดนตรี และนาฏศิลป์

นาฏศลิ ป์ นอกจากจะแสดงความเป็นอารยะของประเทศแล้ว ยังเป็นเสมอื นแหล่งรวมศิลปะ
และการแสดงหลายรปู แบบเข้าดว้ ยกัน โดยมีมนุษยเ์ ป็นศูนยก์ ลาง ในการทีจ่ ะสรา้ งสรรค์ อนุรกั ษ์
และถา่ ยทอดสบื ต่อไป
ความเป็นมาของนาฏศลิ ป์ไทย

นาฏศิลปไ์ ทยมีกำเนิดมาจาก
๑. การเลียนแบบธรรมชาติ แบง่ เปน็ ๓ ขัน้ คอื
ขน้ั ตน้ เกิดแตว่ สิ ัยสตั ว์ เม่อื เวทนาเสวยอารมณ์ ไมว่ ่าจะเป็นสุขเวทนาหรอื

ทกุ ขเวทนากต็ าม ถ้าอารมณ์แรงกล้าไม่กล้นั ไวไ้ ด้ กแ็ สดงออกมาให้เห็นปรากฏ เชน่ เดก็ ทารกเม่ือ
พอใจ ก็หวั เราะตบมือ กระโดดโลดเตน้ เมื่อไมพ่ อใจก็ร้องไห้ ดิ้นรน

ขน้ั ตอ่ มา เม่อื คนรคู้ วามหมายของกริ ยิ าทา่ ทางมากข้ึน กใ็ ช้กิรยิ าเหลา่ นั้น
เป็นภาษาสือ่ ความหมาย ใหผ้ ู้อน่ื รู้ความรสู้ ึกและความประสงค์ เช่น ต้องการแสดงความเสน่หากย็ ิ้ม
แยม้ กรมุ้ กรมิ่ ชม้อยชมา้ ยชายตา หรือโกรธเคืองกท็ ำหน้าตาถมงึ ทงึ กระทืบ กระแทก ต่อมาอีกข้ัน
หนง่ึ มผี ู้ฉลาดเลอื กเอากริ ิยาท่าทาง ซงึ่ แสดงอารมณ์ตา่ งๆ นน้ั มาเรียบเรียงสอดคล้อง ติดตอ่ กนั เปน็
ขบวนฟ้อนรำใหเ้ หน็ งาม จนเปน็ ทตี่ อ้ งตาติดใจคน

๒. การเซ่นสรวงบชู า



มนษุ ย์แตโ่ บราณมามีความเช่อื ถือในส่งิ ศักดสิ์ ทิ ธ์ิ จึงมกี ารบูชา เซน่ สรวง
เพอ่ื ขอใหส้ ่ิงศกั ดิส์ ิทธ์ิประทานพรใหต้ นสมปรารถนา หรอื ขอให้ขจดั ปัดเปา่ สิ่งท่ตี นไมป่ รารถนาใหส้ น้ิ
ไป การบูชาเซน่ สรวง มักถวายส่ิงท่ตี นเหน็ ว่าดหี รือทต่ี นพอใจ เช่น ขา้ วปลาอาหาร ขนมหวาน ผลไม้
ดอกไม้ จนถึง การขับร้อง ฟ้อนรำ เพอ่ื ให้ส่งิ ทต่ี นเคารพบูชานน้ั พอใจ ต่อมามีการฟ้อนรำบำเรอ
กษัตรยิ ์ดว้ ย ถือว่าเป็นสมมตุ ิเทพทช่ี ว่ ยบำบดั ทุกข์บำรุงสขุ ให้ มีการฟ้อนรำรบั ขวญั ขุนศึกนักรบผูก้ ล้า
หาญ ท่มี ีชยั ในการสงครามปราบขา้ ศึกศัตรู ต่อมาการฟ้อนรำก็คลายความศกั ดิส์ ิทธิ์ลงมา กลายเป็น
การฟ้อนรำเพื่อความบนั เทิงของคนทั่วไป

๓. การรับอารยธรรมของอินเดยี
เม่ือไทยมาอยู่ในสวุ รรณภมู ิใหมๆ่ น้ัน มีชนชาตมิ อญ และชาติขอม

เจริญรุ่งเรืองอยู่ก่อนแล้ว ชาติทัง้ สองนน้ั ไดร้ ับอารยธรรมของอินเดียไวม้ ากมายเปน็ เวลานาน เม่อื ไทย
มาอยูใ่ นระหวา่ งชนชาตทิ ัง้ สองน้ี ก็มกี ารติดตอ่ กันอย่างใกล้ชดิ ไทยจงึ พลอยไดร้ ับอารยธรรมอินเดียไว้
หลายด้าน เช่น ภาษา ประเพณี ตลอดจนศิลปการละคร ได้แก่ ระบำ ละครและโขน
ประเภทของนาฏศิลป์ไทย

นาฏศลิ ป์ไทย จำแนกออกได้เป็น
- การแสดงโขน
- การแสดงละคร
- การแสดงรำและระบำ
- การละเล่นพน้ื เมือง
- มหรสพไทย

ความสำคญั ของนาฏศลิ ปไ์ ทย
นาฏศิลป์นอกจากจะเป็นเครื่องมือบนั เทิงใจสำหรบั มนุษย์แลว้ นาฏศิลป์ยงั เป็น การ

แสดงออกทางศิลปวฒั นธรรมท่ดี ีของชาติ และมีความสำคัญต่อวถิ ชี ีวิตของมนษุ ย์ในพธิ ีกรรมตา่ งๆ
ตลอดทัง้ ยังสามารถสะท้อนใหเ้ ห็นถงึ ความแตกต่างของสงั คม ซงึ่ ส่งผลใหน้ าฏศลิ ป์ มคี วามสำคัญดงั นี้



๑. นาฏศลิ ปแ์ สดงถึงความเป็นเอกลกั ษณป์ ระจำชาติ ทแ่ี สดงใหเ้ ห็นถงึ เอกลักษณ์เฉพาะ ท่ี
สะท้อนถงึ ระดับจติ ใจ สภาพความเปน็ อยู่ ความรูค้ วามสามารถ ความเป็นไทย ความเจรญิ รุง่ เรอื ง
วัฒนธรรม ประวตั ิศาสตร์ ซึง่ อารยธรรมเหล่านีม้ ีกำเนดิ จากศลิ ปะทีม่ ีคุณค่า ทำใหเ้ กิดความคิดทจี่ ะ
ชว่ ยกันสร้างสรรค์ ความเจริญกา้ วหนา้ ให้แก่บา้ นเมือง และตระหนักถงึ ความสำคัญทจ่ี ะต้องรักษา
นาฏศิลปไ์ ว้เป็นสมบตั ิทางวฒั นธรรมของชาติ ดังท่เี รณู โกศินานนท์ (๒๕๓๕, ๖) กลา่ วถึงนาฏศิลป์
ไทยทแ่ี สดงถึงความเปน็ ไทยไวด้ ังน้ี

๑.๑) ท่ารำอ่อนช้อยงดงามและแสดงอารมณ์ตามลักษณะท่ีแทจ้ ริงของคนไทยมี
ความหมายกวา้ งขวาง

๑.๒) จะตอ้ งมีดนตรปี ระกอบดนตรนี ีจ้ ะแทรกอารมณ์หรือรำกบั เพลงทม่ี แี ต่ทำนองก็
ได้ หรอื มีเน้ือร้องและให้ท่าไปตามเน้อื ร้องน้นั ๆ

๑.๓) คำรอ้ ง หรอื เน้ือรอ้ งจะต้องเป็นคำประพันธ์ สว่ นมากจะเปน็ กลอนแปด ซ่ึงจะ
นำไปร้องกับเพลงชน้ั เดียวหรือเพลงสองชน้ั ได้ทุกเพลง คำร้องนที้ ำให้ผูส้ อน หรือผรู้ ำกำหนดทา่ รำไป
ตามเนือ้ ร้อง

๑.๔) เครื่องแตง่ กายละครไทย ซง่ึ ผดิ แผกกับเคร่ืองแตง่ กายละครของชาติอื่น มี
แบบอย่างของตนโดยเฉพาะขนาดยดื หยุ่นได้ตามสมควร เพราะการสวมจะใช้กลงึ ดว้ ยดา้ ยแทนที่จะ
เย็บสำเรจ็ รปู การแตง่ กายของละครไทยอาจจะคล้ายของเขมรก็เพราะไดแ้ บบอยา่ งจากไทยไป

๒. นาฏศลิ ปเ์ ปน็ แหล่งรวมของศิลปะแขนงต่างๆนาฏศิลปไ์ ม่ได้จำกดั เฉพาะเร่ืองของ การรอ้ ง
รำทำเพลงเท่านน้ั แตน่ าฏศิลป์ยงั ไดร้ วมเอาศิลปะประเภทอ่นื ๆ มาใชร้ ่วมในการแสดงดว้ ย เชน่ ศลิ ปะ
ในการประพนั ธ์หรอื วรรณคดี ศลิ ปะการออกแบบเครื่องแตง่ กาย ตลอดจนไฟฟา้ แสงเสยี งก็รวมอยู่
ดว้ ย ดงั น้นั จึงกลา่ วได้ว่านาฏศลิ ป์มคี วามสำคัญคือ เปน็ แหล่งรวมของศิลปะสาขาต่างๆ เขา้ ดว้ ยกนั
ด้วยความประณีตละเอยี ดอ่อนและรอบคอบสุขุม ถงึ จะสามารถทำใหก้ ารแสดงนาฏศิลป์สมบูรณแ์ บบ
สวยงาม

จากความสำคัญของนาฏศิลป์ท่ีกลา่ วมาในข้างต้น จงึ ไดจ้ ัดให้มกี ารเรียนการสอนนาฏศลิ ป์เพือ่ สรา้ ง
ความตระหนัก และส่งเสริมลักษณะนสิ ัยท่ดี ีแกน่ ักเรยี น ดังน้ี

ความมุง่ หมายของการเรยี นนาฏศลิ ป์โดยทั่วไปก็เพอ่ื

- ให้นกั เรยี นมีความรู้ความเข้าใจในศิลปะมากย่ิงขึ้น



- เพื่อเปน็ การดำรงไวซ้ ่ึงสิทธแิ หง่ ความเป็นเจ้าของในสมบัติอนั มีคา่ และเพอ่ื ให้
มนุษย์ รูซ้ ง้ึ ถงึ คณุ คา่ ของศลิ ปะของตนเอง

- ส่งเสริมการอนุรกั ษศ์ ิลปวฒั นธรรมไทย

- ฝึกปฏบิ ัติเพอ่ื เกิดความรู้ความชำนาญ ส่งเสริมการแสดงออกได้อยา่ งถูกต้อง

เหมาะสม

- เพอ่ื ฝกึ หดั อบรมใหเ้ กดิ ความรู้ ความชำนาญ มคี วามแตกฉานสามารถปรบั ปรงุ
สง่ เสริมใหไ้ ด้รับการยกย่อง ชมเชย

- เพอื่ ทำนบุ ำรุงและส่งเสริมศิลปวฒั นธรรมของชาติให้คงอยแู่ ละเจริญก้าวหน้า

- เพ่ือปลกู ฝังและส่งเสรมิ ค่านิยมทางศิลปะ เห็นคุณคา่ ของนาฏศิลปท์ ี่เปน็ มรดกทาง
วฒั นธรรม ภูมิปญั ญาทอ้ งถน่ิ และภมู ิปัญญาไทย

ประโยชนข์ องการเรยี นนาฏศลิ ป์ไทย

๑. มีโอกาสได้แสดงออกและมีความเพลิดเพลนิ

๒. ปลกู ฝังให้มีนิสยั รกั ในศิลปะแขนงน้ี

๓. เปน็ การสืบสานและรว่ มกันรักษานาฏศลิ ป์ของไทยใหเ้ ป็นสมบตั อิ ันมีค่าประจำชาติสืบไป

๔. เปน็ การสนั ทนาการท่ีดีทางหนงึ่ ถึงแม้วา่ จะไมไ่ ด้แสดงเองก็ตามเพราะขณะท่ีไปชมการ
แสดงกจ็ ะมคี วามเข้าใจ เกิดความสนุก สามารถวิจารณ์ได้ถูกตอ้ ง

๕. ช่วยสง่ เสริมความถนัด หากมีความสนใจ มีความถนัด และมีใจรักอาจเป็นแนวทาง
ประกอบอาชีพได้

๖. ร่วมแสดงและทำงานร่วมกับบุคคลอืน่ ได้ เปน็ ผูม้ มี นุษยสัมพันธท์ ีด่ ี

๗. ชว่ ยในการสรา้ งบคุ ลิกภาพ ใหม้ ีการเคลื่อนไหวไม่ขดั ตา ท่าทางสง่างาม นา่ ดู ไม่เก้อเขนิ
และเหนยี มอาย เม่ืออยตู่ ่อหน้าคนจำนวนมาก

๘. เป็นการออกกำลงั กายที่ได้บรหิ ารทุกสว่ นของรา่ งกาย ทำใหก้ ล้ามเน้ือแข็งแรงดว้ ย

หลกั ในการชมนาฏศลิ ป์



๑. ควรศึกษาเกี่ยวกับท่ารำ "ท่ารำ" ของนาฏศิลป์ไทยจดั ไดว้ ่าเป็น "ภาษา" ชนดิ หน่ึง ซง่ึ ใช้
สื่อความหมายใหผ้ ชู้ มเขา้ ใจถึงกริ ิยา อาการ และความรสู้ ึก ตลอดจนอารมณ์ของผู้แสดง มที ้งั ท่ารำ
ตามธรรมชาตแิ ละท่าทีป่ ระดิษฐใ์ หว้ ิจิตรสวยงามกวา่ ธรรมชาติ ผ้ชู มทีด่ จี ะตอ้ งเรียนรู้ความหมายและ
ลลี าท่ารำต่างๆ ของนาฏศิลป์ไทย ใหเ้ ช้าใจเปน็ พื้นฐานก่อน

๒. เข้าใจเกี่ยวกับภาษาหรอื คำรอ้ งของเพลงตา่ งๆ การแสดงนาฏศิลป์จะต้องใช้ดนตรีและ
เพลงเขา้ ประกอบ ซึง่ อาจจะมีท้งั เพลงขบั ร้องและเพลงบรรเลง ในเร่อื งเพลงร้องน้นั จะตอ้ งมี "คำรอ้ ง"
หรือ เนื้อรอ้ ง ประกอบดว้ ย บทรอ้ งเพลงไทยส่วนมากจะเป็นคำประพันธป์ ระเภทกลอนแปด หรอื
กลอนสภุ าพ เป็นคำร้องทแี่ ตง่ ข้ึนใชก้ ับเพลงนนั้ ๆ โดยเฉพาะ หรือนำมาจากวรรณคดไี ทยตอนใดตอน
หนงึ่ ก็ได้ ผชู้ มจะต้องฟงั ภาษาทใ่ี ชร้ ้อง ให้เขา้ ใจควบคู่กบั การชมการแสดงด้วย จึงจะเขา้ ใจถึงเร่อื งราว
นาฏศิลปท์ ่ีแสดงอยู่

๓. มีความเขา้ ใจเก่ียวกับดนตรีและเพลงต่างๆ นาฏศลิ ป์จำเป็นต้องมีดนตรีบรรเลงประกอบ
ขณะแสดง ซึง่ อาจจะเปน็ แบบพื้นเมืองหรือแบบสมยั นิยม ผชู้ มจะตอ้ งฟังเพลงให้เข้าใจท้ังลลี า
ทำนอง สำเนียงของเพลง ตลอดจนจงั หวะอารมณ์ด้วย จึงจะชมนาฏศิลปไ์ ดเ้ ข้าใจและได้รสของการ
แสดงอย่างสมบูรณ์ เช่น เขา้ ใจวา่ เพลงสำเนยี งมอญ พมา่ ลาว ฯลฯ สามารถเข้าใจถึงประเพทของ
เพลงและอารมณข์ องเพลงแต่ละเพลง นอกจากน้ี จะต้องร้จู ักถึงชือ่ ของเคร่ือง ดนตรีและวงดนตรีทใ่ี ช้
ประกอบการแสดงทุกชนิดดว้ ย

๔. เข้าใจเกย่ี วกบั การแต่งกายและแต่งหนา้ ของผูแ้ สดง การแสดงนัน้ แบง่ ออกหลายแบบ
หลายประเภท ผูช้ มควรดูใหเ้ ขา้ ใจวา่ การแต่งกายเหมาะสมกับบรรยากาศและประเภทของการแสดง
หรอื ไม่ เส้ือผ้า เคร่อื งประดบั และอปุ กรณ์ตา่ งๆ ท่ีใช้ในการแสดง ตลอดทง้ั การแต่งหนา้ ดว้ ยว่า
เหมาะสมกลมกลืนกันเพียงใด เชน่ เหมาะสมกับฐานะหรือบทของผแู้ สดงหรือไม่

๕. เขา้ ใจถึงการออกแบบฉากและการใช้แสงและเสียง ผชู้ มทด่ี ีต้องมีความรู้ ความเขา้ ใจ
เรอ่ื งฉาก สถานท่ี และสถานการณต์ า่ งๆ ของการแสดง คือต้องดูใหเ้ ขา้ ใจวา่ เหมาะสมกบั การแสดง
หรือไม่ บรรยากาศ แสง หรือเสยี งทีใ่ ช้น้ันเหมาะสมกับลกั ษณะของการแสดงเพยี งใด

๖. เขา้ ใจเก่ียวกับบทบาทและฐานะของตวั แสดง คอื การแสดงที่เป็นเร่อื งราว มีตัวแสดง
หลายบท ซึ่งจะต้องแบ่งออกตามฐานะในเรื่องน้นั ๆ เชน่ พระเอก นางเอก ตัวเอก ตวั นายโรง พระรอง
นางรอง ตัวตลก ฯลฯ

๗. เขา้ ใจเกยี่ วกับเรือ่ งราวของการแสดง ในกรณีที่เลน่ เป็นเร่อื งราว เช่น โขน ละคร ผูช้ ม
ตอ้ งตดิ ตามการแสดงใหต้ ่อเน่ืองกันถงึ จะเข้าใจถงึ เรอ่ื งราวต่างๆ ว่าใคร ทำอะไร ทไ่ี หน อย่างไร



๘. ควรมีอารมณร์ ่วมกับการแสดง การแสดงนาฏศิลป์ได้บรรจเุ อาลีลาท่าทาง หรอื อารมณ์
ต่างๆ ของผู้แสดงไวม้ ากมาย ผู้ชมทด่ี ีควรมสี ว่ นร่วมกับผ้แู สดงดว้ ย เชน่ สนกุ สนาน เฮฮาไปด้วย จะ
ทำใหไ้ ดร้ สของการแสดงอยา่ งเต็มท่ี และผู้แสดงจะสนกุ สนาน มีอารมณแ์ ละกำลงั ใจในการแสดงดว้ ย

๙. ควรมมี ารยาทในการชมการแสดง คือ ปรบมือให้เกียรตกิ อ่ นแสดงและหลังจาจบการ
แสดงแต่ละชดุ ไมค่ วรสง่ เสยี งโห่ร้องเปน็ การล้อเลยี น หรือเยาะเยย้ ในขณะท่กี ารแสดงน้นั ไม่ถูกใจ
หรืออาจจะผดิ พลาด ตลก ขบขนั ซ่งึ จะทำให้ผู้แสดงเสยี กำลงั ใจ และถือวา่ ไม่มีมารยาทในการชมการ
แสดงอยา่ งมาก อีกท้ังเป็นการรบกวนสมาธิและอารมณ์ของผูช้ มคนอ่นื ๆ ด้วย

๑๐. ควรแตง่ กายสภุ าพเรียบร้อย คอื ต้องให้เหมาะสมกบั สถานทท่ี ี่ใช้แสดง เชน่ โรงละคร
แห่งชาติ หอประชุมขนาดใหญ่ ควรแตง่ กายสุภาพแบบสากลนิยม แต่ในกรณีสถานท่ีสาธารณะหรอื
งานแบบสวนสนุก กอ็ นุโลมแตง่ กายตามสบายได้

๑๑. ควรศกึ ษาเกยี่ วกับสจู ิบัตร ให้เข้าใจก่อนเร่มิ ชมการแสดง เพ่ือจะไดช้ มการแสดงได้
เข้าใจต้งั แตต่ ้นจนจบ แต่ถา้ ไมม่ สี ูจบิ ตั ร ก็ควรจะต้งั ใจฟงั พิธีการบรรยายถงึ เร่ืองราวตา่ งๆ ที่เก่ียวกบั
การแสดงใหเ้ ข้าใจดว้ ย

๑๒. ควรไปถงึ สถานทแ่ี สดงก่อนเวลา เพอ่ื จะไดเ้ ตรียมตัวให้พร้อม และไดช้ มการแสดง
ตั้งแตเ่ รมิ่ ตน้ อีกท้ังจะไดไ้ ม่เดินผา่ นผู้อน่ื ซ่งึ ชมการแสดงอยู่ก่อนแลว้ จะทำให้เกิดความวุ่นวายเปน็ การ
ทำลายสมาธดิ ว้ ย
การแต่งกายในวรรณกรรม

รูปที่ ๑ : ตัวพระ
ท่มี า ; (https://noo5626oum.files.wordpress.com/2013/02/man_dress.gif?w).



ตัวพระ สวมเส้อื แขนยาวปักดิ้น และเล่อื ม มีอินทรธนูที่ไหล่ สว่ นลา่ งสวมสนับเพลา (หมาย
เหตุ : กางเกง) ไวข้ ้างใน นุง่ ผ้ายกจบี โจงไว้หางหงส์ทับสนับเพลา ด้านหนา้ มีชายไหวชายแครงหอ้ ยอยู่
ศรี ษะสวมชฎา สวมเครอ่ื งประดบั ตา่ งๆ เชน่ กรองคอ ทบั ทรวง ตาบทิศ ปนั้ เหน่ง ทองกร กำไลเท้า
เป็นตน้ แตเ่ ดิมตวั พระจะสวมหวั โขน แต่ภายหลงั ไม่นิยม เพียงแต่แตง่ หนา้ และสวมชฎาแบบละครใน
เทา่ น้นั

รูปที่ ๒ : ตวั นาง
ที่มา ; (https://noo5626oum.files.wordpress.com).
ตัวนาง สวมเส้อื แขนสั้นเปน็ ช้ันในแล้วหม่ สไบทบั ทงิ้ ชายไปดา้ นหลังยาวลงไปถงึ น่อง
สว่ นลา่ งนงุ่ ผ้ายกจีบหน้า ศีรษะสวมมงกฎุ รดั เกล้า หรือกระบังหน้าตามแต่ฐานะของตวั ละคร ตามตวั
สวมเคร่อื งประดับต่างๆ เชน่ กรองคอ สังวาล พาหุรดั เป็นต้น แตเ่ ดมิ ตัวนางที่เปน็ ตัวยกั ษ์ เช่น นาง
สวมนกั ขา นางกากนาสรู จะสวมหัวโขน แต่ภายหลังมีการแต่งหน้าไปตามลกั ษณะของตัวละครนั้นๆ
โดยไม่สวมหวั โขนบ้าง



รูปที่ ๓ : ตวั ยักษ์
ทมี่ า ; (https://noo5626oum.files.wordpress.com).
ตัวยักษ์ เคร่อื งแตง่ กายสว่ นใหญค่ ล้ายตวั พระ จะแตกตา่ งกันท่ีการนุ่งผา้ คือ ตวั ยกั ษจ์ ะนงุ่ ผ้า
ไมม่ หี างหงส์ แตม่ ีผ้าปดิ ก้นลงมาจากเอว สว่ นศรี ษะสวมหัวโขนตามลักษณะของตัวละคร ซ่ึงมีอยู่
ประมาณร้อยชนดิ

รูปท่ี ๔ : ลงิ
ท่มี า ; (https://noo5626oum.files.wordpress.com).
ตวั ลิง เคร่อื งแต่งกายส่วนใหญค่ ลา้ ยตัวยักษ์ แต่มีหางลิงห้อยอย่ใู ตผ้ ้าปิดก้นอีกที สวมเส้อื ตาม
สปี ระจำตวั ในเร่ืองรามเกยี รติ์ ไม่มีอินทรธนู ตัวเสื้อปักลายขดเป็นวง สมมตุ ิวา่ เป็นขนตามตัวลงิ ส่วน
ศีรษะสวมหัวโขนตามลักษณะของตวั ละคร ซ่ึงมีอย่ปู ระมาณ 40 ชนิด



ววิ ัฒนาการของนาฏศลิ ปไ์ ทยตงั้ แตอ่ ดีตถึงปจั จุบัน

๑. สมัยนา่ นเจ้า

สมัยน่านเจา้ การศึกษาเรื่องการละครไทย และนาฏศลิ ป์ไทยในสมยั น้ี พบวา่ ไทยมนี ยิ าย
เรื่องหนึ่ง คือ เรื่อง “มโนห์รา” ซ่งึ ปจั จุบนั นก้ี ็ยงั มอี ย่ใู นประเทศจีนตอนใต้ในอาณาจักรน่านเจ้าเดิม
น่ันเอง นิยายเรอ่ื งนนั้ คอื “นามโนหร์ า (Namanora) เป็นนิยายของพวกไต พวกไตคือไทยเรานเ่ี อง
แต่เป็นพวกท่ไี ม่อพยพลงมาจากดินแดนเดิม เร่ืองนามโนหร์ า เร่อื งของ “ มโนห์รา” เป็นอะไร ดู
รูปกนิ รมี โนห์รา จะเหน็ ได้ว่าเปน็ อมนุษย์ชนดิ หน่งึ อยู่กึ่งมนษุ ย์ก่งึ สวรรค์ เป็นอมนุษย์มตี ัวเป็นคนมี
หางเป็นนก มีปกี เปน็ นก ตากปกตจิ ะดูภาพกินรีได้ในพระอโุ บสถ ดงั เชน่ ทอ่ี โุ บสถ วัดสุ ทศั นเ์ ทพรา
ราม

เรือ่ งกนิ รีมโนหร์ าน้ี เราไดค้ วามคิดมาจากชาดก เรื่องชอ่ื ว่า “ พระสธุ นชาดก” สธุ นนน้ั
เปน็ ช่ือของพระเอก แต่นางเอกนนั้ ช่ือว่ามโนห์รา พระเอกช่ือพระสธุ น พระสธนนน้ั ในปัจจบุ นั น้ี จีน
ตอนใตใ้ น นา่ นเจ้า เขาเรยี กเพี้ยนเป็น เจา้ ชตู น จะเปน็ ละครหรอื ไม่นั้นยังไม่มีหลักฐานปรากฎ
เด่นชัด

การละเล่นของไทยนา่ นเจ้านั้นมีพวกระบำอยู่แล้ว คือ ระบำหมวก และระบำนกยูง คนไทย
สมัยน้ัน เรม่ิ มี ความเจรญิ รุง่ เรือง และทราบนามของ กษัตริยอ์ งคแ์ รก ( แห่งราชวงศ์ ”ตี้มง” ) ว่า ”
พระเจ้าสโิ ลนุ” เรื่องราวทาง ประวัตศิ าสตร์ กซ็ ับซ้อนขนึ้ และมผี ูก้ ล่าวขวญั ถึงกนั อยู่มากแล้วจึง
ของดไว้ จะกล่าวแต่เพยี ง การแตง่ กายเทา่ นั้น เนอ่ื งจาก ไทยนา่ นเจ้า ไดม้ ี การจัดระบบตำแหน่งขนุ
นาง ข้ึน อยา่ งครบครัน ดัง้ น้นั การแต่งกาย เพื่อเสรมิ ความสง่างาม ของพวกขนุ นาง และทหาร จงึ
ตอ้ งจัดให้มขี ึ้นด้วยแม้กองทัพ ก็มี ธงประจำกอง และ ประจำตัวนายทหาร ทุกคน ตลอดถงึ แม่ทพั บัน
ดาทหาร เป็น ชายฉกรรจ์ ท่ีแขง็ แรง ใครมีมา้ ก็เปน็ ทหารม้า ปหี น่ึงๆ จะได้รบั แจก เข็มขัดหนงั เสือ้
หนัง และกางเกงโลห์ อยา่ งดี ทำด้วยหนงั แรด ขา้ ราชการ ช้ันผู้ใหญ่ มีหนงั เสือคลุมรา่ งกาย ผา้ รดั พงุ สี
ทอง ชนั้ สงู กวา่ น้ี จะไดผ้ ้ารดั พงุ สแี ดงแถบเหลือง(ทอง) ข้าราชการชัน้ ผู้น้อย ใสเ่ ส้ือแบบเสอ้ื กกั๊ (ไมม่ ี
แขน) ด้านหนา้ มีลายปัก หรอื หอ้ ยคล้องคอ บอกยศตำแหนง่ นอกจากนนั้ ยงั มี ทหารรักษาพระองค์
ซึ่ง มาจากทายาท ในตระกูลขุนนางผู้ใหญ่ พวกนน้ี ่าจะเก่งใน การยงิ เกาฑณั ฑ์ เพราะต้อง คอยคุ้มกัน
กษัตรยิ แ์ ละ ควบคุมกองทหารกองหนง่ึ ตา่ งหาก มีทหารอีกพวกหนึง่ ควบคมุ ดแู ล อย่ทู างแถบแมน่ ้ำ
โขง (ตอนเหนือ) เรยี กตามช่อื เมอื งว่า ”ชาวจุ่ยม่าน” สวมเส้ือเกาะอย่างสนั้

เฉพาะหน้าอกและบริเวณทอ้ ง (หนัง) สวมหมวกสี (หลายสี) ประดับขนหางวัวหรือหางแมว
(กระรอก) เนอื่ งจากมีความกลา้ หาญ จงึ เปน็ ทหารกองหน้า ในสงคราม หญงิ ไมผ่ ัดหน้า เขยี นคิ้ว แต่
ทาผมดว้ ยนำ้ จากตน้ หม่อน สตรีสงู ศักด์ิ นุ่งหม่ ซ่นิ ไหม ย้อมสีสวยงาม บนเอวมวี น่ิ ไหม ประดบั อีกผืน

๑๐

หนง่ึ (ไม่ใชย่ ้ำคาดเอว) เกลา้ ผมสงู บางที ประดิษฐ์ผมเปียห้อย แลว้ มว้ นไว้ด้านหลงั ต่างหูทำดว้ ยไข่มุก
ทบั ทิม หรืออำพัน นิยมประดับดอกไมเ้ ปน็ ต้น

เรือ่ งบา้ นไทยในนา่ นเจ้าควรทราบอีกสกั เล็กน้อย ปัจจบุ ันนี้พวกไทยท่ีไมอ่ พยพลงมาเป็นพวก
ไทยในน่านเจา้ อยูใ่ นดินแดนจีนตอนไทยภาคเหนือเรานเ่ี อง มรี ูปให้ดเู หมือนกับไทยภาพเหนอื เชา่
ชาวเชยี งราย มลี ักษณะคล้ายๆ กนั เพราะว่าเป็นชนชาตเิ ดยี วกนั จะพยายามพิสจู น์ว่าเรอื่ งการเลน่
ของไทยนน้ั เรามหี ลักฐานมาถึงปจั จุบนั นว้ี า่ ไดม้ ีแลว้ ตั้งแต่สมัยนา่ นเจา้ โดยเฉพาะเรื่อง นางมโนห์
ราน้กี ย็ ังมีอยเู่ ปน็ เร่อื งทเ่ี ราควรจะภาคภมู ใิ จว่า ชาตไิ ทยเราน้ีมกี ารละครและการละเลน่ มาบา้ นที่คน
ไทยยงั ต้งั แตด่ ึกดำบรรพ์ คือหมูบ่ า้ นหม่หู นึ่งซึง่ ฝรัง่ ไปหมู่บ้านไทยอยู่ทางทศิ ตะวนั ออกของมณฑลยู
นานในปจั จบุ ันนี้ หมู่บา้ นนน้ั มีแม่น้ำสายหนงึ่ ไหลผ่านมาในดินแดนอันกว้างใหญ่ไพศาล สมัยน่าน
เจา้ เราทราบเรอ่ื งสำคญั ๒ ประการ

๑. มีการละเล่นแบบละคร เช่น รำระบำอยุ่ คือ รำนกยูง และ รำหมวก
๒. ไทยนา่ นเจ้ารู้จกั เรื่องมโนหร์ าแลว้ แตจ่ ะได้นำมาแสดงละครหรือไมท่ ราบ ถา้ นำมาแสดง
เรากต้ ้องนับวา่ ละครเร่ืองน้ีเป็นละครเร่ืองแรกของไทยและมคี วามเปน็ อมตะ คอื ไมร่ ู้จักตาย คร้ัง
หลังสุดโปรดให้มีการแสดงแบบระบำบัลเล่ตือรบั แขกเมอื ง

รปู ที่ : ระบำนกยูง
ท่มี า ; (https://oer.learn.in.th/search_detail/fdownload/59806/89524).

๑๑

รูปท่ี : ระบำหมวก
ท่ีมา ; (https://lh3.googleusercontent.com/proxy/Fr7cDsufpRhUFnOA27jV-QvmYOk).
๒.สมยั สุโขทัย

พบหลักฐาน การละครและฟ้อนรำ ปรากฏอยู่ในศิลาจาลึก ของพอ่ ขุนรามคำแหง กลา่ ว่า
เมื่อจักเข้ามาเรยี งกนั แต่อรัญญิกพนู้ เท้าหวั ลานดว้ ยเสยี งพาทย์ เสยี งพิณ เสียงเล้ือน เสยี งขบั ใครจัก
มักเหลน้ เหลน้ ใครจักมกั หวั หัวใครจักมักเลื้อน เล้อื น
จึงทำให้รับวฒั นธรรมของอินเดีย ผสมผสานกบั วฒั นธรรมไทย มีการบัญญัติศัพท์ข้ึนใหม่ เพ่ือนใชเ้ รียก
ศิลปะการแสดงของไทย ว่า โขน ละคร ฟ้อนรำ

๓.สมยั อยุธยา
มกี ารแสดงละครชาตรี ละครนอก ละครใน แต่เดิม ทีเ่ ล่นเป็นละครเร่ จะแสดงตามพื้นที่วา่ ง

โดยไมต่ อ้ งมโี รงละคร เรียกว่า ละครชาตรี ต่อมาไดม้ ีการวิวฒั นาการ เปน็ ละครรำ เรียกวา่ ละครใน
ละครนอก โดยปรบั ปรุงรปู แบบ ใหม้ กี ารแต่งการที่ประณีตงดงามมากข้นึ มีดนตรแี ละบทร้อง และมี
การสรา้ งโรงแสดง ละครในแสดงในพระราชวัง จะใชผ้ หู้ ญิงลว้ น ห้ามไมใ่ ห้ชาวบ้านเล่น เรือ่ งทีน่ ิยมมา
แสดงมี 3 เร่อื งคอื อิเหนา รามเกียรต์ิ อุณรุท สว่ นละครนอก ชาวบ้านจะแสดง ใช้ผชู้ ายล้วนดำเนนิ
เรือ่ งอย่างรวดเร็ว
สมยั สมเด็จพระบรมราชาธริ าชที่ ๓ เปน็ สมยั ที่โขนเจริญรุ่งเรื่องเป็นอย่างมาก มีละครเรอ่ื งใหญ่ๆ อยู่
๔ เรื่อง คือ อเิ หนา รามเกยี รต์ิ อณุ รุท ดาหลงั

๑๒

รปู ท่ี : ละครชาตรี
ท่มี า ;( https://tubetingting.files.wordpress.com/2018/01/maxresdefault.jpg).
๔. สมยั ธนบรุ ี
สมัยนบี้ ทละครในสมยั อยธุ ยาได้สญู หายไป สมเดจ็ พระเจา้ กรุงธนบรุ ี หรอื สมเด็จพระเจ้า
ตากสนิ มหาราช ทรงรวบรวมศลิ ปิน บทละคร ทเี่ หลือมาทรงพระราชนิพนธบ์ ทละคร เรือ่ ง รามเกยี รต์ิ
อกี ๕ ตอนได้แก่

๑.ตอนอนมุ านเกีย้ วนางวานริน
๒.ตอนทา้ วมาลวี ราชวา่ ความ
๓.ตอนทศกนั ฐต์ งั้ พธิ ีทรายกรด
๔.ตอนพระลักษมณ์ถูกหอกกบิลพทั
๕.ตอนปลอ่ นม้าอปุ การ
นอกจากทรงพระราชนิพนธ์ บทละครในเรื่องรามเกยี รตด์ิ ้วยพระองค์เองแล้ว พระองคย์ ังทรง
ฝึกซอ้ ม ดว้ ยพระองค์เองอีกด้วย
๕.สมยั รัตนโกสินทร์
๕.๑ พระบาทสมเด็กพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช(รัชกาลที่1)
สมยั นี้ไดฟ้ น้ื ฟแู ละรวบรวม ส่ิงท่สี ญู หายให้มคี วามสมบรู ณ์มากขึ้นและรวบรวม ตำรา
การฟ้อนรำ ไวเ้ ปน็ หลกั ฐานท่ีสำคญั ทีส่ ดุ ในประวตั ศิ าสตร์ พระองค์ทรงพัฒนาโขน โดยให้ผแู้ สดงเปดิ
หน้าและสวมมงกฎุ หรอื ชฎา ทรงพระราชนพิ นธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ ตอนนารายณป์ ราบนนทก
๕.๒ พระบาทสมเด็กพระพุทธเลิศหลา้ นภาลัย(รชั กาลท๒ี่ )

๑๓

สมัยน้วี รรณคดี และละครเจริญถงึ ขดี สดุ พระองค์ทรงเปล่ียนแปลงการแตง่ กาย ให้
เปน็ การแตง่ ยืนเครอ่ื ง แบบในละครใน ทรงพระราชนพิ นธ์บทละครเร่ืองอิเหนา ซึง่ เปน็ ละครทีไ่ ด้รบั
การยกย่องจาก วรรณคดีสโมสร วา่ เป็นยอดของบทละครรำ คอื แสดงได้ครบองค์ ๕ คือ ตวั ละครงาม
รำงาม ร้องเพราะ พณิ พาทย์เพราะ และกลอนเพราะ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๑ ยเู นสโก ไดถ้ วายพระเกียรติ
คุณแด่พระองค์ ใหใ้ นฐานะบุคคลสำคญั ท่ีมีผลงานดเี ด่นทางวฒั นธรรม ระดับโลก

๕.๓ พระบาทสมเด็กพระนั่งเกลา้ เจ้าอยู่หัว(รัชกาลท๓่ี )
สมัยนี้พระองค์ ให้ยกเลิกละครหลวง พระบรมวงศานุวงศ์ จงึ พากันฝึกหดั โขนละคร

คณะละครที่มีแบบแผนในเชิงฝึกหดั และแสดง ทางโขน ละครถือเปน็ แบบแผนในการปฏิบัติสบื ต่อมา
ถงึ ปัจจุบันได้แก่

๑.ละครของพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ พระองค์เจ้าลักขณาคุณ
๒.ละครของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพนมวัน กรมพระพิพธิ โภคภูเบนทร์
๓.ละครของพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จ้าไกรสร กรมหลวงรักษร์ ณเรศ
๔.ละครของพระเจ้าบรมวงศเ์ ธอ พระองคเ์ จ้ากุญชร กรมพระพิทักษเ์ ทเวศร์
๕.ละครของพระเขา้ บรมวงศ์เธอ พระองคเ์ จ้าทรนกร กรมหลวงภวู เนตรนรินทรฤทธ์ิ
๖.ละครของเจ้าพระยาบดนิ ทรเดชา
๗.ละครของเจ้าจอมมารดาอัมพา
๘.ละครเจ้ากรบั
๕.๔ พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกล้าเจ้าอยูห่ วั (รชั กาลท่ี4)
ได้ฟ้ืนฟลู ะครหลวง ขึน้ ใหม่อนุญาตให้ราษฎรฝกึ ละครในได้ ซงึ่ แต่เดมิ ละครในจะ
แสดงไดแ้ ต่เฉพาะในพระราชวงั เทา่ น้นั ด้วยเหตทุ ี่ละครแพร่หลายไปส้ปู ระชาชนมากขึ้น จึงมกี าร
บัญญัตขิ ้อห้ามในการแสดงละครที่มิใชล่ ะครหลวง ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑.ห้ามฉดุ บุตรชาย-หญงิ ผอู้ นื่ มาฝกึ ละคร
๒.หา้ มใชร้ ดั เกล้ายอดเปน็ เครื่องประดับศรี ษะ
๓.หา้ มใชเ้ คร่ืองประกอบการแสดงทเี่ ปน็ พานทอง หบี ทอง

๑๔

๔.ห้ามใชเ้ ครอื่ งประดับลงยา

๕.หา้ มเปา่ แตรสงั ข์

๖.หวั ช้างท่ีเปน็ อปุ กรณ์ในการแสดงห้ามใชส้ เี ผอื ก ยกเว้นชา้ งเอราวณั

๕.๕ พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั (รัชกาลท่ี5)

ในสมยั นีส้ ภาพบ้านเมืองมีความเจรญิ ก้าวหน้า และขยายตัวอย่างรวดเรว็ เพราะ
ได้รับวฒั นธรรมจากตะวนั ตก ทำให้ศลิ ปะการแสดงละครได้มีวิวัฒนาการข้ึนอีกรปู แบบหนงึ่
นอกจากนี้ ยังกำเนิดละครดึกดำบรรพ์ และละครพันทางอีกด้วย นอกจากพระองคท์ รงสง่ เสริมให้
เอกชนตั้งคณะละครอย่างแพร่หลายแล้ว ละครคณะใดท่ีมีชอ่ื เสียงแสดงได้ดี พระองค์ทรงเสด็จมา
ทอดพระเนตร และโปรดเกล้าฯ ให้แสดงในพระราชฐานเพ่ือเป็นการตอ้ นรับแขกบา้ นแขกเมอื งอกี ด้วย

๕.๖ พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หัว(รัชกาลท๖ี่ )

ในสมยั นี้เป็นสมยั ท่ีโขน ละคร ดนตรี ป่ีพาทยเ์ จริญถงึ ขีดสุด พระองคท์ รงเป็นราชา
แห่งศิลปนิ แม้ว่าจะมปี ระสมการณด์ ้านละครพูดแบบตะวันตก แตก่ ็ทรงมีพระราชปณิธานอนั แรงกลา้
ท่จี ะทรงไวซ้ ่ึง “ความเป็นไทย “ และดนตรีป่ีพาทย์ ทั้งยังทรงพระราชทานบรรดาศักดใ์ิ ห้แกศ่ ิลปนิ
โขนทมี่ ฝี ีมอื ให้เป็นขุนนาง เชน่ พระยานัฏกานุรักษ์ พระยาพรหมาภบิ าล เป็นตน้

๕.๗ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจา้ อยู่หวั (ราชกาลท๗ี่ )

สมยั น้ปี ระสมภาวะเศรษฐกิจตกตำ่ การเมืองเกิดการคบั ขัน จึงได้มกี ารปรับปรงุ
ระบบบรหิ าร ราชการกระทรวงวงั คร้ังใหญ่ ให้โอนงานชา่ งกองวงั นอก และกองมหรสพไปอยใู่ นสังกัด
ของกรมศิลปากร และการช่างจึงย้ายมาอย่ใู นสังกดั ของกรมศลิ ปากร ต้ังแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.
๒๔๗๘ โขนกรมมหรสพ กระทรวงวงั จงึ กลายเปน็ โขนกรมศิลปากร มาแต่คร้ังน้นั ในสมัยน้ีมลี ะคร
แนวใหม่เกิดขึน้ ที่เรียกว่า ละครเพลง หรอื ทร่ี จู้ กั กันว่า ละครจันทโรภาส

๕.๘ พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล(รชั กาลท่ี8)

ในสมัยน้ีการแสดงนาฏศลิ ป์ โขน ละคร จัดอยู่ในการกำกับดแู ลของกรมศลิ ปากร
หลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีคนแรกของกรมศิลปากรได้ฟ้นื ฟู เปลย่ี นแปลงการแสดงโขน ละครใน
รปู แบบใหม่ โดยจัดตง้ั โรงเรยี นนาฏดรุ ิยางคศาสตร์ขน้ึ เพื่อใหก้ ารศึกษาทั้งด้านศิลปะและสามญั และ
เพ่ือยกระดบั ศิลปินใหท้ ัดเทียมกบั นานาประเทศ ในสมัยน้ีได้เกิดละครรูปแบบใหม่ ทีเ่ รียกวา่ ละคร
หลวงวจิ ิตรวาทการ เปน็ ละครทม่ี แี นวคิดปลุกใจใหร้ กั ชาติ บางเรอื่ งเปน็ ละครพูด เช่น เรอ่ื งราชมนู
เรอ่ื งศึกกลาง เร่ืองพระเจา้ กรุงธนบุรี เป็นต้น

๑๕

๕.๙ พระบาทสมเดจ็ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดชมหาราช(รชั กาลท่ี๙)

ในสมัยน้พี ระองคโ์ ปรดเกล้าฯ ใหบ้ นั ทึกภาพยนตร์สีส่วนพระองค์ บนั ทกึ ทา่ รำเพลง
หนา้ พาทย์องค์พระพิราพ ท่ารำเพลงหนา้ พาทยข์ องพระ นาง ยกั ษ์ ลงิ และโปรดเกล้าฯ ใหจ้ กั พิธไี หว้
ครู อกี ท้งั ยงั มีการปลูกฝงั จติ สำนึกในการรว่ มกันอนุรักษ์ สืบสาน สืบทอด และพฒั นาศลิ ปะการแสดง
ของชาติผ่านการเรยี นการสอนในระดบั การศกึ ษาทุกระดับ มสี ถาบนั ที่เปิดสอนวชิ าการละครเพ่ิมมาก
ขึ้นทง้ั ของรัฐและเอกชน มรี ปู แบบในการแสดงละครไทยที่หลากหลายให้เลอื กชม เชน่ ละครเวที
ละครพูด ละครร้อง ละครรำ เป็นต้น

๕.๑๐ พระบาทสมเดจ็ พระวชริ เกล้าเจ้าอยหู่ ัว (รชั กาลท่ี ๑๐)

ทโ่ี รงละครแหง่ ชาติ นายอนันต์ ชูโชติ อธิบดีกรมศลิ ปากร เปน็ ประธานในพิธเี ปดิ
การแสดงเฉลิมพระเกยี รตสิ มเด็จพระเจา้ อย่หู วั มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เน่ืองในโอกาส
มหามงคลวนั เฉลมิ พรรษาสมเด็จพระเจา้ อยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑ “ใต้รม่ พระมหากรุณา มหา
วชิราลงกรณ์” ซง่ึ กรมศิลปากรโดยสำนักการสังคีต รว่ มกับสถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป์ จัดขน้ึ เพื่อสืบ
สาน สนับสนนุ และอนุเคราะห์กจิ กรรมเน่ืองด้วยงานศาสนา ศิลปะ และมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

ความเปน็ มาของละครไทย

ละครไทย เป็นศลิ ปะและวัฒนธรรมไทย ซ่ึงมีมาตง้ั แต่สมัยโบราณ แบ่งออกเปน็ ละครรำแบบ
ด้งั เดมิ ได้แก่ ละครชาตรี ละครนอก ละครในและละครรำท่ีประยุกต์ขึ้นใหม่ ได้แก่ ละครดึกดำบรรพ์
ละครพันทาง ละครเสภา ละครสงั คีต ละครรอ้ ง ละครพดุ ละครเพลง ละครหลวงวิจติ รวาทการ

วิวฒั นาการการละครไทย

ละครไทยได้ฟ้ืนฟูและมีการแสดงที่เป็นแบบแผนทั้งท่ีเป็นแบบพ้ืนบ้าน และแบบมาตรฐาน
ในราชสำนกั โดยเร่มิ มีมาต้งั แตส่ มยั สโุ ขทัย

๑.สุโขทัย นับต้ังแต่ไทยได้มาตั้งถิ่นฐานในแหลมอินโดจีน และได้ก่อตั้งอาณาจักรไทยขึ้น จึง
เป็นการเริ่มต้น ยุคแห่งประวัติศาสตร์ไทย ที่ปรากฏ หลกั ฐานเป็นลายลักษณ์อักษร กล่าวคือ เมื่อไทย
ได้สถาปนาอาณาจักรสุโขทัยข้ึน และหลังจากท่ี พ่อขนุ รามคำแหง มหาราช ได้ประดิษฐ์อักษรไทยขึ้น
ใชแ้ ล้ว นับตัง้ แต่นั้นมาจึงปรากฏหลกั ฐานดา้ น ดนตรีไทย ที่เปน็ ลายลักษณ์อกั ษร ทั้งในหลกั ศลิ าจารึก
หนังสือวรรณคดี และเอกสารทางประวัติศาสตร์ ในแต่ละยุค ซ่ึงสามารถนำมาเป็นหลักฐานในการ
พิจารณา ถึงความเจริญและวิวัฒนาการของ ดนตรีไทย ตั้งแต่สมัยสุโขทัย เป็นต้นมา จนกระทั่งเป็น
แบบแผนดังปรากฏ ในปจั จบุ ัน พอสรปุ ได้ดังต่อไปนี้

๑๖

สมัยสุโขทัย ดนตรีไทย มีลักษณะเป็นการขับลำนำ และร้องเล่นกันอย่างพื้นเมือง เกี่ยวกับ
เคร่ืองดนตรีไทย ในสมัยนี้ ปรากฏหลักฐานกล่าวถึงไว้ในหนังสือ ไตรภูมิพระร่วงซึ่งเป็นหนังสือ
วรรณคดี ที่แต่งในสมัยนี้ ได้แก่ แตร, สังข์, มโหระทึก, ฆ้อง, กลอง, ฉิ่ง, แฉ่ง (ฉาบ), บัณเฑาะว์ พิณ,
ซอพุงตอ (สันนิษฐานว่าคือ ซอสามสาย) ป่ีไฉน, ระฆัง, และ กังสดาล เป็นต้น ลักษณะการผสม วง
ดนตรี ก็ปรากฏหลักฐานท้ังในศิลาจารึก และหนังสือไตรภูมิพระร่วง กล่าวถึง "เสียงพาทย์ เสียงพิณ"
ซงึ่ จากหลักฐานที่กลา่ วน้ี สนั นษิ ฐานว่า วงดนตรไี ทย ในสมัยสุโขทยั มีดังน้ี คอื

๑. วงบรรเลงพิณ มีผู้บรรเลง ๑ คน ทำหน้าทด่ี ีดพณิ และขับร้องไปดว้ ย เป็นลกั ษณะ
ของการขับลำนำ

๒. วงขับไม้ ประกอบด้วยผู้บรรเลง ๓ คน คือ คนขับลำนำ ๑ คน คนสี ซอสามสาย
คลอเสยี งร้อง ๑ คน และ คนไกว บณั เฑาะว์ ให้จังหวะ ๑ คน

๓. วงปี่พาทย์ เป็นลักษณะของวงปี่พาทย์เคร่ือง5มี ๒ ชนิด คือ วงป่ีพาทย์เครื่องห้า
อย่างเบา ประกอบด้วยเคร่ืองดนตรชี นดิ เล็ก ๆ จำนวน ๕ ช้นิ คือ ๑.ป่ี ๒.กลองชาตรี ๓.ทับ (โทน) ๔.
ฆ้องคู่ และ ๕. ฉ่ิง ใช้บรรเลงประกอบการแสดง ละครชาตรี (เป็นละครเก่าแก่ที่สุดของไทย)
วงปี่พาทย์เครื่องห้า อย่างหนัก ประกอบด้วย เครื่องดนตรีจำนวน ๕ ช้ิน คือ ๑. ป่ีใน ๒. ฆ้องวง
(ใหญ่) ๓. ตะโพน ๔. กลองทัด และ ๕. ฉิ่ง ใช้บรรเลงประโคมในงานพิธีและบรรเลงประกอบ การ
แสดงมหรสพ ตา่ ง ๆ จะเหน็ ว่า วงป่พี าทย์เคร่ืองหา้ ในสมยั น้ยี งั ไม่มรี ะนาดเอก

๔. วงมโหรี เปน็ ลักษณะของวงดนตรีอีกแบบหน่ึง ทนี่ ำเอา วงบรรเลงพณิ กับ วงขับ
ไม้ มาผสมกนั เป็นลักษณะของ วงมโหรเี ครอ่ื งสี่ เพราะประกอบดว้ ยผบู้ รรเลง ๔ คน คือ ๑. คนขับลำ
นำและตี กรับพวง ให้จังหวะ ๒. คนสี ซอสามสาย คลอเสียงร้อง ๓. คนดีดพิณ และ ๔. คนตีทับ
(โทน) ควบคุมจังหวะ

๒. สมัยอยุธยาได้พัฒนาการแสดงในรูปแบบของละครรำ นับเป็นต้นแบบของละครรำแบบ
อื่นๆต่อมา คือ ละครชาตรี ละครนอก และละครใน สำหรับละครในเป็นละครผู้หญิง แสดงเฉพาะใน
ราชสำนัก ในราชสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศนิยมแสดงเรื่อง นิเหนา ซึ่งเจ้าพินทวดีได้สืบทอดท่ารำ
ตอ่ มาจนถึงสมัยธนบรุ ี สมัยธนบรุ ีมีละครรำของหลวงท่ีมีผู้หญิงและผู้ชายแสดง และมีละครผู้หญิงของ
เจ้านครศรีธรรมราชส่วนนาฏศิลป์ที่เป็นการแสดงเพ่ือสมโภชพระแก้วมรกต มีท้ังโขน ละครรำ ระบำ
และมหรสพตา่ งๆ

๓. สมัยรัตนโกสินทร์ สมัยรัตนโกสินทร์ ระบำและรำมีความสำคัญต่อราชพิธีต่างๆ ใน
รูปแบบของพิธีกรรม โดยถือปฏิบัติเป็นกฎมณเฑียรบาลมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น (สมัย
รัชกาลท๑่ี – รชั กาลที่ ๔ )

๑๗

รชั สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดรวบรวมตำราฟ้อนรำ และ
เขียนภาพท่ารำแม่บทบันทึกไว้เป็นหลักฐาน มีการพัฒนาโขนเป็นรูปแบบละครใน มีการปรับปรุง
ระบำสี่บท ซ่ึงเป็นระบำมาตรฐานต้ังแต่สุโขทัย ในสมัยน้ีได้เกิดนาฏศิลป์ข้ึนมาหลายชุด เช่น ระบำ
เมขลา-รามสรู ในราชนพิ นธ์รามเกียรติ์

รัชสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เป็นยุคของนาฏศิลป์ไทย เน่ืองจาก
พระมหากษัตริย์ทรงโปรดละครรำ ท่ารำงดงามตามประณีตแบบราชสำนัก มีการฝึกหัดทั้งโขน ละคร
ใน ละครนอกโดยได้ฝึกผู้หญิงให้แสดงละครนอกของหลวงและมีการปรับปรุงเคร่ืองแต่งกายยืน
เคร่อื งแบบละครใน

รัชสมัยพระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกล้าเจ้าอย่หู ัว โปรดใหย้ กเลิกละครหลวง ทำให้
นาฏศิลปไ์ ทยเปน็ ท่นี ยิ มแพรห่ ลายในหมู่ประชาชน และเกิดการแสดงของเอกชนขน้ึ หลายคณะ ศิลปิน
ท่ีมคี วามสามารถสืบทอดการแสดงนาฏศลิ ปไ์ ทยท่เี ป็นแบบแผนกนั ต่อมา

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้มีละครรำผู้หญิงในราช
สำนักตามเดิมและในเอกชนมีการแสดงละครผู้หญิงและผู้ชาย ในสมัยน้ีมีบรมครูทางนาฏศิลป์ ได้
ชำระพิธีโขนละคร ทูลเกล้าถวายตราไว้เป็นฉบับหลวง และมีการดัดแปลงการำเบิกโรงชุดประเริงมา
เปน็ รำดอกไม้เงนิ ทอง

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสมัยนี้มีทั้งอนุรักษ์และ
พัฒนานาฏศิลป์ไทยเพ่ือทันสมัย เช่น มีการพัฒนาละครในละครดึกดำบรรพ์ พัฒนาละครรำท่ีมีอยู่
เดิมมาเป็นละครพันทางและละครเสภา และได้กำหนดนาฏศิลป์เป็นที่บทระบำแทรกอยู่ในละครเร่ือง
ตา่ งๆ เช่น ระบำเทวดา- นางฟ้า ในเรื่องกรุงพาณชมทวปี ระบำตอนนางบุษบากบั นางกำนันชมสารใน
เร่อื งนิเหนา ระบำไก่ เปน็ ต้น

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นศิลปะด้านนาฏศิลป์
เจรญิ รุ่งเรอื งมาก พระองค์โปรดให้ตั้งกรมมหรสพขึ้น มีการทำนบุ ำรุงศิลปะทางโขน ละคร และดนตรี
ป่ีพาทย์ ทำให้ศิลปะทำให้มีการฝึกหัดอย่างมีระเบียบแบบแผน และโปรดต้ังโรงเรียนฝึกหัดนาฏศิลป์
ในกรมมหรสพ นอกจากน้ี ยังได้มีการปรับปรุงวิธีการแสดงโขนเป็นละครดึกดำบรรพ์เรื่องรามเกียรติ
และได้เกดิ โขนบรรดาศกั ดทิ์ ี่มหาดเลก็ แสดงคู่กับโขนเชลยศักดิ์ท่ีเอกชนแสดง

รัชสมัยสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้มีการจัดตั้งศิลปากรขึ้นแทนกรม
มหรสพที่ถูกยุบไป ทำให้ศิลปะโขน ละคร ระบำ รำ ฟ้อน ยังคงปรากฏอยู่ เพื่อเป็นแนวทางในการ
อนุรักษ์และพัฒนาสบื ต่อไป

๑๘

)

รัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวอานันทมหดิ ล หลวงวิจติ รวาทการ อธิบดี
ของกรมศิลปาการ ได้กอ่ ตั้งโรงเรยี นนาฏดรุ ิยางคศาสตร์ขนึ้ มา เพื่อปกกันไม่ใหศ้ ลิ ปะทางด้าน
นาฏศลิ ป์สญู หายไป

ในสมยั น้ไี ด้เกดิ ละครวจิ ติ ร ซงึ่ เป็นละครปลุกใจให้รักชาติ และเป็นการสรา้ งแรงจูงใจ
ใหค้ นไทยหนั มาสนใจนาฏศิลป์ไทย และไดม้ ีการตั้งโรงเรียนนาฏศิลป์แทนโรงเรียนนาฏดุรยิ างค
ศาสตร์ ซึง่ ถกู ทำลายตอนสงครามโลกครัง้ ที่ ๒ เพื่อเปน็ สถานศึกษานาฏศิลปแ์ ละดรุ ิยางคศลิ ป์ของทาง
ราชการ และเปน็ การทบุ ำรงุ เผยแพรน่ าฏศิลปไ์ ทยใหเ้ ป็นท่ียกยอ่ งนานาอารยประเทศ

รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวภมู พิ ลอดลุ ยเดช นาฏศิลป์ ละคร ฟอ้ น รำ
ได้อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล ไดม้ ีการสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เชย่ี วชาญนาฏศิลป์ไทยคดิ ประดิษฐท์ ่ารำ
ระบำชุดใหม่ ไดแ้ ก่ ระบำพม่าไทยอธิษฐาน

ปัจจบุ ันได้มกี ารนำนาฏศลิ ป์นานาชาติมาประยุกต์ใชใ้ นการประดิษฐท์ ่ารำ รูปแบบของการ
แสดง มีการนำเทคนคิ แสง สี เสียง เข้ามาเปน็ องค์ประกอบในการแสดงชุดตา่ งๆ ปรับปรุงลลี าท่ารำให้
เหมาะสมกับฉาก บนเวทกี ารแสดงมีการติดต้งั อุปกรณ์ท่ีทันสมยั ทง้ั ระบบมา่ น ฉาก แสง ควบคมุ ด้วย
ระบบคอมพิวเตอร์ มีระบบเสียงทสี่ มบรู ณ์ มเี ครอื่ งฉายภาพยนตรป์ ระกอบการแสดง และเผยแพร่
ศลิ ปกรรมทุกสาขานาฏศิลป์ และสร้างนกั วชิ าการและนักวิจยั ในระบบสูง โดยมกี ารเปิดสอนนาฏศลิ ป์
ไทยในระดบั ปริญญาเอกอีกหลายแห่ง

ประเภทของละครไทย

ละคร หมายถึง การแสดงท่ีดำเนินเป็นเร่ืองราว เข้าใจว่าได้รับวัฒนธรรมมาจากอินเดีย
เพราะมีวิธีการแสดงและท่ารำท่ีคล้ายคลึงกับของอินเดีย ทั้งนี้ในสมัยโบราณอินเดียเป็นประเทศที่มี
ความเจริญทางวัฒนธรรมและอารยธรรมสูงมาก และได้เผยแพร่วิทยาการไปยังประเทศต่างๆ เช่น
การแพทย์ กฎหมาย อักษรศาสตร์ ขนบธรรมเนียมประเพณีรวมท้ังการละครด้วยประเทศไทยได้รับ
ความเจ ริญ ท างการล ะครม าจ ากอิ น เดียเช่น เดี ยวกับ ที่ ได้ รับ วัฒ น ธ รรม การร้องเพ ล งต ามแ บ บ
ชาวตะวันตก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงนิพนธ์ไว้วา่ "ละคร" น้ัน
แต่เดิมมีในกรุงศรีอยุธยา ขุนศรัทธานำไปเผยแพร่ (มีปรากฏในคำไหว้ครูของโนราบางคณะ) ที่
นครศรีธรรมราช ซงึ่ เขารักษาไวอ้ ย่างยืนยง ส่วนทางกรุงศรีอยุธยารักษาไวไ้ ม่ได้ จึงมีการเปล่ยี นแปลง
ขนึ้ เรอ่ื ยๆ

๑๙

องคป์ ระกอบสำคญั ของละครไทย การละครทกุ ประเภทจะต้องมีองค์ประกอบ ดังนี้
๑ ต้องมีเรื่อง ตัวละครจะเจรจาไปตามเนื้อเรื่องของบทละคร ผู้เขียนบทจะต้องมี

ความสามารถในการบรรยายบุคลกิ ลกั ษณะของตวั ละครไดช้ ดั เจน
๒. ต้องมีเนอื้ หาสรปุ (Subject) หมายถึงเน้อื หาสรปุ เก่ียวกบั ความต้องการนั้นๆ เช่น

ความรักชาติหรือแนวคิด (Theme) ที่ก่อให้เกิดสติปัญญา สอนคติธรรม เช่นธรรมะย่อมชนะอธรรม
ทำดียอ่ มได้ดี การชว่ ยเปลื้องทกุ ข์ ความรักเปน็ ทุกขเ์ ปน็ ต้น

๓. นิสัยตัวละคร (Characterization) จะต้องตรงกับเน้ือหาสรุปบุคลิกลักษณะ
กริ ยิ าท่าทาง ต้องตรงกบั นิสยั ตัวละครในเรอื่

๔. บรรยากาศ (Atmostphere) หมายถึงการสร้างบรรยากาศรอบๆท่ีเกี่ยวกับตัว
ละครจะต้องกลมกลืนกับการแสดงของตัวละครซึ่งบรรยากาศจะช่วยให้ผู้ชมละครมีความรู้สึกคล้อย
ตามไปกับเร่ืองได้เช่นบรรยากาศแจ่มใส เศร้า เป็นต้น การสร้างบรรยากาศให้กับตัวละครเป็นกลวิธี
สำคัญอย่างหนงึ่ ของตัวละคร

ละครรำ

ละครรำ หมายถึง ละครรำเป็นละครประเภทท่ีใช้ศิลปะในการร่ายรำดำเนินเร่ือง มีการขับ
ร้องและเจรจา เป็นกลอนบทละคร ซึ่งละครรำท่ีเป็นแบบฉบับดั้งเดิมของไทยนั้น ต่อมาได้พัฒนาเป็น
ต้นกำเนิดของละครรำในสมัยอยุธยา ละครรำสามารถแบ่งออกได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ ละครรำแบบ
ดั้งเดมิ และละครท่ปี รบั ปรุงขึ้นใหม่

ละครรำด้ังเดิม ประกอบไปดว้ ยละครอีกหลายชนดิ ได้แก่
๑.ละครชาตรี
๒.ละครนอก
๓.ละครใน
๔.โขน

ละครปรับปรงุ ขึ้นใหม่ ได้แก่

๒๐

๑.ละครดกึ ดำบรรพ์

๒.ละครพนั ทาง

๓.ละครเสภา

ละครรำแบบดัง้ เดมิ (แบบโบราณ) ประกอบไปดว้ ยละครอกี หลายชนดิ ดงั ตอ่ ไปนี้

๑. ละครชาตรี ก่อนเริ่มแสดงต้องทำพิธีไหว้ครู ปี่พาทย์โหมโรงโดยใช้กลองตุ๊กตาตี
ให้สัญญาณว่าบริเวณน้ีจะมีการแสดงละคร ตัวละครมี ๓ ตัว คือ ตัวพระ ตัวนาง และตัวตลก ผู้แสดง
เป็นชาย การแสดงดำเนินเรื่องรวบรัดมีผู้บอกบท ผู้รำจะร้องตาม มีลูกคู่ร้องรับวรรคท้ายซ้ำ ๆ กัน ๓
ครั้ง เมื่อร้องจบ จะมีบทเจรจาต่อ ในการแสดงละครชาตรีเพ่ือบูชาครูจะเริ่มการแสดงด้วยการรำซัด
ไหว้ครู ผู้แสดงร้องเองเล่นเอง และจะเล่นเรื่องพระสุธนนางมโนราห์ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีการแสดงเป็น
ประจำอยู่ ณ บริเวณวดั หรือศาลท่ีผู้คนเคารพศรทั ธา แต่มักจะเป็นการแสดงเพอื่ แก้บน ตามที่ผ้ซู ่ึงเคย
บนบานศาลกลา่ วต่อส่ิงศกั ด์ิสทิ ธิบ์ นเอาไว้ เป็นผตู้ ิดต่อหรอื ว่าจ้างให้มาแสดง

๒. ละครนอก หมายถึง ละครที่คนธรรมดาสามัญเล่นกันนอกพระราชฐานผู้แสดง
เป็นชายล้วน การดำเนินเรื่องรวดเร็ว มีบทตลกแทรกไว้ตลอดเวลาโดยไม่ยึดขนบธรรมเนียมประเพณี
การแต่งกาย แต่งตามแบบท่ีเรียกว่า "แต่งองค์ทรงเคร่ือง" เรื่องท่ีนิยมแสดง เช่น เรื่องสังข์ทอง พระ
อภยั มณี คาวี ไชยเชษฐ์ มณพี ิไชย สวุ รรณหงส์ แก้วหน้าม้า สงั ขศ์ ิลป์ไชย เป็นตน้

๓. ละครใน นับว่าเป็นต้นแบบของศิลปะการร่ายรำของไทย เพราะมีสุนทรียะทาง
นาฏกรรมแสดงถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยในราชสำนกั ทา่ รำประณีตงดงามมีลกั ษณะเฉพาะ
เช่น ท่ารำของตัวพระ ศิลปะการรำยกทัพ รำอาวุธ ศิลปะการชมต่าง ๆ เช่น ชมป่า ชมราชรถ ชมม้า
ชมช้าง ผู้แสดงคัดเลือกจากผู้ที่มีรูปร่างหน้าตางดงาม ท่วงทีสง่า มีฝีมือในเชิงรำ นิยมแสดงเพียง ๓
เรอ่ื ง คือ รามเกียรต์ิอุณรุท อเิ หนา ดนตรีและเพลงขับร้องประกอบท่ารำจะมีท่วงทำนองตามลักษณะ
ของการแสดง เช่น เพลงรา่ ย เพลงช้าปี่ และเพลงโอ้ป่ี เป็นต้น ผู้แสดงไม่ต้องร้องเอง เพราะมีตน้ เสียง
รอ้ งแทน ไมว่ ่าจะเป็นบทดำเนนิ เรอื่ งหรือเจรจา

๔. โขน การแสดงโขน เป็นการแสดงท่ารำ เต้น มีดนตรีประกอบการแสดง มีบท
พากย์และเจรจา ตัวละครประกอบด้วยยักษ์ ลิง มนุษย์ และเทวดา ผู้แสดงสวมหัวโขนไม่ร้องและ
เจรจาเอง แต่ปัจจุบันผู้แสดงเป็นมนุษย์เทวดาจะไม่สวมหัวโขน การแต่งกาย แต่งแบบยืนเคร่ือง
เหมือนละครในตามลักษณะตัวละคร ได้แก่ พระนาง ยักษ์ ลิง และตัวประกอบ ศรีษะโขน ได้แก่
ศรี ษะเทพเจ้า ศีรษะมนุษย์ ศีรษะยักษ์ ศีรษะลิง และ ศีรษะสัตว์ต่าง ๆโขนแบ่งย่อยออกไปอีก 5 ชนิด
ข้ึนอยู่กบั ลลี าในการแสดงท่แี ตกต่างกันได้

๒๑

ละครที่ปรบั ปรงุ ขึ้นใหม่

ละครดกึ ดำบรรพ์ เป็นละครท่ีเกิดข้ึนในสมัยรัชกาลที่ ๕ กำเนดิ ขนึ้ ณ บ้านเจ้าพระยาเทเวศร์
วงศ์วิวัฒน์ ( ม.ร.ว. หลาน กุญชร ) โดยแสดง ณ โรงละครของท่านที่ตั้งช่ือวา่ "โรงละครดึกดำบรรพ์"
เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ได้เดินทางไปยุโรปเม่ือปี พ.ศ. ๒๔๓๔ และมีโอกาสได้ชมละครโอเปร่า
(Opera) ซ่ึงท่านชื่นชมการแสดงมาก เมื่อกลับมาจึงคิดทำละครโอเปร่าให้เป็นแบบไทย จึงเล่าถวาย
สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจ้าพระยานริศรา
นวุ ัดติวงศ์กโ็ ปรดเหน็ ว่าดี ในการสร้างละครดึกดำบรรพ์คร้ังนี้ นอกจากท่านจะเป็นผสู้ ร้างโรงละครดึก
ดำบรรพ์ สร้างเครื่องแต่งกาย และอุปกรณ์การแสดงแล้ว ท่านยังได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมงานที่
สำคัญ ไดแ้ ก่

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงพระราชนิพนธ์บท และทรง
เลือกสรรปรบั ปรงุ ทำนองเพลง ออกแบบฉาก และกำกบั การแสดง

หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ตาด ตาตะนนั ท)์ เปน็ ผจู้ ดั ทำนองเพลงควบคุมวงดนตรี และปพ่ี าทย์

หม่อมเข็ม กุญชร ณ อยุธยา ภรรยาของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ เป็นผู้ปรับปรุง
ประดษิ ฐท์ ่ารำ และฝึกสอนให้เข้ากับบท และลำนำทำนองเพลง

ละครดึกดำบรรพ์ได้ออกแสดงคร้ังแรกปี พ.ศ. ๒๔๔๒ เนื่องในโอกาสต้อนรับเจ้าชายเฮนร่ี
พระอนุชาสมเด็จพระเจ้ากรุงปรัสเซีย ซ่ึงเป็นพระราชอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจา้ อยหู่ ัว ละครดกึ ดำบรรพ์ได้รับความนยิ มตลอดมา จนกระท่ังปี พ.ศ. ๒๔๕๒ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์
วิวัฒน์ เกิดอาการเจ็บป่วยถวายบงั คมลาออกจากราชการ ทำใหต้ ้องเลิกการแสดงละครดึกดำบรรพ์ไป
นบั แต่เรม่ิ แสดงละครดกึ ดำบรรพจ์ นเลกิ การแสดงรวมระยะเวลา ๑๐ ปี

ผูแ้ สดง
ใช้ผู้หญิงล้วน ผู้ท่ีจะได้รับคัดเลือกให้แสดงละครดึกดำบรรพ์จะต้องมีความสามารถ

พเิ ศษดว้ ยคุณสมบัติ คอื
เปน็ ผู้ทีม่ เี สยี งดี ขบั รอ้ งเพลงไทยไดไ้ พเราะ

เปน็ ผทู้ ่ีมรี ปู รา่ งงาม รำสวย ยิ่งผูท้ ่ีจะแสดงเป็นตัวเอกของเรื่องดว้ ยแล้ว ต้องใชค้ วาม
พนิ จิ พเิ คราะห์อย่างมาก

การแตง่ กาย

เหมือนอย่างละครในท่ีเรียกว่า "ยืนเครื่อง" นอกจากบางเร่ืองที่ดัดแปลงเพื่อความ
เหมาะสม และใหต้ รงกบั ความเป็นจริง

๒๒

เร่ืองทแ่ี สดง

ทเ่ี ป็นบทละครบางเร่ือง และบางตอน พระนพิ นธใ์ นสมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้ พระยานริศรานุวัด
ติวงศ์ ได้แก่ เรื่องสังข์ทอง เรื่องคาวี ตอนสามหึง เร่ืองอิเหนา ตอนไหว้พระ เร่ืองสังข์ศิลป์ชัยภาคต้น
เรือ่ งกรงุ พานชมทวีป เรื่องรามเกียรต์ิ เร่ืองอุณรุฑ เร่ืองมณีพิชยั

บทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แก่ เรื่องศกุนตลา
เรอ่ื งทา้ วแสนปม เร่ืองพระเกียรตริ ถ

บทพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจฑาธุชธราดิลก กรมขุน
เพชรบูรณอ์ นิ ทราชยั ได้แก่ เรือ่ งสองกรวรวิก เรื่องจนั ทกินรี เรอื่ งพระยศเกตุ

การแสดง

จะผิดแปลกจากละครแบบดั้งเดิม เพราะผู้แสดงต้องร้องเองรำเอง ไม่มีบรรยาย
กริ ิยาของตัวละคร ได้มีการปรับปรุงการแสดงความเป็นไปในเนื้อเร่ืองของละครดึกดำบรรพ์ พยายาม
แสดงให้สมจริงสมจังมากท่ีสุด มีการตกแต่งฉาก และสถานท่ี ใช้แสง สี เสียง ประกอบฉาก นับเป็น
ต้นแบบในการจัดฉากประกอบการแสดงของโขน - ละครต่อมา การแสดงมักแสดงตอนสั้นๆให้ผู้ชม
ละครชมแลว้ อยากชมต่ออกี

ดนตรี

ใช้ป่ีพาทย์ดึกดำบรรพ์ เพื่อความไพเราะนุ่มนวล โดยการผสมวงดนตรีขึ้นใหม่ และ
คดั เอาส่ิงทีม่ ีเสียงแหลมเล็กหรือดังมากๆออกเหลอื ไว้แต่เสยี งทุ้ม ทั้งเพ่ิมเติมส่ิงที่เหมาะสมเข้ามา เช่น
ฆ้องหุ่ยมี ๗ ลูก ๗ เสยี ง ตอ่ มาเรยี กว่า "วงปีพ่ าทย์ดกึ ดำบรรพ"์

ละครพันทาง เป็นละครแบบผสม ผู้ให้กำเนิดละครพันทางคือ เจ้าพระยามหินทร์ศักด์ิธำรง
(เพ็ง เพ็ญกุล) ท่านเป็นเจ้าของคณะละครมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๔ แต่เพ่ิงมาเป็นหลักฐานมั่นคงใน
รัชกาลที่ ๕ ซึ่งแต่เดิมก็แสดงละครนอก ละครใน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ท่านไปยุโรปจึงนำแบบ
ละครยุโรปมาปรับปรุงละครนอกของท่าน ให้มีแนวทางท่แี ปลกออกไป ละครของท่านได้รับความนยิ ม
มากในปลายรชั กาลท่ี ๕ และสง่ิ ทท่ี า่ นไดส้ รา้ งใหเ้ กิดในวงการละครของไทย คือ

ตง้ั ช่ือโรงละครแบบฝรั่งเป็นคร้งั แรก เรียกวา่ "ปรนิ ซเ์ ทียเตอร"์
รเิ ริ่มแสดงละครเกบ็ เงนิ (ตตี วั๋ ) ที่โรงละครเปน็ ครั้งแรก

๒๓

การแสดงของท่านก่อให้เกิดคำขึ้นคำหน่ึง คือ "วิก" เหตุที่เกิดคำนี้คือ ละครของท่าน
แสดงสัปดาห์ละครั้ง คนท่ีไปดูก็ไปกันทุกๆสัปดาห์ คือ ไปดูทุกๆวิก มักจะพูดกันว่าไปวิก คือ ไปสุด
สัปดาห์ด้วยการไปดูละครของท่านเจ้าพระยา เม่ือท่านถึงแกอ่ สัญกรรม โรงละครของท่านตกเป็นของ
บุตร คือ เจ้าหม่ืนไวยวรนาถ (บุศย์) ท่านผู้นี้เรียกละครของท่านว่า "ละครบศุ ย์มหินทร์" ละครโรงนี้ได้
ไปแสดงในยุโรปเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลท่ี ๕ โดยไปแสดงท่ีเมืองปีเตอร์สเบิร์ก ในประเทศรัสเซีย
ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้มีคณะละครต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ต่อมาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิป
ประพันธ์พงศ์ ทรงพระราชนิพนธ์บทละครบทละครเรื่อง "พระลอ (ตอนกลาง)" นำเข้าไปแสดงถวาย
รัชกาลท่ี ๕ ทอดพระเนตร ณ พระที่น่ังอภเิ ษกดุสติ เปน็ ท่ีพอพระราชหฤทัยมาก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ได้ทรงตั้งคณะละครข้ึนช่ือว่า "คณะละครหลวงนฤมิตร" ได้ทรงนำพระ
ราชพงศาวดารไทยมาทรงพระนิพนธ์เป็นบทละคร เช่น เร่ืองวีรสตรีถลาง คุณหญิงโม ขบถธรรมเถียร
ฯลฯ ทรงใช้พระนามแฝงว่า "ประเสริฐอักษร" ปรับปรุงละครข้ึนแสดง โดยใช้ท่ารำของไทยบ้าง และ
ท่าของสามัญชนบ้าง ผสมผสานกัน เปล่ียนฉากไปตามเน้ือเร่ือง เรียกว่า "บทละครพระราช
พงศาวดาร" และเรยี กละครชนดิ นว้ี ่า "ละครพนั ทาง"

ผแู้ สดง

มักนิยมใช้ผ้แู สดงชาย และหญิงแสดงตามบทบาทตวั ละครที่ปรากฏในเรือ่ ง

การแตง่ กาย

ไม่แต่งกายตามแบบละครรำทั่วไป แต่จะแต่งกายตามลักษณะเช้ือชาติ เช่น แสดง
เกยี่ วกับเร่ืองมอญ ก็จะแต่งแบบมอญ แสดงเกี่ยวกบั เรือ่ งพมา่ กจ็ ะแต่งแบบพม่า เป็นตน้

เร่ืองทีแ่ สดง
ส่วนมากดัดแปลงมาจากบทละครนอก เร่ืองท่ีแต่งขึ้นในระยะหลังก็มี เช่น พระอภัย

มณี เรื่องท่ีแต่งข้นึ จากพงศาวดารของไทยเอง และของชาติต่างๆ เช่น จีน แขก มอญ ลาว ได้แก่ เร่ือง
ห้องสิน ตั้งฮั่น สามก๊ก ซุยถัง ราชาธิราช เป็นตน้ นอกจากน้ีก็ยังมีเร่ืองที่ปรับปรุงจากวรรณคดีเก่าแก่
ของภาคเหนอื เชน่ พระลอ

การแสดง

ดำเนินเร่ืองด้วยคำร้อง เน่ืองจากเป็นละครแบบผสมดังกล่าวแล้ว ประกอบกับเป็น
ละครที่ไม่แน่นอนว่าจะต้องเป็นอย่างน้ันอย่างน้ี ดังนั้นบางแบบต้นเสียง และคู่ร้องทั้งหมดเหมือน
ละครนอก ละครใน บางแบบต้นเสียงลูกคู่ร้องแต่บทบรรยายกิริยา ส่วนบทท่ีเป็นคำพูด ตัวละครจะ

๒๔

ร้องเองเหมือนละครร้อง มีบทเจรจาเป็นคำพูดธรรมดาแทรกอยู่บ้าง ดังนั้นการที่จะทำให้ผู้ชมรู้
เร่ืองราว และเกิดอารมณ์ต่างๆจึงอยู่ที่ถ้อยคำ และทำนองเพลงทั้งสิ้น ส่วนท่าทีการร่ายรำมีท้ัง
ดดั แปลงมาจากชาติต่างๆผสมเขา้ กับท่ารำของไทย

ดนตรี
มักนิยมใชว้ งป่ีพาทย์ไม้นวม เร่ืองใดที่มีท่ารำ เพลงรอ้ ง และเพลงดนตรีของต่างชาติ

ผสมอยู่ด้วย ก็จะเพิ่มเครื่องดนตรีอันเป็นสัญลักษณ์ของภาษาน้ันๆ เรียกว่า "เคร่ืองภาษา" เข้าไปด้วย
เชน่ ภาษาจีนกม็ กี ลองจนี กลองต๊อก แต๋ว ฉาบใหญ่ ส่วนพม่ากม็ กี ลองยาวเพิ่มเตมิ เปน็ ตน้

ละครเสภา มีกำเนิดมาจากการเล่านิทาน เม่ือการเล่านิทานเป็นท่ีนิยมแพร่หลาย ทำให้เกิด
การปรับปรุงแข่งขันกันขึ้น ผู้เล่าบางท่านจึงคิดแต่งเป็นกลอน ใส่ทำนองมีเครื่องประกอบจังหวะ คือ
"กรับ" จนกลายเป็นขับเสภาขึ้น เสภามีมาแต่โบราณสมัยกรุงศรีอยุธยาสันนิษฐานว่ามีข้ึนในสมัย
สมเด็จพระบรมไตโลกนาถ ราว พ.ศ. ๒๐๑๑ เสภาในสมัยโบราณไม่มีดนตรีประกอบ จนถึงสมัย
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีป่ีพาทย์บรรเลงประกอบ
เสภา

สมัยรัชกาลที่ ๓ นิยมเพลงอัตรา ๓ ช้ัน เพลงที่ร้อง และบรรเลงในการขับเสภาซ่ึงเคยขับ
เพลง ๒ ช้ัน กเ็ ปลย่ี นเป็น ๓ ช้นั บ้าง และใชก้ นั มาจนปัจจุบนั นี้

สมัยรัชกาลท่ี ๕ ได้มีผู้คิดเอาตัวละครเข้ามาแสดงการรำ และทำบทบาทตามคำขับเสภา
และร้องเพลง เรยี กว่า "เสภารำ" สมัยนีท้ รงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้กวีชว่ ยกันแต่งเสภาเรอื่ ง "นิทรา
ชาครติ " เพ่ือใช้ขับเสภาในเวลาทรงเคร่ืองใหญ่ มีเหตุการณ์เปล่ียนแปลงคือ พวกขับเสภาสำนวนแบบ
นอก คือใชภ้ าษาพนื้ บ้านหันมาสนใจสำนวนหลวง

สมัยรัชกาลท่ี ๖ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับพระราชวรวงศ์
เธอ กรมหม่ืนกวีพจน์สุปรีชา ช่วยกันชำระเสภาขุนช้างขุนแผน แก้ไขกลอนให้เชื่อมติดต่อกัน และ
พิมพ์เป็นฉบับหอสมุดแห่งชาติขึ้นคร้ังแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ซึ่งเป็นแบบแผนของการแสดงขับเสภา
ซึง่ ต่อมากลายเปน็ "ละครเสภา"

ผแู้ สดง

มักนิยมใชผ้ ู้แสดงชาย และหญิง ตามบทเสภาของเร่ือง

การแตง่ กาย

แตง่ กายตามท้องเรื่องคล้ายกับละครพนั ทาง

๒๕

เร่อื งที่แสดง

มักจะนำมาจากนิทานพื้นบ้าน เช่น เรื่องขุนช้างขุนแผน ไกรทอง หรือจากบทพระ
ราชนิพนธ์ในรชั กาลท่ี ๖ เชน่ พญาราชวังสัน สามัคคเี สวก

การแสดง

ละครเสภาจำแนกตามลักษณะการแสดง ไว้ดังน้ี คือ เสภาทรงเคร่ือง สมัยรัชกาลที่
๔ วงป่ีพาทย์ได้ขยายตัวเป็นเคร่ืองใหญ่ เมื่อป่ีพาทย์โหมโรงจะเร่ิมด้วย "เพลงรัวประลองเสภา" ต่อ
ด้วย "เพลงโหมโรง" เช่น เพลงไอยเรศ เพลงสะบัดสะบิ้ง หรือบรรเลงเป็นชุดส้ันๆ เช่น เพลง
ครอบจักรวาล แล้วออกด้วยเพลงม้าย่องก็ได้ ข้อสำคัญเพลงโหมโรงจะต้องลงด้วยเพลงวา จึงจะเป็น
"โหมโรงเสภา" เม่ือปี่พาทย์โหมโรงแล้ว คนขับก็ขับเสภาไหว้ครูดำเนินเร่ือง ถัดจากนั้นร้องส่งเพลง
พม่าห้าท่อนแลว้ ขับเสภาคั่น รอ้ งสง่ เพลงจระเขห้ างยาวแล้วขบั เสภาค่นั ร้องเพลงสีบ่ ทแล้วขับเสภาคั่น
รอ้ งสง่ เพลงบุหลันแล้วขบั เสภาค่ัน ต่อจากนไ้ี ปไม่มกี ำหนดเพลง แตค่ งมีสลับกันเช่นน้ีตลอดไปจนจวน
จะหมดเวลาจึงส่งเพลงส่งท้ายอีกเพลงหน่ึง เพลงส่งท้ายนี้แต่เดิมใชเ้ พลงกราวรำ ต่อมาเปล่ยี นเป็นอก
ทะเล เต่ากินผักบุ้งหรือพระอาทิตย์ชิงดวง เดิมบรรเลงเพลง ๒ ช้ัน ต่อมาประดิษฐ์เป็นเพลง ๓ ช้ัน ท่ี
เรียกวา่ "เสภาทรงเครอื่ ง" คือ การขับเสภาแล้วมีร้องส่งให้ป่พี าทย์รับนนั่ เอง

เสภารำ เกิดข้ึนในสมัยรัชกาลท่ี ๕ กระบวนการเล่นมีการขับเสภา และเคร่ืองป่ี
พาทย์ บางคร้ังกใ็ ช้มโหรีแทน มีตัวละครออกแสดงบทตามคำขบั เสภา และมีเจรจาตามเนื้อรอ้ ง เสภา
รำมแี บบสุภาพ และแบบตลก เสภารำแบบตลกน้ผี รู้ เิ รมิ่ ชอื่ ขนุ รามเดชะ (ห่วง) บางทา่ นวา่ ขนุ ราม (โพ)
กำนันตำบลบ้านสาย จังหวัดอ่างทอง ซึ่งเล่าลือกันว่าขับเสภาดีนัก ผู้แต่งเร่ืองขุนช้างขุนแผน ตอน
ขุนแผนเข้าห้องนางแก้วกิริยา สมัยรัชกาลที่ ๖ ขุนสำเนียงวิเวกวอน (น่วม บุญยเกียรติ) ร่วมกับนาย
เกร่ิน และนายพัน คิดเสภาตลกขึ้นอีกชุดหนึ่งเลียนแบบขุนช้างขุนแผน โดยแสดงเร่ืองพระรถเสน
ตอนฤาษีแปลงสาร

ดนตรี

มักนยิ มใช้วงปี่พาทยเ์ คร่อื งหา้ บรรเลง และมกี รับขยบั ประกอบการขับเสภา

๒๖


Click to View FlipBook Version