การพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ผู้วิจัย นายนพรัตน์ มโนรำ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพจอมทอง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ
ก บทคัดย่อ การวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก รายวิชา 20105-2121 ชื่อวิชาหุ่นยนต์เบื้องต้น 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก การดําเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 สาขาช่างอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพจอมทอง ที่ลงทะเบียนเรียนใน รายวิชา 20105-2121 ชื่อวิชาหุ่นยนต์เบื้องต้น จํานวน 27 คน 1) ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้จากกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเรียน และทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หลังเรียน โดยคะแนนเฉลี่ยจากกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเรียนสรุปได้ว่าประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการ เขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก มีประสิทธิภาพที่ระดับ 80.65/80.56 ซึ่งเป็นตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 และเป็นไปตามสมมติฐาน 2) ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก จากคะแนนแบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึก ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก พบว่าการทดสอบมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 8.85 คะแนน และมีคะแนนหลังเรียน เฉลี่ยเท่ากับ 15.56 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนสอบทั้ง สองครั้ง พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มนักศึกษา ที่มีต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยใช้แบบประเมินความความพึง พอใจให้นักศึกษา ทำการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ระดับความพึงพอใจได้ พบว่าความพึงพอใจ ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย (X̅= 4.35, S.D. = 0.72) แปลผลได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก
ข กิตติกรรมประกาศ การจัดทำวิจัยฉบับนี้ ได้รับความร่วมมือและความช่วยเหลือเป็นอย่างดีจาก คณะผู้บริหาร ครู เจ้าหน้าที่ และนักเรียนสาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพจอมทอง และขอขอบคุณท่านเจ้าของ เอกสาร บทความ ทฤษฎีและงานวิจัยต่าง ๆ และบุคคลที่เกี่ยวข้องที่ให้ความช่วยเหลือในการค้นคว้า เอกสารอ้างอิง พร้อมทั้งะผู้ปกครอง ที่ให้การสนับสนุนในการจัดทำวิจัย นายนพรัตน์ มโนรำ 1 มีนาคม 2565
ค สารบัญ บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค บทที่ 1 บทนำ - ความเป็นมาของการวิจัย 1 - วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1 - สมมุติฐานของการวิจัย 2 - ขอบเขตของการวิจัย 2 - กรอบแนวคิดการวิจัย 3 - นิยามศัพท์เฉพาะ 3 - ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย 3 บทที่ 2 เอกสารและการวิจัยที่เกี่ยวข้อง - แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย - กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 11 - การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 12 - ขั้นตอนในการสร้างเครื่องมือ 12 - การเก็บรวบรวมข้อมูล 20 - การวิเคราะห์ข้อมูล 21 บทที่ 4 ผลการดำเนินการวิจัย - ผลการดำเนินการวิจัย 25 บทที่ 5 สรุปผลการดำเนินการวิจัย - สรุปผลการวิจัย 29 - อภิปรายผลการวิจัย 29 - ข้อเสนอแนะ 31 เอกสารอ้างอิง 32 ภาคผนวก 34
1 บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาของการวิจัย วิชาหุ่นยนต์เบื้องต้น รหัสวิชา 20105-2121 เป็นส่วนหนึ่งในรายวิชาที่มีการจัดการเรียนการสอนใน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเนื้อหาของวิชานั้นมีความเกี่ยวข้องกับ การศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับโครงสร้าง หลักการทำงาน วงจรควบคุม การออกแบบ ประกอบหุ่นยนต์ ขนาดเล็กแบบควบคุมด้วยมือ และแบบอัตโนมัติ โดยใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทดสอบการทำงาน ของวงจรโดยใช้โปรแกรมจำลองการทำงาน และการเขียนโปรแกรมควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์เบื้องต้น ซึ่งมีเนื้อหาที่เกี่ยวโยงในการเรียนรู้ในรายวิชาอื่นๆ ในอนาคตอย่างมาก ถือได้ว่าวิชาที่มีความสําคัญอย่าง มากในการจัดการเรียนการสอนใน ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขางานอิเล็กทรอนิกส์และสาขา อื่นๆ เนื่องจากในปัจจุบันภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ได้มีการนำหุ่นยนต์เข้ามาทำงานในหน้าที่ต่างๆ มาก ขึ้น ทำให้ผู้สำเร็จการศึกษาต้องมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหุ่นยนต์ จากการที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายในการรับผิดชอบสอนในรายวิชาดังกล่าว ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 พบว่าผู้เรียนส่วนมากขาดทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ส่งผลมีผลการเรียนไม่ผ่านเกณฑ์เป็นจำนวนมาก เนื่องจากขาดทักษะเรื่องการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก และขาดหุ่นยนต์ที่ใช้ในการทดลองทำให้ผู้เรียนขาดความรู้และทักษะในการปฏบัติงาน จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยจึงเกิดแนวความคิดที่จะหาทางแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการพัฒนา ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2.1 เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ให้มีประสิทธฺภาพ ตามเกณฑ์มาตราฐาน 80/80 2.2 เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ก่อนและหลังใช้ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 2.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก
2 3 สมมติฐานของการวิจัย 1.3.1 ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก มีประสิทธฺภาพตามเกณฑ์ มาตราฐาน 80/80 1.3.2 ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก หลังเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะการ เขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก สูงกว่าก่อนเรียน 1.3.3 ความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก อยู่ในระดับ มาก 4 ขอบเขตของการวิจัย 4.1 ขอบเขตด้านประชากรกลุ่มตัวอย่าง 4.1.1 ประชากร คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาช่าง อิเล็กทรอนิกส์ชั้นปีที่ 2 และสาขางานยานยนต์ กลุ่ม ชย.2/1DVE ชย.2/2DVE และ ชย.3/1 วิทยาลัยการอาชีพจอมทอง ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 20105-2121 ชื่อวิชาหุ่นยนต์เบื้องต้น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จํานวน 97 คน 4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาช่าง อิเล็กทรอนิกส์ชั้นปีที่ 2 (ชอ.2) ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 20105-2121 ชื่อวิชาหุ่นยนต์เบื้องต้น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จํานวน 27 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง (ธีรวุฒิ เอกะกุล.2546:122 ) 4.2 ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา 4.2.1 ตัวแปรต้น ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 4.2.2 ตัวแปรตาม 4.2.2.1 ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาด มีประสิทธฺภาพตามเกณฑ์มาตราฐาน 80/80 4.2.2.2 ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก หลังเรียนรู้ ด้วยชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 4.2.2.3 ความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 4.3 ขอบเขตด้านระยะเวลา ระหว่าง 17 ตุลาคม 2565 ถึง 17 กุมภาพันธ์ 2566 (ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565) 4.4 ขอบเขตด้านสถานที่ สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพจอมทอง จังหวัด เชียงใหม่
3 4.4 ขอบเขตด้านเนื้อหา การวิจัยครั้งนี้มุ่งศึกษาเกี่ยวกับการศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ ที่เรียนในรายวิชา 20105-2121 ชื่อวิชาหุ่นยนต์ เบื้องต้น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 5 กรอบแนวคิดการวิจัย 6 นิยามศัพท์เฉพาะ 5.1 ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาด หมายถึง ชุดฝึกปฏิบัติที่ประกอบ ไปด้วย ใบงานการทดลองการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก หุ่นยนต์เคลื่อนที่ด้วยล้อ ขนาดเล็ก สื่อประกอบการเรียน แบบประเมินทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ก่อนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน 7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 6.1 ได้ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก เพื่อใช้ในการจัดการเรียน การสอนในปีการศึกษาต่อไป 6.2 เป็นแนวทางในการพัฒนาชุดฝึกปฏิบัติในรายวิชาอื่นๆต่อไป 6.3 ลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียนการสอน ชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก 1. ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก มีประสิทธฺภาพตามเกณฑ์ มาตราฐาน 80/80 2. ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก หลังเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะการ เขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 3. ความพึงพอใจของผู้เรียนที่เรียนรู้ด้วยชุดฝึก ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก
4 บทที่ 2 แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เรื่องการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ผู้วิจัย ได้ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยได้รวบรวมและนําเสนอ ตามลําดับดังนี้ 1. นโยบายและจุดเน้นการปฏิบัติราชการ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 2. วิชา 20105-2121 หุ่ยยนต์เบื้องต้น ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปี 2562 3. ความหมายของชุดฝึกทักษะ 4. การออกแบบและสร้างชุดฝึกทักษะ 5. การเขียนใบงาน 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. นโยบายและจุดเน้นการปฏิบัติราชการ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 ตามนโยบายและจุดเน้นการปฏิบัติราชการ ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 นำมาซึ่งแนวทางหลักที่ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ เลขาธิการคณะกรรมการการ อาชีวศึกษา ได้ให้เป็นแนวทางไว้ว่า “จุดเน้น อาชีวศึกษา 2565” คือ “ยกระดับคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา แบบองค์รวมโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน” ซึ่งจะแบ่งเป็นประเด็นนโยบายและการขับเคลื่อน ได้ดังนี้ คือ 1.จัดการศึกษาเพื่ออาชีพและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จะเป็นการขับเคลื่อน ศูนย์บริหารเครือข่ายการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา (Center of Vocational Manpower Networking Management : CVM) ภายใต้โครงการศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center)เพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีศักยภาพสูงตอบโจทย์การพัฒนากำลังคน ตามบริบทเชิงพื้นที่ เขต พัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศ พัฒนาสมรรถนะ อาชีพในทักษะอนาคต (Future Skills)โดยการ Up-Skill Re-Skill และ New-Skill และการเป็นผู้ประกอบการ ภายใต้ศูนย์พัฒนาอาชีพและการเป็นผู้ประกอบการ (Career& Entrepreneurship Center : CEC) สร้าง ความเข้มแข็งระบบความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถานประกอบการ เพื่อสร้างหุ้นส่วนความร่วมมือในการ พัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาอย่างเข้มข้นและมีคุณภาพ 2.การยกระดับพัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน คือ ยกระดับคุณภาพ อาชีวศึกษาแบบองค์รวมโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน โดยใช้ Big Data กำลังคนในพื้นที่ ขับเคลื่อนการดำเนินการศูนย์ อาชีวศึกษาทวิภาคีเขตพื้นที่ เพื่อการยกระดับคุณภาพอาชีวศึกษาแบบองค์รวมยกระดับการดำเนินงานศูนย์ ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fixit Center) และเพิ่มประสิทธิภาพแอพพลิเคชั่นช่างอาชีวะ “ช่างพันธุ์ R อาชีวะซ่อม
5 ทั่วไทย” พัฒนาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ การสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit bank) และการต่อยอดองค์ความรู้และสมรรถนะใหม่ หรืออาชีพใหม่ (New Job/Future Job) 3. พัฒนาทักษะวิชาชีพผู้เรียนอาชีวศึกษาผ่านการฝึกประสบการณ์และการปฏิบัติจริง ขยายโอกาส ทางการศึกษาด้านอาชีวศึกษาให้กับเยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้พิการอย่างเท่าเทียม พัฒนาศักยภาพครูและ บุคลากรอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะ ในการใช้และสร้างนวัตกรรมหารเรียนรู้ที่ทันสมัยในโลกดิจิทัลและอนาคต 4. ยกระดับโครงการห้องเรียนอาชีพที่ผู้เรียนสายสามัญสามารถนำหน่วยกิตไปใช้ในการศึกาต่อสาย อาชีพหรือนำไปสู่การประกอบอาชีพ มุ่งเน้นสร้างฝีมือแรงงาน เพราะนักเรียนอาชีวศึกษา จะมีความพร้อมทาง ทักษะอาชีพที่สามารถรองรับการขยายตลาดแรงงานสู่ต่างประเทศ และสานต่อนโยบายพาน้องกลับมาเรียน ตามแนวทาง อาชีวะ อยู่ประจำ เรียนฟรี มีอาชีพ ที่มุ่งเน้นว่า นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ต้องได้ศึกษา ต่อ 100% 2. วิชา 20105-2121 หุ่ยยนต์เบื้องต้น ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ปี 2562 ชื่อวิชาหุ่นยนต์เบื้องต้น รหัสวิชา 20105-2121 ทฤษฎี 1 ปฏิบัติ 3 หน่วยกิต 2 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ สาขางานอิเล็กทรอนิกส์ จุดประสงค์รายวิชา เพื่อให้ 1. เข้าใจหลักการทำงานของหุ่นยนต์เบื้องต้น 2. มีทักษะในการประกอบ ทดสอบ ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์เบื้องต้น 3. มีเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ มีกิจนิสัยในการค้นคว้าเพิ่มเติม ปฏิบัติงานด้วยความละเอียด รอบคอบ คำนึงถึงความถูกต้องและปลอดภัย สมรรถนะรายวิชา 1. แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการทำงานของหุ่นยนต์เบื้องต้น 2. ออกแบบและประกอบหุ่นยนต์ขนาดเล็ก 3. เขียนและทดสอบโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ขนาดเล็ก คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับโครงสร้าง หลักการทำงาน วงจรควบคุม ออกแบบ ประกอบ หุ่นยนต์ขนาดเล็กแบบควบคุมด้วยมือและแบบอัตโนมัติโดยใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทดสอบการ ทำงานของวงจรโดยใช้โปรแกรมจำลองและการเขียนโปรแกรมควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์เบื้องต้น 3 ความหมายของชุดฝึกทักษะ ความหมายของชุดฝึกทักษะ ชุดฝึกทักษะเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษาประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจ อย่าง กว้างขวาง เพราะครูสามารถนํามาใช้เป็นเครื่องมือใช้แนวทางในการสอน เพื่อให้7บรรลุวัตถุประสงค์ที่ วางไว้ ชุดฝึกทักษะมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันหลายชื่อ เช่น Learning Package,Learning Activity Package, Instructional Package, Instructional Kits ห รื อ Self –Instructional Unit ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกัน
6 จนสามารถใช้แทนกันได้นักวิชาการนั้นอาจใช้คําที่ต่างกันไป เพื่อความเหมาะสมในการฝึกทักษะและปฏิบัติ (สุ กัญญา มณโชต, 2555, น. 47) โดยมีผู้ให้ความหมายของชุดฝึกทักษะไว้ดังนี้ สภานันท์ ชาทอง (2551) ได้กล่าวถึงชุดฝึกทักษะว่าสื่อการเรียนที่ประกอบกิจกรรม หรือ ประสบการณ์ที่ครูจัดให้กับนักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ ทําให้เกิดความคล่องแคล่ว แม่นยําเกิดการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพและมีทักษะเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยความสนใจและยิ่งช่วย แก้ปัญหาข้อบกพร่อง ทางการเรียนด้วยการฝึกฝนจากชุดฝึกที่ครูสร้างขึ้น เฉลียว เพชรแก้ว (2550) ให้ความหมายของชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ หมายถึงเครื่องมือการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะมีวิธีการคิดจากการปฏิบัติ ให้เกิดความชํานาญได้อย่างแม่น ยํา ถูกต้อง คล่องแคล่วและเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริงปราโมทย์ จันทร์เรือง (2552) ให้ความหมายของชุดฝึก ทักษะว่าสื่อที่ช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถในการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการเพื่อให้นักเรียนฝึกวิธีการ คิด ฝึกปฏิบัติ ฝึกทักษะด้วยตนเองให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถคิดวิเคราะห์ได้ โดย มีครูเป็นผู้แนะนําช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับนักเรียนและเจตคติตามจุดประสงค์การเรียนรู้และตามจุดมุ่งหมาย โดยภาพรวมแล้วชุดฝึกทักษะเป็นวิธีการหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนที่ได้แนวคิดหลาย ๆ แนวมาใช้ ร่วมกันเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ และเรียนรู้ด้วยตนเอง ทําให้ผู้เกิดความสนใจเมื่อได้ปฏิบัติจริง มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถวิเคราะห์ได้ โดยให้ครูเป็นผู้แนะนําการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้อ้างอิงแนวคิดของชุดการสอน ศึกษาความหมายชุดการสอน แนวคิดและหลักการของชุดการสอน ประเภท ของชุดการสอน องค์ประกอบ ของชุดการสอน ขั้นตอนการสร้างชุดการสอน การหาประสิทธิภาพของ ชุดการสอน แล้วนํามาสร้างเป็นชุด การสอนที่ผู้วิจัยขอใช้คําว่าชุดฝึกทักษะใช้ตลอดงานวิจัยเล่มนี้ สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, น.96) ได้ให้ความหมายของชุดฝึกทักษะว่า สื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียน ได้ทํากิจกรรมที่เป็นการทบทวนหรือเสริมเพิ่มเติมความรู้ให้แก่นักเรียน หรือให้นักเรียนได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ หลายๆรูปแบบเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้มีคุณลักษณะตามที่ต้องการ ศันสนีย์ สื่อสกุล (2554, น.24) งานหรือกิจกรรมที่ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียนทําเพื่อฝึกทักษะ และทบทวนความรู้ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความชํานาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถนําความรู้ไปแก้ปัญหา ได้โดยอัตโนมัติ จากความหมายของชุดฝึกทักษะข้างต้น สรุปได้ว่า ชุดฝึกทักษะเป็นสื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้ นักเรียนได้ฝึกฝนความรู้ที่ได้เรียนไปหรือเป็นการเสริมความรู้ให้กับนักเรียนเพื่อให้เกิดความถูกต้องและชำนาญ 4 การออกแบบและสร้างชุดฝึกทักษะ มนต์ชัย เทียนทอง (2554) ได้กล่าวถึงความสําคัญของชุดทดลองที่มีต่อกระบวนการเรียนการสอนไว้ ดังนี้ ชุดทดลองเป็นอุปกรณ์ช่วยสอนที่ใช้ประกอบการสอนเพื่อแสดงเนื้อหาที่เป็น กฎ สูตร หรือทฤษฎีที่ กําหนดไว้แล้ว หรือใช้เพื่อทดลองหาความสัมพันธ์ สร้างเกณฑ์ขึ้นใหม่ เคยแสดงผลให้ เห็นจริงได้ ปัจจุบันได้มี การใช้ชุดทดลองในลักษณะของการสอนหน้าชั้นเรียนหรือเป็นชุดสําหรับการเรียนการสอนรายบุคคลกัน แพร่หลาย โดยเฉพาะการเรียนการสอนวิชาประลอง (Laboratory)เนื่องจากผู้สอนได้เล็งเห็นประโยชน์ที่ แท้จริงของการทดลอง ที่มีต่อการเรียนการสอนว่าทําให้การเรียนรู้เห็นจริงได้ นอกจากนั้นยังทําให้ผู้เรียนมี
7 กิจกรรมร่วมในบทเรียนค่อนข้างสูงด้วยฝ่ายสื่อการเรียนการสอนรูปแบบของชุดทดลองไว้ในคู่มือปฏิบัติงาน เรื่องการออกแบบและสร้างต้นแบบไว้ทดลองและชุดสาธิต (สํานักพัฒนาเทคนิคศึกษากับ ไว้ว่าการออกแบบ ชุดทดลองสามารถทําได้หลายลักษณะเช่น แผงทดลอง (Experimental Panels) โมดูลเสียบ (Plug-in Modules) และอุปกรณ์เสียบ(Plug-in Components) 4.1 แผงทดลอง (Experimental Panels) เป็นชุดที่ใช้สอนหรือฝึกในเรื่องใดเรื่องหนงโดยเฉพาะ อาจเป็นชุดที่ติดตั้งอยู่บนโต๊ะหรือ แขวนอยู่บนฝาหรือตั้งบนพื้นหน้าห้องเรียน เพื่อให้ผู้เรียนทั้งห้องสามารถมองเห็นได้แผงทดลองทําด้วยแผ่น พลาสติกหรือแบกาไลน์ ที่มีความหนา 5 มม. สูง 297 มม. กว้าง 130 มม. หรือมากกว่าด้านหลังมีฝาปิด แผง ทดลองที่ต้องแรงความแข็งแรง เช่น การควบคุมนิวเมติกส์อาจทําด้วยแผ่นอลูมิเนียม อุปกรณ์จะยึดติดกับแผ่น ด้านหลังหรือฝังอยู่ดานหล ้ ัง การต่อวงจรไฟฟ้าจะใช้ปลั๊กนิรภัย(Safety Socket) ขนาด 4 มม.หรือ 2 มม. ยึด ติดด้านหน้าแผ่นสัญลักษณและค ์ ําอธิบายจะพิมพ์บนด้านหน้าแผ่นและไม่สามารถลบออกได้ 4.2 โมดูลเสียบ (Plug-in Modules) เป็นชุดอุปกรณ์ที่ต่อกันเป็นได้หรือวงจรสําเร็จรูปประกอบอยู่ในกล่องหรือกระเป๋าที่สามารถ เคลื่อนย้ายไว้ด้วยมือเวลาใช้งานจะถอดฝ่าออก ภายในฝ่าจะเป็นที่เก็บอุปกรณ์สําหรับทดลองด้านล่างของ กล่องโมดูล มีขาเสียบ ขนาด 4 มม. ที่สามารถเสียบลงบนแผ่นกริด (Grid Pattern) ที่มีระยะห่างระหว่างช่อง เสียบ 19 ม.ม. ได้โมดูลทําด้วยพลาสติกหรืออลูมิเนียม โดยพิมพ์สัญลักษณ์ของวงจรไว้ด้านบนกล่อง 4.3 อุปกรณเสียบ (Plug-in Components) มีความเป็นไปได้ที่การทดลอง จําเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนอุปกรณ์ทดลองทีละตัว เช่นตัว ต้านทาน คาปาซิสเตอร์ เป็นต้น เพื่อให้ง่ายและสะดวกรวดเร็วในการเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมอุปกรณ์จึง ประกอบไว้ในกล่องพลาสติกใสที่ขาเสียบขนาด 4 มม. การออกแบบสร้างชุดทดลองเพื่อใช้ในการเรียนการสอน เป็นสิ่งยุ่งยากและค่อนข้างละเอียดผู้สร้างจะต้องพิจารณาองค์ประกอบทุกๆด้านที่เกี่ยวข้อง ประการแรกที่ สําคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์วัตถุประสงค์ของบทเรียนว่าเนื้อหาหลักต้องการอะไร ผู้เรียนจะต้องมีกิจกรรม อย่างไรจึงจะแสดงว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์ โดยมีขั้นตอนการดําเนินการสร้างพอสรุปได้ดังนี้ ในการจัดทําครั้ง นี้ผู้จัดทําเลือกสร้างสื่อชุดทดลองแบบแผนทดลองมีลักษณะเป็นชุดทดลองที่ต่อกันเป็นชุดประกอบสําเร็จอยู่ใน กล่องที่สามารถยกเคลื่อนย้ายได้ เนื่องจากสื่อประเภทชุดทดลองสามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้ดี เพราะผู้เรียนสามารถเห็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจากการทดลองแทนการจินตนาการในส่วนของกิจกรรมของ ผู้เรียน ผู้เรียนสามารถเกิดปัญหาที่ไม่เข้าใจกับเพื่อนร่วมกลุ่มได้ ขณะที่ทําการทดลองและชุดทดลองยังเหมาะ กับการสอนทุกแบบรวมถึงการเรียนการสอน วิชาปฏิบัติการควบคุมเครื่องกลไฟฟ้าที่อาจารย์มีความต้องการใช้ สื่อสําหรับบรรยายหรือสาธิตและนักเรียนต้องการใช้สื่อสําหรับการประลองหรือทดลอง(สํานักพัฒนาเทคนิค ศึกษา, 2543 2 : 29 อ้างถึงในณรงค์ศักดิ์ หมวดไธสง และ ธนวันต์ นามตุ้ง,2556)
8 4.4 ลักษณะของชุดฝึกทักษะที่ดี ปุณณภา จงอนุกูลธนากร (2553, น.14) กล่าวว่าลักษณะของชุดฝึกทักษะที่ดี ควร ประกอบไปด้วย 1. เนื้อหาที่ตรงกับจุดประสงค์ 2. กิจกรรมเหมาะสมกับระดับวัยหรือความสามารถของนักเรียน 3. มีภาพประกอบ หรือวางฟอร์มที่ดี 4. มีที่ว่างเหมาะสมสําหรับการฝึกเขียน 5. ใช้เวลาที่เหมาะสม 6. ท้าทายความสามารถของผู้เรียนและความสามารถนําไปฝึกด้วยตนเองได้ หนังสือแบบเรียนนั้นครูควรสร้างเรื่องใดเรื่องหนึ่งเพื่อฝึกหัดนักเรียนโดยเฉพาะไม่มีการผสมผสาน ปนเปกัน ผู้เรียนจะกระตือรือร้นและสนใจที่จะทํา ครูควรใช้ภาษาที่สื่อความหมายได้เหมาะสมกับวัย วัฒนธรรมประเพณี และภูมิหลังทางภาษาของนักเรียน ซึ่งชุดฝึกทักษะที่นักเรียนสนใจ และมีความ กระตือรือร้นที่จะทํามีลักษณะดังนี้ 1. ต้องมีการฝึกนักเรียนมากพอสมควรในเรื่องหนึ่งๆ ก่อนที่จะมีการฝึกในเรื่องอื่นต่อไป ทั้งนี้ ทําขึ้นเพื่อสอนมิใช่ทําขึ้นเพื่อการทดสอบ 2. ควรมีความชัดเจนทั้งคําสั่งและวิธีทําตัวอย่างแสดงวิธีทําไม่ควรยากเกินไปเพราะจะ ทําให้เข้าใจยาก ควรปรับปรุงให้ง่าย และเหมาะสมกับผู้ใช้ 3. ควรแยกเป็นเรื่องๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป ควรมีกิจกรรมหลายรูปแบบเพื่อเร้าความ สนใจ และเพื่อฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจนเกิดความชํานาญ 4. ควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองให้รู้จักค้นคว้า และรู้จักนําความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจําวันได้ถูกต้องมีหลักเกณฑ์ 5. ควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล การจัดทําชุดฝึกควรมีทุกระดับตั้งแต่ง่าย ปานกลาง จนถึงระดับค่อนข้างยากเพื่อนักเรียนจะได้เลือกทําตามความสามารถ 6. สามารถเร้าความสนใจของนักเรียนตั้งแต่หน้าปกจนถึงหน้าสุดท้ายจากที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่าลักษณะของชุดฝึกที่ดีนั้นควรเป็นแบบฝึกที่มีทุกระดับตั้งแต่ง่าย ปานกลาง และค่อนข้างยาก ควรเป็น แบบฝึกที่สามารถเร้าความสนใจของนักเรียนได้มีกิจกรรมหลากหลายรูปแบบชวนให้ติดตาม 5 การเขียนใบงาน 5.1 ความสําคัญของใบงาน ใบงาน ใบประลอง ใบทดลอง หรือใบกิจกรรม เป็นเอกสารที่ช่วยในการส่งเสริมทักษะ การฝึกปฏิบัติงาน หรือทดลอง หรือทํากิจกรรม ในการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยมีความสําคัญดังนี้ 5.1.1 เป็นงานวิชาการที่เปิดโอกาสให้ผู้สอนได้มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ในการพัฒนาสิ่ง ต่าง ๆ ที่จะช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ภาคปฏิบัติให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
9 5.1.2 เป็นแนวทางให้ผู้สอนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการถ่ายทอดความรู้และทักษะในการ ปฏิบัติงานของตน ให้ผู้เรียนได้ศึกษาและปฏิบัติตามลําดับขั้นจนเกิดความรู้ บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ กําหนดไว้ 5.1.3 ช่วยให้ผู้เรียนได้มีความเข้าใจในขั้นตอนการปฏิบัติงาน การทดลอง หรือการทํา กิจกรรม ได้ง่ายขึ้น 5.2 ส่วนประกอบของใบงาน เป็นการเขียนรายละเอียดของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม สมรรถนะ เครื่องมือ วัสดุ และ อุปกรณ์ และลําดับขั้นการปฏิบัติงาน โดยมีส่วนประกอบดังนี้ 5.2.1 จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม 5.2.2 สมรรถนะ 5.2.3 เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ 2.5.2.4 คําแนะนํา/ข้อควรระวัง 5.2.5 ลําดับขั้น (การทดลอง/การปฏิบัติงาน/กิจกรรม) 5.2.6 คําถาม 5.2.7 สรุปและวิจารณผล 5.2.8 การประเมินผล 5.2.9 เอกสารค้นคว้าเพิ่มเติม 5.3 หลักการเขียนใบงาน 5.3.1 วิเคราะห์งานประจําหน่วยการเรียนรู้ที่จะให้ฝึกทักษะที่สอดคล้องกับจุดประสงค์การ เรียนรู้และสมรรถนะประจําหน่วย 5.3.2 กําหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมของงาน การทดลองหรือกิจกรรมนั้น 5.3.3 ออกแบบงาน พร้อมกําหนดรายการเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ที่ใช้ในการปฏบัติงาน 5.3.4 กําหนดขั้นตอนการปฏิบัติงาน ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และทําการทดลองเพื่อ ตรวจสอบและปรับปรุงก่อนนําไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5 งานวิจัยทเกี่ยวข้อง นันท์ ศรีสุวรรณ (2547) ได้ศึกษาการพัฒนําการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติเรื่อง‚การวิเคราะห์รายการ ค้าของนักเรียนวิทยาลัยพาณิชยการธนบุรีจากผลการทดสอบวิชาบัญชีเบื้องต้น1ครั้งที่1 ปรากฏว่ามีนักเรียน จํานวน 10 คนไม่สามารถทําการวิเคราะห์รายการค้าได้เนื่องจากจําแนกประเภทสินทรัพย์หนี้สินและส่วนของ เจ้าของไม่ได้ทําแบบฝึกปฏิบัติไม่ได้ผู้วิจัยจึงได้ตระหนักถึงความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับปรุงวิธีการเรียนการ สอนวิชาบัญชีให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษา ที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญโดยการจัดทําชุดฝึกปฏิบัติ วิชาบัญชีเบื้องต้น1ขึ้นใช้สาหรับประกอบการเรียนการสอนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือชุดฝึกปฏิบัติเรื่อง การวิเคราะห์รายการค้า5 ชุดนําไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพวิทยาลัย
10 พาณิชยการธนบุรีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2547 จำนวน 10 คนห้องปวช. 1, 2, 3 ในระหว่างวันที่ 5-30 กรกฎคม 2547 โดยการทดสอบก่อนเรียนดําเนินการเรียนการสอนและให้นักเรียนแต่ละคนทําชุดฝึกปฏิบัติให้ ครบทั้ง 5 ชุดเสร็จแล้วทําแบบทดสอบหลังเรียนและนําข้อมูลต่างๆมาทําการวิเคราะห์ข้อมูลผลการวิจัยปรากฏ ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาบัญชีเบื้องต้น1เรื่อง ‚การวิเคราะห์รายการค้าของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยหลังเรียน (16.0) สูงกว่าก่อนเรียน (9.3) ชุณห์พิมาณ บุญมี (2554) ได้ศึกษาการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรื่องการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ใน รายวิชาการบัญชีการเงินสําหรับนักศึกษาสาขางานการบัญชีระดับปวส.1 วิทยาลัยเทคโนโลยีโปลีเทคนิคลาน นาเชียงใหม่นักศึกษาให้ความสนใจในการทําแบบฝึกเสริมทักษะเอาใจใส่ต่อการทํากิจกรรมต่างๆเป็นอย่างดี นักศึกษาเกิดความเข้าใจในหลักการบัญชีสามารถวิเคราะห์รายการค้าและสามารถบันทึกบัญชีตามระบบบัญชี คู่ได้การใช้ชุดการสอนดังกล่าวครูผู้สอนควรควบคุมเวลาที่ใช้ในการทากิจกรรมให้เหมาะสมเนื่องจากวิชาบัญชี เป็นวิชาที่มีเนื้อหามากหากควบคุมเวลาไม่ได้จะส่งผลต่อการเรียนภาคทฤษฎีอย่างถูกต้องมีทักษะในการแก้ โจทย์บัญชีสูงขึ้นทั้งนี้เนื่องจากแบบฝึกเสริมทักษะที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นยึดหลักการสร้างคือศึกษาจากปัญหาในการ จัดการเรียนการสอนแล้วได้ศึกษาเอกสารต่างๆจัดทําปรับปรุงประเมินประสิทธิภาพจนแบบฝึกเสริมทักษะมี จุดมุ่งหมายในการฝึกชัดเจนนอกจากนี้การสร้างแบบฝึกทักษะผู้วิจัยได้สร้างแบบฝึกทักษะโดยคํานึงถึงวัยและ พื้นฐานความรู้ของนักเรียนเป็นสิ่งสําคัญ ทิพวรรณ พลอยงาม (2554) ได้ศีกษางานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนด้วยสื่อมัลติมีเดียโดย ใช้กิจกรรมการเรียนรู้4 MAT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีแผนการเรียนต่างกันกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการ วิจัย : นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสกฤษฎ์จํานวน 120คน จาก 3 แผนการเรียน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ การเรียนด้วยสื่อมัลติมีเดียโดย ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ 4 MAT , สื่อมัลติมีเดีย , แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน , แบบประเมิน ชิ้นงานภาคปฏิบัติ, แบบสอบถามความคิดเห็น สถิติที่ใช้ ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน, การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยที่พบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยสื่อมัลติมีเดียโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ 4 MAT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียนวิทย์ - คณิตแผนการเรียนภาษา-สังคม แผนการเรียนอาชีพ แตกต่างกันโดยมีนัยสําคัญทางสถิติ ที่ 0.5ความสามารถในการสร้างชิ้นงานด้วยสื่อมัลติมีเดียโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้4 MAT ของนักเรียน แตกต่างกันโดยมีนัยสําคัญทางสถิติที่ 0.5 ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อสื่อมัลติมีเดียโดยใช้กิจกรรมการ เรียนรู้ 4 MAT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แผนการเรียนวิทย-์คณิต แผนการเรียนภาษา-สังคม แผนการ เรียนอาชีพ มีความเห็นในระดับดี ฐิติมา อิ่มสุข (2562) ได้ศึกษางานวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบผงสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ปวช.1 ที่เรียนในรายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสตรง ภาคเรียนที่ 2/2562 โดยใช้ชุดฝึกทักษะวงจรไฟฟ้ากระแสตรง ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกทักษะวงจรไฟฟ้ากระแสตรง ภาพรวมของความคิดเห็นอยู่ในระดับ ดี
11 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ให้มีประ สิทธฺภาพตามเกณฑ์มาตราฐาน 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก ก่อนและหลังใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก และ3) เพื่อ ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ผู้วิจัย ได้ดําเนินการดังต่อไปนี้ 1กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา 1.1. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาในครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ชั้นปีที่ 2 (ชอ.2) ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 20105-2121 ชื่อวิชาหุ่นยนต์เบื้องต้น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จํานวน 27 คน ซึ่งผู้วิจัยได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง 1.2 รูปแบบการทดลองและการเก็บรวบรวมข้อมูล 1.2.1 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้รูปแบบการทดลองเป็นการศึกษาแบบ กลุ่มเดียววัดผลหลังการทดลอง One-Shot Case Design โดยนำชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุม หุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนำไปใช้กับกลุ่มกลุ่มตัวอย่าง หลังจากนั้นจะทำการทดสอบทักษะ การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก หลังเรียนแล้วนำผลที่ได้มาเทียบกับเกณฑ์ที่สร้างขึ้น 1.2.2 ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล จำแนกเป็นขั้นตอนดังนี้ 1) ออกแบบและพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาด เล็ก 2) นำชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ที่สร้างหา คุณภาพและนำไปปรับปรุงแก้ไขโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน 3) นำชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ไปทดลองใช้ กับกับกลุ่มกลุ่มตัวอย่าง 4) นำข้อมูลมาวิเคราะห์ข้อมูลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดฝึก ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก กับเกณฑ์ที่กำหนด 5) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยใช้แบบสอบถาม
12 2เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ประกอบด้วย 2.1 ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 2.2 ใบงานการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 2.3 แบบทดสอบวัดทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 2.4 แบบสอบถามความพึงพอใจ ต่อการสอนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุม หุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 3 ขั้นตอนการสร้าง 3.1 การออกแบบและสร้างเครื่องมือวิจัยชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก ผู้จัยได้ดำเนินการตามขั้นตอนแสดงดังภาพที่ 1 ดังนี้ ภาพที่ 1 การออกแบบและสร้างเครื่องมือวิจัยชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ประเมินผลโดยผู้เชี่ยวชาญ ไม่ผ่าน ผล ปรับปรุงแก้ไข ทดลองใช้ชุดฝึกทักษะ ปรับปรุงแก้ไข ออกแบบชุดฝึกทักษะ สร้างชุดฝึกทักษะ กำหนดเนื้อหาของชุดฝึกทักษะ ศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องและวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ผล ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก สมบูรณ์พร้อมรายงานวิจัย
13 3.1.1 ศึกษาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องและวัตถุประสงค์การเรียนรู้โดยศึกษาเนื้อหาและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง กำหนดจุดประสงค์การเรียน แนวคิดทักษะ องค์ประกอบของทักษะ จากขอบเขตของเนื้อหา เพื่อทำการวิจัย โดยกำหนดแผนการจัดเรียนรู้ของชุดฝึกทักษะ 3.1.2 กำหนดเนื้อหาของชุดฝึกทักษะ โดยวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมในแต่ละจุดประสงค์ของการ เรียนปฏิบัติเป็นการพิจารณาเนื้อหาการเรียนเรื่องงานเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งผู้วิจัยได้นำระดับ พฤติกรรมการเรียนรู้ที่ได้แบ่งระดับเอาไว้ มากำหนดพฤติกรรมในแต่ละจุดประสงค์ของการเรียน ให้ตรงกับ ทักษะต่อชุดฝึกทักษะ เพื่อสอดคล้องกับแผนการจัดการเรียนรู้ของหน่วยทักษะ 3.1.3 ออกแบบชุดฝึกทักษะ ซึ่งใช้เป็นเครื่องมือการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ออกแบบชุดฝึกทักษะที่ใช้ ในการวิจัยประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก และ แบบทดสอบ ดังภาพที่ 2 ภาพที่ 2 การออกแบบสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยการออกแบบและสร้างเครื่องมือวิจัยชุดฝึกทักษะ การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 2.1.3.1 ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ประกอบด้วยส่วน สำคัญ 3 ส่วน ซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้จะต้องใช้ร่วมกันในระหว่างการทดลองประกอบด้วย 1) หุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 2) ใบเนื้อหา 3) ใบงานการทดลอง การสร้างชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ผู้วิจัยได้ทำการศึกษา รายละเอียด ในเรื่องการเขียนโปรแกรมกำหนดพอร์ตเพื่อควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก การรับสัญญาณอนาล็อกจากเซนเซอร์เส้นสีเพื่อควบคุมการทำงานของของหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดย ออกแบบสร้างชุชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก ชุดฝึกทักษะ ใบเนื้อหา ใบงานการทดลอง แบบทดสอบ ทักษะ ท้ายการทดลอง วัดผลสัมฤทธิ์
14 กำหนดขอบเขต ความครอบคลุมของเนื้อหา และแยกออกเป็นหัวข้อ ผู้วิจัยได้ค้นคว้าเนื้อหาและทฤษฎี เพื่อ เป็นแนวทางสำหรับสร้างใบเนื้อหา และใบงานการทดลอง จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ เมื่อได้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหา และทฤษฎีของที่จะทำการทดลอง จึงกำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม การทดลอง จากการค้นคว้าสามารถ สรุปเป็นแนวทางในการออกแบบสร้างชุดฝึกทักษะ โดยเลือกชุดฝึกทักษะที่แยกแต่ละส่วนออกจากกันดังนี้ 1) นักศึกษาสามารถเขียนโปรแกรมทดสอบการทำงานของหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็กได้ 2) นักศึกษาสามารถเขียนโปรแกรมรับค่าจากเซนเซอร์เส้นสีได้ 3) นักศึกษาสามารถเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็กให้สามารถวิ่งตามเส้นสีได้ 1. การออกแบบสร้างชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดย ออกแบบดังภาพที่ 3 ภาพที่ 3 การออกแบบชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 2) การสร้างใบเนื้อหา สำหรับชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาด เล็ก ได้ศึกษาเนื้อหาและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง กำหนดจุดประสงค์การเรียน แนวคิดทักษะ องค์ประกอบของทักษะ จากขอบเขตของเนื้อหา เพื่อทำการวิจัย โดยกำหนดแผนการจัดเรียนรู้ของหน่วยทักษะ กำหนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยวิเคราะห์ระดับพฤติกรรมในแต่ละจุดประสงค์ของการเรียน ปฏิบัติเป็นการพิจารณาการเรียนเรื่องการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ซึ่งผู้วิจัยได้นำ ระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ได้แบ่งระดับเอาไว้ มากำหนดพฤติกรรมในแต่ละจุดประสงค์ของการเรียน ให้ตรง กับทักษะต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก เพื่อสอดคล้องกับแผนการ จัดการเรียนรู้ของหน่วยทักษะ โดยมีเนื้อหาดังนี้ 1) การเขียนโปรแกรมรับค่าจากเซนเซอร์เส้นสี และ 2) การ เขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็กให้สามารถวิ่งตามเส้นสี
15 3) ใบงานการทดลอง มีจำนวน 2 ใบงาน ประกอบด้วย 1) ใบงานการเขียนโปรแกรมรับค่า จากเซนเซอร์เส้นสี และ 2) ใบงานการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็กให้สามารถวิ่งตาม เส้นสี ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ใบสั่งงาน แบบสังเกต แบบทดสอบประเมินทักษะ 1.3 แบบประเมินการฝึกทักษะประกอบด้วย 1.3.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์จากการเรียน การทดลอง เนื้อหาทฤษฎี เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน โดยมีวิธีการ 4 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ออกข้อสอบจำนวน 30 ข้อ นำแบบประเมินไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้อง ความสอดคล้องของจุดประสงค์ (IOC : Index of Item Objectives Congruence) (ล้วนและอังคณา, 2539) ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน -1 ซึ่งค่าดัชนีความสอดคล้องต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 แสดงว่าข้อสอบทุกข้อสอดคล้องอยู่ในเกณฑ์ ใช้ได้ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้ว จำนวน 20 ข้อ ไปทดสอบกับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่เคยเรียน จำนวน 10 คน ขั้นตอนที่ 3 นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก (D) และค่าความ เชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KR-20) (ล้วนและอังคณา, 2538) ขอบเขตของค่าความยากง่าย (P) และการแปลความหมาย 0.81-1.00 เป็นข้อสอบที่ ง่ายมาก 0.61-0.80 เป็นข้อสอบที่ ค่อนข้างง่าย (ใช้ได้) 0.41-0.60 เป็นข้อสอบที่ ง่ายพอเหมาะ (ดี) 0.21-0.40 เป็นข้อสอบที่ ค่อนข้างยาก (ใช้ได้) 0.00-0.20 เป็นข้อสอบที่ ยากมาก เกณฑ์ของค่าอำนาจจำแนก (D) และการแปลความหมาย 0.40 ขึ้นไป มีอำนาจจำแนก ดีมาก 0.30-0.39 มีอำนาจจำแนก ดี 0.20-0.29 มีอำนาจจำแนก พอใช้ได้ แต่ควรนำไปปรับปรุงใหม่ 0.00-0.19 มีอำนาจจำแนก ไม่ดี ต้องตัดทิ้งไป
16 ค่าความเชื่อมั่น (Reliability) โดยค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบใด ๆ มีค่าอยู่ ระหว่าง .00 ถึง 1.00 การแปลความหมายดังนี้ 0.00-0.20 ความเชื่อมั่นต่ำมาก/ไม่มีเลย 0.21-0.40 ความเชื่อมั่นต่ำ 0.41-0.70 ความเชื่อมั่นปานกลาง 0.71-1.00 ความเชื่อมั่นสูง ขั้นตอนที่ 4 คัดเลือกแบบทดสอบที่ผ่านการวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (P) ระหว่าง 0.30-0.80 ค่า อำนาจจำแนก (D) ตั้งแต่ 0.30 ขึ้นไปได้ข้อสอบที่มีคุณภาพและค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ที่ออกไว้ ให้เหลือจำนวน 20 ข้อ แล้วนำไปใช้เก็บรวบรวมข้อมูล 2.3.1.1 หาคุณภาพของชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 1) เชิญผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ได้ทำการตรวจสอบเพื่อพิจารณาความเหมาะสมคุณภาพของ องค์ประกอบต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก และผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน จำนวน 1 ท่านเป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัยด้วย ร่วมพิจารณาตรวจสอบด้านเนื้อหา ใบงานการทดลอง แบบทดสอบประเมินทักษะ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ เพื่อพิจารณาความสอดคล้องของเกณฑ์การ ปฏิบัติงานกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ว่า มีความถูกต้องและเหมาะสม จึงนำไปใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 2.3.1.2 สร้างแบบประเมินความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้ 1) แบบประเมินความสอดคล้องจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมกับคำถามแบบทดสอบ ประเมินทักษะ เพื่อประเมินการปฏิบัติประจำหน่วยทักษะ 2) แบบประเมินความสอดคล้องของจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมกับคำถามแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ 3) ผู้เชี่ยวชาญประเมินด้านเนื้อหา ความชัดเจน ความถูกต้องเหมาะสมของภาษาที่ใช้ และความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญประเมินความสอดคล้องของเกณฑ์การปฏิบัติงานกับจุดประสงค์เชิง พฤติกรรม และความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมกับข้อสอบแต่ละข้อ โดยใช้สูตรหาค่าดัชนี ความสอดคล้องของจุดประสงค์ (IOC : Index of Item Objectives Congruence) (ล้วนและอังคณา, 2539 : 249) ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน -1 ซึ่งค่าดัชนีความสอดคล้องต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.4-1.0 โดยมีค่าเฉลี่ย 0.93 ซึ่งสูงกว่า 0.5 แสดงว่าข้อสอบทุกข้อสอดคล้องอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้
17 4) นำผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นโดยผู้เชี่ยวชาญต่อองค์ประกอบของชุดฝึกทักษะการ เขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก มาปรับปรุงในการสร้างชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 5) ได้ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก นำไปทดลองใช้กับ กลุ่มทดลอง จำนวน 10 คน เพื่อทดสอบคุณภาพในทุกขั้นตอน จากนั้นนำผลการทดลองใช้มาปรับปรุงใช้แก้ไข และทดลองใช้กับกลุ่มตัวอย่างจนครบ เพื่อประเมินทักษะของนักศึกษา ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุม หุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ที่ใช้ในการเรียนการสอน หน่วยที่ 8 การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.3.2 แบบทดสอบทักษะปฏิบัติ การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยมุ่งวัดความรู้ ทักษะและเจตคติ ของ นักศึกษา นำมาสร้างขึ้นตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ชุด ชุด แรกคือ แบบทดสอบประเมินทักษะท้ายการทดลอง มี 3 ทักษะ โดยนักศึกษาทำการทดสอบ ทักษะย่อย การ สร้างแบบทดสอบย่อยรวม 3 ชุด ชุดที่สอง คือแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังจากการทดลองครบทั้ง2 หัวข้อ เรื่อง 2.3.3 แบบทดสอบท้ายการทดลอง สร้างแบบทดสอบประเมินทักษะท้ายการทดลอง เป็นแบบทดสอบเนื้อหาเชิงปฏิบัติ รวมทั้ง เป็นการประเมินทักษะการปฏิบัติงานท้ายการทดลอง ตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ ตั้งไว้ มีเกณฑ์ประเมิน การปฏิบัติงาน การวัดเจตคติ ด้านความปลอดภัยในการทดลอง ทดสอบจำนวน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 คะแนน ท้ายการทดลอง 2 เรื่อง คือ 1) การเขียนโปรแกรมรับค่าจากเซนเซอร์เส้นสี และ 2) การเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็กให้สามารถวิ่งตามเส้นสี ในแต่ละทักษะ ครั้งละ 20 คะแนน โดยมี จุดที่ใช้ในการพิจารณาความถูกต้อง ดังนี้ การเขียนโครงสร้างโปรแกรมได้ถูกต้อง (ต่อ 1 ครั้ง) เลือกใช้ตัวแปร ได้ถูกต้อง (ต่อ 1 ครั้ง) เขียนคำสั่งได้ถูกต้อง (ต่อ 1 ครั้ง) ปฏิบัติการใช้เครื่องมืออย่างระมัดระวังและทำงานได้ อย่างปลอดภัย (ต่อ 1 ครั้ง) ปฏิบัติงานตามขั้นตอน ได้ด้วยความซื่อตรง (ต่อ 1 ครั้ง) มีการกำหนดเวลาในการ ทดสอบ และมีครูควบคุมจะให้คะแนนตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีบันทึกรายการจากการสังเกต 4. หาประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก การหาประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ผู้วิจัยได้ดำเนินการแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ 1) ผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยกับองค์ประกอบชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก โดยสอบถามความคิดเห็น จากแบบประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญต่อองค์ประกอบของรายวิชา 20105-2121 ชื่อวิชาหุ่นยนต์เบื้องต้น 2) ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ที่ใช้ในการเรียนการสอน ของนักศึกษาสาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพจอมทอง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 ให้มี
18 ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ผลการประเมินทักษะการปฏิบัติงานของนักเรียน ที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะ การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น เพื่อสร้างทักษะด้านการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ผู้วิจัยมีวิธีการทดสอบเพื่อหาประสิทธิภาพการทำงานของ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุม หุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก มีขั้นตอนการทดสอบจำนวน 2 ครั้ง ประกอบด้วย ครั้งที่ 1 เขียนโปรแกรมคำสั่งต่อวงจรตามงาน 1) การเขียนโปรแกรมรับค่าจากเซนเซอร์เส้นสี และ 2) การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็กให้สามารถวิ่งตามเส้นสี เมื่อเสร็จแล้ว ทำการทดสอบ และบันทึกค่า ที่ได้ตรงตามสิ่งที่กำหนดหรือไม่ หากไม่ตรงให้เขียนหมายเหตุไว้ เพื่อช่วยเตือนความจำ เนื่องจากในส่วนประกอบมีอุปกรณ์จำนวนมาก ครั้งที่ 2 หลังจากการปรับปรุงแก้ไขแล้วใช้วิธีการวัดและทดสอบทบทวนกระบวนการเหมือนครั้งที่ 1 แล้วบันทึกผลการทดสอบ ดังภาพที่ 4 ภาพที่ 4 ขั้นตอนการทดสอบของชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 4.1 ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพต่อองค์ประกอบของชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก ตรวจสอบและตอบประเมินคุณภาพต่อองค์ประกอบของชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก และแบบประเมินด้านเนื้อหาชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ที่สร้างขึ้น โดยกำหนดระดับความคิดเห็น เป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่าให้น้ำหนักคะแนน ระดับความคิดเห็น 5 ระดับ คือ เขียนโปรแกรม ทดสอบการทำงาน ปฏิบัติตามเงื่อนไขของใบงานการทดลอง สังเกตการแสดงผล บันทึกผลการทดลอง
19 เห็นด้วยระดับ 5 ระดับคะแนน 5 คุณภาพมากที่สุด เห็นด้วยระดับ 4 ระดับคะแนน 4 คุณภาพมาก เห็นด้วยระดับ 3 ระดับคะแนน 3 คุณภาพปานกลาง เห็นด้วยระดับ 2 ระดับคะแนน 2 คุณภาพน้อย เห็นด้วยระดับ 1 ระดับคะแนน 1 คุณภาพน้อยที่สุด การวิเคราะห์ความคิดเห็นหรือระดับคุณภาพโดยใช้สถิติพื้นฐานคือ ค่าเฉลี่ย (X̅) และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน (S.D.) โดยนำแบบประเมินคุณภาพที่ได้มาเปรียบเทียบกับเกณฑ์การประเมินดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายความถึง ระดับคุณภาพ มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายความถึง ระดับคุณภาพ มาก ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายความถึง ระดับคุณภาพ ปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายความถึง ระดับคุณภาพ น้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายความถึง ระดับคุณภาพ น้อยที่สุด 4.2 การหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ต่อ ผู้ใช้ เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรม ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) โดยทดลองใช้กับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 27 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive sampling ) ทดสอบทักษะ การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก เพื่อทำการปรับปรุงด้านเนื้อหา ลำดับขั้นตอนอย่าง ละเอียดแล้วนำไปทดลองใช้ เพื่อประเมินทักษะของนักศึกษาที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก จนครบจำนวนที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งได้ค่าเกินเกณฑ์ มาตรฐานที่กำหนด โดยมีกระบวนการประเมินทักษะ ดังนี้ 4.2.1 จัดเตรียมสภาพแวดล้อม ได้แก่ สถานที่ วัสดุ เครื่องมือ อุปกรณ์ สื่อชุดฝึกทักษะ 4.2.2 จัดการเรียนการสอน ได้แก่ จัดการเรียนการสอน ด้วยการใช้ชี้แจงการประเมิน สร้างความ สนใจ ให้หลักการ การเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สื่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุม หุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก เพื่อสร้างความน่าสนใจ และฝึกทักษะ ประเมินทักษะในด้านความรู้ ความเข้าใจ ทักษะปฏิบัติ และเจตคติ โดยการสังเกต และแบบทดสอบประเมินทักษะ 4.2.3 ทดสอบความรู้ แบบปรนัย จำนวน 10 ข้อ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง รวม ทั้งหมด 2 ครั้ง จาก เนื้อหา 1) การเขียนโปรแกรมรับค่าจากเซนเซอร์เส้นสี และ 2) การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็กให้สามารถวิ่งตามเส้นสี 4.2.4 ฝึกปฏิบัติ โดยปฏิบัติตามใบงานการทดลอง ได้แก่ 1) การเขียนโปรแกรมรับค่าจาก เซนเซอร์เส้นสี และ 2) การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็กให้สามารถวิ่งตามเส้นสี ตามลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงานในใบงาน
20 4.2.5 ทดสอบปฏิบัติ ด้านแบบทดสอบประเมินทักษะการปฏิบัติงาน ด้วยแบบประเมินผลปฏิบัติ และสังเกต ซึ่งทำการประเมินทักษะย่อย การเขียนโปรแกรมทดสอบการทำงานของหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก มี 2 ทักษะดังนี้ 1) การเขียนโปรแกรมรับค่าจากเซนเซอร์เส้นสี 2) การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็กให้สามารถวิ่งตามเส้นสี หากปฏิบัติไม่ผ่านให้ทบทวนขั้นตอนการปฏิบัติ และทำแบบทดสอบประเมินทักษะด้านการปฏิบัติงาน เขียนโปรแกรมอีกครั้ง เมื่อทดสอบผ่านแล้ว ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ จึงสรุปผลการประเมิน 4.2.3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาความพึงพอใจ คือ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก มีทั้งหมด 2 ตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามเป็นแบบตรวจสอบรายการ (Check-list) ตอนที่ 2 สอบถามเกี่ยวกับ 1) ด้านเนื้อหาที่เรียน 2) ด้านเวลาที่ใช้ 3) ด้านรูปแบบ ของชุดฝึก 4) ด้านตัวอักษร/ภาษา เป็นแบบมาตราส่วนประมาณ ค่า 5 ระดับ (Rating Scale) 5 หมายถึง มีสภาพ อยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีสภาพ อยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง มีสภาพ อยู่ในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีสภาพที่ อยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง มีสภาพ อยู่ในระดับน้อยที่สุด การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ มีขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาแนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุม หุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก และหลักการสร้างแบบสอบถาม 2) สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจเกี่ยวกับ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุม หุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5.1 ทดสอบนักศึกษาด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน โดยใช้เวลาในการทดสอบ จำนวน 30 นาที 5.2 ให้นักศึกษา จำนวน 27 คน ที่ใช้วิธีการเรียนการสอน โดยใช้ชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก จำนวน 2 เรื่อง ใช้ใบเนื้อหา ใบงานการทดลอง แบบทดสอบท้าย การทดลอง และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
21 5.3 เมื่อสิ้นสุดการเรียนรู้จากการเรียนการสอนประกอบกับการฝึกปฏิบัติ ด้วยชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ของหน่วยการเรียนแล้ว ผู้วิจัยให้กลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบหลัง เรียน (Post test) โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา 5.4 นำผลที่ได้จากแบบทดสอบท้ายการทดลอง และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มาดำเนินการ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติเพื่อหาประสิทธิภาพ 6. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ การดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษา โดยเก็บข้อมูลจากคะแนน ของนักศึกษา หลังจากทำแบบทดสอบท้ายการทดลองเมื่อสิ้นสุดการทดลอง และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยใช้สถิติวิเคราะห์ดังนี้ 6.1 การวิเคราะห์คุณภาพของแบบทดสอบ 6.1.1 การคำนวณค่าสถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย X̅(ล้วน, อังคณา 2538) X̅= Ʃx N X̅ หมายถึง คะแนนเฉลี่ย ƩX หมายถึง ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N หมายถึง จำนวนนักศึกษาที่ทำแบบทดสอบทั้งหมด 6.1.2 การคำนวณค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) (ล้วน, อังคณา 2538) S.D. = √ NΣx²-(Σx)² N(N-1) S.D. หมายถึง ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน X หมายถึง คะแนนของแต่ละคนที่ทำแบบทดสอบ ΣX หมายถึง ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N หมายถึง จำนวนของนักศึกษาที่ทำแบบทดสอบ
22 6.1.3 การวิเคราะห์ดัชนีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ หรือค่า IOC (Index of Item Objective Congruence) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน IOC = ΣR n IOC หมายถึง ดัชนีความสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ΣR หมายถึง ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด n หมายถึง จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 6.1.4 การหาค่าความยากง่ายของข้อสอบ (Difficulty) (ล้วน, อังคณา 2538) P = R N P หมายถึง ระดับความยากง่ายของข้อสอบ R หมายถึง จำนวนที่ทำข้อนั้นถูก N หมายถึง จำนวนนักศึกษาที่ทำข้อนั้นทั้งหมด 6.1.5 ค่าอำนาจจำแนก (Discrimination Power) (ล้วน, อังคณา 2538) D = RU -RL N/2 D หมายถึง ค่าอำนาจจำแนก RU หมายถึง จำนวนนักศึกษาที่ตอบถูกในกลุ่มเก่ง RL หมายถึง จำนวนนักศึกษาที่ตอบถูกในกลุ่มอ่อน N หมายถึง จำนวนนักศึกษาในกลุ่มเก่งและอ่อนทั้งหมด 6.1.6 การหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ของแบบทดสอบ ใช้สูตรคูเดอร์–ริชาร์ดสัน (KR-20 Reliability) (ล้วน, อังคณา 2538) r tt = n n-1 {1- Ʃpq St 2 }
23 rtt หมายถึง ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ n หมายถึง จำนวนข้อของแบบทดสอบ p หมายถึง สัดส่วนของผู้ที่ทำได้ในข้อหนึ่ง ๆ q หมายถึง สัดส่วนของผู้ที่ทำผิดในข้อหนึ่ง ๆ St 2 หมายถึง ความแปรปรวนของแบบทดสอบ 6.1.7 การหาค่าความแปรปรวนของแบบทดสอบ St 2 = NΣx²-(Σx)² N 2 St 2 หมายถึง ค่าความแปรปรวนของแบบทดสอบ N หมายถึง จำนวนนักศึกษาที่ทำแบบทดสอบ X หมายถึง คะแนนของแต่ละคน ที่ทำแบบทดสอบ ΣX หมายถึง ผลรวมของคะแนนทั้งหมด 6.2 สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน 6.2.1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการใช้ชุดฝึกทักษะการ เขียนโปรแกรมควบคุมด้วยสัญญาณแอนาล็อกและดิจิทัล ใช้กลุ่มเดียวกัน โดยใช้ t-test (t-Dependent) (ล้วน,อังคณา 2538) t = ΣD √ ΣD²-(ΣD)² N-1 t หมายถึง ค่าที่ใช้พิจารณาการแจกแจงที D หมายถึง ความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน N หมายถึง จำนวนคู่ของกลุ่มตัวอย่าง ΣD หมายถึง ผลรวมของความแตกต่างจากการเปรียบเทียบกันเป็น รายบุคคล ระหว่างคะแนนที่ได้จากก่อนและหลังเรียน
24 6.3 สถิติที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพ 6.3.1 กระบวนการเรียนรู้ระหว่างเรียน (E1 ) E1= [ Σx N ] A × 100 E1 หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเรียน ΣX หมายถึง คะแนนรวมของใบงานการทดลองและแบบทดสอบ N หมายถึง จำนวนนักศึกษาทั้งหมด A หมายถึง คะแนนเต็มของใบงานการทดลองและแบบทดสอบ 6.3.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (E2 ) E2= [ Σx N ] B ×100 E2 หมายถึง ประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน ΣX หมายถึง คะแนนรวมแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน N หมายถึง จำนวนนักศึกษาทั้งหมด B หมายถึง คะแนนเต็มของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน
25 บทที่ 4 ผลการดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก รายวิชา 20105-2121 ชื่อวิชาหุ่นยนต์เบื้องต้น ของนักเรียนระดับปรกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาช่าง อิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยการอาชีพจอมทอง ครั้งนี้ผู้วิจัยขอนําเสนอผลการดำเนินการวิจัย ดังต่อไปนี้ 1 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 2 ผลการเปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ก่อนและหลังใช้ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้ จากกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเรียน และทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ มาตรฐาน 80/80 ดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1 คะแนนจากกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเรียนและแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนของกลุ่ม ตัวอย่าง ชุดการเรียนรู้ที่ คะแนนกระบวนการ E1 คะแนนหลังเรียน E2 E1/E2 1 80.19 80.37 80.19/80.37 2 81.11 80.74 81.11/80.74 ค่าเฉลี่ย 80.65 80.56 80.65/80.56 จากตารางที่ 1 เมื่อพิจารณาคะแนนเฉลี่ยจากกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเรียน มีค่าเท่ากับ 80.65 และ คะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน มีค่าเท่ากับ 80.56 สรุปได้ว่าประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพที่ระดับ 80.65/80.56 ซึ่งเป็นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเป็นไปตามสมมติฐานที่ผู้วิจัยตั้งไว้
26 2. ผลการเปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ก่อนและหลังใช้ชุดฝึก ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก จาก คะแนนแบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยทดลองใช้กับกลุ่ม ตัวอย่างจำนวน 27 คน ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลวิเคราะห์การเปรียบเทียบคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียน การทดสอบ จำนวน X̅ S.D. Z df Sig.(1-tailed) ก่อนเรียน 27 8.85 1.99 3.300 26 0.000* หลังเรียน 27 15.56 1.63 *p < 0.05 จากตารางที่ 2 พบว่า การทดสอบมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 8.85 และมีคะแนนหลังเรียน เฉลี่ยเท่ากับ 15.56 เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนสอบทั้งสองครั้ง พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ตอบสมมติฐานที่ตั้งไว้ ค่า Sig.(1-tailed) = 0.00 < 0.05 Sig. แสดงว่าปฏิเสธสมมติฐาน H0 ยอมรับ สมมติฐาน H1 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก ผลการศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มนักศึกษาที่มีต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยใช้แบบประเมินความความพึงพอใจให้นักศึกษา ทำการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ระดับความพึง พอใจได้ ดังตารางที่ 3
27 ตารางที่ 3 ผลการศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มนักศึกษาที่มีต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุม หุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก รายการ ̅ S.D. ระดับความพึงพอใจ 1 คำแนะนำในการใช้มีความชัดเจน 4.33 0.68 มาก 2 ความสมบูรณ์ของเนื้อหาสาระ 4.33 0.68 มาก 3 สื่อมีภาพประกอบสวยงามชัดเจน 4.19 0.79 มาก 4 ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสม 4.44 0.69 มาก 5 วิธีการสอนทำให้นักเรียนตื่นตัว 4.47 0.70 มาก 6 เนื้อหาสาระสอดคล้องกับชื่อเรื่อง 4.25 0.81 มาก 7 การวัดและประเมินผลมีความหลากหลาย 4.28 0.78 มาก 8 กิจกรรมการเรียนส่งเสริมการคิดของนักเรียน 4.33 0.68 มาก 9 สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้ 4.31 0.71 มาก 10 สามารถพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา 4.39 0.77 มาก รวม 4.34 0.72 มาก จากตารางที่ 3 พบว่าความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย (X̅= 4.35, S.D. = 0.72) แปลผลได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก เมื่อ พิจารณาเป็นรายการพบว่า รายการที่มีความพึงพอใจสูงสุด คือ รายการที่ 5 วิธีการสอนทำให้นักเรียนตื่นตัว (X̅= 4.47 , SD = 0.70 ) รองลงมาคือรายการที่ 4 ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสม (X̅= 4.44 , SD = 0.69 ) ส่วนรายการที่มีความพึงพอใจต่ำสุด คือ รายการที่ 3 สื่อมีภาพประกอบสวยงามชัดเจน (X̅= 4.19 , SD = 0.79 )
28 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยเรื่องการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก มี วัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ให้มีประ สิทธฺภาพตามเกณฑ์มาตราฐาน 80/80 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ก่อนและ หลังใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาวิชาช่างอิเล็กทรอนิกส์ ชั้นปีที่ 2 (ชอ.2) ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชา 20105-2121 ชื่อวิชาหุ่นยนต์เบื้องต้น ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จํานวน 27 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบเจาะจง โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยในครั้งนี้ประกอบด้วย 1) ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก 2) ใบงานการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 3) แบบทดสอบวัดทักษะ การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก และ4) แบบสอบถามความพึงพอใจ ต่อการสอนโดยใช้ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยสถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย การวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และนำค่าคะแนนที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียนมาวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) โดยตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 80/80 ซึ่งยอมรับความคลาดเคลื่อนได้สูงหรือต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ±2.5% จากสูตร E1/ E2 การวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนก่อนและหลังใช้การทดสอบค่าที (t–dependent) สูตรเปรียบเทียบผลต่างของคะแนนการทดสอบก่อนและหลังการใช้ชุดฝึกชุดฝึกทักษะการ เขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยการทดสอบด้วยที (t-test) และการวิเคราะห์ความพึง พอใจ ของนักเรียนต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ใช้ค่าเฉลี่ย (X̅) และ ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)
29 สรุปผลการวิจัย 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยกลุ่ม ตัวอย่าง ได้จากกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเรียน และทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน โดยคะแนนเฉลี่ย จากกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเรียน มีค่าเท่ากับ 80.65 และคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน มีค่าเท่ากับ 80.56 สรุปได้ว่าประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาด เล็ก ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพที่ระดับ 80.65/80.56 ซึ่งเป็นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเป็นไป ตามสมมติฐานที่ผู้วิจัยตั้งไว้ 2. ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก จากคะแนนแบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยทดลองใช้กับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 27 คน พบว่าการทดสอบมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 8.85 คะแนน และมีคะแนน หลังเรียน เฉลี่ยเท่ากับ 15.56 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนสอบทั้งสองครั้ง พบว่า คะแนนสอบ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3. ผลการศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มนักศึกษาที่มีต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุม หุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยใช้แบบประเมินความความพึงพอใจให้นักศึกษา ทำการประเมินความพึงพอใจที่มี ต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ระดับความพึง พอใจได้ พบว่าความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก เมื่อพิจารณาเป็นรายการพบว่า รายการที่มีความพึงพอใจสูงสุด คือ รายการที่ 5 วิธีการสอนทำให้ นักเรียนตื่นตัว(X̅= 4.47 , SD = 0.70 ) รองลงมาคือรายการที่ 4 ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสม (X̅= 4.44 , SD = 0.69 ) ส่วนรายการที่มีความพึงพอใจต่ำสุด คือ รายการที่ 3 สื่อมีภาพประกอบสวยงาม ชัดเจน (X̅= 4.19 , SD = 0.79 ) ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย (X̅= 4.35, S.D. = 0.72) แปลผลได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ ระดับมาก 5.2 อภิปรายผลการวิจัย 1. ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยกลุ่ม ตัวอย่าง ได้จากกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเรียน และทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน โดยคะแนนเฉลี่ย จากกระบวนการเรียนรู้ระหว่างเรียน มีค่าเท่ากับ 80.65 และคะแนนเฉลี่ยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียน มีค่าเท่ากับ 80.56 สรุปได้ว่าประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาด เล็ก ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพที่ระดับ 80.65/80.56 ซึ่งเป็นตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และเป็นไป ตามสมมติฐานที่ผู้วิจัยตั้งไว้สอดคล้องกับ ผลการวิจัยของ นันท์ ศรีสุวรรณ (2547) ได้ศึกษาการพัฒนาการ เรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติเรื่อง‚การวิเคราะห์รายการค้าของนักเรียนวิทยาลัยพาณิชยการธนบุรีจากผลการ
30 ทดสอบวิชาบัญชีเบื้องต้น1ครั้งที่1 และ ฐิติมา อิ่มสุข (2562) ได้ศึกษางานวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบผงสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนชั้นปวช.1 ที่เรียนในรายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสตรง ภาคเรียนที่ 2/2562 โดยใช้ชุดฝึก ทักษะวงจรไฟฟ้ากระแสตรง 2. ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก จากคะแนนแบบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก เพื่อพัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยทดลองใช้กับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 27 คน พบว่าการทดสอบมีคะแนนก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 8.85 คะแนน และมีคะแนน หลังเรียน เฉลี่ยเท่ากับ 15.56 คะแนน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนสอบทั้งสองครั้ง พบว่า คะแนนสอบ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สอดคล้องกับ งานวิจัยของ นันท์ ศรีสุวรรณ (2547) ได้ศึกษาการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติเรื่อง‚การวิเคราะห์รายการค้าของ นักเรียนวิทยาลัยพาณิชยการธนบุรีจากผลการทดสอบวิชาบัญชีเบื้องต้น1ครั้งที่1 ที่พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาบัญชีเบื้องต้น1เรื่อง ‚การวิเคราะห์รายการค้าของนักเรียนมีค่าเฉลี่ยหลังเรียน (16.0) สูงกว่าก่อน เรียน (9.3) จาการชุดฝึกปฏิบัติเรื่อง‚การวิเคราะห์รายการค้าของนักเรียนวิทยาลัยพาณิชยการธนบุรีจากผล การทดสอบวิชาบัญชีเบื้องต้น1ครั้งที่1 ผลการศึกษาความพึงพอใจของกลุ่มนักศึกษาที่มีต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก โดยใช้แบบประเมินความความพึงพอใจให้นักศึกษา ทำการประเมินความพึงพอใจที่มีต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์ระดับความพึง พอใจได้ พบว่าความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก เมื่อพิจารณาเป็นรายการพบว่า รายการที่มีความพึงพอใจสูงสุด คือ รายการที่ 5 วิธีการสอนทำให้ นักเรียนตื่นตัว(X̅= 4.47 , SD = 0.70 ) รองลงมาคือรายการที่ 4 ขนาดตัวอักษรมีความเหมาะสม (X̅= 4.44 , SD = 0.69 ) ส่วนรายการที่มีความพึงพอใจต่ำสุด คือ รายการที่ 3 สื่อมีภาพประกอบสวยงาม ชัดเจน (X̅= 4.19 , SD = 0.79 ) ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ย (X̅= 4.35, S.D. = 0.72) แปลผลได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ ระดับมาก สอดคล้องกับผลการวิจัยของ ฐิติมา อิ่มสุข (2562) ได้ศึกษางานวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบผง สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นปวช.1 ที่เรียนในรายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสตรง ภาคเรียนที่ 2/2562 โดย ใช้ชุดฝึกทักษะวงจรไฟฟ้ากระแสตรง ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกทักษะวงจรไฟฟ้ากระแสตรง ภาพรวมของความ คิดเห็นอยู่ในระดับ ดี
31 5.3 ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะสําหรับ การเรียนการสอนที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อการ ปรับปรุงและพัฒนาในการทําวิจัยครั้งต่อไปดังนี้ 5.3.1 ข้อเสนอแนะทั่วไป 5.3.1.1) ผู้เรียนควรมีพื้นฐานในการต่อวงจรไฟฟ้ามาก่อน เนื่องจากการเรียนด้วย ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ผู้เรียนจะต้องลงมือปฏิบัติ ด้วยตนเอง และต้องมีความรอบครอบในการปฏิบัติ 5.3.1.2) การเรียนด้วย ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก ยังสามารถนําไปใช้กับรายวิชาอื่นได้ 5.3.1.3) ควรจะนําไปใช้กับการจัดกระบวนการเรยนการสอนในเรื่องต่อไปด้วย 5.3.2 ข้อเสนอแนะในการทําวิจัยครั้งต่อไป 5.3.2.1) ควรมีการวิจัยและพัฒนาชุดฝึกทักษะ ในรายวิชาอื่นๆ เพื่อเป็นการส่งเสริม และพัฒนาการเรียนการสอนให้มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น 5.3.2.2) ควรมีการวิจัยและพัฒนา ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก คู่กับวิธีการสอนรูปแบบอื่นๆ
32 บรรณานุกรม พันธ์ศักดิ์ พุฒิมานิตพงศ์. เครื่องมือวัดไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์. กรุงทพฯ : เอช.เอ็น.กรุ๊ป, 2549. __________________. ทฤษฎีเครื่องวัดไฟฟ้า. กรุงเทพฯ : เจริญรุ่งเรืองการพิมพ์, 2548 __________________. หลักการใช้งานมัลติมิเตอร์และออสซิลโลสโคป. กรุงเทพฯ : เอช.เอ็น.กรุ๊ป,2537. ใกล้รุ่ง นคราวนากุล (2547 : 70) ได้กล่าวถึงการวัดความพึงพอใจไว้ว่า เป็นการวัดด้วยทัศนคติ หรือ เจตคติที่เป็นนามธรรม เป็นการแสดงออกที่ค่อนข้างซับซ้อนยากที่จะวัดได้โดยตรง ทองอินทร์ ภูมิประสาท (2547 : 57) ได้กล่าวถึงแนวคิดของแฮทฟิลด์ ได้พัฒนาแนวคิดของ นักวิจัยต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือวัดความพึงพอใจ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 5 ประการ สภานันท์ ชาทอง (2551) ได้กล่าวถึงชุดฝึกทักษะว่าสื่อการเรียนที่ประกอบกิจกรรมหรือประสบการณ์ ที่ครูจดให้กับนักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ ทําให้เกิดความคล่องแคล่ว แม่นยําเกิดการเรียนรู้ที่มี ประสิทธิภาพและมีทักษะเพิ่มมากขึ้น ช่วยให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยความสนใจและยิ่งช่วย แก้ปัญหาขอบกพร่องทางการเรียนด้วยการฝึกฝนจากชุดฝึกที่ครูสร้างขึ้น เฉลียว เพชรแก้ว (2550) ให้ความหมายของชุดฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ หมายถึง เครื่องมือการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะมีวิธีการคิดจากการปฏิบัติ ให้เกิดความชํานาญ ได้อย่างแม่นยํา ถูกต้อง คล่องแคล่วและเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง ปราโมทย์ จันทร์เรือง (2552) ให้ความหมายของชุดฝึกทักษะว่าสื่อที่ช่วยพัฒนาความรู้ความสามารถ ในการเชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการเพื่อให้นักเรียนฝึกวิธีการคิด ฝึกปฏิบัติ ฝึกทักษะด้วย ตนเองให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ มีความรู้ ความเข้าใจ สามารถคิดวิเคราะห์ได้ โดยมีครูเป็นผู้ แนะนําช่วยเพิ่มพูนความรู้ให้กับนักเรียนและเจตคติตามจุดประสงค์การเรียนรู้และตามจุดมุ่งหมาย สุคนธ์ สินธพานนท์ (2553, น.96) ได้ให้ความหมายของชุดฝึกทักษะว่า สื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียน ได้ทํากิจกรรมที่เป็นการทบทวนหรือเสริมเพิ่มเติมความรู้ให้แก่นักเรียน หรือให้นักเรียนได้ฝึก ทักษะการเรียนรู้หลายๆรูปแบบเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนได้มี คุณลักษณะตามที่ต้องการ ศันสนีย์ สื่อสกุล (2554, น.24) งานหรือกิจกรรมที่ครูผู้สอนมอบหมายให้นักเรียนทําเพื่อฝึกทักษะและ ทบทวนความรู้ที่ได้เรียนไปแล้วให้เกิดความชํานาญ ถูกต้อง คล่องแคล่ว จนสามารถนํา ความรู้ไปแก้ปัญหาได้โดยอัตโนมัติ จากความหมายของชุดฝึกทักษะข้างต้น สรุปได้ว่า ชุดฝึก24 ทักษะเป็นสื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกฝนความรู้ที่ได้เรียนไปหรือเป็นการเสริมความรู้ ให้กับนักเรียนเพื่อให้เกิดความถูกต้อง มนต์ชัย เทียนทอง (2554) ได้กล่าวถึงความสําคัญของชุดทดลองที่มีต่อกระบวนการเรียนการสอนไว้ ดังนี้ ชุดทดลองเป็นอุปกรณ์ช่วยสอนที่ใช้ประกอบการสอนเพื่อแสดงเนื้อหาที่เป็น กฎ สูตร หรือทฤษฎีที่กําหนดไว้แล้ว หรือใช้เพื่อทดลองหาความสัมพันธ์ สร้างเกณฑ์ขึ้นใหม่ เคย แสดงผลให้เห็นจริงได้ ปัจจุบันได้มีการใช้ชุดทดลองในลักษณะของการสอนหน้าชั้นเรียนหรือ
33 เป็นชุดสําหรับการเรียนการสอนรายบุคคลกันแพร่หลาย นันท์ ศรีสุวรรณ (2547) ได้ศึกษาการพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกปฏิบัติเรื่อง‚การวิเคราะห์รายการ ค้าของนักเรียนวิทยาลัยพาณิชยการธนบุรีจากผลการทดสอบวิชาบัญชีเบื้องต้น1ครั้งที่1 ปรากฏว่ามีนักเรียนจํานวน 10 คนไม่สามารถทําการวิเคราะห์รายการค้าได้เนื่องจากจําแนก ประเภทสินทรัพย์หนี้สินและส่วนของเจ้าของไม่ได้ทําแบบฝึกปฏิบัติไม่ได้ผู้วิจัยจึงได้ตระหนัก ถึงความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนวิชาบัญชีให้สอดคล้องกับ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ชุณห์พิมาณ บุญมี (2554) ได้ศึกษาการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเรื่องการบันทึกบัญชีตามระบบบัญชีคู่ใน รายวิชาการบัญชีการเงินสาหรับนักศึกษาสาขางานการบัญชีระดับปวส.1 วิทยาลัยเทคโนโลยี โปลีเทคนิคลานนาเชียงใหม่นักศึกษาให้ความสนใจในการทาแบบฝึกเสริมทักษะเอาใจใส่ต่อ การทากิจกรรมต่างๆ ทิพวรรณ พลอยงาม (2554) ได้ศีกษางานวิจัยเรื่อง การเปรียบเทียบผลการเรียนด้วยสื่อมัลติมีเดียโดย ใช้กิจกรรมการเรียนรู้4 MAT ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีแผนการเรียนต่างกัน กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย : นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนคุรุราษฎร์รังสกฤษฎ์จํานวน 120 คน จาก 3 แผนการเรียน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ การเรียนด้วยสื่อมัลติมีเดียโดย ใช้กิจกรรมการเรียนรู้ 4 MAT , สื่อมัลติมีเดีย , แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน , แบบ ประเมิน ชิ้นงานภาคปฏิบัติ, แบบสอบถามความคิดเห็น สถิติที่ใช้ในการวิจัย ฐิติมา อิ่มสุข (2562) ได้ศึกษางานวิจัยเรื่องการเปรียบเทียบผงสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ปวช.1 ท่ีเรียนในรายวิชาวงจรไฟฟ้ากระแสตรง ภาคเรียนที่ 2/2562 โดยใช้ชุดฝึกทักษะ วงจรไฟฟ้ากระแสตรง ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกทักษะวงจรไฟฟ้ากระแสตรง ภาพรวมของ ความคิดเห็นอยู่ในระดับ ดี
34 ภาคผนวก
35 1.1 ผลการประเมินคุณภาพต่อองค์ประกอบของชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุม หุ่นยนตอัตโนมัติขนาดเล็ก ตรวจสอบและตอบประเมินคุณภาพต่อองค์ประกอบของชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ที่สร้างขึ้นโดยกำหนดระดับความคิดเห็น เป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่าให้น้ำหนักคะแนน ระดับความคิดเห็น 5 ระดับ แสดงดังตารางที่ 1 รายการประเมิน X̅ S.D. ระดับความคิดเห็น 1 ชุดฝึกทักษะมีความเหมาะสมกับหลักสูตรระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพ (ปวช.) 5.00 0.00 มากที่สุด 2 ชุดฝึกทักษะมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติของ รายวิชา 4.40 0.55 มาก 3 ชุดฝึกทักษะมีความเหมาะสมกับระดับของผู้เรียน 4.20 0.45 มาก 4 ชุดฝึกทักษะมีความทันสมัยและทันเทคโนโลยี 4.60 0.55 มากที่สุด 5 ชุดฝึกทักษะมีความเหมาะสมต่อกระบวนการพัฒนาผู้เรียน 4.80 0.45 มากที่สุด 6 วัสดุที่ใช้ในชุดฝึกทักษะนี้มีความเหมาะสม 4.80 0.45 มากที่สุด 7 ความเหมาะสมด้านขนาดและน้ำหนักของชุดฝึกทักษะ 5.00 0.00 มากที่สุด 8 ชุดฝึกทักษะนี้มีความสะดวกต่อการใช้งาน 4.40 0.55 มาก 9 ตำแหน่งการวางอุปกรณ์ในชุดฝึกทักษะมีความเหมาะสม 4.80 0.45 มากที่สุด 10 ชุดฝึกทักษะนี้มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน 4.80 0.45 มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.68 0.21 มากที่สุด จากตารางที่ 1 พบว่า ผลการวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อชุดฝึกทักษะการ เขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ผลการวิเคราะห์ข้อมูลโดยรวมเฉลี่ย (X̅= 4.68, S.D. = 0.21) แปลผลได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อตามลำดับ ความสำคัญ อันดับที่ 1 ได้แก่ รายการประเมินที่ 1 และ 7 คือ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก มีความเหมาะสมกับหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และความเหมาะสมด้าน ขนาดและน้ำหนักของชุดฝึกสมรรถนะ มีค่าเฉลี่ย (X̅= 5.00, S.D. = 0.00) แปลผลได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก ที่สุด อันดับที่ 2 ได้แก่ รายการประเมินที่ 5,6,9 และ 10 คือ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ อัตโนมัติขนาดเล็ก มีความเหมาะสมต่อกระบวนการพัฒนาผู้เรียน, วัสดุที่ใช้ในชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก นี้มีความเหมาะสม, การวางตำแหน่งการวางอุปกรณ์ในชุดฝึก ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก มีความเหมาะสมและชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก นี้มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน มีค่าเฉลี่ย (X̅= 4.80, S.D. = 0.45) แปลผลได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด อันดับที่ 3 ได้แก่ รายการประเมินที่ 4 คือ ชุดฝึกทักษะการเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก มีความทันสมัยและทันเทคโนโลยี มีค่าเฉลี่ย (X̅= 4.60, S.D. = 0.55) แปลผลได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับมากที่สุด อันดับที่ 4 ได้แก่ รายการประเมินที่ 2 และ 8
36 คือชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก นี้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ ธรรมชาติของรายวิชาและชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก นี้มีความสะดวก ต่อการใช้งาน มีค่าเฉลี่ย(X̅= 4.40, S.D. = 0.55) แปลผลได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก อันดับที่ 5 ได้แก่ รายการ ประเมินที่ 3 คือ ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก นี้มีความเหมาะสมกับ ระดับของผู้เรียน มีค่าเฉลี่ย (X̅= 4.20, S.D. = 0.45) แปลผลได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ระดับมาก 1 ผลการพัฒนาชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก 1.1 การออกแบบและสร้างชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ผู้วิจัย ได้ทำการศึกษารายละเอียด ในเรื่อง 1) การเขียนโปรแกรมรับค่าจากเซนเซอร์เส้นสี และ 2) การเขียน โปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็กให้สามารถวิ่งตามเส้นสี โดยกำหนดขอบเขต ความครอบคลุม ของเนื้อหาและแยกออกเป็นหัวข้อ ผู้วิจัยได้ค้นคว้าเนื้อหาและทฤษฎี เพื่อเป็นแนวทางสำหรับสร้างใบเนื้อหา และใบงานการทดลอง จากแหล่งข้อมูลที่มีอยู่ เมื่อได้ข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาและทฤษฎีของที่จะทำการทดลอง จึง กำหนดวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม การทดลอง จากการค้นคว้าสามารถสรุปเป็นแนวทางในการออกแบบสร้าง ชุดฝึกทักษะ โดยเลือกชุดฝึกทักษะที่แยกแต่ละส่วนตาม ใบงานการทดลอง มีจำนวน 2 ใบงาน ประกอบด้วย 1) การเขียนโปรแกรมรับค่าจากเซนเซอร์เส้นสี และ 2) การเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ให้สามารถวิ่งตามเส้นสีโดยออกแบบดังภาพที่ 5
37 ภาพที่ 5 ชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก จากภาพที่ 5 แสดงผลการสร้างชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ประกอบด้วยรายละเอียดอุปกรณ์จำนวน 5 รายการติดตั้งบนหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก แสดงตามหมายเลข ดังต่อไปนี้ 1) โมดูลควบคุมการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง 2) บอร์ด Aduino UNO 3) มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง 3VDC อัตราทด 100:1 4) โมดูล IR SENSOR 5) บอร์ด Sensor shield v 5.0 6) ถังถ่านขนาด 18650 x2 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์จากการเรียน การ ทดลอง เนื้อหาทฤษฎี เป็นแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน ให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินด้าน เนื้อหา ความชัดเจน ความถูกต้องเหมาะสมของภาษาที่ใช้ และความสอดคล้องโดยผู้เชี่ยวชาญประเมินความ สอดคล้องของเกณฑ์การปฏิบัติงานกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม และความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์เชิง พฤติกรรมกับข้อสอบแต่ละข้อ โดยใช้สูตรหาค่าดัชนีความสอดคล้องของจุดประสงค์ (IOC : Index of Item Objectives Congruence) (ล้วนและอังคณา, 2539) ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณาดังนี้ เห็นว่าสอดคล้อง ให้คะแนน +1 ไม่แน่ใจ ให้คะแนน 0 เห็นว่าไม่สอดคล้อง ให้คะแนน -1
38 ซึ่งค่าดัชนีความสอดคล้องต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.2-1.0 โดยมีค่าเฉลี่ย 0.75 ซึ่งสูงกว่า 0.5 แสดงว่าข้อสอบทุกข้อสอดคล้องอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ ขั้นตอนที่ 2 นำข้อสอบที่คัดเลือกแล้ว จำนวน 20 ข้อ ไปทดสอบกับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นสูง ชั้นปีที่ 1 ที่เคยเรียน จำนวน 10 คน ขั้นตอนที่ 3 นำคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (P) ค่าอำนาจจำแนก (D) และค่าความ เชื่อมั่นของแบบทดสอบ โดยใช้สูตรของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (KR-20) (ล้วนและอังคณา,2538) ตารางที่ 4-1 ผลการวิเคราะห์ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผล สัมฤทธิ์ ค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น ช่วงค่า ค่าเฉลี่ย ช่วงค่า ค่าเฉลี่ย 0.30-0.90 0.58 -0.20-0.80 0.37 0.96 จากตารางที่ 4-1 แสดงค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบสรุปได้ว่า ข้อสอบจำนวน 45 ข้อ มีค่าระดับความยากง่าย มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.58 แสดงว่าข้อสอบมีความง่ายพอเหมาะ (ดี) ค่า อำนาจจำแนก มีค่าเฉลี่ย 0.37 แสดงว่าแบบทดสอบมีค่าอำนาจจำแนกดี และค่าเชื่อมั่นมีค่าเท่ากับ 0.96 แสดงว่า แบบทดสอบมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับความเชื่อมั่นสูง
39 ผลการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก
40 ผลการเปรียบเทียบทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก ก่อนและหลังใช้ชุดฝึก ทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติขนาดเล็ก
41 ผลการศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อชุดฝึกทักษะการเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์อัตโนมัติ ขนาดเล็ก