เรือ่ ง ประวตั ิศาสตร์ลา้ นนา อนสุ าวรยี ส์ ามกษตั รยิ ์
จัดทำโดย
นางสาว กชพร พพิ ัฒน์สำโรง รหสั 6209101301
นางสาว สโรชา แซต่ ัง รหสั 6209101383
นางสาว สุชาวลี ใจรนิ ทร์ รหสั 6209101385
นางสาว สุทธิดา วงค์คำปนั รหัส 6209101386
นางสาว สุธนิ ี ดวงต๋า รหสั 6209101387
สง่
อาจารย์ ดร.ปานแพร เชาวน์ประยูร อุดมรกั ษาทรพั ย์
รายงานเล่มนเ้ี ป็นส่วนหนง่ึ ของรายวชิ า พท330 ประวตั ิศาสตรเ์ พ่อื การทอ่ งเท่ยี ว
ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564
มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้
คำนำ
รายงานฉบับน้ีจัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชา พท330 ประวัติศาสตร์เพื่อการท่องเที่ยวเพื่อให้ได้
ศึกษาหาความรู้ในเรือ่ งราวของประวตั ิศาสตร์ล้านนาและประวัติศาสตร์ของอนุสาวรีย์สามกษตั รยิ ์โดยได้ศึกษา
ผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ เช่น แหล่งความรู้จากเว็บไซต์โดยรายงานเล่มนี้ต้องมีเนื้อหากี่ยวกับประวัติศาสตร์
ล้านนาประวตั ศิ าสตรข์ องอนุสาวรีย์สามกษตั ริยแ์ ละพัฒนาการทางประวัตศิ าสตร์ทางด้านการท่องเท่ียว
ผู้จัดทำหวังว่า รายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือ นักศึกษา ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่หาก
มขี อ้ แนะนำหรอื ขอ้ ผดิ พลาดประการใด ผจู้ ดั ทำขอน้อมรับไวแ้ ละขออภัยมา ณ ท่ีนด้ี ้วย
ผจู้ ดั ทำ
09/02/2565
สารบัญ หนา้
ก
เรอื่ ง ข
คำนำ 1
สารบัญ 6
ประวัตศิ าสตร์ล้านนา 7
ประวตั ิอนสุ าวรียส์ ามกษตั รยิ ์ 8
ประวตั วิ ดั อนิ ทขลี (วัดสะดือเมือง) 9
พัฒนาการทางประวัตศิ าสตร์ดา้ นการทอ่ งเท่ียว 10
บทสมั ภาษณ์
บรรณานุกรม
ประวตั ิศาสตรล์ า้ นนา
ล้านนา หมายถึงดินแดนที่มีนานับล้าน คือมีที่นาจำนวนมากเป็นคำคู่กับล้านช้าง คือ ดินแดนที่มีช้าง
นับล้านตัว (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2539) อาณาจักรล้านนามีความสำคัญทาง ประวัติศาสตร์ ประกอบด้วยเมือง
สำคัญกระจัดกระจายตามเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำสายสำคัญต่างๆ จึงประกอบด้วยกลุ่มคนหลายเชื่อชาติเช่น ลัวะ
ลื้อ ยอง มอญ ม่าน หรือ พม่า เงี้ยวหรือไทยใหญ่ เขิน หรือขึน ครงหรือคง ยางหรือกะเหรี่ยง ถิ่นหรือขมุเป็น
ต้น (สุรพล ดาริห์กุล, 2542) คำว่า “ล้านนา” ปรากฏขึ้นในสมัยพญากือนา (พ.ศ. 1898-1928) เนื่องจาก
ความหมายของพระนาม “กือนา” หมายถึงร้อยล้านนา (กือ หมายถึง ร้อยล้าน) ต่อมาคำว่าล้านนาใช้เรียก
กษัตริย์ผู้ครองดินแดนล้านนาโดยใช้ “ท้าวล้านนา” หรือ “ท้าวพญาล้านนา” และเรียกประชาชนของรัฐวา
“ชาวลา้ นนา” ลักษณะคำดงั กล่าวใชก้ นั แพรห่ ลายในสมยั พระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984-2030)
นอกจากนน้ั ยงั มธี รรมเนียม การใช้คำ “ลา้ นนา” นำหน้าช่อื เมอื ง ซง่ึ พบหลักฐานในสมัยพญาสามประ
หาญฝั่งแกน (พ.ศ. 1945- 1984) เช่น ล้านนาเชียงแสน, ล้านนาเชียงใหม่ โดยเน้นว่าเมืองนั้นอยู่ในอาณาจักร
ล้านนา (สรัสวดี อ๋องสกุล, 2539) ดินแดนล้านนาอยู่ในเขตภาคเหนือของประเทศไทย ประกอบด้วยเมือง
ต่างๆ แบ่งตาม สภาพภูมิศาสตร์ออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มเมืองล้านนาตะวันตกซึ่งเป็นส่วนสำคัญมีเมือง
เชยี งใหม,่ ลำพูน, ลำปาง, เชยี งราย, พะเยา เนือ่ งจากถกู ผนวกเข้าด้วยกนั ต้งั แตส่ มยั ราชวงศ์มงั รายตอนตน้ จึงมี
ประวัติความเป็นมาร่วมกันในสมัยฟื้นฟูล้านนาเมืองดังกล่าวมีเจ้านายเชื้อสายเจ้าเจ็ดตน แยกย้าย กนเข้า
ปกครอง จึงมีความสัมพันธ์กันเรื่อยมา และกลุ่มเมืองล้านนาตะวันออก มีเมืองแพร่, น่าน ทั้ง สองเมืองตั้งอยู่
บนที่ราบขนาดเล็ก ในสมัยแรกต่างมีฐานะเป็นรัฐอิสระมีราชวงศ์ของตนซึ่งความ ใกล้ชิดกบอาณาจักรสุโขทัย
และถูกผนวกดินแดนได้ในสมัยพระเจ้าติโลกราช จึงไม่ค่อยผูกพันกับล้านนาเชียงใหม่ ปัจจุบันล้านนาหมายถึง
ดินแดน 8 จังหวัดภาคเหนือ ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่, ลำพูน, ลำปาง, เชียงราย, พะเยา, แพร่, น่าน
และแม่ฮ่องสอน ซึ่งศูนย์กลางทางการเมืองและ วัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนา ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน คือ
เมืองเชียงใหม่
ประวัติศาสตร์ ล้านนามีความซับซ้อนและเกิดเหตุการณ์สำคัญต่างๆ มากมายซึ่ง ประกอบด้วย 4
ชว่ งเวลาคือ
1. ลา้ นนายุคต้น (พ.ศ.1839-1898) ราวตน้ พุทธศตวรรษท่ี 19 พญามงั ราย ทรงรวบรวมเมืองเลก็ เมอื ง
น้อย ในเขตลุ่มแม่น้ำกกไว้ในอำนาจของเมืองเงินยางทั้งหมดพญามังรายมีดำริขยายอำนาจลงมาทางด้านใต้
และย้าย ศูนย์กลางอำนาจลงมาสู่เมืองเชียงรายในพ.ศ. 1805 รวมตัวกันเป็นกลุ่มแคว้นโยนกรวบรวมหัวเมือง
ต่างๆในแอ่งเชียงรายและขยายอำนาจสู่แอ่งเชียงใหม่-ลำพูน เมืองในอาณาจักรที่รวบรวมได้ ในสมัยนี้ได้แก่
เชียงราย เชียงแสน เชียงใหม่ ลำพนู ลำปาง พะเยา
พ.ศ. 1835 พญามังรายทรงนำทัพจากเมืองฝางเข้ายึดเมืองหริภุญชัย พระองค์ทรงประทับท่ี เมืองหริ
ภุญชัยเพียง 2 ปีเนื่องจากเมืองมีขนาดเล็กและทรงดำริให้เมืองหริภุญไชยเป็นเมืองพุทธ ศาสนา และทรงย้าย
มาสร้างเวยี งกุมกาม ใน พ.ศ. 1837 หลังจากน้นั ทรงสรา้ งเมอื งเชียงใหมใ่ ห้เปน็ ศูนย์กลางแห่งอำนาจใน
พ.ศ. 1839 ซึ่งในการสร้างเมืองเชียงใหม่ พญามังรายทรงเชิญพญางำเมือง และพ่อขุนรามคำแหง
มาร่วมพิจารณาถึงชัยภูมิและการวางผังเมืองเมืองเชียงใหม่มีฐานะเป็น ศูนย์กลางของอาณาจักรอย่างแท้จริง
ส่วนเมืองลำพูนอยู่ในฐานะเมืองบริวารของเชียงใหม่ ลำพูนเป็นศูนย์กลางของศาสนาขณะที่เมืองเชียงใหม่เปน็
ศูนยก์ ลางทางการเมือง การปกครอง ส่วนเมือง เชยี งรายมคี วามสำคัญรองจากเมอื งเชยี งใหม่
2. ล้านนายุคร่งเรือง (พ.ศ. 1898-2068) ความเจริญของอาณาจักรล้านนาเริ่มพัฒนาการขึ้นอยาง
เด่นชัดในสมัยพญากือนา (พ.ศ. 1898-1928) จนถึงสมัยพญาแก้ว (พ.ศ. 2038-2068) สมัยรุ่งเรื่องเป็นเวลา
170 ปี ความเจริญสูงสุดจะ อยู่ในสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984-2030) ซึ่งเป็นยุคทองของล้านนาในสมัย
นี้อาณาจักร ล้านนาแผ่อิทธิพลอย่างกว้างขวางไปถึงเมืองต่างๆ เช่น เชียงตุง เมืองนาย เมืองสีป้อ เมืองยอง
และ เมืองเชียงรุ่งในเขตสิบสองพันนา ตลอดจนลาวหลวงพระบาง สมัยพญามังรายดินแดนล้านนาแบ่ง
ออกเป็น 2 ส่วน คือ ตอนบน (แคว้นโยน) มีเมือง เชียงรายเป็นศูนย์กลาง ส่วนตอนล่างมีเมืองเชียงใหม่เป็น
ศูนย์กลาง ความเจริญรุ่งเรืองของอาณาจักรล้านนาได้เด่นชัดตั้งแต่สมัย พญากือนา พระองค์ได้ส่งราชทูตไป
อาราธนาพระสุมนเถระมาจากสุโขทยั เพ่ือสืบศาสนาในเมืองเชียงใหม่ ใน พ.ศ. 1912 เรยี กพุทธศาสนาสมัยนี้ว่า
รามัญวงศ์ หรือ นิกายลังกาวงศ์เก่า ซึ่งรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช ที่มีการ
สร้างวัดวาอารามขึ้นเป็นจำนวนมากจนสามารถดำเนินการสังคายนาพระไตรปิกฎขึ้นที่วัดเจ็ดยอด ในปี พ.ศ.
2020 (ซึ่งเป็นการสังคายนาพระไตรปิกฎ ครั้งที่ 8 ของโลกครั้งแรกในดินแดนประเทศไทยปัจจุบัน) หลังจาก
นั้นในสมัยพระเมืองแก้ว ซึ่งเป็นยุคที่วรรณกรรมล้านนามีความรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่งอย่างยิ่ง พระสงฆ์ซึ่งทรง
ความรู้ก็ได้รจนาคัมภีร์เป็นภาษาบาลไี ว้หลายเรอื่ ง เชน่ ชนิ กาลมาลี
2.1.3 ลา้ นนาภายใต้การปกครองของพมา่ (พ.ศ.2068-2101) ความเสอ่ื มของอาณาจักรลา้ นนาเกิดขึ้น
ในปลายสมัยราชวงศ์มังราย ตั้งแต่สมัยพญาเกศ เชษฐราช (พ.ศ. 2068-2081) จนกระทั้งตกเป็นเมืองขึ้นของ
พม่า ในพ.ศ. 2101 สมัยเสื่อมและสลายตัวเป็นช่วงเวลา 33 ปี สภาพบ้านเมืองแตกวุ่นวายอย่างหนักเมื่อส้ิน
สมยั พระเมืองแกว เมืองเชียงใหมก่ ไ็ ด้เรม่ิ เสื่อมลง อำนาจการปกครองบ้านเมอื งตก อยูใ่ นมือขนุ นาง
ยุคของพระเจ้าเมกุฏิฯ เป็นกษัตริย์ปกครองเมืองเชียงใหม่ ต่อมาในฐานะเจ้าประเทศราช เมื่อราชวงศ์ มังราย
สิ้นอิสรภาพ เกิดการแยกตัวกนเป็นอิสระเป็นกลุ่มการเมืองใหญ่น้อยจำนวนมากเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง
การปกครองกษัตรยิ ์พม่าทรงมีอำนาจในการแตง่ ตง้ั และถอดถอนเจ้าเมอื งต่างๆแต่ผู้ทไ่ี ดม้ าครอง เมืองเชียงใหม่
มักมีความสำคัญมากกวาผู้ที่ไปครองเมืองอื่นๆพม่ายังได้ส่งเสริมให้เกิดความแ ตกแยกในระหว่างหัวเมืองจึงไม่
อาจรวมเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้ ประกอบกับสภาพทางภูมิศาสตร์ของล้านนาที่ทำให้แต่ล่ะเมืองแยกออก
จากกันอีกด้วยการขยายอำนาจของฝ่ายสยามเข้ามาแทนที่พม่าที่มีแต่เดิม ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง
ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเมื่ออำนาจพม่าค่อยๆลดลงผู้นำล้านนาท่ี เหลืออยู่จึงหัน
มาสวามิภักด์ิกับฝ่ายสยามอยา่ งแทจ้ ริง (สรัสวดี ออ๋ งสกลุ , 2539)
2.1.4 ลา้ นนากบั การเป็นสว่ นหนงึ่ ของอาณาจกั รสยามการฟน้ื ฟอู าณาจักรล้านนา พระเจ้าตากสินย้าย
เมืองหลวงจากกรุงศรีอยุธยาไปตั้งที่กรุงธนบุรีได้รวบรวมกาลังผู้คน หมายจะขึ้นมาโจมตีเมืองเชียงใหม่ ซึ่งใน
ขณะนั้นพม่าแต่งตั้งโป่ มะยุง่วน หรือโป่ หัวขาวเป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่กดขี่ข่มเหงเอาเปรียบชาวล้านนาสร้าง
ความไม่พอใจตอ่ พระยาจ่าบ้าน (บญุ มา) พระยาจ่าบ้านจงึ สง่ คนถอื หนงั สอื ลักลอบไปบอกข่าวแก่พระยากาวิละ
เจ้าเมืองลำปางว่าตนจะกบฏตอ่ พม่าครั้นเสรจ็ สงครามเมืองเชยี งใหม่ พ.ศ. 2317 พระเจ้าตากสนิ ทรงตอบแทน
ความดีความชอบ โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยาจ่าบ้านเป็น “พระยาหลวงวชิรปราการ
กำแพงเพชร ” ครองเมืองเชียงใหม่พระเจ้ากาวิละครองเมืองลำปางส่วนน้องของพระเจ้ากาวิละอีก 6 คน ให้
ช่วย ราชการที่เมืองลำปางโดยมีเจ้าน้อยธรรมลังกาเปน็ อุปราชเจ้าบุญมาเปน็ ราชวงศ์ และผลจากการตัดสินใจ
เข้าสวามิภักดิ์ต่อพระเจ้ากรุงธนบุรี ของพระยาจ่าบ้านและพระเจ้ากาวิละทำให้ฝ่ายธนบุรี สามารถขยาย
อำนาจสู่เมืองอื่นๆของล้านนาโดยผานชักชวนของเจ้ากาวิละ ซึ่งผู้นำเมืองต่างๆทางตอนบนของล้านนาเริ่มให้
ความสนใจหนั มาสวามิภกั ด์ติ อ่ สยามดว้ ย หลงั จากพระเจ้ากรุงธนบรุ ยี ดึ เชยี งใหมไ่ ดแ้ ลว้ ไดท้ ำพธิ มี อบอาญาสิทธ์ิ
ให้พระยาจ่าบ้านเป็น “เจ้าแผนดินเชียงใหม่” มีอำนาจปกครองตนเองในฐานะเมืองประเทศราช สภาพเมือง
เชียงใหม่ในสมัยพระยาวชิรปราการปกครองมีปัญหาด้านกาลังคนอย่างยิ่งเนื่องจากบ้านเมืองมีศึกสงคราม
ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่กล่าวว่ากำลังคนในเมืองเชียงใหม่มีเพียง 1,900 คน ไม่อาจ
รักษาเมืองไดพ้ ระยาวชริ ปราการจึงท้งิ เมืองเชยี งใหม่ โดยปลอ่ ยให้เป็นเมอื งรา้ งผคู้ นทีเ่ หลืออยู่เล็กน้อยต่างแยก
ย้ายกันไปตามที่ต่างๆพระยาวชิรปราการจึงทิ้งเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ. 2319 โดยพาครอบครัวไปอาศัยอยู่ที่
เมืองลำปางเพื่อขอความช่วยเหลือจากกลุ่มเจ้าเจ็ดตนพระยาวชิรปราการในฐานะเจ้าเมืองเชียงใหม่ได้
เคลื่อนไหวจากลำปางมาท่ีท่าวังพร้าว ใน พ.ศ. 2320 ต่อมาตั้งมั่นที่เวียงหนองล่อง จากนั้นย้ายไปวังสะแกงสบ
ลี้ ในราว พ.ศ. 2322 เจ้าพระยาจกั รแี ละเจ้าพระยาสรุ สีห์ฯสงั่ ใหข้ า้ หลวงยกพล 300 คน จากเวยี งจนั ทรเ์ พ่ือมา
ตรวจหัวเมืองฝ่ายเหนือซึ่งข้าหลวงดังกล่าวได้ปฏิบัติมิชอบต่อชาวล้านนาทำให้เกิดข้อพิพาทขึ้นระหว่างพระ
ยาวชิรปราการและพระเจ้ากาวิละกับข้าหลวงกลุ่มดังกล่าวจนเป็นเหตุให้พระยาวชิรปราการและพระเจ้ากาวิ
ละถูกลงโทษโดยการถูกเฆี่ยนตีคนละ 100 ครั้ง และพระเจ้ากาวิละยังถูกลงโทษโดยการถูกปาดขอบหูทั้งสอง
ข้าง เพราะเคยถูกเรียกตัวให้เข้าเฝ้าแตไ่ ม่ได้ปฏิบัติตามหลังจากถูกลงโทษทั้งสองพระองค์ถูกจำคุกในกรงุ ธนบรุ ี
ภายหลังพระเจ้ากาวิละจึงทูลขอไปตีเชียงแสนเพ่ือแกโ้ ทษของตนเองซง่ึ พระเจ้ากรุงธนบรุ ีก็โปรดให้คืนฐานันดร
ศักดิแ์ ละข้ึนมาทำราชการเชน่ เดิม แต่พระยาจา่ บา้ นไม่ไดก้ ลบั มาดว้ ย เน่อื งจากลม้ ปว่ ยและเสยี ชวี ิตในคุกธนบรุ ี
เจ้ากาวิละเม่ือขึ้นมาถึงลำปางแล้วคุมกองกาลัง 300 คน ขึ้นไปรบเชียงแสนได้ชาวเชียงแสนกบชาวจีนและชาว
ไทลื้อลงมายังเมืองลำปาง พ.ศ. 2325 นั้นมีการผลัดแผ่นดินคือ เจ้าพระยาจักรีปราบดาภิเษกเป็นปฐมกษัตริย์
แห่งราชวงศ์จักรีและมีพระยาสุรสีห์ฯ เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อเจ้ากาวิละนำข้าวของและเชลย
ไปถวายเช่นนั้น พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงถือเป็นความชอบ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้แต่งตั้ง
ตำแหน่งต่างๆใหก้ ับกลุม่ เชื้อสายตระกลู เจา้ เจ็ดตนดงั น้ี
เจ้ากาวิละ เปน็ พระยามังรายวชิรปราการกำแพงแกว้ ครองเมอื งเชียงใหม่
เจ้าธัมมลงั กา ผูน้ อ้ งลำดบั ที่ 3 เป็น อปุ ราชเมืองเชียงใหม่
เจ้าคำสม ผ้นู อ้ งลำดบั ที่ 2 เป็น พระยานครลำปาง
เจา้ ดวงทิพ ผ้นู อ้ งลำดบั ที่ 4 เปน็ อปุ ราชเมืองลำปาง
เจา้ หมู่หล้า ผูน้ ้องลำดบั ที่ 5 เป็น เจา้ ราชวงศ์เมอื งลำปาง
เจ้าคำฝัน้ ผู้นอ้ งลำดบั ที่ 6 เปน็ พระยานครลำพูน
เจา้ บญุ ามา ผูน้ ้องลำดับท่ี 7 เป็น อุปราชเมืองลำพูน
พร้อมทั้งพระราชทานเครื่องยศอย่างเจ้าประเทศราช ทุกประการ “เจ้ากาวิละ” และน้องทั้งหลายพักอยู่ใน
กรุงเทพฯ ระยะหนึ่งแล้วจึงขึ้นมาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ แต่เมืองเชียงใหม่ในขณะนั้นมีสภาพเป็นเมืองร้าง การ
ฟื้นฟูเชียงใหม่เป็นปัญหาอย่างมาก เนื่องจากกำลังคนขาดแคลน พระเจ้ากาวิละขอกำลังไพร่จากเมืองลำปาง
300 คน แลว้ มารวบรวมไพร่เดมิ ของพระยาวชิรปราการจ่าบ้านบรเิ วณสะแกงอีก 700 คน เปน็ หนงึ่ พันคน เข้า
ไปตั้งมันที่ป่าซางสร้างเวียงป่าซางในพ.ศ.2325 ให้เป็นเมืองชั่วคราว ภายในเวียงมีวัดเพียง 2 แห่งเพราะเป็นที่
มั่นชั่วคราวจึงไม่คิดสร้างถาวรวัตถุสาเหตุที่เลือกสร้างเวียงป่าซางเป็นที่มั่น ด้วยเหตุผล 2 ประการ ประการ
แรกบริเวณป่าซางเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์มากและสองหากเกิดสงครามกับพม่าก็สามารถขอความช่วยเหลือไป
ยังลำปางได้สะดวก เพราะป่าซางอยูระหว่างลำปางกบั เชียงใหมพ่ ระเจ้ากาวิละตั้งมั่นที่เวยี งป่าซางโดยใช้เป็นที่
“เก็บฮอมตอมไพร่” นับตั้งแต่ พ.ศ. 2325 ถึง พ.ศ. 2339 รวม 14 ปี จึงเข้าไปฟื้นฟูและตั้งเมืองเชียงใหม่ได้
(ไกรศรี นมิ มานเหมินท์, 2525)
พระเจ้ากาวิละทำการกวาดต้อนชาวเมืองเชียงใหม่ที่หลบหนีเข้าป่าให้กลับสู่เมืองเชียงใหม่ และเร่ิม
กวาดต้อนผู้คนจากแค้วนสิบสองปันนา ซึ่งเป็นชาวไทใหญ่ ไทลื้อ ไทเขิน และยอง ซึ่งผู้คนที่กวาดต้อนมาถ้า
เป็นไพร่ชั้นดีประเภทช่างฝีมือต่างๆ จะให้ตั้งถิ่นฐานในตัวเมือง ส่วนที่เหลือจะให้ตั้งถิ่นฐานอยู่นอก เมืองเป็น
แรงงานภาคการเกษตร ในสมยั น้นั เจา้ นายท้งั เจด็ คน พนี่ ้องแยกยา้ ยกันครองเมอื ง เชยี งใหม่ ลำพนู ลำปาง ตา่ ง
ให้ความช่วยเหลือกัน ในสภาวะบ้านเมืองทุกข์ยาก ในเมืองลำปางการฟื้นฟูเมืองช่วง พ.ศ. 2325-2337 ส่วน
เมืองลำพูนได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ พ.ศ. 2348 เมืองอื่นๆ ในล้านนาก็ได้รับการฟื้นฟูในเวลาต่อมาตามลำดับ
เช่น เมืองน่านนั้นใน พ.ศ. 2331 เมืองเชียงราย ได้รับการฟื้นฟูเช่นกันใน พ.ศ. 2346 สำหรับเมืองพะเยานั้นก็
ได้รับการฟื้นฟูในช่วงเวลาเดียวกันกับเมืองเชียงราย คือ ใน พ.ศ. 2346 เชียงใหม่ถูกรวบรวมเป็นส่วนหนึ่งของ
ไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นยุคแห่งการปรับปรุง ประเทศตามแบบตะวันตก ด้านการปกครองหัวเมืองมีการ
ยกเลิกระบบการปกครองเมืองประเทศราชซึ่งเคยปฏิบัติกันมาช้านานโดยจัดตั้งการปกครองแบบมณฑล
เทศาภิบาลขึ้นแทน มีข้าหลวง เทศาภิบาลที่รัฐบาลกรุงเทพฯ ส่งไปปกครองและขึ้นสังกัดระทรวงมหาดไทย
ระบบมณฑลภิบาลที่ 15 จัดตั้งขึ้นจึงเป็นการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติรัฐ ซึ่งมีอำนาจรวม
ศูนย์ที่องค์พระมหากษัตริย์ (สรัสวดี ประยูรเสถียร, 2522) การปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่เป็นส่วน
หนึ่งของการปฏิรูปการปกครองเพื่อ สร้างเอกภาพ ซึ่งมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมอำนาจเพียงผู้เดียว
(เชยี งใหม่สมัยปฏริ ปู การ ปกครองมณฑลพายพั พ.ศ. 2427-2476) ซึง่ มูลเหตุของการปฏริ ปู การปกครองคอื
1. ปัญหาเกี่ยวกับกิจการปา่ ไม้ เมื่ออังกฤษเข้ามาทำการค้าขายในล้านนาช่วงสมัยรัชกาลท่ี 3 ป่าไม้ซ่ึง
เดิมทีไม่มีมูลค่ากลายเป็นสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล มีการทำสัมปทานซ้ำซ้อนเกิดข้อพิพาทระหว่างเจ้าอินทรวิ
ชยานนท์ เจ้าเมอื งเชยี งใหมก่ บกงสุลอังกฤษจนรัฐบาลกลางตอ้ งเขา้ มาแก้ปัญหา (สงวน โชตสิ ขุ รตั น์ , 2515)
2. ปัญหาความวุ่นวายหัวเมืองชายแดนด้านตะวันออกของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเดิมทีหัวเมืองชายแดน
เหล่านี้อยู่ภายใต้การปกครองในสมัยพระเจ้ากาวิละสมัยฟื้นฟูบ้านเมืองโดยให้ปกครองตนเองภายหลังเกิด
ปัญหาขึ้นเมื่ออังกฤษเข้ามาครอบครองพม่า หัวเมืองชายแดนพยายาม แยกตัวเป็นอิสระเกิดความวุ่นวายและ
สง่ ผลกระทบกระเทอื นต่อรัฐบาลองั กฤษซึ่งเจ้าเมอื ง เชยี งใหมส่ ามารถจัดการปญั หาต่างๆได้ จากปัญหาท้ังสอง
ประการเป็นมูลเหตุสำคัญที่รัฐบาลกลางต้องเข้ามาจัดการและเกิดการ ปฏิรูปการปกครองในมณฑลพายัพใน
เวลาต่อมา หลังจากนั้นรัฐบาลไทยและรัฐบาลอังกฤษได้ทำสนธิสัญญากัน 2 ฉบับ และยินยอมให้รัฐบาล
อังกฤษตั้งกงสุลประจำเชียงใหม่ และจากการทำสนธิสัญญาเชียงใหม่ทั้งสองครั้งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของ
ชาติตะวันตกที่เข้ามามากขึ้นโดยเฉพาะอังกฤษที่มีผลประโยชน์ผูกพันเป็นอันมากจนรัฐบาลไทยต้องเร่ง
แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในเชียงใหม่การปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ. 2427 ซึ่งพร้อมกับ
เมืองลำปางและลำพูนรวมเรียกว่าหัวเมืองลาวเฉียงการปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่เป็นส่วนหนึ่งของ
การปฏิรูปการปกครองมณฑลพายัพ ซึ่งเป็นกระบวนการรวมหัวเมืองประเทศราชล้านนาไทยเข้ากับส่วนกลาง
มีองคพ์ ระมหากษัตริยเ์ ปน็ ศนู ยร์ วมอำนาจเพียงแหง่ เดยี ว ในการดำเนินการจะตอ้ งกระทำสง่ิ สำคญั 2 ประการ
ประการแรก ยกเลิกฐานะหัวเมืองประเทศราชที่เป็นมาแต่เดิม โดยจัดการปกครองแบบ มณฑล
เทศาภิบาล สง่ ข้าหลวงมาปกครอง ขณะเดยี วกันกพ็ ยายามยกเลิกตำแหน่งเจา้ เมืองเสียโดยรฐั บาลกลางลดิ รอน
อำนาจของเจ้าเมืองอยา่ งคอ่ ยเปน็ คอ่ ยไป ซ่งึ ในทีส่ ุดตำแหนง่ เจ้าเมอื งก็สลายตัวไป
ประการทสี่ อง การผสมกลมกลนื ชาวพืน้ เมืองให้มีความรสู้ กึ เป็นพลเมอื งไทยเช่นเดยี วกับ พลเมอื งสว่ น
ใหญ่ของประเทศ กล่าวคือให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชนในชาติ รัฐบาลกลางใช้วิธีจัดการปฏิรูป
การศึกษาในล้านนาโดยจัดระบบโรงเรียนหนังสือไทยซึ่งเป็นระบบ 16 การศึกษาแบบใหม่เข้าแทนที่การเรียน
ในวัดและกำหนดให้เรียนภาษาไทยกลางแทนภาษาไทยยวน การปฏิรูปการปกครองในเมืองเชียงใหม่ใช้
เวลานานถึง 49 ปี (พ.ศ.2427 – 2476) โดยมีการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการปกครอง การศาล การภาษีอากร
การคลัง การศึกษาและอื่นๆ ตามความ เหมาะสม โดยเฉพาะตำแหน่งเจ้าเมืองเชียงใหม่ รัฐบาลไม่ยกเลิก
ในทันที ยังคงให้ดำรงตำแหน่ง อยางมีเกียรติ ขณะเดียวกันก็พยายามลดอำนาจและผลประโยชน์ของเจ้าเมือง
เชยี งใหม่ อย่างค่อยเป็นคอ่ ยไปดงั จะเห็นว่าในช่วงแรกทร่ี ัฐบาลกลางสง่ ขา้ หลวงสามหัวเมือง ขน้ึ มาแกไ้ ขปัญหา
ที่เมือง เชียงใหม่ พ.ศ. 2417 – 2426 ยังไม่ควบคุมเจ้าเมืองเชียงใหม่โดยตรงเพียงแต่ส่งข้าหลวงขึ้นไป แนะนำ
ให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ ปฏิบัติให้ถูกต้องตามสนธิสัญญาเชียงใหม่และตามคำสั่งของรัฐบาล เท่านั้น ครั้นต่อมา
ในช่วง พ.ศ. 2427 – 2442 รัฐบาลดำเนินการปฏิรูปการปกครองซึ่งเริ่มเข้าควบคุมอำนาจและผลประโยชน์
บางอย่าง และเป็นการวางรากฐานก่อนการจัดการปกครองแบบมณฑล เทศาภิบาล เพราะเมื่อจัดการปกครอง
แบบมณฑลเทศาภิบาล ในพ.ศ. 2442 เป็นเวลาที่รัฐบาลสามารถดำเนินการขั้นตอนยกเลิกฐานะหัวเมือง
ประเทศราช พร้อมกับเข้าควบคุมอำนาจทางการปกครองและผลประโยชน์จาก เจ้าเมืองเหนือได้อยางแท้จริง
โดยเฉพาะหลังกบฏเงี้ยว พ.ศ. 2445 ในปลายสมัยรัชกาลที่ 5 (ปี พ.ศ. 2451) เจ้าอินทวโรรส สุริยวงษ์ เจ้า
เมืองเชียงใหม่ (พ.ศ. 2445 – 2452) ขอรับผลประโยชน์เป็นเงินเดือนประจำจึงเริ่มมีฐานะเหมือนข้าราชการ
ทั่วไปและสมัยรัชกาลที่ 6 เจ้าเมืองเหนอื ท่ีเหลือยูก่ ็ขอรับพระราชทานเงินเดือนเช่นเดียวกันหมดในสมัยรัชกาล
ที่ 7 พระองค์ทรงดำเนินการในขั้นต่อมาคือยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมือง โดยกำหนดว่าหากเจ้าเมืององค์ใดถึงแก่
พิราลัยแล้วจะไม่โปรดเกล้าฯ ให้ผู้ใดดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองอีกเท่ากับยกเลิกตำแหน่งไปโดยปริยาย สัญลักษณ์
ของเมืองประเทศราชจึงค่อยสลายตัวลง ครั้นเมื่อคณะราษฎร ยกเลิกการปกครองแบบมณฑลเทศาภิบาลใน
พ.ศ. 2476 มณฑลพายัพจึงถูกยุบ แต่ผลของการ เปลี่ยนแปลงในช่วงการปฏิรูปการปกครองเป็นรากฐานสืบ
มาถงึ ปจั จุบนั
ประวตั ิอนุสาวรยี ์สามกษัตรยิ ์
พระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ หรือที่เรียกกันสั้นๆกันทั่วไปว่า อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ตั้งอยู่ใจ
กลางเชียงใหม่ อยู่ติดกับหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ (ศาลากลางเก่าจังหวัดเชียงใหม่) และวัดอินทขีล
สะดอื เมอื ง อนุสาวรยี ส์ ามกษัตริย์นีส้ รา้ งข้นึ เพ่อื ระลกึ ถึงสามกษัตรยิ ์ผู้สร้างจังหวัดเชียงใหมใ่ นปัจจุบัน กล่าวคือ
พญามังราย (เมง็ ราย) ปฐมกษตั รยิ ์ราชวงศม์ ังราย ผ้รู วบรวมแคว้นและเมืองตา่ งๆเข้าเป็นอาณาจกั รล้านนาไทย
และพญางำเมือง กับ พญาร่วง (พ่อขุนรามคำแหงมหาราช) กษัตริย์ทัง้ สามพระองค์ได้ทรงกระทำสตั ย์ปฏญิ าณ
ดื่มน้ำสัตยาผสมโลหิตจากนิ้วพระหัตถ์ เพื่อเป็นทัฬหมิตรสนิทแนบแน่น ครั้นพญามังรายเมื่อได้ทรงสร้างเมือง
เชียงรายแล้ว ภายหลังทรงพบชัยภูมิเมืองอันเป็นมงคล เป็นที่ราบริมแม่น้ำปิงกับเขาดอยสุเทพ จงได้เชิญพระ
สหายทั้งสองมาร่วมปรึกษาหารือและทรงเห็นชอบร่วมกันสร้างเมือง “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ในปี พ.ศ.
2526 ชาวเชียงใหม่จึงได้ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ หรือ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ นี้เพ่ือ
ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระองค์ชั่วกาลนานเท่านาน หล่อด้วยทองเหลืองและทองแดงรมดำ มีขนาด
เท่าครึ่ง โดยมีความสูง 2.70 เมตร ออกแบบและทำการปั้นหล่อโดยอาจารย์ ไข่มุกด์ ชูโต บริเวณที่ตั้งของ
อนุสาวรีย์สามกษัตริย์นี้ถือได้ว่าเป็น ศูนย์กลางของตัวเมืองเชียงใหม่ หน้าอนุสาวรีย์มีลานกว้างขนาดใหญ่
เรียกวา่ “ขว่ งสามกษตั ริย์” หรอื “ข่วงอนสุ าวรยี ์สามกษตั รยิ ์”
ลกั ษณะเด่น
เปน็ อนุสาวรีย์เพอื่ ระลกึ ถึงการก่อตั้งนครเชยี งใหม่ พระราชานสุ าวรียส์ ามกษตั ริย์ออกแบบและปั้นมา
หลอ่ โดย คุณไขม่ กุ ต์ ชโู ต ศลิ ปนิ แหง่ ชาติ สรา้ งเสร็จเมือ่ วันศุกร์ ท่ี 3 กนั ยายน พ.ศ.2526 และ ประกอบพระ
ราชพิธเี ปิดเมอื่ วันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2527
ขอ้ มลู สถานที่
อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าศาลากลางหลังเก่า ถนนพระปกเกล้า และเป็น
สถานท่ที ่ีชาวเชยี งใหมห่ รือนักทอ่ งเท่ียวตา่ งมาสกั การะบชู า อนสุ าวรยี ส์ ามกษตั รยิ แ์ หง่ นี้ หากเราหนั หน้าเข้าหา
อนุสาวรีย์จะพบว่า องค์กลาง คือ พญามังราย องค์ขวาคือ พญาร่วง ส่วนองค์ซ้ายคือ พญางำเมือง กษัตริย์ท้ัง
สามพระองค์นี้ถือได้ว่าเป็นผู้สร้างอาณาจักรล้านนา และนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ให้มีความเจริญรุ่งเรืองมา
กว่า 700 ปี นับว่าเป็นองค์อนุสาวรีย์ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมือง
เชียงใหม่เลยก็ว่าได้ ด้านหลังอนุสาวรีย์ ตอนนี้เป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ที่จัดแสดงเรื่องราวความ
เปน็ มาและเร่อื งนา่ ร้นู า่ สนใจของเชียงใหม่
ประวัตวิ ดั อนิ ทขีล(วัดสะดือเมือง)
วดั อินทขีลสะดือเมอื ง มเี นือ้ ท่ีประมาณ 3ไร่เศษ เดิมทีเป็นวัดร้างและเคยเปน็ ที่ประดิษฐานเสาอินทขลี
(เสาหลักเมือง) ของเมืองเชียงใหม่ สร้างโดยพระญามังรายมหาราชผู้ก่อตั้งนครเชียงใหม่ เมื่อประมาณปี พ.ศ.
1839 ต้งั อย่ใู จกลางเมืองเชยี งใหม่
คำว่า อินทขีล มาจากคำว่า อินทขีละ ในภาษาบาลี ซึ่งแปลว่า เสาเขื่อน,เสาหิน,หรือเสาหลักเมือง
ส่วนคำว่า สะดือเมือง นั้นเนื่องจากวัดตั้งอยู่ใจกลางของเมืองเชียงใหม่ผู้คนทั้งหลายจึงนิยมเรียกกันติดปากว่า
วัดสะดือเมือง ดังนั้นทางวัดจึงตั้งชื่อว่า วัดอินทขีลสะดือเมือง สมัยพญามังรายได้ทรงสร้างวัดสะดือเมืองขึ้น
เพื่อเป็นที่ประดิษฐานของเสาหลักเมือง หรือเสาอินทขีล ซึ่งตามตำนานพ้ืนเมืองเหนือกล่าวถึงการบูชาเสา
อินทขีลไว้ว่า พระอินทร์ได้ประทานให้ลัวะในสมัยการสร้างเวียงนพบุรี โดยเศรษฐีลัวะ9 ตระกูล พระฤาษีให้
กุมภัณฑ์ 2 ตน เอาเสาอินทขีลใส่สาแหรกหามนำไปประดิษฐานไว้ ณ แท่นกลางเมืองนพบุรี ให้ชาวเมือง
ของลัวะสักการะบูชาก่อนที่จะกลายเป็นเมืองร้างกระทั่งพญามังราย ได้สุบินนิมิตรไล่ตามกวางเผือกจนมาพบ
ชัยภูมิที่ดี จึงมีดำริจะสร้างเมืองขึ้นใหม่ พ.ศ.1835 ก่อนสร้างเมืองเชียงใหม่ พญามังรายได้มาสำรวจพื้นที่
บริเวณเมืองนพบุรีร้าง ได้พบซากเสาอินทขีลและรูปกุมภัณฑ์ ณ ที่กลางเมืองนั้น จึงมีบัญชา ให้เสนาชื่อ สรีกร
ชัย แต่งเครอื่ งบรรณาการไปหาพญาลัวะบนดอยสุเทพ พญาลัวะจงึ แนะนำวา่ หากเจ้าพญามงั รายจะสร้างเมือง
ขึ้นใหม่ให้อยู่เย็นเป็นสุขก็ให้บูชากุมภัณฑ์และเสาอินทขีล เมื่อพญามังรายสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์
เชียงใหม่แล้ว จึงโปรดให้ยกรูปกุมภัณฑ์และเสาอินทขีลที่ประดิษฐานใน บริเวณสะดือเมืองขึ้นมาเพื่อให้คน
สักการะกราบไหวต้ ามคำแนะนำของพญาลัวะ
ต่อมาจึงได้สร้างวัดขึ้นชื่อว่า วัดอินทขีล แต่เนื่องจากว่าวัดนี้ตั้งอยู่บริเวณสะดือเมือง ชาวบ้าจึง
เรียกว่า วัดสะดือเมือง ในตลอดรัชสมัยของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายวัดสะดือเมืองได้เจริญรุ่งเรือง
ขึ้นโดยลำดับ ก่อนที่จะเป็นวดั ร้างภายหลังล้านนาถกู พม่าเข้าปกครอง จนถึงปี พ.ศ.2343 พระเจ้ากาวลิ ะ ปฐม
กษัตริย์แห่งราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์แรก ได้ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาและได้
ฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้น ได้ย้ายเสาอินทขีลจากวัดอินทขีลมาประดิษฐานอยู่ ณ วัดเจดีย์หลวง พร้อมกับบูรณะ
ฟื้นฟูวัดอินทขีล โดยได้สร้างวิหารคล่อมฐานเดิม อัญเชิญพระอุ่นเมือง (หลวงพ่อขาว) มาประดิษฐานเป็นพระ
ประธานในวิหาร วดั อินทขีล ไดเ้ จริญรุง่ เรอื งมีพระสงฆจ์ ำพรรษาตลอดเร่อื ยมา จากเอกสารสำรวจวดั ในสมัยครู
บาปัญญา เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง พ.ศ.2425 ยังปรากฏชื่อวัดอินทขีลอยู่ สันนิษฐานว่าวัดอินทขีลได้กลายเป็นวดั
ร้างในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ.2416-2439) ซึ่งเป็นยุคเริ่มต้นของ
การรวมศูนย์เข้ากับส่วนกลางให้เป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศ เจ้านายฝ่ายเหนือถูกลดบทบาทลงอย่างมาก
ต้องแบ่งเงินภาษีอากรส่งไปส่วนกลาง วัดจึงขาดการทำนุบำรุง พระสงฆ์ก็ขาดการอุปถัมภ์ วัดอินทขีลหรือวัด
สะดือเมืองจึงตกอยู่ในสภาพรกร้าง กระทั่งปัจจุบัน คงเหลือหลักฐานทางโบราณคดีของวัดอินทขีลปรากฏอยู่
บริเวณด้านทิศใตข้ องหอศิลปวฒั นธรรมเมืองเชียงใหม่ (ศาลากลางหลังเก่า) คือองค์พระเจดยี ์ทรงสี่เหลีย่ มและ
วิหารพระเจ้าอนุ่ เมือง (หลวงพอ่ ขาว)
พฒั นาการทางประวัติศาสตร์ดา้ นการทอ่ งเท่ียว
อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าศาลากลางหลังเก่า ถนนพระปกเกล้า และเป็น
สถานที่ที่ชาวเชียงใหม่หรือนักท่องเที่ยวต่างมาสักการะบูชา อนุสาวรีย์สามกษัตริย์แห่งนี้ หากหันหน้าเข้าหา
อนุสาวรีย์จะพบว่า องค์กลาง คือ พญามังราย องค์ขวาคือ พญาร่วง ส่วนองค์ซ้ายคือ พญางำเมือง กษัตริย์ท้ัง
สามพระองค์นี้ถือได้ว่าเป็นผู้สร้างอาณาจักรล้านนา และนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ให้มีความเจริญรุ่งเรืองมา
กว่า 700 ปี นับว่าเป็นองค์อนุสาวรีย์ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมือง
เชียงใหม่ ด้านหลังอนุสาวรีย์ ตอนนี้เป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ที่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาและ
เรือ่ งนา่ รู้น่าสนใจของเชยี งใหม่ เหมาะที่จะมาเกบ็ ขอ้ มลู นับว่าเปน็ การเรม่ิ ต้นการเดินชมเมอื งเชยี งใหม่
ชาวเชียงใหม่จึงได้ร่วมกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ หรือ อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ นี้เพ่ือ
ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระองค์ชั่วกาลนานเท่านาน หล่อด้วยทองเหลืองและทองแดงรมดำ มีขนาด
เท่าครึ่ง โดยมคี วามสูง 2.70 เมตร ออกแบบและทำการปน้ั หลอ่ โดยอาจารย์ ไขม่ กุ ด์ ชโู ต สรา้ งเสรจ็ เม่ือวันศกุ ร์
ที่ 3 กันยายน พ.ศ.2526 และ ประกอบพระราชพิธีเปิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ.2527 จำนวนนักท่องเที่ยว
ในปี 2564 มีจำนวน 3,734,006
บทสัมภาษณ์
สถานที่ : อนสุ าวรยี ส์ ามกษตั ริย์ / Three Kings Monument Chiang Mai.
ผู้สมั ภาษณ์: ทา่ นเดนิ ทางมาจากทไี่ หน ?
นักท่องเที่ยว: เดนิ ทางมาจากกรุงเทพครับ/ค่ะ
ผสู้ มั ภาษณ์: ทา่ นร้จู กั ที่น่ไี ดอ้ ย่างไร ?
นักท่องเท่ยี ว: รจู้ ักผ่านเว็บไซต์และเพ่ือนแนะนำให้มาไหวท้ นี่ ี่
ผู้สมั ภาษณ์: ทา่ นมาทน่ี ีบ่ อ่ ยแคไ่ หน ?
นักทอ่ งเทยี่ ว: ผมมาทนี่ ีส่ องคร้ังครับ ส่วนแฟนของผมมาเท่ยี วท่ีนเ่ี ป็นครั้งแรกครับ
ผู้สมั ภาษณ์: ขอบคณุ ค่ะ
นักท่องเทย่ี ว: ขอบคุณครบั /ค่ะ
สถานท่ี : วดั อนิ ทขีล(วัดสะดอื เมอื ง) / City Pillar Temple
Interviewer: Where do you come from?
Tourist: I live in Singapore.
Interviewer: How did you know this place?
Tourist: Actually, this temple. I was just walking pass.
I saw a beautiful temple. so I came in.
Interviewer: Have you ever been to temple before?
Tourist: Yes.
Interviewer: How do you feel when you come here?
Tourist: I feel it very beautiful and peaceful.
Interviewer: Do you come here often?
Tourist: I been a few times.
Interviewer: Thank you.
Tourist: Thank you, bye.
บรรณานกุ รม
กระทรวงการท่องเท่ยี วและกีฬา. 2564. อนสุ าวรีย์สามกษัตริย.์ สืบคน้ เม่ือวันที่ 30 มกราคม 2565. จาก
https://thailandtourismdirectory.go.th/th/attraction/331
กองเศรษฐกจิ การท่องเทย่ี วและกีฬา กระทรวงการทอ่ งเทย่ี วและกฬี า. 2564. สืบค้นเม่อื วันท่ี 30 มกราคม
2565. จาก https://www.mots.go.th/download/article/article_20220121155450.xlsx
มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่. (ม.ป.ป.). ประวัตศิ าสตร์ลา้ นนา. สืบค้นเม่อื วนั ที่ 30 มกราคม 2565. จาก http://
cmuir.cmu.ac.th/bitstream/6653943832/20642/5/arc30355pp_ch2.pdf
มวิ เซียมไทยแลนด์. (ม.ป.ป.). วดั อินทขีล. สืบค้นเม่อื วันท่ี 30 มกราคม 2565. จาก วัดอินทขลี :: Museum
Thailand.