สั ญ ญ า จ้ า ง แ ร ง ง า น สั ญ ญ า จ้ า ง ทำ
ของ
คำนำ
E–BOOK เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชากฎหมายธุรกิจและการ
พาณิชย์ รหัส 1402611 อาจารย์ผู้สอน ดร.ใยแก้ว ศีลรักษ์ จุดประสงค์
เพื่อการศึกษาและเผยแพร่ความรู้ทางด้านสัญญาจ้างแรงงาน สัญญา
จ้างทำของ รวมถึงมาตราที่เกี่ยวข้อง โดยได้ศึกษาหาข้อมูลผ่านทาง
แหล่งเว็บไซต์ต่างๆ
ทางผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า E–BOOK เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์
ต่อผู้ที่สนใจให้เกี่ยวกับเรื่องสัญญาจ้างแรงงาน สัญญาจ้างทำของ
และมาตราต่างๆที่เกี่ยวข้องทางกฎหมายไม่มากก็น้อย
คณะผู้จัดทำ
62100502 นางสาวภูชิชตา เปี่ ยมเมธางค์
62100558 นายสงกรานต์ รับรอง
62100561 นายสรรธร สมโภชน์
62100590 นายอรรถกร ตรงต่อศักดิ์
62100604 นายเอกชลิต ศรีสกุลกาล
สารบัญ
หน้า
สัญญาจ้างแรงงาน
ลักษณะสัญญาจ้างแรงงาน 1
ตัวอย่างเนื้อหาสัญญาการจ้างงาน 2
การบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน 4
มาตราที่เกี่ยวข้อง มาตรา 575-586 5
สัญญาจ้างทำของ 6
มาตราที่เกี่ยวข้อง มาตรา 587 - 607 14
ความแตกต่างของสัญญาจ้างแรงงานและสัญญาจ้างทำของ 15
บรรณานุกรม 25
สมาชิก 31
32
สัญญาจ้างแรงงาน
(ปพพ. มาตรา ๕๗๕) บัญญัติว่า "อันว่าสัญญาจ้างแรงงานนั้น คือ
สัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่งเรียกว่า ลูกจ้าง ตกลงทำงานให้แก่
บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า นายจ้าง และนายจ้างตกลง
ในขณะที่ พรบ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๕ บัญญัติว่า
"สัญญาจ้างแรงงาน หมายความว่า สัญญาไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือ
ด้วยวาจาระบุชัดเจน หรือเป็นที่เข้าใจโดยปริยายซึ่งบุคคลหนึ่งเรียก
ว่า ลูกจ้าง ตกลงจะทำงานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า นายจ้าง
และนายจ้างตกลงจะให้ค่าจ้างตลอดระยะเวลาที่ทำงานให้"
นายจ้าง ลูกจ้าง
1
" สั ญ ญ า จ้ า ง แ ร ง ง า น " มี ลั ก ษ ณ ะ ที่ สำ คั ญ คื อ
01
ต้องเป็นข้อตกลงระหว่างฝ่ายนายจ้าง กับฝ่ายลูกจ้าง
.
ฝ่ายลูกจ้างตกลงว่าจะ "ทำงาน" หรือใช้แรงงานให้แก่ฝ่าย
นายจ้าง โดยฝ่ายนายจ้างจะจ่าย "ค่าจ้าง" ตอบแทน
สัญญาจ้างแรงงานจึงเป็นสัญญา "ต่างตอบแทน" เป็นการเอา
02 "แรงงานไปแลกกับเงินค่าจ้าง"
ดังนั้น หากนายจ้างไม่มอบหมายงาน แต่ลูกจ้างพร้อมจะ
ทำงานตามสัญญาจ้างแรงงานนายจ้างก็ยังมี "หนี้" ที่จะต้อง
ชำระหนี้ค่าจ้างตอบแทน.
03
สัญญาจ้างแรงงานอาจเกิดขึ้นโดย
ก) มีหลักฐานเป็นหนังสือ หรือ
ข) ตกลงกันด้วยวาจา หรือ
ค) เกิดขึ้นโดยปริยาย
.
2
สัญญาจ้างแรงงานแม้จะไม่ได้มีการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษร
แต่นายจ้างให้ลูกจ้างมาช่วยทำงานแม้ไม่มีการทำเป็นหนังสือสัญญาจ้างแรงงาน ก็ถือว่ามี
"สัญญาจ้างแรงงาน" เกิดขึ้นแล้ว
นอกจากนั้น สัญญาจ้างแรงงาน อาจเกิดขึ้นโดย "ปริยาย" ก็ได้
กล่าวคือ ไม่มีการพูดตกลง หรือเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่อาจเกิดขึ้นโดย
พฤติการณ์ว่านายจ้างตกลงรับลูกจ้างเข้าทำงานและพร้อมจะจ่ายค่าจ้างให้
สัญญาการจ้างงาน คื อสัญญาที่ ทำขึ้นระหว่างนายจ้าง
และลูกจ้าง เป็นการกำหนดหรือเป็นตกลงเกี่ ยวกั บสิทธิ
และหน้าที่ ของนายจ้างและลูกจ้าง
นายจ้าง = จะต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ จะได้มาก
น้อยแค่ไหนก็และแต่จะตกลงกัน
ลูกจ้าง = จะทำงานให้แก่นายจ้าง นอกจากนี้จะต้องซื่อสัตย์ เพื่อรักษา
ประโยชน์ของนายจ้าง นั่นคือ ไม่นำข้อมูลเกี่ยวกับงบดุล ลูกค้า หรือราคาของ
บริษัทไปเผยแพร่หรือทำงานในกิจการอย่างเดียวกันในสถานประกอบการที่
เป็นคู่แข่ง
ข้อแนะนำก่ อนที่ จะเริ่มทำงานควรที่ จะตกลงเกี่ ยวกั บการจ้างงานให้ ชัดเจน
ตามกฎหมายแล้วนายจ้างมีหน้าที่ 3
จัดทำสัญญาการจ้างงานเป็นลายลักษณ์อักษร ภายในระยะ
เวลาหนึ่งเดือน หลังจากที่ได้เริ่มงานตามที่ตกลงกันไว้ โดยจัด
ทำเป็นสองฉบับ
ลงลายมือชื่อ (เซ็นชื่อ) ในสัญญาดังกล่าว
มอบให้แก่ลูกจ้าง อ่านพิจารณา และลงลายมือชื่อรับรอง
เมื่อทั้งสองฝ่ายเซ็นชื่อในสัญญาแล้ว แต่ละฝ่ายจะเก็บสัญญา
การจ้างงานไว้คนละฉบับ
ตัวอย่าง เนื้อหาของสัญญาการจ้างงาน
01 ชื่อและที่อยู่ของคู่สัญญา คือทั้งของนายจ้างและลูกจ้าง
ระยะเวลาจ้างงาน ต้องระบุเวลาที่เริ่มทำงาน
02 เริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2565 หากว่าเป็นการจ้างงานที่มีระยะเวลากำหนด
เช่น 2 ปี หรือ 3 ปี ต้องระบุเวลาการจ้าางานให้ชัดเจน เช่น ระยะเวลาการจ้างงาน 2 ปี
เริ่มทำงานตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน 2565 ถึง วันที่ 30 มิถุนายน 2568
สถานที่ทำงาน ว่าจะให้ทำงานที่ไหน ในกรณีที่ลูกจ้างอาจต้องไปทำงาน
03 หลายๆที่ ต้องระบุไว้ด้วยว่า ลูกจ้างอาจจะต้องไปทำงานในสถาน
ประกอบการอื่ นด้วย
04 ลักษณะงานที่ลูกจ้างจะต้องทำ อาจะเป็นการระบุกว้างๆ เช่น ลูกจ้างจะ
ทำงานในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟ
อัตราค่าจ้างรวมไปถึงเงินพิเศษต่าง ๆ ที่จะได้ด้วย เช่นเงินเพิ่มเติม
05 กรณีที่อยู่เมืองใหญ่หรือ เงินพิเศษให้เป็นค่ารถ เงินโบนัส เป็นต้น
และต้องระบุด้วยว่า จะจ่ายเมื่อไหร่ ทุก ๆวันสิ้นเดือน หรือ วันที่ 15
ของทุกเดือน
06 ระยะเวลาการทำงาน ว่าทำงานวันละกี่ชั่วโมงต่อวัน รวมทั้งหมดกี่ชั่วโมงต่อ
สัปดาห์ เช่นทำงานทั้งสิ้น 30 ชั่วโมง ต่ออาทิตย์ๆละ 4 วัน เป็นต้น
07 วันหยุดพักผ่อนรายปี ระบุว่า แต่ละปีลูกจ้างจะได้วันหยุด
พักผ่อนกี่วัน ซึ่งต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
การบอกเลิกจ้าง การบอกเลิกสัญญา และระยะเวลาล่วงหน้าที่ต้องบอกในกรณีที่จะ
08 เลิกสัญญา ซึ่งระบุไว้ว่า การจะบอกเลิกสัญญาจ้างหรือบอกเลิกสัญญาการจ้าง ไม่
ว่าจะเป็นฝ่ายนายจ้างหรือลูกจ้าง จะต้องทำอย่างไร และระยะเวลาที่ต้องบอกล่วง
หน้ามีระยะเท่าไหร่ เช่น นายจ้างต้องแจ้งเป็นลักษณ์อักษรล่วงหน้า 30 วันเป็นต้น
4
กรณี ไม่มีสัญญาจ้างแรงงาน แต่อาจตกลงด้วยวาจาหรือ
โดยปริยาย แล้วจะใช้หลักฐานอะไร?
1.ข้อมูลการโอนเงิน หรือจ่ายเงินสดลูกจ้างก็อาจถ่ายภาพตอนรับเงินเดือนก็ได้
2.การส่งประกันสังคม หลักฐานต่าง ๆ ที่อยู่กับประกันสังคม โดยเฉพาะราย
ละเอียดการส่งเงินสมทบ
3.พยานบุคคล
4.รายละเอียดการทำงานที่ลูกจ้างทำ เช่น ทำเอกสาร หรืออีเมลของนายจ้าง การ
ขอใช้สิทธิวันหยุด
5.วิถีชีวิตประจำวันย่อมก่อให้เกิดพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์
6.หาพยานหลักฐานเอง
7.การเก็บข้อมูล ควรส่งอีเมลเก็บไว้ด้วย เพื่อป้องกันข้อมูลหาย
การบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน
การบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน สามารถกระทำได้ทั้งจากฝ่ายนายจ้างและ
ลูกจ้าง ศึกษาเงื่อนไขการบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน ที่ระบุไว้ในสัญญาการ
จ้างงานให้เข้าใจ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับระยะเวลาที่จะต้องแจ้งนายจ้างล่วง
หน้า ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการฟ้องร้องกันในศาลแรงงาน หากว่าในสัญญา
การจ้างงานไม่ได้ระบุระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้า ก็ขอให้ถือตามกฑหมายว่า
ด้วยระยะเวลาที่ต้องบอกล่วงหน้าในกรณีที่จะบอกเลิกสัญญาการจ้างงาน
คือ 4 สัปดาห์ จนถึงวันที่ 15 หรือวันสุดท้ายของเดือน การบอกเลิกสัญญาการ
จ้างงานในช่วงระยะทดลองงาน ระยะดังกล่าว อยู่ที่ 14 วัน
5
มาตราที่เกี่ยวข้อง
มาตรา ๕๗๕
อันว่าจ้างแรงงานนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่า
ลูกจ้าง ตกลงจะทํางานให้แก่บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า นายจ้าง
และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างตลอดเวลาที่ทํางานให้
ตัวอย่าง
นายเอตกลงจะจ้าง นายบีเป็นพนักงานที่บริษัท โดยให้เงินเดือน
เดือนละ 20,000 บาทตลอดตามระยะเวลาที่ทำงาน และนายบีก็ตอบ
ตกลง
มาตรา ๕๗๖
ถ้าตามพฤติการณ์ไม่อาจจะคาดหมายได้ว่างานนั้นจะพึงทำให้
เปล่าไซร้ ท่านย่อมถือเอาโดยปริยายว่ามีคำมั่นจะให้สินจ้าง
ตัวอย่าง
นายกร ได้บอกให้นายสุขที่เป็นลูกจ้าง ไปทําธุรให้ โดยที่ไม่ได้
เกี่ยวกับงานประจํา แต่ไม่ได้บอกว่าจะได้ค่าจ้างหรือไม่ ตาม
กฎหมายมาตรา 576 กฎหมายให้ถือว่ามีค่าจ้างและนายกร
ต้องจ่ายค่าจ้างให้กับนายสุขด้วย ถึงแม้ คู่สัญญาไม่ได้ ตกลง
กันว่าจะจ่าย สินจ้าง แต่ตามพฤติการณ์ ไม่อาจคาดหมายได้
ว่า ลูกจ้างจะทำงานให้เปล่าโดยไม่รับสินจ้าง
กฎหมายจึงกำหนดว่า มีสัญญาจ้างแรงงานเกิ้ดขึ้น และ 6
นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง
มาตรา ๕๗๗
นายจ้างจะโอนสิทธิของตนให้แก่บุคคลภายนอกก็ได้เมื่อลูกจ้าง
ยินยอมพร้อมใจด้วยลูกจ้างจะให้ บุคคลภายนอกทํางานแทนตนก็ได้
เมื่อนายจ้างยินยอมพร้อมใจด้วย ถ้าคู่สัญญาฝ่ายใดทําการฝ่าฝืน
บทบัญญัตินี้
คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งจะบอกเลิกสัญญาเสียก็ได้
ตัวอย่าง
นายหนึ่งมีคนขับรถเป็นนายสอง นายหนึ่งต้องการโอนสิทธิความเป็น
นายจ้างไปให้นายสาม สามารถทําได้ เมื่อ ตกลงกับนายสองเรียบร้อย
แล้วเท่านั้น และเมื่อตกลงเรียบร้อย นายสอง ต้องทําตามหน้าที่เดิมทุก
ประการ
มาตรา ๕๗๘
ถ้าลูกจ้างรับรองโดยแสดงออกชัดหรือโดยปริยายว่าตน
เป็นผู้มีฝีมือพิเศษ หากมาปรากฏว่าไร้ฝีมือ เช่นนั้นไซร้
ท่านว่านายจ้างชอบที่จะบอกเลิกสัญญาเสียได้
ตัวอย่าง
นายเอ ป่าวประกาศตอนสมัครงานว่าตนเองมีความสามารถที่สูง สา
มารถทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถึงเวลาทํางานจริงไม่ได้มี
ศักยภาพตามที่ได้บอกกล่าวเอาไว้นายจ้างสามารถบอกเลิกสัญญากับ
นายเอได้
7
มาตรา ๕๗๙
การที่ลูกจ้างขาดงานไปโดยเหตุอันสมควรและ
ชั่วระยะเวลาน้อยพอสมควรนั้น ท่านว่าไม่ทําให้
นายจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
ตัวอย่าง
นายที เป็นลูกจ้างได้ป่วยร้ายแรงกระทันหัน และได้
หยุดงานเป็นระยะเวลา 4 วัน นายจ้างไม่สามารถเลิก
จ้างได้ เพราะ มีเหตุผลที่หยุดงานอันสมควร และ
ระยะเวลาไม่นานเกินไป
มาตรา ๕๘๐
ถ้าไม่มีกําหนดโดยสัญญาหรือจารีตประเพณีว่าจะพึงจ่ายสินจ้าง
เมื่อไร ท่านว่าพึงจ่ายเมื่องานได้ทํา แล้วเสร็จ ถ้าการจ่ายสินจ้าง
นั้นได้กําหนดกันไว้เป็นระยะเวลาก็ให้พึงจ่ายเมื่อสุดระยะเวลา
เช่นนั้นทุกคราวไป
ตัวอย่าง 8
นายริคาโด้ ได้จ้างให้นายไมลอส ทําเก้าอี้ 10 ตัว แต่ไม่ได้
กําหนดระยะเวลาในการจ่ายค่าจ้างเมื่อไหร่ ให้ตี ว่านาย
ไมลอส จะได้ค่าจ้างเมื่อทําเก้าอี้ครบตามที่นายริคาโด้
จ้างมา ถ้ากําหนดระยะเวลาก็ให้จ่ายเมื่อสิ้นสุด ระยะ
เวลา
มาตรา ๕๘๑
ถ้าระยะเวลาที่ได้ตกลงว่าจ้างกันนั้นสุดสิ้นลงแล้วลูกจ้างยัง
คงทํางานอยู่ต่อไปอีก และนายจ้างรู้ ดังนั้นก็ไม่ทักท้วงไซร้ ท่าน
ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าคู่สัญญาเป็นอันได้ทําสัญญาจ้างกันใหม่
โดยความอย่างเดียวกัน กับสัญญาเดิม แต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่าย
หนึ่งอาจจะเลิกสัญญาเสียได้ด้วยการบอกกล่าวตามความใน
มาตราต่อไปนี้
ตัวอย่าง
นายใจ ได้ตกลงว่าจ้างนายเกเร ถึงวันที่ 31 ม.ค 2564 แต่นายเกเรยัง
คงทํางานไปจนถึงวันที่ 6 ก.พ. 2564 โดยที่นายใจ ก็รับรู้และไม่ได้
ทักท้วงอะไร ให้คิดว่า นายใจได้จ้างนายเกเรต่อโดยได้สัญญาเดิม
แต่สามารถ บอกกล่าวเพื่อเลิกสัญญาได้
9
มาตรา ๕๘๒
ถ้าคู่สัญญาไม่ได้กําหนดลงไว้ในสัญญาว่าจะจ้างกันนานเท่าไร ท่านว่าฝ่ายใดฝ่าย
หนึ่งจะเลิกสัญญา ด้วยการบอกกล่าวล่วงหน้าในเมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกําหนดจ่าย
สินจ้างคราวใดคราวหนึ่ง เพื่อให้เป็นผลเลิกสัญญากัน เมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้าง
คราวถัดไปข้างหน้าก็อาจทําได้ แต่ไม่จําต้องบอกกล่าวล่วงหน้ากว่าสามเดือน
อนึ่ง ในเมื่อบอกกล่าวดังว่านี้ นายจ้างจะจ่ายสินจ้างแก่ลูกจ้างเสียให้ครบจํานว
นที่จะต้องจ่ายจนถึง เวลาเลิกสัญญาตามกําหนดที่บอกกล่าวนั้นทีเดียว แล้ว
ปล่อยลูกจ้างจากงานเสียในทันทีก็อาจทําได
ตัวอย่าง
นางสาวส้มจ้างนางสาวเหลืองเป็นลูกจ้างแบบไม่กําหนดระยะเวลา
กําหนดจ่ายสินจ้างทุก 7 วัน โดยจ่าย ครั้งละ 3,000 บาท ปรากฎว่านางสาว
ส้มบอกกล่าวเลิกจ้างนางสาวเหลืองวันที่ 10 มิถุนายน
// กรณีนี้เป็นการ บอกกล่าว *ก่อนจะถึง* กําหนดจ่ายสินจ้างคราวหนึ่ง ซึ่ง
กําหนดจ่ายสินจ้างคราวนั้น คือวันที่ 14 มิถุนายน และมี ผลเป็นการเลิกจ้าง
เมื่อถึงกําหนดจ่ายสินจ้างคราวถัดไป คือ วันที่ 21 มิถุนายน
อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นการจ้างงานที่มีกําหนดจ่ายสินจ้างเกิน 3 เดือน เนื่องจาก
การบอกเลิกจ้างล่วงหน้า "ไม่จําต้อง บอกกล่าวล่วงหน้ากว่า 3 เดือน" ดังนั้น
หากนายจ้างบอกกล่าวเลิกจ้างทันที นายจ้างย่อมจ้ายสินจ้างแทนการบอก
กล่าวล่วงหน้าเป็นระยะเวลา 3 เดือน
10
มาตรา ๕๘๓
ถ้าลูกจ้างจงใจขัดคําสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายก็ดี หรือ
ละเลยไม่นําพาต่อคําสั่งเช่นว่านั้น เป็นอาจิณก็ดี ละทิ้งการงานไป
เสียก็ดี กระทําความผิดอย่างร้ายแรงก็ดี หรือทําประการอื่นอันไม่
สมแก่การปฏิบัติ หน้าที่ของตนให้ลุล่วงไปโดยถูกต้องและสุจริตก็ดี
ท่านว่านายจ้างจะไล่ออกโดยมิพักต้องบอกกล่าวล่วงหน้าหรือให้
สินไหมทดแทนก็ได
ตัวอย่าง
นางสาวอิงดาว เป็นพนักงานบริษัทเอกชน แห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการทดลอง
งาน 120 วัน ขณะปฏิบัติ หน้าที่นางสาวอิงดาว ได้ใช้คอมพิวเตอร์ ของบริษัท
เล่น อินเตอร์เน็ตพูดคุยในเรื่องส่วนตัวและบันทึกข้อความทางอินเตอร์เน็ตใน
เวลาทา งานอยู่เป็นประจา เกือบทุกวันประมาณ ไม่ต่ํา กว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน ต่อมา
นายจ้าง เห็นว่า นางสาวอิงดาว จงใจขัดคําสั่งอันชอบด้วยกฎหมายและเบียดบัง
เวลาทํา งานไปใช้ในเรื่องส่วนตัว ทํางานในหน้าที่บกพร่องต่ํากว่ามาตรฐาน ไม่
สามารถ ปฏิบัติงานตามที่มอบหมายได้ จึงเลิกจ้างนางสาวอิงดาว โดย ไม่ได้
บอกกล่าวล่วงหน้า
11
มาตรา ๕๘๔
ถ้าจ้างแรงงานรายใดมีสาระสําคัญอยู่ที่ตัวบุคคลผู้เป็นนายจ้าง ท่านว่า
สัญญาจ้างเช่นนั้นย่อมระงับ ไปด้วยมรณะแห่งนายจ้าง
ตัวอย่าง
นายม่วงองุ่นเป็นลูกจ้างนายฟ้าคราม แต่ต่อมานายฟ้าครามเกิดเสียชีวิตขึ้นมา
สัญญาจ้างก็จะถูกระงับ เพราะนายฟ้าครามเสียชีวิต
มาตรา ๕๘๕
เมื่อการจ้างแรงงานสุดสิ้นลงแล้ว ลูกจ้างชอบที่จะได้รับใบสําคัญแสดงว่า
ลูกจ้างนั้นได้ทํางานมานาน เท่าไรและงานที่ทํานั้นเป็นงานอย่างไร
ตัวอย่าง
นายเขียวใบตองได้รับมอบหมายงานจากนายส้มเขียวหวาน และเมื่อนาย
เขียวใบตองทํางานที่ได้รับ มอบหมายเสร็จ นายส้มเขียวหวานจะต้องออก
หนังสือว่านายเขียวใบตองทํางานลักษณะแบบใดและระบุเวลาใน การทํา
งานด้วย
12
มาตรา ๕๘๖
ถ้าลูกจ้างเป็นผู้ซึ่งนายจ้างได้จ้างเอามาแต่ต่างถิ่นโดยนายจ้างออกเงิน
ค่าเดินทางให้ไซร้ เมื่อการ จ้างแรงงานสุดสิ้นลง และถ้ามิได้กําหนดกัน
ไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาแล้ว ท่านว่านายจ้างจําต้องใช้เงินค่าเดินทาง
ขา กลับให้ แต่จะต้องเป็นดังต่อไปนี้ คือ
(๑) สัญญามิได้เลิกหรือระงับเพราะการกระทําหรือความผิดของลูกจ้าง
และ
(๒) ลูกจ้างกลับไปยังถิ่นที่ได้จ้างเอามาภายในเวลาอันสมควร
ตัวอย่าง
นายฟ้าสดใสจ้างนายอมชมพูที่อยู่ต่างจังหวัดให้มาทํางานงานที่กรุงเทพ
นายฟ้าสดใสต้องออกค่าเดินทาง ให้นายอมชมพู และเมื่องานเสร็จก็
ต้องออกด่าเดินทางขากลับด้วย โดยมีข้อแม้ว่า นายอมชมพูต้องไม่ได้ทํา
ผิด สัญญาอะไรและการขอค่าเดินทางต้องสัมพันธ์กับระยะทางด้วย
13
สัญญาจ้างทำของ
สัญญาจ้างทําของจะต้องมีคู่สัญญา คือ ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง แต่หน้าที่
ของคู่สัญญาจะไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยผู้รับจ้างมีหน้าที่ทํางานให้
สําเร็จจึงจะได้รับสินจ้าง ส่วนผู้ว่าจ้างมีหน้าที่จ่ายสินจ้างเมื่อผู้รับจ้างทํา
งานสําเร็จแล้ว เว้นแต่จะตกลงเวลาในการจ่ายสินจ้างเป็นอย่างอื่น กล่าว
คือ สัญญาจ้างทําของเป็นการจ่ายสินจ้างเพื่อผลสําเร็จของงาน จะแตก
ต่างจากสัญญาซื้อขายที่หน้าที่ของคู่สัญญาเกิดขึ้นพร้อมกัน คือ ผู้ขาย
มีหน้าที่ส่งมอบ ทรัพย์สินและผู้ซื้อมีหน้าที่ชําระราคา
ลักษณะของสัญญาจ้างทําของ สัญญาจ้างทําของเป็นสัญญาต่าง
ตอบแทน ตามมาตรา 587 คู่สัญญาต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ต้องตอบแทน
ซึ่งกันและกัน คือ ผู้รับจ้างต้องทํางานสิ่งใดสิ่ง หนึ่งจนสําเร็จให้แก่ผู้ว่า
จ้างและผู้ว่าจ้างต้องให้
สินจ้างเพื่อผลสําเร็จของงานนั้น ลักษณะของความสําเร็จของงานที่ทํา
แบ่งได้ดังนี้
1. ทําสิ่งของขึ้นมาแล้วส่งมอบของนั้นให้แก่
ผู้ว่าจ้าง เช่น สัญญาสร้างอาคารหรือสิ่ง
ก่อสร้างอื่น ๆ 2. กระทําการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง คือ เป็นเพียงหนี้
กระทําการ ไม่ได้ทําให้เกิดสิ่งของอย่างใด
อย่างหนึ่ง เช่น สัญญาจ้างทนายความ
สัญญาจ้างแพทย์ให้รักษาพยาบาล
3. มีทั้งการทําสิ่งของและหนี้กระทําการ
ประกอบกัน โดยหลักแล้วการเลิกสัญญา
จะต้องมีเหตุตามมาตรา 387-389 แต่
สัญญาจ้างทําของ มาตรา 605 ให้สิทธิแก้
ผู้ว่าจ้างฝ่ายเดียวในการเลิกสัญญา
14
มาตรา ๕๘๗ อันว่าจ้างทําของนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลคนหนึ่ง เรียกว่า
ผู้รับจ้าง ตกลงจะทําการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จนสําเร็จให้แก่บุคคลอีกคน
หนึ่ง เรียกว่าผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างตกลงจะให้สินจ้างเพื่อผลสําเร็จแห่ง
การที่ทํานั้น
ตัวอย่าง นายฟ้าน้ําทะเลจ้างนายแซลมอนทําเค้กวันเกิด และนายแซลมอน
ก็ตกลงที่จะทําให้ โดยตกลงรับของวันที่ 25เดือน4 พอถึงวันที่กําหนดนาย
แซลมอนก็ส่งเค้กให้นายฟ้าน้ําทะเลและนายฟ้าน้ําทะเลก็จ่ายค่าจ้างให้นาย
แซลมอน
มาตรา ๕๘๘ เครื่องมือต่าง ๆ สําหรับใช้ทํา
การงานให้สําเร็จนั้นผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหา
ตัวอย่าง นายสีแดงแรงสามเท่าต้องการที่จะสร้างสะพาน ซึ่งเป็นงานที่ได้
รับมอบหมายจากนายเหลืองอร่าม ผู้ที่เป็นนายจ้าง แต่นายสีแดงแรงสาม
เท่าไม่มีค้อน จึงไม่สามารถทํางานให้เสร็จได้ นายเหลืองอร่ามผู้ที่เป็น
นายจ้างจะต้องหาค้อนมา เพื่อให้นายสีแดงแรงสามเท่าสร้างสะพานให้
เสร็จ
มาตรา ๕๘๙ ถ้าสัมภาระสําหรับทําการงานที่กล่าวนั้นผู้รับ
จ้างเป็นผู้จัดหา ท่านว่าต้องจัดหาชนิดที่ดี
ตัวอย่าง ผู้ว่าจ้างให้ผู้รับจ้างมาก่อสร้างตึก สมมติว่าหลอดไฟมีราคาตั้งแต่
30 – 200 บาท คุณภาพก็ต่างกัน ผู้รับจ้างหรือผู้ก่อสร้างก็เอาสัมภาระราคา
ถูกมาใช้ก่อสร้าง ต่อมาก็เกิดการชํารุดบกพร่อง แต่ก็ไม่ถึงขั้นเลิกสัญญาได้
เพราะยังถือเป็นเรื่องเล็กน้อยอยู่ แต่ถ้าเสียหายหลายล้านบาท ก็อาจจะถึง
ขั้นเรียกค่าเสียหายได้ ยิ่งไปกว่านั้นต้องคํานึงถึงมาตรา 387 ด้วยคือให้เวลา
ผู้รับจ้างในการส่งมอบงานใหม่ก่อนภายในเวลาอันสมควร
15
มาตรา ๕๙๐ ถ้าสัมภาระนั้นผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหามาส่ง ท่านให้ผู้รับจ้าง
ใช้สัมภาระด้วยความระมัดระวังและ ประหยัด อย่าให้เปลืองเสียเปล่า
เมื่อทําการงานสําเร็จแล้ว มีสัมภาระเหลืออยู่ก็ให้คืนแก่ผู้ว่าจ้าง
ตัวอย่าง นายขาวจ้างช่างมาทาสีบ้าน นายขาวจัดเตรียมสีไว้ให้ช่าง 10 ถัง
ช่างจะต้องระมัดระวังไม่ให้สีหก ใช้อย่างคุ้มค่า หากช่างใช้สีไปเพียง 5 ถัง
อีก 5 ถัง ก็ต้องคืนให้นายขาวที่เป็นผู้ว่าจ้าง
มาตรา ๕๙๑ ถ้าความชํารุดบกพร่องหรือความชักช้าในการที่ทํานั้นเกิด
ขึ้นเพราะสภาพแห่งสัมภาระซึ่งผู้ว่าจ้างส่งให้ก็ดี เพราะคําสั่งของผู้ว่า
จ้างก็ดี ท่านว่าผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสัมภาระนั้น
ไม่เหมาะ หรือว่าคําสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าวตักเตือน
ตัวอย่าง หากนายขาวจ้างช่างมาทาสีแล้วนายขาวทําให้เกิดความชักช้า
เช่น เลือกสียังไม่ได้ ลังเล ช่างไม่ต้องรับผิด เว้นแต่จะได้รู้อยู่แล้วว่าสีนั้นนั้น
ไม่เหมาะกับทาบ้าน หรือว่าคําสั่งนั้นไม่ถูกต้องและมิได้บอกกล่าวตักเตือน
มาตรา ๕๙๒ ผู้รับจ้างจําต้องยอมให้ผู้ว่าจ้างหรือตัวแทนของผู้ว่าจ้าง
ตรวจตราการงานได้ตลอดเวลาที่ทําอยู่นั้น
ตัวอย่าง นางสวยจ้างคนมาออกปูกระเบื้องที่บ้าน นางสวยสามารถเข้าไปดู
การทํางานได้ทุกเมื่อ
16
มาตรา ๕๙๓ ถ้าผู้รับจ้างไม่เริ่มทําการในเวลาอันควร หรือทําการชักช้าฝ่า
ฝืนข้อกําหนดแห่งสัญญาก็ดี หรือทําการชักช้าโดยปราศจากความผิดของ
ผู้ว่าจ้าง จนอาจคาดหมายล่วงหน้าได้ว่าการนั้นจะไม่สําเร็จภายในกําหนด
เวลาที่ได้ตกลงกันไว้ก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะเลิกสัญญาเสียได้ มิพักต้องรอ
คอยให้ถึงเวลากําหนดส่งมอบของนั้นเลย
ตัวอย่าง นายเขียวจ้างนายมั่นตัดชุดสูท แต่นายมั่นชักช้าไม่ยอมทําให้เสียที
จนนายเขียวคิดว่าเสร็จไม่ทันวันที่ต้องใส่แน่ นายเขียวสามารถที่จะเลิก
สัญญาได้ ไม่ต้องรอคอยให้ถึงเวลากําหนดส่งมอบของนั้นเลย
มาตรา ๕๙๔ ถ้าในระหว่างเวลาที่ทําการอยู่นั้นเป็นวิสัยจะคาดหมายล่วง
หน้าได้แน่นอนว่า การที่ทํานั้นจะสําเร็จอย่างบกพร่องหรือจะเป็นไปใน
ทางอันฝ่าฝืนข้อสัญญาเพราะความผิดของผู้รับจ้างไซร้ ผู้ว่าจ้างจะบอก
กล่าวให้ผู้รับจ้างแก้ไขสิ่งที่บกพร่องให้คืนดี หรือทําการให้เป็นไปตาม
สัญญาภายในเวลาอันสมควรซึ่งกําหนดให้ในคําบอกกล่าวนั้นก็ได้ ถ้าและ
คลาดกําหนดนั้นไป ท่านว่าผู้ว่าจ้างชอบที่จะเอาการนั้นให้บุคคลภายนอก
ซ่อมแซมหรือทําต่อไปได้ ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องเสี่ยงความเสียหายและออก
ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น
ตัวอย่าง เจ้าของบ้านหรือผู้ว่าจ้างจะสามารถบอกเลิกจ้าง ผู้รับเหมา และ
ให้เป็นผู้จ่ายเงินค่าจ้างช่าง หรือ ผู้รับเหมาก่อสร้าง รายอื่นให้มาทํางานต่อ
ให้แล้วเสร็จได้ หากว่า ตัวของ ผู้รับเหมา ได้ทําผิดสัญญาว่าจ้างที่ทําไว้ต่อ
กัน หรือแม้กระทั่งเชื่อได้ว่าจะทําผิดสัญญาก็สามารถกระทําได้ ซึ่งเรื่องนี้
ปรากฏอยู่ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 594
17
มาตรา ๕๙๕ ถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระไซร้ ความรับผิดของผู้รับ
จ้างในการบกพร่องนั้น ท่านให้บังคับด้วยบทแห่งประมวลกฎหมายนี้
ลักษณะซื้อขาย
ตัวอย่าง นางบีจ้างนางสวยจัดดอกไม้ และให้นางสวยหาดอกไม้เอง ความ
รับผิดชอบอยู่ที่นางสวย
มาตรา ๕๙๖ ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบการที่ทําไม่ทันเวลาที่ได้กําหนดไว้ใน
สัญญาก็ดี หรือถ้าไม่ได้กําหนดเวลาไว้ในสัญญา เมื่อล่วงพ้นเวลาอันควร
แก่เหตุก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะลดสินจ้างลง หรือถ้าสาระสําคัญแห่งสัญญา
อยู่ที่เวลา ก็ชอบที่จะเลิกสัญญาได้
ตัวอย่าง นาย A ได้จ้างนาย B ทําโต๊ะสําหรับจัดวางในบริษัท 100 ตัว จึง
ตกลงทําสัญญากัน โดยกําหนดเวลาส่ง มอบในอีก 2 เดือนข้างหน้า เมื่อถึง
วันส่งมอบนาย B กลับบอกนาย A ว่ายังทําโต๊ะไม่เสร็จและไม่สามารถส่ง
มอบได้ ในกรณีนี้นาย A สามารถยกเลิกสัญญาที่ทําไว้กับนาย B อีกทั้งยัง
สามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ เนื่องจากนาย B ไม่ทําตามสัญญา และนาย
B ก็มีหน้าที่รับผิดชอบค่าเสียหายที่เกิดขึ้น
18
มาตรา ๕๙๗ ถ้าผู้ว่าจ้างยอมรับมอบการที่ทํานั้นแล้วโดยมิได้อิดเอื้อน
ผู้รับจ้างก็ไม่ต้องรับผิดเพื่อการที่ส่งมอบเนิ่นช้า
ตัวอย่าง นาย A ได้จ้างนาย B ทําโต๊ะสําหรับจัดวางในบริษัท 100 ตัว จึง
ตกลงทําสัญญากัน โดยกําหนดเวลาส่งมอบในอีก 2 เดือนข้างหน้า เมื่อถึง
วันส่งมอบนาย B กลับบอกนาย A ว่ายังทําโต๊ะไม่เสร็จ และไม่สามารถส่ง
มอบได้ ในกรณีนี้นาย A สามารถยกเลิกสัญญาที่ทําไว้กับนาย B ได้ แต่ถ้า
นาย A นั้นสามารถยอมรับงานที่นาย B ส่งล่าช้าได้ นาย B ก็ไม่จําเป็นที่จะ
ต้องชดใช้ค่าเสียหายก็ได้
มาตรา ๕๙๘ ถ้าผู้ว่าจ้างยอมรับมอบการที่ทํานั้นแล้วทั้งชํารุดบกพร่อง
มิได้อิดเอื้อนโดยแสดงออกชัดหรือโดย ปริยาย ผู้รับจ้างก็ไม่ต้องรับผิด
เว้นแต่ความชํารุดบกพร่องนั้นเป็นเช่นจะไม่พึงพบได้ในขณะเมื่อรับ
มอบ หรือผู้รับ จ้างได้ปิดบังความนั้นเสีย
ตัวอย่าง นาย A ได้จ้างนาย B ทําโต๊ะสําหรับจัดวางในบริษัท 100 ตัว จึง
ตกลงทําสัญญากัน โดยกําหนดเวลาส่งมอบในอีก 2 เดือนข้างหน้า เมื่อถึง
วันส่งมอบนาย B กลับบอกนาย A ว่ามีโต๊ะบางตัวที่เกิดความชํารุด แต่นาย
A กลับมองว่าความชํารุดนี้ไม่ส่งผลเสียมากนัก จึงไม่เอาผิดนาย B นาย B
จึงไม่จําเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่ใน กรณีที่นาย B ไม่บอกกล่าวและ
ปิดบังต่อนาย A ว่ามีโต๊ะที่ชํารุด โดยนาย A ได้มารู้ทีหลัง ถ้านาย A เกิดไม่
พอใจใน เหตุการณ์นี้สามารถเรียกร้องค่าเสียต่อนาย B ได้
19
มาตรา ๕๙๙ ในกรณีที่ส่งมอบเนิ่นช้าไปก็ดี หรือส่งมอบการที่ทำชำรุด
บกพร่องก็ดี ท่านว่าผู้ว่าจ้างชอบที่จะยึดหน่วงสินจ้างไว้ได้ เว้นแต่ผู้รับ
จ้างจะให้ประกันตามสมควร
ตัวอย่าง นาย A ได้จ้างนาย B ทำโต๊ะสำหรับจัดวางในบริษัท 100 ตัว จึง
ตกลงทำสัญญากัน โดยนาย B ได้ให้สัญญาว่าจะให้โต๊ะเสร็จตามกำหนด
เวลาส่งมอบในอีก 2 เดือนข้างหน้า ไม่เช่นนั้นจะต้องลดราคาที่ต้องชำระให้
นาย A ลงครึ่งหนึ่ง เมื่อถึงวันส่งมอบนาย B ไม่สามารถส่งมอบโต๊ะให้นาย A
ได้ เนื่องจากมีโต๊ะบางตัวที่เกิดความชำรุด ในกรณีนี้นาย A สามารถเก็บค่า
จ้างที่จะต้องจ่ายในวันส่งมอบให้กับนาย B ไว้ได้ หรือนาย B จะต้องลด
ราคาที่ต้องชำระลงครึ่งหนึ่งให้กับนาย A ตามที่ตกลงในสัญญา เนื่องจาก
นาย B ทำผิดสัญญาที่ให้ไว้กับนาย A
มาตรา ๖๐๐ ถ้ามิได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญาไซร้ ท่านว่าผู้รับ
จ้างจะต้องรับผิดเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องเพียงแต่ที่ปรากฏขึ้น
ภายในปีหนึ่งนับแต่วันส่งมอบ หรือที่ปรากฏขึ้นภายในห้าปี ถ้าการที่ทำ
นั้นเป็นสิ่งปลูกสร้างกับพื้นดิน นอกจากเรือนโรงทำด้วยเครื่องไม้
แต่ข้อจำกัดนี้ท่านมิให้ใช้บังคับเมื่อปรากฏว่าผู้รับจ้างได้ปิดบังความ
ชำรุดบกพร่องนั้น
ตัวอย่าง นาย A จ้างนาย B ให้มาสร้างโรงรถที่บ้าน และตกลงทำสัญญากัน
โดยตกลงส่งมอบให้อีก 7 เดือนข้างหน้า เมื่อถึงวันส่งมอบ นาย A กลับพบ
ความชำรุดของโรงรถ ซึ่งตามมาตรา ๖๐๐ ในกรณีที่ไม่ได้ตกลงไว้ในสัญญา
ว่าถ้าเกิดเหตุชำรุดจะแก้ไขอย่างไร นาย B จะต้องรับผิดชอบจัดการแก้ไข
งานที่ชำรุดให้กับนาย A ภายใน 1 ปีนับแต่ส่งมอบ หรือภายใน 5 ปีนับแต่
นาย A ได้พบความชำรุดนั้น แต่ในกรณีที่นาย B ตั้งใจปิดบังความชำรุดของ
โรงรถต่อนาย A นาย A สามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้
20
มาตรา ๖๐๑ ท่านห้ามมิให้ฟ้องผู้รับจ้างเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันการ
ชำรุดบกพร่องได้ปรากฏขึ้น
ตัวอย่าง นาย A จ้างนาย B ให้มาสร้างโรงรถที่บ้าน และตกลงทำสัญญา
กัน โดยตกลงส่งมอบให้อีก 7 เดือนข้างหน้า เมื่อถึงวันส่งมอบ นาย A กลับ
พบความชำรุดของโรงรถ ซึ่งตามมาตรา ๖๐๐ ในกรณีที่ไม่ได้ตกลงไว้ใน
สัญญาว่าถ้าเกิดเหตุชำรุดจะแก้ไขอย่างไร นาย B จะต้องรับผิดชอบ
จัดการแก้ไขงานที่ชำรุดให้กับนาย A ภายใน 1 ปีนับแต่ส่งมอบ หรือภายใน
5 ปีนับแต่นาย A ได้พบความชำรุดนั้น โดยไม่ให้มีการฟ้องร้องนาย B ถ้า
นาย B นั้นไม่ได้จงใจปิดบังความชำรุดนั้นต่อนาย A
มาตรา ๖๐๒ อันสินจ้างนั้นพึงใช้ให้เมื่อรับมอบการที่ทำ ถ้าการที่
ทำนั้นมีกำหนดว่าจะส่งรับกันเป็นส่วน ๆ และได้ระบุจำนวนสินจ้าง
ไว้เป็นส่วน ๆ ไซร้ ท่านว่าพึงใช้สินจ้างเพื่อการแต่ละส่วนในเวลารับ
เอาส่วนนั้น
ตัวอย่าง จ้างทนายความร่างสัญญา ถ้าร่างเสร็จแล้วแต่ยังไม่ส่งมอบ ผู้ว่า
จ้างก็ยังไม่ต้องชำระสินจ้าง ต้องส่งมอบก่อนหน้าที่ชำระสินจ้างจึงจะเกิด
ขึ้น แต่หนี้กระทำการบางอย่างไม่มีอะไรต้องส่งมอบอีก เช่น ทำฟัน ตัดผม
และบางกรณีก็เป็นการส่งมอบไป ในตัวเลย เช่น จ้างซ่อมแซมบ้าน ทาสี
บ้าน เว้นแต่จะมีข้อตกลงว่าให้ผู้ว่าจ้างมาตรวจงานอีกครั้งหนึ่ง หนี้ของผู้ว่า
จ้างและผู้รับจ้างไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน คือ ผู้รับจ้างต้องทำงานก่อน เมื่อส่ง
มอบงานแล้วผู้ว่า จ้างจึงจะมีหน้าที่ชำระสินจ้าง แต่มาตรา 602 ตกลง
ยกเว้นได้ โดยอาจตกลงให้จ่ายสินจ้างก่อนส่งมอบก็ได้
มาตรา 602 วรรค 2 วางหลักว่า ถ้าการที่ทำนั้นมีกำหนดว่าจะส่งรับกันเป็น
ส่วน ๆ และได้ระบุจำนวน สินจ้างไว้เป็นส่วน ๆ ท่านว่าพึงให้สินจ้างเพื่อการ
แต่ละส่วนในเวลาที่รับเอาส่วนนั้น เช่น สัญญาจ้างสร้างอาคาร ราคา 300
ล้านบาท ในสัญญาจะกำหนดว่าในวันทำสัญญาต้องจ่ายสินจ้าง 10% จ่าย
อีก 10% ในวันที่วางโครงสร้างเสร็จ และจ่ายอีก 30% ในงวดต่อไป
จนกว่าจะครบ 100% เป็นการตกลงยกเว้นมาตรา 602 วรรค 1 ถ้าทำงาน
เสร็จแล้วแต่ส่งมอบไม่ได้ เพราะทรัพย์นั้นพังทลายหรือบุบสลายไป ผู้ว่า
จ้างก็ไม่จำเป็นต้องจ่าย
21
มาตรา ๖๐๓ ถ้าผู้รับจ้างเป็นผู้จัดหา
สัมภาระ และการที่จ้างทำนั้นพังทลายหรือ
บุบสลายลงก่อนได้ส่งมอบกันถูกต้องไซร้
ท่านว่าความวินาศอันนั้นตกเป็นพับแก่
ผู้รับจ้าง หากความวินาศนั้นมิได้เป็น
เพราะการกระทำของผู้ว่าจ้าง ในกรณี
เช่นว่านี้ สินจ้างก็เป็นอันไม่ต้องใช้
ตัวอย่าง สัญญาจ้างจัดช่อดอกไม้แบบ รับงานไปทำที่บ้าน ผู้รับจ้าง
จัดหาสัมภาระคือจัดหาดอกไม้และรถขนส่งเท่ากับว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของ
ผู้รับจ้าง ถ้าการที่ทำพังทลายหรือบุบสลายไป เช่น ดอกไม้เสียหาย
ระหว่างขนส่ง ผู้ถือ กรรมสิทธิ์ก็ต้องรับเคราะห์กรรมไป ผู้ว่าจ้างไม่ต้อง
จ่ายสินจ้างโดยไม่มีข้อยกเว้น
มาตรา ๖๐๔ ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหาสัมภาระ
และการที่จ้างทำนั้นพังทลายหรือบุบสลายลง
ก่อนได้ส่งมอบกันถูกต้องไซร้ ท่านว่าความ
วินาศนั้นตกเป็นพับแก่ผู้ว่าจ้าง หากความวินาศ
นั้นมิได้เป็นเพราะการกระทำของผู้รับจ้าง
ในกรณีเช่นว่านี้ สินจ้างก็เป็นอันไม่
ต้องใช้ เว้นแต่ความวินาศนั้นเป็นเพราะการกระ
ทำของผู้ว่าจ้าง
ตัวอย่าง สัญญาจ้างจัดช่อดอกไม้แบบ รับงานไปทำที่บ้าน ผู้ว่าจ้าง
จัดหาดอกไม้และรถขนส่งให้ เมื่อผู้รับจ้างทำงานเสร็จแล้วจึงไปส่งมอบ
ที่โรงแรม แต่ส่งไม่ได้เนื่องจาก รถที่ขนส่งช่อดอกไม้ระหว่างทางเกิด
อุบัติเหตุ(ไม่ใช่ความผิดของผู้รับจ้าง)ทำให้งานเสียหายทั้งหมด ผู้ว่าจ้าง
ก็ต้องชำระสินจ้าง
22
มาตรา ๖๐๕ ถ้าการที่จ้างยังทำไม่แล้วเสร็จอยู่ตราบใด ผู้ว่าจ้างอาจ
บอกเลิกสัญญาได้ เมื่อเสียค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้รับจ้างเพื่อความเสีย
หายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น
ตัวอย่าง นางสาวปลาจ้างนางสาวน้ำวาดรูป นางสาวน้ำยังวาดไม่เสร็จ ปลา
ก็มาขอยกเลิกว่าไม่เอารูปภาพแล้ว นางสาวปลาก็ต้องจ่ายค่าเสียหายเพื่อ
บอกเลิกสัญญาให้กับนางสาวน้ำ
มาตรา ๖๐๖ ถ้าสาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่ความรู้ความสามารถของ
ตัวผู้รับจ้างและผู้รับจ้างตายก็ดี หรือตกเป็นผู้ไม่สามารถทำการที่รับจ้าง
นั้นต่อไปได้ด้วยมิใช่เพราะความผิดของตนก็ดี ท่านว่าสัญญานั้นย่อมเป็น
อันสิ้นลง
ถ้าการส่วนที่ได้ทำขึ้นแล้วนั้นเป็นประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้างไซร้
ท่านว่าผู้ว่าจ้างจำต้องรับเอาไว้และใช้สินจ้างตามสมควรแก่ส่วนนั้น ๆ
ตัวอย่าง นายไข่ตุ๋นจ้าง นางศรีนวลแต่งนิยาย แต่นายไข่ตุ๋นประสบอุบัติเหตุ
นางศรีนวลตกเป็นคนไร้ความสามารถ ไม่สามารถแต่งนิยายต่อได้ หาก
นิยายยังแต่งไม่เสร็จ สัญญาระหว่านายไข่ตุ๋นกับนางศรีนวลก็สินสุดลง แต่
หากนางศรีนวลแต่งเสร็จแล้ว นายไข่ตุ๋นก็ต้องจ่ายสินจ้างให้กับศรีนวล
23
มาตรา ๖๐๗ ผู้รับจ้างจะเอาการที่รับจ้างทั้งหมดหรือแบ่งการแต่
บางส่วนไปให้ผู้รับจ้างช่วงทำอีกทอดหนึ่งก็ได้ เว้นแต่สาระสำคัญ
แห่งสัญญานั้นจะอยู่ที่ความรู้ความสามารถของตัวผู้รับจ้าง แต่ผู้รับ
จ้างคงต้องรับผิดเพื่อความประพฤติหรือความผิดอย่างใด ๆ ของ
ผู้รับจ้างช่วง
ตัวอย่าง มานีจ้างปิติทำโลโก้ร้านคาเฟ่ปิติตกลงรับงาน แต่เอาไปจ้าง
มานะต่ออีกทอดหนึ่ง หากมานะส่งงานให้ปิติไม่ทันเวลา ปิติต้องรับผิด
ชอบกับมานี ที่เป็นผู้ว่าจ้างเอง
24
ผลความแตกต่างระหว่าง
การจ้างแรงงานและการจ้างทำของ
เมื่อผู้ว่าจ้างสามารถพิจารณาแยกระหว่าง
การจ้างแรงงาน และการจ้างทำของ ได้แล้ว
ดังนั้น ผู้ว่าจ้างจึงสามารถพิจารณถึงผลของความแตกต่าง เช่น
สิทธิ ภาระหน้าที่ ข้อจำกัด และความรับผิดชอบตามกฎหมายของ
ผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง
ดังต่อไปนี้
(1) ค่าตอบแทน
ในการกำหนดค่าตอบแทนการทำงานสำหรับการจ้างทำของคู่สัญญาสามารถ
ตกลงกันได้ในอัตราที่เป็นที่ยอมรับทั้งสองฝ่ายโดยอาจคำนึงถึงปริมาณงานและ
คุณภาพของงาน
แต่ในกรณีการจ้างแรงงานผู้ว่าจ้างจะต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยไปกว่า
อัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรืออัตรา ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือตามที่คณะกรรมการค่า
จ้างประกาศกำหนด
(2) ภาษีอากร
o ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT: Value-Added Tax) โดยทั่วไปการจ้างทำของถือเป็นการ
ให้บริการอย่างหนึ่งซึ่งอยู่ภายใต้กฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มตามประมวลรัษฎากร
อย่างไรก็ดี หากเป็นการจ้างแรงงานจะได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม
o ภาษีเงินได้ของผู้รับจ้าง (Income Tax) ค่าตอบแทนสำหรับการจ้างแรงงานและ
จ้างทำของถือเป็นเงินได้คนละประเภทซึ่งอาจมีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์
ทางภาษีหรือการหักค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน
o ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) อัตราและวิธีการคำนวณภาษีหัก ณ ที่
จ่าย ที่ผู้ว่าจ้างจะต้องหักจากค่าตอบแทนเพื่อนำส่งกรมสรรพากรที่แตกต่างกัน
o อากรแสตมป์ (Stamp Duty) สัญญาจ้างทำของเป็นตราสารที่จะต้องติด/ชำระ
อากรแสตมป์ตามอัตราที่กำหนด ส่วนสัญญาจ้างแรงงานเป็นตราสารที่ไม่ต้อง
ติด/ชำระอากรแสตมป์
25
ผลความแตกต่างระหว่าง
การจ้างแรงงานและการจ้างทำของ
(3) หลักประกันการทำงานที่จ้าง
ในการจ้างทำของผู้ว่าจ้างอาจให้ผู้รับจ้างวางหลักประกันการ
ปฏิบัติตามสัญญาในรูปแบบและจำนวนที่เหมาะสมที่จะครอบคลุม
ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ตามที่คู่สัญญาตกลงยอมรับ
แต่ในกรณีของการจ้างแรงงานการเรียกหลักประกันการทำงาน
ต้องเป็นไปตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการ
เรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายใน
การทำงานจากลูกจ้าง เท่านั้น ซึ่งกำหนด เงื่อนไขงาน จำนวน รูปแบบ
และการเก็บรักษาหลักประกันประกันที่กำหนดเท่านั้นที่จะสามารถ
ทำได้
(4) เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ และสัมภาระในการทำงาน
หากไม่มีการตกลงไว้เป็นอย่างอื่นอย่างชัดเจน
ในการจ้างแรงงานผู้รับจ้างไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบจัดหา
เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ วัตถุดิบ และสัมภาระในการทำงาน ใน
ขณะที่
หากเป็นการจ้างทำของผู้รับจ้างจะต้องเป็นจัดหาและรับผิด
ชอบค่าใช้จ่ายดังกล่าว
26
ผลความแตกต่างระหว่างการจ้างแรงงาน
และการจ้างทำของ
(5) วันและเวลาทำงาน
เนื่องจากการจ้างทำของมุ่งเน้นผลสำเร็จ
ของงานเป็นสำคัญ โดยทั่วไปวันและเวลา
ทำงานจึงไม่ใช่สาระสำคัญของการจ้าง
ผู้รับจ้างมีอิสระในการบริหารจัดการเวลา
ให้สามารถส่งมอบงานที่จ้างได้ตามกำหนด
ในขณะที่การจ้างแรงงาน ผู้ว่าจ้างมีอำนาจ
บังคับบัญชาผู้รับจ้างโดยที่สามารถกำหนด
วันและเวลาทำงาน วันหยุด วันลาต่างๆ ได้
ทั้งนี้ไปเป็นไปตามหรือไม่ขัดต่อกฎหมาย
คุ้มครองแรงงาน เช่น ห้ามทำงานเกินว่า 6
วันต่อสัปดาห์
(6) ตัวผู้รับจ้างเป็นสาระสำคัญของสัญญา
ในการจ้างแรงงานถือคุณสมบัติของผู้รับจ้างเป็น
สาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงานเสมอ เช่น
ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ทักษะ ความ
ชำนาญ ผีมือของผู้รับจ้างที่เหมาะสมกับงานที่
มอบหมาย ในขณะที่การจ้างทำของผู้ว่าจ้างอาจ
ถือหรือไม่ถือคุณสมบัติของผู้รับจ้างเป็นสาระ
สำคัญก็ได้ ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างไม่ถือคุณสมบัติของ
ผู้รับจ้างเป็นสาระสำคัญ เช่น การที่ผู้ว่าจ้างไม่
กำหนดห้ามผู้รับจ้าง จ้างบุคคลอื่นทำงานช่วง
แทนผู้รับจ้าง
27
ผลความแตกต่างระหว่างการจ้างแรงงาน
และการจ้างทำของ
(7) หน้าที่ของผู้ว่าจ้าง
หากเป็นการจ้างแรงงานแล้ว นอกจากหน้าที่
ของผู้ว่าจ้างจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตกลง
กันไว้ในสัญญาแล้ว ผู้ว่าจ้างจะยังมีหน้าที่ต่าง
ๆ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและ
กฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการจ้างแรงงานด้วย
เช่น การจ้ายค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่ผู้รับ
จ้างในกรณีเลิกจ้างตามอัตราไม่ต่ำกว่าที่
กฎหมายกำหนด การขึ้นทะเบียนนายจ้างและ
นำส่งเงินสมทบ เงินสะสม เงินกองทุนประกัน
สังคมให้แก่สำนักงานประกันสังคม หรือการ
จ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนเงินทดแทน
(8) สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของผู้รับจ้าง
ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ ในกรณีที่คู่สัญญาไม่ได้
ตกลงกันเอาไว้เป็นอย่างอื่นเป็นลายลักษณ์อักษร
งานอันมีลิขสิทธิ์ (Copyright) ที่ผู้รับจ้างได้จัดทำขึ้น
เช่น งานรายงาน บทวิเคราะห์ ระบบงาน โปรแกรม
ภาพวาด ภาพถ่าย งานออกแบบ หรือสื่อต่าง ๆ หาก
เป็นการทำขึ้นเนื่องจากการจ้างแรงงาน งานอันมี
ลิขสิทธิ์นั้นจะตกเป็นของผู้รับจ้างโดยที่นายจ้างมี
เพียงสิทธินำงานนั้นไปใช้และนำออกเผยแพร่ได้ตาม
วัตุประสงค์ของการจ้างงานนั้น ในขณะที่หาก
เป็นการจ้างทำของงานอันมีลิขสิทธิ์จะตกเป็นสิทธิ
ของผู้ว่างจ้างโดยผลของกฎหมาย
28
ผลความแตกต่างระหว่างการจ้าง
แรงงานและการจ้างทำของ
(9) ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกตามกฎหมายละเมิด
การจ้างแรงงานหากผู้รับจ้างได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นอันเนื่องมา
จากการกระทำไปในทางการที่จ้าง ผู้ว่าจ้างจะต้องร่วมรับผิดชอบกับบุคคลผู้เสีย
หายนั้นด้วย ในขณะที่การจ้างทำของ ผู้ว่าจ้างไม่ต้องร่วมรับผิดชอบความเสีย
หายอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้รับจ้างเนื่องจากผู้รับจ้างมีอิสระในการใช้
ดุลพินิจในการทำงานดำเนินการ ผู้ว่าจ้างไม่ได้มีส่วนควบคุมหรือรู้เห็นกับการ
ตัดสินใจ การกระทำการนั้นของผู้รับจ้างได้เลย ยกเว้นในกรณีที่ความเสียหายนั้น
เกิดจากการที่ผู้ว่าจ้างได้มีคำสั่งให้ผู้รับจ้างตามคำสั่งนั้นและการกระทำนั้นก่อให้
เกิดการละเมิดหรือในกรณีที่ผู้ว่าจ้างสรรหาและเลือกให้บริการที่ไม่มีคุณภาพ
มาตรฐาน และ/หรือความรู้ ความสามารถที่ไม่เหมาะสมกับงานที่จ้างจนก่อให้
เกิดความเสียหาย
29
ผลความแตกต่างระหว่างการจ้าง
แรงงานและการจ้างทำของ
(10) เขตอำนาจศาล
ข้อพิพาทเกี่ยวกับการจ้างแรงงานจะอยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลแรงงาน
ซึ่งเป็นศาลชำนัญการพิเศษซึ่งมีกระบวนและพิธีพิจารณาเฉพาะ ในขณะที่
ข้อพิพาทอันเกิดจากการจ้างทำของอยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลชั้นต้น
ทั่วไป เช่น ศาลแพ่ง ศาลแขวง ศาลจังหวัด เป็นต้น
เมื่อพิจารณาถึงความแตกต่างแล้วจะพบว่าการจ้างทำงานด้วยการจ้างทำ
ของจะมีต้นทุนการจ้างโดยรวมที่ถูกกว่าและมีภาระหน้าที่ ความผูกพันต่อ
ผู้ว่าจ้างน้อยกว่าการจ้างแรงงาน อีกทั้งยังมีประสิทธิภาพ ความคล่องตัว
และความยืดหยุ่นสูงกว่าการจ้างแรงงาน ทำให้ธุรกิจเกิดใหม่และธุรกิจ
ขนาดกลาง-ย่อมมักนิยมการจ้างทำงานแบบจ้างทำของมากขึ้น อย่างไรก็ดี
หากมีข้อพิพาทไม่ว่าเกี่ยวกับการจ้างแรงงานหรือเกี่ยวกับภาษี ศาลหรือ
เจ้าหน้าที่มักพิจารณาที่พฤติการณ์และข้อเท็จจริงแห่งการจ้างทำงานนั้น
เป็นสำคัญไม่ว่าจะเรียกชื่อสัญญานั้นว่าอะไรก็ตาม อันได้แก่ การมุ่งเน้น
ผลสำเร็จของงานเป็นสำคัญและอำนาจบังคับบัญชา
30
บรรณานุกรม
สถาบันนิติธรรมาลัย. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : ลักษณะ ๖ จ้างแรงงาน (มาตรา ๕๗๕ - ๕๘๖)
| สถาบันนิติธรรมาลัย (drthawip.com). (วันที่ค้นข้อมูล 2565,20 เมษายน)
สถาบันนิติธรรมาลัย. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : ลักษณะ ๗ จ้างทำของ (มาตรา ๕๘๗ - ๖๐๗)
| สถาบันนิติธรรมาลัย (drthawip.com). (วันที่ค้นข้อมูล 2565,20 เมษายน)
ใยแก้ว ศีลรักษ์. (2565). ''กฎหมายลักษณะสัญญา'' ใน เอกสารการสอนเอกเทศสัญญา.
(เอกสารไม่ตีพิมพ์เผยแผร่). หน้ า 128-133.
ใยแก้ว ศีลรักษ์. (2565). ''กฎหมายลักษณะสัญญา'' ใน เอกสารการสอนเอกเทศสัญญา.
(เอกสารไม่ตีพิมพ์เผยแผร่). หน้ า 135-147.
ใยแก้ว ศีลรักษ์. (2565). ''หลักทั่วไปเกี่ยวกับสัญญา'' ใน เอกสารการสอนวิชากฎหมาย
ธุรกิจและพาณิชย์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. (เอกสารไม่ตี
พิมพ์เผยแผร่). หน้ า 135-142.
ใยแก้ว ศีลรักษ์. (2565). ''หลักทั่วไปเกี่ยวกับสัญญา'' ใน เอกสารการสอนวิชากฎหมายธุรกิจ
และพาณิชย์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. (เอกสารไม่ตีพิมพ์เผย
แผร่). หน้ า 144-158.
31
สมาชิก
62100502 ภูชิชตา เปี่ ยมเมธางค์ 62100558 สงกานต์ รับรอง
62100561 สรรธร สมโภชน์ 62100590 นายอรรถกร ตรงต่อศักดิ์
62100604 นายเอกชลิต ศรีสกุลกาล
32