The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by yutthawee759, 2021-06-22 02:45:42

ชีววิทยา PAT2

เอกสาร_true_ red

Part I

ser es

ʶÔμԢ͌ Êͺ PAT2

การศึกษาชีววิทยา
1

ser es

2

3

ser es

4

เคมีท่ีเปนพนื้ ฐานของสิง่ มีชวี ติ
5

ser es

6

ปรมิ าณ คารโ บไฮเดรต โปรตีน ไขมัน
พลงั งานทไี่ ดจาก 3 2 1

การสลาย 4 kcal/g 3 9 kcal/g
ลําดับการนําไปใช แอมโมเนยี /
ของเสยี ท่ไี ดจ าก 1 ยูเรยี /ยูรกิ 2
C/H/O/N
การสลาย CO2 & H2O amino acid Ketone body
ธาตุองคประกอบ peptide
C/H/O C/H/O
หนวยยอย monosaccha- bond glycerol +
fatty acid
พันธะ ride
glycosidic ester bond

bond

7

ser es

8

note

ser es

C เซลลของสง่ิ มีชวี ติ (cell)

10

11

ser es

12

13

ser es

D การลําเลยี งสารระดับ cell

14

15

ser es

16

E การแบงเซลล

17

ser es

18

19

ser es

20

แบบฝกหดั

1. สว นที่เกยี่ วขอ งกบั การเกดิ ภาพของกลอ งจลุ ทรรศนแ บบใชแ สงคอื ขอ ใด (PAT2 ม.ี ค. 52)
A เลนสรวมแสง B เลนสใกลตา
C ปุมปรบั ภาพ D ลาํ กลอ ง
1. A B 2. B C
3. C D 4. A D

2. ภาพของโพรโทซัวทศ่ี ึกษาดว ยกลองจลุ ทรรศนม ลี ักษณะดงั ขอใด (PAT2 ก.ค. 53)
1. ภาพเสมอื นขนาดใหญ ปรากฏท่ีจอรบั ภาพของตา
2. ภาพเสมอื นขนาดหัวกลบั ปรากฏที่เรตินา
3. ภาพจรงิ ขนาดใหญ ปรากฏทีจ่ อรบั ภาพของตา
4. ภาพจริงหัวกลับ ปรากฏท่เี รตนิ าของตา

3. เหตใุ ดจึงตอ งใชน้ํามนั เปนตัวกลางระหวา งสไลดที่วางวตั ถกุ ับเลนสใกลว ตั ถุในการใชกลองจุลทรรศนแ บบใชแสงสําหรับ
เลนส 100X (PAT2 มี.ค. 54)
1. เพือ่ ลดการสะทอ นแสงจากหนาเลนส
2. เพอื่ เพิ่มชวงความยาวคลน่ื แสงท่ีเขา สเู ลนส
3. เพ่อื เพิม่ กําลังขยายของกลอ งใหมากกวา 100X
4. เพอ่ื เพ่ิมการหักเหของแสงจากตัวอยา งเขาสูเ ลนส

4. ส่งิ ท่ีกลอ งจุลทรรศนใ ชแ สงแบบสเตอรโิ อแตกตา งจากกลอ งจลุ ทรรศนใชแสงแบบธรรมดาคือขอ ใด (PAT2 ก.ค. 52)
A ใชศ ึกษาไดท ้งั วตั ถโุ ปรงแสงและทึบแสง B เลนสใ กลว ัตถุมีกําลงั ขยายนอ ยกวา 4X
C ภาพที่เห็นเปนภาพ 3 มิติ และเปนภาพจริง
1. A 2. A B
3. B C 4. A B C

5. วธิ ีการศึกษาเซลลแ ละการใชอุปกรณใ นการศกึ ษา ขอใดใชไดอ ยางเหมาะสมท่ีสดุ (PAT2 ม.ี ค. 53)
1. เตรียมตัวอยา งสด (wet mount) ของโพรโทซัว สอ งดว ยกลอ งจลุ ทรรศนแบบใชแสง (light microscope)
2. ตัดภาคตดั ขวางรังไขพืชดอกเพ่ือศกึ ษาสัณฐานวิทยาดว ยกลองจอมืด (dark–eld microscope)
3. เกล่ียบาง (smear) จุลนิ ทรยี บนสไลด สองดว ยกลอ งจุลทรรศนส เตอริโอ (stereo microscope)
4. เกลย่ี บาง (smear) เซลลเมด็ เลอื ด สอ งดว ยกลอ งฟลอู อเรสเซนส (uorescence microscope)

21

ser es

6. ภาพจากกลอ งชนิดใดเปน ภาพสามมิติเชนเดยี วกบั ท่เี ห็นจากกลองใชแสงแบบสเตอริโอ (PAT2 ต.ค. 53)
1. กลอ งใชแสงแบบเลนสป ระกอบ 2. กลองใชแ สงแบบฟลูออเรสเซนซ
3. กลองจุลทรรศนอ เิ ลก็ ตรอนแบบสองผาน 4. กลองจลุ ทรรศนอ ิเล็กตรอนแบบสองกราด

7. คอเลสเตอรอล ไกลโคเจน และไคทนิ จัดเปนสารอนิ ทรียประเภทใดตามลาํ ดบั (PAT2 ต.ค. 52)
1. คารโบไฮเดรต ลิพิด โปรตีน 2. คารโบไฮเดรต โปรตนี ลพิ ิด
3. ลิพดิ คารโ บไฮเดรต คารโ บไฮเดรต 4. ลพิ ิด คารโบไฮเดรต ลพิ ดิ

8. โครงสรางของสารเคมใี ดที่สามารถสรางพนั ธะเพปไทดได (PAT2 ม.ี ค. 53)

A BC D

1. A 2. B
3. C 4. D

9. สารเคมีดงั โครงสรางทแ่ี สดงจะพบเปน องคป ระกอบของสารชีวโมเลกลุ ใด (PAT2 ก.ค. 53)

1. เซลลูโลส 2. อะไมโลส
3. เซลลูเลส 4. อะไมโลเพกตนิ

10. สารพันธุกรรมเปนสารประเภทใด (O-NET 49) 2. โปรตนี
1. คารโ บไฮเดรต 4. กรดนวิ คลอี กิ
3. ลพิ ดิ

11. ขอ ใดไมใชสว นประกอบของโครโมโซม (PAT2 ก.ค. 52) 2. ฮีสโทน
1. ดเี อน็ เอ 4. ไรโบโซม
3. นวิ คลโี อโซม

22

12. ผนงั ของเซลล Escherichia coli ประกอบขึน้ จากสารชนดิ ใด (PAT2 ม.ี ค. 54)
1. glycolipid 2. aminoglycan
3. phospholipid 4. peptidoglycan

13. ตาม uid mosaic model เยอ่ื หุมเซลลม ลี กั ษณะเปนของไหล (uid) ความคงตวั (integrity) ของเยื่อหุมเซลลจะมาก
หรือนอ ยขึน้ อยกู บั องคประกอบใดเปน หลัก (PAT2 ต.ค. 53)
1. โปรตีน 2. ฟอสโฟลพิ ิด
3. คอเลสเตอรอล 4. ไกลโคโปรตนี

14. เซลลของอวัยวะใดมีเอนโดพลาสมิกเรติควิ ลมั แบบผวิ เรียบมากกวา เซลลทวั่ ไป (PAT2 ม.ี ค. 52)
1. กลามเนื้อ สมอง 2. อัณฑะ ประสาท
3. ตบั หัวใจ 4. รงั ไข ตอ มหมวกไต

15. การสังเคราะหโปรตีนทเ่ี ปน องคประกอบของเยื่อหุมเซลลจําเปน ตอ งอาศัยการทาํ งานรวมกันของออรแ กเนลลใ นขอ ใด
(PAT2 ต.ค. 52)
A เอนโดพลาสมิกเรตคิ วิ ลมั B ไรโบโซม
C กอลจคิ อมเพล็กซ D ไมโครทิวบูล
1. A B 2. B C
3. A B C 4. A B C D

16. โครงสรา งใดในเซลลท่เี ปนแหลงผลิตและลาํ เลยี งสารในเซลล และเปนแหลง ผลติ สารทใ่ี หพ ลงั งานสูงตามลาํ ดับ
(PAT2 ก.ค. 53)
1. ไมโทคอนเดรยี และเอนโดพลาสมิกเรติคิวลมั 2. ไมโทคอนเดรยี และกอลจิคอมเพลก็ ซ
3. เอนโดพลาสมกิ เรติคิวลัม และกอลจิคอมเพล็กซ 4. เอนโดพลาสมกิ เรติควิ ลมั และไมโทคอนเดรยี

17. ตามขาวทป่ี รากฏในหนังสือพมิ พ มผี รู บั ประทานมันสาํ ปะหลงั ดิบแลวเสียชีวิต ท้งั นเ้ี พราะในหัวมันสาํ ปะหลังดิบมี
ไซยาไนด จากการศึกษาพบวา ไซยาไนดม ีผลตอ กระบวนการเมแทบอลิซมึ ของเซลล แสดงวาไซยาไนดอ อกฤทธต์ิ อ สว นใด
ของเซลล (PAT2 ก.ค. 53)
1. กอลจคิ อมเพล็กซ 2. ไมโทคอนเดรยี
3. ไรโบโซม 4. นิวคลีโอลสั

18. เซลลข องสิง่ มีชวี ิตในขอใดไมพบไลโซโซม (PAT2 ก.ค. 52) B ตับ
A กลามเน้ือลาย
C เม็ดเลือดแดงของคน D สาหรายหางกระรอก
1. A B 2. B C
3. A D 4. C D

23

ser es

19. โครงสรางใดในเซลลท ีเ่ กี่ยวของกบั การสะสมอาหารและการสะสมพิษตามลาํ ดบั (PAT2 มี.ค. 53)
1. ลวิ โคพลาสตแ ละไลโซโซม 2. ฟดู แวคิวโอลและไลโซโซม
3. ฟดู แวคิวโอลและแซบแวคิวโอล 4. ลิวโคพลาสตและแซบแวควิ โอล

20. เซลลข องตอ มไรท อ ทําหนาท่สี งั เคราะหฮอรโมนสาํ หรบั สงไปยังสว นตางๆ ของรางกาย จะมอี อรแกเนลลใ ดมาก
(O-NET 54)
1. แวควิ โอล 2. ไลโซโซม
3. ไมโทคอนเดรีย 4. รางแหเอนโดพลาสซมึ

21. เมื่อเซลลเม็ดเลอื ดขาวนาํ แบคทเี รียเขา สูเซลลแ ลว ออรแกเนลลใดทาํ หนา ท่ียอ ยทาํ ลายแบคทเี รยี นั้น (O-NET 51)
1. ไรโบโซม 2. ไลโซโซม
3. ไมโทคอนเดรยี 4. กอลจคิ อมเพลกซ

22. ในออรแ กเนลลใดจะพบวามที ้ัง ribosome DNA และ RNA (PAT2 ต.ค. 53)
1. leucoplast 2. chromoplast
3. chloroplast 4. tonoplast

23. ออรแกเนลลใดในเซลลพชื ท่ีไมพบ DNA (O-NET 52) 2. แวควิ โอล
1. นิวเคลยี ส 4. ไมโทคอนเดรีย
3. คลอโรพลาสต

24. เซลลท ่มี ีสวนประกอบดงั ตอไปน้ี ดีเอ็นเอ ไรโบโซม เยอ่ื หุมเซลล เอนไซม และไมโทคอนเดรีย เปนเซลลของสิง่ มชี ีวติ ใน
ขอ ใด (O-NET 53)
1. แบคทเี รีย 2. พืชเทา น้นั
3. สัตวเทานั้น 4. อาจเปนไดทงั้ พชื หรอื สัตว

25. ด.ญ. จะจา มอี าการทอ งเสยี แพทยว ินิจฉยั วาเกดิ จากสารพิษ (toxin) จากแบคทีเรีย นักเรียนคดิ วาสารพษิ นน้ี าจะ
ทาํ ลายโครงสรางใดของเซลล (PAT2 ม.ี ค. 54)
1. tight junction 2. desmosome
3. hemidesmosome 4. plasmodesmata

26. ขอ ใดเปน หนา ที่ของ gap junction (PAT2 มี.ค. 54) 2. ยึดเซลลทใี่ กลกนั 2 เซลล เขา ดว ยกนั
1. ยึดเซลลกบั extracellular matrix 4. ทาํ ใหเ กดิ ความแตกตางของเย่อื หุม เซลล 2 ดาน
3. สือ่ สารระหวา งเซลลกลา มเน้ือเรียบ

24

27. โครงสรา งคูใ ดทําหนา ทีแ่ บบเดียวกนั (PAT2 ต.ค. 53) 2. แวคิวโอล – ไกลโคแคลิกซ
1. ไรโบโซม – ไลโซโซม 4. แกพจงั ชนั – พลาสโมเดสมาตา
3. ไซโทสเกเลตนั – โครโมโซม

28. ไดอะไลซสิ (dialysis) หมายถึงกระบวนการใด (PAT2 ต.ค. 53)
1. การแพรข องตัวถกู ละลายผา นเยอื่ เลือกผาน 2. การแพรของตัวทําละลายผานเยอื่ เลอื กผาน
3. การแพรแบบอิสระของตัวถกู ละลาย 4. การแพรของนํ้าผา นเยอื่ เลือกผาน

29. จากภาพ ถา มเี ยือ่ หมุ เซลลชนดิ หนงึ่ ค่นั กลางสารละลายสองขางทก่ี ําหนดให และลูกศรแสดงทศิ ทางการเคลอื่ นทขี่ อง
สารผา นเยื่อหมุ เซลลทีเ่ กิดขนึ้ สารประกอบในขอ ใดทสี่ ามารถเคลื่อนที่ผา นเย่อื หมุ เซลลท ่เี หน็ ในภาพได
อยางอสิ ระ (PAT2 ก.ค. 53)

1. Ngl2ycerol 2. ethanol
3. 4. ถูกทุกขอ

30. เมือ่ นาํ กระเพาะปสสาวะของสกุ รมาบรรจุสารละลายน้ําตาล รดั ปลายท้ังสองดานใหแ นน และนําไปชง่ั น้ําหนัก จากน้นั
จงึ นาํ ไปแชใ นนํ้ากล่นั และชงั่ น้าํ หนกั เปน ระยะๆ กราฟใดแสดงการเปลย่ี นแปลงนา้ํ หนักของ
กระเพาะปสสาวะไดถกู ตอ ง (O-NET 52)
1. 2.

3. 4.

25

ser es

31. จากรูป ถามีเย่ือหุมเซลลช นดิ หน่ึงค่ันกลางสารละลายสองขา งท่ีกําหนดให และลูกศรแสดงทศิ ทางการเคล่ือนทข่ี อง
สารผานเยอ่ื หุม เซลลท เ่ี กิดข้ึน รปู ใดแสดงการเกิดออสโมซิส (osmosis) ไดถ ูกตอ งท่ีสุด (PAT2 มี.ค. 53)

1. A 2. B
3. C 4. D
32. จากภาพ เปน การเคลอ่ื นทท่ี ัง้ หมด 4 แบบ ของสาร 4 ชนดิ ผานเยือ่ หมุ เซลลทีเ่ กดิ ขน้ึ ไดตามทศิ ทางลูกศรและ
หมายเลข 1 - 4 เปนสารประกอบชนดิ ตา งๆ ที่เปนองคป ระกอบของเยอื่ หุมเซลล

การเคลอื่ นที่ของสารท่ีใชการแพรแบบธรรมดาคอื แบบใด (PAT2 ก.ค. 53)
1. แบบ A 2. แบบ B
3. แบบ C 4. แบบ D

33. จากรูป แสดงการเคลื่อนที่ 4 แบบ ของสาร 4 ชนิด ผา นเยื่อหุมเซลลท ่ีเกิดขน้ึ ไดตามทิศทางลูกศร
โดยหมายเลข 1 – 4 เปนสารประกอบชนิดตางๆ ทเ่ี ปนองคประกอบของเย่ือหมุ เซลล

การเคลอ่ื นที่แบบใดเปน การแพรแ บบฟาซลิ เิ ทต (PAT2 มี.ค. 53)
1. A 2. C
3. A B 4. C D

26

34. การแลกเปลยี่ นแกส บรเิ วณถงุ ลมปอดและการกาํ จดั แบคทีเรียโดยนวิ โทรฟล เกดิ โดยวธิ ีการใดตามลาํ ดบั (PAT2 มี.ค. 52)
A การแพร B การแพรแบบฟาซิลเิ ทต
C พิโนไซโทซสิ D ฟาโกไซโทซิส
1. A C 2. A D
3. B C 4. B D

35. การลําเลียง Na+ และ K+ ผา นเย่ือหมุ เซลลป ระสาทขณะถกู กระตุนเกดิ โดยวธิ ใี ด (PAT2 ก.ค. 52)
1. การลําเลียงแบบใชพ ลังงาน 2. การแพร
3. การแพรแ บบฟาซลิ เิ ทต 4. เอนโดไซโทซิส

36. จากภาพเปน การลาํ เลยี งโมเลกุลใหญเขา หรอื ออกจากเซลลโ ดยไมผา นเยอื่ หุมเซลล

ภาพ C เปน การลาํ เลยี งสารแบบใด (PAT2 ต.ค. 53) 2. พโิ นไซโทซิส
1. ฟาโกไซโทซสิ 4. เอกโซไซโทซสิ โดยอาศยั ตวั รับ
3. เอนโดไซโทซสิ โดยอาศยั ตัวรับ

37. กระบวนการหล่ังสารส่ือประสาท acetylcholine จากปลายประสาทสั่งการ (motor neuron) เปนการเคลอ่ื นยา ย
สารแบบใด (PAT2 ม.ี ค. 54)
1. เอกโซไซโทซิส (exocytosis) 2. การแพรแบบธรรมดา (simple diffusion)
3. การแพรแ บบฟาซลิ เิ ทต (facilitate diffusion) 4. การลาํ เลยี งแบบใชพ ลงั งาน (active transport)

27

ser es

38. การหล่งั เพปซโิ นเจนออกจากเซลลผนังกระเพาะอาหารอาศัยกระบวนการใด (O-NET 49)
1. กระบวนการแพร 2. กระบวนการเอกโซไซโทซิส
3. การลาํ เลียงแบบฟาซลิ เิ ทต 4. การลําเลียงแบบใชพ ลงั งาน

39. ขอใดตอไปนี้อาศยั กระบวนการเอกโซไซโทซสิ (O-NET 51)
1. การทําลายเช้อื โรคของเมด็ เลอื ดขาว
2. การนาํ อนภุ าคขนาดใหญเขา สเู ซลลข องอะมบี า
3. การขบั เกลอื แรสวนเกินออกทางเหงอื กของปลาทะเล
4. การหล่งั เอนไซมยอยอาหารออกมาจากเย่อื บผุ วิ ลําไสเลก็

40. กระบวนการใดไมพบในกระบวนการดดู น้าํ กลับทที่ อ หนว ยไต (O-NET 53)
1. การแพร 2. ออสโมซสิ
3. เอนโทไซโทซิส 4. การลาํ เลยี งแบบใชพลังงาน

41. กระบวนการในขอ ใดทําใหไ ดเซลลใหมซึง่ มจี าํ นวนชุดของโครโมโซมเทา เซลลเดมิ (PAT2 ต.ค. 52)
1. fertilization binary ssion 2. regeneration mitosis
3. conjugation parthenogenesis 4. mitosis meiosis

42. ขอ ความใดถกู ตองเกีย่ วกับการแบงเซลลบ ริเวณปลายรากหอม (O-NET 51)
1. เปน การแบงเซลลแบบไมโอซสิ 2. เมือ่ ส้ินสุดการแบงเซลลจ ะไดเ ซลลใ หม 4 เซลล
3. เซลลใ หมท เ่ี กดิ ขึ้นมีจาํ นวนโครโมโซมเทาเดมิ 4. เซลลใหมท ่ีเกิดขน้ึ เกดิ จากการคอดของเย่ือหุมเซลล

43. การสรา งเซลลส ืบพนั ธุข องคนเกิดจากการแบงเซลลแบบใด (O-NET 49)
1. ไมโทซิสทีม่ กี ารลดจํานวนโครโมโซม 2. ไมโทซสิ ที่ไมม ีการลดจํานวนโครโมโซม
3. ไมโอซสิ ทม่ี ีการลดจํานวนโครโมโซม 4. ไมโอซสิ ที่ไมม กี ารลดจาํ นวนโครโมโซม

44. คนมีจํานวนโครโมโซมในเซลลร า งกาย 46 แทง ระหวา งการแบง เซลล แตล ะโครโมโซมประกอบดว ยก่โี ครมาทิด
(O-NET 50)
1. 2 2. 23
3. 46 4. 92

45. การแบงเซลลแ บบไมโอซิสระยะใดมีโอกาสผดิ พลาดและทาํ ใหเ กดิ ววิ ัฒนาการไดน อ ยที่สดุ (PAT2 ม.ี ค. 53)
1. เมทาเฟส I 2. แอนาเฟส I
3. เมทาเฟส I I 4. แอนาเฟส II

28

46. ระยะใดในการแบงเซลลแ บบไมโอซสิ มโี อกาสทําใหเ กดิ ความถ่ใี นการกลาย (mutation frequency) สูงสดุ
(PAT2 ก.ค. 53)
1. ระยะโพรเฟส I 2. ระยะเมทาเฟส I
3. ระยะโพรเฟส II 4. ระยะเมทาเฟส I

47. เซลลในขอใดมีสภาพเปนดิพลอยดท ้งั หมด (PAT2 ต.ค. 52) 2. โอโอไซตระยะทีส่ อง สเปอรมาทิด
1. โอโอโกเนยี ม สเปอรม าโทไซตร ะยะทีส่ อง
3. โพลารบอดี สเปอรมาโทไซตระยะแรก 4. สเปอรมาโทโกเนียม โอโอไซตร ะยะแรก

48. เซลลท เ่ี ห็นดงั ภาพอยใู นระยะใดของการแบง เซลล จะมีจาํ นวนโครโมโซม 2n เปน เทาใด (PAT2 ต.ค. 53)

1. แอนาเฟส , 2n = 4 2. แอนาเฟส I , 2n = 4
3. แอนาเฟส I , 2n = 8 4. แอนาเฟส II , 2n = 8
49. พ่วี เิ วียนสวยเหมอื นใคร ...

()
พว่ี เิ วยี น

29


Click to View FlipBook Version