พระราชกรณียกิจของ
พระมหากษัตริย์ไทย
ผู้จัดทำ
นายภูเบศ วรรณสิทธิ์ ม.4/11 เลขที่ 9
คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) เล่มนี้เป็น
ส่วนหนึ่งของรายวิชา ประวัติศาสตร์ (ส31104)
โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี มีเนื้อหาเกี่ยวกับ
พระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ก่อนสมัย
รัตนโกสินทร์ และพระราชกรณียกิจของพระมหา
กษัตริย์สมัยรัตนโกสินทร์
ผู้จัดทำหวังว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-
BOOK) เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน หากมี
ข้อแนะนำและข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำ
ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
สารบัญ
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
อาณาจักรอยุธยา
-พระเจ้าอู่ทอง 1
พระราชกรณียกิจของพระเจ้าอู่ทอง 2
อาณาจักรรัตนโกสินทร์ 3
-พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระราชกรณียกิจ 6
บรรณานุกรม 7
11
1
อาณาจักรอยุธยา
อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรของชนชาติไทยในลุ่ม
แม่น้ำเจ้าพระยาในช่วง พ.ศ. 1893 ถึง พ.ศ. 2310 มี
กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจหรือราชธานี ทั้งยังมี
ความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ จนถือได้ว่าเป็น
ศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติ เช่น จีน เวียดนาม
อินเดีย ญี่ปุ่น เปอร์เซีย รวมทั้งชาติตะวันตก เช่น
โปรตุเกส สเปน เนเธอร์แลนด์ (ฮอลันดา) อังกฤษ และ
ฝรั่งเศส ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเคยสามารถขยายอาณาเขต
ประเทศราชถึงรัฐชานของพม่า อาณาจักรล้านนา มณฑล
ยูนนาน อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักรขอม และ
คาบสมุทรมลายูในปั จจุบัน
สมเด็จพระรามาธิบดี 2
ที่1(พระเจ้าอู่ทอง)
พระราชประวัติ
พระเจ้าอู่ทองรามาธิบดีเสด็จพระราชสมภพวันจันทร์ ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 5 ปี
ขาล จ.ศ. 676 (ตรงกับวันจันทร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 1857) ได้ทรง
สถาปนาเมืองหลวงขึ้นในบริเวณที่หนองโสนเมื่อ จ.ศ. 712 ปีขาล โทศก
วันศุกร์ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 เวลา 3 นาฬิกา 9 บาท ตรงกับวันศุกร์ที่ 4
มีนาคม พ.ศ. 1893 หรือ 12 มีนาคม พ.ศ. 1894 ตามปฏิทินไทยสากลที่
ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เมื่อครองราชย์ได้รับเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จ
พระรามาธิบดีศรีสุนทรบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ถึงปีระกา พ.ศ.
1912 เสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ 20 ปีแต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าพระองค์
พระราชสมภพที่ไหน และมาจากเมืองไหน เอกสารทางประวัติศาสตร์และ
นักประวัติศาสตร์ทั้งไทยและต่างประเทศขัดแย้งกัน โดยมีข้อสันนิษฐาน
เกี่ยวกับที่มาของพระเจ้าอู่ทองสรุปได้ดังนี้
พระราชกรณียกิจ 3
การสถาปนากรุงศรีอยุธยา
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรง
สถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีเมื่อวันศุกร์ ขึ้น
6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล จุลศักราช 712 ตรงกับวันที่ 4
มีนาคม พ.ศ. 1893 ชีพ่อพราหมณ์ถวายพระนามว่า
สมเด็จพระรามาธิบดี แล้วโปรดให้ขุนหลวงพะงั่ว ซึ่ง
เป็นพระเชษฐาของพระมเหสีเป็น สมเด็จพระบรม
ราชาธิราชเจ้า ไปครองเมืองสุพรรณบุรี ส่วนพระรา
เมศวร รัชทายาทให้ไปครองเมืองลพบุรี
การสงครามกับเขมร
ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระองค์ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับ
แว่นแคว้นต่าง ๆ มากมาย แม้กระทั่ง ขอม ซึ่งก็เป็นมาด้วยดีจน
กระทั่งกษัตริย์ขอมสวรรคต พระราชโอรสนาม พระบรมลำพงศ์ ทรง
ขึ้นครองราชย์ ซึ่งพระบรมลำพงศ์ก็แปรพักตร์ไม่เป็นไมตรีดังแต่ก่อน
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จึงให้สมเด็จพระราเมศวรยกทัพไปตี
กัมพูชา และให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพะงั่ว) ทรง
ยกทัพไปช่วย จึงสามารถตีเมืองนครธมแตกได้ พระบรมลำพงศ์
สวรรคตในศึกครั้งนี้ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 จึงแต่งตั้ง ปาสัต
พระราชโอรสของพระบรมลำพงศ์เป็นกษัตริย์ขอม
ตรากฎหมาย 4
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงประกาศใช้กฎหมายถึง
10 ฉบับ ในรัชสมัยของพระองค์ ได้แก่
พระราชบัญญัติลักษณะพยานพระราชบัญญัติ
ลักษณะอาญาหลวงพระราชบัญญัติลักษณะรับฟ้อง
พระราชบัญญัติลักษณะลักพาพระราชบัญญัติ
ลักษณะอาญาราษฎร์พระราชบัญญัติลักษณ์โจรพระ
ราชบัญญัติเบ็ดเสร็จว่าด้วยที่ดินพระราชบัญญัติ
ลักษณะผัวเมียพระราชบัญญัติลักษณะโจรว่าด้วย
โจร
ในประวัติศาสตร์บางแหล่งบอกว่ามีมากกว่านี้ แต่
เท่าที่หาหลักฐานได้ มีเพียงเท่านี้เท่านั้น
การศาสนา
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างวัดต่าง ๆ
เช่น วัดพุทไธศวรรย์ (สร้างปี พ.ศ. 1876)
วัดป่าแก้ว (สร้างปี พ.ศ. 1900) และวัด
พระราม (สร้างปี พ.ศ. 1912)
การสงครามกับสุโขทัย 5
รัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) แห่งกรุง
ศรีอยุธยานั้นคาบเกี่บวกับรัชสมัยของ พระมหาธรรมราชาที่ 1
(ลิไท) แห่งกรุงสุโขทัย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่สุโขทัยมิอาจต้านทาน
ความแข็งแกร่งของอยุธยาได้ แม้ว่าพระมหาธรรมราชาลิไท
จะเสด็จไปประทับที่สองแคว (พิษณุโลก) เพื่อเตรียมรับศึก
อยุธยาแล้วก็ตาม
แต่สุดท้ายพระมหาธรรมราชาลิไทก็ได้เจรจาประนีประนอม
ยอมให้กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีคู่กับสุโขทัย และทั้งสอง
นครนี้ก็เป็นไมตรีต่อกันมาจนตลอดรัชกาลของพระองค์
การค้าขาย และสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ
ในด้านไมตรีกับต่างประเทศในสมัยเมื่อสร้างกรุงศรีอยุธยานั้น
ฝรั่งกับญี่ปุ่นยังไม่มีมาค้าขาย แต่การไปมาค้าขายกับเมืองจีน,
แขก, จาม, ชวา, มลายู ตลอดจนอินเดีย, เปอร์เซีย และ ลังกา
นั้นไปถึงกันมานานแล้ว
สำหรับการค้าขายกับจีนนั้น ราชวงศ์อู่ทองของไทย ตรงกับรา
ชวงศ์หมิงของจีน พระเจ้าหงอู่ แห่งราชวงศ์หมิงเมื่อทราบว่า
กรุงศรีอยุธยาตั้งเป็นอิสรภาพก็แต่งให้ หลุย จงจุ่น เป็นราชทูต
เข้ามาเจริญพระราชไมตรีถึงกรุงศรีอยุธยา พระองค์จึงแต่งให้
ราชทูตออกไปเมืองจีนพร้อมกับราชทูตจีน เพื่อเจริญ
สัมพันธไมตรีกับจีนในคราวนั้นด้วย
พระราชประวัติ 6
พระราชสมภพ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช มีพระนามเดิมว่า ทองด้วง
เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2279 (นับแบบปัจจุบัน พ.ศ.
2280) (วันที่ 20 เดือน 4 ตามปีจันทรคติ) ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรม
โกศแห่งอาณาจักรอยุธยา พระองค์เป็นบุตรคนที่ 4 ของพระอักษรสุนทรศาสตร์
(ทองดี) ซึ่งต่อมาได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก กับพระ
อัครชายา (หยก) เมื่อเจริญวัยขึ้นได้ถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จเจ้าฟ้ากรม
ขุนพรพินิต (ต่อมาคือสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร) ครั้นพระชนมายุครบ 21 พรรษา ก็
เสด็จออกผนวชเป็นภิกษุอยู่วัดมหาทลาย 1 พรรษา แล้วลาผนวชเข้ารับราชการ
เป็นมหาดเล็กหลวงในสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรดังเดิม เมื่อพระชนมายุได้ 25
พรรษา พระองค์เสด็จออกไปรับราชการที่เมืองราชบุรีในตำแหน่ง "หลวงยกกระ
บัตร" ในแผ่นดินสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์[2] และได้สมรสกับคุณนาค
(ภายหลังได้รับการสถาปนาที่สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี) ธิดาในตระกูล
เศรษฐีมอญที่มีรกรากอยู่ที่บ้านอัมพวา เมืองสมุทรสงคราม
การสถาปนากรุง 7
รัตนโกสินทร์
พระราชกรณียกิจประการแรกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรง
จัดทำเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ คือการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์
เป็นราชธานีใหม่ ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา แทนกรุงธนบุรี ด้วยเหตุผลทาง
ด้านยุทธศาสตร์ เนื่องจากกรุงธนบุรีตั้งอยู่บนสองฝั่ งแม่น้ำ ทำให้การลำเลียงอาวุธ
ยุทธภัณฑ์ และการรักษาพระนครเป็นไปได้ยาก อีกทั้งพระราชวังเดิมมีพื้นที่จำกัด ไม่
สามารถขยายได้ เนื่องจากติดวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารและวัดโมลีโลกยา
รามราชวรวิหาร ส่วนทางฝั่ งกรุงรัตนโกสินทร์นั้นมีความเหมาะสมกว่าตรงที่มีพื้นแผ่น
ดินเป็นลักษณะหัวแหลม มีแม่น้ำเป็นคูเมืองธรรมชาติ มีชัยภูมิเหมาะสม และสามารถรับ
ศึกได้เป็นอย่างดี
การสร้างราชธานีใหม่นั้นใช้เวลาทั้งสิ้น 3 ปี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราช ทรงประกอบพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 6 ปีขาล
จ.ศ. 1144 ตรงกับวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2325 และโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้สร้าง
พระบรมมหาราชวังสืบทอดราชประเพณี และสร้างพระอารามหลวงในเขตพระบรม
มหาราชวังตามแบบกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการสร้างเมืองและพระบรมมหาราชวังเป็นการ
สืบทอดประเพณี วัฒนธรรม และศิลปกรรมดั้งเดิมของชาติ ซึ่งปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัย
กรุงศรีอยุธยา และได้พระราชทานนามแก่ราชธานีใหม่นี้ว่า "กรุงเทพมหานคร บวร
รัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหา
สถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์" นอกจากนี้ยังโปรดเกล้า
โปรดกระหม่อมให้สร้างสิ่งต่าง ๆ อันสำคัญต่อการสถาปนาราชธานีได้แก่ ป้อมปราการ,
คลอง ถนนและสะพานต่าง ๆ มากมาย
การป้องกันราชอาณาจักร 8
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระปรีชาสามารถในการรบ
ทรงเป็นผู้นำทัพในการทำสงครามกับพม่าทั้งหมด 7 ครั้งในรัชสมัยของพระองค์ ได้แก่
สงครามครั้งที่ 1 พ.ศ. 2327 สงครามเก้าทัพ
สงครามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างไทยกับพม่าส่งคือ สงครามเก้าทัพ โดยในครั้งนั้นพระ
เจ้าปดุงแห่งราชวงศ์อลองพญาของพม่า มีพระประสงค์จะเพิ่มพูนพระเกียรติยศและ
ชื่อเสียงให้ขจรขจายด้วยการกำราบอาณาจักรสยาม จึงรวบรวมไพร่พลถึง 144,000
คน กรีธาทัพจะเข้าตีกรุงรัตนโกสินทร์ โดยแบ่งเป็น 9 ทัพใหญ่ เข้าตีจากกรอบทิศทาง
ส่วนทัพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีกำลังเพียงครึ่งหนึ่ง
ของทหารพม่าคือมีเพียง 70,000 คนเศษเท่านั้น
ด้วยพระปรีชาสามารถในการทำสงคราม ได้ทรงให้ทัพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหา
สุรสิงหนาทไปสกัดทัพพม่าที่บริเวณทุ่งลาดหญ้า ทำให้พม่าต้องชะงักติดอยู่บริเวณ
ช่องเขา แล้วทรงสั่งให้จัดทัพแบบกองโจรออกปล้นสะดม จนทัพพม่าขัดสนเสบียง
อาหาร เมื่อทัพพม่าบริเวณทุ่งลาดหญ้าแตกพ่ายไปแล้วสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุร
สิงหนาทจึงยกทัพไปช่วยทางอื่น และได้รับชัยชนะตลอดทุกทัพตั้งแต่เหนือจรดใต้
สงครามครั้งที่ 2 พ.ศ. 2329 สงครามท่าดินแดงและสามสบ
ในสงครามครั้งนี้ ทัพพม่าเตรียมเสบียงอาหารและเส้นทางเดินทัพอย่างดี
ที่สุด โดยแก้ไขข้อผิดพลาดต่าง ๆ จากศึกครั้งก่อน โดยพม่าได้ยกทัพเข้า
มาทางด่านเจดีย์สามองค์ มาตั้งค่ายอยู่ที่ท่าดินแดงและสามสบ พระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงยกทัพหลวงเข้าตีพม่าที่
ค่ายดินแดงพร้อมกับให้ทัพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเข้า
ตีค่ายพม่าที่สามสบ หลังจากรบกันได้ 3 วันค่ายพม่าก็แตกพ่ายไปทุกค่าย
และพระองค์ยังได้ทำสงครามขับไล่อิทธิพลของพม่าได้โดยเด็ดขาด และตี
หัวเมืองต่าง ๆ ขยายราชอาณาเขต ทำให้ราชอาณาจักรสยามมีอาณาเขต
กว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ดินแดนล้านนา ไทใหญ่ สิบสองปัน
นา หลวงพระบาง เวียงจันทน์ เขมร และด้านทิศใต้ไปจนถึงเมืองกลันตัน
ตรังกานู ไทรบุรี ปะลิส และเปรัก
สงครามครั้งที่ 3 พ.ศ. 2330 สงครามตีเมืองลำปางและเมืองป่าซาง 9
หลังจากที่พม่าพ่ายแพ้แก่สยาม ก็ส่งผลทำให้เมืองขึ้นทั้งหลายของ
พม่า เช่น เมืองเชียงรุ้งและเชียงตุง เกิดกระด้างกระเดื่อง ตั้งตนเป็น
อิสระ พระเจ้าปดุงจึงสั่งให้ยกทัพมาปราบปราม รวมถึงเข้าตีลำปาง
และป่าซาง เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทราบเรื่องจึงสั่งให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทคุม
ไพร่พล 6,000 นาย มาช่วยเหลือและขับไล่พม่าไปเป็นผลสำเร็จ
สงครามครั้งที่ 4 พ.ศ. 2330 สงครามตีเมืองทวาย
ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรด
เกล้าโปรดกระหม่อม ให้เกณฑ์ไพร่พล 20,000 นาย ยกทัพไป
ตีเมืองทวาย แต่สงครามครั้งนี้ไม่มีการรบพุ่ง เพราะต่างฝ่าย
ต่างก็ขาดแคลนเสบียงอาหาร รี้พลก็บาดเจ็บจึงโปรดเกล้า
โปรดกระหม่อม ให้ถอยทัพกลับกรุงเทพ
สงครามครั้งที่ 5 พ.ศ. 2336 สงครามตีเมืองพม่า
ในครั้งนั้นเมืองทวาย ตะนาวศรี และมะริด ได้เข้ามาขอสวามิภักดิ์ต่อ
ไทย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้า
โปรดกระหม่อม ให้ยกทัพไปช่วยป้องกันเมือง แต่เมื่อพระเจ้าปดุงยก
ทัพมาปราบปรามเมืองทั้งสามก็หันกลับเข้ากับทางพม่าอีก พระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้ถอยทัพ
กลับกรุงเทพฯ
10
สงครามครั้งที่ 6 พ.ศ. 2340 สงครามพม่าที่เมืองเชียงใหม่
เนื่องจากสงครามในครั้งก่อน ๆ พระเจ้าปดุงไม่สามารถตี
หัวเมืองล้านนาได้ จึงทรงรับสั่งไพร่พล 55,000 นาย ยก
ทัพมาอีกครั้งโดยแบ่งเป็น 7 ทัพ พระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึง โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวร
ราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทคุมไพร่พล 20,000 นาย ขึ้นไปรวม
ไพร่พลกับทางเหนือเป็น 40,000 นาย ระดมตีค่ายพม่า
เพียงวันเดียวเท่านั้นทัพพม่าก็แตกพ่ายยับเยิน
สงครามครั้งที่ 7 พ.ศ. 2346 สงครามพม่าที่เมือง
เชียงใหม่ ครั้งที่ 2
ในครั้งนั้นพระเจ้ากาวิละได้ยกทัพไปตีเมืองสาด หัว
เมืองขึ้นของพม่า พระเจ้าปดุงจึงยกทัพลงมาตีเมือง
เชียงใหม่เพื่อแก้แค้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทราบ จึงโปรดเกล้าฯ
ให้ส่งกองทัพไปช่วยเหลือ และสงครามครั้งนี้ก็จบลง
ด้วยชัยชนะของฝ่ายไทย
บรรณานุกรม 11
https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3
%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B
8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%
E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8
%9E%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%A2%E
0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%
B2%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%AC%E0%B8%B2%E0
%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%A
B%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A
https://th.m.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8
%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88
%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0
%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8
%B4%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%97
%E0%B8%B5%E0%B9%88_1