กแคบาบวรปาอร่มาะเนสมินาแมลาะรกถารเขียน
๔สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
โครงการอ่านคล่องเขียนคล่อง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
µÍ¹·èÕ ñ แบบประเมินความสามารถในการอาน
¡ÒÃÍÒè ¹¤Ó ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท ่ี ๔
คำชแ้ี จง นกั เรียนอา นคำตอ ไปนใี้ หถูกตอ ง จำนวน ๒๐ คำ
ใชเ วลา ๒ นาที คำใดอา นไมไดใหผ านไปอา นคำ
ถดั ไป คะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน (คำละ ๑ คะแนน)
๑. คณนา ๑๑. ตลบตะแลง
๒. เคหสถาน ๑๒. ตะลมุ บอน
๑๓. ถมึงทึง
๓. ฆราวาส ๑๔. แทรกซอ น
๔. ฉนั มิตร ๑๕. ทุกรกิรยิ า
๕. ซากศพ
๖. มนเทยี รบาล ๑๖. นวยนาด
๗. ดารดาษ ๑๗. โนมพรรณ
๘. ดาวดึงส ๑๘. บญั ญัตไิ ตรยางศ
๑๙. ประกายพรึก
๙. ดอกจัน
๑๐. ดลุ พนิ ิจ ๒๐. ประจันหนา
กลมุ สาระการเรยี นรูภาษาไทย
µÍ¹·èÕ ñ แบบประเมนิ ความสามารถในการอาน
¡ÒÃÍÒè ¹¤Ó ช้นั มัธยมศึกษาปท่ี ๔
คำช้ีแจง นกั เรียนอานคำตอ ไปนีใ้ หถกู ตอ ง จำนวน ๒๐ คำ
ใชเวลา ๒ นาที คำใดอานไมไ ดใ หผ านไปอานคำ
ถดั ไป คะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน (คำละ ๑ คะแนน)
ผปู ระเมินใหคะแนน (๐,๑) หลังคำศพั ท
๑. คณนา ........ ๑๑. ตลบตะแลง ........
๑๒. ตะลมุ บอน ........
๒. เคหสถาน ........ ๑๓. ถมึงทึง ........
๓. ฆราวาส ........ ๑๔. แทรกซอน ........
๔. ฉนั มติ ร ........
๕. ซากศพ ........ ๑๕. ทุกรกริ ิยา ........
๖. มนเทยี รบาล ........ ๑๖. นวยนาด ........
๗. ดารดาษ ........ ๑๗. โนมพรรณ ........
๑๘. บญั ญตั ิไตรยางศ ........
๘. ดาวดึงส ........ ๑๙. ประกายพรึก ........
๙. ดอกจัน ........ ๒๐. ประจันหนา ........
๑๐.ดุลพินิจ ........
ชือ่ ...................................................................ชอื่ เลน ..........................
ช้ัน......................... เลขท่ี .................
ชื่อ.........................................................ผปู ระเมนิ คะแนน ๒๐ คะแนน
(................................................................) ทำได. .........คะแนน
กลุมสาระการเรียนรูภ าษาไทย
แบบประเมินความสามารถในการอาน
ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท่ี ๔
à©Åµ͹·èÕ ñ
¡ÒÃÍÒè ¹¤Ó อานวา คะ นะ นา
๑. คณนา
๒. เคหสถาน อา นวา เค หะ สะ ถาน
๓. ฆราวาส อา นวา คะ รา วาด
๔. ฉันมติ ร อา นวา ฉัน มดิ
๕. ซากศพ อานวา ซาก สบ
๖. มนเทียรบาล อา นวา มน เทียน บาน
๗. ดารดาษ อา นวา ดา ระ ดาด
๘. ดาวดงึ ส อานวา ดาว วะ ดึง
๙. ดอกจัน อานวา ดอก จัน
๑๐. ดุลพินจิ อานวา ดนุ ละ พิ นดิ
๑๑. ตลบตะแลง อา นวา ตะ หลบ ตะ แลง
๑๒. ตะลมุ บอน อา นวา ตะ ลมุ บอน
๑๓. ถมึงทงึ อา นวา ถะ หมฺ ึง ทึง
๑๔. แทรกซอน อานวา แซก ซอ น
๑๕. ทุกรกริ ยิ า อานวา ทกุ กะ ระ กิ ริ ยา
๑๖. นวยนาด อานวา นวย นาด
๑๗. โนมพรรณ อานวา โนม พัน
๑๘. บัญญตั ไิ ตรยางศ อานวา บนั หยดั ไตร ยาง
๑๙. ประกายพรึก อา นวา ประ กาย พรกึ
๒๐. ประจันหนา อานวา ประ จัน หนา
กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย
µÍ¹·èÕ ò แบบประเมนิ ความสามารถในการอา น
ÍÒè ¹ÃÍé Âá¡Çé ชนั้ มัธยมศึกษาปท ่ี ๔
คำชีแ้ จง นกั เรียนอา นออกเสยี งบทรอยแกว ทก่ี ำหนดตอไปนี้
บทความ สดุ ยอดของศิลปะ
ใครท่ีไดไปเยือนบานของชาวญี่ปุน อยางแรกที่เจาบานมักจะนำมาตอนรับคือน้ำชา ซึ่งมี
คณุ ภาพดไี มแ พป ระเทศใดในโลก แตถ าเจา บานเปนพระหรือนักบวช และบา นที่คุณไปเยอื นน้ันอยใู น
วัดญี่ปนุ น้ำชาท่ีนำมาตอ นรับคุณอยา งเปนพิธีการสักหนอย ยอมหนไี มพ น “มัทชะ” ซ่ึงทำจากผงชา
เติมน้ำแลวตีใหเปนฟอง รสชาติคอนขางขม แตใหความรูสึกกลมกลอมเมื่อกินกับขนมหวาน ซึ่งเจา
บานตองนำมาตอ นรบั คเู คียงกนั เสมอ
การด่ืมมัทชะมิใชเปนแคการเสพรสชาเทานั้น แตยังเปนโอกาสที่จะไดช่ืนชมความงามของ
ถวยชา ท้ังดวยสายตาและสัมผัส รูปลักษณ เสนสี และพื้นผิวของถวยชานั้นเปนผลงานศิลปะที่
จรรโลงใจ และใหค วามรูส ึกละเมยี ดละไมไมแ พรสชา น้ำชาทนี่ ำมาตอนรบั มปี รมิ าณไมก ี่ชอนครวั แต
อาจใชเวลาดื่มนานนับสิบนาที เพราะนอกจากจิบพลาง ช่ืนชมถวยชาพลางแลว ยังมีการสนทนากัน
อยา งสบาย ๆ บางครั้งเร่ืองทสี่ นทนาอาจของแวะอยกู ับรสชาตขิ องน้ำชาและความงามของถว ยชา
ใครทเ่ี ปนคนเรงรบี ชอบทำอะไรเรว็ ๆ หากไดม าด่มื ชาในบรรยากาศแบบน้ี ทีแรกอาจอึดอัด
แตไมนานก็อาจไดสัมผัสกับความสงบ ที่รุมรอนก็อาจเย็นลง และพบวาความเนิบชา ละเมียดละไม
นน้ั ก็มเี สนหไมน อย
การด่ืมชาเปนศิลปะอยางหน่ึงที่มีความหมายมากกวาการเสพทางปาก ถาเปนความสุข ก็
เปน ความสุขทมี่ ากกวา รสชาติทางลนิ้ หากยังรวมไปถงึ การสนองสุนทรียารมณดา นอ่ืน ๆ ท่ีสำคัญคือ
กลอมเกลาจิตใจใหประณีตและสงบเย็น ความสุขจากรสชาติอันจัดจานและการกระตุนเรา นัน้ หาได
ไมยาก แตความสขุ จากอารมณอันละเมียดละไมน้ันหาไดยากและมคี ุณคามากกวา ญี่ปุนไดพัฒนา
ศิลปะแหงการดื่มชาจนเกิดพิธีชงชาขึ้น หากคุณโชคดี คุณอาจไดรับเชิญใหรวมพิธีดังกลาว ซ่ึงคน
ทั่วไปไมค อ ยมีโอกาสมากนัก พธิ ชี งชาทส่ี มบูรณแบบจะมขี ้ึนไดก ็เฉพาะในหองหรือในเรอื นหลังเลก็ ๆ
ทเ่ี รียบงายไรส งิ่ ประดบั ประดา ซง่ึ อยูท ามกลางธรรมชาติ
กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทย
แบบประเมนิ ความสามารถในการอาน
ชน้ั มัธยมศึกษาปท ี่ ๔
µÍ¹·Õè ñ
ÍÒè ¹ÃÍé Âá¡Çé (µÍè )
การชงชาจะเปนไปอยางเชื่องชา เริ่มตั้งแตทำความสะอาดภาชนะ
ไดแก ถว ยชา ชอ นตักผงชา ไมกวน น้ำชา ลางดวยน้ำแลว เช็ดดวยผา จากน้ันจึงใสผงชา เตมิ น้ำรอ น
แลวกวนน้ำชาจนแตกเปนฟอง แลวจงึ นำมา มอบใหแกอาคันตุกะ ขั้นตอนท้งั หมดนี้จะไดชามาเพียง
ถวยเดียวเทาน้ัน หากผูรวมพิธีมี 10 คน ก็ตองทำ 10 ครั้ง แตละครั้งใชเวลาไมต่ำกวา 3 นาที เวลา
ที่เนิ่นนาน บรรยากาศท่ีสงบไรเสียงพูดคุย และความสลัวภายในหอง จะคอย ๆ นอมใจผูคนใหสงบ
ผัสสะจะละเอยี ดข้ึน และความสุขจะบังเกิดทลี ะนอย ๆ จากการไดย ินเสียงนำ้ เดือดในกาและเสยี งนก
รอง และจากการช่ืนชมภาชนะท่ีใชในการชงชา ซ่ึงเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เม่ือน้ำชาถูกนำมาตอนรับ
ใจทสี่ งบยอ มเขา ถึงรสชาตอิ นั สุขมุ ลุม ลึกไดไ มย าก
ศิลปะท่ีสุดยอดน้ันคือความงดงามท่ีกลอมเกลาจิตใหสงบ น่ิง และเยน็ เขาถึงภาวะท่ีโปรงเบา
และสมั ผัสกับมิติอันลกึ ซ้ึงภายใน แตคุณคาของศิลปะมิไดมีเพียงเทา น้ัน หากยังสามารถนำพาใหผูคน
ซาบซึ้งถึงสัจธรรมของชีวิตดวย ในวัฒนธรรมการชงชาของญี่ปุน ถวยชาท่ีถือวางดงามและมีคุณคา
อยางยิ่ง คือ ถวยชาท่ีมีผิวไมเรียบ รูปทรงไมสม่ำเสมอ และเปดเน้ือดินเผาโดยไรเครื่องเคลือบราว
กับเปนงานท่ียังไมแลวเสร็จ แตงานเหลานี้เปนฝมือของชางชั้นครูท่ีเขาถึงสุดยอดของศิลปะ คุณคง
คาดไมถงึ วาถวยรูปรางแปลก ๆ เหลานี้บางใบมีมูลคาสูงกวารถเบนซเสยี อกี แตคุณคาที่สำคัญกวานั้น
คือการเผยแสดงสัจธรรมของชีวิตและโลกวาไมมีอะไรสมบูรณแบบน้ีก็เชนเดียวกับเรือนชงชา ท่ีเปด
เนื้อไมแ สดงถงึ ความเกาแก คร่ำครา ยำ้ เตือนถึงความไมเ ทยี่ งของสรรพสิ่ง
ชีวติ คือความไมสมบูรณแบบ มิอาจเปนดัง่ ใจไดเ สมอไป ขึ้นแลวก็ลง งดงามแลวก็แกหงอม หา
ความ จิรังยั่งยืนไมได น้ีคือสัจธรรมความจริง ท่ีถูกยกยองใหเปนศิลปะอันนาชื่นชม ผานวัฒนธรรม
การชงชา ใครท่ีรวมพิธีชงชาจะถูกย้ำเตือนความจริงขอนี้ จนอาจไดคิดวาช่ือเสียง เกียรติยศ และ
ความม่ังคั่งน้ัน เปนมายา แตถึงแมจะไมยอมรับ ก็ตองถูกพิธีนี้บังคับใหจำตองยอมรับจนได เพราะ
ทางเขาเรือนชงชานั้นต่ำมาก จนแมแตจักรพรรดิหรือโชกุนก็ตองกมหัวเขาไปเชนเดียวกับสามัญชน
และเม่ือเขาพธิ ีแลว ไมวาใครก็มสี ถานะเสมอกนั สดุ ยอดของศิลปะนน้ั มิใชอ ะไรอนื่ หากคือ ความงาม
ความจรงิ และความดีที่ประสานกันเปน หนง่ึ น่ันเอง
สุดยอดของศลิ ปะ : ภาวนั . นิตยสาร IMAGE . มิถุนายน ๒๕๕๑.
กลุมสาระการเรยี นรภู าษาไทย
แบบประเมินความสามารถในการอาน
ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี ๔
µÍ¹·èÕ ó คำชแ้ี จง นกั เรียนอานออกเสยี งบทรอ ยกรองที่กำหนดให
¡ÒÃÍÒè ¹ÍÍ¡àÊÂÕ § ถกู ตอ งตามฉนั ทลักษณ
º·ÃÍé ¡Ãͧ(ñ)
นมัสการมาตาปต คุ ุณ
ขา ขอนบชนกคุณ ชนนีเปนเคา มลู
ผกู อบนุกลู พูน ผดุงจวบเจริญวัย
บ บำราศนิราไกล
ฟูมฟก ทะนถุ นอม บ คิดยากลำบากกาย
แสนยากเทา ไรไร ถนอมเลย้ี ง ฤ รูว าย
จนไดร อดเปนกายา
ตรากทนระคนทุกข ชนนีคือภูผา
ปกปองซึง่ อันตราย ก็ บ เทียบ บ เทยี มทนั
จะสนองคณุ านันต
เปรยี บหนักชนกคุณ อดุ มเลศิ ประเสรฐิ คุณ
ใหญพ้นื พสนุ ธรา
เหลอื ทีจ่ ะแทนทด
แทบูชไนยอัน
พระยาศรีสนุ ทรโวหาร (นอย อาจารยางกลู )
กลมุ สาระการเรียนรูภาษาไทย
แบบประเมินความสามารถในการอาน
ชั้นมัธยมศกึ ษาปท ่ี ๔
µÍ¹·Õè ó คำชี้แจง นกั เรียนอา นออกเสียงบทรอยกรองท่กี ำหนดให
¡ÒÃÍÒè ¹ÍÍ¡àÊÂÕ § ถกู ตอ งตามฉันทลกั ษณ
º·ÃÍé ¡Ãͧ(ò)
อเิ หนา ตอน ศึกกะหมงั กุหนิง
วาพลางทางชมคณานก โผนผกจับไมอ ึงมี่
เบญจวรรณจับวลั ยช าลี เหมอื นวนั พ่ไี กลสามสุดามา
นางนวลจบั นางนวลนอน เหมือนพ่แี นบนวลสมรจนิ ตะหรา
จากพรากจับจากจำนรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี
แขกเตาจับเตา รางรอ ง เหมอื นรางทองมาหยารศั มี
นกแกว จับแกวพาที เหมอื นแกว พี่ทงั้ สามสง่ั ความมา
ตระเวนไพรรอ นรองตระเวนไพร เหมอื นเวรใดใหน ริ าศเสนหา
เคาโมงจับโมงอยูเ อกา เหมือนพน่ี บั โมงมาเมื่อไกลนาง
คับแคจบั แคสันโดษเดี่ยว เหมอื นเปลา เปลย่ี วคับใจในไพรกวาง
ชมวหิ คนกไมไปตามทาง คะนงึ นางพลางรบี โยธี
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดหลา นภาลยั
กลมุ สาระการเรยี นรูภาษาไทย
µÍ¹·èÕ ô แบบประเมนิ ความสามารถในการอา น
¡ÒÃÍÒè ¹ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ ๔
¨ºÑ 㨤ÇÒÁÊÓ¤ÞÑ
คำชีแ้ จง นกั เรียนเลือกคำตอบท่ถี กู ท่สี ุดเพยี งตัวเลอื กเดยี ว
๑. “ตนไมถ กู หักกง่ิ ไป มนั ไมเคยเสยี เวลาใหเ กิดความเจ็บปวดทอแท แตพ ยายามยืดกิ่งแทงหนอ ขน้ึ มาใหมและปลอ
ทแ่ี หงหรอื หักนน้ั ใหตกลงดินเปน ปยุ อันโอชะของมนั ตอไป” จากขอความขอใดเปนแนวคิดสำคญั
ก. คนเรายอ มมีผดิ พลาดได ข. ควรใชวิกฤตใหเปน โอกาส
ค. ความอดทนทำใหเ กิดความสำเร็จ ง. ควรใชความรกั ในการสรางอนาคต
๒. “นาสงสารผูห ญิงคนนั้นนะ ทง้ั ท่ีเธอเกิดมาพิการแลวยงั ตองมาถูกคนหลอกลวงเธออีก” ขอความนเี้ ปนการแสดง
ก. ความรสู ึก ข. ขอสนั นษิ ฐาน ค. ความคิด ง. ความตอ งการ
๓. “เหนอื บรรพตสดใสนาใหลหลง กวลี งสรงสนานในธารศลิ ป
โปรยสุคนธปนมาในวารนิ อบอวลกลน่ิ หอมกรุนถึงรนุ เรา
ใครไดลงสรงสนานในธารน้ี คงชีวกี ่ีกปั ไมอ ับเฉา
กลิน่ กลอมโลกโศกสรา งลงบางเบา เชิญรบั เอาอายสุ ุคนคันธท ่วั กันเอย”
ขอใดเปนแนวคิดสำคัญของขอความน้ี
ก. ชีวิตกับบทกวี ข. ความร่ืนรมยของมวลกวี
ค. อิทธิพลของงานกวี ง. ความเยายวนของธารศิลป
๔. “แมค า ซ้ือผลไมจากชาวสวนมาขายทตี่ ลาด เขาซ้ือมามาก ๆ เอาใสรถหรอื เรือมาขายใหก ับเรา” ( ที่มา :
เสนยี วิลาวรรณ. (๒๕๔๗). ชดุ พัฒนาทกั ษะภาษา เลม ๓ )
จากขอความขางตน ขอใดคือใจความสำคญั
ก. แมค า ข. ใสรถหรอื เรอื
ค. เขาซื้อมามาก ๆ เอาใสร ถหรอื เรอื ง. แมค า ซือ้ ผลไมจ ากชาวสวนมาขายทต่ี ลาด
๕. ขอ ใดเปนขอคดิ เหน็
ก. คนดตี กน้ำไมไ หลตกไฟไมไหม
ข. ตน สนข้นึ เรยี งรายชายหาดแมรำพึง
ค. ตน ไมนอกจากจะชว ยใหความชมุ ชื้นยังชวยปอ งกันลมไดดว ย
ง. วันหน่งึ ๆ เราควรดมื่ น้ำวันละ ๖ - ๘ แกว จะชว ยใหผิวหนงั เตงตงึ
กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย
µÍ¹·Õè ô แบบประเมินความสามารถในการอาน
¡ÒÃÍÒè ¹ ชน้ั มธั ยมศึกษาปท่ี ๔
¨ºÑ 㨤ÇÒÁÊÓ¤ÞÑ
คำชี้แจง นักเรียนเลือกคำตอบทถี่ กู ทส่ี ุดเพยี งตวั เลือกเดียว
๖. “ภพน้มี ใิ ชห ลา หงสท องเดียวเลย
กากเ็ จาของครอง รว มดว ย”
สาระสำคญั ของคำประพนั ธนีต้ รงกบั ขอใด
ก. การแบงชนั้ วรรณะ ข. อสิ รภาพของชนช้ันตำ่
ค. ความภาคภมู ใิ จของชนช้นั สงู ง. ความเทาเทียมกนั ของคนในสงั คม
๗. ผกู ลาวขอความตอไปนีม้ ีจดุ ประสงคตามขอใด
“ตนไมน อ ยๆ ยังใหออกซเิ จนแกโ ลก ดอกไมน อยๆ ยังใหความเพลินตาแกมนุษย ผเี สอ้ื และนกกาบนิ ไปมา
ยังใหค วามสบายตาแกผ พู บเหน็ เราเกดิ มาชาตหิ นึง่ จะไมใ หอะไรแกแผน ดนิ ทเ่ี ราเกดิ มาบางหรือ”
ก. ใหเ ห็นคณุ คาของทรัพยากรในโลก ข. ใหร ูจกั บญุ คณุ ของธรรมชาติ
ค. ใหท ำตนใหม ีประโยชนตอ สว นรวม ง. ใหเหน็ ประโยชนข องสรรพส่งิ ในโลก
๘. “สงครามความเศิกซึ้ง แสนกล
จงพออยา ยนิ ยล แตต ้ืน
อยา ลองคะนองตน ตามชอบ ธรรมนา
การศกึ ลึกเลหพ นื้ ลอเลี้ยวหลอกหลอน” จาก โคลงบาทท่ี ๒ หมายความวา อยางไร
ก. อยาใจรอ น ข. อยา หเู บา ค. อยา ประมาท ง. อยาฟง คำคนอน่ื
๙. “ยินดมี ีเรื่องนอ ย ใหญไ ฉน ก็ดี
ยงั บลงเหน็ ไป เด็ดดวน
ฟง ตอบสอบคำไข คิดใคร ครวญนา
หอนตัดสนิ หวนหวน เหตุดวยเบาความ” โคลงบทน้ีสอนเร่ืองใด
ก. คิดหรือทำเรื่องใหญก อนเร่ืองเล็ก ข. ถามหรือฟงความกอ นตดั สนิ
ค. ไมฟ งคำคนพูดหวนๆหรอื พูดหยาบ ง. ตดั สินใจดว ยความเช่ือมั่นในตนเอง
๑๐. “สตรมี สี องมือ มน่ั ยึดถอื ในแกน สาร
เกลียวเอ็นจักเปนงาน มิใชร านหลงแพรพรรณ”
สาระสำคญั ของคำประพันธน ้ีตรงกับขอใด
ก. ผหู ญิงมีจดุ ยืนเปนของตนเอง ข. ผูหญิงมสี ทิ ธิ์เทา เทียมกบั ผูชาย
ค. ผูหญงิ มไิ ดเกิดมาเพอื่ แตง ตัวเทานั้น ง. ผหู ญงิ มีความสามารถในการทำงานเชน กัน
กลมุ สาระการเรียนรูภาษาไทย
à©Åµ͹·Õè ô แบบประเมินความสามารถในการอาน
¡ÒÃÍÒè ¹ ชัน้ มธั ยมศึกษาปท่ี ๔
¨ºÑ 㨤ÇÒÁÊÓ¤ÞÑ
๑. ข
๒. ก
๓. ค
๔. ง
๕. ง
๖. ก
๗. ค
๘. ข
๙. ข
๑๐. ง
กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทย
เกณฑการประเมนิ ความสามารถในการอาน
ชนั้ มธั ยมศึกษาปท ี่ ๔
µÍ¹·Õè ñ
¡ÒÃÍÒè ¹¤Ó
การประเมินความสามารถในการอาน เปน การประเมนิ การอา นออก
เสียงคำทีก่ ำหนดให จำนวนคำท่ีใหนกั เรยี นอานทั้งหมด ๒๐ คำ นกั เรยี น
อา นไดถูกตอง ไมนอ ยกวา ๑๒ คำ จงึ ผา นเกณฑก ารประเมิน (รอยละ ๖๐)
ระดับการประเมนิ
อานออกระดับดี อานถกู ตอ ง ๑๖ – ๒๐ คํา
อานออกระดบั พอใช อานถูกตอ ง ๑๐ – ๑๕ คาํ
อานไมออก อา นถกู ตอ งนอ ยกวา ๑๐ คํา
กลุม สาระการเรียนรูภาษาไทย
เกณฑก ารประเมินความสามารถในการอา น
ชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี ๔
µÍ¹·Õè ò
¡ÒÃÍÒè ¹àÃÍ×è § พจิ ารณาจากการอานออกเสียง ดังนี้
๑. การอานถกู ตองตามหลกั การอา น (คะแนนเตม็ ๑๐ คะแนน)
อา นผิดหกั คำละ ๑ คะแนน (อานผิดแลว อานใหมไ ดถกู ตองในทันทไี ม
ถอื วาอา นผดิ )
๒. การอานเวนวรรคตอน คะแนนเตม็ ๕ คะแนน พิจารณา ดงั นี้
๕ คะแนน = อานแบง วรรคตอนและจาํ นวนคำไดถกู ตองทกุ คาํ
๔ คะแนน = อานแบงวรรคตอนและจํานวนคาํ ได ผดิ ๑ – ๓ ตําแหนง
๓ คะแนน = อานแบง วรรคตอนและจาํ นวนคาํ ได ผดิ ๔ – ๖ ตําแหนง
๒ คะแนน = อา นแบง วรรคตอนและจาํ นวนคาํ ได ผดิ ๗ – ๙ ตาํ แหนง
๑ คะแนน = อานแบง วรรคตอนและจาํ นวนคาํ ได ผดิ ๑๐ ตาํ แหนง ขน้ึ ไป
๓. การใชน ้ําเสียงในการอาน คะแนนเตม็ ๓ คะแนน พิจารณาดังนี้
๓ คะแนน = อา นเสียงดัง ชัดเจน ระดบั เสียงสมาํ่ เสมอ
๒ คะแนน = อา นเสียงดงั ชัดเจน ระดับเสียงไมสม่าํ เสมอ
๑ คะแนน = อา นเสยี งเบา ฟง ไมชัด ระดบั เสยี งไมสมาํ่ เสมอ
๔. การอานภายในเวลาทกี่ ําหนด คะแนนเตม็ ๒ คะแนน พจิ ารณาการอา นดงั นี้
๒ คะแนน = อา นจบภายในเวลาทก่ี ําหนด หรอื เรว็ กวาเวลาท่ีกําหนด
๑ คะแนน = อานชากวา เวลาทีก่ าํ หนด
ระดบั ผลการประเมนิ จากคะแนนรวม คะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน ดงั น้ี
อานคลอ ง ระดบั ดมี าก = ๑๘ – ๒๐ คะแนน
อา นคลอง ระดับดี = ๑๕ – ๑๗ คะแนน
อานคลอ ง ระดบั พอใช = ๑๒ – ๑๔ คะแนน
อา นไมค ลอ ง = ๐ – ๑๑ คะแนน
กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทย
เกณฑการประเมินความสามารถในการอาน
ชัน้ มธั ยมศึกษาปท ่ี ๔
µÍ¹·Õè ò
¡ÒÃÍÒè ¹àÃÍè× §
การแปลความหมายของการประเมิน
อา นคลอง ระดบั ดีมาก หมายถงึ การอานออกเสียงไดอ ยางคลองแคลวถกู ตอ งตาม
หลกั การอา น แบง วรรคตอนไดถ กู เสยี งดงั ฟง ชัด อา นไดภายในเวลาที่กำหนด
อา นคลอ งระดบั ดี หมายถงึ การอานออกเสียงไดค อนขา งคลอ ง ถกู ตองตามหลักการ
อาน เสียง คอ นขางดี ฟง ชัดเจน อานไดภ ายในเวลาทก่ี ำหนดหรอื ชากวาเล็กนอ ย
อา นคลองระดบั พอใช หมายถงึ การอา นออกเสียงไดไ มค ลอ ง อา นไมถูกตอ งตาม
หลักการอา น เสียงคอ นขางเบา ฟง ไมช ดั ชา กวาเวลาทก่ี ำหนด
อา นไมคลอง หมายถงึ การอานออกเสยี งไดไมค ลอง อานตะกกุ ตะกัก หรอื อานชา
ไมถ กู ตอ งตามหลักการอา น เสยี งเบาฟงไมช ดั แบงวรรคตอนไมถ กู อา นชา กวาเวลาท่กี ำหนด
มาก
กลมุ สาระการเรียนรภู าษาไทย
µÍ¹·èÕ ó เกณฑการประเมนิ ความสามารถในการอา น
ชั้นมธั ยมศึกษาปท่ี ๔
¡ÒÃÍÒè ¹º·ÃÍé ¡Ãͧ
พิจารณาจากการอา นออกเสยี ง ดงั น้ี
เกณฑการประเมนิ ผาน รอยละ คุณภาพ ผลประเมิน
คะแนน ๘๐-๑๐๐ ดมี าก ผาน
๑๒ – ๑๖ ๖๐-๗๙ ดี ผา น
๙ – ๑๒ ๕๐-๕๙ ไมผาน
๕–๘ นอยกวา ๕๐ พอใช ไมผา น
๐–๔ ปรบั ปรุง
กลมุ สาระการเรยี นรูภาษาไทย
µÍ¹·Õè ô เกณฑก ารประเมินความสามารถในการอาน
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปท ่ี ๔
¡ÒÃÍÒè ¹
¨ºÑ 㨤ÇÒÁÊÓ¤ÞÑ
เกณฑการประเมนิ ผาน
ตอบถกู ขอละ ๑ คะแนน คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน
คะแนน รอยละ คุณภาพ ผลประเมนิ
ผาน
๙ – ๑๐ ๙๐-๑๐๐ ดเี ยีย่ ม ผา น
ไมผาน
๗ – ๘ ๗๐-๘๐ ดี ไมผาน
๕ – ๖ ๕๐-๖๐ พอใช
๐–๔ นอ ยกวา ๕๐ ปรบั ปรงุ
หมายเหตุ
การตรวจขอสอบ นักเรียนตองผา นเกณฑคณุ ภาพระดบั ดี ขนึ้ ไป
กลมุ สาระการเรยี นรภู าษาไทย
กแคบาบวรปาอร่มาะเนสมินาแมลาะรกถารเขียน
๔สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
โครงการอ่านคล่องเขียนคล่อง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
โรงเรียนชะอวดวิทยาคาร
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
µÍ¹·Õè ñ แบบประเมนิ ความสามารถในการเขยี น
à¢ÂÕ ¹¤ÓÈ¾Ñ ·ì ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท ่ี ๔
คำชีแ้ จง นกั เรียนเขียนคำศัพทจากคำอาน จำนวน ๒๐ คำ
คะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน (คำละ ๑ คะแนน)
ตวั อยาง สะ – หวนั – คด สวรรคต
๑) กระ-ซวง …………………………………………………
๒) จะ-ตุ-รง …………………………………………………
๓) ดดั -สะ-กอน …………………………………………………
๔) บดุ -สะ-บา …………………………………………………
๕) เบน็ -จะ-วัน …………………………………………………
๖) ชะ-นก-คนุ …………………………………………………
๗) นะ-มัด-สะ-กาน …………………………………………………
๘) บำ-ราด …………………………………………………
๙) อา-จา-ริ-ยะ-คุน …………………………………………………
๑๐) อุด-ตะ-มง …………………………………………………
ชอ่ื ..................................................................
ช้นั ......................... เลขท่ี ................. ชื่อเลน ..........................
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
µÍ¹·èÕ ñ แบบประเมนิ ความสามารถในการเขียน หนา ๒
à¢ÂÕ ¹¤ÓÈ¾Ñ ·ì ช้นั มัธยมศกึ ษาปที่ ๔
คำชแี้ จง นกั เรยี นเขียนคำศัพทจากคำอาน จำนวน ๒๐ คำ
คะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน (คำละ ๑ คะแนน)
ตวั อยาง สะ – หวัน – คด สวรรคต
๑๑) อะ-นุ-สาด …………………………………………………
๑๒) ชน-นะ-นี …………………………………………………
๑๓) คุ-นา-นัน …………………………………………………
๑๔) จำ-นนั -จา …………………………………………………
๑๕) สะ-เหน-หา …………………………………………………
๑๖) วิ-หก …………………………………………………
๑๗) พระ-หัด …………………………………………………
๑๘) กัง-สะ-ดาน …………………………………………………
๑๙) พ-ุ ชง …………………………………………………
๒๐) พระ-ทำ-มะ-รง …………………………………………………
ลงชอื่ .................................................................. คะแนน ๒๐ คะแนน
(................................................................) ทำได..........คะแนน
ผประเมิน
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
à©Åµ͹·èÕ ñ แบบประเมินความสามารถในการเขียน
à¢ÂÕ ¹¤ÓÈ¾Ñ ·ì ช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี ๔
คำชแ้ี จง นักเรยี นเขียนคำศัพทจ ากคำอาน จำนวน ๒๐ คำ
คะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน (คำละ ๑ คะแนน)
๑) กระ-ซวง กระทรวง
๒) จะ-ต-ุ รง จตรุ งค
๓) ดัด-สะ-กอน ดสั กร
๔) บุด-สะ-บา บุษบา
๕) เบน็ -จะ-วนั เบญจวรรณ
๖) ชะ-นก-คนุ ชนกคณุ
๗) นะ-มัด-สะ-กาน นมสั การ
๘) บำ-ราด บำราศ
๙) อา-จา-ร-ิ ยะ-คุน อาจาริยคุณ
๑๐) อดุ -ตะ-มง อตุ มงค
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย
à©Åµ͹·Õè ñ แบบประเมนิ ความสามารถในการเขยี น หนา ๒
à¢ÂÕ ¹¤ÓÈ¾Ñ ·ì ชั้นมธั ยมศึกษาปท ่ี ๔
คำช้ีแจง นกั เรยี นเขียนคำศัพทจากคำอา น จำนวน ๒๐ คำ
คะแนนเต็ม ๒๐ คะแนน (คำละ ๑ คะแนน)
๑๑) อะ-นุ-สาด อนุสาสน
๑๒) ชน-นะ-นี ชนนี
๑๓) ค-ุ นา-นนั คุณานนั ต
๑๔) จำ-นนั -จา จำนรรจา
๑๕) สะ-เหน-หา เสนหา
๑๖) ว-ิ หก วหิ ค
๑๗) พระ-หดั พระหัตถ
๑๘) กงั -สะ-ดาน กงั สดาร
๑๙) พ-ุ ชง ภุชงค
๒๐) พระ-ทำ-มะ-รง พระธำมรงค
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
µÍ¹·èÕ ò แบบประเมินความสามารถในการเขียน
à¢ÂÕ ¹µÒÁ¤ÓºÍ¡ ช้นั มัธยมศกึ ษาปท ่ี ๔
คำช้ีแจง นกั เรียนเขียนตามคำบอก จำนวน ๒๐ คำ
คะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน (คำละ ๑ คะแนน)
๑. ................................... ……. ๑๑. .................................. …….
๒. ................................... ……. ๑๒. .................................. …….
๓. ................................... ……. ๑๓. .................................. …….
๔. ................................... ……. ๑๔. .................................. …….
๕. ................................... ……. ๑๕. .................................. …….
๖. ................................... ……. ๑๖. .................................. …….
๗. ................................... ……. ๑๗. .................................. …….
๘. ................................... ……. ๑๘. .................................. …….
๙. .................................... ……. ๑๙. ................................... …….
๑๐. ................................ ……. ๒๐. ................................... …….
ช่อื .................................................................. คะแนน ๒๐ คะแนน
ช้นั ......................... เลขท่ี ................. ชอ่ื เลน.......................... ทำได..........คะแนน
ลงชอ่ื ........................................................ผูประเมนิ
(................................................................)
กล่มุ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย
µÍ¹·èÕ ò แบบประเมินความสามารถในการเขยี น
à¢ÂÕ ¹µÒÁ¤ÓºÍ¡ ช้ันมธั ยมศึกษาปท ่ี ๔
คำช้แี จง ครูบอกคำศพั ทใ หน ักเรยี นเขียนตามคำบอก
จำนวน ๒๐ คำ คะแนนเตม็ ๒๐ คะแนน (คำละ ๑ คะแนน)
๑. ชนกคณุ ๑๑. เนรมิต
๒. คุณานันต ๑๒. เผด็จ
๓. ทะนุถนอม ๑๓. ประภสั สร
๔. อนุสาสน ๑๔. กงั สดาล
๕. นมัสการ ๑๕. บัลลังก
๖. ตระเวนไพร ๑๖. อรา ม
๗. อตุ มงค ๑๗. ตรลบ
๘. โควตา ๑๘. สรวงสวรรค
๙. กาลเทศะ ๑๙. สำราญ
๒๐. ประพฤติ
๑๐. ขดั สมาธิ
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
µÍ¹·èÕ ó แบบประเมนิ ความสามารถในการเขยี น
à¢ÂÕ ¹àÃÍ×è §¨Ò¡ÀÒ¾ ช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี ๔
คำชีแ้ จง ใหน กั เรยี นเขียน
เรอ่ื งใหสอดคลอ งกบั ภาพท่ี
กำหนดให พรอมตั้งช่ือเร่อื ง
ใหเหมาะสม
ความยาว ๑๒-๑๕ บรรทดั
ชอ่ื เรื่อง
ชื่อ........................................................................................... คะแนน ๒๐ คะแนน
ชั้น......................... เลขที่ ................. ช่อื เลน.......................... ทำได..........คะแนน
ลงชอื่ ..............................................ผูประเมิน
(................................................................) กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย
µÍ¹·Õè ô แบบประเมนิ ความสามารถในการเขียน
¢Íé ÊÍºÍµÑ ¹ÂÑ ชน้ั มัธยมศึกษาปท ่ี ๔
คำชีแ้ จง นักเรียนเขียนตอบคำถามตอไปนี้
คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน (ขอ ละ ๒ คะแนน))
ใหน กั เรยี นอานขอความตอไปนี้ แลว ตอบคำถามใหถ ูกตอง
คร้ังพุทธกาลมีหมอใหญเล่ืองช่ืออยูคนหน่ึง นามวา “ชีวกโกมารภัจจ” ตามตำนานกลาววา ทานเปนลูกของหญิง
งามเมอื งหรือนางนครโสเภณีซึ่งสมัยน้ันถอื วา เปน เกียรติยศของบา นเมืองอยางหน่งึ นามวา “สาลวดี” คา ที่มารดามีอาชีพท่ี
ตองรักษาตัวใหเลอโฉมอยูเปน นิตย พอพลาดพล้ังเกิดตง้ั ครรภขึ้นมา นางจงึ หลบลหี้ นีจากวงสงั คมไปพักใหญ ภายหลงั คลอด
ลูกชายออกมากส็ ่ังใหคนสนิทเอาไปทิ้งกองขยะ เพราะวา ลูกชายไมสามารถสืบเช้ือสายอันทรงเกียรติของมารดาไดหากเล้ียง
ไปกจ็ ะเกิดความอัปยศแกตน
ดังนรกชังหรือสวรรคแกลงก็ไมรู เผอิญเชาวันน้ันเจาชายอภัยพระโอรสองคหนึ่งของพระเจาพิมพิสารทรงดำเนิน
ผานมาทางนั้นพอดี ทอดพระเนตรเห็นอีกาจำนวนมากบินวอนอยูเหนอื กองขยะ จึงทรงใชม หาดเลก็ ไปดู มหาดเลก็ กราบทูล
วาเปนเด็ก ทรงถามกลับไปวา “ตายหรือเปน” มหาดเล็กตอบวา”ยังเปนๆอยูเลยพระเจาขา” จึงทรงรับเด็กไวในพระ
ราชูปถมั ภแ ลว เรียกชื่อวา “ชวี ก” แปลวา “ยังมชี วี ิตอย”ู หรอื แปลเปน ไทยอกี ชื่อหน่ึงวา “บญุ รอด”
จำเนียรกาลผานไป ชีวกกุมารเจริญวัย รูวาตนเปนลูกกำพราเกิดความนอยใจในวาสนาจึงคิดหาวิชาใสตัว ออก
เดินทางไปศึกษาวชิ าแพทยศาสตรจากอาจารยผมู ีชอ่ื เสียงอยูในเมืองตักสิลาเสีย ๗ ป ศึกษาอยูน านจนเบือ่ หนา ย มองไมเ ห็น
วา จะจบหลกั สูตรเมอื่ ไร จงึ เขา ไปถามอาจารยวาตองศึกษากันอีกนานไหมกวา จะไดห อมกลิ่นปรญิ ญา อาจารยไมต อบแตส่ัง
ใหน ักศกึ ษาหนุมออกเดนิ ทางไปในรศั มี ๑๖ กโิ ลเมตร (หน่งึ โยชน) เพื่อหาตนไมใบหญา ท่ไี มใ ชต ัวยามาใหด ูหนอ ย
นักศึกษาหนมุ ถือยาม จอบ เสียม มุงหนา เขา ปาหายไปหลายวนั คน จนทัว่ ปา กินเวลาเกือบสองอาทติ ยก็กลับมาหา
อาจารยดว ยสองมือเปลา อาจารยถามวา “ไหนละ ส่ิงท่ีไมใ ชตวั ยา” นกั ศึกษาแพทยหนุม รายงานอาจารยวา “กระผมพนิ ิจดู
แลว ตลอดรัศมี ๑๖ กิโลเมตรในปาน้ี ไมมีตนไมใบหญาชนิดไหนที่ใชเปนตัวยาไมไดเลย ไมทุกตน หญาทุกชนิด มีสรรพคุณ
เปน ตัวยาไดท ้งั นั้นขอรบั ”
รอยยิม้ ปรากฏบนใบหนา ของอาจารยพ รอมกบั แววตาเปยมไมตรจี ติ ดูอบอุน และภาคภมู ิใจ อาจารยใ หญตบไหล
ศษิ ยร ักเบาๆ พลางสรปุ ขอคน พบของเขาใหหนักแนนข้ึน
“ใชแลว ชีวก! หญาทุกชนิด ไมท กุ ตน ถาเธอฉลาดพอกจ็ ะรูวาลวนแลว แตใชเปนตัวยาไดท ้ังนั้น ไมมหี ญาหรือไมตน
ใดท่ีเกดิ มาโดยไมมคี ุณคาดา นหนึ่งดา นใดอยูในตวั เองเปน อันวา เธอจบการศึกษาและไดรับปริญญาจากสถาบันของเราแลว”
ตอ่ หนา้ ถัดไปค่ะ
กล่มุ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย
µÍ¹·èÕ ô แบบประเมนิ ความสามารถในการเขยี น
¢Íé ÊÍºÍµÑ ¹ÂÑ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปท ี่ ๔
คำชีแ้ จง นกั เรียนเขยี นตอบคำถามตอ ไปนี้
คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน (ขอ ละ ๒ คะแนน)
๑. ใจความสำคัญของขอ ความทคี่ ดั มาใหอ า นคอื อะไร
ตอบ
๒. จากขอความขางตนสรุปไดอยา งไร
ตอบ
๓. คำวา “ปรญิ ญา” ในยอหนาที่ ๓ มคี วามหมายถึงสิ่งใด
ตอบ
๔. จุดมงุ หมายของขอความทค่ี ดั มาใหอ า นขางตนคือ
ตอบ
๕. ชีวติ ของชีวกโกมารภัจจม เี น้ือหาใกลเคียงกบั สภุ าษิตใดมากที่สุด คะแนน ๑๐ คะแนน
ตอบ ทำได. .........คะแนน
ชือ่ ...........................................................................................
ช้ัน......................... เลขที่ ................. ชอื่ เลน ..........................
ลงช่อื ..............................................ผูประเมิน
(................................................................)
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
µÍ¹·Õè ñ เกณฑการประเมนิ ความสามารถในการเขยี น
à¢ÂÕ ¹¤ÓÈ¾Ñ ·ì ช้ันมธั ยมศกึ ษาปท ี่ ๔
การประเมินความสามารถในการเขียน เปนการประเมนิ การเขยี นจากคำอาน
จำนวนคำที่ใหนักเรียนเขียน ๒๐ คำ นกั เรยี นเขียนไดถูกตองไมน อยกวา ๑๐ คำ
จึงผา นเกณฑการประเมิน
เกณฑก ารประเมนิ
เขยี นไดร ะดบั ดี เขียนถูกตอง ๑๖ – ๒๐ คำ
เขียนไดระดับพอใช
เขยี นถูกตอ ง ๑๐ – ๑๕ คำ
เขียนไมไ ด
เขียนถกู ตอ งตำ่ กวา ๑๐ คำ
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
µÍ¹·èÕ ò เกณฑก ารประเมินความสามารถในการเขยี น
à¢ÂÕ ¹µÒÁ¤ÓºÍ¡ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที่ ๔
การประเมินความสามารถในการเขียน เปนการประเมินการเขียนตามคำบอก
จำนวนคำท่ใี หนกั เรียนเขียน ๒๐ คำ นักเรยี นเขยี นไดถ ูกตอ งไมน อ ยกวา ๑๐ คำ
จงึ ผานเกณฑก ารประเมนิ
เกณฑก ารประเมนิ
เขียนไดระดบั ดี เขียนถูกตอ ง ๑๖ – ๒๐ คำ
เขียนไดร ะดบั พอใช
เขียนไมได เขียนถกู ตอง ๑๐ – ๑๕ คำ
เขียนถกู ตองตำ่ กวา ๑๐ คำ
กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย
µÍ¹·Õè ó เกณฑการประเมนิ ความสามารถในการเขยี น
à¢ÂÕ ¹àÃÍè× §¨Ò¡ÀÒ¾ ช้นั มธั ยมศึกษาปท ่ี ๔
การประเมนิ ความสามารถในการเขียนคลอง เปน การประเมนิ การเขียนเรอื่ ง
จากภาพที่กำหนดให พรอ มตัง้ ชอื่ เรือ่ งใหเ หมาะสม ความยาว ๑๒-๑๕ บรรทดั
ความสามารถในการเขียนคลองมีเกณฑก ารประเมินเปน คะแนนดังน้ี
๑. การต้ังชอ่ื เรอื่ ง ๒ คะแนน
๒. เนอื้ เร่อื ง ๑๐ คะแนน
๓. หลกั การเขียน ๕ คะแนน
๔. ความยาวของเร่อื งและเวลาท่กี ำหนด ๓ คะแนน
รวม ๒๐ คะแนน
คำอธบิ ายเกณฑ
๑. การตั้งชอื่ เรือ่ ง หมายถึง ขอ ความทีเ่ ปนเร่ืองสอดคลองกับเร่ืองทีเ่ ขียน
และภาพทก่ี ำหนด
๒. เน้อื เรื่อง หมายถงึ สว นทเี่ ปน เนอื้ หาทเ่ี ขยี น โดยเลอื กใชภ าษามา
เรยี บเรียงเปนประโยคไดอ ยาง เหมาะสม มีความตอ เนื่องสอดคลอ งกัน
ตลอดทั้งเร่อื ง เรียงลำดับเน้อื หาไดส อดคลอ งเปนเหตุเปน ผลและ
มคี วามคดิ รเิ รมิ่ สรางสรรค
๓. หลกั การเขยี น หมายถงึ การเขียนไดถ ูกตองตามอักขรวิธี เวน วรรค
ตอนและใชเครื่องหมาย วรรคตอนไดเ หมาะสม ลายมอื เปนระเบยี บ
อานงา ย และสะอาด
๔. ความยาวของเร่อื ง หมายถึง เนอ้ื เร่อื งมคี วามยาวตามทก่ี ำหนดไมน อ ย
กวา ๑๒-๑๕ บรรทดั (ความยาวเกนิ ท่ีกำหนดไมน บั คะแนนเพิ่ม)
๕. เวลาท่กี ำหนด หมายถงึ เขียนเสร็จตามเวลาทกี่ ำหนด
ต่อหน้าถดั ไป
กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย
µÍ¹·Õè ó เกณฑการประเมินความสามารถในการเขยี น
à¢ÂÕ ¹àÃÍ×è §¨Ò¡ÀÒ¾ ชั้นมธั ยมศกึ ษาปท่ี ๔
๑. การตง้ั ช่ือเร่ือง ๒ คะแนน
๑.๑ ตงั้ ชอื่ เรอ่ื งไดสอดคลอ งกบั เน้อื เรอื่ งและคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค ๒ คะแนน
๑.๒ ตงั้ ชือ่ เรือ่ งไดแ ตไมส อดคลองกบั เนื้อเร่อื งและคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค
ทก่ี ำหนดให ๑ คะแนน
๑.๓ ไมต ัง้ ช่อื เร่ือง ๐ คะแนน
๒. เนอื้ เร่อื ง ๑๐ คะแนน
๒.๑ การเรียงลำดบั เนอ้ื หา ๔ คะแนน
- เรียงลำดับเนื้อหาไดตอ เนื่องตลอดเรื่องไมวกวน ๔ คะแนน
- เรยี งลำดบั เนอ้ื หาไดค อ นขา งตอ เนื่องเปนสวนใหญ ไมวกวน ๓ คะแนน
- เรยี งลำดับเนื้อหาไดคอนขา งตอเนื่อง แตว กวนบา ง ๒ คะแนน
- เรยี งลำดบั เนอ้ื หาไมต อเน่ือง ๑ คะแนน
- ไมเขียนเรอ่ื ง ๐ คะแนน
๒.๒ การใชภาษา ๓ คะแนน
- เรียบเรียงประโยคโดยเลอื กใชค ำและภาษาไดถ กู ตองเหมาะสม ๓ คะแนน
- เรยี บเรยี งประโยคโดยเลือกใชคำและภาษาไดถ ูกตองเหมาะสมบาง ๒ คะแนน
- เรยี บเรยี งประโยคโดยเลือกใชค ำและภาษาไมเหมาะสม ๑ คะแนน
- ไมเ ขยี นเรอ่ื ง ๐ คะแนน
๒.๓ ความคิดริเร่ิมสรา งสรรค ๓ คะแนน
- สามารถแสดงความคดิ ทแี่ ปลกใหมแ ละเปนประโยชนม าก ๓ คะแนน
- สามารถแสดงความคดิ ทแี่ ปลกใหมและเปน ประโยชนม ากบาง ๒ คะแนน
- สามารถแสดงความคิดไดแตไ มเ ปน ประโยชน ๑ คะแนน
- ไมแ สดงความคิดริเริม่ สรางสรรค ๐ คะแนน
ตอ่ หนา้ ถัดไป
กลุม่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย
µÍ¹·Õè ó เกณฑก ารประเมินความสามารถในการเขยี น
à¢ÂÕ ¹àÃÍè× §¨Ò¡ÀÒ¾ ช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี ๔
๓. หลกั การเขยี น ๕ คะแนน ๒ คะแนน
๓.๑ การเขียนสะกดคาํ ๒ คะแนน ๑ คะแนน
- เขียนสะกดคําผิดไมเกิน ๕ คาํ ๐ คะแนน
- เขียนสะกดคําผิด ๖ – ๑๐ คํา ๑ คะแนน
๐ คะแนน
- เขียนสะกดคําผดิ มากกวา ๑๐ คํา
๒ คะแนน
๓.๒ การเวน วรรคตอน ๑ คะแนน ๑ คะแนน
- เวนวรรคตอนผิด ๑-๒ แหง ๐ คะแนน
- เวน วรรคตอนผิดมากกวา ๒ แหง ๒ คะแนน
๓.๓ ลายมือเปนระเบียบ สะอาด ๒ คะแนน ๑ คะแนน
๐ คะแนน
- ลายมอื เปนระเบยี บ อา นงาย ผลงานสะอาด ไมมรี อยลบ
๑ คะแนน
- ลายมือไมเปน ระเบยี บ แตอ านงา ย ผลงานมีรอยลบไมเ กนิ ๒ แหง ๐ คะแนน
- ลายมอื ไมเปน ระเบยี บ อา นยาก ผลงานมีรอยลบมากกวา ๓ แหง
๔. ความยาวและเวลาในการเขยี นเรื่อง ๓ คะแนน
๔.๑ ความยาวของเร่อื ง ๒ คะแนน
- มคี วามยาวของเรอื่ ง ๑๐- ๑๒ บรรทัด
- มคี วามยาวของเรื่อง ๖ – ๙ บรรทดั
- มีความยาวของเรอ่ื ง ๐ – ๕ บรรทดั
๔.๒ เวลา ๑ คะแนน
- เขียนเสรจ็ ทันเวลา
- เขยี นไมเสรจ็ ตามเวลาท่กี ำหนด
กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
µÍ¹·Õè ô เกณฑการประเมินความสามารถในการเขยี น
¢Íé ÊÍºÍµÑ ¹ÂÑ ช้ันมธั ยมศึกษาปท ี่ ๔
เกณฑก ารประเมินผา น
ขอ ละ ๒ คะแนน คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน
ตอบคำถาม/อธบิ ายไดถูกตอง ครบถวน
คะแนน รอ ยละ คณุ ภาพ ผลประเมิน
ผาน
๙ – ๑๐ ๙๐-๑๐๐ ดเี ยีย่ ม ผา น
ไมผา น
๗ – ๘ ๗๐-๘๐ ดี ไมผ า น
๕ – ๖ ๕๐-๖๐ พอใช
๐–๔ นอ ยกวา ๕๐ ปรับปรุง
หมายเหตุ
การตรวจขอสอบ นักเรียนตอ งผา นเกณฑคุณภาพระดบั ดี ข้นึ ไป
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย