The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือปฐมนิเทศพนักงานใหม่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ธารินี หรั่งเพ็ชร, 2023-02-19 23:55:22

E-Book พนักงานใหม่

คู่มือปฐมนิเทศพนักงานใหม่

คู่มือปฐมนิเทศ พนักงานใหม่ บริษัทษัยีเอส ยัวยัซ่า สยาม อินดัสดัตรีส์ จำ กัดกั เลขที่ 111 หมู่ 9 ตำ บลหัวหัสำ โรง อำ เภอแปลงยาว จังจัหวัดวัฉะเชิงเทรา 24190 GS YUASA SIAMINDUSTRY LTD.


ข้อบังคับการทำ งานนี้จัดทำ ขึ้นตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และ เพิ่มเติม จากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2551 และเพิ่มเติม ให้สอดคล้องตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 เพื่อใช้ สำ หรับอ้างอิงระหว่าว่งพนักงานทุกคนกับบริษัริษัท บริษัริษัทประสงค์จะใช้ข้อบังคับนี้เพื่อ เป็นป็ระเบียบและแนวทางในการสร้างเสริมริความสัมพันธ์อันดีความสามัคคีและ ความสงบสุขในการดำ เนินธุรกิจและเพื่อที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิต และเป็นป็การปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ สำ หรับการให้บริกริารแก่บรรดา ลูกค้าและสังคมไทยด้วย ข้อบังคับการทำ งานนี้มีผลผูกพันธ์ บริษัริษัท ยีเอส ยัวซ่า สยาม อินดัสตรีส์รีส์จำ กัด และพนักงานทุกคน ดังนั้น พนักงานทุกคนควรเข้าใจข้อบังคับการทำ งานนี้ และ ปฏิบัติตามให้ถูกต้อง ทางบริษัริษัทหวังวัว่าว่ข้อบังคับนี้จักเป็นป็ ประโยชน์ต่อพนักงานทุก คน ในการปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสมในการปฏิบัติงานและการประพฤติตนในการ ทำ งาน ข้อบังคับการทำ งานของ บริษัริษัท ยีเอส ยัวซ่า สยาม อินดัสตรีส์รีส์จำ กัด พ.ศ. 2551 ที่ตั้งบริษัริษัท: 111 หมู่9 นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ ซิตี้ ตำ บลหัวสำ โรง อำ เภอ แปลงยาว จังหวัดวัฉะเชิงเทรา 24190โทรศัพท์ +66 (038) 575-731 ( 7 สาย ) แฟกซ์ +66 (038) 575-737 111 Moo 9Gateway City Industrial Estate,T. Huasamrong , A.Plangyao, Chachoengsao 24190Thailand. TEL +66(038)-575-731 ( 7Lines ) FAX +66-(038)-575-737 ที่ตั้งโรงงาน :111 หมู่ 9 นิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ ซิตี้ ตำ บลหัวสำ โรง อำ เภอ แปลงยาว จังหวัดวัฉะเชิงเทรา 24190โทรศัพท์ +66 (038) 575-731 ( 7 สาย) แฟกซ์ +66 (038) 575-737 ประเภทของกิจการ : ผลิตแบตเตอรี่แรี่ละนำ เข้าแบตเตอรี่สำรี่สำหรับรถไฟฟ้าฟ้และ แบตเตอรี่อุรี่อุตสาหกรรมทุกชนิด รวมถึงกิจกรรมการบริกริารตรวจสอบซ่อมแซม และฟื้นฟื้ ฟูสฟูภาพแบตเตอรี่เรี่ฉพาะลูกค้า บทนำ


สารบัญ หมวดที่ 1 หน้า กฏระเบียบข้อบังคับในการทำ งาน - คำ จำ กัดความ 1 - ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเงื่อนไขของการจ้าง 3 - ค่าจ้างและวิธีวิธีการจ่ายเงิน 4 - วันวัเวลาทำ งานปกติ เวลาพัก วัดวัหยุดประจำ สัปดาห์ วัดวัหยุดตามประเพณี 5 และวันวัหยุดประจำ ปี - การลาและระเบียบการขอลา 8 - หลักเกณฑ์การทำ งานล่วงเวลาในวันวัหยุดและการทำ งานล่วงเวลาในวันวัหยุด 12 และอัตราค่าจ้าง - วินัวินัยและการลงโทษ 13 - การเลิกจ้าง 26 - การร้องทุกข์ 31 - เบ็ดเตล็ด 34 หมวดที่ 2 ความปลอดภัยในการทำ งาน (Safety at work) 35 หมวดที่ 3 ระบบควบคุมคุณภาพ ISO 9001 54 ISO (International Organization for Standardization) หมวดที่ 4 ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 56 Environmental Management System) สารบัญ


คำ จำ กัดความ บริษัท หมายถึง บริษัท ยีเอส ยัวซ่า สยาม อินดัสตรีส์ จำ กัด และหรือ ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ให้ทำ งานแทนบริษัท หรือ ผู้มีอำ นาจกระทำ การแทนบริษัทและผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้มี อำ นาจกระทำ การแทนนิติบุคคลให้ทำ การแทนด้วย พนักงาน หมายถึง พนักงานที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายเดือน พนักงานที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน ซึ่งบริษัทว่าจ้างตามปกติ พนักงานชั่วคราว และพนักงานตามสัญญาซึ่งมีกำ หนดเวลาจ้างที่แน่นอน ที่บริษัทจ้างเพื่อ ให้ปฏิบัติงานอันมีลักษณะเป็นครั้งคราวแบบไม่มีกำ หนดแน่นอน ตามโอกาส หรือตามฤดูกาล พนักงานทดลองงาน หมายถึง พนักงานทุกคนที่บริษัทรับว่าจ้างเป็นพนักงานโดยมีระยะ เวลาทดลองงาน ไม่เกิน 119 วันซึ่งระยะเวลาดังกล่าวจะเรียกว่าระยะเวลาทดลองงาน ค่าจ้าง หมายถึง เงินซึ่งผู้ว่าจ้างและพนักงานตกลงกันจ่ายเพื่อเป็นค่าตอบแทนในการทำ งาน ตามสัญญาจ้างสำ หรับระยะเวลาการทำ งานปกติเป็นรายชั่วโมง รายวันรายสัปดาห์ รายเดือน หรือระยะเวลาอื่นที่จ่ายให้โดยคำ นวณตามผลงานที่พนักงานทำ ได้ในเวลาทำ งานปกติของวัน ทำ งาน และให้หมายรวมถึงเงินที่บริษัทจ่ายให้แก่พนักงานในวันหยุดและวันลาที่พนักงานมิได้ ทำ งาน แต่พนักงานมีสิทธิได้รับตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ ผลประโยชน์และค่าเบี้ยเลี้ยงใดๆ จะไม่ถือว่าเป็นค่าจ้าง ค่าจ้างในวันทำ งาน หมายความว่า ค่าจ้างที่จ่ายสำ หรับการทำ งานเต็มเวลาการทำ งานปกติ วันทำ งาน หมายความว่า วันที่กำ หนดให้พนักงานทำ งานตามปกติ วันหยุด หมายความว่า วันที่กำ หนดให้พนักงานหยุดประจำ สัปดาห์หยุดตามประเพณีหรือหยุด พักผ่อนประจำ ปี วันลา หมายความว่า วันที่พนักงานลาป่วย ลาเพื่อทำ หมัน ลาเพื่อกิจธุระอันจำ เป็นลาเพื่อรับ ราชการทหารลาเพื่อการฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ หรือลาเพื่อคลอดบุตร การทำ งานล่วงเวลา หมายความว่า การทำ งานนอกหรือเกินเวลาทำ งานปกติหรือเกินชั่วโมง ทำ งานในแต่ละวัน ในวันทำ งานหรือวันหยุด แล้วแต่กรณี ค่าล่วงเวลา หมายความว่า เงินที่บริษัทจ่ายให้แก่พนักงานเป็นการตอบแทนการทำ งานล่วง เวลาในวันทำ งานค่าทำ งานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด หมายความว่า เงินที่บริษัทจ่ายให้แก่พนักงานเป็นการตอบแทนการ ทำ งานล่วงเวลาในวันหยุด หมวดที่ที่ที่ที่1 1


ค่าชดเชย หมายความว่า เงินที่บริษัทจ่ายให้แก่พนักงานเมื่อเลิกจ้างนอกเหนือ จากเงินประเภทอื่นซึ่งนายจ้างตกลงจ่ายให้แก่ พนักงาน ค่าชดเชยพิเศษ หมายความว่า เงินที่บริษัทจ่ายให้แก่พนักงานเมื่อสัญญาจ้าง สิ้นสุดลงเพราะเหตุการณ์พิเศษที่กำ หนดในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ประกาศของบริษัท หมายความว่า ประกาศของบริษัทที่เป็นประกาศอันชอบ ด้วยกฎหมายและสั่งให้พนักงานถือปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติซึ่งลงนามโดยผู้มี อำ นาจกระทำ การแทนบริษัทคนหนึ่งคนใดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำ นาจให้ กระทำ การแทนบริษัท 2


ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างและเงื่อนไขของการจ้าง 1. บริษัทจะว่าจ้างบุคคลเป็นพนักงานของบริษัท ภายใต้เงื่อนไขและขั้นตอนตามที่บริษัทกำ หนด 2. ผู้สมัครต้องส่งมอบเอกสารตามที่บริษัทกำ หนด 3. เงื่อนไขการจ้าง 1) บริษัทสงวนไว้ซึ่งสิทธิในการตรวจสอบข้อมูลส่วนบุคคลหรือภูมิหลังของผู้สมัคร หากผลการตรวจสอบ ไม่ตรงตามคุณสมบัติที่บริษัทต้องการ หรือเอกสารไม่ถูกต้อง หรือข้อความที่ได้แจ้งแก่บริษัททำ ให้บริษัท สำ คัญผิดในคุณสมบัติผู้สมัคร บริษัทสงวนสิทธิที่จะเลิกจ้างพนักงานผู้นั้นได้โดยไม่จ่ายค่าชดเชยใดๆ ทั้งสิ้น ถึงแม้จะทราบภายหลังจากที่รับพนักงานผู้นั้นเข้ามาทำ งานแล้วก็ตาม 2) หากมีการเปลี่ยนแปลงในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสมัครซึ่งได้ส่งมอบให้กับบริษัทพร้อมกับใบสมัคร พนักงานต้องส่งมอบสำ เนาให้กับบริษัท ภายใน 15 วัน นับแต่มีการเปลี่ยนแปลง 3) พนักงานจะต้องผ่านการตรวจสุขภาพตามข้อกำ หนดของบริษัท 4) ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกจากบริษัท จะได้รับการว่าจ้างให้เป็นพนักงานทดลองงานก่อน 4.ระยะเวลาทดลองงาน 1) พนักงานทุกคนจะถูกจ้างในฐานะเป็นพนักงานทดลองงานเป็นระยะเวลา 119 วัน นับรวมวันลาและ วันหยุดระยะเวลานี้จะถือว่าเป็นระยะเวลาทดลองงาน 2) ระยะเวลาการทำ งานของพนักงานจะนับรวมระยะเวลาที่พนักงานได้ทดลองงานด้วย 3) ในกรณีที่ทัศนคติ ความประพฤติ หรือผลงานของพนักงานทดลองงานไม่เป็นที่น่าพอใจบริษัท สามารถเลิกจ้างพนักงานที่อยู่ในระหว่างทดลองงานได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆโดยบริษัทจะแจ้งเหตุผล ดังกล่าวในการเลิกจ้างแก่พนักงาน หรือบริษัทอาจจะพิจารณาเลื่อนระยะเวลาการทดลองงานออกไปอีกได้ และในกรณีที่บริษัทจำ เป็นจะต้องเลิกจ้างพนักงานที่ขยายเวลาทดลองงาน ออกไปบริษัทจะจ่ายค่าชดเชย ตามที่กฎหมายกำ หนดไว้ 4) การโอนย้าย การเลื่อนตำ แหน่ง และการลดขั้น บริษัทมีสิทธิที่จะเปลี่ยนหน้าที่รับผิดชอบของ พนักงานตามความเหมาะสม โดยขึ้นอยู่กับความต้องการทางธุรกิจ และตามภาวะสุขภาพของพนักงาน และ ไม่ขัดต่อกฎหมาย 5.สวัสดิการ บริษัทจะจัดสวัสดิการต่างๆ ดังต่อไปนี้ให้แก่พนักงานทุกคน 1) กองทุนเงินทดแทน ตามที่กำ หนดไว้ใน พ.ร.บ. กองทุนเงินทดแทน 2) กองทุนประกันสังคม ตามที่กำ หนดไว้ใน พ.ร.บ.กองทุนประกันสังคม 3) สวัสดิการอื่นๆ นอกเหนือจากที่กฎหมายกำ หนด ตามที่บริษัทกำ หนดไว้ 6. การตรวจสุขภาพประจำ ปี บริษัทจะจัดให้มีการตรวจสุขภาพประจำ ปีสำ หรับพนักงานทุกคนโดยเป็น ค่าใช้จ่ายของบริษัท และพนักงานทุกคนจะต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำ ปี 3


ค่าจ้าง และวิธีวิธีการจ่ายเงิน 1.ค่าจ้าง บริษัทกำ หนดอัตราค่าจ้างสำ หรับพนักงานแต่ละคน ตามพื้นฐานทางการศึกษา ลักษณะงาน และ ประสบการณ์นอกจากนี้ จะพิจารณาถึงสภาพทางเศรษฐกิจ ณ ขณะ นั้น และบริษัทอื่นๆที่มีสถานประกอบการตั้งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน 2. เงื่อนไขการจ่ายค่าจ้าง และผลประโยชน์ต่างๆ 1) บริษัทจะจ่ายค่าจ้างรวมทั้งค่าล่วงเวลา ค่าทำ งานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวัน หยุด โดยจะจ่ายให้เดือนละครั้ง 2) ระยะเวลาในการคำ นวณค่าจ้าง และผลประโยชน์อื่นๆ เริ่มตั้งแต่วันที่ 21 ของ เดือนก่อน ถึงวันที่ 20 ของเดือนปัจจุบัน โดยค่าจ้างดังกล่าวจะจ่ายให้วันที่ 28 ของทุก เดือน และจะโอนเข้าบัญชีธนาคารของพนักงานหรือวิธีการอื่นๆตามที่ได้ตกลงกัน ระหว่างบริษัทกับพนักงานและพนักงานยินยอม ซึ่งบริษัทจะจัดทำ เป็นหนังสือให้ พนักงานลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐานหรือข้อตกลงไว้ชัดเจนเป็นการเฉพาะ 3) ในกรณีที่วันจ่ายค่าจ้างตรงกับวันหยุดประจำ สัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี หรือวันหยุดธนาคาร บริษัทจะจ่ายค่าจ้างให้ก่อนวันดังกล่าวหนึ่งวัน 4) พนักงานต้องรับผิดชอบในการจ่ายเงินสมทบประกันสังคม และภาษีเงินได้ส่วน บุคคลตามอัตราที่กฎหมายกำ หนด โดยบริษัทจะคำ นวณและหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย จากหลักฐานการเสียภาษีที่พนักงานส่งให้แก่บริษัท 3. บริษัทมีสิทธิที่จะหักค่าจ้าง และผลประโยชน์อื่นๆ เพื่อวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ 1) จ่ายภาษีเงินได้ หรือเงินอื่นใดตามที่กฎหมายกำ หนด 2) หนี้เงินที่เกี่ยวกับสวัสดิการที่จัดให้สำ หรับผู้รับประโยชน์ของพนักงานโดยได้รับ ความยินยอมล่วงหน้าจากพนักงาน 3) จ่ายค่าชดเชยความเสียหายอันมีสาเหตุมาจากความจงใจ ประมาทเลินเล่ออย่าง ร้ายแรง ตามที่ระบุไว้ในวินัยการทำ งานและบทลงโทษทางวินัย โดยพนักงานได้ให้ ความยินยอมล่วงหน้าแก่บริษัท ที่จะให้หักเงินดังกล่าวจากสาเหตุนี้ 4


วันวัและเวลาทำ งานปกติ เวลาพักวันวัหยุดประจำ สัปดาห์ วันวัหยุดตามประเพณี และวันวัหยุดประจำ ปี เพื่อเป็นการส่งเสริมให้พนักงานทำ งานอย่างเหมาะสมและเพื่อตอบสนองต่อทิศทางการบริหารงานและ เพื่อผลประโยชน์ของการดำ เนินธุรกิจบริษัทได้กำ หนดวัน และ ชั่วโมงการทำ งาน เวลาพักวันหยุดประจำ สัปดาห์ วันหยุดประเพณี และวันหยุดประจำ ปี ตามที่กฎหมายกำ หนดอย่างไรก็ตามบริษัทอาจจะเปลี่ยนแปลงเวลา ทำ งานตามความจำ เป็นตามสภาพของธุรกิจ ซึ่งบริษัทจะแจ้งการเปลี่ยนแปลงให้พนักงานทราบล่วงหน้าโดยได้ รับความยินยอมจากพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน 1.การทำ งานของพนักงานหญิงที่มีครรภ์ ห้ามพนักงานหญิงมีครรภ์ทำ งานเวลา 22.00 น. ถึง 06.00 น.ทำ งานล่วงเวลาหรือทำ งานในวันหยุดยกเว้น พนักงานทำ งานในตำ แหน่งผู้บริหาร งานวิชาการ งานธุรการ หรืองานเกี่ยวกับการเงินหรือบัญชีบริษัทอาจให้ พนักงานทำ งานล่วงเวลาในวันทำ งานได้เท่าที่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพของหญิงมีครรภ์โดยได้รับความยินยอม จากพนักงานเป็นคราวๆไป พนักงานที่มีครรภ์ให้ยื่นใบรับรองแพทย์ว่าตั้งครรภ์ต่อแผนกทรัพยากรบุคคลและ บริหารผู้บังคับบัญชาทันทีที่ทราบว่าตั้งครรภ์เพื่อให้บังคับบัญชาสามารถมอบหมายงานได้อย่างเหมาะสม 2. วันทำ งานปกติ บริษัทได้กำ หนดวันและเวลาทำ งานปกติ เวลาพัก และวันหยุดประจำ สัปดาห์ แก่พนักงานตามสัดส่วนที่ เหมาะสมแก่การดำ เนินธุรกิจ ดังนี้ 2.1) วันและชั่วโมงการทำ งาน สำ หรับพนักงานที่ไม่ได้ทำ งานเป็นกะ (ก) วันทำ งาน คือ วันจันทร์ – วันศุกร์ (สัปดาห์ละ 5 วัน) (ข) ชั่วโมงการทำ งานปกติ คือ 08.00-17.00 น. (ค) ช่วงเวลาพัก: 12.00-13.00 น. 2.2) วันทำ งานและชั่วโมงทำ งานของพนักงานทำ งานเป็นกะ กะที่1 ชั่วโมงทำ งานปกติ 08:00-17:00 ชั่วโมงพัก (โดยปกติ) 12:00 - 13:00 กะที่2 ชั่วโมงทำ งานปกติ 20:00-05:00 ชั่วโมงพัก(โดยปกติ) 00:00 - 01:00 ช่วงเวลาพักข้างต้นเป็นช่วงเวลาพักโดยทั่วไป หัวหน้างานซึ่งควบคุมกะทำ งานอาจกำ หนดช่วงเวลาพักของ พนักงานแต่ละคนได้ตามที่เห็นว่าจำ เป็นและสมควรต่อสภาพการทำ งาน บริษัทจะประกาศรายละเอียดกะทำ งานให้พนักงานทำ งานเป็นกะทราบ ในลักษณะของปฏิทินการทำ งาน ประจำ ปี และอาจกำ หนดหรือเปลี่ยนแปลงวันทำ งานและชั่วโมงทำ งานของพนักงานใดๆตามที่เห็นว่าจำ เป็นและ สมควรต่อสภาพการทำ งานของแต่ละหน่วยงานหรือแต่ละบุคคลโดยจะประกาศให้ทราบล่วงหน้า 5


2.3) วันทำ งานและชั่วโมงทำ งานสำ หรับพนักงานขับรถ (ก) วันทำ งาน; วันจันทร์ – วันศุกร์ (สัปดาห์ละ 5 วัน) (ข) ชั่วโมงทำ งานปกติ คือ 06.00-20.00 น. (เหมาจ่ายอยู่ในเงินเดือน) (ค) ช่วงเวลาพัก: 12.00-13.00 น. 2.4) ช่วงหยุดพัก ในกรณีที่พนักงานได้รับมอบหมายให้ทำ งานล่วงเวลาบริษัทจะจัดให้มีช่วงหยุดพัก 30 นาที (ไม่จ่ายค่าจ้าง) ก่อนที่จะเริ่มทำ งานล่วงเวลา ยกเว้น ในกรณีที่เป็นงานที่ ต้องทำ ต่อเนื่อง 3.วันหยุดประจำ สัปดาห์ บริษัทจะกำ หนดให้ วันเสาร์และวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดประจำ สัปดาห์ของเดือน บริษัทจะประกาศวันทำ งานประจำ ปี สำ หรับพนักงานทุกประเภททราบล่วงหน้า บริษัทอาจกำ หนดหรือเปลี่ยนแปลงวันหยุดของพนักงานตามที่จำ เป็น และเห็น สมควรต่อสภาพการทำ งานของแต่ละฝ่ายหรือแต่ละบุคคล 4. วันหยุดตามประเพณี 1) บริษัทจะประกาศวันหยุดตามประเพณีให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้จะไม่น้อย กว่า 13 วัน 2) หากวันหยุดตามประเพณีวันใดตรงกับวันหยุดประจำ สัปดาห์ ให้หยุด ชดเชยในวันทำ การถัดไป 3) บริษัทอาจเปลี่ยนแปลงวันหยุดตามประเพณี โดยจะจัดให้มีวันหยุด ชดเชยหรือจ่าย ค่าจ้าง ให้แก่พนักงานสำ หรับวันหยุดในกรณีที่มีความจำ เป็นใน การผลิต หรือ ลักษณะหรือสภาพของงานจำ เป็นต้องมีการดำ เนินการอย่างต่อ เนื่อง ในกรณีดังกล่าวนั้น บริษัทจะประกาศให้พนักงานทราบล่วงหน้า 6


5. การลาหยุดพักผ่อนประจำ ปี 1) บริษัทกำ หนดให้มีวันหยุดพักผ่อนประจำ ปีโดยได้รับค่าจ้างตามปกติสำ หรับพนักงานดังต่อไปนี้ a) พนักงานซึ่งทำ งานติดต่อกันเป็นเวลาหนึ่งปีมีสิทธิพักผ่อนประจำ ปีเท่ากับ 8 วันทำ งานการคิดคำ นวณให้ ถือตามจำ นวนเดือนที่เหลือในปีปฏิทินในสัดส่วน 2 เดือน ต่อ 1 วันทำ งาน จนสิ้นสุดปีปฏิทินนั้นๆ หลังจากนั้น พนักงานจะมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำ ปีเพิ่มขึ้นในแต่ละปีปฏิทินตามฐานการคิดคำ นวณดังนี้ b) พนักงานซึ่งทำ งานติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำ ปี เท่ากับ 8 วันทำ งาน c) พนักงานซึ่งทำ งานติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำ ปี เท่ากับ 10 วันทำ งาน d) พนักงานซึ่งทำ งานติดต่อกันเป็นเวลา 4 ปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำ ปี เท่ากับ 10 วันทำ งาน e) พนักงานซึ่งทำ งานติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 5 ปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำ ปีเท่ากับ 10 วันทำ งาน f) พนักงานซึ่งทำ งานติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำ ปีเท่ากับ 12 วันทำ งาน g) พนักงานซึ่งทำ งานติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 ปีมีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำ ปีเท่ากับ 15 วันทำ งาน 2) บริษัทไม่อนุญาตให้พนักงานสะสมการหยุดพักผ่อนประจำ ปีที่ยังไม่ได้หยุดโดยพนักงานผู้นั้นต้องใช้ สิทธิวันหยุดพักผ่อนประจำ ปีที่ยังคงเหลืออยู่ก่อนปฏิทินการทำ งานประจำ ปีใหม่จะเริ่มต้น 3) บริษัทสงวนสิทธิ์ในการกำ หนดวันหยุดพักผ่อนประจำ ปีสำ หรับพนักงานได้หรือเปลี่ยนแปลงวันหยุด ประจำ ปีที่พนักงานร้องขอมา พนักงานแต่ละคนต้องยื่นแบบฟอร์มขอลาหยุดประจำ ปีต่อผู้จัดการส่วนล่วง หน้าและต้องได้รับการอนุมัติจากผู้จัดการส่วนก่อนการหยุด ในกรณีที่พนักงานหยุด โดยไม่ได้รับอนุมัติ ให้ ถือว่าพนักงานคนดังกล่าวทิ้งงานและขาดงานและ พนักงานคนดังกล่าว ไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันดัง กล่าวและผู้นั้นจะต้องได้รับการลงโทษตามระเบียบข้อบังคับของบริษัทในกรณีที่พนักงานที่ลาออกจากงาน ประสงค์จะลาหยุดพักผ่อนประจำ ปีตามสิทธิที่พนักงานมีทำ งานต่อปี 4) ในกรณีที่พนักงานที่ลาออกจากงานประสงค์จะลาหยุดพักผ่อนประจำ ปีตามสิทธิที่พนักงานมีอยู่ ณ วัน ที่ลาออกบริษัทมีสิทธิที่จะไม่อนุมัติให้พนักงานผู้นั้นใช้สิทธิในการลาหยุดพักผ่อน โดยบริษัทจะพิจารณา จากลักษณะสภาพของงาน การโอนถ่ายงานเป็นต้น ในกรณีนี้บริษัทจะจ่ายค่าจ้างเท่ากับจำ นวนวันหยุด พักผ่อนประจำ ปีที่ยังคงเหลืออยู่แก่พนักงาน 5) ผู้จัดการส่วนต้องพิจารณาวางแผนเรื่องการหยุดพักผ่อนประจำ ปีของผู้ใต้บังคับบัญชา ตามความ เหมาะสม และเป็นไปตามแผนงานต่างๆ ของบริษัท 6) ในกรณีที่บริษัทลดปริมาณการผลิตหรือประสบกับภัยธรรมชาติ อัคคีภัย หรือ ความจำ เป็นทางธุรกิจ อื่นใด บริษัทอาจกำ หนดการหยุดพักผ่อนประจำ ปีโดยบอกกล่าวล่วงหน้าให้พนักงานแต่ละคนหรือทุกคน ทราบ 7) ในกรณีเจ็บป่วยหรือมีกิจส่วนตัว พนักงานสามารถร้องขอใช้การหยุดพักผ่อนประจำ ปีแทนการลาป่วย หรือการลากิจได้ โดยต้องได้รับการอนุมัติจากผู้จัดการส่วนและต้องรายงานต่อส่วนทรัพยากรบุคคลและ บริหาร ก่อนการหยุด 7


การลาและระเบียบการขอลา 1.การลาป่วย 1) พนักงานทุกคนมีสิทธิลาป่วยได้เท่าที่ป่วยจริง และพนักงานจะได้รับค่าจ้างระหว่างานลาป่วย ซึ่งไม่ เกิน 30 วันทำ งานต่อปี 2) พนักงานที่ลาป่วยเป็นเวลา 3 วัน หรือมากกว่านั้น (ไม่ว่าจะมีวันหยุดในระหว่างการลาหรือไม่ จะ ต้องแสดงใบรับรองแพทย์จากแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่ง หรือสถานพยาบาลของราชการหรือก็ตามที่ บริษัทยอมรับ ผ่านระบบออนไลน์ หากไม่ส่งใบรับรองแพทย์ได้ให้ชี้แจงเหตุผลให้บริษัททราบ 3) พนักงานที่ลาป่วยจะต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาของตนให้รับทราบและต้องแจ้งลาออนไลน์ผ่านระบบ เพื่อให้หัวหน้างานพิจารณาอนุมัติต่อไป 4) หลังจากการลาป่วยโดยได้รับค่าจ้างครบ 30 วัน หากพนักงานที่เป็นโรคติดต่อต้องการกลับมา ทำ งาน จะต้องแสดงผลการวินิจฉัยโรคของแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งให้กับทางบริษัท เมื่อบริษัท พิจารณาแล้ว พนักงานอาจได้รับคำ แนะนำ ให้ลาต่อโดยไม่ได้รับค่าจ้างหรืออาจต้องสิ้นสุดสภาพความ เป็นพนักงานโดยได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายหากแพทย์วินิจฉัยว่าพนักงานยังไม่หายดี หรือไม่เหมาะ ที่จะทำ งาน 5) หากพบว่าการแจ้งลาป่วยเป็นเท็จ จะถือว่าพนักงานขาดงานตามจำ นวนเวลาที่ขอหยุดนั้น และจะ ไม่ได้รับค่าจ้างหรือต้องใช้เงินตามจำ นวนที่จ่ายไปคืน นอกจากนี้ จะมีการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง ด้วย 6) พนักงานที่ป่วยในระหว่างการลาประเภทอื่นนั้นไม่สามารถใช้สิทธิลาป่วยในช่วงนั้นได้ 2. การลากิจ 1) พนักงานสามารถใช้สิทธิลากิจได้ครั้งละไม่เกิน 2 วัน และไม่เกินปีละ 6 วัน 2) พนักงานมีสิทธิลากิจได้ครั้งละไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมงเท่านั้น 3) บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ห้ามเปลี่ยนแปลงประเภทการลา 4) หากพนักงานลาหยุดโดยไม่ได้รับการอนุมัติจะถือว่าขาดงานซึ่งจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้น 5) แจ้งผู้บังคับบัญชาทราบภายใน 24 ชั่วโมง 6) กรณีเร่งด่วนแจ้งให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้บังคับบัญชา 7) ต้องแจ้งขอลาผ่านระบบออนไลน์ภายใน 3 วัน หากเกินวันที่กำ หนด ถือเป็นขาดงาน 8


3. การลาเพื่อทำ หมัน พนักงานมีสิทธิลาเพื่อทำ หมันเพียงครั้งเดียวระหว่างการเป็นพนักงานของบริษัทและ สามารถลาเนื่องจากการทำ หมันได้ตามระยะเวลาที่แพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งกำ หนด และออกใบรับรอง บริษัทจะจ่ายค่าจ้างในระหว่างการลานี้ 4. การลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถ พนักงานมีสิทธิลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ความสามารถได้ตามกฎและวิธีการ ที่ระบุไว้ในกฎกระทรวงดังต่อไปนี้ ก) เพื่อประโยชน์ต่อการแรงงานและสวัสดิการสังคมหรือการเพิ่มความรู้และความชำ นาญ เพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพในการทำ งานของพนักงานประสิทธิภาพในการทำ งานของพนักงาน ข) การสอบวัดผลทางการศึกษาที่ทางราชการจัดหรืออนุญาตให้จัดขึ้น พนักงานจะได้รับ อนุญาตจากบริษัทพร้อมกับหลักสูตรและระยะเวลาที่กำ หนดไว้ชัดเจนอย่างน้อย 7 วันล่วง หน้าบริษัทอาจไม่อนุญาตให้พนักงานลาเพื่อฝึกอบรมหากพนักงานได้ลาเพื่อฝึกอบรมแล้วอย่าง น้อย 30 วันในปีนั้นหรือสามครั้งหรือ บริษัทสามารถแสดงให้เห็นว่าการลาของพนักงานจะ สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจของบริษัท 5. การลาเพื่อรับราชการทหาร ในกรณีที่พนักงานถูกราชการเรียกระดมพลเพื่อตรวจสอบ เพื่อฝึกอบรมวิชาทหาร หรือเพื่อทดสอบการเตรียมความพร้อมตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร บริษัท จะให้สิทธิลาโดยได้รับค่าจ้างกับพนักงานตามจำ นวนวันที่ราชการทหารกำ หนดแต่ไม่เกิน 60 วันต่อปี 1) พนักงานจะต้องแสดงหลักฐานทางราชการให้กับผู้บังคับบัญชาเป็นเอกสาร ประกอบการขอลา 2) เมื่อสิ้นสุดการลา พนักงานจะต้องรายงานตัวกับผู้บังคับบัญชาเพื่อกลับเข้าทำ งาน ภายในเวลา 3 วัน และต้องแสดงหลักฐานทางราชการที่เกี่ยวข้อง มิฉะนั้นจะถือว่า เป็นการลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างและจะถือว่าพนักงานไม่ต้องการจะทำ งานต่อไป 9


6. การลาคลอดบุตร (รวมตรวจครรภ์) พนักงานหญิงที่มีครรภ์มีสิทธิลาคลอดบุตรได้ไม่เกิน 98 วัน (เก้าสิบแปดวัน) สำ หรับการ คลอดแต่ละครั้ง บริษัทจะจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานที่ลาคลอดบุตรแต่ไม่เกิน 45 วัน หาก พนักงานที่ตั้งครรภ์แสดงใบรับรองแพทย์จากแพทย์แผนปัจจุบันชั้นหนึ่งที่ระบุว่าไม่อาจทำ หน้าที่ เดิมต่อไปได้พนักงานผู้นั้นจะมีสิทธิขอให้บริษัทเปลี่ยนงานชั่วคราวก่อนหรือหลังคลอดบุตรได้ และบริษัทจะพิจารณาเปลี่ยนงานที่เหมาะสมให้แก่พนักงานผู้นั้น 7. การลากิจในกรณีพิเศษ บริษัทให้สิทธิแก่พนักงาน ลากิจในกรณีพิเศษโดยได้รับค่าจ้างตามปกติ ในกรณีดังต่อไปนี้ 1) ลาเพื่อประกอบพิธีศพบุคคลในครอบครัวของพนักงานได้แก่ บิดา มารดาของพนักงาน บิดา มารดา ของคู่สมรส คู่สมรสของพนักงาน ที่จดทะเบียนตามกฎหมาย และบุตรเป็นเวลา 3 วัน 2) ลาเพื่อเข้าพิธีมงคลสมรสเป็นเวลา 3 วัน (โดยบริษัทอนุญาตให้ลาได้เพียง 1 ครั้ง ตลอด ระยะเวลา การทำ งานกับบริษัท) 3) ลากิจกรณีภรรยาคลอดบุตรเป็นเวลา 2 วัน (โดยพนักงานต้องนำ สำ เนาสูติบัตรมาแสดงใน วันที่ กลับมาทำ งาน) 4) การลาเพื่อกิจทางศาสนา กรณีอุปสมบท บริษัทกำ หนดให้พนักงานลากิจเพื่ออุปสมบทได้ 1 ครั้งโดย จะลาได้เมื่อมีอายุการทำ งานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป พนักงานมีสิทธิลาได้เป็นเวลา 90 วัน โดยรวมวันหยุดประจำ สัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี โดยได้รับค่าจ้าง 15 วัน พนักงานที่มีความ ประสงค์จะลาอุปสมบทจะต้องยื่นใบลาต่อผู้บังคับบัญชาล่วงหน้าก่อนวันที่ลาอุปสมบทอย่าง น้อย 30 วัน และเมื่อกลับเข้าทำ งานจะต้องยื่นหนังสุทธิ หรือหลักฐานจากทางวัด หรือหลักฐาน อื่นที่แสดงได้ว่าลาเพื่ออุปสมบทต่อแผนกทรัพยากรบุคคลและธุรการภายใน 3 วันหลังกลับ เข้าทำ งาน กรณีการลากิจ ทางศาสนาอื่นๆ ให้อยู่ในดุลยนิจของกรรมการผู้จัดการเป็นผู้ พิจารณาเป็นกรณี กรณีไป 10


8. การขาดงาน 1) หากพนักงานไม่มาทำ งานในวันทำ งานปกติหรือไม่ยื่นใบลาตามที่บริษัทกำ หนด บริษัทจะถือว่าพนักงานผู้นั้นขาดงาน 2) บริษัทและผู้บังคับบัญชามีอำ นาจที่จะไม่อนุมัติใบลาที่ไม่เป็นไปตามระเบียบการ ลา ใบลาที่ระบุข้อมูลเท็จ และแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์และไม่มีเหตุผล 3) พนักงานที่ขาดงานจะต้องถูกลงโทษทางวินัยตามระเบียบของบริษัท 4) พนักงานที่ขาดงานจะไม่มีสิทธิได้รับค่าจ้างในวันที่ขาดงาน 9. การมาสาย การเลิกงานก่อนเวลา และการลาไปทำ ธุระส่วนตัวระหว่างเวลา ทำ งาน 1) บริษัทจะพิจารณาจ่ายเงินเดือนค่าจ้างตามหลักฐานการลงบันทึกเวลาในวันนั้นๆ 2) การมาสาย การเลิกงานก่อนเวลา ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับของ บริษัทซึ่งต้องได้รับการลงโทษ หมายเหตุ : การลาประเภทต่างๆ การมาสาย การเลิกงานก่อนเวลามีผลต่อการ ประเมินผลการปฏิบัติงานโบนัส การปรับขั้นเงินเดือน และการเลื่อนตำ แหน่ง นอกจาก นี้พนักงานที่ขาดงานจะถูกลงโทษทางวินัยตามระเบียบของบริษัท 11


หลักเกณฑ์การทำ งานล่วงเวลาการทำ งานในวันวั หยุดและการ ทำ งานล่วงเวลาในวันวัหยุดและ อัตรา ค่าจ้าง 1.เพื่อประโยชน์ของบริษัท บริษัทอาจมีคำ สั่งให้พนักงานทำ งานก่อนหรือหลังเวลา ทำ งานปกติในวันทำ งานโดยจำ เป็นต้องได้รับความยินยอมจากพนักงานก่อนเป็นคราวๆ ไป 2. ในกรณีที่งานมีลักษณะหรือสภาพของงานที่ต้องทำ ติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเกิด ความเสียหายแก่งาน หรือเป็นงานฉุกเฉินและเพื่อประโยชน์ของการผลิต การขายและ การบริการ บริษัทอาจให้พนักงานทำ งาน ในวันหยุด วันหยุดตามประเพณี และทำ งาน ล่วงเวลาในวันหยุดได้ โดยจะต้องได้รับความยินยอมจากพนักงานก่อนเป็นคราวๆ ไป 3. บริษัทจะจ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำ งานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่ พนักงานที่ทำ งานตามที่ระบุในข้อ 1 และ 2 ตามที่กฎหมายกำ หนด ดังนี้ 4. พนักงานที่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำ งานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุด ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาของตนล่วงหน้า ในการทำ งานล่วงเวลาหรือทำ งานในวัน หยุด โดยดูจากระบบ Business Plus นอกจากนี้ พนักงานจะต้องบันทึกเวลาทำ งานของตน อย่างถูกต้องด้วยระบบที่ทางบริษัทจัดไว้ให้ 5. บริษัทจะไม่จ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำ งานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ พนักงานที่ทำ งานล่วงเวลา ทำ งานในวันหยุด หรือทำ งานล่วงเวลาในวันหยุดที่ไม่ปฏิบัติตาม กฎระเบียบของบริษัท 12


วินัวินัยและการลงโทษทางวินัวินัย วินัย ได้แก่ ระเบียบปฏิบัติที่พนักงานควรประพฤติและปฏิบัติ ให้เกิดความเป็นระเบียบ เรียบร้อยและประสิทธิภาพในการทำ งานของบริษัท โดยบริษัทกำ หนดวินัยดังกล่าวดังต่อไปนี้ 1. วินัยทั่วไป วินัยทั่วไป คือ ระเบียบปฏิบัติในการทำ งานที่พนักงานทุกคนต้องประพฤติ ปฏิบัติใน การทำ งานพนักงานที่ไม่ปฏิบัติตามวินัยดังกล่าวจะถูกพิจารณาโทษด้วยการตักเตือนด้วย วาจา วินัยทั่วไปแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1.1 วินัยในสถานที่ทำ งาน 1.1.1 พนักงานทุกคนจะทำ งานในหน้าที่ของตนด้วยความอุตสาหะ พนักงานจะ พยายามเพิ่มความรู้และทักษะการทำ งานของตน พยายามรักษาภาพพจน์ของบริษัท และ จะไม่ทำ ให้เป็นเสื่อมเสียชื่อเสียงของบริษัท 1.1.2 พนักงานทุกคนจะปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำ งานของบริษัท คำ แนะนำ หรือคำ สั่งของหัวหน้างานโดยเคร่งครัด หัวหน้าจะเคารพสิทธิของผู้ใต้บังคับบัญชา และต่างจะให้ความร่วมมือในการทำ งาน 1.1.3 พนักงานที่ต้องบันทึกเวลาเข้าออกงานด้วยตนเองทุกครั้ง 1.1.4 การทำ งานล่วงเวลา การทำ งานในวันหยุด และการทำ งานล่วงเวลาในวัน หยุดจะต้องได้รับความเห็นชอบอย่างถูกต้องจากหัวหน้างานตามระเบียบที่กำ หนดไว้ 1.1.5 พนักงานทุกคนจะปฏิบัติงานในวันและเวลาทำ งานที่บริษัทกำ หนดอย่าง เคร่งครัด เช่นการมาทำ งานเวลาพัก การกลับเข้ามาหลังจากออกไปข้างนอก และการเลิก งาน 1.1.6 พนักงานทุกคนจะไม่ละทิ้งงานโดยพละการ 1.1.7 พนักงานทุกคนจะปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำ งานว่าด้วยการลา 1.1.8 พนักงานทุกคนจะใช้เวลางานทั้งหมดเพื่อประโยชน์ของบริษัทไม่ใช่เพื่อ ประโยชน์ของตนเอง 1.1.9 พนักงานทุกคนจะไม่จงใจทำ ให้งานล่าช้า 1.1.10 พนักงานทุกคนจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการใดๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับกิจการ ของบริษัทไม่ว่าจะได้รับค่าจ้างหรือไม่ และไม่ว่าจะนอกหรือในเวลาทำ งาน เว้นแต่จะได้รับ อนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากกรรมการผู้จัดการของบริษัท 13


1.2 ความลับ 1.2.1 พนักงานทุกคนจะรักษาข้อมูลหรือทักษะการทำ งานที่ได้จากบริษัทไว้ เป็นความลับ 1.2.2 พนักงานทุกคนจะรักษาข้อมูลของลูกค้าของบริษัทไว้เป็นความลับเช่น กัน 1.3 ผลประโยชน์ของบริษัท 1.3.1 พนักงานทุกคนจะปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทเสมือนเป็นผล ประโยชน์ของตนเอง 1.3.2 พนักงานทุกคนจะส่งเสริมชื่อเสียงที่ดีของบริษัท 1.3.3 พนักงานทุกคนจะไม่กระทำ การใดๆ ที่ขัดกับประโยชน์และชื่อเสียง ของบริษัท ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม 1.3.4 พนักงานทุกคนจะไม่ทำ งานให้กับบริษัทหรือองค์กรอื่นเว้นแต่จะได้รับ การอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากก่อน และจะไม่กระทำ การใดๆ ที่เป็นการ แทรกแซงหรือขัดผลประโยชน์ของบริษัท 1.4 การใช้และการรักษาทรัพย์สินของบริษัท 1.4.1 พนักงาน ทุกคนจะรักษาเครื่องมือของบริษัทตลอดจนอุปกรณ์อื่นๆ ใน สถานที่ทำ งาน 1.4.2 พนักงาน ทุกคนจะรักษาอุปกรณ์ทั้งหมดให้อยู่ในสภาพดี 1.4.3 พนักงานทุกคนจะศึกษาและทำ ความเข้าใจการใช้อุปกรณ์ทั้งหมดตลอด จนความปลอดภัยในการใช้งาน 1.4.4 พนักงานทุกคนจะดูแลรักษาทรัพย์สินของบริษัทอย่างเหมาะสม ไม่ ทำ ให้สูญหาย หรือเสียหาย 1.4.5 พนักงานทุกคนจะใช้ทรัพย์สินของบริษัทเพื่อประโยชน์ของบริษัท เท่านั้น 14


1.5 ความซื่อสัตย์ 1.5.1 พนักงานทุกคนจะแจ้งข้อมูลส่วนบุคคลแก่บริษัทตามความเป็นจริง หาก มีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือมีการเปลี่ยนแปลง พนักงานจะแจ้งให้บริษัททราบทันที 1.5.2 พนักงานทุกคนจะให้ความร่วมมือกับบริษัทอย่างเต็มที่และจริงใจในการ สอบสวนเรื่องใดๆข้อมูลทั้งหมดจะต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทำ เท็จ แก้ไข ลบ หรือ ทำ ลาย 1.5.3 พนักงานทุกคนจะยอมให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของบริษัทตรวจ ค้นหากมีความสงสัยใดๆ ว่าจะมีการครอบครองที่มิชอบด้วยกฎหมาย หรือพกพาอาวุธ หรือวัตถุระเบิด 1.5.4 พนักงานทุกคนจะไม่แสวงหาประโยชน์ส่วนตนที่เป็นการขัดแย้งกับศีล ธรรมอันดีในการทำ งาน กฎหมาย หรือผลประโยชน์ของบริษัท 1.5.5 พนักงานทุกคนจะไม่แจ้งข้อมูลอันเป็นเท็จต่อหัวหน้างานของตนโดย จงใจ 1.5.6 การลักทรัพย์หรือการกระทำ ที่ผิดกฎหมายเป็นสิ่งต้องห้ามอย่างเด็ดขาด ในกรณีทำ ของ สูญหายหรือเก็บของตกได้ในบริเวณโรงงาน ให้พนักงานรายงานผู้ จัดการซึ่งดูแลในเรื่องกิจการทั่วไปหรือผู้ได้รับมอบหมายจากกรรมการผู้จัดการ 15


1.6 ความประพฤติ 1.6.1 พนักงานทุกคนจะประพฤติตนอย่างเหมาะสม เพื่อไม่ก่อให้เกิดความ เสื่อมเสียต่อตนเอง บุคคลอื่น เพื่อนร่วมงาน และบริษัท 1.6.2 พนักงานทุกคนจะเชื่อฟังหัวหน้างานหากมีคำ สั่งใดๆ ไม่ว่าจะเป็นลาย ลักษณ์อักษรหรือวาจาไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม 1.6.3 พนักงานทุกคนจะเคารพซึ่งกันและกัน ไม่ซุบซิบนินทาใดๆที่จะก่อให้เกิด ความเสียหายแก่พนักงานอื่นหรือหัวหน้างาน 1.6.4 พนักงานทุกคนจะไม่ก่อให้เกิดหรือสนับสนุนความแตกแยก ขัดแย้ง หรือ การต่อสู้ในระหว่างพนักงานด้วยกันเองหรือบุคคลภายนอก 1.6.5 พนักงานทุกคนจะไม่กระทำ ความผิดอาญาใดๆ ไม่ว่าจะในบริษัทหรือ นอกบริษัทแม้ว่าจะไม่ถูกฟ้องร้องดำ เนินคดีก็ตาม 1.6.6 พนักงานทุกคนจะไม่เปิดเผยเงินเดือนของตนเองหรือผู้อื่น 1.6.7 พนักงานทุกคนจะไม่เข้าร่วมในสมาคมที่มีการระดมเงิน การพนัน ให้กู้ หรือขายของในกลุ่ม พนักงานด้วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณบริษัท 1.6.8 พนักงานทุกคนจะไม่เผยแพร่ข่าวที่มีลักษณะผิดศีลธรรม ซึ่งอาจก่อให้ เกิดอันตรายความเสียหายต่อบุคคลอื่นหรือบริษัทได้ 1.6.9 พนักงานต้องแสดงบัตรประจำ ตัวพนักงานให้เจ้าหน้าที่รักษาความ ปลอดภัยเมื่อเข้ามา ในบริเวณโรงงาน 1.6.10 พนักงานทุกคนต้องยินยอมให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตรวจ ร่างกายรวมถึงสัมภาระ ส่วนตัวเมื่อเข้าหรือออกจากบริษัท 1.6.11 พนักงานจะไม่เขียนหรือวาดรูปบนผนังหรือการติดป้ายไม่ว่าในที่ใดๆใน บริเวณโรงงานเว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้อำ นวยการฝ่ายจัดการ 16


1.7 วินัยด้านการทำ งาน 1.7.1 พนักงานต้องดูแลรักษาสุขภาพของตนตลอดเวลาที่ทำ งานกับบริษัท พนักงานที่สุขภาพไม่ดีจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำ งาน 1.7.2 พนักงานทุกคนมีหน้าที่ต้องมาออกกำ ลังกายตามที่บริษัทกำ หนดก่อนเริ่ม งานหากลักษณะ สภาพของงานต้องทำ ติดต่อกันไป ถ้าหยุดจะเสียหายแก่งานหรือเป็น งานฉุกเฉินในกรณี นี้ให้พนักงานแจ้งล่วงหน้าและขออนุญาตจากผู้จัดการ 1.7.3 หากพบว่าพนักงานคนใดไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติงานในตำ แหน่งงานใน ปัจจุบันของตน บริษัทอาจย้ายพนักงานผู้นั้นไปทำ งานในตำ แหน่งอื่นหรืออาจสั่งให้ พนักงานผู้นั้นหยุดพักรักษาตัวได้ 1.7.4 พนักงานที่ได้รับบาดเจ็บ เป็นโรค หรือเสียชีวิตอันเนื่องมาจากการ ทำ งานจะได้รับเงินทดแทนตามที่กำ หนดไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องเงินทดแทน 1.7.5 พนักงานที่เป็นโรคติดต่อหรือโรคผิวหนังหรือต้องสงสัยว่าจะเป็นโรคเช่น ว่านั้นจะไม่ได้รับอนุญาตให้ทำ งาน 1.7.6 พนักงานต้องสวมใส่เครื่องแบบพนักงานตามที่บริษัทกำ หนดเมื่อเข้ามา หรือขณะที่อยู่ในบริษัทอย่างเหมาะสมและเรียบร้อย 1.7.7 พนักงานทุกคนต้องตรงต่อเวลาในการปฏิบัติงาน 1.7.8 พนักงานทุกคนต้องใช้อุปกรณ์ความปลอดภัยอย่างเหมาะสมซึ่ง บริษัท จัดไว้ให้ในระหว่างที่ปฏิบัติงานในบริษัท 1.7.9 พนักงานทุกคนต้องรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสถานที่ทำ งาน ของตนเองและทำ ความสะอาดหลังจากเลิกงานแล้ว 1.7.10 พนักงานต้องตรวจสอบสภาพการทำ งานและความปลอดภัยของ อุปกรณ์ก่อนเริ่มงาน 17


1.7.11 หากพนักงานพบว่าเครื่องจักรหรือเครื่องมือใดๆ มีเสียงผิดปกติ พนักงานต้องปิด เครื่องดังกล่าวและรายงานให้หัวหน้างานทราบโดยไม่ชักช้า พนักงาน ที่จะออกข้างนอกบริเวณโรงงานในเวลางานต้องได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์ อักษร จากหัวหน้างานของตนเอง แล้วผู้จัดการส่วนทรัพยากรบุคคลและธุรการ พร้อม แสดงการอนุญาตดังกล่าวต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย 1.7.12 พนักงานต้องไม่ใช้ทรัพย์สินของบริษัทหรือเวลางานเพื่อประโยชน์ส่วน ตัวหรือเพื่อประโยชน์อื่น 1.7.13 พนักงานต้องใช้ทรัพย์สินที่บริษัทจัดให้อย่างระมัดระวัง ไม่ทำ ให้เกิด ความสกปรกหรือเสียหายและปฏิบัติตามข้อแนะนำ ในการใช้งานด้วย กรณีที่เกิดความ เสียหายเกิดขึ้นให้รายงานให้ผู้จัดการแผนกทราบโดยทันที 1.7.14 พนักงานจะต้องรายงานให้ผู้จัดการแผนกหรือหัวหน้าให้ทราบทันทีที่ พบเห็นบุคคลอื่นกระทำ การอันก่อให้เกิดความเสียหายให้เกิดขึ้นกับทรัพย์สินของ บริษัท 1.7.15 พนักงานจะต้องรักษากฎระเบียบว่าด้วยการใช้คอมพิวเตอร์ตาม ระเบียบการใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัทอย่างเคร่งครัดและไม่กระทำ ผิด นโยบายเกี่ยวกับ การใช้คอมพิวเตอร์ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำ ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 1.7.16 พนักงานอาจพบปะกับแขกส่วนตัวได้ในระหว่างเวลาพักหรือนอกเวลา งาน ในกรณีฉุกเฉินให้พนักงานขออนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้จัดการส่วนและผู้ จัดการส่วนทรัพยากรบุคคลและบริหารซึ่งดูแลในเรื่องกิจการทั่วไป 1.7.17 การขอบริจาคหรือการขอเรี่ยรายเงินบริจาคหรือการรวบรวมรายชื่อ จากพนักงานอื่นๆเพื่อการใดในบริษัทหรือในโรงงานต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์ อักษรจากฝ่ายบริหาร 18


1.8 วินัยด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยสภาพแวดล้อมในการทำ งานและสิ่งแวดล้อม 1.8.1 พนักงานจะต้องพยายามอย่างเต็มที่ ในการป้องกันล่วงหน้า อัคคีภัย อุบัติเหตุใน การทำ งาน เป็นต้น โดยการปฏิบัติตามระเบียบข้อบังคับด้านความปลอดภัยของบริษัทที่กำ หนด ไว้ต่างหาก 1.8.2 พนักงานจะต้องทำ งานโดยตระหนักและมีจิตสำ นึกในเรื่องการรักษาสภาพแวดล้อม โดยปฏิบัติตามนโยบายพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมของบริษัทและกฎหมายสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด 1.8.3 เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุอันอาจจะเกิดขึ้นได้ระหว่างการทำ งาน พนักงานจะต้อง ปฏิบัติ ตามหัวข้อที่กำ หนด ไว้รวมถึงการปฏิบัติงานตามขั้นตอนการทำ งานอย่างเคร่งครัดการ ตรวจสอบอุปกรณ์ การป้องกันอัคคีภัย การจัดระเบียบเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการทำ งานอย่าง เป็นระเบียบ เป็นต้น 1.8.4 ก่อนเริ่มการทำ งาน พนักงานจะต้องทำ การตรวจสอบเครื่องจักร อุปกรณ์ กรณีที่ พบเห็นว่าชำ รุด เสียหาย จะต้องแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบในทันที 1.8.5 กรณีที่ต้องทำ งานในสถานที่ที่อันตรายหรือคาดการณ์ว่าจะเกิดอันตราย จะต้องสวม ใส่อุปกรณ์ ความปลอดภัยทุกครั้ง 1.8.6 ในกรณีที่มีการทำ งานที่ต้องใช้วัตถุไวไฟหรืออาจจะทำ ให้เกิดประกายไฟโดยเฉพาะ อย่างยิ่ง วัตถุอันตรายจะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของบริษัทหรือกฎหมายที่กำ หนดไว้อย่าง เคร่งครัดและในระหว่างการทำ งานควรต้องระมัดระวังอย่างเต็มที่ 1.8.7 พนักงานต้องดูแลและรักษาสถานที่ทำ งานของตัวเองให้อยู่ในสภาพที่เป็นระเบียบ สะอาดรวมถึงการไม่วางสิ่งของเกะกะขวางเส้นทางหนีไฟทางออกฉุกเฉิน หรืออุปกรณ์ดับเพลิง 1.8.8 พนักงานมีหน้าที่จะต้องทำ การซ้อม หรือฝึกฝนการดับเพลิงด้วยวิธีการต่างๆ ตามที่ บริษัท กำ หนดรวมถึงการใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ ตามที่บริษัทกำ หนด 1.8.9 กรณีที่พบเหตุ ในการทำ งาน พนักงานมีหน้าที่ที่จะต้องแจ้งให้บุคคลอื่นๆ หรือ ผู้ที่ เกี่ยวข้องรับทราบและต้องทำ หน้าที่ในการเป็นผู้ระงับเหตุขั้นแรกทันที 1.8.10 กรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินเช่นเพลิงไหม้หรืออุบัติภัยต่างๆ ที่จำ เป็นต้องได้รับดำ เนินการอย่าง ทันทีทันใด พนักงานจะต้องให้ความร่วมมือในการดำ เนินการดังกล่าว แม้เมื่อขณะที่ไม่ใช่เวลา ทำ งานของพนักงานผู้นั้นก็ตาม 1.8.11 พนักงานจะต้องให้ความร่วมมือในการตรวจสุขภาพของพนักงานประจำ ปี 19


2. ข้อห้ามทางวินัย ข้อห้ามทางวินัยทั่วไป คือระเบียบปฏิบัติที่ถือเป็นข้อห้ามมิให้พนักงานกระทำ หรือ ปฏิบัติทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยต่อบริษัทและไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อบริษัท พนักงานหรือบุคคลอื่นหากฝ่าฝืนจะได้รับการพิจารณาโทษด้วยการตักเตือนเป็นลายลักษณ์ อักษร ยกเว้นกรณีที่สร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่บริษัท บริษัทไม่จำ เป็นต้องมีการตัก เตือนสามารถลงโทษด้วยการเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ข้อห้ามทางวินัยทั่วไปมีดังต่อไปนี้ 2.1 ห้ามไม่ให้นำ บุคคลภายนอกเข้ามาในบริเวณโรงงานโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ที่ได้ รับมอบอำ นาจจากบริษัท 2.2 ห้ามมิให้พนักงานที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ เข้ามาในบริเวณโรงงาน 2.2.1 พนักงานที่มึนเมาหรือมีกลิ่นสุรา 2.2.2 พนักงานที่เป็นโรคติดต่อร้ายแรง 2.2.3 พนักงานที่พกอาวุธ วัตถุระเบิดหรือวัตถุอันตราย 2.2.4 พนักงานที่ไม่ยินยอมให้ตรวจค้นอาวุธและสัมภาระส่วนตัวหรือยานพาหนะ 2.3 ห้ามมิให้สูบบุหรี่นอกเหนือจากบริเวณที่บริษัทจัดไว้ให้ 2.4 ห้ามมิให้เล่นการพนัน ทำ กิจกรรมด้านการเงิน (การกู้ยืมหรือเล่นแชร์ลูกโซ่) สนับสนุนให้มีการพนันหรือการออกสลากที่ผิดกฎหมายในบริเวณโรงงานอย่างเด็ดขาด รวม ถึงการเล่นการพนันทางอินเตอร์เน็ต 2.5 ห้ามพนักงานทุกคนจะไม่ใช้ทรัพย์สินของบริษัทเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น หรือโดยพลการเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากผู้มีอำ นาจของบริษัทก่อน 2.6 ห้ามมิให้ดื่มหรือใช้สารเสพติดหรือของมึนเมาชนิดใดๆในบริเวณโรงงานอย่างเด็ด ขาด 2.7 ห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือการปราศรัยในบริเวณโรงงาน 2.8 ห้ามมิให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในบริเวณโรงงาน 2.9 ห้ามมิให้พนักงานทำ สิ่งใดๆอันเป็นการรบกวนความสงบสุขของบุคคลอื่นในบริเวณ โรงงาน 20


2.10 ห้ามมิให้พนักงานนำ สิ่งของใดๆของบริษัทออกนอกโรงงานเว้นแต่ได้รับ อนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้จัดการ 2.11 ห้ามมิให้นำ สิ่งของใดๆซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงานเข้ามาในบริเวณที่มีการผลิตหรือที่ ทำ งาน 2.12 ห้ามพนักงานทำ ให้เกิดประกายเพลิงหรือจุดเพลิงโดยไม่ได้รับอนุญาต 2.13 ห้ามพนักงานถอดอุปกรณ์ป้องกันอุบัติเหตุออกหรือทำ ให้อุปกรณ์ดังกล่าวไม่ สามารถใช้งานได้ตามปกติ ยกเว้นในกรณีที่จำ เป็นต้องได้รับการอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา ก่อนล่วงหน้า 2.14 ห้ามเปิดดู เขียนลงอินเตอร์เนท โดยมีวัตถุประสงค์ส่วนตัว หรือเล่นการพนัน บนอินเตอร์เนท ดาวน์โหลด ภาพอนาจาร ภาพยนต์ เพลง เกมส์ โปรแกรมต่างๆ หรือ การกระทำ อื่นๆ ที่เข้าข่ายละเมิด พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์โดยเด็ดขาด 2.15 ห้ามใช้อุปกรณ์สารสนเทศหรือเครือข่ายในการทำ ข้อมูลหรือเอกสารที่ไม่ เกี่ยวข้องกับงานใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกเวลางาน 2.16 ห้ามพนักงานใช้เวลางานเพื่อประโยชน์ของตนเอง 2.17 ห้ามพนักงานขาดงานโดยไม่มีการแจ้งให้บริษัททราบ หรือการไม่ปฏิบัติตาม ระเบียบการลาของบริษัทที่กำ หนดไว้ หรือ ละทิ้งหน้าที่การทำ งานโดยพละการ เช่น การ ไม่อยู่ในสถานที่ทำ งานเพื่อทำ งานตามที่ได้รับมอบหมาย เป็นต้น 2.18 ห้ามใช้ทรัพย์สินของบริษัทเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่นหรือโดยพลการ 2.19 ไม่แจ้งหรือรายงานเท็จหรือร่วมมือกับผู้ที่รายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชาหรือต่อ บริษัทอันเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย 2.20 ห้ามสูบบุหรี่หรือก่อให้เกิดประกายไฟในบริเวณที่มีการจัดเก็บวัตถุไวไฟ หรือใน สถานที่ที่ห้ามสูบบุหรี่ 2.21 ไม่ก่อให้เกิดหรือสนับสนุนความแตกแยก ขัดแย้ง หรือการต่อสู้ในระหว่าง พนักงานด้วยกันเองหรือบุคคลภายนอก 2.22 ยื่นขออนุมัติลาโดยใช้ใบลาอันมีข้อความเป็นเท็จ หรือใช้สิทธิการลาหยุดไปใน ทางไม่สุจริต 21


2.23 ห้ามชุมนุมหรือชักชวนหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นประชุมกันในบริเวณบริษัท หรือหน้า บริเวณบริษัทนอกเหนือจากการทำ งานตามปกติโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย 2.24 ห้ามเสพสิ่งเสพติด ของมึนเมาหรือมีเพื่อจำ หน่าย จ่ายแจก ครอบครอง หรือเป็นผู้ สนับสนุนให้ผู้อื่นใช้สิ่งเสพติด ทั้งในเวลาทำ งานและนอกเวลาทำ งานในบริเวณบริษัท หรือสถานที่ ที่บริษัทจัดกิจกรรม 2.25 ไม่เข้าร่วมในสมาคมที่มีการระดมเงิน การพนัน ให้กู้เพื่อหากำ ไร หรือขายของใน กลุ่มพนักงานด้วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณบริษัท 2.26 ไม่เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงอันผิดพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ หรือการชุม นุมอื่นๆที่ผิดกฎหมาย 2.27 ไม่ใช้ประโยชน์จากตำ แหน่งหน้าที่การทำ งานเพื่อประโยชน์ต่อตนเองหรือผู้อื่น 2.28 ห้ามมิให้พนักงานที่ไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายปฏิบัติงานในสถานที่ที่อันตราย หรือคาดว่าจะเกิดอันตราย 2.29 ห้ามมิให้พนักงานเพิกเฉยในการให้ความร่วมมือที่จำ เป็นในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น เพลิงไหม้หรืออุบัติภัยต่าง ๆ 2.30 การกระทำ ความผิดอื่นๆที่เทียบได้กับความผิดข้างต้น 3. ความผิดทางวินัยขั้นร้ายแรง ความผิดทางวินัยขั้นร้ายแรง คือ การกระทำ ที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับบริษัทอย่างร้าย แรงทั้งทางด้าน ชื่อเสียงทรัพย์สินหรือความผิดทางอาญา จะถูกพิจารณาโทษด้วยการเลิกจ้างโดย ไม่จ่ายค่าชดเชย 3.1 ผู้ที่กระทำ ความผิดข้อห้ามทางวินัยขั้นร้ายแรง และได้รับการตักเตือนเป็นลายลักษณ์ อักษรไปแล้วและกระทำ ความผิดซ้ำ คำ ตักเตือนเดิม 3.2 ฝ่าฝืนระเบียบข้อบังคับหรือคำ สั่งด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรโดยจงใจ และผลดัง กล่าวทำ ให้เกิดความเสียหายด้านต่างๆ เช่น ชื่อเสียง ทรัพย์สิน แก่บริษัทอย่างร้ายแรง 3.3 มีเจตนาฉ้อโกงบริษัท เช่น บันทึกเวลาเข้าทำ งานหรือเวลาเลิกทำ งานให้กับผู้อื่น หรือให้ ผู้อื่นบันทึกเวลาเข้าหรือออกแทนตนเอง หรือลงบันทึกเวลาเข้าทำ งานเลิกทำ งานไม่ถูกต้องตรงกับ ความเป็นจริงเพื่อแสวงหาประโยชน์อันมิควรได้จากบริษัท 3.4 เปิดเผยความลับของการบริหาร หรือข้อมูลทางธุรกิจ หรือข้อมูลการผลิต/การตลาดของ บริษัทโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำ ให้บริษัทได้รับความเสียหาย 22


3.5 การนำ เงินของบริษัทไปใช้หรือดำ เนินการทางด้านการเงินต่างๆ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง 3.6 ทำ ความผิด พยายามลักทรัพย์ หรือการทำ ผิดกฎหมายอื่นๆในบริเวณบริษัท 3.7 การทำ ให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สิน อุปกรณ์หรือชื่อเสียงของบริษัท การทำ ให้เกิด อุบัติภัยเช่นเพลิงไหม้ หรืออุบัติเหตุในการทำ งานด้วยความตั้งใจ หรือความประมาทเลินเล่อ อย่างร้ายแรง 3.8 การลวนลามทางเพศหรือการกระทำ ที่ส่อไปในทางเสื่อมเสียหรือสร้างความเสียหายต่อผู้ อื่น 3.9 การกระทำ ความผิดตามมาตรา119 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ได้แก่ 3.9.1 ทุจริตต่อหน้าที่ หรือเจตนากระทำ ความผิดทางอาญาต่อบริษัท 3.9.2 เจตนาก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท 3.9.3 ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง 3.9.4 ละเลยข้อบังคับในการทำ งาน กฎระเบียบ คำ สั่งของบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย และความยุติธรรม และบริษัทจะออกหนังสือเตือนก่อน ยกเว้นกรณีร้ายแรงอย่างมากจดหมาย เตือนเป็นลายลักษณ์อักษรจะมีผลไม่เกิน 1 ปีนับจากวันที่พนักงานกระทำ ความผิด 3.9.5 ละเลยหน้าที่เป็นเป็นเวลา 3 วันทำ งานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควร ทั้งนี้โดยไม่ คำ นึงว่า มีวันหยุดในระหว่างนั้นหรือไม่ 3.9.6 ได้รับโทษจำ คุกตามคำ พิพากษาถึงที่สุดให้จำ คุก ในกรณีที่เป็นความผิดที่ได้กระทำ โดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ ต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย การลงโทษทางวินัย พนักงานทุกคนจะปฏิบัติตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำ งานของบริษัท วินัยในการทำ งาน ต่างๆโดยไม่มีข้อยกเว้น พนักงานที่ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำ งานของบริษัท วินัยต่างๆ จะ ถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด โดยจะอ้างว่าไม่รู้ถึงข้อบังคับดังกล่าวเมื่อได้กระทำ ผิดแล้วไม่ได้ การกระทำ ผิดแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1. ความผิดทางวินัยทั่วไป 2. ความผิดข้อห้ามทางวินัย ซึ่งสามารถจำ แนกได้ดังนี้ 2.1 ข้อห้ามทางวินัย 2.2 การกระทำ ความผิดขั้นร้ายแรงทั่วไป 23


ในกรณีที่มีการทำ ความผิดทางวินัยทั่วไป บริษัทจะใช้วิธีการให้การอบรมและให้ โอกาสที่จะปรับปรุงตัวและป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำ ผิดขึ้นอีกอย่างไรก็ตาม วิธีการ ดังกล่าวจะไม่ใช้กับการทำ ความผิดที่เป็นความผิดข้อห้ามทางวินัย ในกรณีเช่นนี้ บริษัท จะใช้มาตรการทางวินัยอย่างเคร่งครัด 24


การดำ เนินการทางวินัย 1) พนักงาน ที่กระทำ ความผิดแตกต่างกันออกไปจะถูกดำ เนินการทางวินัยตาม ลักษณะความผิดนั้นๆถ้าการกระทำ ใด เป็นความผิดทางวินัยหลายอย่าง บริษัทจะ พิจารณาความผิดทั้งหมด เว้นแต่บริษัทอาจเลือกลงโทษสำ หรับความผิดที่รุนแรงที่สุด ในกรณีที่มีการทำ ผิดขั้นร้ายแรง บริษัทอาจเลิกจ้างก็ได้แม้ว่าจะเป็นการทำ ความผิด ครั้งแรกก็ตาม 2) เฉพาะแต่การทำ ความผิดไม่ร้ายแรงเท่านั้นที่จะมีการนำ เอาการอบรมมาใช้เป็น ระยะเวลาหนึ่งปีเริ่มตั้งแต่การทำ ความผิดไม่ร้ายแรงครั้งแรกการบันทึกการเตือนจะถูก ลบไปเมื่อครบหนึ่งปีนับแต่วันที่มีการกระทำ ความผิดเกิดขึ้น กรณีนี้ยกเว้นสำ หรับ การกระทำ ความผิดร้ายแรง 3) หัวหน้างานและผู้จัดการแผนกทรัพยากรบุคคลและธุรการจะเป็นผู้รับผิดชอบ โครงการอบรมเพื่อให้ทราบถึงสาเหตุแห่งการกระทำ ความผิด เมื่อทราบสาเหตุแล้ว พนักงานจะได้รับคำ แนะนำ ที่เหมาะสมทั้งนี้เพื่อให้เป็นที่แน่ใจว่าพนักงานจะไม่กระทำ ความผิดอีก 4) ผู้ที่มีอำ นาจในการลงโทษมีดังนี้ 25


การเลิกจ้าง การจ้างจะสิ้นสุดลงในกรณีดังต่อไปนี้ 1. เสียชีวิต พนักงานที่เสียชีวิตจะหมดสภาพความเป็นลูกจ้างตั้งแต่วันที่เสียชีวิต 2. การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย ก) บริษัทจะไม่จ่ายเงินชดเชยการเลิกจ้างให้แก่พนักงานที่ถูกเลิกจ้างอันเนื่องมาจาก กรณี ต่อไปนี้ 1) ทุจริตต่อหน้าที่ หรือเจตนากระทำ ความผิดทางอาญาต่อบริษัท 2) เจตนาก่อให้เกิดความเสียหายแก่บริษัท 3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง 4) ละเลยข้อบังคับในการทำ งาน กฎระเบียบ คำ สั่งของบริษัทที่ถูกต้องตาม กฎหมายและความยุติธรรม และบริษัทจะออกหนังสือเตือนก่อน ยกเว้นกรณีร้ายแรง อย่างมาก จดหมายเตือน เป็นลายลักษณ์อักษรจะมีผลไม่เกิน 1 ปีนับจากวันที่พนักงาน กระทำ ความผิด 5) ละเลยหน้าที่เป็นเป็นเวลา 3 วันทำ งานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันควรทั้งนี้โดย ไม่คำ นึงว่ามี วันหยุดในระหว่างนั้นหรือไม่ 6) ได้รับโทษจำ คุกตามคำ พิพากษาถึงที่สุดให้จำ คุก ในกรณี เป็นความผิดที่ได้ กระทำ โดยประมาท หรือความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความ เสียหาย ข) เลิกจ้างขณะพนักงานอยู่ในช่วงทดลองงาน โดยระยะการทดลองงานรวมถึงระยะ เวลาการบอกกล่าวล่วงหน้า แล้วไม่เกิน119วัน ค) สัญญาจ้างงานสิ้นสุดสำ หรับพนักงานที่สัญญาจ้างมีกำ หนดระยะเวลาแน่นอน 26


3. การเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชย บริษัทจะเลิกจ้างโดยจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานในกรณีต่อไปนี้ จำ นวนเงินชดเชยให้เป็นไปตามกฎหมายกำ หนด ก) ในกรณีที่บริษัทมีความจำ เป็นทางเศรษฐกิจและสังคม หรือปรับปรุงการ ดำ เนินงานหรือลดจำ นวนแผนกหรือพนักงานที่ไม่สามารถโอนย้ายไปทำ งานอื่นได้ ข) ในกรณีที่สุขภาพของพนักงานไม่เหมาะสมกับสภาพการทำ งาน หรือมีความ เจ็บป่วยเป็นเวลานาน พิการ ไม่สามารถปฎิบัติงานได้ หรือเป็นโรคติดต่อร้ายแรง หรือมีความผิดปกติทางร่างกาย ค) ในกรณีที่บริษัทประเมินว่าพนักงานไม่สามารถปฎิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบ หมาย หรือหน้าที่เฉพาะที่บริษัทมอบหมายได้ ง) พนักงานทั่วไป เกษียณเมื่ออายุครบ 55 ปี หลังปี 2560 กรณีมีรับพนักงาน ใหม่ บริษัทกำ หนดให้เกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี การเกษียณอายุของพนักงาน นับเกษียณอายุที่สิ้นปีเกิดของพนักงาน (คือ สิ้น เดือนธันวาคมของปีที่อายุ) ในกรณีการเลิกจ้างงานตาม ข้อ ก. – ง. บริษัทจะจ่ายเงินชดเชยตามจำ นวน กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำ หนด ดังนี้ 27


4. การลาออก พนักงานที่ต้องการลาออกจากบริษัทต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1) พนักงานทดลองงานต้องยื่นใบลาออกอย่างน้อย 15 วันล่วงหน้า 2) พนักงานที่ผ่านการทดลองงานแล้วต้องยื่นใบลาออกอย่างน้อย 30 วันล่วงหน้า 3) พนักงานที่ต้องการลาออกต้องส่งมอบงานในหน้าที่ตน ทรัพย์สิน และเครื่องมือ เครื่องใช้ของ บริษัทที่อยู่ในความครอบครองของตน ต่อหัวหน้าหรือบุคคลที่บริษัทมอบ หมายให้จัดการเรื่องการชำ ระหนี้/การจ่ายหนี้คืน ตามที่บริษัทกำ หนด ก่อนวันสุดท้าย ของการทำ งานของพนักงานไว้ 4) หากพนักงานที่ต้องการลาออก มิได้ทำ ตามขั้นตอนข้างต้น หรือไม่สามารถส่ง มอบงานในหน้าที่ ตน ทรัพย์สินและเครื่องมือเครื่องใช้ของบริษัท หรือจ่ายคืนหนี้ของ บริษัท บริษัทสามารถชะลอ การจัดการเรื่องผลประโยชน์และสวัสดิการของบริษัทที่จะ ให้แก่พนักงาน จนกว่าผู้นั้นจะคืน ทรัพย์สินของบริษัททั้งหมดและส่งมอบงานในหน้าที่ ตนให้แก่หัวหน้าในระดับที่ทำ ให้หัวหน้าพอใจ 5. การจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ในกรณีที่บริษัทเลิกจ้างพนักงานโดยปราศจากความผิดหรือมิได้บอกล่าวล่วงหน้า เมื่อถึงหรือก่อนถึงหรือก่อนกำ หนดค่าจ้างคราวใดกำ หนดจ่ายค่าจ้างคราวใดเพื่อจะ ให้การเลิกจ้างมีผลเมื่อถึงกำ หนดจ่ายค่าจ้างคราวต่อไปบริษัทจะจ่ายสินจ้างแทนการ บอกกล่าวล่วงหน้าในอัตราที่กำ หนดไว้ โดยคำ นวณตั้งแต่วันที่เลิกจ้างดังนั้นสถานภาพ พนักงานของพนักงานผู้นั้นจะสิ้นสุดลงทันทีข้อกำ หนดนี้จะไม่ใช้กับการ เลิกจ้าง พนักงานตามสัญญาจ้างที่มีกำ หนดระยะเวลาแน่นอนเมื่อถึงวันที่สัญญาจ้างนั้นสิ้นสุดลง หรือ พนักงานทดลองงานการจ่ายสินจ้างแทนการบอกล่าวล่วงหน้าถือว่าเป็นการจ่าย ตามมาตรา 582 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 28


6. ค่าชดเชยพิเศษ ในกรณีที่บริษัทมีความจำ เป็นโดยเหตุหนึ่งเหตุใดที่สำ คัญ อันมีผลกระทบต่อการ ประกอบกิจการของบริษัท จนทำ ให้บริษัทไม่สามารถประกอบกิจการได้ตามปกติซึ่งมิใช่ เหตุสุดวิสัยต้องหยุดกิจการทั้งหมด หรือบางส่วนเป็นการชั่วคราว บริษัทจะจ่ายเงินให้แก่ พนักงานไม่น้อยกว่า 75% ของค่าจ้างในวันทำ งานที่พนักงานได้รับก่อนบริษัทหยุดกิจการ ตลอดระยะเวลาที่บริษัทไม่ได้ให้พนักงานทำ งาน 7. ในกรณีที่บริษัทจะย้ายสถานประกอบกิจการ ไปตั้ง ณ สถานที่อื่นอันมีผลกระทบสำ คัญต่อการดำ รงชีวิตตามปกติของพนักงาน หรือ ครอบครัวบริษัทต้องแจ้งให้พนักงานทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันย้าย สถาน ประกอบกิจการในกรณี นี้ถ้าพนักงานไม่ประสงค์จะไปทำ งานด้วยพนักงานมีสิทธิบอกเลิก สัญญาจ้างได้ภายใน30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากบริษัทหรือ วันที่บริษัทย้ายสถาน ประกอบกิจการแล้วแต่กรณี โดยพนักงานมีสิทธิได้รับค่าชดเชยพิเศษในอัตราค่าชดเชยที่ พนักงานมีสิทธิได้รับตามข้อ 3ของข้อบังคับในหมวดนี้ 8.ในกรณีที่บริษัทต้องเลิกจ้าง พนักงานเพราะเหตุที่บริษัทปรับปรุงหน่วยงานกระบวนการผลิต หรือการบริการ อัน เนื่องมาจากการนำ เครื่องจักรมาใช้หรือเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรหรือเทคโนโลยีบริษัทจะ ปฏิบัติ ดังนี้ 1) แจ้งวันที่และเหตุผลของการเลิกจ้างต่อพนักงานที่ถูกเลิกจ้างให้ทราบล่วงหน้าไม่ น้อยกว่า 60 วันก่อนวันที่เลิกจ้าง ในกรณีที่บริษัทแจ้งการเลิกจ้างน้อยกว่า60 วัน บริษัท จะจ่ายค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เท่ากับค่าจ้างของการทำ งาน60 วัน 2) นอกจากค่าชดเชยที่จ่ายให้ในกรณีการเลิกจ้างพนักงานโดยไม่มีความผิด หรือ เกษียณอายุแล้วบริษัทจะจ่ายค่าชดเชยพิเศษให้แก่พนักงานที่ทำ งานติดต่อกันตั้งแต่ 6 ปี ขึ้นไป โดยจ่ายไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 15 วันต่อการทำ งานครบ 1 ปี แต่ไม่เกินค่า จ้างอัตราสุดท้าย 360 วัน กรณีระยะเวลาทำ งานไม่ครบ 1 ปี ถ้าเศษของระยะเวลาทำ งาน มากกว่า 180 วัน ให้นับเป็นการทำ งานครบ 1 ปี 29


3) การสอบสวนและการพิจารณาการร้องทุกข์ 3.1 เมื่อผู้บังคับบัญชาสูงสุดที่ได้รับคำ ร้องทุกข์จากพนักงานแล้ว จะดำ เนินการหาทางยุติ และชี้แจ้ง ด้วยวาจา หรืออาจตอบเป็นหนังสือแก่พนักงานผู้ยื่นคำ ร้องทุกข์ภายใน 14วัน นับแต่ วันที่ได้รับคำ ร้องทุกข์นั้น 3.2 ในกรณีเป็นคำ ร้องทุกข์ อันเนื่องมาจากการถูกดำ เนินการทางวินัย หรือการล่วงเกินทาง เพศต่อพนักงานผู้ใด กรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลที่รับมอบหมาย ต้องรับคำ ร้องทุกข์จาก พนักงานเพื่อทำ การสืบสวนบุคคลที่เกี่ยวข้อง และพิจารณาหลักฐานต่างๆ 3.3 หากกรรมการผู้จัดการเห็นสมควร อาจแต่งตั้งพนักงานระดับผู้จัดการจำ นวนหนึ่งเข้ามี ส่วนร่วมในการสอบสวนด้วย หรือ พิจารณาและร่วมในกระบวนการตัดสินใจ 3.4 การร้องทุกข์เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในการทำ งานของพนักงานภายในหน่วยของ พนักงานหรือสิ่งแวดล้อม พนักงานต้องยื่นคำ ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาที่ตนขึ้นตรงอยู่ พร้อมด้วย สำ เนาไปยังผู้บังคับบัญชาตามลำ ดับชั้น เพื่อพิจารณาและสอบสวนตามที่เห็นควร 4) กระบวนการยุติคำ ร้องทุกข์ 4.1 กรณีพนักงานผู้ยื่นคำ ร้องทุกข์ ยังไม่พอใจผลพิจารณาอุทธรณ์ของผู้บังคับบัญชาการ สูงสุด ย่อมมีสิทธิดำ เนินการในทางอื่นอันชอบด้วยกฎหมายต่อไปได้ 4.2 การตัดสินใจของบริษัท หรือบุคคลที่ได้รับมอบหมาย เกี่ยวกับการร้องทุกข์หรือคำ อุทธรณ์ ให้ถือเป็นข้อยุติ และไม่อาจอุทธรณ์ได้อีก และจะต้องถือปฏิบัติตาม หากกรรมการผู้ จัดการที่คำ สั่งให้ยกเลิกการสอบสวน หรือตัดสินใจก่อนที่สอบสวนจะเสร็จ หรือเปลี่ยนแปลงการ ตัดสินใจหรือหากพนักงานผู้ยืนยอมคำ ร้องทุกข์ลาออกก่อนจะมีการตัดสิน ให้ถือว่าคำ ร้องทุกข์ นั้นเป็นอันยุติ 5) การคุ้มครองผู้ร้องทุกข์และผู้เกี่ยวข้อง 5.1 หากกรรมการผู้จัดการหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมาย คาดเห็นได้ว่าผู้เกี่ยวข้องอาจจะก่อ ให้เกิดความเสียหายในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณาคำ ร้องทุกข์ (เช่น การข่มขู่ หรือขัด ขวางการสอบสวน) กรรมการผู้จัดการหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายมีอำ นาจให้บุคคลนั้นหยุด ทำ งานชั่วคราว เพื่อนสอสวนได้ไม่เกิน7วัน โดนจ่ายค่าจ้างร้อยละ50 ของอัตราปกติ ในระหว่าง นั้นได้ 5.2 หากพิสูจน์แล้วว่าพนักงานซึ่งถูกให้พักงานนั้น ไม่มีความผิด บริษัทต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่ ค้างอยู่อีกร้อยละ50 ของค่าจ้างและดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปี ให้แก่พนักงานผู้นั้น 30


การร้องทุกข์ เพื่อความยุติธรรม และเพื่อให้บริษัทได้รับทราบถึงปัญหาและข้อขัดข้องของ พนักงาน บริษัทได้เปิด'โอกาสให้พนักงานสามารถยื่นเรื่องร้องทุกข์ตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ขอบเขตและความหมายของการร้องทุกข์ การร้องทุกข์ของพนักงานต้องอยู่ใน ขอบเขตต่อไปนี้ 1) ต้องเป็นการร้องทุกข์ของบุคคลที่ยังมีสถานภาพพนักงานอยู่ 2) มีหนังสือร้องทุกข์เป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีชื่อและนามสกุลของพนักงาน รวมทั้งหน่วยงานต้นสังกัดด้วย 3) ต้องเป็นการร้องทุกข์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือกฎระเบียบของ บริษัทหรือเป็นคำ สั่งของผู้บริหารระดับสูง 4) ต้องไม่เป็นการกระทำ ของบุคคลที่สามหรือการตัดสินใจหรือคำ สั่งของทาง ราชการ 5) ต้องไม่เป็นการร้องทุกข์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัทหรือนอกเหนืออำ นาจความรับ ผิดชอบของบริษัท 6) ต้องไม่เป็นการร้องทุกข์ที่ขัดแย้งกับความเห็นของแพทย์แผนปัจจุบันชั้น 1 7) ต้องสอดคล้องกับข้อมูลและรายละเอียดที่น่าเชื่อถือ และพนักงานต้องให้ ความร่วมมืออย่างเต็มที่ต่อการสอบสวน 8) ต้องไม่เป็นการร้องทุกข์ในเรื่องส่วนตัวหรือที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของบริษัท 2. วิธีการและขั้นตอนการร้องทุกข์ 1) พนักงานต้องยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อกรรมการผู้จัดการ ในกรณีเป็นการร้อง ทุกข์โดยทั่วไปที่ไม่เกี่ยวกับคำ ร้องทุกข์ต่อการถูกดำ เนินการทางวินัย 2) ในกรณีถูกดำ เนินการทางวินัย พนักงานต้องยื่นคำ ร้องทุกต่อกรรมการผู้ จัดการภายใน 7 วันนับจาก วันที่ถูกดำ เนินการทางวินัย 3) พนักงานจะต้องยื่นคำ ร้องทุกข์หรือคำ อุทธรณ์เป็นหนังสือด้วยตนเอง 31


3. คำ แนะนำ ในการยื่นคำ ร้องทุกข์ บริษัทกำ หนดมาตรการทางวินัยซึ่งใช้บังคับกับพนักงานเพื่อให้ตระหนักถึง ความผิดเพื่อแก้ไขและปรับปรุงการปฏิบัติของพนักงาน ดังนั้นก่อนที่พนักงานจะยื่น คำ ร้องทุกข์ ควรพิจารณา ให้ถ่องแท้ก่อนว่าพนักงานได้กระทำ ตามกฎระเบียบข้อ บังคับ หรือนโยบายของบริษัทอย่างเหมาะสมแล้ว หรือไม่รวมทั้งพนักงานผู้นั้นได้ให้ ความร่วมมือ และให้เกียรติผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วม งานหรือไม่ นอกจากนั้น ความจริงใจ ความเคารพ และให้เกียรติผู้อื่นจะช่วยส่งเสริมสิ่งแวดล้อมใน การ ทำ งานที่ดีสำ หรับหน่วยงานต้นสังกัดและบริษัทโดยรวม 32


4. กระบวนการยุติคำ ร้องทุกข์ การตัดสินใจของบริษัทหรือบุคคลที่ได้มอบหมายเกี่ยวกับการร้องทุกข์หรือ คำ อุทรณ์ ให้ถือเป็นข้อยุติ และไม่อาจอุทธรณ์ได้อีก และจะต้องถือปฏิบัติตาม หากกรรมการผู้จัดการมีคำ สั่งให้ยกเลิกการสอบสวน หรือตัดสินใจก่อนที่การ สอบสวนจะเสร็จสิ้น หรือเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ หรือหากพนักงานผู้ยื่นคำ ร้อง ทุกข์ลาออกก่อนมีการตัดสิน ให้ถือว่าคำ ร้องทุกข์นั้นเป็นอันยุติ 5. การคุ้มครองผู้ร้องทุกข์และผู้เกี่ยวข้อง 1) หากกรรมการผู้จัดการหรือบุคคลที่ได้รับมอบหมายคาดเห็นได้ว่าผู้ เกี่ยวข้องอาจก่อให้เกิดความเสียหายในระหว่างการสอบสวนหรือการพิจารณา คำ ร้องทุกข์ (เช่น การข่มขู่ หรือขัดขวางการสอบสวน) กรรมการผู้จัดการหรือ บุคคลที่ได้รับมอบหมายมีอำ นาจให้บุคคลนั้นหยุดทำ งานชั่วคราวเพื่อสอบสวนได้ ไม่เกิน 7 วัน โดยจ่ายค่าจ้างร้อยละ 50 ของอัตราปกติ ในระหว่างนั้นได้ 2) หากพิสูจน์แล้วว่าพนักงานซึ่งถูกให้พักงานชั่วคราวนั้น ไม่มีความผิด บริษัทต้องจ่ายค่าจ้างส่วนที่ค้างอยู่อีกร้อยละ50 ของค่าจ้างและดอกเบี้ยร้อย ละ15 ต่อปี ให้แก่พนักงานผู้นั้น 33


เบ็ดเตล็ด 1. บัตรประจำ ตัวพนักงานพนักงานทุกคนต้องพกบัตรประจำ ตัวพนักงาน ติดตัวไว้ตลอดชั่วโมงทำ งานส่วนทรัพยากรบุคคล และบริหารมีหน้าที่ออกและ ยกเลิกบัตรประจำ ตัวพนักงานพนักงานที่ต้องการขอบัตรประจำ ตัวพนักงานใหม่ ในกรณีที่บัตรเสียหายหรือสูญหาย จะต้องเป็นผู้จ่ายค่าทำ บัตรใหม่นั้น 2. ข้อกำ หนดทั่วไปหากข้อกำ หนดใดตามกฎเกณฑ์และข้อบังคับนี้ขัดต่อ กฎหมายแรงงานหรือกฎหมายอื่นใดบริษัทจะยึดถือข้อปฏิบัติของกฎหมายเป็น หลัก 3. บริษัทมีสิทธิที่จะเพิ่มเติม แก้ไข หรือยกเลิกกฎข้อบังคับบางส่วนหรือ ทั้งหมด และออกข้อบังคับใหม่ตามที่บริษัทจะเห็นสมควรเมื่อใดก็ได้ โดยไม่ขัด กับกฎหมายที่บังคับใช้ขณะนั้น 34


ปฐมนิเทศพนักงานใหม่ (Safety Orientation) ศัพท์ควรรู้ ความปลอดภัยในการทำ งาน (Safety at work) หมายถึงอะไร สภาพและปัจจัยที่มีหรืออาจมีผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ลูกจ้าง หรือคนงานอื่นๆ(รวมถึงคนงานชั่วคราวและคนงานผู้รับเหมา) ผู้เยี่ยมชม หรือ บุคคลอื่นๆ ในสถานที่ทำ งาน อุบัติเหตุ ( Accidents ) หมายถึงอะไร เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดและไม่ได้ควบคุมไว้ก่อนเมื่อ เกิดขึ้นแล้วมีผลทำ ให้เกิดการบาดเจ็บ พิการหรือทรัพย์สินเสียหาย ความปลอดภัยในการทำ งาน (Safety at work) หมายถึงอะไร สภาพและปัจจัยที่มีหรืออาจมีผลต่อสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ลูกจ้าง หรือคนงานอื่นๆ(รวมถึงคนงานชั่วคราวและคนงานผู้รับเหมา) ผู้เยี่ยมชม หรือ บุคคลอื่นๆ ในสถานที่ทำ งาน อุบัติเหตุ ( Accidents ) หมายถึงอะไร เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดคิดและไม่ได้ควบคุมไว้ก่อนเมื่อ เกิดขึ้นแล้วมีผลทำ ให้เกิดการบาดเจ็บ พิการหรือทรัพย์สินเสียหาย อุบัติการณ์ (Incident) หมายถึงอะไร อุบัติการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น (Incident) หมายถึงเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วมีผลให้เกิดอุบัติเหตุหรืออาจหมายถึงเกือบเกิดอุบัติเหตุ เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near Miss) หมายถึงอะไร เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near Miss) หมายถึงเหตุการณ์ผิดปกติ เมื่อเกิดขึ้น แล้วมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ 35


ความสุขกับการทำ งานควรเป็นอย่างไร “คนเราจะมีความสุขมาก หากเป็นผู้ที่มีสุขอนามัย แข็งแรงสมบูรณ์ทั้ง ทางร่างกายและจิตใจเพราะจะเป็นผู้ที่สามารถทำ งานได้อย่างเต็มที่” สถานที่ทำ งาน “เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันดำ เนินการ ทางด้านสุขภาพอนามัยและความปลอดภัยในการทำ งาน” ทำ งานโดย ไม่คำ นึงถึง ความปลอดภัยย่อมให้ผลผลิตได้ 2 อย่าง คือ 1. คนพิการ 2. ชิ้นงานที่ด้อยคุณภาพ การบริหารความปลอดภัยและนโยบายความปลอดภัย 1. ระบบการจัดการด้านความปลอดภัย สุขอนามัย และความเสี่ยง 2. นโยบายด้านความปลอดภัย 3. หน้าที่ความรับผิดชอบ · ผู้บริหาร · หัวหน้างาน · เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย · พนักงานทุกคน "ความปลอดภัยเป็น ป็ หน้าที่ของทุกคน" 36


นโยบายด้านความปลอดภัย 37


งานแบบไหนที่ทำ ให้เกิดอันตรายมากขึ้น · ทำ งานโดยไม่รู้ว่าตัวเองทำ งานกับอะไร · ไม่มีการตรวจวัดสิ่งแวดล้อม · ไม่มีการตรวจร่างกายหรือการตรวจคัดกรอง · ไม่มีการให้ความรู้ และไม่มีการป้องกันตนเอง · คนที่ชอบเสี่ยง ทำ ไมจึงมีการบาดเจ็บ “การบาดเจ็บจะเกิดขึ้นได้ต้องมีสาเหตุ” ไม่มีใครอยากได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตามทุกคนคงเคยพบเห็นและได้รับบาดเจ็บมา แล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนหรือที่บ้าน ในโรงงานมีเครื่องจักรหลายชนิดที่ไม่คุ้นเคย ดังนั้น เพื่อป้องกันมิให้เกิดการบาดเจ็บ ผู้ทำ งานควรรู้และปฏิบัติตามกฎความปลอดภัยเบื้องต้น ทำ งานด้วยความขยันขันแข็งและมี สุขอนามัยที่แข็งแรงเพื่อความสุขของตัวผู้ทำ งาน และความรับผิดชอบที่มีอยู่ในฐานะที่เป็น ส่วนหนึ่งของสังคม จากประสบการณ์ที่ผ่านมา และอุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นหลายครั้งได้แสดงให้เห็นว่าการ บาดเจ็บไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ต้องมีสาเหตุ เมื่อวิเคราะห์สาเหตุของการบาดเจ็บ จะพบว่าส่วนใหญ่แล้วเกิดจากสภาพของ เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ไม่ปลอดภัย และการกระทำ ที่ไม่ปลอดภัยของผู้ทำ งาน อุบัติเหตุเช่นนี้สามารถป้องกันได้โดยการขจัดสภาวะที่ไม่ปลอดภัยและการกระทำ ที่ไม่ ปลอดภัยออกไป อุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมหรือกล่าวได้ว่าอุบัติเหตุที่เกิดจาก ท่ออากาศเป็นสาเหตุโดยตรง ทำ ให้เกิดการหกล้ม แต่มีสาเหตุเชื่อมโยงทางอ้อมคือผู้ทำ งาน นั้นนอนดึก พักผ่อนไม่เพียงพอ เป็นผลทำ ให้จิตใจเหม่อลอย เป็นเหตุให้ลืมกฎความปลอดภัย ที่ว่าไม่ควรวิ่งตามทางเดิน นอกจากนี้สาเหตุโดยตรงของการวางท่ออากาศตามทางเดิน เพื่อใช้งานชั่วคราว ก็ เป็นการละเลยต่อกฎความปลอดภัย ซึ่งควรจะแขวนท่อห้อยลอยไว้เพื่อให้มีทางเดินข้างล่าง 38


บทสรุปจากที่กล่าวมา 1) การบาดเจ็บเป็นผลที่เกิดจากอุบัติเหตุ 2) อุบัติเหตุเป็นผลที่เกิดจากสาเหตุโดยตรง 3) จากการศึกษาสาเหตุโดยตรง พบว่าสาเหตุทางอ้อมมีพื้นฐานมาจากสาเหตุ โดยตรง ดังนั้นการป้องกันการบาดเจ็บ สามารถกระทำ ได้โดยการหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุ ไม่เพียงแต่จากสาเหตุโดยตรง แต่ต้องขจัดสาเหตุทางอ้อมด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างการบาดเจ็บและอุบัติเหตุ จากกรณีที่กล่าวมาข้างต้นอาจจะเป็น (ก) การบาดเจ็บเนื่องจากการวิ่ง สะดุด หกล้ม หรือ (ข) ไม่มีการบาดเจ็บทั้งที่วิ่งสะดุดและหกล้ม แนวความคิดเพื่อความปลอดภัย ซึ่งเราจะต้องระลึกอยู่เสมอคือการป้องกัน เหตุการณ์ต่างๆ เช่น อุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้น สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ บริษัท ดูปองค์ ได้ทำ การศึกษาและรวบรวมสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุและ อุบัติการณ์ พบว่า 96 % ของสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุและอุบัติการณ์เกิดจากการกระ ทำ ที่ไม่ปลอดภัยของคนงาน (การกระทำ ที่ต่ำ กว่ามาตรฐาน) และ 4 % เกิดจากสภาพ การณ์ที่ไม่ปลอดภัย สาเหตุที่เกิดจากคน (การกระทำ ที่ต่ำ กว่ามาตรฐาน) เช่น o การใช้เครื่องจักร เครื่องกล หรืออุปกรณ์ต่างๆโดยพลการ o ซ่อมแซมหรือบำ รุงรักษาเครื่องจักรในขณะที่กำ ลังทำ งานอยู่ o ถอดอุปกรณ์ความปลอดภัยจากเครื่องจักรโดยไม่มีเหตุอันควร o ไม่ใส่ใจต่อการห้ามเตือนต่างๆ o หยอกล้อในขณะทำ งาน o ใช้เครื่องมือชำ รุด และไม่ถูกวิธี o ไม่สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยที่จัดให้ เป็นต้น 39


สาเหตุที่เกิดจากสภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย (สภาพการณ์ที่ต่ำ กว่ามาตรฐาน) เช่น o ไม่มีครอบหรือเซฟการ์ดส่วนของเครื่องจักรที่เป็นอันตราย o เครื่องจักร เครื่องมือที่ใช้ออกแบบไม่เหมาะสม o บริเวณพื้นที่ทำ งานลื่นขรุขระ o สถานที่ทำ งานสกปรก รกรุงรัง วางของไม่เป็นระเบียบ o กองวัสดุสูงเกินไป และการซ้อนวัสดุไม่ถูกวิธี o แสงสว่างไม่เหมาะสม เช่น แสงไม่เพียงพอ หรือจ้าเกินไป o ไม่มีระบบระบายและถ่ายเทอากาศที่เหมาะสม o ไม่มีระบบเตือนภัยที่เหมาะสม เป็นต้น ความสูญเสียจากอุบัติเหตุ ความสูญเสียทางตรง (Direct Loss) คือ จำ นวนเงินที่ต้องจ่ายไปอันเกี่ยวเนื่องกับผู้ ได้รับบาดเจ็บโดยตรงจากการเกิดอุบัติเหตุ หรือเป็นค่าเสียหายที่แสดงให้เห็นอย่างเด่น ชัด ได้แก่ o ค่ารักษาพยาบาล o ค่าทดแทนจากการได้รับบาดเจ็บ o ค่าทำ ขวัญ o ค่าทำ ศพ o ค่าประกันชีวิต ความสูญเสียทางอ้อม ( Indirect Loss) คือ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ (ซึ่งส่วนใหญ่จะคำ นวณ เป็นตัวเงินได้) นอกเหลือจากค่าใช้จ่ายทางตรงสำ หรับการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้ง ได้แก่ o การสูญเสียเวลาในการทำ งานของคนงานหรือผู้บาดเจ็บ เพื่อรักษาพยาบาล o ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ ที่ได้รับความเสียหาย o วัตถุดิบหรือสินค้าที่ได้รับความเสียหายต้องทิ้ง ทำ ลายหรือขายเป็นเศษเหล็ก o ผลผลิตลดลง เนื่องจากกระบวนการผลิตขัดข้อง ต้องหยุดชะงัก ฯลฯ 40


ผลกระทบโดยตรงของลูกจ้างเมื่อประสบอุบัติเหตุ o ขาดรายได้ในระหว่างรักษาตัว o สูญเสียโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพการงาน o กลายเป็นคนพิการ o เป็นภาระของครอบครัว o ทำ ให้ลูกๆหมดอนาคต ตามที่คาดหวังไว้ o ทำ ให้ครอบครัวแตกแยกเนื่องจากขาดผู้นำ o เป็นภาระต่อสังคม กฏความปลอดภัยในโรงงาน 1. การแต่งกาย a. พนักงานในสายงานผลิต แต่งกายด้วยชุดที่บริษัทจัดหาให้ รองเท้าเซฟตี้ สวมหมวก ผ้าปิดจมูก แว่นตา b. เข้าในสายงานผลิต c. พนักงานในสำ นักงาน แต่งกายด้วยชุดที่บริษัทฯ จัดหาให้ หรือแต่งกายด้วย ชุดที่สุภาพ d. แขก หรือผู้มาติดต่องานต้องสวมชุดที่สุภาพ รองเท้าหุ้มส้น หรือรองเท้าที่ สุภาพ 2. สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล a. รองเท้าเซฟตี้ b. ผ้าปิดจมูก c. แว่นตานิรภัย d. หมวกและอุปกรณ์อื่นๆ ที่จัดตามความเหมาะสมของแต่ละหน่วยงาน 41


3. อุปกรณ์ดับเพลิง * อุปกรณ์ดับเพลิงห้ามนำ ไปใช้งานอื่น/ห้ามนำ มาฉีดเล่น * ห้ามวางสิ่งของกีดขวาง 4. การสูบบุหรี่ * อนุญาตให้สูบบุหรี่ในบริเวณที่บริษัทจัดให้เท่านั้น อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment : PPE) หมายความว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะนำ มาสวมใส่ลงบนอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของ ร่างกายหรือหลายๆส่วนรวมกันโดยมีจุดประสงค์เพื่อป้องกันอวัยวะส่วนนั้นของ ร่างกายไม่ให้ประสบอันตรายจากสิ่งหนึ่งสิ่งใดคือเป็นการป้องกันอันตรายจกา สภาวะแวดล้อมในการทำ งาน ใช้เพื่อป้องกัน หรือ ลดอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งจาก สภาพแวดล้อมการ ทำ งานที่ไม่ปลอดภัย และการกระทำ ที่ไม่ปลอดภัย โดยการใช้สวมใส่บนร่างกาย ใน ส่วนที่อาจได้รับอันตรายจากการบวนการทำ งาน เช่น ใบหน้า แขน ขา มือ เท้า เป็นต้น ชนิดของอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล 1.อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ (Head Protection Devices) 2.อุปกรณ์ป้องกันใบหน้า และดวงตา (Eye and face protection devices) 3.อุปกรณ์ป้องกันหู (Ear protection devices) 4.อุปกรณ์ป้องกันการหายใจ (Respiratory protective devices) 5.อุปกรณ์ป้องกันลำ ตัว (Body protection devices) 6.อุปกรณ์ป้องกันมือ (Hand protection devices) 7.อุปกรณ์ป้องกันเท้า (Foot protection devices) 8. อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง 42


1.อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ (Head Protection Devices) Safety Hat หรือ Helmet ต้องมีลักษณะ แข็งแกร่ง ทำ ด้วยวัสดุที่แตกต่างกันไป ป้องกันศีรษะจากการ กระแทก รวมถึงวัตถุที่ปลิวหรือกระเด็นมาโดน และป้องกันไฟฟ้าช็อต หรือ สามอย่าง รวมกัน แบ่งออก เป็น 4 ประเภท คือ ประเภท A จำ กัดความต้านทานศักไฟฟ้า ใช้สำ หรับงานทั่วไป ประเภท B มีความต้านทานศักไฟฟ้าสูง ใช้ในงานไฟฟ้าแรงสูง ประเภท C ไม่มีการป้องกันไฟฟ้า จากโลหะ ไม่เหมาะกับงานไฟฟ้า ประเภท D จำ กัดการป้องกัน สำ หรับนักผจญเพลิง 2. อุปกรณ์ป้องกันใบหน้า และดวงตา (Eye and face protection devices) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้น จากวัตถุ สารเคมีกระเด็นเข้าตา ใบหน้า หรือ ป้องกันรังสีที่จะทำ ลายดวงตา แบ่งได้ดังนี้ 1. แว่นตานิรภัย (Protective spectacles or Gassess) มี 2 แบบ คือ แบบไม่มีกระบังข้าง แบบมีกระบังข้าง 2. แว่นครอบตา (Goggles) มีที่ปิดครอบตาไว้ 3. กระบังป้องกันใบหน้า (Face Shield) 4. หน้ากากเชื่อม ใช้ในงานเชื่อม 5. ครอบป้องกันหน้า เป็นอุปกรณ์สวมปกคลุมศีรษะ ใบหน้า และลำ คอ ลงมาถึงไหล่ และหน้าอก 43


3.อุปกรณ์ป้องกันหู (Ear protection devices) เป็นอุปกรณ์ที่สวมใส่ เพื่อกั้นความดังของเสียง ที่จะมากระทบต่อแก้วหู กระดูกหู เพื่อป้องกันอันตรายที่มีต่อระบบการได้ยิน แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ a. ชนิดสอดเข้าไปในรูหู (Ear plugs) นิยมใช้มาก เนื่องจากราคาไม่แพง สะดวกใน การเก็บรักษา และการทำ ความสะอาด ลดเสียงได้ 15-20 เดซิเบล b.ชนิดครอบหู (Ear Muffs) ครอบปิดหูส่วนนอก กั้นเสียงได้มากกว่า Ear plug ลดเสียงได้ประมาณ 20-30 เดซิเบล 4.อุปกรณ์ป้องกันการหายใจ (Respiratory protective devices) ช่วยป้องกันอันตราย จากมลพิษที่จะเข้าสู่ร่างกาย โดยผ่านปอด ซึ่งเกิดจากการ หายใจเอามลพิษ เช่น อนุภาคก๊าซ ฝุ่น เป็นต้น แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ a. ประเภทที่ทำ ให้อากาศปราศจากมลพิษ ก่อนเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ (Air purifying devices) b. ประเภทที่ส่งอากาศจากภายนอกเข้าไปในหน้ากาก (Atmosphere – supplying respirator) 44


5.อุปกรณ์ป้องกันลำ ตัว (Body protection devices) เพื่อป้องกันอันตราย จากการกระเด็นของกรดสารเคมี การทำ งานที่มีความ ร้อนสูง หรือมีสะเก็ดลูกไฟ เป็นต้น ถุงมือป้องกันความร้อน 2.ถุงมือป้องกันสารเคมี ข้อควรปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ป้องกันลำ ตัว 1. ทำ ความสะอาด ตามคำ แนะนำ ของผู้ผลิต 2. ขณะทำ ความสะอาด ควรตรวจรอยชำ รุด เพื่อทำ การซ่อมแซม 3. เก็บไว้ในที่สะอาด และอุณหภูมิพอเหมาะ 6.อุปกรณ์ป้องกันมือ (Hand protection devices) สวมใส่เพื่อลดการบาดเจ็บของอวัยวะส่วนนิ้ว มือ และแขน อันเนื่องมาจากการ ทำ งาน มีหลายชนิด ได้แก่ 1. 3.ถุงมือกันไฟฟ้า 4.ถุงมือป้องกันการขีดข่วนของมีคม และรังสี การทำ ความสะอาด ต้องทำ ความสะอาดทุกครั้ง หลังการใช้งาน ด้วยน้ำ สบู่ ตาม ด้วยน้ำ สะอาด และตากให้แห้ง เก็บในที่สะอาด 45


7.อุปกรณ์ป้องกันเท้า (Foot protection devices) เพื่อป้องกันส่วนของเท้า นิ้วเท้า หน้าแข้ง ไม่ให้สัมผัสกับอันตรายจากการปฏิบัติงาน มี หลายชนิด ได้แก่ รองเท้านิรภัย รองเท้าป้องกันอันตรายจากไฟฟ้า รองเท้าป้องกันสารเคมี 8.อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง 1.เข็มขัดนิรภัย ประกอบด้วยตัวเข็มขัด และเชือกนิรภัย ทำ จากด้วยหนังเส้นใยจากฝ้าย และใยสังเคราะห์ ได้แก่ ไนลอน 46


2.สายรัดตัวนิรภัย สำ หรับงานเสี่ยงภัย ทำ งานในที่สูง มี 4 ชนิดคือ ชนิดคาดหน้าอก เอว และขา และชนิดแขวนตัว 3.สายช่วยชีวิต เป็นเชือกที่ผูกหรือยึดติดกับโครงสร้างของอาคาร หรือส่วนที่มั่นคง เชือก นี้จะถูกต่อเข้ากับเชือกนิรภัย และเข็มขัดนิรภัย หรือ สายรัดตัวนิรภัย (สายพยุงตัว) วิธีการดูแลรักษา 1.ทำ ความสะอาดอุปกรณ์ PPE ทุกครั้งหลังการใช้งาน ซึ่งแตกต่างกันตามชนิดของ อุปกรณ์ PPE 2.ตรวจสอบความสมบูรณ์ทุกครั้งก่อนใช้อุปกรณ์ PPE 3.เก็บอุปกรณ์ PPE ไว้ในที่ที่จัดไว้ให้ ตามชนิดของอุปกรณ์ PPE 47


Click to View FlipBook Version