The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สมัยก่อนรัตนโกสินทร์ : สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
สมัยรัตนโกสินทร์ : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pangtod.nattatida, 2022-01-27 09:52:45

กษัตริย์ไทยในรัชสมัยที่ถูกยกย่องว่าเป็นยุคทองของวรรณคดี

สมัยก่อนรัตนโกสินทร์ : สมเด็จพระนารายณ์มหาราช
สมัยรัตนโกสินทร์ : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ก ษั ต ริย์ ไ ท ย เ ขี ย น โ ด ย ณั ฏ ฐ ธิ ด า จำ ปี

ใ น รัช ส มั ย ที่ ถู ก ย ก ย่ อ ง ว่ า เ ป็ น

ยุ ค ท อ ง ข อ ง ว ร ร ณ ค ดี

พระราชประวัติ

ของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

พระราชสมภพ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันจันทร์ เดือนยี่ ปีวอกพ.ศ. 2175 หรือนับแบบ
ปัจจุบัน นับเป็น พ.ศ. 2176 เป็นพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กับพระราชเทวีไม่ ปรากฏพระนาม
คำให้การชาวกรุงเก่า ระบุว่าพระชนนีของพระองค์ชื่อพระสุริยา ส่วนคำให้การขุนหลวงหาวัด ระบุพระนามว่า พระ
อุบลเทวี และหม่อมหลวงมานิจ ชุมสาย ระบุพระนามว่าพระนางศิริธิดาขณะที่ทรงพระราชสมภพ พระญาติของ
สมเด็จพระนารายณ์เห็นเหมือนพระกร 4 กร แต่กลับเหลืออยู่ 2 กร ปกตินับเป็นอะไรที่อัศจรรย์ จึงได้รับ
พระราชทานนาม ตั้งแต่ครั้งนั้นว่า นารายณ์กุมาร หรือราชกุมาร 4 กร และสมเด็จพระนารายณ์ยังมีพระขนิษฐา
ร่วมมารดานามว่า พระ-ราชกัลยาณี มีพระราชอนุชานารายณ์ คือ สมเด็จพระเอกาทศรถ ขณะมีพระชนม์ได้ 5
พรรษา เสด็จออกไปเล่นที่เกย ขณะนั้นฝนกำลังตก พระนมพี่เลี้ยงห้ามไม่ฟังให้กรดกางก็ห้ามเสีย ขณะยืนอยู่ที่
เสาหลักชัยฟ้าฝ่าลงมาต้องหลักชัยแตก แต่พระนารายณ์กุมารไม่ได้รับอันตราย

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นกษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญแตกต่างจากกษัตริย์พระองค์อื่น พระองค์ทรงมี
ความเฉลียวฉลาด เป็นที่น่ายกย่องสรรเสริญ พระปรีชาสามารถไปไกลถึงต่างประเทศ และทรงทำนุบำรุงบ้าน
เมืองให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าสมัยใดในกรุงศรีอยุธยา สำหรับพระราชกัลยาณีพระขนิษฐาของพระนารายณ์ ทรงเป็น
ราชธิดาที่มีพระรูปงามเป็นที่สุด พระศรีสุธรรมาซึ่งเป็นพระเจ้าอาของพระนารายณ์ และพระราชกัลยาณีครองกรุง
ศรีอยุธยามาได้สองเดือนกับอีก 20 วัน และถูกสำเร็จโทษ ณ วัดโคกพระยา

1

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชา
สามารถอย่างยิ่ง ทรงทำให้กรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรือง ทั้ง
ด้านการค้า การต่างประเทศ การศึกษา วรรณกรรม และศิลปกรรม
วรรณคดีสำคัญหลายเรื่องเกิดในรัชสมัยของพระองค์ จนได้ชื่อว่า
ยุคทองของวรรณคดีในสมัยอยุธยา นอกจากนี้พระองค์ยังทรงสร้าง
ความยิ่งใหญ่ให้กับกรุงศรีอยุธยาอีกด้วย โดยทรงยกทัพไปตีเมือง
เชียงใหม่ และหัวเมืองพม่าอีกหลายเมือง โดยมีกำลังสำคัญที่ทำให้
สมเด็จพระนารายณ์นั้นสามารถยึดหัวเมืองของพม่าได้คือ เจ้าพระ
ยาโกษาธิบดี
ด้านการต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในสมัย
สมเด็จพระนารายณ์กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งในด้านการค้า และการ
ทูตกับประเทศต่าง ๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น อิหร่าน อังกฤษ และ
ฮอลันดา มีชาวต่างชาติเข้ามาในพระราช- อาณาจักรเป็นจำนวน
มาก ในจำนวนนี้รวมถึงเจ้าพระยาวิไชเยนทร์ หรือที่เรารู้จักกันใน
นาม คอนสแตนติน ฟอลคอน ชาวกรีกที่รับราชการตำแหน่งสูงถึง
ตำแหน่งสมุหนายก ขณะเดียวกันยังโปรดเกล้าฯ ให้แต่งคณะทูต
นำโดย เจ้าพระยาโกษาธิบดี หรือ ปาน ไปเจริญสัมพันธไมตรีกับ
ราชสำนักฝรั่งเศส ในรัชสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ถึง 4 ครั้งด้วยกัน ผู้
ที่เขียนเกี่ยวกับกรุงศรีอยุธยา และสยามมากที่สุดในสมัยนี้ก็คือ
ซีมง เดอ ลา ลูแบร์

พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เลื่องลือในพระราโชบายทางด้านการคบค้าสมาคมกับชาวต่างประเทศ
รักษาเอกราชของชาติให้พ้นจากการเบียดเบียนของชาวต่างชาติ และรับผลประโยชน์ทั้งทางวิทยาการ และ
เศรษฐกิจที่ต่างชาตินำเข้ามา นอกจากนี้ยังทรงอุปถัมภ์บำรุงกวี และงานด้านวรรณคดีอันเป็นศิลปะที่รุ่งเรืองที่สุด
ในยุคนั้น เมื่อสมเด็จพระนารายณ์เสด็จเถลิงถวายราชสมบัติ ณ ราชอาณาจักรศรีอยุธยาแล้ว ปัญหากิจการบ้าน
เมืองในรัชสมัยนั้นมักจะเกี่ยวข้องกับต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เพราะในขณะนั้นมีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขาย
และอยู่ในราชอาณาจักรไทยมากว่าที่เคยเป็นมาในกาลก่อน ที่สำคัญมากคือ ชาวยุโรปซึ่งเป็นชาติใหญ่มีกำลัง
ทรัพย์ กำลังอาวุธ และผู้คน ตลอดจน มีความเจริญรุ่งเรืองทางวิทยาการต่าง ๆ เหนือกว่าชาวเอเชียมาก

พระราช
กรณียกิจ

2

ด้านการบริหารบ้านเมือง

ในรัชสมัยนี้สมเด็จพระนารายณ์พยายามวางมาตรการป้องกัน
การถูกแย่งชิงบัลลังก์ ทั้งเจ้านาย และขุนนางต่างถูกกำจัด และ
ควบคุม แต่การค้ากับต่างประเทศเจริญ เลยทำให้มีการลดส่วย
อากรแก่ประชาชนชาวไทย มีชาวต่างชาติหลายเชื้อชาติเข้ามา
อยู่ในพระราชอาณาจักร และเข้ารับราชการในราชสำนัก
นอกจากนี้กรุงศรีอยุธยายังต้องสร้างสัมพันธไมตรีอันดี กับ
ฝรั่งเศสเพื่อถ่วงดุลอำนาจทางการเมืองกับฮอลันดา เพื่อป้องกันไม่ให้ฮอลันดากล้ามาข่มเหงสยามอีก แต่การ
คบค้าสมาคมกับชาติมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศสในยุคนั้นก็ใช่ว่าจะปลอดภัย มีการส่งทูตแลกเปลี่ยนกับฝรั่งเศส
หลายครั้ง ด้วยพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 มีพระราโชบายที่จะให้สมเด็จพระนารายณ์ และประชาชนชาวไทยนับนับถือ
คริสต์ศาสนา ซึ่งให้บาทหลวงฝรั่งเศสนำมาเผยแผ่ พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงส่งพระราชสาสน์มาเชิญสมเด็จพระ
นารายณ์เข้ารับนับถือคริสต์ศาสนาพร้อมทั้งเตรียมบาทหลวงมาให้ไว้คอยถวายศีล แต่สมเด็จพระนารายณ์ได้ใช้
ความฉลาดหลักแหลมของตนตอบปฏิเสธกลับไปอย่างทะนุถนอมไมตรี นอกจากนี้พระองค์ยังทรงรับเอา
วิทยาการสมัยใหม่มาใช้ เช่น กล้องดูดาว และยุทโธปกรณ์บางประการ รวมทั้งยังมีการรับเทคโนโลยีการสร้าง
น้ำพุ จากชาวยุโรป และวางระบบท่อประปาภายในพระราชวังอีกด้วย

ด้านการทำศึกสงคราม

สมเด็จพระนารายณ์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านการทำศึกสงคราม ท่านยังเป็นกษัตริย์นักรบด้วย
องค์หนึ่ง แม้อาจจะไม่เหมือนอย่างพระมหากษัตริย์นักรบสำคัญองค์อื่นๆ แต่พระองค์ก็ทรงเป็นผู้จัดการด้าน
กองทัพ และปฏิบัติภารกิจในการสงครามได้อย่างดี การทำศึกสงครามในสมัยพระองค์นั้น ได้แก่ ตีเชียงใหม่
เชียงใหม่ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของพม่าส่งราชทูตมาขอสวามิภักดิ์กับอยุธยา ต่อมาพระเจ้าเชียงใหม่กลับไปอ่อนน้อม
ต่อพม่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงให้ยกทัพไปตีเมืองเชียงใหม่แต่ไม่สำเร็จ ภายหลังมีรับสั่งให้ยกทัพไปตี
เชียงใหม่อีกครั้งจนประสบผลสำเร็จ อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานไว้ที่วัดพระศรีสรรเพชญ์
รบพม่าที่ไทรโยค เนื่องจากมอญหนีการปราบปรามของพม่าเข้ามาพึ่งไทย สมเด็จพระนารายณ์มหาราชโปรด
เกล้าฯ ให้จัดทัพไปป้องกันพม่าที่ด่านแม่ละเมาะ และด่านเจดีย์สามองค์ กองททัพไทยทั้ง 2 ทัพ ได้ร่วมกันตี
ทัพพม่าที่ไทรโยคจนถอยร่นไป
ศึกไทยตีอังวะ ทัพไทยรวมพลที่
เมาะตะมะ ตีได้หัวเมืองรายทาง
จนเข้าล้อมกรุงอังวะอยู่หลายเดือน
แต่เสบียงอาหารขาดแคลนจึงต้อง
ถอยกลับ

3

วรรณกรรมในรัชกาล
สมเด็จพระนารายณ์ไม่ได้มีความสามารถ
ทางด้านการทูตเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นกวี และได้อุปถัมภ์กวี
ในยุคของพระองค์มากมาย กวีลือนามแห่งรัชสมัยของพระองค์
ได้แก่ พระโหราธิบดี หรือพระโหราธิบดี หรือพระมหาราชครู
ผู้ประพันธ์หนังสือจินดามณี ซึ่งเป็นตำราเรียนภาษาไทยเล่มแรก
และตอนหนึ่งของเรื่องสมุทรโฆษคำฉันท์ อีกตอนหนึ่งเป็นพระราช
นิพนธ์ของสมเด็จพระนารายณ์ กวีอีกผู้หนึ่งคือ ศรีปราชญ์ ผู้เป็นปฏิภาณกวี เป็นบุตรของพระโหราธิบดี งานชิ้น
สำคัญของศรีปราชญ์ คือ หนังสือกำศรวลศรีปราชญ์ และอนุรุทรคำฉันท์ ด้วยความสามารถที่ถูกกล่าวมาแล้ว
สมเด็จพระนารายณ์จึงได้รับการถวายพระเกียรติเป็น มหาราช พระองค์หนึ่ง

วรรณกรรมที่ปรากฏหลักฐานว่าแต่งขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ เช่น
สมุทรโฆษคำฉันท์ ส่วนตอนต้นเชื่อกันว่าพระมหาราชครูที่เป็นผู้แต่งเสียไปก่อน

สมเด็จพระนารายณ์จึงพระราชนิพนธ์ต่อโดยเริ่มที่ตอน พิศพระกุฎีอาศรมสถานตระ
กาลกล ไปจนถึง ตนกูตายก็จะตายผู้เดียวใครจะแลดู โอ้แก้วกับตนกูฤเห็น

พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ ไม่ทราบผู้แต่ง แต่มีการระบุว่า
เกิดจากการที่มีรับสั่งใน จ.ศ. 1042 (พ.ศ. 2223) ให้คัดจดหมายเหตุต่างๆเข้าด้วยกัน

คำฉันท์กล่อมช้าง (ของเก่า) เป็นผลงานของขุนเทพกวี สันนิษฐานว่าแต่งในคราว
สมโภชขึ้นระวางเจ้าพระยาบรมคเชนทรฉัททันต์ เมื่อ พ.ศ. 2216

ทั้งยังส่งเสริมงานงานกวี ทำให้มีหนังสื่อเรื่องสำคัญ ๆ ในรัชสมัยนี้เป็นจำนวนไม่
น้อย เช่น โคลงเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ของหลวงศรีมโหสถ
หนังสือจินดามณีของพระโหราธิบดี (จัดเป็นตำราเรียนเล่มแรกของประเทศไทย) และ
อนิรุทธคำฉันท์ เป็นต้น

มีพวกจะเกี่ยวหญ้า มาส่งให้ บ ยากใจ

จักกินอันใดใด ก็จะได้ดั่งใจปอง

หนึ่งโสดนายแลควาญ จะรักษา บ ให้หมอง

ขัดสี ดูเรืองรอง บ มิให้มีมลทิน

คำฉันท์กล่อมช้าง

4

พระราชประวัติ

ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระราชสมภพ

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
และสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี มีพระนามเดิมว่า ฉิม เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2310
ณ ตำบลอัมพวา เมืองสมุทรสาคร ในขณะพระราชบิดายังทรงดำรงพระยศเป็นหลวงกระบัตรอยู่ที่เมืองราชบุรี
พระบาทสมเด็จพระพุทธ-เลิศหล้านภาลัยทรงเข้ารับการศึกษาจากวัดระฆังโฆสิตาราม โดยฝากตัวเป็นศิษย์กับพระ
วันรัต (ทองอยู่) เมื่อพระชนมายุได้ 8 พรรษา พระองค์ได้ตามเสด็จพระบรมชนกนาถ ไปราชการสงครามด้วย และ
เมื่อพระชนมายุได้ 16 พรรษา สมเด็จพระบรมชนกนาถก็ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระนามว่า
พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระองค์จึงได้รับการสถาปนาพระยศขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้า
กรมหลวงอิศรสุนทร ถึงวันอาทิตย์ ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 4 ปีขาล พ.ศ. 2449 นับแบบปัจจุบันจะนับเป็นวันที่ 15 มีนาคม
พ.ศ. 2350 จึงได้รับอุป-ราชาภิเษกเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เมื่อพระองค์ทรงมีพระชนมายุครบ ๒๒
พรรษา ก็ได้ทรงผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง และเสด็จจำพรรษาที่วัดสมอราย (วัดรา
ชาธิวาส) อยู่นาน 3 เดือน (1 พรรษา) จึงทรงลาผนวช ต่อมาในปี พ. ศ. 2349 พระองค์ทรงได้รับสถาปนาเลื่อนยศ
ขึ้นเป็น กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หลังจากนั้นอีกเพียง 2 ปี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
เสด็จสวรรคต จึงเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ลำดับที่ 2 แห่งราชวงศ์จักรี พระนามว่า พระบาท
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2352 ขณะมีพระชนมายุ 42 พรรษา

พระราชกรณียกิจ

ด้านการต่างประเทศ

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้มีการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศทั้งประ
เทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ญวน เขมร มลายู ในรัชสมัยนี้มักจะมีการค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกับ
ประเทศจีน เพราะการค้ากับจีนนั้นมีการเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก โดยพ่อค้าจีน และขุนนางไทยเชื้อสายจีน
เป็นผู้ประสานงานภายใต้การกำกับดูแลของกรมท่า และบุคคลที่ช่วยรัชกาลที่ 2 ดูแลเรื่องการค้าก็
คือ รัชกาลที่ 3 นอกจากนี้ชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส และอังกฤษยังส่งราชทูตมากระชับความ
สัมพันธ์ด้วย โดยมีความสัมพันธ์กันทั้งในด้านการเมืองและการค้า

5

ด้านศิลปกรรม

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรง
สนพระทัยที่จะทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ
ทุกแขนงจึงได้มีการทำนุบำรุงงานศิลปะหลาย
สาขา ได้แก่ ด้านการช่าง งานปั้นพระประธาน
งานแกะสลักบานประตูไม้ ที่พระวิหารวัดสุทัศน์
เทพวราราม เป็นลายเครือเถารูปป่าหิมพานต์ นับเป็นงานฝีมือชั้นเยี่ยมเนื่อง
ด้วยภาพที่ทรงแกะสลักนั้น มีทั้งสัตว์ต่าง ๆ เช่น เสือ หมี ช้าง นก และพืช
พรรณไม้ดูเหมือนสามารถเคลื่อนไหวได้จริง ๆ ได้ทรงแกะสลักศรีษะหุ่นด้วย
ไม้สัก 1 คู่ เรียกว่า พระยารักน้อยและพระยารักใหญ่ ในปัจจุบันงานศิลปะทั้ง 2 ชิ้นนี้ ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ใน
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ พระนคร นอกจากนี้ได้ทรงปั้นหุ่นพระพักตร์พระประธานวัดอรุณราชวรารามด้วย
พระองค์เองอีกด้วย การสร้างสวนขวาในพระบรมมหาราชวัง ด้านการละคร ทรงฟื้นฟูการละคร โดยทรงให้มีการ
ซ้อมท่ารำแบบแผนประกอบการแต่งบทพระราชนิพนธ์การละครมีมาตรฐานในการรำ เพลง และบท เป็นแบบ
อย่างของละครสืบมา ด้านดนตรี พระองค์ทรงมีความชำนาญในเครื่องดนตรี คือ ซอสามสาย และได้ทรงพระ
ราชนิพนธ์เพลง บุหลันลอยเลื่อน หรือบุหลันลอยฟ้าซึ่งเป็นเพลงที่มีความไพเราะมาก นอกจากนี้พระองค์ยังทรง
ริเริ่มให้มีการขับเสภาประกอบปี่พาทย์ ด้านวรรณคดี ทรงเป็นกวีที่มีพระปรีชาสามารถ และทรงสนับสนุนกวี ทรง
พระราชนิพนธ์วรรณคดีสำคัญหลายเรื่อง นับว่าสมัยของพระองค์เป็นยุคทองแห่งวรรณคดี

ด้านเศรษฐกิจ

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือการ
รวบรวมรายได้จาการค้ากับต่างประเทศ ซึ่งในสมัยนี้ได้มีการเรียกเก็บภาษีอากรแบบใหม่คือ การเดินสวน และ
การเดินนา การเดินสวนเป็นการแต่งตั้งเจ้าพนักงานไปสำรวจพื้นที่เพาะปลูกของราษฎร เพื่อคิดอัตราเสียภาษี
อากรที่ถูกต้อง ทำให้เกิดความยุติธรรมแก่เจ้าของสวนส่วนการเดินนาคล้ายกับการเดินสวน แต่ให้เก็บหางข้าว
แทนการเก็บภาษีอากร

6

ด้านการทำศึกสงคราม

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พม่าได้ยกทัพเข้ามาตีไทยหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่เมื่อพระบาท-

สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เสด็จเสวยราชย์ได้เพียง

2 เดือน ในขณะนั้นกษัตริย์พม่า พระเจ้าปดุงได้แต่งตั้ง

แม่ทัพพม่า 2 นาย คือ แม่ทัพเรืออะเติ้งหงุ่นยกทัพเรือมาตี

ประเทศไทย ทางหัวเมืองชายทะเลทางด้านตะวันตก และ

สามารถตีได้เมืองตะกั่วทุ่งและตะกั่วป่า และได้ล้อมเมือง

ถลางไว้ก่อนที่กองทัพไทยจะยกลงไปช่วย แต่เมื่อกองทัพไทยได้ยกลงไปช่วยก็สามารถพม่าแตกพ่ายไป ส่วนทางด้าน

ทัพบก พระเจ้าปดุงได้แต่งตั้งแม่ทัพสุเรียงสาระยอ ยกกำลังมาทางบก เพื่อเข้าตีหัวเมืองทางด้านทิศใต้ของไทยและ

สามารถตีได้เมืองมะลิวัน ระนองและกระบี่ พระบาทสมเด็จพระพุทะเลิศหล้านภาลัยได้ส่งกองทัพ และเกิดปะทะกับ

กองทัพที่ยกลงไปช่วย ทหารพม่าสู้กำลังฝ่ายไทยไม่ได้ก็ถอยหนีกลับไป ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2363 พระเจ้าปดุง กษัตริย์

ของพม่าได้เสด็จสวรรคต พระเจ้าจักกายแมงได้สืบราชสมบัติต่อจากพระเจ้าปดุง ก็คิดจะยกทัพมาตีไทยอีกโดยสมคบ

กับพระยาไทรบุรี ซึ่งเปลี่ยนใจไปเข้ากับฝ่ายพม่า แต่เมื่อทราบว่าฝ่ายไทยจัดกำลังทัพไปเตรียมรับศึกอย่างแข็งขันตาม

ช่องทางที่พม่ายกเข้ามาพม่าก็เกิดกลัวว่าจะรบแพ้ไทย จึงยุติการยกทัพเข้าไทย พอดีกับพม่าติดการสงครามกับอังกฤษ

พม่าจึงหมดโอกาสที่จะมาตีไทยอีก

ด้านการบริหารบ้านเมือง

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงประกอบพระราชกรณียกิจด้านการปกครองโดยยังคงรูปแบบการ
ปกครองแบบเดิมแต่มีการตั้งเจ้านายที่เป็นเชื้อพระวงศ์เข้าดูแลบริหารงานราชการตามหน่วยงานต่างๆ เป็นการให้
เสนาบดีได้มีการปรึกษาข้าราชการก่อนจะนำความขึ้นกราบบังคมทูล เช่น กรมพระคลัง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์เป็นผู้กำกับดูแล เป็นต้น ทั้งยังปรับปรุงกฎหมายในการปกครองประเทศ
ให้เอื้อประโยชน์แก่ประชาชนมากขึ้น ให้ผ่อนผันการเข้ารับราชการของพลเมืองชายเป็นเข้ารับราชการ 1 เดือน แล้ว
ไปพักประกอบอาชีพส่วนตัวอีก 3 เดือน สลับกันไป นอกจากนี้ยังทรงรวบรวมพลเมืองให้เป็นปึกแผ่นมีหน่วยราชการ
สังกัดแน่นอน โดยพระราชทานโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกหน่วยราชการที่สังกัดได้ นอกจากนี้พระองค์ยังทรงส่ง
เสริมข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถให้มีโอกาสได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่ตนถนัด ในรัชกาลนี้จึงปรากฏพระนาม และ
ข้าราชการที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี กรมหมื่น
เจษฎาบดินทร์ เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช (น้อย ณ นคร) ขุนสุนทรโวหาร (ภู่) เป็นต้น และด้วยความที่พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภลัยมีพระราชประสงค์ให้ประชาชนของพระองค์เป็นคนดี
จึงได้ทรงออกพระราชบัญญัติเรื่อง ห้ามเลี้ยงไก่ นก ปลากัด ไว้ชน กัด หรือทำ
การอื่น ๆ ที่เป็นการพนัน และทรงยังออกพระราชกำหนดห้ามสูบฝิ่น ขายฝิ่น ซื้อฝิ่น
พร้อมทรงกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ทำให้ประเทศไทยไม่เกิดสงครามฝิ่น
แบบต่างชาติ นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายว่า สัญญาที่ดินรวมถึงพินัยกรรม
ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้น

7

ด้านการบำรุงพระศาสนา

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรง

ให้ความสำคัญต่อการฟื้นฟูพระพุทธศาสนามาก

ในรัชสมัยของพระองค์จึงมีการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา

หลายด้าน โดยเฉพาะด้านการก่อสร้างศาสนาสถาน

ได้มีการส่งคณะสงฆ์ไปยังศรีลังกา และยังทรงโปรด

เกล้าฯ ให้มีการปฏิสังขรณ์วัดต่าง ๆ ได้แก่ วัดแจ้ง

และพระราชทานนามใหม่ว่า วัดอรุณราชวราราม

เป็นวัดประจำรัชกาล และโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์

วัดอีก คือ วัดท้ายตลาด และพระราชทานนามใหม่ว่า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ วัดสระเกศ
วัดพุทไธศวรรค์ รวมทั้งทรงจำหลักบานประตูพระวิหาร
ศรีศาสกยมุนีที่วัดสุทัศน์ฯ อีกทั้งยังทรงปฏิสังขรณ์วัด พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการ
หงส์รัตนาราม วัดหนัง วัดบวรมงคล วัดราชาธิวาส แก้ไขปรับปรุงการสอนพระปริยัติธรรม การศึกษาพระปริยัติ
วัดราชบูรณะ และวัดโมลีโลกยาราม นอกจากนี้ ธรรมของพระภิกษุสงฆ์ในรัชกาลนี้จึงมีความเจริญรุ่งเรืองเป็น
พระองค์ยังทรงปั้นหุ่นพระพักตร์พระพุทธธรณิศราช อย่างมาก โดยทรงโปรดให้แก้ไขหลักสูตรจากปริญญาตรี
โลกนาถดิลก พระประธานในวัดอรุณฯ และทรงปั้นหุ่น โท เอก มาเป็นเปรียญธรรม 3 ประโยค ถึง 9 ประโยค

พระพักตร์พระปฏิมา พระประธานในวัดราชสิทธาราม ทำให้พระภิกษุสามเณร ตลอดจนนักศึกษาที่มีความรู้ภาษา

บาลีแตกฉานยิ่งขึ้น กับได้ทรงออกพระราชกำหนดให้พลเมือง

ทำวิสาขบูชา ห้ามล่าสัตว์ 3 วัน และตั้งโคมแขวนตั้งเครื่อง

สักการะบูชา รักษาอุโบสถศีล ถวาย อาหารบิณฑบาต

ทำทาน ปล่อยสัตว์ และยังทรงโปรดเกล้าฯให้มีการแปลบท

สวดมนต์จากภาษาบาลีเป็นภาษาไทย รวมถึงซ่อมแซม

วัดอรุณราชวราราม พระไตรปิฎกฉบับที่ขาดหายไป ในปี พ.ศ. 2353 โดย

พระองค์ทรงจัดสมณทูตจำนวน 8 รูป ออกไปยังประเทศลังกาเพื่อค้นหาพระไตรปิฏกที่ชำรุดเสียหายเมื่อครั้งเสีย

กรุงศรีอยุธยามาเพิ่มเติม และตรวจสอบกับพระไตรปิฎกฉบับที่มีการสังคายนาใหม่ของรัชกาลที่ 1 พร้อมกับดู

ความเป็นไปของพระพุทธศาสนาในประเทศศรีลังกา เมื่อคณะสมณฑูตกลับมาได้นำหน่อพระศรีมหาโพธิ์ ซึ่งถือ

กันว่าเป็นเชื้อสายของต้นศรีมหาโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ที่พระพุทธคยาในอินเดีย และได้มีพระมหากรุณา-

ธิคุณมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้นำไปปลูกที่เมืองนครศรีธรรมราช 2 ต้น ที่วัดสุทัศน์เทพวราราม 1 ต้น

ที่วัดสระเกศ 1 ต้น และที่เมืองกลันตันอีก 1 ต้น นอกจากนี้พระองค์ทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการรื้อฟื้นพระราชพิธี

ต่างๆ ได้แก่ พระราชพิธีวิสาขบูชา เมื่อ พ.ศ. 2360 ตามที่เคยปฎิบัติกันมาในสมัยสุโขทัย ให้กลับมามีความ

สำคัญอีกครั้ง พระราชพิธีลงสรง และพระราชพิธีอาพาธพินาศ เมื่อเกิดอหิวาตกโลกระบาด

8


Click to View FlipBook Version