การติดต่อระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตก และอิทธิพลทางอารยธรรมที่มีต่อกัน โลกตะวันออกกับโลกตะวันตกมีการติดต่อกันมาเป็นเวลากว่า 2000 ปี มาแล้วด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือการค้าขาย การทูต การสงครามและ การเผยแพร่ศาสนา การติดต่อกันทำ ให้มีการแลกเปลี่ยนทางอารยธรรม เส้นทางการติดต่อในระยะแรก คือ เส้นทางบก ซึ่งต่อมารู้จักกันดีในชื่อ "เส้นทางสายไหมหรือเส้นทางสายแพรไหม" ต่อมาเมื่อมีการสำ รวจทาง ทะเลโดยชาวโปรตุเกสทำ ให้เส้นทางทางทะเลซึ่งรู้จักกันในชื่อ "เส้นทาง เครื่องเทศ" มีความสำ คัญแทนที่ ใบความรู้
สาเหตุและรูปแบบการติดต่อ 1. การขยายอำ นาจ คือ การลุกลามเอเชียจนถึงอินเดียของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ มหาราชแห่งมาซิโดเนียระหว่าง 334 - 323 ปีก่อนคริสต์ศักราช โดยผ่านทางเอเชียกลางเข้ามาจนถึงแม่น้ำ สินธุใ ธุ นประเทศปากีสถาน ปัจจุบันมีผลสำ คัญทำ ให้อิ ห้ อิทธิพลทางสถาปัตยกรรมของกรีกแพร่ หลายในเอเชียโดยเฉพาะ การหล่อพระพุทธรูป นอกจากนี้การขยาย อำ นาจโดยทำ สงครามยังมีต่อมาในภายหลังอีก เช่น สงครามครูเสด หรือการที่กองทัพของพวกมองโกแผ่ขยายอำ นาจเข้าครอบครอง เอเชียกลางไปจนถึงยุโรปตะวันออกถึงฮังการี เป็นต้น 2. การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ในสมัยโบราณมีทั้งการเผยแผ่ในทวีปเอเชียด้วยกัน เช่น การเผยแผ่ ศาสนาพุทธ การเผยแผ่ศาสนาอิสลาม และการเผยแผ่ข้ามทวีป คือ การเผยแผ่คริสต์ จะศาสนามายังทวีปเอเชียโดยเฉพาะเข้ามาใน จีน ญี่ปุ่น ปุ่ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในส่วนของนักเดินทางที่มีชื่อเสียงที่เดินทางผ่านเส้นทางสายใหม่ เช่น "พระถังซำ จั๋ง" ซึ่งเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่อินเดีย ระหว่าง ค.ศ. 618 - 632 ในสมัยราชวงศ์ถัง
3. การแสวงหาพันธมิตร หลักฐานสำ คัญที่เป็น จุดเริ่มต้น ของการติดต่อระหว่างตะวันออกกับ ตะวันตก คือ การที่จักรพรรดิจีนสมัยราชวงศ์ฮั่นส่ง จางเชียง เป็นทูต ไปยังดินแดนทางตะวันตกของจีน (มณฑลซินเจียงในปัจจุบัน) เพื่อ แสวงหาพันธมิตรช่วยปราบปรามพวกฉงหนู ซึ่งเป็นพวกป่าป่เถื่อนใน สายตาจีนที่เข้ามารุกรานจีนหลายครั้งในศตวรรษที่ 2 ก่อนคริสต ศักราช จางเชียงเดินทางไปพบอาณาจักรในภาคตะวันตกของจีน จนถึงเอเชียกลางหลายอาณาจักร และได้รู้เรื่องราวของ จักรวรรดิโรมันที่รุ่งเรืองในเวลานั้นซึ่งจีนเรียกว่า "ต้าฉิน" เส้นทางที่จางเชียนเดินทางไปนั้น ต่อมาในปลายคิดศตวรรษที่ 19 นักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมันเชื่อว่าเรียกว่า "เส้นทางสายไหมหรือเส้น ทางสายแพรไหม" The Silk Road เส้นทางทางบก ที่ใช้ติดต่อ ระหว่างเอเชียกับยุโรปเป็นเวลากว่า 1000 ปี จนกระทั่งมีการสำ รวจเส้นทางทางทะเลในปลายคิดศตวรรษที่ 15 ความสำ คัญจึงลดลง เส้นทางสายใหม่ได้ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยน อารยธรรมต่อกันอย่างกว้างขวาง สาเหตุและรูปแบบการติดต่อ นักเดินทางที่มีชื่อเสียงที่เดินทางผ่านเส้นทางสายใหม่ เช่น "พระ ถังซำ จั๋ง" ซึ่งเดินทางไปศึกษาพระพุทธศาสนาที่อินเดีย ระหว่าง ค.ศ. 618 - 632 ในสมัยราชวงศ์ถัง คนต่อมาคือ "มาร์โค โปโล" ชาวเมืองเวนิซ ในประเทศอิตาลีซึ่งเดินทางไปรับ ราชการในราชสำ นักจักรพรรดิกุบไลข่าน เป็นเวลา 17 ปี ระหว่างค.ศ.1275 - 1291
4. การค้าขาย ได้มีการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าระหว่างโลกตะวันออก กับโลกตะวันตกมาตั้งแต่สมัยโบราณ สินค้าของจีนโดย เฉพาะ"ผ้าไหม" เป็นที่นิยมมากของชาวโรมันชั้นสูงต่อมา ในสมัยกลางชาวยุโรปต้องการสินค้า "เครื่องเทศและพริก ไทย" จากโลกตะวันออกมาก จนเป็นสาเหตุสำ คัญที่ทำ ให้ ชาวยุโรปแสวงหาเส้นทางเดินเรือมายังแหล่งผลิต เครื่องเทศและพริกไทย คือ หมู่เกาะอินเดียตะวันออก ทำ ได้สำ เร็จ เมื่อ ค.ศ. 1498 เมื่อนักเดินทางเรือของ โปรตุเกสชื่อ "วาสโก ดา กามา" เดินทางมาถึง " หมู่เกาะอินเดียตะวันออก" ซึ่งการเดินทางมาถึงเอเชียของ ชาติตะวันตก ก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงอย่างมากในเอเชียในเวลาต่อมา โดยเฉพาะในการที่ชาติเอเชียต่าง ๆ ต้องเป็นอาณานิคม ของชาติตะวันตก สาเหตุและรูปแบบการติดต่อ
4. การค้าขาย ก่อนหน้า น้ ที่ วาสโก ดา กามา เดินทางมาถึงอินเดีย ประมาณ 60 ถึง 70 ปี กองทัพขนาดใหญ่ของจีนในสมัย ราชวงศ์หมิง ภายใต้การนำ ขอ นายเรือพล "เจิ้งเหอ" หรือ ซำ ปอกง ได้เดินทางสำ รวจทะเลถึง 7 ครั้ง ระหว่างคิด ค.ศ. 1405 - 1433 โดยไปไกลถึงทะเลแดง และตะวัน ออกของทวีปแอฟริกา ทำ ให้สินค้าจีนโดยเฉพาะ ผ้าไหม เครื่องกระเบื้อง หรือเครื่องถ้วยชาม ได้รับความนิยมแพร่ หลายต่อมาสินค้า ใบชาของจีน ก็เป็นที่นิยมของ ชาวตะวันตกด้วย สำ หรับการสำ รวจทางทะเลของชาวโปรตุเกสซึ่ง วาสโก ดา กามา เป็นผู้นำ และประสบความสำ เร็จในการเดินเรือมาถึง เอเชียมีความสำ คัญมากเพราะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางประวัติศาสตร์ของ 2 ทวีปอย่างมากมาย และเป็นเวลา ยาวนานจนถึงปัจจุบัน สาเหตุและรูปแบบการติดต่อ
5. การชอบผจญภัย มีนักเดินทางระหว่างทวีปบางคนที่เดินทางเพราะชอบ การผจญภัยชอบการเดินทางไปยังดินแดนอื่นที่ตนเองยัง ไม่รู้แน่ชัด แต่ก็อยากไปด้วยความท้าทาย ไม่เกรงกลัว อันตราย เช่น "อิบน์ บัตตูตา" ชาวโมร็อกโก ในทวีป แอฟริกา เค้าเดินทางไปยังดินแดนต่าง ๆ มากมายทั้งทาง บกทางเรือทั้งใน แอฟริกา ตะวันออกกลาง จีนและทาง ตอนใต้ของสเปน รวมเรื่องราวของนักเดินทางได้ เป็นแรงบันดาลใจให้กับนักเดินทางรุ่นใหม่ทำ ตาม และ ทำ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนอารยธรรมระหว่าง โลกตะวันออกกับโลกตะวันตก สาเหตุและรูปแบบการติดต่อ
1. ความต้องการสินค้าของโลกตะวันออก เครื่องอุปโภคบริโภค เป็นผลของการสร้างอารยธรรมสินค้าสำ คัญ ของโลกตะวันออกหลายอย่าง เช่น ผ้าไหม ซึ่งเป็นสินค้าของจีนที่ โลกตะวันตกต้องการตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมันซึ่งชนชั้นสูงของ ชาวโรมันนิยมแต่งกายด้วยผ้าไหมจนทำ ให้ทองของจักรวรรดิ โรมันไม่พอใช้จ่ายเพราะนำ ไปซื้อผ้าใหม่จีน สมัยกลางเมื่อโลกตะวันตกรู้จักการใช้ เครื่องเทศและพริกไทย ในการปรุงอาหารและถนอมอาหาร เครื่องเทศและพริกไทยจึง กลายเป็นของจำ เป็นขันพวกอาหรับขึ้นราคาเครื่องเทศและพริก ไทยอย่างมากในช่วงสงครามครูเสด จนทำ ให้โลกตะวันตกโดย เฉพาะโปรตุเกสซึ่งอยู่ในที่ตั้งเหมาะสมกับ การสำ รวจทางทะเล เส้นทางเดินเรือมายังแหล่งกำ เนิดของเครื่องเทศและพริกไทยซึ่ง ซื้อสินค้านี้โดยตรง ทำ ให้เมื่อทำ ได้สำ เร็จโปรตุเกสจึงได้กำ ไร อย่างมหาศาลจากสินค้าดังกล่าว ตัวอย่างการแลกเปลี่ยน
เส้นสปาเก็ตตี้ ของอิตาลี เป็นอีกหนึ่งอย่างที่ชาวอิตาลีดัดแปลงมา จากเส้นบะหมี่ของจีน โดยมาร์โค โปโล เป็นผู้นำ ไปเผยแพร่ วัฒนธรรมดื่มชา เริ่มที่จีน ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ชาติตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษซื้อ ใบชา จากจีนในปริมาณสูงก่อนที่จะปลูกใน อาณานิคม เช่น ลังกา อินเดีย และนำ ไปปรุงกลิ่นตามความนิยมที่ เรียกว่า ชาฝรั่ง ทำ ให้การดื่มชาเป็นที่นิยมและเป็นวัฒนธรรมของ ชาติตะวันตกมาจนถึงปัจจุบัน ตัวอย่างการแลกเปลี่ยนอารยธรรมระหว่าง โลกตะวันออกกับโลกตะวันตก
2. เลขอารบิคและระบบการคำ นวน วิชาเรขาคณิต เลขคณิต และพีชคณิต ที่สำ คัญคือ การค้นพบ ระบบตัวเลข ของเลขโรมันที่ใช้กันอยู่กำ หนดให้จำ นวนของตัวเลข เพิ่มขึ้นตามจำ นวนขีด ซึ่งไม่สะดวกเมื่อจำ นวนเพิ่มขึ้นแต่ เมื่อชาวอินเดียคิดค้นเครื่องหมายแทนตัวเลข 10 ตัว แต่ละตัวมีค่า ตามที่ตั้งไว้เช่น 1 2 3 4 5 6 และเมื่อตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็นหลัก 10 หลัก 100 หลักพันหรือมากขึ้นเลื่อย ๆ การนำ ตัวเลขมาผสมกันตาม หลักที่กำ หนดไว้แทนการใช้เครื่องหมาย เช่น 10 27 200 1500 ชาวอินเดียโบราณยังได้คิดค้น ระบบทศนิยม ขึ้นมาใช้ใน การคำ นวณด้วยทำ ให้การคำ นวณทุกชนิดมีความสะดวกมาก ขึ้น และมีการใช้ กำ ลังที่สอง รากที่สอง หรือ เครื่องหมายพาย และทำ นำ ไปสู่ความก้าวหน้า น้ในวิชาเรขาคณิต เช่นการหา พื้นที่สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยมพื้นผ้า สี่เหลี่ยมจตุรัส ตัวอย่างการแลกเปลี่ยนอารยธรรมระหว่าง โลกตะวันออกกับโลกตะวันตก
3.เข็มทิศ จีนสามารถผลิตประดิษฐ์เข็มทิศได้เป็นชาติแรกของโลกโดย ประดิษฐ์ขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตศักราชในเอกสารโบราณ ของจีนได้กล่าวว่าการใช้เข็มทิศซึ่งมีคุณสมบัติเป็นแม่เหล็กวางไว้บน ขอบถ้วยโลหะโดยเข็มถูกเสียบไว้ด้วยหลังไหมและขี้ผึ้งปลายเข็ม ชี้ ไปทางทิศเหนือและทิศใต้ อีกชนิดหนึ่งมีหลักฐานบันทึกไว้คือเข็มทิศที่ใช้ใน"พิธีกรรม" โดยใช้ ช้อนหรือทัพพี ที่ทำ จากเหล็กวางไว้บนแผ่นสี่เหลี่ยมที่ทำ จากทองแดง ตรงกลางแผ่นสี่เหลี่ยมมีรูปตรงแผ่นสี่เหลี่ยมมีรูปวงกลมอยู่ตรงกลาง หมายถึง สวรรค์ และนอกวงกลม เป็นรูปสี่เหลี่ยมหมายถึงลูกเข็มทิศ สองชนิดนี้ยังไม่ถูกใช้เพื่อหาทิศทางในการเดินทางแต่ใช้ใน พิธีกรรม หรือ การทำ นาย คริสต์ศตวรรษที่ 6 ถึงมีการพัฒนาเข็มทิศเพื่อใช้บอกทิศทางโดยเป็น เข็มทิศที่มีหน้า น้ปัดเป็นรูปวงกลมมีตัวหนังสือตัวเลขบอกตำ แหน่ง ต่างๆที่เข็มอยู่ตรงกลางถ้าเข็มทิศชี้ไปยังตัวเลขหรือตัวหนังสือใดก็ แสดงถึงทิศที่กำ หนดเข็มทิศชนิดนี้ในระยะแรกใช้หาทิศทางที่เหมาะ สมในการ ก่อสร้างบ้าน หรือสร้างเมือง หรือการดูแลระบบน้ำ หรือ "ฮวงจุ้ย" ต่อมาจึงพัฒนาเป็นเข็มทิศที่ใช้ใน การเดินทาง เดินเรือ ตัวอย่างการแลกเปลี่ยนอารยธรรมระหว่าง โลกตะวันออกกับโลกตะวันตก
สรุป ประมาณ ค.ศ. 500 - 1500 โลกตะวันออกมีความเจริญรุ่งเรือง มากกว่าโลกตะวันตก แต่หลังจากที่โลกตะวันตกเข้ามาสู่ การฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ การฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติ วิทยาศาสตร์ แนวคิดเรื่องจักรวรรดินิยม แนวคิดเรื่องเสรีนิยม แนวคิดเรื่องสังคมนิยม จึงทำ ให้อารยธรรมยุโรปเจริญรุดหน้า น้ มากกว่า รวมทั้งอำ นาจทางการทหาร และ เศรษฐกิจที่เข้มแข็ง และมั่นคง ในขณะที่โลกตะวันออกยังมีการเปลี่ยนแปลงที่สำ คัญ โลกตะวันออกยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่สำ คัญโลกตะวันออกจึง ด้อยความพัฒนากว่า และเป็นผู้รับอารยธรรมของโลกตะวันตกมา ใช้ในการดำ รงชีวิตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน