สามัคคีเภทคําฉันท์
ความเป็นมา
เกิดจากวิกฤตการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ 6 เช่น
สงครามโลกครั้งที่ 1, กบฏ ร.ศ. 130 ประกอบกับคนไทยในสมัยนั้น ได้รับการ
ศึกษามากขึ้น ทำให้เกิดแนวความคิด เกี่ยวกับกิจการบ้านเมืองที่หลากหลาย จึงส่ง
ผลกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมือง ทำให้ในช่วงดังกล่าว มักเกิดความนิยมแต่ง
วรรณคดีปลุกใจให้รักชาติ สามัคคีเภทคำฉันท์ก็เป็นวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่มุ่งชี้ให้เห็น
ความสำคัญของความสามัคคี การรวมเป็นหมู่คณะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สามัคคี
เภทคำฉันท์จึงถือเป็นวรรณคดีที่มีเนื้อหาเป็นคติสอนใจ
ประวัติผู่แต่ง
“สามัคคีเภทคำฉันท์” เป็นสำนว
นการแต่งของ นายชิต บุรทัต ซึ่ง
เป็นกวีในรัชกาลที่ 6 แต่งขึ้นในปี พ.ศ.2457 นายชิตใช้นามสกุล
เดิมว่า “ชวางกูร” โดยได้รับพระราชทานนามสกุล “บุรทัต” จาก
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นามปากกาของนายชิต บุร
ทัต คือ “เจ้าเงาะ”“เอกชน” “แมวคราว”
ลักษณะคำประพันธ์
“สามัคคีเภทคำฉันท์” ใช้รูปแบบการประพันธ์เป็นร้อยกรอง ชนิดคำฉันท์
ซึ่งเกิดจากคำประพันธ์ชนิด “กาพย์” มี 2 ชนิด คือ กาพย์ฉบัง 16 และ
กาพย์สุรางคนางค์ 28 และเกิดจากคำประพันธ์ชนิด “ฉันท์” ที่ใช้ถึง 18
ชนิด
เรื่องย่อ
พระเจ้าอชาตศัตรูแห่งกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ทรงมีวัสสการ พราหมณ์ผู้ฉลาดและ
รอบรู้ศิลปศาสตร์เป็นที่ปรึกษา มีพระประสงค์จะขยายอาณาจักร
ไปยังแคว้นวัชชีของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวี ซึ่งปกครองแคว้นโดยยึดมั่นในอปริหานิย
ธรรม (ธรรมอันไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม) เน้นสามัคคีธรรมเป็นหลัก การโจมตี
แคว้นนี้ให้ได้จะต้องทำลายความสามัคคีนี้ให้ได้เสียก่อน วัสสการพราหมณ์ปุโรหิต
ที่ปรึกษา จึงอาสาเป็นไส้ศึกไปยุแหย่ให้กษัตริย์ลิจฉวีแตกความสามัคคี โดยทำ
เป็นอุบายกราบทูลทัดทานการไปตีแคว้นวัชชี พระเจ้าอชาตศัตรูแสร้งกริ้ว รับสั่ง
ลงโทษให้เฆี่ยนวัสสการพราหมณ์อย่างรุนแรงแล้วเนรเทศไป
ฉันทลักษณ์ที่ควรรู้
คำประพันธ์ชนิด “ฉันท์” จะมีฉันทลักษณ์ที่เป็นลักษณะบังคับ
ได้แก่
ครุ คือ พยางค์ที่มีเสียงหนัก ได้แก่ พยางค์ที่ประกอบด้วย สระเสียง
ยาว เช่น ตา แม่ ปู และสระ อำ ใอ ไอ เอา เช่น ทำ ใจ ไป เดา รวม
ทั้งพยางค์ที่มีตัวสะกด เช่น แมว จาน กลม เป็นต้น
ลหุ คือ พยางค์ที่ประสมกับสระเสียงสั้น และจะต้องไม่มีตัวสะกด เช่น
จะ สิ ก็ ธ เป็นต้น
ที่มาของเรื่อง
“สามัคคีเภทคำฉันท์” เกิดจากวิกฤตการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ในสมัยรัชกาลที่ 6 เช่น สงครามโลกครั้งที่ 1, กบฏ ร.ศ. 130 ประกอบกับคน
ไทยในสมัยนั้น ได้รับการศึกษามากขึ้น ทำให้เกิดแนวความคิด เกี่ยวกับ
กิจการบ้านเมืองที่หลากหลาย จึงส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของบ้านเมือง
ทำให้ในช่วงดังกล่าว มักเกิดความนิยมแต่งวรรณคดีปลุกใจให้รักชาติ สามัคคี
เภทคำฉันท์ก็เป็นวรรณคดีเรื่องหนึ่งที่มุ่งชี้ให้เห็นความสำคัญของความสามัคคี
การรวมเป็นหมู่คณะ เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน สามัคคีเภทคำฉันท์จึงถือเป็น
วรรณคดีที่มีเนื้อหาเป็นคติสอนใจ
ลักษณะของเรื่อง
สามัคคีเภทคำฉันท์” เป็นนิทานสุภาษิต ในมหาปรินิพพานสูตร
และอรรถกถาสุมังคลวิลาสินี ทีฆนิกาย มหาวรรค ลงพิมพ์ในหนังสือ
ธรรมจักษุ หนังสือรุ่นแรกของมหามงกุฎราชวิทยาลัย ที่เรียบเรียงเป็น
ภาษาบาลี นายชิต บุรทัต อาศัยเค้าคำแปลของเรื่องสามัคคีเภทนี้มา
แต่งเป็นคำฉันท์เพื่อแสดงฝีมือ
ตัวละของของเรื่อง สามัคคีเภทคำฉันท์
1.พระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ
2.พระกุมารและกษัตริย์ลิจฉวี เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี
3.วัสสการพราหมณ์ ปุโรหิต ที่ปรึกษาของพระเจ้าอชาตศัตรู
อปริหานิยธรรม” หลักสำ
คัญจาก “สามัคคีเภทคำฉันท์
1. หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์
2.พร้อมเพรียงกันประชุม พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม พร้อมเพรียงกันทำกิจที่พึงทำ
3.ไม่บัญญัติสิ่งที่มิได้บัญญัติเอาไว้ ไม่ล้มล้างสิ่งที่บัญญัติไว้ ถือปฏิบัติมั่นตามวัชชีธรรมตามที่วางไว้
เดิม
4.ท่านเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่ในชนชาววัชชี เคารพนับถือท่านเหล่านั้น เห็นถ้อยคำของท่านว่าเป็นสิ่งอัน
ควรรับฟัง
5.บรรดากุลสตรี กุลกุมารีทั้งหลายให้อยู่ดีโดยมิถูกข่มเหงหรือฉุดคร่าขืนใจ
6.เคารพสักการะบูชาเจดีย์ของวัชชีทั้งหลายทั้งภายในและภายนอก ไม่ปล่อยให้ธรรมิกพลีที่เคยให้เคย
ทำแก่เจดีย์เหล่านั้นเสื่อมทรามไป
7.จัดให้ความอารักขา คุ้มครอง ป้องกัน อันชอบธรรมแก่พระอรหันต์ทั้งหลาย ตั้งใจว่าขอพระอรหันต์ทั้ง
หลายที่ยังมิได้มาพึงมาสู่แว่นแคว้น ที่มาแล้วพึงอยู่ในแว่นแคว้นโดยผาสุก
คำศัพท์
ยุกติบาฐบูรณ์ = ยุกติ + บาฐ + บูรณ์ (เรื่องอันชอบด้วยเหตุผล)
พุทธพจน์ = พุทธ + พจน์ ( คำพูดของพระพุทธเจ้า)
ราชวัต = ราช + วัต (หน้าที่และความประพฤติแห่งพระราชา)
ภิทโทษ = ภิท + โทษ (โทษของความแตกแยก)
บุรุษสมัญ = บุรุษ + สมัญ ( มีใจเป็นลูกผู้ชาย)
ราชภัฏ = ราช + ภัฏ (ข้าราชการ)
จัตุรมุข = จัตุร + มุข (มขทั้ง ๔ ด้าน)
บุษปวัลลิ = บุปษ + วัลลิ (ดอกไม้เป็นลวดลายเครือเถา)
จัดทำโดย
1.นางสาวธิดารัตน์ ตุ่นคำหน้อย เลขที่4
2.นางสาวนฤมล ลุงซอ เลขที่5
3.นายธนาชัย ศรีใส เลขที่ 7
4.นายรัตนชัย แสงจันทร์ เลขที่ 8
5.นางสาวนางสาวทิวาวรรณ ฆ้องประเสริฐ เลขที่ 16