ดอกมะลิ
หนังสือ บทประพันธ์บรรเลงตามเรื่องราว เป็นหนังสือที่
รวบรวมบทประพันธ์ตลอดระยะเวลาที่เรียนมาในร่ายวิชา
กวีนิพนธ์ ชั้นปีที่ ๑ ภาคเรียนที่ ๒ ปีการศึกษา ๒๕๖๕
ชั้น ทศศ. ๖๔๒ ของนางสาวยัสมีน สาเม๊าะ มีนามปากกาว่า
ดอกมะลิ
ดิฉันหวังว่าหลังจากได้จัดเรียงเป็นหนังสือเล่มนี้ได้สำเร็จแล้ว
ดิฉันหวังว่าหนังสือเล่มนี้จะมีประโยชน์ให้กับผู้อ่าน
หนังสือเล่มนี้สำเร็จลุล่วงได้ดี ดิฉันขอขอบคุณอาจารย์
ผศ.ดร.รุ่งรัตน์ ทองสกุล และนายอิสมัต ดาวเรือง ที่ให้คำแนะนำ
การทำหนังสือเล่มนี้ และขอขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่ค่อยช่วย
เหลือและค่อยให้คำปรึกษา
ดอกมะลิ
ยัสมีน สาเม๊าะ
๒ มีนาคม ๒๕๖๕
คำนำ ก
สารบัญ ข
กลอนแนะนำตัว ๑
กลอน ๘ ๒
นิราศ ๖-๑๐
กาพย์ยานี ๑๑ ๑๑
กาพย์ฉบัง ๑๖ ๑๒
กาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ ๑๓
โคลงสี่สุภาพ ๑๔
ร่าย ๑๕
ฉันท์ ๑๖
ตันหยง ๑๗
เพลงสอนน้อง ๑๘
บทครูในดวงใจ ๑๙-๒๑
วิเคราะห์บทครู ๒๒-๒๖
ยัสมีนคือชื่อในตอนนี้ เป็นคนที่เรียบร้อยและชอบให้
ฉันนี้ไม่ชอบเอาเปรียบผู้ใด อย่าเอาไปเทียบกับใครผู้ใดเลย
(ดอกมะลิ, ๐๔ ธันวาคม ๒๕๖๔)
แป้งกรุบกรอบโค้งเว้าชวนค้นหา ต้องลองมาภูเก็ต ณ เมืองนี้
ขนมคิ้วนางมีหลายร้านที่ขายดี เป็นขนมที่ขึ้นชื่อขนมขบเคี้ยว
รูปร่างงามสุดสง่าเลยที่เดียว
ขนมนั้นมีสีเหลืองทองอร่าม มันไม่เหนียวแต่มันแปลกและหา
เป็นขนมที่ทุกคนต้องแลเหลียว
ยาก (ดอกมะลิ, ๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๔)
จำใจนิราศร้างย่านบางเขน
ดั่งเทวาส่งฟ้ามาแกล้งเกณฑ์ ต้องตระเวนจากบ้านช่วงโควิด
สามวันใจจดจ่อรอระทึก มานั่งนึกกังวลใคร่ครวญคิด
ห่างน้องภวังค์แท้เต็มจิต พี่นั้นติดใจนางเกินห่างไกล
รถแล่นผ่านมาถึงสนามบิน หาของกินใกล้เคียงเริ่มสดใส
มีอาหารมากมายจับจ่ายไป ก่อนแวะไหว้วัดดอนเมืองให้คุ้มครอง
เข้าสนามบินดอนเมืองคนเริ่มน้อย ตะวันคล้อยนกคู่อยู่เพียงสอง
เศร้าอุราใจเจ็บคิดถึงน้อง มิอยากต้องนั่งข้างคนมากมาย
ถึงภูเก็ตคนเริ่มเดินคึกคัก ช่างแปลกนักต่างชาติดูหลากหลาย
เดินชนกันเนืองแน่นแลวุ่นวาย บ้างทักทายเดินทั่วมิกลัวใคร
ลงเครื่องมาแวะเวียนหาดกะตะ ทรายนิ่มละมุนแท้น้ำสวยใส
เริ่มสนุกคลายเครียดกังวลใจ เสียงคลื่นไล่ขจัดทุกข์ที่ขลาดกลัว
เดินทางกลับที่พักเพื่อเก็บของ ก่อนจะลองเดินชมหาดแสงสลัว
มันสุขจิตเต็มเปี่ยมมิหมองมัว อยากพาตัวน้องมาสราญรมย์
วันต่อมาพี่ไปแหลมพรหมเทพ ควรค่าเสพความสุขอย่างสุดสม
บรรยากาศดียิ่งแต่อกตรม ฝรั่งชมมิขาดปากเพราะงามจริง
ตามด้วยหาดราไวย์และเมืองเก่า ดั่งได้เล่ากลับย้อนอดีตยิ่ง
ตึกแปลกตาถ่ายรูปมือระวิง ได้ภาพนิ่งฝากน้องแม่ทรามเชย
และไปต่อที่ย่านโซนกระทู้ จึงไปดูสวนสัตว์แสดงเผย
มีทั้งช้างเสืองูมิคุ้นเคย อยากจะเอ่ยว่าดีสมราคาคุย
วันสุดท้ายลงเรือสามเกาะไข่ ทั้งเกาะในเกาะนอกและเกาะนุ้ย
ไร้ก้อนเมฆบังแดดหลากหลายปุย จึงลงลุยเล่นน้ำให้ร้อนคลาย
ปะการังเด่นดีอยู่หน้าหาด ลูกปลาหวาดระแวงซ่อนหลบหาย
บางพันธุ์มุดตัวฝังลงบนทราย พรางร่างกายนิ่งกริบสนิทเนียน
ไข่นอกนั้นไม่เหมือนกับเกาะใน ชายหาดใสขาวแท้แมวป้วนเปี้ยน
ร้องหง่าวเมี้ยวคลอเคลียมาแวะเวียน มาสับเปลี่ยนออดอ้อนขอของกิน
จะว่าไปดูแล้วก็น่ารัก ได้แวะพักมาอยู่กับสัตว์สิ้น
ท่ามกลางเสียงคลื่นซัดให้ได้ยิน ทะเลกลิ่นหอมคล้ายสง่าศรี
เกาะที่สามสุดท้ายคือเกาะนุ้ย มิอาจลุยข้ามไปขึ้นหาดนี้
เพราะเล็กมากแต่ก็ดูสวยดี ใต้น้ำมีปะการังมากพันธุ์ปลา
กลับที่พักมายามแสงอาทิตย์ลาง ท้องที่ว่างเริ่มร้องจะเรียกหา
จึงไปกินเมนูข้าวต้มปลา ถูกชิวหาของชอบน้องประทับใจ
เดินทางกลับสนามบินภูเก็ต ลาแดนเด็ดทะเลสวยน้ำสดใส
สู่กรุงเทพฯเมืองฟ้าสิวิไล หวังจะได้กลับมาเที่ยวอีกไม่นาน
เครื่องบินจอดดอนเมืองเป็นตามคาด ผู้คนหวาดไร้ความสนุกสนาน
แต่ยังดีมีน้องรออยู่บ้าน เร่งประสานเท้าเดินเพื่อพบเจอ
ผ่านวิภาวดีพี่เหนื่อยนัก ยามเอนพักลงเบาะก็แอบเผลอ
นึกว่าไหล่น้องนางละเมอเพ้อ เหล่าเพื่อนเกลอหัวเราะล้อพี่เลย
รถจอดศูนย์ไอที่แสควร์แล้ว ก็มิแคล้วต้องเดินสง่าเผย
ทั้งที่ใจอยากกลับหาทรามเชย พี่มิเคยอยากแวะนอกลู่ทาง
ม.เกษตรศาสตร์บางเขนน้องเคยอยู่ เดินเคียงคู่งานแฟร์มิเหินห่าง
ยังคงเห็นภาพเราดูเลือนลาง มิเคยจางจากใจพี่ยังจำ
รถเลี้ยวเข้าถนนงามวงศ์วาน รถติดนานจนเกือบจะตกค่ำ
ความเมื่อยกายเริ่มเข้ามาตอกย้ำ ให้เจ็บช้ำซอกร่างระทมทน
โอ้อกเอ้ยไฉนหวนคำนึงหา รามอินทราทำใจพี่ฉงน
ร้านเรียงรายรวมตัวมากผู้คน อึดอัดจนต้องหันเมินมิแลมอง
สิบหน้าที่รถจอดถึงหน้าบ้าน ได้พบพานแก้วตาช่วยถือของ
คิดถึงมากจนพี่น้ำตานอง โผกอดน้องแน่นแนบแทบรวมกาย
(ภาณุมาศ, ๐๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕)
วันนี้เป็นวันเด็ก เรื่องที่เล็กแต่มันใหญ่
จัดเลี้ยงแจกกันให้ เด็กชอบใจต่างเฮฮา
สถานที่นี้ก็หรรษา
จัดได้ทุกพื้นที รัยนานาเป็นของขวัญ
หนูน้อยทยอยมา ปวงประชาก็สุขสันต์
ซ้ายขวานั้นติดตามไป
ชื่นหมื่นกันทั่วหน้า
เดินเรียงเคียงคู่กัน
(ดอกมะลิ, ๙ มกราคม ๒๕๖๕)
วันนี้อากาศสดใส ล่องเรือออกไป
เพื่อไปจับกุ้งปูปลา ล่องเรือเรื่อยมา
ล่องเรือตามสายคงคา ทำกินใส่จาน
ได้มัจฉาชาติกลับบ้าน
ได้ปลาในยามไม่นาน
อิ่มใจพร้อมหน้าตาชม
(ดอกมะลิ, ๙ มกราคม ๒๕๖๕)
เดินเที่ยวในป่า อารมณ์ชมมา สุขาวดี
ลืมทุกข์โศกเศร้า เคยร้าวราคี มาจบลงที่ กลางดงพงไพร
สุขสันต์ทั่วหน้า เมื่อได้ชมป่า จิตใจสดใส
ได้ยินนกร้อง ดังกองพงไพร ส่งเสียงใกล้ไกลให้ใจเพลิดเพลิน
เห็นนกหลากหลาย กำลังอยู่ปลาย ต้นไม้ที่เหิน
ได้กินลูกไม้ กินได้ให้เพลิน พบหนทางเดินไม่เกินดงไพร
(ดอกมะลิ, ๙ มกราคม ๒๕๖๕)
โควิคทำทุกข์ท้น น่าชัง
สวมแมสอย่างระวัง ทุกครั้ง
ล้างมือบ่อยหรือยัง ถามหน่อย
มุ่งมั่นคอยยับยั้ง อย่าได้ไปไหน
โรคโควิคสิบเก้า น่ากลัว
เผลอไม่ระวังตัว อาจม้วย
เจ้าก็อย่าไปมัว ประมาท แม่เอย
สวมแมสล้างมือด้วย อีกเว้นสังคม
(ดอกมะลิ, ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕)
พระคุณพ่อแม่เหลือสิ่งใด รู้ด้วยใจและกายทั้งวจี ด้วยสิ่งนี้ลูกจึง
อยากทดแทนแต่ความดี จะกี่ปีสิ่งที่มีมิเสื่อมคลาย เหมือนสายฝนที่คอย
อุ้มและค้ำชู คอยดูแลยามเจ็บยามป่วยไข้ คอยช่วยยามอุปสรรคมาก
หนา และอยู่เคียงข้างมาโดยตลอด นี้แล...
(ดอกมะลิ, ๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕)
พระคุณแม่สุดล้ำ บุตรขอย้ำจากดวงใจ
เลี้ยงลูกถนอมไว้ บ่มิภัยและโรคา
ลูกได้ประสบทุกข์ นิรสุขทั้งกายา
มารดาก็เคียงข้าง บ่มิเคยบ่เปลี่ยนไป
ยามไข้มิได้นอน มนะร้อนประดังไฟ
เยียวยาและแก้ไข ผิวจะคลายลุอาทร
(ดอกมะลิ, ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕)
ตันหยง ตันหยง หยงไหรละน้อง หยงดอกบุหงา
ตัวน้องนั้นมาจากนารา อยากให้ได้มาเพื่อเที่ยวกัน
หาดนราทัศน์ สดใสสะอาดดูจนตามันส์
อยากให้ได้มาเพื่อเทียวกัน ให้เที่ยวที่นั้นสักครั้งหนึ่ง
(ดอกมะลิ, ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕)
สระในภาษาไทย
ทำนองเพลง : เพลงรถไฟบ๊อบ
ศิลปิน:ไม่ระบุชื่อ
ช่องKids Tv Thailand
สระในภาษาไทย จงจำไว้ให้ดี เสียงยาว เสียงสั้นนั้นมี
หลังจากนี้ต้องจำ อะ อา อิ อี อึ อือ อุ อู น่าดู น่าจำ เอะ เอ
แอะ แอ ต้องจำ แล้วต้อง โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ เอียะ
เอีย เอือะ เอือ อัวะ อัว ต่อตัวนี่หนอ ฤ ฤา ฦ ฦา แล้วรอ ต่อ
ท้าย อำ ไอ ใอ เอา
(เดอะพาวเวอร์พัฟเกิร์ล, ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๕)
โคลงสี่ สุภาพ อายสู
ละห้อย
มาเดียวเปลี่ยวอกอ้า บานเบิก ใจนา
สถิตอยู่เอ้องค์ดู แน่งเนื้อนวลสงวน
พิศโพ้นพฤกษ์พบู
พลางคะนึงนุชน้อย
เรื่อง : ลิลิตตะเลงพ่าย
ผู้แต่ง : สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส
แต่งปี : ไม่ระบุ
หนังสือ : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๕ เล่ม ๒
หน้า : ๗๘
กลอนบทละคร
เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ฟังระตูทูลตอบชอบที สมถวิลยินดีปรีดา
จึงตรัสว่าท่านมาเหนื่อยนัก จงไปพักพลขันธ์ให้หรรษา
ตรัสพลางทางชวนอนุชา เข้ามหาปราสาทรูจี
เรื่อง : อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง
ผู้แต่ง : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
แต่งปี : ไม่ระบุ
หนังสือ : ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร
หน้า : ๑๓๒
วิชชุมมาลาฉันท์ ๘
แรมทางกลางเถื่อน ห่างเพื่อนหาผู้
หนึ่งใดนึกดู หาใครไป่มี
หลายวันถั่นล่วง เมืองหลวงธานี
นามเวสาลี ดุ่มเดาเข้าไป
เรื่อง : มัทนะพาธา
ผู้แต่ง : พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
แต่งปี : ๒๔๖๖
หนังสือ : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๕ เล่ม ๒
หน้า : ๕๒
กาพย์ฉบัง ๑๖
กลางไพรไก่ขันบรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง
ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง เพียงฆ้องกลองระฆัง
ยูงทองร้องกระโต้งโห่งดัง
แตรสังข์กังสดาลขานเสียง
เรื่อง : พระไชยสุริยา
ผู้แต่ง : สุนทรภู่
แต่งปี : ๒๕๔๓
หนังสือ : ภาษาไทย
หน้า : ๘๓
ร่ายยาว
ทรงอ่านสารเสร็จสิ้นเรื่อง กลัวจะเคืองขุ่มข้องหมองศรี
จึงยื่นสารให้ระเด่นมนตรี แล้วมีพจนารถวาจา เห็นงามอยู่
แล้วหรือหลานรัก เจ้าหาญหักไม่ฟังคำข้า มาพลอยได้ความ
ผิดด้วยนัดดา เมื่อกระนี้จะว่าประการใด
เรื่อง : อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง
ผู้แต่ง : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านนภาลัย
แต่งปี : ไม่ระบุ
หนังสือ : วรรณคดีและวรรณกรรม ม.๔ เล่ม ๒
หน้า : ๕๔
โคลงสี่ สุภาพ
มาเดียวเปลี่ยวอกอ้า อายสู
สถิตอยู่เอ้องค์ดู ละห้อย
พิศโพ้นพฤกษ์พบู บานเบิก ใจนา
พลางคะนึงนุชน้อย แน่งเนื้อนวลสงวน
(ลิลิตตะเลงพ่าย)
บทประพันธ์มีสุนทรียภาพ คือ
จากบทประพันธ์นี้มีการเล่นเสียงสัมผัสอักษรเกือบทุกวรรค คือ วรรคที่ ๑
สัมผัสคำว่า อก - อ้า วรรคที่ ๓ สัมผัสคำว่า เอ้ - องค์ วรรคที่ ๕ สัมผัสคำว่า
พิศ - โพ้น - พฤกษ์ - พบู วรรคที่ ๖ สัมผัสคำว่า บาน - เบิก วรรคที่ ๗ สัมผัสคำ
ว่า นึง – นุช - น้อย และวรรคที่ ๘ สัมผัสคำว่า แน่ง - เนื้อ – นวล
กลอนบทละคร
เมื่อนั้น ท้าวกะหมังกุหนิงเรืองศรี
ฟังระตูทูลตอบชอบที สมถวิลยินดีปรีดา
จงไปพักพลขันธ์ให้หรรษา
จึงตรัสว่าท่านมาเหนื่อยนัก เข้ามหาปราสาทรูจี
ตรัสพลางทางชวนอนุชา
(อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง)
บทประพันธ์มีสุนทรียภาพ คือ
จากบทประพันธ์เรื่อง อิเหนา ตอน กะหมังกุหนิงนี้ เรื่องนี้จะกล่าวเกี่ยว
กับท้าวกะหมัง กุหนิงนี้ได้ยินที่อนุชาทั้งสองตอบมาก็รูสึกพอใจ จึงตรัสว่าอนุชา
ทั้งสองเดินทางมานี้คงเหนื่อยมากให้พากองทัพไปพักผ่อน และชวนอนุชาทั้ง
สองเข้าประสาท เรื่องนี้ได้กล่าวเกี่ยวกับความรู้สึก ความไม่พอใจ แต่ก็ยัง
เห็นใจอยู่ดี
วิชชุมมาลาฉันท์ ๘
แรมทางกลางเถื่อน ห่างเพื่อนหาผู้
หนึ่งใดนึกดู หาใครไป่มี
หลายวันถั่นล่วง เมืองหลวงธานี
นามเวสาลี ดุ่มเดาเข้าไป
(มัทนะพาธา)
บทประพันธ์มีสุนทรียภาพ คือ
จากบทประพันธ์นี้มีการเล่นคำซ้อน เป็นการนำคำเดี่ยว ๒ คำที่มี
ความหมายหรือเสียงเดียวกันใกล้เคียงกันมาเข้าคู่กัน โดยตำแหน่งของคำ
ซ้อนอาจอยู่ชิดกันหรือแยกจากกัน เพื่อเล่นคำล่อและย้ำความ
กาพย์ฉบัง ๑๖
กลางไพรไก่ขันบรรเลง ฟังเสียงเพียงเพลง
ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง เพียงฆ้องกลองระฆัง
ยูงทองร้องกระโต้งโห่งดัง
แตรสังข์กังสดาลขานเสียง
(พระไชยสุริยา)
บทประพันธ์มีสุนทรียภาพ คือ
จากบทประพันธ์เรื่องพระไชยสุริยาเรื่องนี้มีการใช้การเปรียบว่าสิ่ง
หนึ่งเหมือนกับ สิ่งหนึ่ง หรือ การใช้อุปมา ทำให้ได้เห็นภาพอย่างชัดเจน
ร่ายยาว
ทรงอ่านสารเสร็จสิ้นเรื่อง กลัวจะเคืองขุ่มข้องหมองศรี จึงยื่นสาร
ให้ระเด่นมนตรี แล้วมีพจนารถวาจา เห็นงามอยู่แล้วหรือหลาน
รัก เจ้าหาญหักไม่ฟังคำข้า มาพลอยได้ความผิดด้วยนัดดา เมื่อ
กระนี้จะว่าประการใด
(อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง)
บทประพันธ์มีสุนทรียภาพ คือ
จากบทประพันธ์เรื่องอิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง เรื่องนี้ได้กล่าว
เกี่ยวกับระตู หมันหยาที่ได้อ่านจดหมายจบแล้วก็ว่าอิเหนาว่าทำเรื่องแล้ว
ทำให้ระตูหมันหยานั้นเสียผู้ใหญ่ ด้วยห้ามเท่าไรก็ยังไม่ฟังอีก