บทอา่ นเสรมิ
เร่ือง เดก็ ดมี ีมารยาท
หนเู อยรหู้ รอื ไม่ มารยาทไทยน้นั งามนัก
พบใครท่ีรู้จัก ไหว้ทายทกั “สวสั ด”ี
งามกิริยายามพาที
อ่อนโยนในทว่ งท่า ตามวิถชี วี ิตไทย
อา่ นหวานในวจี ผู้เก้ือหนนุ ยอ่ มพิสมัย
กลา่ ว “ขอโทษ” จากใจจรงิ
ใครชว่ ยกลา่ ว “ขอบคณุ ” รอคอยได้ไม่วุน่ วิ่ง
ทำผดิ พลาดพลงั้ ไป รจู้ ักนิ่งยอมเปลี่ยนปรับ
ไมเ่ ฝา้ เอาแต่ใจ เดก็ ผู้ชายใช้วา่ “ครบั ”
ผใู้ ดทกั ทว้ งติง เมือ่ ใครเรยี กขาน “ครับ”“ขา”
ไมตรจี ิตไม่โรยรา
เลือกใชค้ ำลงทา้ ย ยาย ลุง ป้า และพน่ี ้อง
เดก็ หญิงใช้ “คะ่ ” รับ
ไม่ยนื คำ้ ทำผยอง
ทุกคนเปรียบญาติมติ ร ชว่ ยถอื ของช่วยจงู เดิน
เกรงใจ ปู่ ยา่ ตา ไปหนใดคนสรรเสริญ
เปน็ ทรี่ ักตลอดไป
ผ่านท่านค้อมตัวต่ำ
เหน็ ผ้เู ฒา่ เขา้ ประคอง
มารยาทแบบไทยไทย
สง่ ผลพาเจริญ
บทอ่านเสริม
เร่อื ง คิดดี ทำดี มสี ุข คดิ ช่วั ทำชัว่ พบทกุ ข์
ทุกคนเกิดมาย่อมพบทั้งสิ่งท่ีดีและสิ่งท่ีไม่ดีอแต่ตัวเราเองจะดีหรอื ไม่ดีขึ้นอย่กู บั
การกระทำของเราเอง บางคนอยใู่ นกลุม่ คนไม่ดี แต่สามารถทำตนให้เปน็ คนดีได้ ในทาง
ตรงกันข้ามบางคนเกดิ มาในกลุ่มคนดี แต่อาจมีใจเอนเอียงไปอยูใ่ นกลุ่มคนไม่ดีได้ จิตใจ
ของเราคือ ผู้นำทางพาเราไปส่คู วามดี - ความช่ัว
คิดดี – ทำดี
คนท่ีจติ ดคี ิดดี ชีวีพบสขุ หรรษา
เป็นท่รี กั ใคร่เมตตา บรรดาผูค้ นทว่ั ไป
คดิ ดีชว่ ยเหลอื เจือจุน เกื้อหนุนผ้ทู ย่ี ากไร้
เห็นแกส่ ่วนรวมด้วยใจ ใครใครลว้ นแต่ชืน่ ชม
คนที่คดิ ชัว่ ทำชั่ว เกลือกกลวั้ ความทกุ ข์ข่นื ขม
ชวี ิตลม้ เหลวตรอมตรม นยิ มแต่ทางทำลาย
คิดช่วั หยบิ ฉวยของเขา นกึ เอาแต่ที่งา่ ยง่าย
ใครลำบากไมว่ า่ ขอสบาย ผูค้ นเหน่ือยหนา่ ยเกลียดชงั
เกิดมาเปน็ มนุษย์ทง้ั ที หมน่ั สร้างความดีปลูกฝัง
แต่เล็กเปิดใจจรงิ จัง รับฟังคำสอนแนะนำ
รจู้ ำส่งิ ควรปฏบิ ตั ิ รจู้ ักตัดใจไมถ่ ลำ
รู้ประโยชน์ส่วนรวมรว่ มทำ รนู้ ำจิตสว่างทางเจรญิ
บทอา่ นเสริม
เรอื่ ง กีสาโคตมเี ถรี
กีสาโคตมีเถรี เดิมชื่อ “กีสา” เป็นธิดาของตระกูลเก่าแก่ตระกูลหนึ่งใน
กรุงสาวัตถี นางได้แต่งงานกับบุตรชายของเศรษฐี และมาอยู่ที่บ้านของตระกูล
สามี ต่อมานางกีสาได้ให้กำเนิดบุตรชายน่ารักคนหนึ่ง ยังความปลาบปลื้มแก่
สมาชกิ ในตระกลู แตอ่ ยไู่ ด้ไม่นานบตุ รน้อยของนางกเ็ สียชวี ติ กะทันหนั นางร่ำไห้
เสียใจแทบจะเสียสติ ไม่ยอมให้ใครเผาศพบุตรชาย เพราะคิดเข้าข้างตัวว่าบุตร
ของตนยังไม่ตายเพียงสลบไปเท่านั้น นางเที่ยวเสาะหาคนที่จะสามารถรักษา
บุตรชายของนางใหก้ ลบั ฟื้นคืนชวี ิต จนมผี แู้ นะนำใหน้ างไปเฝา้ พระพทุ ธเจา้
ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ที่เชตะวันมหาวิหาร เมืองสาวัตถี นางได้
กราบทูลขอให้พระพุทธองค์รักษาบุตรน้อย แต่พระพุทธองค์กลับตรัสให้นางไป
หาเมล็ดพันธุ์ผักกาดมาสักกำมือหนึ่งจากบ้านเรือนที่ไม่มีคนตาย เมื่อได้มาแล้ว
จะนำมาทำยาให้
นางกีสาอุ้มบุตรชายไปเที่ยวขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดจากชาวบ้านทั่วทุก
ครวั เรือน ไม่ได้แมแ้ ตเ่ มล็ดเดียว เนื่องจากแต่ละครัวเรือนมคี นตายมาแล้วท้ังสิน
ในที่สุดนางได้สติกลับคืนมา และคิดได้ว่าความตายนั้นไม่ใช่ตายเฉพาะลูกของ
นางคนเดียว สักวันหนึง่ นางเองก็ต้องตายเหมือนกัน จึงเกิดปัญญาคิดได้วา่ สิง่ ใด
มีเกิด สิ่งนั้นย่อมมีแตกดับไปเป็นธรรมดา นางจึงคลายความโศกเศร้า จิตใจ
สดช่ืน แลว้ จัดการเผาศพบุตรชาย
ต่อมานางได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จึงกราบ
ทูลขออุปสมบทเป็นภิกษุณี และได้บรรลุธรรมขั้นสูง พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง
กีสาโคตมีเถรีว่า เป็นเลิศทางถือธุดงค์อย่างเคร่งครัด มีความเป็นอยู่เรียบง่าย
นบั เป็นสตรีทา่ นหนงึ่ ท่มี ีบทบาทอยา่ งดยี งิ่ ในการจรรโลงพระพุทธศาสนา
บทอ่านเสรมิ
เรื่อง เกดิ แลว้ ต้องมชี อ่ื
ปัจจุบันการทำคลอดเป็นหน้ที่ของสูติแพทย์ทั้งชายและหญิง แต่สมัยก่อนเป็น
หน้าทีข่ องหมอตำแยท่เี ปน็ ผหู้ ญิงเทา่ นนั้ ซึง่ ไปให้บรกิ ารตามบ้าน เมื่อคลอดแล้ว แม่ของ
เด็กจะต้องอยู่ไฟ เพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ทำอยู่ประมาณ ๑ – ๓ สัปดาห์ ช่วงนี้จะต้อง
บำรุงแมใ่ หม้ นี ้ำนมโดยรบั ประทานอาหาร เช่น แกงเลยี ง หัวปลี และงดอาหารแสลงตาม
ความเชอ่ื ของแต่ละท้องถ่นิ
เมอ่ื เกดิ แล้วก็ตอ้ งมกี ารต้ังชอ่ื การตงั้ ช่ือมีมายาวนาน แต่ละสมัยชอ่ื ของคนไทยจะ
มีจำนวนพยางค์เพิ่มขึ้นและตั้งชื่อใหแ้ ปลกใหม่ สาเหตุมาจากมีคนจำนวนมากข้ึน ทำให้
ชอ่ื ซำ้ ๆ กนั
ในสมัยก่อนนิยมให้พระหรือผู้ที่เคารพเป็นผู้ตั้งชื่อเพื่อเป็นสิริมงคล โดยการ
เลอื กใชพ้ ยญั ชนะ สระของวนั เกิด ตามตำราโหราศาสตร์
พระราชบัญญัติชือ่ บคุ คล พ.ศ. ๒๕๐๕ ระบไุ ว้ว่า
บุคคลสัญชาตไิ ทย ต้องมีชื่อตวั และซอ่ื สกุล และอาจมชี ่อื รองดว้ ยกไ็ ด้ โดย
ได้อธิบายความหมายไว้ดังน้ี
"ช่ือตัว" หมายความว่า ชือ่ ประจำบคุ คล
"ชอื่ รอง" หมายความวา่ ช่ือประกอบถดั จากชอื่ ตวั
"ชือ่ สกุล" หมายความว่า ชือ่ ประจำวงศส์ กลุ
หลกั เกณฑก์ ารตั้งชอ่ื ตวั และช่ือรอง มีดังนี้
๑. ตอ้ งไมพ่ อ้ งหรือมุ่งหมายให้คล้ายกบั พระปรมาภิไธย หรือพระนามของ
พระราชนิ ี หรือราชทนิ นาม
๒. ต้องไมเ่ ปน็ คำหยาบหรือมีความหมายหยาบคาย
๓. ตอ้ งไม่มเี จตนาในทางทจุ ริต
๔. ผูไ้ ดร้ บั หรือเคยได้รบั พระราชทานบรรดาศกั ด์ิโดยมิไดถ้ ูกถอด
จะใช้ราชทนิ นามตามบรรดาศกั ด์ิเปน็ ชื่อตัวจริง ชอื่ รองก็ได้
บทอ่านเสริม
เรื่อง ปริศนาคำทาย
ปริศนาคำทาย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๕๒ ให้
ความหมายไว้วา่ “สิ่งหรือถ้อยคำทีผ่ ูกขึ้นเปน็ เงอ่ื นงำ เพ่ือให้แก้ ให้ทาย”
ปริศนาคำทาย เป็นถ้อยคำที่แต่งขึ้นเป็นข้อความให้คิดแก้ปัญหาโดย
เปรียบเทียบกับสิง่ ต่าง ๆ ซึ่งปิดบังความจริงบางส่วน ลวงให้เข้าใจไปทางอืน่ ซึ่ง
จะขึ้นต้นว่า “อะไรเอ่ย” ลักษณะคำประพันธ์ อาจเป็นได้ทั้งร้อยแก้วและ
รอ้ ยกรอง
ปริศนาคำทายนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในชั้นแรก เรียกว่า ผะหมี ซึ่งเป็น
ภาษาจีน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ โปรดให้เรียก
เป็นภาษาไทยว่า “ทายปริศนา” ซึ่งได้ทรงพระราชนพิ นธ์ขึ้นในบางโอกาสใหข้ า้
ราชบรพิ ารในพระองค์คดิ ตอบเลน่ กันเป็นการภายใน เมอื่ มีผู้สนใจมากขึ้นจึงทรง
จัดใหม้ ีการทายปรศิ นาในงานฤดูหนาว ซึง่ ได้รบั ความนยิ มมาก
ปริศนาคำทายมีบทบาทแก่สังคมมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม
สะท้อนให้เห็นภาพชีวิต ความเป็นอยู่ของคนไทย มีประเพณี วัฒนธรรม และ
ความเช่ือแทรกอยู่ในปริศนาเหล่านั้น การเล่นทายปริศนามีส่วนช่วยส่งเสริม
พัฒนาการของเด็กด้านความคิด และสติปัญญา การสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
สมั พันธ์กับการใชภ้ าษา และความสนกุ ในการทาย เม่อื ทายถกู แลว้ ก็อยากใหท้ าย
ปริศนาข้ออน่ื ๆ ต่อไปอกี
ปริศนาคำทาย บางทีก็เรียกว่า ปัญหาเชาวน์ แต่เดิมเป็นปัญหาที่ผู้ใหญ่
ถามเด็ก ปัจจุบันมักจะเป็นปัญหาท่ีคิดทายเล่นกันสนุก ๆ ในหมู่เด็ก ๆ แม้จะ
เป็นปญั หากวนอารมณ์ แตก่ เ็ รยี กเสยี งหวั เราะไดไ้ ม่น้อย
ลกั ษณะของปรศิ นาคำทาย
ปริศนาคำทายมีลักษณะดังตอ่ ไปนี้
๑. ใช้คำคลอ้ งจองมจี ังหวะเปน็ วรรค ๆ ไมจ่ ำกัดจำนวนคำ แตม่ กั มีจำนวนคำ
เท่ากัน เช่น
อะไรเอ่ย เปิดฉับ ใส่ฉุบ ปดิ ปบุ เดนิ ปบั (พระบิณฑบาต)
๒. เลือกถ้อยคำมาผูกเป็นปริศนาจะต้องชวนให้คิดและเลือกคำที่ทำให้เกิด
ภาพได้ เชน่
อะไรเอ่ย ขาไปสองคน มืดฟ้ามวั ฝน กลับมาคนเดยี ว (เงา)
๓. เล่นคำเปน็ สำนวน ใช้คำซ้ำ ๆ ทำให้ต้องคิด เชน่
อะไรเอ่ย เพชรฉลู มีหทู ป่ี าก (กระทะ)
เพชรฉลาก มีปากท่ที อ้ ง (กบไสไม้)
เพชรฉะล่อง มที อ้ งขา้ งลา่ ง (นอ่ ง)
ตวั อย่างปรศิ นาคำทาย
๑. อะไรเอย่ นางอยใู่ นหนาม ไม่งามกห็ อม (ทเุ รียน)
๒. อะไรเอย่ พีน่ ้องทอ้ งเดยี ว แลเหลยี วไมเ่ ห็นกัน (แวน่ ตา)
๓. อะไรเอ่ย เกิดมามีหางไม่มีขา พอโตข้นึ มามีขาไม่มีหาง (กบ)
๔. อะไรเอ่ย แขกแทไ้ มม่ ีไทยปน สุกสองหน คนชอบกิน (กล้วยแขก)
๕. อะไรเอ่ย ไม่มีแขง้ ไมม่ ขี า เวลาไปมา ใชป้ ากเดิน (หอย)
๖. อะไรเอย่ เกิดเพราะไฟ สลายพราะลม (ควนั )
๗. อะไรเอ่ย ต้นเป็นสายยาวหรดู ูเปน็ เส้น ดอกหางเห็นน่ายลบนเวหา (วา่ ว)
๘. อะไรเอย่ หมาเดินหน้า พอไกเ่ ดินมา คนชราชอบนกั (หมาก)
ใบความรู้
บทอา่ นเสรมิ เร่ืองข้าวงอก ขา้ วกลอ้ งงอก น้ำข้าวกล้องงอก
“ขา้ วเป็นอาหารหลักของคนไทยมาแต่โบราณ”
“ข้าพเจ้าไดอ้ า่ นหนังสอื นิวสวีคแล้วก็ไทม์สแมกกาซนี เขาพูดถงึ ข้าวว่า ขา้ วเป็นอาหารท่ียอดเยีย่ ม
ท่ีสุด... ส่วนที่มีประโยชนจ์ ริง ๆ อยู่ท่ีผวิ ทหี่ มุ้ เมล็ด ส่วนทกี่ ะเทาะเปลือกแข็งออกไปแล้ว
จะเห็นเป็นสนี ำ้ ตาลกบั จมกู ขา้ ว”
พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าสิรกิ ิติ์ พระบรมราชินนี าถ ดงั กลา่ วข้างตน้ สะทอ้ นใหเ้ ห็นว่า ข้าวเป็น
อาหารหลักของคนไทย และสว่ นใดของขา้ วมปี ระโยชนม์ ากที่สุด กล่าวไดว้ ่า พระกรณุ าธิคณุ ที่ได้พระราชทาน
พระราชดำรัสมีสว่ นสำคญั ให้คนไทยหนั มาสนใจรบั ประทานข้าวกลอ้ งมากยิง่ ข้นึ
ข้าวกล้องเปน็ ภูมิปัญญาของคนไทยมานาน เป็นข้าวที่สเี อาเปลือก (แกลบ) ออก โดยยังมีผิวหรือเย่อื
หุ้มเมล็ดข้าว (รำ) และมีจมูกข้าวอยู่ คุณค่าที่เพิ่มขึ้น คือ ข้าวกล้องมีสารชื่อสารกาบาซึ่งเป็นกรดอะมิโน
ทำหน้าที่ยับยั้งและรักษาสมดุลในสมอง ทำให้ผ่อนคลายและนอนหลับสบาย วงการแพทย์ใช้สารนี้รักษา
โรคบางโรค เช่น โรควิตกกังวล โรคนอนไมห่ ลบั โรคลมชกั
ขา้ วกล้องงอกมาจากข้าวกล้อง ซึง่ ผา่ นกระบวนการงอก โดยการนำมาแช่น้ำในหม้อแช่ประมาณ ๒-๓
วนั และควบคมุ อุณหภูมกิ ารไหลเวียนของนำ้ ความช้ืนของนำ้ จะไปกระต้นุ ให้เมล็ดข้าวงอก ในข้าวกล้องงอกมี
สารกาบามากกวา่ ข้าวกล้องธรรมดาประมาณ ๑.๕ เท่า
นอกจากจะนำข้าวกล้องงอกไปหุงต้มแล้ว ยังสามารถนำไปทำน้ำข้าวกล้องงอกซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มี
คณุ ค่า หรอื นำไปทำไอศกรีมกไ็ ด้
การส่งเสรมิ การผลิตข้าวกล้องงอกเป็นการสร้างมลู ค่าเพิ่มให้แก่ขา้ วไทยและยกระดับอตุ สาหกรรมข้าว
ของประเทศให้มีศักยภาพสูงข้ึน
อ่านใบความรูเ้ สร็จแลว้
อยา่ ลืมทาแบบฝึกหดั กนั นะ
ใบความรู้
บทอ่านเสรมิ เร่อื งข้าวกับสำนวนไทย
ข้าว เป็นพืชเศรษฐกิจและเป็นอาหารหลักของคนไทยมาทุกยุคทุกสมัย คนไทยจึงมีความ
ผูกพันอยู่กับข้าวจนแยกไม่ออกเพราะข้าวเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญงอกงาม และความอุดม
สมบูรณ์ จนพูดกันตดิ ปากว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ข้าวจึงปรากฏอยู่ในขนบธรรมเนียมวัฒนธรรม
ไทย ความเชื่อ ประเพณีพิธีกรรม รวมถึงภาษาไทยก็มีคำที่เกี่ยวข้องกับข้าวเป็นจำนวนมากในเพลง
พื้นบ้านเช่น เพลงสงฟาง เพลงเกี่ยวข้าว เพลงเต้นกำรำเคียว ในการละเล่นของเด็กไทย เช่น
รีรีข้าวสาร หมอ้ ขา้ วหมอ้ แกง แต่ท่ีพบมากเปน็ พิเศษกค็ อื คำและสำนวนไทยท่เี ก่ียวกับข้าว
ในปัจจุบัน เมื่อค่านยิ มในสังคมเปล่ียนแปลงไป ตามสภาพสังคมแบบใหม่ สำนวนภาษิตบาง
สำนวน ที่แสดงค่านิยมก็ย่อมเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เช่น ภาษิตที่แสดงทัศนะต่ออาชีพชาวนา
เป็นต้น ถึงอย่างไรก็ตาม เนื่องจากสังคมไทย มีพื้นฐานอยู่ที่วัฒนธรรมข้าว ข้าวเป็นทั้งอาหาร และ
ทม่ี าของรายได้ ทรัพย์สนิ เงนิ ทอง สำนวนภาษาทีเ่ ก่ยี วขอ้ งกบั ข้าว จงึ ยังมอี ยูอ่ กี เป็นจำนวนมาก
สำนวนไทย หมายถึง ถ้อยคำที่มีคารมคมคายซึ่งมีความหมายไม่ตรงถ้อยคำนัก แต่เป็น
ทีเ่ ข้าใจกันโดยแพร่หลาย กินใจผู้ฟังและเป็นถ้อยคำ ที่กะทดั รัดมกั เปน็ ถ้อยคำเชิงเปรยี บเทยี บ
สำนวนไทยทเ่ี ก่ยี วกบั ขา้ ว เชน่ “ชายข้าวเปลอื ก หญิงขา้ วสาร” หมายถึง ผ้ชู ายไมว่ ่าจะไปอยู่
ที่ใดย่อมสามารถสร้างเชื้อสายสบื ตอ่ ไปได้ ในขณะทีผ่ ู้หญงิ ไม่สามารถทำได้ เพราะข้าวเปลือกไปอยู่ที่
ใดกเ็ จริญงอกงามไดก้ ็เหมอื นกบั ผ้ชู าย ซง่ึ ต่างจากผู้หญงิ ทเี่ ป็นเหมอื นข้าวสารทไี่ ปอย่ทู ี่ใดก็ไม่สามารถ
เจรญิ งอกงามได้ เป็นต้น
บทอา่ นเสรมิ
เร่ือง ไมด้ อกในเมืองไทย
ไม้ดอกในเมืองไทยมีมากมายหลายพันธ์ุ ท้ังที่มีถนิ่ กำเนดิ ในเมืองไทย หรือมาจาก
ถิ่นอ่ืน แตล่ ะชนิดมีลักษณะแตกต่างกัน เชน่ เป็นไมเ้ ถา ไมพ้ มุ่ ไม้น้ำและไม้ตน้
ไม้ดอกชนิดเป็นเถา เช่น การเวก กระดังงา พวงชมพู พวงแสด สายหยุด อัญชนั
ฯลฯ
ไมด้ อกชนิดเป็นพ่มุ เชน่ พุด ชบา แก้ว เข็ม กุหลาบ มะลิ ผกากรอง ฯลฯ
ไม้ดอกชนิดเปน็ ไม้น้ำ เช่น บวั กระจับ ผกั ตบชวา ฯลฯ
ไมด้ อกชนิดเปน็ ไม้ต้น เช่น ชมพพู นั ธทุ์ ิพย์ สพุ รรณิการ์ สารภี จำปา จำปี พะยอม
โมก ปบี ฯลฯ
ต้นไม้ประจำชาติไทย คือ ราชพฤกษ์ ซึ่งเป็นไม้ต้น ปลูกกันทั่วไป มีดอกสีเหลือง
สดหรือสีเหลืองแกมเขียว ออกดอกเป็นช่อ และห้อยลง ออกดอกระหว่างเดือน
กมุ ภาพนั ธ์ - พฤษภาคม มีชื่อเรียกอยา่ งอน่ื ว่า คูน หรือลมแล้ง ก็เรยี ก
มีไม้ดอกอีกชนิดหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ กล้วยไม้ มีดอกสวยงาม
หลากหลายสี บางชนิดเกาะอยู่ตามต้นไม้และหิน บางชนิดอยู่บนพื้นดิน คนนิยมนำมา
ปลูกในกระถาง มีการนำมาผสมพันธ์ุใหม่ เพื่อให้ไดห้ ลากหลายพันธุแ์ ละสีสันแปลกใหม่
สวยงาม จนทำใหก้ ลว้ ยไมข้ องไทยมีช่ือเสียงไปทวั่ โลก