นันทิชา ประดับพงษ์
มองเซนในวรรณกรรมญี่ปุ่น 05600187
ผ่านTsurezuregusa
徒然草Tsurezuregusa() เป็นหนึ่งใน คำว่าTsurezureแปลว่าความรู้สึกเบื่อหน่าย
เป็นคำที่ปรากฏตอนต้นเรื่อง
日本三大随筆วรรณกรรมเอกประเภทความเรียง
ของTsurezuregusa มีทั้งหมด243ตอน
( )เขียนโดยพระเค็งโกซึ่งมี แบ่งได้คร่าวๆเป็น3ประเภทคือ 1ความเป็นอนิจัง
ชีวิตอยู่ในช่วงปลายสมัยคะมะกุระถึงสมัย ของชีวิต 2การเล่าและวิเคราะห์ชีวิตของผู้คน
นัมโบะคุโจ(ราชวงศ์เหนือใต้) ซึ่งในสมัยนั้น ต่างๆ 3เล่าเรื่องประวัติศาสตร์เหตุการณ์ในอดีต
เต็มไปด้วยความวุ่นวายและสงคราม โดยในที่นี้เราจะขอยกตัวอย่างมาแค่บางบทที่
เกี่ยวข้องเท่านั้น ดังนี้
無常観มากมาย ทำให้แนวคิดเรื่องความอนิจจัง
( )นิยมขึ้นมา จะเห็นได้จากที่ในสมัย
นั้นมีวรรณกรรมมากมายที่สอดแทรกเรื่อง
ของความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งเอาไว้
เรื่องTsurezuregusaเองก็เช่นกัน
"ไม่ใช่แค่ดอกไม้หรือพระจันทร์เท่านั้น แต่ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตาม
จุดเริ่มต้นและจุดจบต่างหากที่เต็มไปด้วยความสุนทรีย์"
"...ตอนที่แสงของพระจันทร์สาดส่องผ่านมวลหมู่ไม้ หรือตอนที่พระจันทร์ซ่อนตัวในเมฆฝนยามที่ฝนตก
ในช่วงเวลาแบบนั้นจะรู้สึกซาบซึ้งดื่มด่ําไปกับความงดงามอันลึกล้ําของพระจันทร์ ยิ่งเสียกว่าพระจันทร์
เต็มดวงในคืนที่ปราศจากเมฆอย่างแท้จริง"
"ไม่ทันรู้ตัว เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามเย็น ทั้งเกวียนเทียม
วัวที่จอดหันหน้าเข้าถนน เรียงกันแน่นขนัด รวมทั้ง
บรรดาผู้มาชมงานที่ยืนอยู่อย่างแออัดเสียจนไม่มีช่อง
ว่าง ต่างหายไปยังที่แห่งใดกันนะ จู่ๆ ทั้งเกวียน และคนดู
ก็ หายไปจนเกือบหมด เสียงดัง กึกกัก กึกกัก ของรถ
เกวียนก็หยุดลง ที่นั่งคนดูก็ถูกรื้อถอนออกไป มู่ลี่และ
ทะทะมิก็ถูกเอาออกจนหมดสิ้น
การได้มองเห็นสภาพทั้งหมดที่ปรากฏบนถนนสายหลัก
ในเมืองหลวงตั้งแต่รุ่งสางจนถึงยามเย็นนี่แหละ ถึงจะ
เรียกได้ว่าได้ชมเทศกาลคะโมะอย่างแท้จริง"
1
ทีนี้เราจะมาพูดถึงแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาจากเซน
侘びวะบิ ( ซึ่งก็คือวะบิซะบินั่นเองค่ะ
) หมายถึง ความเรียบง่าย สมถะ ความ
侘しいอิ่มเอิบในความเรียบง่าย ซึ่งย่อมาจากคำว่า “วาบิชี่”
(Wabishii ) ที่แปลว่า รู้สึกแย่ ลำบาก
寂びยากไร้ และอาจแปลได้ว่า ความหยาบอย่างเรียบง่าย
ส่วนซะบิ ( ) คือความเงียบสงัด สภาพจิตใจที่
寂びしいสงบนิ่ง ซึ่งย่อมาจากคำว่า “ซาบิชี่” (Sabishii
) ที่แปลว่าเหงา เศร้า เดียวดาย อีกทั้งซา
บิในปัจจุบันยังมีความหมายว่าคราบสนิม แต่ในศัพท์
ดั้งเดิมแปลว่าแห้งลง มีอายุ ซึ่งหมายถึงคราบที่เกิด
ขึ้นบนเครื่องใช้ได้ด้วย
"พอรวมกันแล้วแนวคิดวะบิ-ซะบิ จึงเป็นการทำความเข้าใจและยอมรับใน
ความจริงแท้ ตามวัฏจักรธรรมชาติของการเกิดและดับของสรรพสิ่ง เป็น
ปรัชญาที่สอนให้มองเห็นถึงความงดงามในความไม่สมบูรณ์ อันมี
รากความเข้าใจในพุทธศาสนาแบบเซน"
เมื่อเอาแนวคิดวะบิซะบิมามองก็จะเห็นได้ว่าผู้แต่งได้นำหลัก
การนี้มาใช้ในงานเขียนเป็นอย่างมากอย่างการมองว่าความ
งามไม่ได้น่าชื่นชมแค่ตอนที่มันกำลังงดงามที่สุด อย่างเช่น
ความงามของดอกไม้ ไม่ได้งดงามที่สุดเพียงแค่ตอนที่ดอก
บานเต็มที่เท่านั้น แต่ช่วงก่อนเบ่งบานเป็นดอกตูมอยู่หรือ
แม้กระทั่งในตอนที่ร่วงโรยไปแล้ว แม้จะเป็นช่วงที่ไม่
สมบูรณ์แบบ แต่ก็มีความงดงามเช่นกัน หรืออย่าง
พระจันทร์ที่ผู้คนมักมองว่าดวงจันทร์จะงดงามที่สุดในตอน
ที่สุกสกาวลอยอยู่บนฟ้าโดยไร้ซึ่งสิ่งบดบัง แต่ผู้แต่ง
ต้องการจะบอกว่าแม้จะเป็นแค่ยามที่มองพระจันทร์ได้ไม่
ชัดเจน เช่นตอนที่ฝนตก พระจันทร์แบบนั้นก็ยังสวยงาม
2
หรือจะเป็นอย่างในตอนที่ผู้ประพันธ์ได้กล่าวถึงการชม
เทศกาลคาโมะมัสสึริ หากตีความจากภาพที่เขามองใน
บทที่ยกมาจะเห็นได้ว่า ความงามที่แท้จริงของเทศกาล
คะโมะในความคิดของผู้แต่งคิดไม่ใช่การมาชมแค่ไฮไลท์
หรือจุดที่สวยงามที่สุดของงานอย่างการชมขบวนแห่
แต่เขามองว่าการได้ชมความงามของเทศกาลที่แท้จริง
นั้นคือการที่ได้ชมภาพของเทศกาลตั้งแต่การเริ่มตั้ง
ขบวนไปจนถึงตอนที่เทศกาลจบลง ที่นั่ง เสื่อทาทามิและ
มู่ลี่ถูกรื้อออก และทุกคนแยกย้ายกลับบ้านต่างหากคือ
ความงามที่แท้จริงของเทศกาล
ซึ่งก็เข้ากับหลักวะบิซาบิที่เราได้พูดกันไปก่อนหน้านี้เพราะวะบิซะบิคือการมองความงาม
ผ่านความไม่จีรัง เหมือนกับที่ผู้แต่งเขามองว่าความงามของการชมเทศกาลคือการที่เรา
ต้องชมตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนถึงจุดจบ เราเห็นโปรเซสตั้งแต่ตอนที่มันยังไม่เป็นงานเทศกาล
ที่สมบูรณ์ จนเป็นงานเทศกาลที่สมบูรณ์ และสุดท้ายความสมบูรณ์นั้นก็โรยราเมื่องาน
เทศกาลจบลง นั่นจึงการมองความงามที่แท้จริง
จากตรงนี้จะเห็นได้ว่าแนวคิดแบบวาบิซาบินั้นได้รับอิทธิพลจากซาโตริเป็นอย่างมาก คือ
ซาโตริที่มองว่าไม่มีความเป็นทวิลักษณ์ ส่งผลให้ไม่มีคู่ตรงข้าม ในเรื่องของความงามก็
เช่นกัน ไม่มีการแบ่งแยกว่า งาม-ไม่งาม เมื่อไม่มีการแบ่งแยกความงาม ก็ไม่มีการเลือก
ชมความงามแค่ตอนที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะมันไม่ได้มีคำว่า ‘ที่สุด’ มันมีแต่ความงาม ดังนั้น
วาบิซาบิจึงชื่นชมความงามในทุกช่วงทั้งตอนที่สมบูรณ์แบบและตอนที่ไม่สมบูรณ์ ก็อย่าง
ที่พวกเราพูดไปตอนแรกๆนะคะว่า ถึงดอกไม้จะร่วงโรย หรือการที่เราเห็นพระจันทร์ในวันที่
ฟ้าไม่เปิด มีสิ่งอื่นมาบดบัง แต่สิ่งพวกนี้เราก็มองว่ามันเป็นความงามอย่างหนึ่งค่ะ
徒然草สรุปได้ว่าเรื่อง เป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้น ในยุคที่เต็มไปด้วยสงครามและความวุ่นวาย
จึงส่งผลให้ตัววรรณกรรมมีการสอดแทรกการมองความงามแบบวะบิซะบิที่เน้นการเข้าใจ
และยอมรับในความจริงแท้ ความงดงามในความไม่สมบูรณ์
ซึ่งการมองที่ว่านี้เป็นวิธีคิดของนิกายเซนนั่นเองค่ะ
อ้ ผศ. ดร. กณภัทร รื่นภิรมย์. เอกสาร3 วรรณกรรมสมัยคะมะกุระ-มุโระมะชิ 2564.
า
ดวงดาว โยชิดะ. (2560). วาบิ-ซาบิ กับการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน.
ง วรสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ , 2, หน้า23-30.
อิ Pramote Patana. (2557). "วาบิ-ซาบิ" แนวคิดของความงามในการออกแบบของญี่ปุ่น.
ง จากhttp://fdesignbasis.blogspot.com/2014/04/japan-design-2-wabi-3
sabi.html
รวิสรา แจ่มถาวร 05610383
อิทธิพลของเซนต่อไลฟ์สไตล์ในปัจจุบัน
การใช้ชีวิตหรือที่เรียกติดปากว่า ไลฟ์สไตล์ที่ผู้คนต้องการนั้นเป็น
‘ไลฟ์สไตล์’ ในปัจจุบันไลฟ์สไตล์ที่เป็นที่ ปัจเจกบุคคล แต่ด้วยภาวะสังคมที่เร่งรีบ
นิยมมีหลายรูปแบบ อาทิ การใช้ชีวิต ผู้คนไม่น้อยในวัยทำงานมักจะต้องการ
แบบเรียบง่ายหรือมินิมอล ซึ่งดูจะเป็น กลับไปหาความเรียบง่ายและไม่เร่งรีบ
คำที่ใช้เรียกสิ่งที่เรียบ ๆ ไม่ว่าจะ ส่วนนี้เมื่อนำหลักการของเซนมาใช้ มีข้อ
เป็นการใช้ชีวิตหรือว่าเรียกสิ่งของที่มี หนึ่งที่พูดถึงแก่นแท้ของมนุษย์และการชี้
ลักษณะเรียบ ๆ ทั้งในแง่ของการ ตรงให้เห็นแจ้งในธรรมชาติและบรรลุ
ออกแบบและสีสัน โดยไลฟ์สไตล์ดัง ความเป็นพุทธะ เพื่อที่จะให้เราเข้าถึงตัวตน
กล่าวมักจะพบในกลุ่มคนช่วงอายุ ของตัวเองได้ ดูเหมือนจะค่อนไปทาง
20 -30 ปี เพราะเป็นคนหนุ่มสาวที่มุ่ง ศาสนา แต่เซนให้แนวคิดที่ปฏิบัติได้จริง
หาความหมายและไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ และยืดหยุ่น อย่างพุทธภาวะที่กล่าวไว้ด้าน
ตลอดเวลา และไลฟ์สไตล์มินิมอลนี้ มี บนนั้น เป็นสภาวะธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่ง
ส่วนหนึ่งที่มีการนำเอาปรัชญาเซนมา หลักการของเซนสามารถนำมาใช้ในชีวิต
ใช้อีกด้วย หรือปรับให้เข้ากับไลฟ์สไตล์อีกด้วย เมื่อ
เรากลับมาอยู่กับตนเอง ใคร่ครวญ จะนำ
ไลฟ์สไตล์มินิมอล (minimalist มาซึ่งคำตอบที่ตัวเองถาม
lifestyle) คือ วิถีการใช้ชีวิตที่เลือกที่จะ
โฟกัสเรื่อง “สิ่งของ” ให้น้อยลงเพื่อให้มี
เวลากับเป้าหมายในชีวิต (Life Purpose)
บางอย่างได้มากยิ่งขึ้น จริง ๆ มินิมอลลิ 4
สมีหลากหลายสไตล์มาก แต่สไตล์ที่หลาย
คนอาจจะคุ้น คือแนว Aesthetic
Minimalist ที่เน้นเรื่องการดีไซน์อะไรที่
เป็นรูปธรรม เช่น การแต่งห้องขาวๆโล่งๆ
เป็นต้น แต่เมื่อกล่าวถึงศาสนาเซนแล้ว
การแต่งห้องแบบเซนก็มีอยู่เช่นกัน เรียก
ว่า Zen Minimalism
อีกหนึ่งหลักการในศาสนาเซน อีกหนึ่งการปฏิบัติของเซน
อย่าง ‘วะบิ ซะบิ’ หมายถึง การค้นหา ที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจหลัก คือ
ความงามในความไม่สมบูรณ์ เช่นความ ‘การนั่งสมาธิ’ ในประเทศไทยเมื่อ
งามของถ้วยที่ร้าว หรือความสวยงามใน พูดถึงการนั่งสมาธิ จะนึกไปถึง
ความบกพร่อง แนวคิดที่ว่านี้ได้รับความ ศาสนาพุทธ หรือการปฏิบัติธรรม
นิยมในการทำงาน และการใช้ชีวิต ใน ซึ่งเป็นกระบวนการในศาสนาพุทธ
สังคมที่เร่งรีบการมองข้อผิดพลาดเป็น ที่ประเทศไทย แต่ในต่างประเทศ
ความงามชนิดหนึ่งจะช่วยให้คลาย การนั่งสมาธินั้นไม่ใช่พิธีทาง
ความเครียดได้บางส่วน ศาสนาเสียทีเดียว เป็นภาวะที่นำ
จิตกลับสู่กายเพื่อหาแก่นแท้ของ
การนำปรัชญาเซนมาใช้กับไลฟ์ ตนเอง การนั่งสมาธิจึงเป็นอีก
สไตล์ทำให้เกิดความซาบซึ้งในสิ่งที่มี การ หนึ่งวิธีที่นำพาจิตที่วุ่นวายจาก
ที่พยายามพากเพียรทำงานหรือสิ่งใด สังคมเข้ามาสู่ภาวะนิ่งสงบ
ก็ตาม อาจยิ่งทำให้เราห่างไกลจากสิ่งนั้น
เช่นกัน เซนเชื่อว่าการมองหาหรือมุ่งมั่น
นำตนไปสู่นิพพาน จะยิ่งทำให้ตนห่างจาก
นิพพานมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่ได้ต่างจากไลฟ์
สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่มีความกดดันและ
เคร่งเครียด เหมือนการมุ่งมั่นไปสู่
นิพพานนั่นเอง
ไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น ไลฟ์สไตล์มินิมอล หรือไลฟ์สไตล์แบบ
สโลว์ไลฟ์ (slow-life) นั้น ถ้าวิเคราะห์จะทราบได้ว่ามีอิทธิพลจากเซน และ
การนำเอาปรัชญาเซนมาใช้ในการดำเนอนชีวิตจะลดความเครียดและความ
รู้สึกกดดันจากตนเองและสังคม เพราะเซนให้มองที่ตนเองและรักในความ
บกพร่องของตนเอง ซึ่งเป็นความงามในรูปแบบหนึ่ง
ที่มา
PUEANRY. (2563). จริง ๆ แล้วมินิมอลคืออะไร. สืบค้นเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2564
จาก,https://pueanry.co/มินิมอล-youtuber/
5
จั น ท ร์ ห อ ม พ จ สุ ว ร ร ณ์ 0 5 6 1 0 6 7 6
สตี ฟ จอบส์ เรียนเซน
The Zen of steve Jobs
ที่มาของความ สตีฟ จอบส์ (Steven Paul Jobs) เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน ซีอีโอใหญ่
เรียบง่าย แห่งค่าย Apple Inc. ยักษ์ใหญ่ในวงการคอมพิวเตอร์ ผู้ผลิตเครื่อง
ในการออกแบบ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกของโลก รวมทั้งเป็น ผู้บริหารระดับสูง
ผลัตภัณฑ์ต่างๆ ของค่ายพิกซาร์ แอนิเมชัน สตูดิโอ (Pixar Animation Studios) ด้วย
ของแอปเปิ้ ล
กว่าจะถึงวันนี้ ชีวิตของซีอีโอใหญ่ได้เผชิญปัญหามานับครั้งไม่ถ้วน แต่
เรื่องราวความสัมพันธ์ ด้วยหลักธรรมคำสอนในพุ ทธศาสนานิกายเซน ที่เขาได้ศึกษาเรียนรู้ ช่วย
ระหว่าง สตีฟ จอบส์ และ ใ ห้เ ข า ก้ า ว ผ่ า น อุ ป ส ร ร ค ทั้ง ป ว ง ม า ไ ด้
โคขุน จิโนะ โอโตกาวา
(พระในพุ ทธศาสนานิกายเซน) สตีฟ จอบส์ เริ่มศึกษาพุ ทธศาสนานิกาย เซน ในช่วงมหาลัย เขาสนใจอ่าน
วรรณกรรมทางพุ ทธศาสนาหลายเล่ม และหนังสือที่มีอิทธิพลต่อเชา
สูงสุด คือ Zen Mind, Beginner’s Mind ซึ่งเขียนโดย ชุนริว ซูซุกิ
หลังการศึกษาหลักธรรมของเซน จอบส์เริ่มมีความเชื่อว่า การหยั่งรู้โดย
สัญชาตญาณนั้น ก่อให้เกิดปัญญา เขาจึงเริ่มฝึกสมาธิในห้องนอนแคบๆ
ที่แชร์ร่วมกับ “แดเนียล คอตคี” เพื่ อนสนิท ท่ามกลางกลิ่นธูป
6
เริ่มก่อตั้งบริษัทแอปเปิลดีไซน์ เหตุการณ์ใน1986 ที่แคลิฟอร์เนีย
สินค้าด้วยแนวคิดเซน
ในขณะที่ท่านโคขุนกำลังเตรียมตัว
Apple Computer เขียนตัวอักษรลงบนกระดาษ
โคขุนบอกกับสตีฟ จอบส์ ว่า
ในปี 1976 สตีฟ จอบส์และเพื่ อนสมัยเรียนได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัท
Apple Computer ขึ้นที่โรงรถในบ้านของจอบส์ เครื่อง “การคัดลายมือบอกอะไรหลายๆอย่าง
คอมพิวเตอร์เครื่องแรกที่จอบส์กับวอซเนียกได้นำเสนอออกสู่ เกี่ยวกับคนคนนั้นเพราะมันไม่เหมือน
สายตาได้แก่เครื่อง Apple I ศิลปะแขนงอื่ น ถ้าคุณลังเลมันจะ
แสดงออกมาบนกระดาษ คุณไม่มี
สตีฟ จอบส์เคยกล่าวในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Wired ของ โอกาสครั้งที่สองมันเหมือนกับตรา
อเมริกาว่า “มีคำคำหนึ่งในศาสนาพุ ทธ คือ จิตของผู้เริ่มต้น มันเป็น ประทับที่คุณฝากไว้ชั่วขณะ
สิ่งมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่ทุกคนควรจะมีจิตของผู้เริ่มต้น” หวังว่าจะเป็นสิ่งที่คุณอยากฝากไว้
เพราะสุดท้ายนั่นคือสิ่งที่คุณจะต้อง
ด้วยความเชื่อดังกล่าว สตีฟ จอบส์ จึงนำแนวคิดแบบเซนมาใช้กับ อยู่กับมัน”
บริษัท Apple Inc ของเขา ในการออกแบบรูปลักษณ์และการใช้งาน ท่านขุนได้เขียนคำว่า ความผิดพลาด
ของสินค้าให้มีแนวทางบริสุทธิ์ ครบถ้วนสมบูรณ์ และง่ายต่อการใช้ แล้วก็ยื่ น พู่กัน ให้สตีฟจ๊อบลองเขียน
งาน บ้าง แน่นอนว่าครั้งแรกที่ สตีฟ จ็อบ
ส์ เขียนเป็นตัวหนังสือที่ไม่ค่อยสวย
หนังสือ สตีฟ จ็อบส์เรียนเซน ส่วนตัวข้าพเจ้าได้เคยอ่านหนังสือเล่ม เท่าไหร่
นี้ 2 ครั้ง ครั้งแรกได้อ่านก่อนที่จะเรียนวิชาพุ ทธนิกายเซนและครั้งที่ ท่านขุนก็ได้ถามว่าคุณเห็นอะไรบน
2 คือหลังเรียนศาสนาพุ ทธนิกายเซน หลังจากที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ กระดาษกันบ้าง แต่คำตอบของสตีฟ
อีกครั้งก็มีความรู้สึกส่วนตัวว่าเข้าใจความคิดของเซนมากขึ้น และมี ก็คือ เส้น ท่านโคขุนแนะนำให้กลับไป
เหตุการณ์ที่ประทับใจหลายอย่างในหนังสือเล่มนี้ นั่งสมาธิมาอีกครั้ง
และท่านขุนก็ได้มาอธิบายเรื่องความ
ผิดพลาดที่เกิดจากเส้น นั่นก็คือที่ว่าง
หรือช่องไฟรอบๆ หรือที่ว่างภายใน ได้
อย่างอธิบายเพิ่มเติมอีกว่า ทั้งรูปร่าง
ที่อยู่รอบๆเราและความว่างเปล่าที่ไร้
รูปทรงรวมทั้งการที่ทั้งสองสิ่งมี
ปฏิสัมพันธ์กันมันคือสิ่งที่อยู่และไม่อยู่
ในความว่างเปล่ามันคือประสบการณ์
ของเราที่มีต่อความสัมพันธ์ของเรา
นั่นเอง
วิธีเดียวที่จะทำงานให้ได้ผลดี
เยี่ยม คือ คุณต้องรักในสิ่งที่
ทำ ถ้าคุณยังไม่เจอสิ่งที่รัก
ในตอนนี้ จงมองหาไป
เรื่อยๆ อย่าด่วนสรุป เพราะ
มันเป็นเรื่องของหัวใจ คุณ
จะรู้ได้เอง เมื่อเจอสิ่งที่รัก
7
ที่มา : (จากหนังสือธรรมลีลา ฉบับที่ 118 กันยายน 2553 โดย บุญสิตา) และหนังสือThe Zen of steve Jobs by A Forbes and jesse Production
นางสาวเจนจิรา ศรีพงศ์ 05610681
“หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์”
อาจารย์เซนแห่งหมู่บ้านพลัม
หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์
(Thich Nhat Hanh)
เป็นพระภิกษุชาวเวียดนาม ผู้นำเสนอ
ความคิด พุทธศาสนาต้องเป็นส่วน
ท่านเป็นที่รู้จักในฐานะ หนึ่งของชีวิตประจำวัน และพุทธธรรม
พระเถระชั้นผู้ใหญ่ พระอาจารย์เซน เป็นสิ่งที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เข้ากับ
พระมหาเถระในพุทธศาสนามหายานผู้ วิธีชีวิตยุคปัจจุบันได้ (Engage
สอนการฝึกสมาธิภาวนา เป็นกวี Buddhism)
นักเขียน นักต่อสู้เพื่อสันติภาพ
หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ กำเนิดเมื่อปี
พ.ศ.2469 (ค.ศ.1926)
ในจังหวัดกวางสี ภาคกลางของเวียดนาม
มีนามเดิมว่า เหงวียน ซวน เป๋า
(Nguyễn Xuân Bảo)
ส่วน “ ติช นัท ฮันห์ ” ที่ถูกต้องออกเสียง
ว่า ทิจ ญัด หัญ
8
นางสาวเจนจิรา ศรีพงศ์ 05610681
•ประวัติหลวงปู่•
ปี พ.ศ.2492 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่ออายุ 23 ปี เดินทางไป
ไซ่ง่อนเพื่อฟื้นฟูพุทธศาสนาและเขียนบทความ ทำให้ถูกต่อต้าน
จากผู้นำองค์กรชาวพุทธและรัฐบาลในระยะนั้น
ปี พ.ศ. 2505 ได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตันเพื่อศึกษา
ศาสนาเปรียบเทียบ จึงเดินทางไปศึกษายังประเทศ
สหรัฐอเมริกา หลังจากนั้น 1 ปี ก็ได้รับทุนอีกจากมหาวิทยาลัย
โคลัมเบีย แต่ท่านตัดสินใจกลับเวียดนาม เพื่อสานต่อแนวคิด
พุทธศาสนาที่รับใช้สังคม โดยก่อตั้งโรงเรียนยุวชนรับใช้สังคม
เยียวยาความเสียหายจากสงคราม และพัฒนาวงการสงฆ์ด้วยการ
สอน และนำเสนอข้อเขียนต่อสถาบันพุทธศาสนาชั้นสูงด้วยคติ
ว่า การกระทำและปัญญา ต้องไปด้วยกัน (Tiep Hien) หรือ
คณะดั่งกันและกัน (The Order of Interbeing) โดยปฏิบัติ
ตามสิกขาบท 14 ประการ ซึ่งเลือกเฟ้นมาจากแก่นคำสอนใน
พระพุทธศาสนา
•รณรงค์เพื่อ
สันติภาพ•
ในช่วงนั้นเป็นช่วงที่คุกรุ่นด้วยไฟสงคราม และท่านตระหนักถึงการต่อสู้เพื่อสันติภาพโดยรณรงค์
ให้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือ รณรงค์ให้หยุดการสนับสนุนสงความโดยเฉพาะการแทรกแซงของ
สหรัฐฯ มุ่งเน้นสันติภาพ โดยปลูกจิตสำนึกผู้คนทั่วโลก จนมาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ (Martin
Luther King , Jr) เสนอชื่อ ติช นัท ฮันห์ เข้ารับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ด้วยเหตุนี้รัฐบาล
เวียดนามจึงปฏิเสธการกลับประเทศของท่าน แม้ว่าภายหลังจะมีการรวมประเทศก็ตาม
เมื่อเวียดนามปฏิเสธการกลับเข้าประเทศ ท่านจึงต้องลี้ภัยอย่างเป็นทางการไปพำนักที่ประเทศ
ฝรั่งเศส โดยเป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ในมหาวิทยาลัย และสร้างอาศรมนอกเมืองปารีสเพื่อ
เขียนหนังสือและปลูกพืชสมุนไพร ระหว่างนั้นท่านยังคงทำงานเพื่อสันติภาพ และเพื่อผู้ลี้ภัยอย่าง
สม่ำเสมอ การได้ร่วมทุกข์กับเพื่อนผู้ลี้ภัย ทำให้ท่านพบเห็นชะตากรรมของผู้ตกทุกข์ได้ยาก
มากมาย และมีวิธีการช่วยเหลือได้หลายช่องทาง หลายวิธีการ 9
นางสาวเจนจิรา ศรีพงศ์ 05610681
•กำเนิดหมู่
บ้านพลัม•
หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ได้สร้าง "สังฆะ" ชุมชนแห่งการฝึกปฏิบัติเพื่อดำเนินชีวิตอย่างมีสติของ
พุทธบริษัท 4 ด้วยความตั้งใจที่จะแลกเปลี่ยนพระพุทธศาสนาในดินแดนตะวันตก สังฆะแห่ง
แรกตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2518 ชื่อว่า อาศรมมันเทศ (Sweet Potato Hermitage) ตั้งอยู่ทาง
ตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส จากนั้นได้ย้ายลงไปทางตอนใต้และตั้งชื่อสังฆะแห่งใหม่นี้ว่า
หมู่บ้านพลัม (Plum Village) ตามชื่อต้นพลัมที่ปลูกอยู่ทั่วผืนดินแห่งนี้
ปัจจุบัน มีชุมชนการปฏิบัติธรรมแห่งหมู่บ้านพลัมกระจายอยู่ในหลายประเทศ อาทิประเทศ
ฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมัน ฮ่องกง และล่าสุดที่ประเทศไทยโดยมีนักบวชกว่า 500 รูป จาก 20
ประเทศทั่วโลก และมีกลุ่มปฏิบัติธรรมตามแนวทางหมู่บ้านพลัม หรือ “สังฆะ” เกือบหนึ่งพัน
กลุ่ม กระจายอยู่ใน 31 ประเทศทั่วโลก
•วิถีการปฏิบัติที่ไม่แ
ยกขาดจากสังคม•
ชุมชนการปฏิบัติธรรมแต่ละแห่ง มีวิถีการฝึกปฏิบัติเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม และดำเนินชีวิต
ในวิถีที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยเลือกรับประทานอาหารมังสวิรัติ งดนมและผลิตภัณฑ์
จากนม งดบริโภคไข่ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรและลดมลภาวะต่างๆ ที่เกิดจากการเลี้ยง
ปศุสัตว์ ทั้งยังมีการฝึกปฏิบัติ ‘วันงดใช้รถ’ หรือ Car Free Day เพื่อลดการใช้พลังงาน ลด
ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่ปล่อยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ
การฝึกปฏิบัติเช่นนี้เป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วไป เพื่อช่วยกันเยียวยาโลกที่กำลังอยู่
ในภาวะวิกฤติทั้งสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติและความรุนแรงในสังคม โดยเริ่มจากการฝึกสติ
ตระหนักรู้ มีสันติในตนเอง ผ่านการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต ผ่านการกระทำในชีวิตประจำวัน
ปัจจุบัน หลวงปู่ ติช นัท ฮันห์ ยังคงพำนักอยู่ที่หมู่บ้านพลัมประเทศฝรั่งเศส และเดินทางไป
นำการภาวนาในประเทศต่างๆ ทั้งในเอเชีย ยุโรป และอเมริกา เพื่อสร้างสรรค์ความรัก
ความเข้าใจ และศานติสุขให้กับผู้คนทั่วโลก
ขอบคุณแหล่งที่มา : http://www.thaiplumvillage.org/1in0dex
Zen and environmental must overcome this fact and reach Nirvana. But unlike
ethics issue them, Zen derived the objective from Mahayana
Buddhism that humans were capable of being
Chanon Wuttibenjapolchai 0683 Bodhisattva, whose vows not to enter Nirvana until the
last blade of grass is enlightened.3Whether we ought to
In scientific point of view indicated the whole do or something is to be based on the dichotomy
circulation of the Earth depends on various species that values, while Zen intended to annihilate those transient
biologically maintained the whole ecosystems, value in order to achieve the ultimate goal, which was
whereas the ethically view specified the moral act only Satori (悟り).
on the human action. “What we ought to do depends
on what is. The is of nature differs significantly from Satori4 was an enlightened state that individual
the is of culture, even when similar suffering is present experienced by own self; using the method of thinking
in both.”1 implies the distinguish between nature of toward not thinking, so that would eliminated the self-
human, which can be indicated through its action and ego and finally experienced and saw the universe as a
culture, and animal that ethicst insisted to left the whole and suchness of things. During this
pinkeye Bighorn sheep alone, since they never want to understanding of the world, the enlightener perceived
interfere with natural selection. things as the why they are and putted no judgement
toward anything, for example, a man are rushing
If we took a deeper look inside the genetics, home, and then rain started to fall, so his mind started
the physical state that the organism seeks, idealized in to judge the falling rain. While another man sitting
its programmatic form of genetic set of DNA, is a drowsy in his cozy bed, and then rain started to drop,
valued state. Value is present in this achievement. his mind perceived it as a present from the heaven,
Vital seems a better word for it than biological.2 That
is to resist death are warranted on the Earth in the same 3 Ibid. 15
value as human. Or to put it as a meaningful way of 4 Satori different from Moksha or Nirvana; while
maintaining an ecosystem, which was the bigger
society. seeing the world as illusion and suffering, nonetheless
Satori did not distance themselves and achieve an
Still, there was a problem whether we Moksha or Nirvana individually, instead, like its
supposed to protect the Earth than human itself, if we Motto for zazen; goof for nothing, Satori is about
were currently the main cancer right now? (let renunciation, then return to inner most part of human
supposed that we are the problem of emergency soul, which is known as a condition that
greenhouse emission and the cause of melting north decentralizing humancentrical idea and perceive
pole.) then, should we considered the mass suicide, if things as a whole.
we put all the value onto the bigger picture?
Zen had a relative ultimate goal with other
Buddhism that the world was mere illusion, so one
1 Respect for Life: Can Zen Buddhism Help in
Forming an Environmental Ethic? . 14
2 Ibid. 17
11
then slept. In contradictory from this two example, Zen than that, they ,also, aesthetically viewed this world
implied that it happened because we mixed our mind and intended to lead this world to Satori, then
in everything, thus we perceived it false from its true everything lied no value other than compassion to save
nature. other, which also means environmental world.
Zen’s participant are required to practice in Index
order to perceive things as the way things are. That
was a reason zen is called practical Buddhism, one Holmes ROLSTON, III. “Respect for Life:
must learn to clear their mind by taking Zazen or zen Can Zen Buddhism Help in
meditation. But, how zen will actually help us in this Forming an Environmental
urgent need of critical crisis of environment? Does the Ethic?”. Zen Buddhism Today,
method of Zen abandoned the world in order to reach No. 7, September 1989,
his goal? If that so, what are a connected pass that zen pp, 11-30. ISSN 0912-8298.
were to solve this moral crisis, whether we should
suicide ourselves or not to maintain the Earth. Perhaps,
to answer this complex question need just simple
answer; it is a state of mind.
Zen taught us to decentralize humanist,
instead of managing outer world it suggested to return
within ourselves. Then, we will have reconciled again
with outer world, after perceiving things as such,
rebuked the willing to control space and sky and
adjusted everything into right manner, which it was not
human business at all. Zen temple were nourish with
simple agriculture, as well as, culture, we could took it
as an example of habitat that human rather not
disconnected with a whole nature, nor abandoned his
being a human. It reconciled it all as emptiness. Zen
did not turn his head away from pinkeye bighorns or
drowning bison, it bursted out with intense emotion for
other, especially when nothing lied value. Vital played
an important role in a journey in cycle of life, like
when master Dogen bursted out his mourn for a gone
baby in a movie Zen, the transient of life grew so
much love during everyday toward death. Empathy
playing important role in Zen as well.
Zen connected inseparable with the world,
Zen’s monk took his zazen meditation seriously, other
12
อคิ ไิ ก คอื ปรชั ญาเซนที่ตอ้ งการใหม้ นษุ ยช์ นื่ ชมความงามของส่ิงรอบตวั ดว้ ยการการสรา้ ง
ความสขุ และสขุ ภาพท่ดี ขี องรา่ งกาย จติ ใจ และจิตวญิ ญาณ ผา่ นการรสู้ ึกตวั และการคน้ พบ
ตวั ตน ประกอบขน้ึ ดว้ ยคา 2 คาคือ อิคิ (iki) ท่ีแปลวา่ “ชวี ติ ” และ ไก (gai) ที่แปลวา่ “คณุ ค่า
ทางจิตใจ” ซึ่ง อิคไิ ก หมายถึง จดุ มงุ่ หมาย หรือ เหตผุ ลของการมชี วี ติ อยู่
อิคไิ ก ไมใ่ ชส่ ่ิงพิเศษทจี่ ะตอ้ งคน้ หา เพราะเป็ นแนวคิดทฝ่ี ังลกึ ในวฒั นธรรม ประเพณี และวถิ ี
ชวี ิต จดุ มงุ่ หมายของปรชั ญานคี้ ือการสรา้ งวงกลมที่สมดลุ ของตวั เราเองขนึ้ มา ซึ่งหากเรา
สามารถคน้ หาตวั เองจนพบ ว่าตวั เราชอบอะไร และ ทาอะไรไดด้ ี ก็สามารถวางเป้ าหมายชวี ติ
ของเราเองไดอ้ ยา่ งชดั เจน และสามารถทาการฝึ กฝน ลงมอื ทาจนสาเร็จ พรอ้ มตอบแทนคนื สู่
สงั คมได้ ส่งิ เหลา่ นจี้ ะทาใหเ้ ราตระหนกั และเห็นคณุ คา่ ของการใชช้ วี ติ อยา่ งมคี วามสขุ ได้
อคิ ิไกกลา่ วถึงวธิ ีการจดั สมดลุ ยภ์ ายในชวี ิตประจาวนั เพือ่ ใหเ้ ราอยากตน่ื ขนึ้ มาในตอนเชา้
ออกมาทาในสิ่งทร่ี กั
นอกจากน้ี แมว้ ่าอิคไิ ก จะเป็ นปรชั ญาเพือ่ ใหเ้ ราคน้ หาเป้ าหมายในการดาเนนิ ชวี ติ ไดส้ าเร็จ แต่
มนั ก็ไมใ่ ชเ่ ป้ าหมายของชวี ติ แตอ่ ยา่ งใด เพราะเมอ่ื เราทาตามท่วี างแผนเอาไว้ อิคิไกของเราก็
จะจบลงทนั ที หลงั จากนนั้ เราก็ตอ้ งสรา้ งอิคไิ กวงใหมข่ องเราขน้ึ มา เพือ่ ใหช้ วี ติ พบกบั ความ
ทา้ ทาย และทาใหช้ วี ิตยนื ยาว เพราะเรามเี ป้ าหมายทีม่ ากพอที่จะทาใหเ้ ราอยากมชี วี ติ อยตู่ อ่ ไป
เร่ือยๆ
เป็ นแนวคิดท่ีเชอ่ื ว่า เราทกุ คนลว้ นมอี ิคิไกเป็ นของตวั เอง มคี วามพิเศษที่ไมเ่ หมอื นใคร มี
เหตผุ ลในการเกดิ มา และเราจะหามนั เจอจากการไดท้ บทวนตวั เองอย่างจริงจงั จะเห็นไดว้ ่า
การหาอิคิไกใหเ้ จอ ลว้ นตอ้ งคานงึ ถึงตวั ของเราเองทง้ั สน้ิ อิคิไกสามารถเกดิ ขนึ้ ทีไ่ หนก็ได้
เมอื่ ไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ เพราะทกุ อยา่ งจะเร่ิมตน้ และจบท่ีตวั เรา
13
อคิ ิไก ความหมายของการมชี วี ิตอยู่ เป็ นหนงั สอื
ของสานกั พิมพ์ Move Publishing
เขยี นโดย Ken Mogi แปลโดย วฒุ ิชยั กฤษณะประ
กรกจิ
อิคิไกนนั้ เป็ นไดท้ ง้ั ปลายทางและกระบวนการในตวั
มนั เอง ไมจ่ าเป็ นทจี่ ะตอ้ งประสบความสาเร็จเพ่ือทจี่ ะ
มอี ิคิไก หนงั สอื เล่มนไ้ี ดบ้ อกเลา่ วถิ ีชวี ิตผา่ น
วฒั นธรรม ศิลปะ กรอบความคดิ ที่ละเอียดออ่ น
ขอขอบคณุ ขอ้ มลู จาก
Ken mogi, อิคิไก ความหมายของการมีชีวิตอย,ู่
แปลโดย วฒุ ิชยั กฤษณะประกรกจิ , พมิ พค์ รง้ั ที่7 (นนทบรุ ี: Move Publishing, 2562)
และ https://mover.in.th/m-
article/ikigai/?fbclid=IwAR2OKx0k4bGPW8F3Wc40XmE_lPluaeyENaQnOmrr-
MVMvZKuhhyUqC-yhyw
โดย ฐติ ญิ าณ สมนั ตรฐั 05610686
14
นางสาวณิชาศักดิ์ถาวรเลิศ 05610691
ZEN
AND
MUSIC
15
ดนตรีกับศาสนา
หากพูดถึงความเกี่ยวข้องของศาสนากับดนตรีแล้ว ดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไรที่
เกี่ยวข้องกันเลย ในนัยยะของศาสนาดูเหมือนเป็นเครื่องมือที่มุ่งให้เราพบกับความ
เงียบสงบภายในจิตใจ แต่ดนตรีนั้นกลับดูให้ความสนุกสนาน และเป็นเครื่องมือที่
สร้างความรื่นเริงทางทางจิตใจ แต่พุทธศาสนานิกายเซนนั้น ดนตรีได้กลับกลาย
เป็นเครื่องมือในการปฎิบัติธรรม และดนตรีก็เป็นอีกเครื่องมือที่สามารถทำให้เรา
บรรลุธรรมได้เช่นกัน
Suiz
en
ซุยเซน คือการนำดนตรีมาใช้ในการปฎิบัติธรรมเป็นการฝึกแบบเซนที่ใช้การเล่น
ขลุ่ยไม้ไผ่ แบบญี่ปุ่นดั้งเดิม โดยขลุ่ยชนิดนี้ชื่อว่า ขลุ่ยชาคุฮาชิ เพื่อบรรลุการ
ตระหนักรู้ของตนเอง โดยการเล่นขลุ่ยนี้เป็นการฝึกจิตให้นิ่งสงบ หากจิตใจไม่นิ่ง
สงบก็จะไม่สามารถเป่าขลุ่ยนี้ออกมามีเสียงได้ เนื่องจากขลุ่ยชนิดนี้ต้องใช้สมาธิ
และสติอย่างมาก และการภาวนาด้วยขลุ่ยชาคุฮาชิกับการนั่งสมาธินั้น มีหลักการ
คล้ายกัน แต่สิ่งที่เพิ่มมาคือการได้ยินเสียงขลุ่ย เสียงลมหายใจและความรู้สึกที่นิ้ว
มือ คล้ายกับเป็นการกำหนดรู้ว่าเรากำลังทำอะไรผ่านการเป่าขลุ่ย
ขลุ่ยชา
คุฮาชิ
เป็นขลุ่ยที่ทำจากไม้ไผ่ เนื่องจากความยาวของขลุ่ย ทำให้ผู้ที่หัดเล่นนั้นต้องใช้
สมาธิในการบังคับนิ้วมือสูง อีกทั้งความยากในการเป่า จึงทำให้ผู้ที่สามารถเล่น
ขลุ่ยชนิดนี้ได้ ต้องมีความสามารถในการควบคุมลมหายใจ และร่างกายไป
พร้อมๆกัน เช่นเดียวกับหลักการปฎิบัติซาเซน ขลุ่ยชนิดนี้มีความพิเศษคือถ้าผู้เล่น
สมาธิไม่นิ่งเสียงก็จะไม่ดัง การเล่นขลุ่ยนั้นจะต้องให้จิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจ
เข้า-ออก เกิดความสงบอยู่ภายใน โดยเซนเลือกใช้เสียงของขลุ่ยชนิดนี้เป็น
เสมือนบันไดพาผู้ฟังไปสู่การภาวนา เซนมองว่าสุนทรียะเป็นหัวใจที่นำพาไปสู่การ
เข้าถึง ความจริงความดีและความงาม
เครื่องดนตรีอื่น ก็สามารถนำมาใช้ในการภาวนาได้ แม้แต่เสียงตวาดยังทำให้พระ
เซนบางรูปเข้าถึงซาโตริได้ หรืออย่างท่านอิคคิวซังยังบรรลุธรรมจากการได้ยิน
เสียงนกการ้อง เสียงจึงเป็นเพียงผัสสะหนึ่งที่เข้ามากระทบ แต่อยู่ที่ว่าเราจะมอง
เห็นมันในแง่มุมไหน
16
ความนุ่มนวลของดนตรีเซน 17
โทนเสียงที่มีอยู่ในเพลงเซนนั้น เป็นโทนเสียงธรรมชาติ นุ่มนวล ไม่สร้างความ
รำคาญและท่วงทำนองของดนตรีเซนนั้นทำให้ไม่เกิดความเครียด ด้วยความหลาก
หลายของเสียง ช่วยทำให้ผู้ฟังผ่อนคลายและโทนเสียงเซนก็ช่วยเสริมสมาธิให้กับผู้
ที่ได้รับฟังอีกด้วย
เกิดอะไรขึ้นในสมองของเราเมื่อฟังดนตรีเซน
สมองซีกซ้าย และซีกขวามีหน้าที่แตกต่างกันออกไป สมองซีกซ้ายทำหน้าที่ในการ
คิดวิเคราะห์ ด้านตรรกะ การจัดเรียงลำดับ การใช้ภาษาพูด รวมถึงในด้าน
คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ส่วนสมองซีกขวานั้น ทำหน้าที่ในการคิดสร้างสรรค์
ดนตรีเซนนั้นสามารถหลอมรวมล การรวมตัวของซีกสมองทั้งสอง, เสริมด้วย
ท่าทางร่างกายและการหายใจที่เหมาะสม การทำสมาธิและดนตรีเซนจะช่วยในการบู
รณาการทำงานของสมองทั้งสองด้านนี้
ประโยชน์ของดนตรีเซน
ลดอาการปวดเนื่องจากดนตรีเซนนั้นสามารถทำให้ผู้ฟังหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน
ออกมา ทำให้สารที่หลั่งออกมาเหล่านี้มีหน้าที่ช่วยเป็นยาแก้ปวดให้กับผู้
ฟังได้
ลดความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจ
ดนตรีเซน ช่วยให้ผู้ฟังมีสมาธิ โดยจะเริ่มจากภาวะสงบของร่างกายและ
จิตใจ ต่อมาก็เริ่มกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์เ
การเพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับ เนื่องจากดนตรีเซนนั้นช่วยให้ผ่อนคลาย
ทำให้การนอนหลับนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขอบคุณที่มา : https://goodlifeupdate.com/healthy-mind/176671.html
https://www.dameocio.com/th/escuchado-musica-zen-la-busqueda-la-
meditacion-interior/#Los_beneficios_de_la_musica_zen
https://sites.google.com/view/worchens-flutes/other-flutes/shakuhachi-flute
https://sawadee.wiki/wiki/Suizen
https://hmong.in.th/wiki/Shakuhachi
พรพนา เสือรัก 05610698
เซนกับอิทธิพลด้านงาน
ออกแบบ
เซน (ZEN) เปนนิกายหนึงในพุทธศาสนา และเปนหลักความเชือทีแพร่หลาย
| ในญีปุน จีน และเกาหลี แพร่กระจายไปทัวโลก ในปจจุบันถูกนาํ มาใช้กับงานศิลปะ
งานออกแบบ การใช้ชีวิตประจาํ วัน และการทาํ สมาธิ มีอิทธิพลอย่างมากและมีความ
เกียวข้องกับวิถีชีวิต
เ
y เซน เริมมีอิทธิพลมากในช่วงยุคฮิปป เริมเข้ามาในอเมริกา ยุโรป และประเทศอืนๆ
ทัวโลก เนืองจากคนหนุ่มสาวต่างมีชีวิตทีเร่งรีบกับการทาํ งาน ไม่มีความสงบในจิตใจ จึง
ต้องหาสิงทีมาพึงพิงจิตใจให้มีความสงบ สุดท้ายแล้วเซนเข้ามามีบทบาทต่อการทาํ งาน ใน
วงการศิลปะและงานออกแบบ
18
งานตกแต่งภายใน
งานออกแบบทีมีหลักการคิดมาจากเซน มีความใกล้เคียงกับ
minimalist และความเปน simple ทีสําคัญยังมีอัตลักษณ์ที
แสดงออกมาชัดเจน มักใช้สีขาว เทา เบจ และวัสดุจากธรรมชาติ ไม่
cozy style เน้นให้มีรายละเอียดซับซ้อน แต่เน้นความชัดเจนแะตรงไปตรงมา
เฟอร์นิเจอร์
มักมีการคุมโทนสีให้เข้ากับพืนที หรือห้อง มักจะใช้สีและวัสดุทีไม่ minimal
ฉูดฉาด วัสดุจะเปนไม้ ไม้ไผ่ หิน และผ้า ทีสําคัญงานเฟอร์นิเจอร์ไม่
ว่าจะเปนโต๊ะ เก้าอี ตู้ กระถางต้นไม้ หรือกรอบรูป มีความเรียบง่าย
yประณีต และเปนระเบียบส่วนใหญ่เปนงานฝมือ จึงมีราคาสูง
งานสวน
simple ในงานออกแบบสวน สิงทีเห็นได้ชัดเจน คือ การใช้หิน กรวด พืชไม้พุ่ม
หรือเปนพืชคลุมดิน ไม่นิยมไม้ดอกไม้ประดับ นิยมพืชหรือไม้ยืนต้นทีมี
xสีเขียวล้วน ล้วน เช่น ไม้ไผ่ บอนไซ ต้นสน เฟร์น หรือมอส ฯลฯ
นอกจากนีการตกแต่งสวนยังมีการใช้ม้านังอยู่ในบริเวณสวน
ด้านแฟชัน
จะมีลักษณะทีเรียบง่าย ไม่ต้องการลวดลายและการตกแต่งใดๆ สีเสือผ้าที
ใช้มักจะเปนสีขาว สีดาํ สีเทา และสีนาø เงินเข้ม การตัดเย็บของเสือผ้ามัก
ออกแบบให้มีทรงหลวม แบบเรียบง่าย ไม่มีดีเทลหรือความสวยงามแบบผู้
หญิง เสือผ้าทีออกมามีความเปนกลางของเพศ
clean
เซน คือ นิกายหนึงของพุทธศาสนาในเอเชียตะวันออกทีมีการเติบโตและขยาย 19
แนวคิดกระจายไปทัวโลกได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความทีการสอนในแบบเซน เข้าถึงง่าย
เกียวข้องกับการดาํ เนินชีวิตของเราโดยตรง ทาํ ให้ในวงการออกแบบหลายๆแขนงได้นาํ
หลักการของเซนมาใช้ เพือเปนส่วนหนึงในการดาํ เนินชีวิตทีเร่งรีบ ให้มีความสงบ
ร่มเย็นมากขึน
ทีมา : https://wonderfularch.com
ฟูรกอน สลาม 05610704
ซะเร [ 茶礼^ ]
明菴栄西พระภิกษุนาม เอไซ ชาวญี่ปุ่น
( ค.ศ. 1141-1215)
ครั้งแรกได้ออกเดินทางไปศึกษาธรรมที่ประเทศ
จีน บริเวณภูเขาเทียนไถ มณฑล เจ้อเจียง ในครั้งนั้น
ท่านได้ศึกษานิกายเทียนไถ ซึ่งเป็นนิกายที่ดำรงอยู่
แล้วในญี่ปุ่นชื่อ นิกายเทนได เอไซกลับญี่ปุ่นภาย
หลังศึกษาได้ 6 เดือนเมื่อตอนอายุ 27 ปี จากนั้นก็
กลับมาศึกษาที่จีนอีกครั้งเมื่ออายุผ่านมาถึง 46 ปี
เพื่อศึกษาพุทธศาสนาอีกครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้สิ่งเอไซ
เรียนคือ ฌาน หรือ ฉาน ในภาษาจีนซึ่งกลายเป็นที่
เรียก เซ็น ในภาษาญี่ปุ่นภายหลัง เล่าเรียนผ่าน
สำนักที่หลินจี้ เป็นเวลา 4 ปี ก่อนนำมาตั้งสำนัก
สาขาที่เรียกว่า รินไซ ขึ้นที่ญี่ปุ่นภายหลังซึ่งนับว่า
เป็นสำนักหลักในสามสำนักนิกายเซ็นหลักในญี่ปุ่น
โดยอีกสองสำนักคือสำนักโซโต และสำนักโอบะขุ
เอไซ มิได้พาคำสอนของนิกายเซ็นกลับมาเผยแพร่ด้วยเท่านั้น
หากแต่ยังนำเมล็ดชา และวิถีการดื่มชากลับมาด้วยเช่นเดียวกัน
การดื่มชานับเป็นเป็นส่วนหนึ่งของการของการเผยแพร่
พุทธศาสนานิกายเซ็นทั้งในฐานะเครื่องมือปฏิบัติธรรมและ
เครื่องมือทางวัฒนธรรม
20
การนั่งสมาธิหรือเข้าฌาน ชามีสรรพคุณที่สอดคล้องเช่นนั้นเพราะ มัน
เป็นส่วนสำคัญของพุทธศาสนานิกายเซ็น ทำให้ตาสว่างไม่เพียงแค่นั้นยังเพิ่มสมาธิต่อ
ชาจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือชนิดหนึ่ง การนั่งสมาธิมากขึ้น
ที่สามารถช่วยให้การเข้าฌานหรือ
การทำสมาธิมีความนิ่ง สงบ ชาถูกนำมาเป็นพิธีปฏิบัติ พระเอไซได้นำชา
และเป็นหนึ่งเดียวกันในที่สุดได้ และเซ็นมาพร้อมกับหลักปฏิบัติ เป็นข้อ
กำหนดว่าชาสมควรกินเวลาหลังนั่งสมาธิ
หลังการฉันภัตตาหาร หลังเสร็จสิ้นวัตร
ดับนิวรณ์อันเป็นสิ่งปิดกั้นทางแห่ง ปฏิบัติต่าง ๆ ก่อนจำวัด
กุศลจิตของการฝึกสมาธิของพระภิกษุ
นิกายเซ็น
茶礼ซะเร [ ] รากฐากของพิธีชงชาในญี่ปุ่นซึ่งมาจากการนำชามาใช้ในการ
茶 礼ปฏิบัติของพระนิกายเซ็นเป็นการรวมกันของคำว่า ชา [ ] และคำว่า [ ] มารยาท
ทางพิธีกรรม ซึ่งมันเป็นการรวมกันของการนำการคิดและหลักการของปรัชญา
นิกายเซ็นมาผนวกรวมกันเป็นรูปแบบการดื่มชารูปแบบหนึ่งซึ่งต่อมาถูกจะพัฒนา
茶 道และเปลี่ยนแปลงเป็น ชะโด [
] ซึ่งเป็นพิธีกรรมการดื่มชาในฐานะของการ
ต้อนรับของชาวญี่ปุ่น
มองลงไปที่ถ้วยชาก็เปรียบเหมือนมองไปทั้งจักรวาล
โดยวิธีดื่มแบบซะเร ซึ่งจะถูกส่งทอดไปต่อมาในพิธีชงชาญี่ปุ่นหรือชะโด คือการ
ที่พระสงค์ทุกรูปจะต้องดื่มชาจากถ้วยเดียวกันเพื่อแสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียว
เพื่อเป็นการลดซึ่งอัตตาของตนเองให้สลายไปพร้อมกับถ้วยชาเช่นเดียวกัน
ซึ่งชะโดหรือพิธีชงชาญี่ปุ่นมองในเรื่องของความสามัคคีและการเป็นหนึ่งเดียวกัน
ระหว่างแขกและเจ้าบ้าน เฉกเช่นเดียวกัน
อ้างอิง
ภูพิงค์ มะโน. (2560). มากกว่าชา. กรุงเทพฯ: นามีบุ๊คส์. ค.ศ. 1141-1215) :
明菴栄西KYOBASHI. (22 ตุลาคม 2564). รู้เฟื่ องเรื่องชำ. เรียกใช้เมื่อ 1 พฤษจิกายน 2564 จาก เมียวอัน เอไซ (
https://www.facebook.com/kyobashi.tea/posts/2185386338267514
21
อิเคบานะ
จัดดอกไม้ญี่ปุ่นกับแนวคิดพุทธ-เซน ดอกไม้
ดอกเดียวแทนจักรวาลได้อย่างไร?
โดย เสาวลักษณ์ ฮุยสูงเนิน 05610712
วัฒนธรรมญี่ปุ่นแพร่กระจายและได้รับความ ความเป็นมาของ “อิเคบานะ”
นิยมไปทั่วโลก อาหาร สื่อบันเทิง วิถีชีวิต อิเคบานะ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบทางวัฒนธรรมซึ่ง
หรือแม้แต่แนวคิดหลายอย่างล้วนเป็นที่รู้จักใน สืบทอดกันมาตั้งแต่ยุคศตวรรษ วัฒนธรรมที่ยังคง
โลกตะวันตกมาจนถึงแถบภูมิภาคใกล้เคียง รักษาตัวตนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย
มานานหลายร้อยปีนั้น คงไม่ได้พึ่งพิงเพียงแค่ผู้คนที่
ไม่เพียงแค่วัฒนธรรมร่วมสมัยเท่านั้น สืบทอดต่อกันมา ส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่า กลุ่มคน
วัฒนธรรมเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่ยุค ที่ปรับและประยุกต์วัฒนธรรมเหล่านั้นก็มีส่วนสำคัญ
โบราณยังมีลมหายใจและอาจเรียกได้ว่า “ฟื้น ด้วย การจัดดอกไม้แบบอิเคบานะ จึงไม่ได้มีแค่
คืนชีพ” ขึ้นมาในโลกยุคโมเดิร์นด้วย ตัวอย่าง ลักษณะแบบดั้งเดิมเท่านั้น เมื่อเวลาผ่านไป มันถูก
ของวัฒนธรรมเก่าแก่ที่ว่าคือ การจัดดอกไม้ คนรุ่นใหม่ตีความและแตกแขนงออกไปเป็นลักษณะ
ต่างๆ แต่แน่นอนว่า การตีความนั้นก็ต้องอาศัย
แบบที่เรียกว่า “อิเคบานะ” (Ikebana) ความเข้าใจแก่นดั้งเดิมของมันด้วยเช่นกัน
เทพเจ้าคือทุกสิ่งที่อยู่ในธรรมชาติ และทุกสิ่ง หลังจากนั้นเป็นต้นมา การจัดดอกไม้จึงเริ่มแตก
ที่เป็นธรรมชาติก็คือเทพเจ้า การจัดดอกไม้จึง แขนงออกเป็นสำนักต่าง ๆ แต่ละสำนักมีผู้นำทาง
เป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อเรื่องการประสาน ความคิดผู้ถ่ายทอดวิชาของตัวเองให้ผู้ติดตามอิเค
บานะจึงเริ่มแปรรูปจากเชิงพิธีกรรมมาสู่กิจกรรมใน
สมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ขณะที่ วิถีชีวิตชนชั้นสูง อิเคบานะจึงค่อย ๆ มีพัฒนาการ
กิจกรรมนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อญี่ปุ่นรับอิทธิพลของ เรื่อยมาสะท้อนภาพผ่านการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุค
พุทธจากจีนเข้ามา โดยกิจกรรมต้นกำเนิดก็
เริ่มมาจากการจัดดอกไม้บูชาพุทธะ จากนั้นจึง สมัย และอิทธิพลทางความคิดจากบุคคลต่างๆ
เริ่มปรากฏการจำแนก “สำนัก” ของรูปแบบ
การจัดดอกไม้ในศตวรรษที่ 15 สำนักแรกและ รูปแบบการจัดดอกไม้ที่ปรากฏในช่วงแรกจะเรียกว่า
เป็นสำนักเก่าแก่ที่สุดคือ “อิเคโนโบะ” “ริกกะ” (Rikka) ปรากฎขึ้นในศตวรรษที่ 15 จัดใน
(Ikenobo) ในเกียวโต ซึ่งยังเปิดทำการ
แนวตั้ง ใช้การจัดดอกไม้สื่อสารจักรวาลวิทยาแบบ
จนถึงปัจจุบัน
พุทธ อธิบายองค์ประกอบการจัดดอกไม้ตามหลัก
บันทึก Sendensho ที่ประกอบด้วยสองส่วนคือ
Shin (กิ่งหลัก) และ Soe-mono (ส่วนประกอบ
หรือกิ่งรอง) ดอกไม้ไม่ได้มีความหมายในตัวมันเอง
แต่เป็นสัญลักษณ์บางอย่างในพุทธ เช่น กิ่งหลัก
แทนเขาพระสุเมรุ อธิบายหลักคิดแบบพุทธ ดังนั้น
ริกกะแบบดั้งเดิมจึงมีแนวทางชัดเจนมาก จัดกิ่ง
ต้องเป็นแนวไหน ทำมุมกี่องศา มีกิ่งประกอบ
อย่างไรบ้าง 22
ในยุคเดียวกันก็ปรากฏแนวคิดการจัดดอกไม้อีก เมื่อเวลาผ่านไป การจัดดอกไม้ก็ปรากฏอีกหนึ่ง
ชนิดคือ “นะเงะอิเระ” (Nageire) เป็นแนวคิดที่ รูปแบบที่เรียกว่า เซกะ (Seika) หรือ โซกะ
ตรงข้ามกับแนวคิดเดิม จะอยู่บนฐานของพุทธ
แบบเซน อธิบายว่า ดอกไม้หนึ่งดอกสามารถแทน (Shoka) เกิดในช่วงศตวรรษที่ 18 เรียกได้ว่า
จักรวาลได้ทั้งหมด ความหมายคือ เราสามารถ เป็นการผสมแนวคิดแบบริกกะ กับ นาเงะอิเระ
เข้าถึงความเป็นพุทธะในชั่วขณะหนึ่ง เหมือนกับ เข้าด้วยกัน มีทั้งรูปแบบทางการ และแบบที่เป็น
การเข้าใจธรรมชาติของดอกไม้หนึ่งดอก การจัด ธรรมชาติ โดยใช้การวางโครงสร้าง 3 กิ่งหลัก
ดอกไม้จะเน้นเรื่องรูปแบบตามธรรมชาติ เข้าใจ
ธรรมชาติดั้งเดิมของดอกไม้ เป็นเครื่องมืออันนำ ที่เรียกว่า ฟ้า ดิน และมนุษย์
ไปสู่การทำความเข้าใจธรรมชาติของตัวเราเอง
ภายหลังเมื่อญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลของวัฒนธรรม
ด้วย ตะวันตก ดอกไม้ก็มีหลากหลายขึ้น ประเภทของ
นอกจากนี้ ตำราอิเคบานะบางเล่มยังแยกการจัด แจกันก็มีมากขึ้น ก่อนหน้านี้แจกันที่ใช้จัดเป็น
แบบ “นาเงะอิเระ” กับอีกแบบคือ “ชาบานะ” แบบโถ และแจกันเครื่องจักรสาน เมื่อมี
(chabana) ซึ่งเป็นดอกไม้ในพิธีชงชา ถึงแม้ว่า วัฒนธรรมแบบใหม่เข้ามา จึงเริ่มมีแจกันแบบ
จะมีเทคนิคแบบเดียวกัน กล่าวกันว่า ต่างกันใน ถาดน้ำ มีรูปแบบการจัดแบบใหม่ที่เรียกว่า “โมริ
แง่ของแนวคิด กฎพื้นฐานของชาบานะคือ การ
จัดแบบธรรมชาติมากที่สุดไม่ใช้เทคนิคหรือตัว บานะ” (Moribana) แปลว่า “กองดอกไม้”
ช่วยใดในการจัดวางให้ดูเป็นธรรมชาติ เน้นการ โดยจัดดอกไม้ในแจกันปากกว้าง ทรงตื้น หรือ
ใช้ดอกไม้ในฤดูกาลนั้น และที่สำคัญคือการชื่นชม ถาดน้ำ ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดอิเคบา
ความงามของชีวิตชั่วขณะหนึ่งอย่างเต็มที่ เน้น
นะรูปแบบใหม่
การจัดดอกไม้หนึ่งดอกเพื่อจัดวางความงาม
ทั้งหมดของธรรมชาติ จะมีที่จัดวางโดยเฉพาะ ความคิดของฉันในตอนนั้น อาจจะมองแจกันอัน
พอจัดเสร็จจะนำมาวางในจุดนี้เพื่อให้คนที่เข้าห้อง นั้นว่า เท่านี้คือสวยแล้วเหรอ? มันน่าจะเพิ่ม
อะไรได้อีกไหมนะ? แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ในเมื่อ
ชาได้ชื่นชม
วิทยากรท่านนั้นบอกว่าดีแล้ว แต่พอได้มาเรียนรู้
โดยส่วนตัวแล้วตัวนักศึกษาเองเคยได้ลองจัด เรื่องราวเกี่ยวกับเซน ก็ทำให้ได้รู้ว่าที่แท้นี่ก็เป็น
ดอกไม้อิเคบานะอยู่ครั้งหนึ่งสมัยยังเป็นเด็ก
มัธยม ตอนนั้นเพื่อน ๆ ทุกกลุ่มต่างรุมเอา หนึ่งในหลักการที่ไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่
ดอกไม้ที่ตนเองเตรียมมาไปปักใส่แจกันอันสวย เป็นการชื่นชมไปกับความเป็นธรรมชาติ ความ
แต่เมื่อวิทยากรชาวญี่ปุ่นเห็นเช่นนั้น เขาก็เดินมา ว่างที่ขับให้ส่วนที่มีสีสันได้โดดเด่นขึ้น ยอมรับใน
แล้วนำดอกไม้ออกไปบางส่วน การกระทำนั้น ความไม่สมบูรณ์แบบ และเป็นผู้ชมที่ดีธรรมดา
ทำเอาผู้คนในหอประชุมทำสีหน้างงกันถ้วนหน้า โดยไม่ได้บงการธรรมชาติ ไม่มีการปรุงแต่งแต่
และแล้วเขาก็ได้เดินมาถึงโต๊ะของกลุ่มฉัน จาก อย่างใด หรือก็คือปล่อยมันไปเช่นนั้น ให้มันเป็น
นั้นเขาก็จัดมุมดอกไม้ภายในแจกันใหม่ โดยมีดอก ไปในแบบของมัน และหากเป็นไปได้ ฉันเองก็
ที่สูง ๆ ประมาณ 2-3 ดอก กับกิ่งไม้และดอก อยากจะลองกลับไปจัดดอกไม้แบบนั้นดูอีกสัก
ครั้ง โดยใช้มุมมองของเซนอย่างแท้จริง คงจะ
เตี้ย ๆ ตามพื้นอีกนิดหน่อย
เป็นเรื่องที่สนุกและน่าจดจำไม่น้อยในชีวิต
ขอบคุณที่มา: https://www.silpa-mag.com/culture/article_5502036
สโรชา เหลืองงาม 620510302
Japanese
gardens design
"สวนญี่ปุ่นที่ไม่ใช่แค่สวน
แต่คือสัจธรรมของชีวิต"
รูปแบบของสวนของ
ญี่ปุ่นได้มีการเปลี่ยนแปลง
ไปตามสภาพสังคม สภาพ
ภูมิประเทศ และอิทธิพลจาก
จีน ผนวกกับความเชื่อใน
เรื่องของจิตวิญญาณ
จากศาสนาชินโต ศาสนา
พุ ทธและลัทธิเซนที่เคารพใน
การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ
ก่อให้เกิดเป็นพื้นที่ของความมีสมาธิไม่เร่งรีบ การเรียนรู้และซ่อนปรัชญา
ทางศาสนาเอาไว้ที่ทำให้สวนญี่ปุ่นมีเอกลักษณ์และความลุ่มลึก เป็นพื้นที่ที่
เรียกได้ว่ามีครบในทุกหลักการของ “วาบิ ซาบิ” ของชาวญี่ปุ่นที่ว่าด้วย
เรื่องสรรพสิ่งนั้นไม่สมบูรณ์แบบ เป็นความงามที่ไม่ต้องการรูปแบบแห่ง
ความสมบูรณ์ เพราะทุกสิ่งสมบูรณ์ในความไม่สมบูรณ์ของตัวมันเองแล้ว
การจัดสวนของญี่ปุ่น เป็น
งานศิลปะที่ใช้สัญลักษณ์ต่างๆ
ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นส่วนสำคัญใน
การเป็นตัวแทนของการเลือกใช้
ก้อนหิน ต้นไม้ และ น้ำ จึงล้วน
แล้วแต่มีความหมายทั้งสิ้น 24
จุดเริ่มต้น... การสร้างสวนญี่ปุ่นจะใช้การ
เลือกวัสดุเป็นตัวแทนสิ่งที่อยู่ใน
สวนญี่ปุ่นนั้นได้รับอิทธิพลมา ธรรมชาติ อาทิเช่น ภูเขา น้ำตก แต่
จากสวนของจีน ที่แฝงตัวมา ด้วยการเป็นประเทศที่มีเนื้อที่จำกัด
พร้อมๆกับการเผยแพร่เข้ามาของ ทำให้ชาวญี่ปุ่นต้องสร้างสวนที่มี
ศาสนาพุ ทธ ซึ่งเป็นศาสนาพุ ทธ ขนาดย่อมลงมาในพื้นที่เล็กๆ ให้
ลัทธิแบบมหายาน เน้นแนวทาง สามารถมองได้จากหลากหลายทิศ
ทางการปฏิบัติ โดยให้ผู้ปฏิบัติ ทางรอบๆสวน หรือหากอยากจะชม
ธรรมปลีกตัวเข้าสู่ความเงียบใน สวนสวยจากภายในห้อง ก็จะมี
ธรรมชาติ และทำสมาธิเพื่อให้เกิด ระเบียงหรือชานที่เป็นตัวเชื่อม
ปัญญา การจัดสวนในญี่ปุ่นจึงมี ระหว่างพื้ นที่ภายในอาคารกับพื้ นที่
จุดเริ่มต้นจากในวัดเพื่ อสร้าง ภายนอก ใช้การเลื่อนฉากบานเลื่อน
สภาพแวดล้อมที่เงียบสงบนั้นขึ้น ออกได้เต็มความกว้างของผนัง
มา ในเวลาต่อมาจึงเริ่มกระจาย เปิดมุมมองให้เต็มที่
ความนิยมสู่บ้านเรือนประชาชน
ทั่วไป
รูปแบบสวนของญี่ปุ่น
Tsukiyama (สวนเนินเขา)
เป็นสวนลอกเลียนแบบลักษณะของ
ธรรมชาติมาไว้ในที่จำกัด เช่น การสร้าง
ตัวแทนของภูเขาไฟฟูจิ และความเขียว
ขจีโดยรอบ อย่างภูเขา เนินดิน ทะเลหรือ
ลำธาร การจัดสวนแบบสวนเนินเขาจึงให้
มิติทางประสาทสัมผัสได้หลากหลายกว่า
แบบอื่นๆ เหมาะที่จะนำมาประยุกต์ใช้จัด
สวนญี่ปุ่นในเมืองไทยได้ เพราะมีความ
ยืดหยุ่นและสามารถดัดแปลงทั้งในเรื่อง
การจัดหาต้นไม้หรือองค์ประกอบอื่นๆมา
ใช้ให้ได้รูปแบบที่ใกล้เคียงกันได้
25
Karesansui (สวนเซน)
สวนเซนเป็นที่รู้จักกันว่าเป็น ‘สวน
แห้ง’ หรือ ‘สวนหิน’ มีแนวคิดในการ
ยึดมั่นซึ่งสงบสันโดษ เป็นสวนแบบ
จินตนาการ หรือการสมมุติ ที่แฝงไว้
ด้วยปรัชญาเชิงนามธรรม จึงเน้น
ความเรียบง่าย สงบ มากกว่าแบบอื่น
เน้นการตีความจากสิ่งที่มองเห็นและ
สัมผัส มีลักษณะภูมิทัศน์แบบแห้งที่
ต่างออกไปจากสวนตามประเพณี จะ
ไม่เลือกของที่เป็นธาตุน้ำใดๆ จะเลือก
ใช้พันธุ์พืชสีเขียวให้น้อยที่สุด เหมาะ
กับบริเวณที่มีพื้ นที่จำกัดเพราะไม่นิยม
ปลูกต้นไม้หลายต้น อาจมีตะไคร่หรือ
พืชขนาดเล็ก โดยสีเขียวของพืชพันธุ์อาจจะถูกจัดให้บดบังไว้ด้วยหิน โดยใช้แนวทาง
การลดทอนรายละเอียดต่างๆ จนเหลือแต่แก่นแท้ของสวนนั้น มีการใช้ก้อนหินเป็น
ตัวแทนของภูเขา มีทรายและ กรวดเป็นสัญลักษณ์ของแม่น้ำ จะมีการปูกรวดหรือ
ทราย โดยใช้หิน กรวด ทรายสีขาว และสีดำ ซึ่งหินหรือทรายอาจถูกกวาดเป็นลวดลาย
ให้เป็นสัญลักษณ์ของทะเล มหาสมุทร แม่น้ำ หรือทะเลสาบ จะกวาดให้มองเห็นเป็น
ภาพลวงตาของคลื่นระลอกน้ำ เป็นเส้นกระแสน้ำที่ลื่นไหล ซึ่งการที่จะกวาดเส้นให้ได้
ลวดลายสมบูรณ์แบบนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จึงถือเป็นหนึ่งในการฝึกตนและการฝึก
สมาธิ ตามหลักการของพุ ทธศาสนานิกายเซนนั้นไปด้วย
Chaniwa (สวนน้ำชา)
ในประเทศญี่ปุ่นจะมีการแยกห้องชงชาออกจากตัว
บ้านมาอยู่ติดกับสวนน้ำชา รูปแบบของสวนน้ำชาจะมี
ความถ่อมตัว เรียบง่าย และเป็นธรรมชาติ โดยนำ
ลักษณะเด่นของสวนภูเขาและสวนเซนมาจัดให้ผสม
ผสานกันมีทั้งไม้ใหญ่และสวนพื้นหิน ในสวนน้ำชาจะมี
รั้วด้านนอกเพื่อแสดงขอบเขต มีทางเดินเข้าสู่เรือนน้ำ
ชาที่จะปูด้วยหินสกัดแบนหรือเขียงไม้ วางห่างกันให้
พอดีกับช่วงก้าวเดิน เป็นการป้องกันไม่ให้เหยียบต้น
หญ้าอันบอบบาง ผู้ที่เข้าจะต้องมีสติและมีสมาธิอย่าง
เต็มเปี่ ยม เพื่อเตรียมตัวและจิตใจเข้าสู่พิธีการชงชาที่
แสนสงบนั่นเอง 26
ที่มา : https://dsignsomething.com
GEISHA
เกอิชา
เมื่อพูดถึงเกอิชา หลายคนคงนึ กถึงผู้หญิงขายบริการ แต่ความจริงแล้ว
芸 者 芸มันไม่ใช่แบบนั้น เกอิชา มาจากตัวอักษรญี่ปุ่น
者ศิลปะ และ (Geisha) (gei) ที่แปลว่า
(sha) ที่แปลว่าผู้ที่... เมื่อนำมารวมกันจะหมายถึง “ผู้ที่มีศิลปะ”
นั่ นเอง โดยเกอิชา มีหน้ าที่สร้างความรื่นเริงบันเทิงใจให้แก่ลูกค้าผ่านทางการขับ
ร้อง ร่ายรำ เล่นดนตรี และคอยปรนนิ บัติดูแลลูกค้าทั้งหลาย และเอกลักษณ์ของ
เกอิชาคือการทาหน้ าขาวใส่ชุดกิโมโนหรูหราและทำผมอลังการ
เกอิชามีประวัติความเป็นมายาวนาน แรกเริ่มแล้วเกอิชาเป็นผู้ชาย มีหน้ าที่
ร้องเล่นเต้นรำสร้างความบันเทิง ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นผู้หญิง เกอิชาได้รับอิทธิพล
จากพุทธศาสนาเป็นอย่างมากสั งเกตได้จากเกอิชาจะเริ่มฝึกฝนจากการทำงาน
บ้านทั่วไป และคอยรับใช้เกอิชารุ่นพี่ เมื่ออายุมากขึ้นจะเริ่มเรียนศิลปะหลากหลาย
แขนง เช่น การเล่นดนตรี การขับร้อง การร่ายรำ การชงชา และการจัดดอกไม้
ซึ่งศิลปะเหล่านี้ จัดเป็นสุนทรียของพุทธศาสนานิ กายเซนล้วนทั้งสิ้น
หรือที่เรียกว่าวะบิซะบิและเมื่อมี
ความชำนาญมากขึ้นจึงเกอิชาจะ
เริ่มเรียนสิ่ งที่ยากขึ้นตามไปด้วย
เช่น การใส่กิโมโน การพนั น
และวิธีการสนทนาโต้ตอบกับลูกค้า
ส่ วนเด็กที่อยู่ในช่วงฝึกหัดการเป็น
เกอิชาจะถูกเรียกว่า “ไมโกะ” ซึ่ง
ไมโกะจะคอยติดตามเกอิชารุ่นพี่ไป
ตามร้านน้ำชา หรืองานสังสรรค์
ต่างๆ เพื่อเป็นการเก็บเกี่ยวประสบการณ์
ก่อนจะเป็นเกอิชาเต็มตัว
ขอบคุณที่มา https://chillchilljapan.com/dictionary/geisha-maiko-oiran/
https://www.dek-d.com/studyabroad/39882/
27
ความงามของไมโกะ คือ ความน่ารักของหญิงสาว
แรกแย้ม แต่งตัวสดใส ใบหน้ ากลมน่ ารัก และเกอิชาคือ ความสง่า
งามของกุลสตรีที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่งกายสวยงามดูสุขุมลุ่มลึก ดัง
นั้ นการแต่งหน้ าของเกอิชาก็จะเน้ นอธิบายถึงธรรมชาติของความ
สวยงามตามลักษณะของมนุษย์ด้วยเช่นกัน
การแต่งหน้ าของไมโกะจะใช้ และเคลือบฟันดำเพื่อเป็นสั ญลักษณ์
แป้งโอชิโรอิในการแต่งหน้ าให้ขาว ว่าเป็นสาวเต็มตัวแล้ว ในการแต่งผม
เนื่ องจากใบหน้ าที่ขาวสะอาดปราศจาก ทรงผมของไมโกะ เราจะใช้ Hana
รอยแดดเผาเป็นสั ญลักษณ์ ของสตรี Kanzashi หรือกิ๊บติดผมรูปช่อดอกไม้
ตระกูลสูงส่ งที่ถูกเก็บตัวไว้ในบ้านและ ซึ่งติดตามรูปแบบตามดอกไม้ตาม
การสวมกิโมโนของไมโกะจะหย่อนชาย ฤดูกาล
ด้านหลังมากกว่าหญิงทั่วไปจึงเผยให้เห็น
ต้นคอ ดังนั้ นจึงทาแป้งโอชิโรอิเป็นเส้น
โค้งเพื่อเน้ นความงามของต้นคอ ต่อมา
ผสมผงแป้งสี ชมพูกับน้ำและใช้สี ชมพูอ่อน ขอบคุณที่มาhttps://www.youtube.com/watch?
แต้มบริเวณ แก้ม ตา และหน้ าผา เพื่อ v=b1usanOf6GU&t=68s&ab_channel=FNDiary
ทำให้ผิวดูระเรื่อเลือดฟาดอย่างเด็กสาว
อ่อนวัยและใช้สี ชมพูที่เข้มขึ้นมาป้ายตรง
บริเวณข้างจมูกเพื่อสร้างเงาเป็นมิติบน
ใบหน้ า หลังจากนั้ นใช้แป้งข้าวเจ้าตบหน้ า 28
อย่างเบาๆเพื่อป้องกันสี หลุดและผิวจะ
เนี ยนอย่างกระเบื้องเคลือบ หลังจากนั้ น
วาดคิ้วด้วยสี แดงเป็นรู ปพระจันทร์เสี้ ยว
เพื่อเพิ่มความน่ ารัก เช่นเดียวกับการแต่ง
หน้ าในการแสดงคุมาโดริที่ใช้สีและเส้น
บ่งบอกลักษณะนิ สัยของตัวละคร เช่น สี
แดง แสดงถึงคุณธรรมความกล้าหาญ สี
ฟ้าแสดงถึงความชั่วช้าริษยา เมื่อตกแต่ง
ดวงตาด้วยสี แดงและเขียนขอบตาด้วยสี ดำ
ให้ดูน่ ารักมากขึ้นแล้ว จึงทาสีแดง Beni ที่
ทำมาจากดอกคำฝอยหรือ Benibana บน
ริมฝีปากให้ริมฝีปากดูเล็ก
การแต่งตัวของเกอิชา
เกอิชาได้รับอิทธิอย่างมากจาก
พุทธศาสนานิ กายเซน โดยเราสามารถ
สังเกตได้จาก คุณสมบัติของเกอิชา เกอิชา
สามารถเรียนรู้ความสวยงามจากธรรมชาติ
จากอิเคบานะหรือการจัดดอกไม้ และ
สามารถนำไปพัฒนาต่อเป็นการแต่งหน้ าได้
เช่น การแต่งหน้ าของไมโกะ ซึ่งจะสังเกต
ธรรมชาติของเด็กสาวมาปรับใช้ นั่ นคือการ
ลงสี ให้เหมือนกับเด็กสาวในวัยแรกแย้มซึ่ง
มีผิวขาวแก้มอมชมพูสุขภาพดี ต่อมาคือเรื่อง
ของการชงชา เนื่ องจากไมโกะต้องสะสม
ประสบการณ์ อยู่เสมอถึงจะเป็นเกอิชาที่ดี
ได้ และการปรนนิ บัติแขกให้พึงพอใจนั้ น
ไม่ใช่เรื่องง่าย คุณสมบัติที่สำคัญคือ ความ
ช่างสังเกตและสมาธิ ซึ่งการชงชาสามารถ
ฝึกสมาธิได้ การชงชาช่วยฝึกฝนเรื่องความ
อ่อนโยนและการใส่ใจต่อผู้อื่น เช่น เมื่อจะ
ดื่มชา ผู้ดื่มจะหันโลโก้หรือด้านที่สวยที่สุด
ให้ฝั่ งตรงข้ามเพื่อแสดงการชื่นชม และการ
พวกเขาจะใช้วิกผมธรรมชาติที่ ชงชายังแสดงถึงความสงบและความเสมอ
เรียกว่าคัตสึระญี่ปุ่น และการแต่งหน้ า ภาคด้วยเช่นกัน
โดยทั่วไปแล้วเกอิชาใช้การแต่งหน้ าแบบ
ดั้งเดิมของไมโกะ, ฐานสีขาว บนใบหน้ า โดยสรุปแล้วฝึกฝนเป็นเกอิชา สิ่งที่
ลำตัวและคอและแก้มมีแป้งสี ชมพูอ่อน สำคัญคือ สมาธิและความอ่อนโยน ส่วน
สำหรับดวงตามีเส้ นสี ดำทั้งในและนอก การแต่งหน้ าได้รับอิทธิพลมาจากวะบิซะบิ
ตาและด้านนอกของตามีการแต่งหน้ าสี รวมถึงการแต่งตัวของเกอิชา Hana
แดงเข้ม ริมฝีปากทั้งสองของเกอิชาถูก Kanzashi ที่บ่งบอกถึงการชื่นชม และ
ทาด้วยสี แดงทั้งหมด สะท้อนไปถึงความงามของธรรมชาติที่
เปลี่ยนแปลงไปตามแต่ละฤดู นอกจาก
เกอิชาสร้างโลกที่มีแต่เสี ยง เกอิชาจะถ่ายทอดความเป็นเซนออกไปแล้ว
หัวเราะและศิลปะที่สวยงาม ทุกกริยา แขกที่มาชมเกอิชาก็ย่อมได้รับความเป็นเซน
ผ่านการคิดอย่างรอบคอบให้น่ ามอง เข้าไปด้วยเช่นกัน โดยผ่านหลักการของ
ตั้งแต่หัวจรดเท้า และเมื่อเกอิชาฝึกหัด เซน คือการชื่นชมความงามโดยปราศจาก
ได้ผ่านประสบการณ์ มาอย่างมากมาย คำพูดหรือตัวอักษร เป็นวิธีการถ่ายทอด
พวกเธอก็จะลดความหรูหราของเครื่อง จากจิตสู่จิต และเป็นการรับรู้ที่ตัวผู้รับและ
ประดับและสี จัดจ้านของเสื้ อผ้าลง สิ่งที่ถูกรับรู้นั้ นได้หลอมรวมเป็นหนึ่ ง
เนื่ องจากพวกเธอสง่างามโดยธรรมชาติ เดียวกันในที่สุด.
แล้ว ขอบคุณที่มา https://th.encyclopedia-titanicฮaา.cดoิษm/รsiอgเnกifiตcุa6do2-0d5e1-g0e7is8h26a9
30
31
32