The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

LITHOLOGY, PETROGRAPHY, AND GEOCHEMISTRY OF LIMESTONE FOR LIME INDUSTRY IN BAN PONG, HANG DONG DISTRICT, CHIANG MAI PROVINCE

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Geo Sustainability Club, 2020-04-19 04:11:37

LIMESTONE FOR LIME INDUSTRY

LITHOLOGY, PETROGRAPHY, AND GEOCHEMISTRY OF LIMESTONE FOR LIME INDUSTRY IN BAN PONG, HANG DONG DISTRICT, CHIANG MAI PROVINCE

BAN PONG, HANG DONG,
CHIANG MAI PROVINCE

LPGIEMETEORLSOCIITTNHGOHDERNOUMAELSIPSOTFHTRGOYRYYRYALONIFMDE

GEOLOGY, CHIANG MAI UNIVERSITY

BURAPHA PHAJUY, PH.D.
VIMOLTIP SINGTUEN, PH.D.

วิทยาหิน ศิลาวรรณนา และธรณีเคมีของหินปูนสำหรับผลิตปูนขาว บ้านปง อำเภอหางดง
จังหวัดเชยี งใหม่

บรู พา แพจยุ้ และมกุ ดา สงิ หเ์ ถ่ือน
ภาควชิ าธรณีวิทยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่

บทคัดยอ่

ปูนขาวท่ีมีคุณภาพดีคือปูนขาวท่ีมีปริมาณแคลเซียมสูง ซ่ึงต้องผลิตจากหินที่มีแคลไซต์ปริมาณมาก และมีแร่
อ่ืนนอกจากแคลไซต์เพื่อให้เน้ือปูนเหนียวยดึ เกาะกนั มากขึ้น บา้ นปง อำเภอหางดง จังหวดั เชยี งใหม่ เป็นแหล่ง
ผลิตปูนขาวท่ีเก่าแก่แหล่งหนึ่งในประเทศไทยและดีท่ีสุดในแถบภาคเหนือ ชาวบ้านยังคงอนุรักษ์วิธีการผลิต
และจัดจำหน่ายปูนขาวแบบดั้งเดิมอยู่ซึ่งเป็นหินอ่อนออร์โดวิเชียน (อายุ 500 ล้านปีก่อน) แสดงเน้ือหินแบบ
หินแปรเนื้อเม็ดขนาดละเอียด แสดงชั้นสลับสีขาวกับสีเทาเข้ม ประกอบด้วย แคลไซต์จำนวนมาก ควอตซ์ มัส
โคไวต์ ทัลก์ และแร่ทึบแสงเล็กน้อย แสดงในรูปของธาตุ Ca, Si, Al, K, และ Fe แคลไซต์บริสุทธิ์มีคุณภาพดี
แต่นำมาเผาทำปูนขาวไม่ได้ เน่ืองจากแตกเป็นผงร่วนทำให้ร่วงหล่นลงเตาง่าย ชาวบ้านจะไม่สามารถเก็บมา
จำหน่าย เนื่องจากลักษณะรูปร่างผลึก และแนวแตกของแคลไซต์ เมื่อได้รับอุณหภูมิท่ีสูงขึ้น CO3 จะพยายาม
หนีออกจากโครงสร้างในรูปแบบของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้มุมพันธะระหว่าง Ca2+ กับ CO3
เปลี่ยนแปลงไป จึงเกิดการแตกออกภายในโครงสร้าง จังหวัดเชียงใหม่มีหินปูนกระจายตัวอยู่ท่ัวไปหลายอายุ
แต่มีเพียงท่ีบ้านปงเท่านั้นท่ีสามารถผลิตปูนขาวได้ดี เน่ืองจากหินปูนคาร์บอนิเฟอรัส (อายุ 350 ล้านปีก่อน)
และหินปูนไทรแอสซิก (อายุ 200 ล้านปีก่อน) มีปริมาณแร่ดินปนเยอะมากทำให้ปริมาณแคลไซต์ต่ำ หินปูน
เพอรเ์ มียน (อายุ 300 ล้านปีกอ่ น) มปี ริมาณแคลไซตส์ ูงมากทำใหผ้ ลติ ยากและเน้ือปนู ไม่เหนยี ว

LITHOLOGY PETROGRAPHY AND GEOCHEMISTRY OF LIMESTONE FOR LIME
INDUSTRY BAN PONG, HANG DONG DISTRICT, CHIANG MAI PROVINCE

Burapha Phajuy and Mukda Singtuen
Department of Geological Sciences, Faculty of Science, Chiang Mai University

Abstract

High Ca2+ Lime is the perfect quality limes, which are produced from high calcite rocks and
have some minerals for lime-cohesive texture. The oldest one lime industry of Thailand is
located in Ban Pong, Hang Dong District, Chiang Mai Province that is the best lime product.
People have preserved traditionally methods of production and distribution of lime, which is
an Ordovician marble (500 Ma). The studied rocks are shown fine grain crystal and foliated
texture. In addition, these rocks are made up mainly of calcite with small amount of quartz,
muscovite, talc, and opaque minerals that shown in Ca, Si, Al, K, and Fe elements. Pure
calcite is the highest lime product. However, pure calcite have 3 dimension cleavages, the
angle between Ca2+ and CO3 is changed (CO3 reach out from structure) when increasing
temperature cause to break of crystal so pure calcite is more difficult to control more than
limestone and/or marble in lime industry. In Chiang Mai Province, limestone has wide range
age and is generally distributed. Only Ban Pong lime is the best lime product of Chiang Mai.
Carboniferous (350 Ma) and Triassic (200 Ma) limestones have high ratio of clay minerals and
low ratio of calcium. Permian limestone (200 Ma) have high ratio of calcite that is not
appropriate for lime industry.

Content หนา้
สารบญั 1
12
บทท่ี 1 บทนำ 15
บทที่ 2 วทิ ยาหิน 19
บทท่ี 3 ศลิ าวรรณนา 21
บทที่ 4 ธรณเี คมี 22
บทท่ี 5 อภปิ รายและสรปุ ผล
เอกสารอ้างอิง

Content หนา้
สารบัญรูปภาพและตาราง
2
รูปที่ 1.1 แผนที่ภมู ิประเทศของพ้ืนที่ศึกษา 3
รปู ท่ี 1.2 แผนท่แี สดงเสน้ ทางการเขา้ ถงึ พื้นท่ีศกึ ษา 3
รปู ท่ี 1.3 ภาพถ่ายดาวเทียมของพื้นท่ศี ึกษา 5
รปู ท่ี 1.4 แผนทีธ่ รณีวทิ ยาของพ้ืนท่ศี กึ ษา 8
รูปท่ี 1.5 วตั ถดุ ิบทีน่ ้ามาท้าปนู ขาว 8
รูปที่ 1.6 ภาพแสดงโครงสร้างของเตาเผา และการเรียงหนิ ปนู ขนาดต่างๆ 9
รปู ท่ี 1.7 เตาเผา และการเผาปนู ขาว 9
รูปท่ี 1.8 กระบวนการผลิต และบรรจปุ ูนขาวใส่ถงุ 13
รูปที่ 2.1 หนิ โผล่แสดงลักษณะภูมิประเทศแบบหน้าผาชนั 13
รูปท่ี 2.2 ตัวอย่างหินบริเวณท่ีหนึ่งผาตัง้ ชัน 13
รูปที่ 2.3 หินโผลแ่ สดงลกั ษณะภูมปิ ระเทศแบบหุบเขาสงู ชัน 14
รูปที่ 2.4 ตวั อยา่ งหินบรเิ วณที่สองหุบหนิ ปนู 14
รูปท่ี 2.5 หินโผล่แสดงลกั ษณะภูมิประเทศแบบหนา้ ผาชัน 14
รปู ที่ 2.6 ตวั อย่างหนิ บรเิ วณทส่ี ามเลยี บหนา้ ผา 16
รปู ท่ี 3.1 ลกั ษณะแผ่นหินบางบรเิ วณผาตั้งชนั ภายใตก้ ล้องจุลทรรศน์โพลาไรซิง 17
รูปท่ี 3.2 ลกั ษณะแผ่นหนิ บางบริเวณผาตัง้ ชนั ภายใตก้ ล้องจลุ ทรรศน์โพลาไรซงิ 18
รูปท่ี 3.3 ลักษณะแผน่ หนิ บางบริเวณผาตง้ั ชันภายใต้กล้องจลุ ทรรศนโ์ พลาไรซงิ 20
ตารางที่ 4.1 ส่วนประกอบเคมขี องหนิ ปนู บริเวณบ้านปง อำเภอหางดง จงั หวัดเชยี งใหม่

Chapter 1 Introduction 1
บทท่ี 1 บทนา

ปูนขาว (lime) เปน็ ผลิตภัณฑท์ ไ่ี ดจ้ ากกระบวนการเผาหินปูนจนเหลือ CaO หรือ แคลเซียม
ออกไซด์ มีลักษณะเป็นก้อนหรือผงสีขาว เม่ือละลายน้าจะให้สภาพเป็นด่าง นิยมใช้มากใน
ภาคอุตสาหกรรม และการเกษตร บ้านปง อ้าเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นแหล่งผลิตปูนขาวที่
เก่าแก่มากแหล่งหนึ่งในประเทศไทย ชาวบ้านยังคงอนุรักษ์วิธีการผลิตและจัดจ้าหน่ายปูนขาวแบบ
ดงั เดิมอยู่

1.1 พื้นทศ่ี ึกษา
1.1.1 ตา้ แหนง่ ที่ตัง และการเข้าถงึ

พืนท่ีศึกษาตงั อยบู่ รเิ วณต้าบลบ้านปง อ้าเภอหางดง จงั หวัดเชียงใหม่ โดยต้าแหน่งเตาเผาปูน
ขาวตังอยู่ในพิกัดละติจูด 18°44'58.4" เหนือ และลองจิจูด 98°53'00.7" ตะวันออก หรือละติจูด
207330 เหนอื และลองจจิ ูด 48795 ตะวนั ออก ตามระบบ UTM โดยต้าแหน่งเหมืองหินปูนตังอยู่ใน
พิกดั ละติจูด 18°45'43.7" เหนอื และลองจจิ ูด 98°51'58.5"E ตะวันออก หรือละติจูด 207475 เหนือ
และลองจิจดู 48855 ตะวนั ออก ตามระบบ UTM (รปู ท่ี 1.1)

พืนที่ศึกษาสามารถเข้าถึงได้โดยเดินทางจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่บนเส้นทางหลวง
หมายเลข 121 และหมายเลข 1269 ตามล้าดับ ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร จะถึงแหล่งเผาปูน
ขาวท่ีศึกษา และเดินทางต่อไปยังเหมืองหินปูนท่ีใช้ส้าหรับผลิตปูนขาวบนเส้นทางหลวงหมายเลข
1296 อีกประมาณ 5 กิโลเมตร (รูปที่ 1.2)

1.1.2 ลักษณะภูมปิ ระเทศ
พืนท่ศี ึกษาเหมืองหินปนู อยสู่ ูงจากนา้ ทะเลระดับปานกลางประมาณ 450 เมตร มีลักษณะภูมิ

ประเทศเป็นเทือกเขาสูงชัน เอียงเทมาทางตะวันตก (รูปที่ 1.3) บริเวณไหล่การเอียงเทท่ีห่างจาก
เหมืองมาทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นที่ตังถ่ินฐานของชุมชนอยู่สูงจากน้าทะเล
ระดบั ปานกลาง

ภาควิชาธรณวี ทิ ยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่

2

รปู ท่ี 1.1 แผนที่ภมู ปิ ระเทศของพนื ทศี่ กึ ษา ดัดแปลงจากแผนที่ภูมิประเทศ 1:50000 ระวาง 4746 I
จงั หวัดเชียงใหม่ และระวาง 4746 II อา้ เภอสนั ปา่ ตอง (กรมแผนทท่ี หาร, 2542)

ภาควิชาธรณวี ิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่

3

รูปท่ี 1.2 แผนท่ีแสดงเสน้ ทางการเข้าถงึ พนื ทศี่ กึ ษา ดดั แปลงจาก google map®

รปู ที่ 1.3 ภาพถ่ายดาวเทยี มของพนื ทศี่ กึ ษา ดดั แปลงจาก google earth®

ภาควิชาธรณีวทิ ยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ประมาณ 400-450 เมตร ซึง่ มแี หลง่ เตาเผาปูนขาวกระจายตัวอยู่ท่ัวไปหลายแห่ง พืนที่ศึกษาเตาเผา 4
ปูนขาวก็เป็นหนึ่งในนัน ทางน้าส่วนใหญ่เป็นทางน้าประสานสาย ไหลงลงสู่แอ่งเชียงใหม่ทางทิศ
ตะวนั ตก

1.1.3 ลักษณะทางธรณีวิทยา
พืนที่ศึกษาตังอยู่ในบริเวณหินอายุออร์โดวิเชียน ซ่ึงประกอบด้วย หินปูน และหินดินดาน

ตามแผนท่ธี รณีวิทยา 1:25000 ระวาง 5 จังหวัดเชียงใหม่ (F. Baum, E. v. Braun, A. Hess and K.
E. Koch, 1981) วางตัวต่อเน่ืองกับหินตะกอนอายุคาร์บอนิเฟอรัสทางตอนใต้ และมีโครงสร้างทาง
ธรณวี ิทยาเปน็ รอยเลอื่ นยอ้ นขนาดใหญบ่ รเิ วณรอยตอ่ ทางทิศเหนือกับหินแปรอายุพรแี คมเบรียน และ
หนิ แกรนติ อายุไทรแอสซิก ซึง่ ต่อเนือ่ งไปทางทศิ ตะวันตกของพนื ท่ีศึกษา (รูปที่ 1.4)

ทิศตะวันออกของพืนท่ีศึกษาเป็นแอ่งเชียงใหม่ เป็นแหล่งสะสมตะกอนน้าพาของแม่น้าปิง
และทางนา้ สายย่อยจากทางทศิ ตะวนั ตก ไดแ้ ก่ กรวด ทราย ทรายแป้ง ดนิ เคลย์ และโคลน

1.2 อตุ สาหกรรมการผลิตปนู ขาว
1.2.1 ชนดิ ของปูนขาว

ปนู ขาวสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ Quick lime และ Hydrated lime
1. Quick lime เป็นชนิดของปูนขาวที่ผลิตได้จากการเผาหินปูน โดยไม่ได้ผ่านการท้า
ปฏิกิริยากับน้า ประกอบด้วยแร่ธาตุหลัก คือ Ca และ Mg โดยมีสัดส่วนของ CaO มากกว่า MgO
แบง่ เป็น 2 ชนิด คอื

o High Calcium Quick lime เปน็ ปนู ขาวทมี่ ีส่วนประกอบเฉพาะ CaO
o Dolomitic Quick lime เป็นปูนขาวที่ส่วนประกอบของ CaO และ MgO โดยมี

สว่ นของ CaO มากกว่า

กระบวนการผลติ ปูนขาวชนิด Quick lime ไดจ้ ากการเผาหินปูน ดังสมการ

21K Cal + CaCO3 = CaO + CO2

CaMg(CO3)2 = MgO + CaCO3 + CO2

ภาควชิ าธรณีวทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่

5

รปู ที่ 1.4 แผนทีธ่ รณวี ทิ ยาของพืนทศ่ี ึกษา ดัดแปลงจากแผนทีธ่ รณวี ทิ ยา 1:250000 ระวาง 5 จังหวัด
เชียงใหม่ (F. Baum, E. v. Braun, A. Hess and K. E. Koch, 1981)

ภาควชิ าธรณีวทิ ยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่

2. Hydrated lime เป็นชนิดของปูนขาวท่ีผลิตได้จากการท้าปฏิกิริยาของปูนขาวชนิด 6
Quicklime กบั น้า แบง่ เปน็ 3 ชนดิ คือ

o Hydrated high calcium lime เปน็ ปูนขาวทมี่ สี ว่ นประกอบเฉพาะ Ca(OH)2
o Monohydrated dolomitic lime เป็นปูนขาวที่ส่วนประกอบของ Ca(OH)2 และ

MgO โดยมสี ่วนของ Ca(OH)2 มากกวา่
o Dihydrated dolomitic lime เป็นปูนขาวที่ส่วนประกอบของ Ca(OH)2 และ

Mg(OH)2 โดยมสี ่วนของ Ca(OH)2 มากกว่า Mg(OH)2

1.2.3 ประวตั ิการผลติ ปนู ขาวของชาวบ้านปง
การท้าปูนขาวของชาวต้าบลบ้านปงนัน ไม่มีหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าเร่ิมท้าตังแต่เม่ือไร แต่

สันนิษฐานว่าทา้ กนั มาก่อนการกอ่ ตงั ดอยสุเทพ สรา้ งขนึ เมอ่ื ปี พ.ศ. 1929 ในสมัยพญากือนา กษัตริย์
องคท์ ี่ 6 แหง่ อาณาจกั รล้านนา ราชวงศ์มังราย เนื่องจากแต่ก่อนชาวต้าบลบ้านปงจะนิยมท้าปูนขาว
เพื่อน้าไปใช้ในการสรา้ งวดั แทนการใช้ปนู ซีเมนต์ เพราะปูนขาวมคี ุณสมบัตใิ นการยดึ เหน่ียวสูง และไม่
แตกร้าวงา่ ย ในสมัยทีพ่ ระครบู าศรีวชิ ัยสร้างดอยสเุ ทพ ท่านไดน้ า้ ปูนขาวจากต้าบลบ้านปงขึนไปสร้าง
โดยใชล้ อ้ เกวยี นท่มี วี ัวควายลากขึนไปทางดอยปยุ ซง่ึ อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนอื ของบา้ นปงและมี
ทางขึนลงอยใู่ นเขตตา้ บลบา้ นปง และปนู ขาวยงั เปน็ อาชีพหลักของชาวบ้านปงที่มีการสืบกันมาหลาย
สมยั และเปน็ สนิ คา้ ท่ีทา้ ชอ่ื เสยี งให้ต้าบลดงั ท่ีปรากฏในคา้ ขวญั

นา้ ตกเลอค่า ถ้าหินผาป่าสวย
ร้่ารวยพืชผล ขุนชลท่าช้าง
ถน่ิ ช่างปนู ขาว นามชาวบา้ นปง
ดา้ รงวัฒนธรรม ก้าวลา้ งานพฒั นา
1.3 ขันตอนการผลิต
ปูนขาวเป็นวัสดุก่อสร้างที่เก่าแก่และคงทน ปรากฏในการสร้างปราสาทสมัยโรมและ
กรกี นบั เวลาไดเ้ ป็นพันปีมาแล้ว โดยน้าปนู ขาวมาใชเ้ พื่อการกอ่ ยึดโครงอาคาร มีการเผาหินปูนด้วย
วธิ ตี ่างๆ นา้ พวกหนิ ปนู ขาว (Limestone) มีช่อื ทางเคมีว่า แคลเซยี มคารบ์ อร์เนต (CaCO3)

ภาควชิ าธรณวี ทิ ยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่

จากการสัมภาษณ์ พระครูปลัดทรงสวัสดิ์ ปัญญาวชิโร เจ้าอาวาสวัดเมืองมาหลวง ถนน 7
พระปกเกลา้ อ้าเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และคุณสมบูรณ์ ไชยค้า ก้านันต้าบลบ้านปง อ้าเภอ
หางดง จังหวดั เชยี งใหม่ สามารถสรปุ ขนั ตอนและวธิ ีการท้าปูนขาวแบบดังเดิมของเชียงใหมไ่ ดด้ งั นี

1.3.1 วัตถุดบิ ท่นี า้ มาทา้ ปูนขาว
1) หินปูนจากภูเขาท่ีได้จากการเจาะระเบิด ซ่ึงการเจาะระเบิดจะใช้วิธีการเจาะรูลงไปใน
หินปูนภูเขาท่ตี อ้ งการจะระเบดิ หลังจากเจาะเสร็จก็จะใช้ดินปืนอันได้จากส่วนผสมของถ่าน
หินกับดินประสิวที่บดละเอียดลงไปในรูดังกล่าว อัดให้แน่นแล้วต่อสายชนวนออกจาก
รู จากนันนา้ ดินเหนยี วเขา้ อดุ ส่วนบนของรจู นแนน่ (จากปากรจู นถึงผิวดินปืนที่อัดแน่น) แล้ว
จึงจุดฉนวนให้ดนิ ปืนท้างาน

2) เม่ือระเบิดเสร็จก็จะท้าการขุดหินซ่ึงจะได้หินปูนท่ีแตกออกเป็นก้อนขนาดคละกันไป
ชาวบ้านจะท้าการทุบย่อยหินปูนให้มีขนาดต่างๆ แบ่งออกเป็น 3 ขนาด เพื่อขึนโครงสร้างการก่อ
หินปูนส้าหรบั การเผาที่มปี ระสทิ ธิภาพ (รปู ที่ 1.5)

3) น้าหินปนู ที่ได้มาผ่านกระบวนการท้าปูนขาวตอ่ ไป

(3.1) นา้ หินปนู ไปเรยี งในเตาโดยชนั แรกจะเรียงหนิ ก้อนใหญ่ ชันตอ่ ไปจะเรียงหนิ ก้อนกลาง
สว่ นชนั บนสุดจะเปน็ หนิ กอ้ นเล็ก (รูปท่ี 1.6)

(3.2) จากนนั จึงเร่ิมเผาหินปนู โดยจะใช้เวลาเผาประมาณ 24 – 36 ชวั่ โมง เมอื่ เผาเสร็จทิง
ไวใ้ ห้เยน็ ลงซง่ึ ใช้เวลาประมาณ 24 ช่วั โมง

(3.3) น้าหินออกจากเตาแลว้ เอาไปกอง บรเิ วณท่ีเตรียมไว้

(3.4) จากนนั ใช้น้าเย็นฉีดพรมลงไปในกองหินดังกล่าว หินเมื่อโดนน้าจะแตกตัวสลายเป็น
ผงละเอียดและเกิดควันสขี าวขนึ ซ่ึงเป็นปฏิกิรยิ าของความรอ้ น คาดวา่ น่าจะอยูท่ ่ปี ระมาณ 80 – 90
องศาเซลเซยี ส แตไ่ ม่มเี ปลวไฟ (รปู ที่ 1.7)

(3.5) ทิงให้หนิ ปนู ท่ีแตกสลายเปน็ ผงปูนขาวเย็นตวั ลงประมาณ 12 ช่วั โมงจึงใช้ได้

(3.6) จากนนั นา้ ไปร่อนแล้วจึงบรรจุถุงหรือเกบ็ ตอ่ ไป (รปู ท่ี 1.8)

ภาควิชาธรณีวทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่

8

รูปท่ี 1.5 วัตถดุ ิบที่นา้ มาทา้ ปูนขาว และการย่อยหินปูนขนาดตา่ งๆ สา้ หรบั การเผา

รูปท่ี 1.6 ภาพแสดงโครงสร้างของเตาเผา และการเรยี งหินปนู ขนาดตา่ งๆ (ธานัท วรุณกูล, 2549)

ภาควชิ าธรณีวทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชยี งใหม่

9

รปู ท่ี 1.7 เตาเผา และการเผาปูนขาว
รปู ที่ 1.8 กระบวนการผลิต และบรรจปุ นู ขาวใส่ถุง

ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

10

1.3.2 การหมกั ปูนขาว
การหมกั ปูนขาวเพือ่ น้าไปใช้ในการก่อสร้าง ในอดีตจะใช้วิธีการน้าเอาหินปูนที่เผาและทิงให้

เย็นแล้วนัน ไปใส่ในหลุมดินท่ีขุดเตรียมไว้ โดยหลุมดังกล่าวจะมีขนาดความกว้างและความลึกท่ี
เหมาะสม เพียงพอตอ่ การรองรับบ่มปนู เพื่อที่จะใช้ในแต่ละงาน เม่ือใส่หินปูนเสร็จแล้วก็จะปิดปาก
หลุมด้วยแผ่นไม้ จากนันเอาดนิ กลบไว้ แลว้ ทงิ ไว้เปน็ เวลาประมาณ 6 – 12 เดือน เพื่อลดความเค็ม
ของปูน และท้าให้ปูนเหนียวขึน หินปูนที่อยู่ในหลุมนันเม่ือผ่านช่วงเวลาหมักจะถูกท้าให้แตก
สลายตวั จากน้าและความชืนในดนิ ซ่งึ เม่อื หมักจนได้เวลาท่กี ้าหนดไว้ ก็นับว่ามีคุณภาพที่จะน้าไปใช้
ในการกอ่ สรา้ งได้ ปูนทีไ่ ด้เรียกวา่ ปูนหมัก หรือ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Calcium Hydroxide) แต่
ในปจั จบุ ันการหมักบางแห่ง จะใช้วิธีการสร้างบ่อหมักขึนบนพืนดินและบางแห่งก็จะขุดดินลงไปเป็น
หลุมเช่นเดมิ แตเ่ มอ่ื ใส่หินเผาลงไปในบ่อแล้วจะใช้วิธีการเติมน้าในบ่อให้หินแตกสลายลง แล้วทิงไว้
ประมาณ 3 – 7 วันจงึ นา้ ไปใช้

1.4 ประโยชนข์ องปนู ขาว
ประโยชนป์ นู ขาวทางการเกษตร

1. การปรับปรงุ ดิน
ปนู ขาวในทางเกษตรมใี ชม้ ากในด้านการปรับปรุงดิน อาทิ หน้าดินเหนียว ดินเป็นกรด ดินมี
เชอื โรค เปน็ ต้น ซง่ึ มักใชใ้ นแปลงนา แปลงผัก สวนผลไม้ เพ่ือปรับปรุงให้ดินมีคุณภาพเหมาะแก่การ
เพาะปลกู ซึ่งปูนขาวสามารถปรบั ปรงุ ดินได้ ดังนี
2. การแลกเปลีย่ นประจุ
เมอื่ นา้ ปูนขาวผสมกับดนิ ประจทุ ่เี กดิ จากปนู ขาวจะเข้าแทนที่ประจุของแร่ธาตุต่างๆในดินท้า
ให้แร่ธาตุถูกปลดปล่อยออกมาจากดิน ซ่ึงจ้าท้าให้พืชสามารถดูดซึมน้ามาใช้ประโยชน์ได้ง่าย ประจุ
ของแร่ธาตทุ พี่ บในดนิ ไดแ้ ก่ Al3+,Mg2+,K+,H+,Na+,Li+(SO4)2-,(PO4)3-,(NO3)- เป็นต้น
3. ดินร่วนซยุ
เมื่อมีการแลกเปลี่ยนประจุของไอออนต่างๆจะท้าให้ดินสามารถแยกเป็นเม็ดหรือแบ่งเป็น
ก้อนได้ง่าย แทนทจ่ี ะเปน็ เนือละเอยี ดเกาะกันแน่น
4. ปรับสภาพความเป็นกรด-ดา่ ง

ภาควชิ าธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่

11

การใส่ปูนขาวในดินจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างได้ดี โดยเฉพาะในสภาพดินที่มีค่า
ความเป็นกรดสูง (H+) จะถูกท้าให้ความเป็นกรดลดลงจากสภาพความเป็นด่างของปูนขาว (OH-) ท่ี
แตกตัวในดิน เชน่ Ca(OH)2 = 2Ca+ + 2(OH-)
ดงั นนั จงึ มกั ใชป้ นู ขาวหวา่ นโรยปรับสภาพดนิ ทเ่ี ปน็ กรด เช่น บอ่ เลยี งกุ้ง บ่อเลียงปลา

5. การฆา่ เชอื โรค
เน่ืองจากสภาพความเป็นด่างของปูนขาวจะมีผลต่อการยับยังการเจริญเติบโตของ
เชือจุลินทรีย์ต่างๆในดินได้ ทังนี ควรใช้ในขณะดินแห้งหรือมีน้าน้อยเพ่ือสภาพความเป็นด่างเกิดขึน
อย่างสมบูรณ์ รว่ มดว้ ยกับการฆา่ เชอื จากแสงแดด
การฆา่ เชอื โรคด้วยปูนขาวสามารถน้าไปใช้กับแหล่งต่างๆของการเกษตร อาทิ การฆ่าเชือใน
ดนิ ตามแปลงเกษตร พืนโรงเรอื นเลยี งสตั ว์ รางระบายนา้ บอ่ บา้ บัดนา้ เสีย แหลง่ นา้ เนา่ เสีย เปน็ ตน้
เม่ือปูนขาวละลายน้าหรือได้รับความชืนจะท้าให้ดินหรือน้ามีสภาพเป็นด่างเพ่ิมขึนไม่
เหมาะสมตอ่ การเจริญเติบโตของแบคทีเรยี บางชนดิ ได้
6. การปรบั สภาพน้า
การปรบั สภาพน้าในทางเกษตรมักใช้ปรับสภาพน้าตามบ่อเก็บน้า แหล่งน้าขัง รวมถึงระบบ
บ้าบัดน้าเสียในการเกษตร โดยเฉพาะแหล่งน้าท่ีมีลักษณะเป็นกรดจากภาวะการเน่าเสียของ
สารอนิ ทรียห์ รือแหล่งน้าทม่ี กี รดก้ามะถันมาก ซึง่ การใชป้ นู ขาวจะช่วยลดความเปน็ กรดของนา้ ได้

ประโยชน์ปนู ขาวดา้ นการก่อสร้าง
1. ใชเ้ ปน็ สว่ นผสมของปูนฉาบ
2. ใชใ้ นการปรบั ปรงุ คณุ ภาพของดนิ กระจายตัว (Dispersive Soil)
3. ใชเ้ ป็นสารตัวเตมิ ในยางแอสฟัลต์ส้าหรับราดถนน

ประโยชนป์ ูนขาวดา้ นอตุ สาหกรรม
1. ใชด้ ึงสารเจอื ปนในการผลิตเหลก็ คุณภาพสงู
2. ใชเ้ ปน็ สารเติมในอตุ สาหกรรมยาง เซรามกิ ส์ กระดาษ ฯลฯ
3. ใช้ผลิตโซดาไฟ สารฟอกขาว ฯลฯ

ภาควิชาธรณวี ิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่

Chapter 2 Lithology
บทท่ี 2 วิทยาหิน

พื้นท่ีศึกษาตั้งอยู่บริเวณตาบลบ้านปง อาเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตปูน
ขาวท่เี ก่าแก่มากแหล่งหนึ่งในประเทศไทย และชาวบ้านยังคงอนุรักษ์วิธีการผลิตและจัดจาหน่ายปูน
ขาวแบบดั้งเดิมอยู่ การศึกษาวิทยาหินของหินที่เป็นวัตถุดิบในการผลิตปูนขาวของชาวบ้านปง จะ
ทาการศึกษาบริเวณเหมืองหินปูนเก่าที่ชาวบ้านเก็บเอาหินปูนไปเผาทาปูนขาวอย่างแท้จริง โดย
ตาแหน่งเหมืองหินปูนต้ังอยู่ในพิกัดละติจูด 18°45'43.7" เหนือ และลองจิจูด 98°51'58.5"E
ตะวนั ออก หรอื ละติจดู 207475 เหนอื และลองจจิ ูด 48855 ตะวันออก ตามระบบ UTM

ในพน้ื ท่ีน้ีจะมีชาวบา้ นแบ่งกลมุ่ กันผลิตหินปูนเพ่ือนาไปขายส่งท่ีเตาเผาต่างๆ ทั่วบ้านปง ซ่ึง
สามารถแบง่ ออกเปน็ 3 กล่มุ ใหญ่ๆ ในบริเวณใกลเ้ คียงกนั โดยชาวบา้ นจะใชว้ ิธีเผาให้หนิ แตกออกเป็น
ก้อนเล็กแล้วทุบย่อยขนาดให้เล็กลง บางบริเวณท่ีอยู่สูงก็จะใช้ไม้ในการกระทุ้งให้หินล่นลงมา
เนื่องจากเป็นเหมืองเก่าท่ีมีร่องรอยของการระเบิดเปิดหน้าเหมืองไว้บ้างแล้วหินจึงมีรอยแตกร้าว
คอ่ นข้างสงู ทาให้ชาวบา้ นตหี นิ ให้เล็กลงไดง้ า่ ย การศกึ ษาวทิ ยาหินจึงไดแ้ บ่งออกเปน็ 3 บรเิ วณ ดังน้ี

1. บริเวณผาตงั้ ชัน
บริเวณผาต้ังชัน ประกอบด้วยหินปูนสีเทาอ่อน หินปูนน้ีผุให้ดินสีน้าตาลแดง และมีตะกอน

ของแรเ่ หล็กและแมงกานสี เกดิ รว่ มด้วย (รปู ท่ี 2.1) บริเวณผาตั้งชันมีแร่แคลไซต์เกิดขึ้นร่วมกับหินปูน
จานวนมาก ซ่ึงมีท้ังสีเหลืองอ่อน สีชมพู ใสไม่มีสี และสีขาว (รูปที่ 2.2) ซึ่งชาวบ้านจะไม่เลือกนาแร่
แคลไซต์บริสุทธไ์ิ ปผลติ ปูนขาว เนือ่ งจากทาใหค้ ุณภาพของปูนขาวรว่ นไม่เหมาะสมในการใช้งาน

2. บริเวณหุบหินปูน
บรเิ วณหุบหินปนู เปน็ บริเวณทม่ี ีความลาดชันสูง แสดงลักษณะของรอยแตกและรอยเล่ือนใน

ชน้ั หิน (รปู ที่ 2.3) ประกอบด้วยหินปนู สเี ทาเข้มแสดงชั้นบางสลับสีขาว-เทา หินปูนนี้ผุให้ดินสีน้าตาล
บรเิ วณนม้ี ีแรแ่ คลไซตเ์ กิดขึ้นร่วมกบั หินปูนเล็กน้อย (รูปที่ 2.4)

3. บรเิ วณเลียบหน้าผา
บริเวณเลียบหน้าผาเป็นบริเวณหน้าผาชันที่ชาวบ้านเลือกผลิตหินปูนเลียบกับร่องลึกขนาด

ใหญ่ (รูปที่ 2.5) ประกอบดว้ ยหนิ ปนู สเี ทาเข้มเกอื บถงึ ดา แสดงช้ันบางสลับสีขาว-เทาเข้ม-ดา บริเวณ
น้มี แี ร่แคลไซต์เกดิ ข้ึนร่วมกบั หนิ ปูนเลก็ น้อย (รปู ที่ 2.6)

ภาควชิ าธรณีวิทยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่

13

รปู ท่ี 2.1 หินโผลแ่ สดงลกั ษณะภูมิประเทศแบบหนา้ ผาชัน
รูปที่ 2.2 ตวั อย่างหินบรเิ วณที่หนึง่ ผาตัง้ ชัน

รปู ท่ี 2.3 หินโผล่แสดงลักษณะภูมปิ ระเทศแบบหุบเขาสงู ชัน

ภาควิชาธรณวี ทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

14

รปู ที่ 2.4 ตัวอย่างหินบรเิ วณทส่ี องหุบหนิ ปูน

รูปท่ี 2.5 หินโผลแ่ สดงลกั ษณะภูมปิ ระเทศแบบหนา้ ผาชัน
รปู ที่ 2.6 ตัวอยา่ งหินบริเวณทีส่ ามเลียบหน้าผา

ภาควชิ าธรณีวทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่

Chapter 3 Petrography

บทที่ 3 ศิลาวรรณนา

การศึกษาทางด้านศิลาวรรณนามีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับองค์ประกอบ
(composition) ลักษณะเน้ือหิน (texture) และโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่มีขนาดเล็ก
(microstructure) เพื่อนาไปจาแนกชนิดของหินในพื้นที่ศึกษาให้มีความถูกต้องย่ิงขึ้น โดนการนา
ตัวอย่างหินไปทาแผ่นหินบาง (thin section) แล้วนาไปศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์โพลาไรซิง
(polarizing microscope) หนิ ที่นามาศึกษาทางดา้ นศลิ าวรรณนาจะเปน็ ตัวแทนของหินที่กระจายตัว
ในพื้นท่ีศึกษา มีท้ังหมด 8 ซ่ึงมีหลักการคัดเลือกหิน คือ เลือกหินที่สามารถเป็นตัวแทนของแต่ละ
บรเิ วณทัง้ 3 บรเิ วณไดด้ ี โดยหินที่ศกึ ษาต้องมีความสด หรือมีความน่าสนใจ

1. บรเิ วณผาตง้ั ชัน
บริเวณผาตั้งชันเป็นหินอ่อนท้ังหมด 3 ตัวอย่าง หินอ่อนน้ีแสดงลักษณะเน้ือหินแบบเม็ด
ขนาดละเอยี ด แสดงผลกึ แคลไซต์จานวนมาก เกิดร่วมกับแร่ทึบแสงที่แสดงผลึกไม่สมบูรณ์ ประมาณ
รอ้ ยละ 2 มสั โคไวต์ ทลั ก์ และควอตซเ์ ล็กน้อย มีการแสดงสายแร่แคลไซต์เล็กน้อยบางบริเวณมีขนาด
กวา้ งถงึ 5 มิลลิเมตร (รปู ที่ 3.1)

2. บริเวณหบุ หนิ ปูน
บริเวณผาตั้งชันเป็นหินอ่อนทั้งหมด 3 ตัวอย่าง หินอ่อนนี้แสดงลักษณะเน้ือหินแบบเม็ด
ขนาดปานกลาง แสดงผลกึ แคลไซต์จานวนมาก เกดิ ร่วมกับควอตซ์ขนาด 0.025 ถึง 0.1 มิลลิเมตร ท่ี
แสดงผลึกไมส่ มบูรณ์ ประมาณร้อยละ 1-3 แร่ทึบแสง มัสโคไวต์ ทัลก์ เพียงเล็กน้อย แสดงการเรียง
ช้ันสลับสีเข้มอ่อนจากประมาณของแร่ทึบแสงที่แตกต่างกัน โดยบริเวณท่ีมีแร่ทึบแสงจะแสดงสีเข้ม
และแสดงสายแร่แคลไซตบ์ างบริเวณมีขนาดกว้างถงึ 2 มลิ ลิเมตร (รูปท่ี 3.2)

3. บริเวณเลยี บหน้าผา
บริเวณผาตั้งชันเป็นหินอ่อนท้ังหมด 2 ตัวอย่าง หินอ่อนนี้แสดงลักษณะเน้ือหินแบบเม็ด
ขนาดละเอียด แสดงผลึกแคลไซต์จานวนมาก เกิดร่วมกับควอตซ์ขนาด 0.025 ถึง 0.3 มิลลิเมตร ท่ี
แสดงผลึกไม่สมบูรณ์ประมาณร้อยละ 1 แร่ทึบแสง มัสโคไวต์ ทัลก์ เพียงเล็กน้อย แสดงสายแร่แคล
ไซต์บางบรเิ วณมีขนาดกว้างถงึ 2 มลิ ลเิ มตร (รูปท่ี 3.3)

ภาควชิ าธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มาวิทยาลยั เชยี งใหม่

16

C-vein

Talc

Musc

รูปที่ 3.1 ลักษณะแผ่นหินบางบริเวณผาต้ังชันภายใต้กล้องจุลทรรศน์โพลาไรซิง ก) สายแร่แคลไซต์
ของตัวอย่าง PCM1-1 ข) ทัลก์ของตัวอย่าง PCM1-2 ค) มัสโคไวต์ของตัวอย่าง PCM1-3 (C-vein:
สายแรแ่ คลไซต์ Talc: ทัลก์ และ Musc: มสั โคไวต์)

17

Qtz
Musc

Musc

Qtz
Musc

รปู ที่ 3.2 ลักษณะแผ่นหินบางบริเวณผาตง้ั ชันภายใต้กล้องจุลทรรศน์โพลาไรซิง ก) ควอตซ์และมัสโค
ไวต์ของตัวอย่าง PCM2-1 ข) มัสโคไวต์ของตัวอย่าง PCM2-2 ค) ควอตซ์และมัสโคไวต์ของตัวอย่าง
PCM2-3 (Qtz: ควอตซ์ และ Musc: มัสโคไวต์)

18

Qtz

C-vein
Musc

Musc
Qtz

รูปท่ี 3.3 ลักษณะแผ่นหินบางบริเวณผาตั้งชันภายใต้กล้องจุลทรรศน์โพลาไรซิง ก) ควอตซ์ของ
ตัวอย่าง PCM3-1 ข) มัสโคไวต์และสายแร่แคลไซต์ของตัวอย่าง PCM3-1 ค) ควอตซ์และมัสโคไวต์
ของตวั อย่าง PCM3-2 (Qtz: ควอตซ์ และ Musc: มัสโคไวต์)

Chapter 4 Geochemistry

บทท่ี 4 ธรณีเคมี

จากการวเิ คราะห์ธรณีเคมีของหนิ ตัวอยา่ งท่มี กี ารแปรเปลย่ี น และถกู แทนที่น้อยสุดจานวน 3
ตวั อยา่ ง ผลวิเคราะห์ท่ไี ดแ้ สดงถงึ ปรมิ าณออกไซดข์ องธาตุหลกั ปริมาณธาตุรอง โดยเครื่องเอ็กซ์เรย์
ฟลูออเรสเซนส์สเปกโตรมิเตอร์ (X-Ray Fluoresence Spectrometer : XRF) ห้องปฏิบัติการ
เอ็กซ์เรย์ ภาควิชาธรณีวทิ ยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แสดงไว้ในตารางท่ี 4.1 โดยเลือกตัวแทนหินที่ดี
ทส่ี ุดของแตล่ ะบรเิ วณมาศึกษา ซง่ึ มีกระบวนการเตรยี มตวั อย่างดงั น้ี

1) ใช้ค้อนทุบหินหรือใช้เคร่ืองกะเทาะไฮดรอลิก (hydraulic splitter) อัดให้หินแตกโดยมีขนาด
พอเหมาะและเฉือนสว่ นผิวที่ผอุ อก

2) นาตัวอยา่ งไปย่อยให้เป็นหนิ เกลด็ โดยอาศยั เครื่องย่อยหนิ (jaw crusher)
3) ทาการคดั เลือกหนิ เกล็ดทไี่ ม่มีสายแร่ขนาดเล็ก ฟองในหิน แร่ในฟองหิน หินแปลกปลอม และแร่

แปลกปลอม
4) บดหินเกล็ดประมาณ 80-100 กรัม โดยอาศัยเคร่ืองบดชนิดแหวนบดทังสเตน-คาร์ไบด์

(Rocklabs Tungsten Carbide Ring Mill)

หนิ ผลิตปนู ขาวบรเิ วณบา้ นปง อาเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ แสดงเนื้อหินแบบหินแปรเน้ือ
เม็ด แสดงชั้นสลับสีขาวกับสีเทาเข้ม ประกอบด้วย แคลเซียมออกไซด์ในปริมาณที่สูงมาก ร่วมกับ
ไอออนออกไซด์ปานกลาง และแมกนเี ซยี มไดออกไซด์ โพแทสเซีมออกไซด์ ไตรอลูมิเนียมไดออกไซด์
และซลิ กิ อนไดออกไซด์เพยี งเลก็ นอ้ ย

แคลเซยี ม Ca2+ จะแสดงอยใู่ นรปู ของแร่แคลไซต์ (CaCO3) แมกนีเซียม Mg2+ จะแสดงอยู่ใน
รูปของแร่โดโลไมต์ (CaMg(CO3)2) โพแทสเซียม K+ และอลูมิเนียม Al3+ จะแสดงอยู่ในรูปของแร่มัส
โคไวต์และ/หรือทัลก์ (KAl2(AlSi3O10)(F,OH)2) ซิลิกอน Si4+ จะแสดงอยู่ในรูปของแร่ควอตซ์ (SiO2)
เหล็ก Fe2+,Fe3+ จะแสดงอยู่ในรูปของแร่ทึบแสง จาพวกแมกนีไทต์ (Fe3O4) และ/หรือฮีมาไทต์
(Fe2O3)

ภาควิชาธรณีวทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ตารางท่ี 4.1 สว่ นประกอบเคมขี องหนิ ปนู บริเวณบา้ นปง อาเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ 20

SiO2 LS1-1 LS2-2 LS3-1 LS3-2
TiO2 0.389 0.4760 - 0.6200
ZrO2 0.0000 - 0.0000
Al2O3 0 0.0000 - 0.0000
Fe2O3tt 0.019 0.1220 0.1670
ZnO 0.154 0.3760 0.1020 0.3920
SrO 0.309 0.3160
BaO - 0.0000 -
MgO - 0.0520 0.0510 0.0420
CaO 0.077 0.0000 0.0000
Na2O - 0.2620 0.2020
K2O 0 0.0990 55.9680 55.9980
P2O5 0.059 56.5200
LOI 55.483 - -
Total - 0.0510 0.1290
0 0.0960
0.087 - -
0.143 - 43.2500 42.2500
43.2800 42.2600 100.0000 99.8000
100.0000 100.0010

0 = <0.01 หมายถงึ มธี าตดุ งั กลา่ วในปริมาณน้อยมาก

Chapter 5 Discussion and Conclusion

บทท่ี 5 อภปิ รายและสรปุ ผล

ปนู ขาวทดี่ มี ีคุณภาพคือปูนขาวท่ีมีปริมาณแคลเซียมสูง แต่หินปูนท่ีเหมาะสมในการผลิตปูน
ขาวแบบวิธดี งั้ เดมิ ของชาวบ้าน ต้องมีธาตุอ่ืนนอกจากแคลไซต์ เช่น อลูมิเนียม โพแทสเซียม ซิลิกอน
แมกนีเซียม หรอื ซลิ กิ อน ท่ีจะปรากฏในรปู ของควอตซ์ ไมกา หรอื แร่ดินเพ่ือให้เนื้อปูนเหนียวยึดเกาะ
กนั มากขึน้

แคลไซต์บรสิ ุทธม์ิ ีคุณภาพดี แต่นามาเผาทาปูนขาวไม่ได้ เน่ืองจากแตกเป็นผงร่วนทาให้ร่วง
หล่นลงเตางา่ ย ชาวบ้านจะไม่สามารถเก็บมาจาหนา่ ย เนื่องจากลกั ษณะรปู รา่ งผลึก และแนวแตกของ
แคลไซต์ เม่ือได้รับอุณหภูมิที่สูงขึ้น CO3 จะพยายามหนีออกจากโครงสร้างในรูปแบบของแก๊ส
คาร์บอนไดออกไซด์ ทาให้มุมพันธะระหว่าง Ca2+ กับ CO3 เปล่ียนแปลงไป จึงเกิดการแตกออก
ภายในโครงสรา้ ง (Ishizawa et al., 2013)

หนิ ผลติ ปูนขาวบริเวณบ้านปง อาเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ แสดงเนื้อหินแบบหินแปรเนื้อ
เมด็ แสดงช้นั สลบั สขี าวกับสีเทาเข้ม ประกอบด้วย แคลไซต์จานวนมาก ควอตซ์ มัสคไวต์ ทัลก์ และ
แร่ทึบแสงเลก็ น้อย จาแนกชือ่ ได้เปน็ หินอ่อน

คุณสมบัติทางแร่และคุณสมบัติทางเคมีทาให้หินอ่อนบริเวณบ้านปง อาเภอหางดง จังหวัด
เชยี งใหม่ ผลิตเปน็ ปูนขาวท่ีดีมีคุณภาพสงู ดว้ ยปริมาณแคลเซยี มท่ีมากและมคี วามเหนียวทเ่ี หมาะสม

ภาควิชาธรณีวทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่

References

เอกสารอา้ งองิ

Ishizawa, N., Setoguchi, H., and Yanagisawa, K., 2013. Structural evolution of calcite at
high temperatures: Phase V unveiled, Scientific Reports, V.3, Article number:
2832, in publish online.

ธานัท วรุณกูล . 2549. ภูมิปญั ญาการกอ่ สร้างงานสถาปัตยกรรมพ้ืนถ่ินประเภทอาคารเพอ่ื การค้าของ
หลวงพระบาง. วิทยานพิ นธป์ ริญญาโท, มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม.่

WEBSITE:
www.siamchemi.com ในหัวข้อ “ปนู ขาว” สืบคน้ เมอ่ื วนั ที่ 13 พฤษภาคม 2559
www.wikipedia.com ในหวั ขอ้ “ปูนขาว” สบื คน้ เม่ือวนั ที่ 13 พฤษภาคม 2559
www.cendru.eng.cmu.ac.th ในหวั ข้อ “การเส่อื มสภาพของโบราณสถานทมี่ ีโครงสร้างหลักเป็นอิฐ
ถือปูนโดยกรดซัลฟรู กิ ” สืบค้นเมอ่ื วนั ที่ 13 พฤษภาคม 2559

ภาควชิ าธรณวี ทิ ยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่


Click to View FlipBook Version