Blue Lagoon ภผู ามา0 น
การทำเหมืองหินปูนจัดว4าเป5นกิจกรรมที่ส4งผลกระทบต4อทรัพยากรป@าไมBและสิ่งแวดลBอมอย4างหลีกเลี่ยงไม4ไดB
แต4เนื่องจากความจำเป5นในการใชBหินปูนเพื่อประโยชนIในการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน ในปPจจุบันจึงไดBมีการ
กำหนดใหBการดำเนินการทำเหมืองหินปูนตBองจัดทำแผนฟTUนฟูพื้นที่ภายหลังการทำเหมือง ผนวกเป5นเงื่อนไขแนบทBายการ
อนุญาตประทานบัตรการทำเหมือง ซึ่งเหมืองหรือสัมปทานต4าง ๆ ก็ไดBใหBความสำคัญและดำเนินการอย4างจริงจังในการ
ฟTUนฟูพื้นที่ที่ผ4านการทำเหมือง โดยสนับสนุนใหBมีการศึกษาวิจัยและทดลองการฟTUนฟูพื้นที่ภายหลังการทำเหมือง โดยใชB
เทคนิควิธีการทางดBานชีววิทยาป@าไมB (Forest Biology) วนวัฒนวิทยา (Silviculture) และการท4องเที่ยวเชิงธรณี
(Geotourism) มาประยกุ ตใI ชใB นการฟนUT ฟูพนื้ ที่ภายหลงั การทำเหมอื ง
น้ำที่ไหลผ4านพื้นที่หินปูนไดBละลายหินปูนมาดBวยทำใหBมีน้ำสีฟpาอมเขียวใส เนื่องจากหินปูนหรือแคลเซียม
คารIบอเนตที่ละลายอยู4ในน้ำ รวมทั้งแร4ธาตุบางชนิดที่ปะปนอยู4ดBวย จะส4งผลใหBสาหร4ายหรือตะไคร4สีเขียวขนาดเล็กที่มัก
เจริญเติบโตในลำธารน้ำทั่วๆ ไป ไม4สามารถแพร4ขยายพันธุIไดB ในแอ4งน้ำของน้ำตกหินปูนจึงไม4เป5นสีเขียว และเมื่อ
แสงแดดส4องลงมากระทบ นำ้ จะดูดกลนื คล่ืนแสงสแี ดงไวB ทำใหBมองเหน็ พืน้ ของนำ้ ตกหินปนู เปน5 สีฟาp อมเขยี วใส
น้ำสีเขียวมรกตเกิดจากการที่น้ำในสระมีความบริสุทธิ์สูง มีตะกอนนBอย น้ำที่บริสุทธิ์นี้จะดูดกลืนแสงสีแดงมาก
เปน5 พิเศษ สะทBอนแสงสฟี าp และเขียวกลบั มาส4สู ายตาของผBูที่ดูอย4ขู าB งบน จึงทำใหBเห็นนำ้ เปน5 สีเหมอื นมรกต
ที่น้ำใสขึ้นมาเช4นนั้นไดB น้ำที่ไหลผ4านพื้นที่หินปูนไดBละลายหินปูนมาดBวยทำใหBมีน้ำสีฟpาอมเขียวใส เนื่องจาก
หนิ ปนู หรอื แคลเซยี มคารบI อเนตทล่ี ะลายอยใ4ู นนำ้ รวมทั้งแร4ธาตุบางชนิดที่ปะปนอยู4ดBวย จะส4งผลใหBสาหร4ายหรือตะไคร4สี
เขียวขนาดเล็กที่มักเจริญเติบโตในลำธารน้ำทั่วไป ไม4สามารถแพร4ขยายพันธุIไดB และการมีหินปูนหรือแคลเซียมคารIบอเนต
ละลายอย4ูเยอะ ทำใหBสง่ิ สกปรกในนำ้ ตกตะกอนไดดB ีจนทำใหBนำ้ ใสมาก
แบบฝก% หัด
• พิกัดของพน้ื ท่ศี ึกษา
• ลกั ษณะธรณีวิทยาในพืน้ ท่ศี ึกษา
อุทยานแหง0 ชาติภผู ามา0 น
อุทยานแห4งชาติภูผาม4านมีสภาพภูมิประเทศส4วนใหญ4 เป5นเทือกเขาหินปูนที่มีความสูงชันสลับซับซBอนกันเป5น
แนวยาวสลับกับที่ราบลุ4มเชิงเขาสูงจากระดับทะเลปานกลางประมาณ 200 - 1,000 เมตร เป5นแนวเทือกเขาทอดยาวจาก
อุทยานแห4งชาติน้ำหนาวเปรียบเสมือนปราการธรรมชาติกั้นแดนระหว4างอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย และอำเภอผาม4าน
อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก4น โดยมี "ภูฮี" เป5นยอดเขาที่สูงที่สุดในพื้นที่โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง
ประมาณ 1,000 เมตร ดBานทิศเหนือมีลำหBวยที่สำคัญหลายสายไหลลงสู4ลำน้ำพองทางทิศเหนือ และไหลลงสู4ลำน้ำเชิญ
ทางดBานทิศใตB
หินยุคเพอรIเมียน (300-250 ลBานป|มาแลBว) ไดBแก4กลุ4มหินสระบุรี ซึ่งส4วนใหญ4เป5นหินปูน และหินทรายสลับชั้น
กับหินโคลน โดยหินปูนมีลักษณะเป5นภูมิประเทศแบบคาสตI หินดังกล4าวพบกระจายในบริเวณทางตะวันตกของจังหวัด
ขอนแก4น โดยพบเป5นภูเขาสูงและแนวเทือกเขามีหนBาผาสูง พบซากดึกดำบรรพIมากมาย เช4น ฟูซูลินิด แบรคิโอพอด ไบร
โอซัว หอยสองฝา แอมโมไนตI ไครนอยดI ปะการัง รอยชอนไช ฟองนำ้ หอยเจดียI และเศษซากพืช หินเหล4านี้สะสมตัวใน
ทะเลโบราณท่ีค4อนขBางตื้นในบริเวณขอบทวีป และพบรอยสัมผัสไม4ต4อเนื่องเชิงมุมกับหินของหมวดหินหBวยหินลาด หินยุค
เพอรเI มียนนีแ้ บง4 ออกเป5น 3 หมวดหนิ
o หมวดหินผานกเคBา ประกอบดBวยหินปูนสีเทาถึงเทาดำชั้นบางถึงชั้นหนามาก แทรกสลับดBวยหินดินดานสีเทาดำ
ชั้นบาง และพบกระเปาะหรือแถบหินเชิรIตแทรกในหินปูนดBวย หินเหล4านี้สะสมตัวในทะเลตื้นและอบอุ4น เมื่อ
300-260 ลาB นปม| าแลBว พบกระจายอย4ูในบริเวณแนวเขาดBานตะวันตกของอำเภอชุมแพ ภผู าม4าน และสีชมพู
o หมวดหินหัวนาคำ ประกอบดBวยหินเกรยIแวก เนื้อสกปรก หินทรายเนื้อโคลนสีเทา สีเทาเขียว แทรกสลับชั้นกบั
หินดินดาน และหินดินดานท่ีมีเลนซIหินปูนสีเทา สีเทาดำ ชั้นหินขนาดบางถึงหนา วางตัวต4อเน่ืองกับหมวดหิน
น้ำดุก แต4วางตัวไม4ต4อเนื่องอยู4ใตBหมวดหินหBวยหินลาด หินเหล4านี้สะสมตัวในทะเลตื้นใกลBฝP•ง ต4อเนื่องมาจากชั้น
หินปูนของหมวดหินผานกเคBา เมื่อ 270-260 ลBานป|มาแลBว พบแผ4กระจายในบริเวณที่เนิน ที่ลาดลอนคล่ืน ที่
ลาด และพ้ืนทภี่ ูเขาทมี่ มี องเห็นเป5นแนวสลบั เขาทางดาB นตะวันตกของอำเภอชมุ แพ ภผู ามา4 น และสีชมพู
o หมวดหินน้ำดุก ประกอบดBวยหินเกรยIแวก สีเทา เทาเขียว หินดินดานสีเทาดำ และหินดินดานที่สลับชั้นกับหิน
ทราย พบเลนซIหินปูนบBาง ช้ันหินขนาดบางถึงหนา หินเหล4าน้ีสะสมตัวในทะเลต้ืนท่ีค4อนขBางขุ4นขBน โดยชั้น
ตะกอนสะสมตามความลาดเอียงของสภาพภูมิประเทศที่ไม4ราบเรียบ เม่ือ 270-260 ลBานป|มาแลBว พบโผล4เป5น
ภเู ขาแนวยาว และภเู ขาลูกโดด ทางดาB นตะวันตกของอำเภอชุมแพ ภูผามา4 น และสีชมพู
ถ้ำพญานาคราช
ถ้ำพญานาคราชอยบ4ู นเขาสามยอด เปน5 ถำ้ ขนาดความกวBางประมาณ 50 เมตร ยาว 30 เมตร ความสูงโดยเฉล่ีย
ประมาณ 20 เมตร สามารถแบ4งหBองโถงภายในไดB 2 หBอง ภายในมีหินงอกหินยBอย เสาหินขนาดใหญ4บริเวณกลางถำ้ ม4าน
หนิ และอ4างน้ำธรรมชาติ ทางเดนิ ภายในถBาสามารถเดินทะลุไปยังถำ้ เกล็ดแกวB ซง่ึ อยูบ4 รเิ วณใกลเB คียงกนั ไดB
สว4 นใหญ4บริเวณนีเ้ ป5นหินปนู ของหมวดหินผานกเคาB ประกอบดวB ย หินปนู สเี ทาปานกลางถงึ เทาออ4 น ช้ันบางถงึ
ชั้นหนาปานกลาง มีกBอนเชิรIต วางตัวตามแนวการวางตัวของชั้นหิน พบซากดึกดำบรรพIพวกไครนอยดI ฟูซูลินิด ปะการัง
แบรคิโอพอด และแกสโตพอด มีอายอุ ยใู4 นยุคเพอรเI มียนประมาณ 295 250 ลBานป|มาแลวB
ถ้ำหินปูน (limestone cave) เกิดจากการกัดกร4อนของน้ำใตBดิน ในขณะที่หินปูนอยู4ต่ำกว4าระดับน้ำใตBดิน ซึ่ง
โดยส4วนใหญ4น้ำใตBดินจะมีคุณสมบัติเป5นกรดเจือจาง เนื่องจากฝนชะลBางก…าซคารIบอนไดออกไซดIจากอากาศกลายเป5น
กรดคารIบอนิก หรือ ฝนกรด (acid rain) และซึมผ4านลงใตBดิน ฝนกรดนั้นเมื่อทำปฏิกิริยากับหินปูน ซึ่งเป5นแคลเซียม
คารIบอเนตที่อยู4ใตBดิน ทำใหBหินปูนเกิดการผุพังทางเคมี (chemical weathering) กลายเป5นแคลเซียมไบคารIบอเนต
(Ca(HCO3)2) เรยี กว4า กระบวนการคารIบอเนชนั (carbonation)
แผนที่ภมู ิประเทศระวางอำเภอภกู ระดงึ (5342 I)
กระบวนการคาร>บอเนชัน (carbonation) คือ กระบวนการที่ก…าซคารIบอนไดออกไซดI (CO2) ทำปฏิกิริยากับ
น้ำ กลายเป5นกรดคารIบอนิก หรือ ฝนกรด (acid rain) ซึ่งฝนกรดนั้นเมื่อทำปฏิกิริยากับแคลเซียมคารIบอเนต หรือ
หนิ ปนู ทำใหBหินปนู ผพุ งั กลายเป5นแคลเซียมไบคารIบอเนต (Ca(HCO3) 2)
CaCO3 + H2O + CO2 → Ca (HCO3) 2
แคลเซียมคาร>บอเนต + นำ้ + คารบ> อนไดออกไซด> → แคลเซียมไบคารบ> อเนต
ซึ่งในธรรมชาติก…าซคารIบอนไดออกไซดIเกิดขึ้นไดBจากหลายสาเหตุ เช4น การปะทุของภูเขาไฟ การหายใจของพืช
ตลอดจนการย4อยสลายอินทรียวัตถุโดยแบคทีเรีย นอกจากนี้กิจกรรมหลายอย4างของมนุษยIก็สรBางก…าซ
คารIบอนไดออกไซดไI ดเB ช4นกนั ทั้งจากโรงงานอตุ สาหกรรมหรือการทำเหมือง
กระบวนการกดั กร4อนของน้ำใตดB นิ การเกดิ ถ้ำ และภัยพิบตั หิ ลุมยบุ
CaCO3 + H2O + CO2 → Ca (HCO3) 2
แคลเซียมคารบ> อเนต + น้ำ + คารบ> อนไดออกไซด> → แคลเซียมไบคาร>บอเนต
หลังจากนั้นแคลเซียมไบคารIบอเนต (Ca (HCO3) 2) ที่ไดBจากกระบวนการคารIบอเนชัน สามารถละลายและถูก
ชะลBางออกไดBดBวยน้ำใตBดิน ส4งผลใหBเกิดโพรงหรือถ้ำอยู4ใตBดิน และมีการสะสมตัวของหินปูนใหม4กลายเป5น ตะกอนถ้ำ
(speleothem) รูปแบบต4างๆ เช4น หินงอก (stalagmite) งอกหรือพอกพูนขึ้นมาจากพื้นถ้ำ และหินย`อย
(stalactite) ที่ยอB ยตวั ลงมาจากเพดานหรอื ผนงั ถ้ำเปน5 ตBน
ภูมิประเทศแบบคาสตI (karst topography) คือ ลักษณะภูมิประเทศที่เกิดจากการกัดกร4อนหินปูนของน้ำใตBดิน
หลังจากนั้นเมื่อระดับน้ำใตBดินลดลด เกิดการถล4มและยุบตัวของพื้นที่ ซึ่งเมื่อมีการยุบตัวมากขึ้น พื้นที่ที่แสดงระดับพื้นผิว
เดิมลดลง พื้นที่ดังกล4าวจึงกลายเป5น ลักษณะสูง-ต่ำ ตะปุ@มตะป•• คลBายกับภูมิประเทศแบบเตาขนมครกคว่ำ เรียกว4า ภูมิ
ประเทศแบบคาสตI(karst topography)
เอกสารอา' งอิง
รายงานการสำรวจและประเมนิ แหล4งธรณวี ทิ ยาจังหวัดขอนแก4น, (2555) สำนกั ธรณวี ทิ ยา, กรมทรพั ยากรธรณ,ี กรุงเทพมหานคร.
ถำ้ และภูมปิ ระเทศแบบคาสตM (2565) โดย ศาสตราจารยM ดร. สนั ติ ภัยหลบล้ี ภาควิชาธรณวี ิทยา คณะวทิ ยาศาสตรM จฬุ าลงกรณMมหาวิทยาลยั
ปทุมวัน กรงุ เทพมหานคร.
แบบฝ%กหดั
• พกิ ดั ของพื้นทศี่ กึ ษา
• ลกั ษณะภมู ิประเทศในพื้นท่ีศกึ ษา
• ลกั ษณะภมู ิสัณฐานในพนื้ ท่ศี ึกษา
• ลกั ษณะหนิ ในพน้ื ทีศ่ ึกษา
• ลักษณะซากดกึ ดำบรรพท> ่พี บเจอ
หลุมยุบเป5นปรากฎการณIธรรมชาติอย4างหนึ่งที่ดินยุบตัวลงเป5นหลุมลึก มีรูปร4างและขนาดต4างๆกัน เช4น รูป
เกือบกลมหรือเป5นวงรี ( พจนานุกรม ศัพทIธรณีวิทยา , 2544) มีน้ำขังอยู4กBนหลุม ภายหลังน้ำใตBดินจะกัดเซาะและนำพา
ดนิ ท่อี ยกู4 Bนหลุมไป ทำใหหB ลุมยบุ ลึกขึ้น สว4 นปากหลมุ ก็จะพงั อยูต4 ลอดจนกระทั่งจะเสถียร
1.สาเหตุของการเกดิ หลุมยบุ ท่ีพบในประเทศไทย
หลุมยุบเกิดจากมีโพรงใตBดินในบริเวณนั้น ต4อมาเพดานโพรงยุบตัวลง อาจเนื่องจากการสูบน้ำใตBดินทำใหBขาด
แรงพยุงเพดานโพรง หรือแรงสั่นสะเทือนจากการที่มียานพาหนะสัญจรไปมาในบริเวณใกลBเคียง/แรงสั่นสะเทือนจาก
แผน4 ดินไหว จึงทำใหBเพดานโพรงพงั ทลายลงเกดิ เป5นหลุมยุบข้นึ โพรงใตBดนิ ท่ีพบในประเทศไทย มดี ังนี้
1.1 โพรงหนิ ปูนใตBดิน
เมื่อฝนตกลงมา จะไดBรับก…าซคารIบอนไดออกไซดIขณะผ4านชั้นบรรยากาศและซึมลงใตBผิวดิน ทำใหBน้ำฝนมีความ
เป5นกรดอย4างอ4อน (กรดคารIบอนิก) เมื่อไหลผ4านและสัมผัสกับหินปูนจะละลายเนื้อหินปูนออกไปดBวย ในที่สุดก็จะค4อยๆ
เกิดเป5นโพรงหรือถ้ำใตBดินขึ้น เมื่อโพรงใตBดินเหล4านี้มีการขยายขนาดใหญ4ขึ้นและอย4ูใกลBผิวดินมากยิ่งขึ้น เพดานไม4
สามารถตBานทานน้ำหนักของดินและสิ่งก4อสรBางที่กดทับดBานบนไดB ก็จะถล4มพังลงไปดBานล4างและกลายเป5นหลุมยุบใน
ที่สุด โพรงหินปูนถBาอยู4พBนผิวดิน ก็คือถ้ำ ถBาไม4โผล4เรียกว4าโพรงหินปูนใตBดิน ซึ่งจำแนกเป5น 2 ระดับ คือ โพรงหินปูนใตB
ดินระดับลึก ( ลึกจากผิวดินมากกว4า 50 เมตร ) และโพรงหินปูนใตBดินระดับตื้น ( ลึกจากผิวดินไม4เกิน 50 เมตร ) ส4วน
ใหญห4 ลมุ ยุบจะเกดิ ในบรเิ วณทมี่ โี พรงหินปนู ใตดB ินระดบั ต้นื
1.2 ชน้ั เกลือหินใตBดนิ
พื้นที่ส4วนใหญ4ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีชั้นเกลือหินรองรับอยู4ดBานใตB เกลือหินมีคุณสมบัติละลายน้ำไดB
ง4าย เมื่อมีการทำเหมืองใตBดิน โดยการสูบเกลือขึ้นมา จึงเป5นสาเหตุทำใหBเกิดโพรงใตBดินขึ้น ต4อมาเพดานโพรงพังทลายลง
จึงเกิดเป5นหลุมยุบขึ้น ( รูปท่ี 4) ขนาดของหลุมยุบอาจมีขนาดใหญ4โต ( รูปท่ี 5) สรBางความเสียหายใหBกับทรัพยIสินของ
ประชาชนไดB
1.3 ชัน้ ทรายถูกน้ำใตดB ินพัดพา
มักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีชั้นทรายรองรับอยู4ใตBดินและอยู4ใกลBแม4น้ำ ลำคลอง เกิดขึ้นทั่วทุกภาคของประเทศ เมื่อมี
ฝนตกหนักหรือตกต4อเนื่อง ทำใหBปริมาณและแรงพัดพาของน้ำใตBดินเพิ่มขึ้นจึงพัดพาเอาตะกอนทรายใตBดินลงสู4แม4น้ำ ลำ
คลอง จึงทำใหBเกิดโพรงใตBดินขึ้น แต4โพรงใตBดินที่เกิดจากสาเหตุนี้จะมีขนาดไม4ใหญ4มาก และไม4ก4อใหBเกิดความเสียหายต4อ
ทรพั ยIสินเพียงแตส4 ราB งความต่ืนตระหนกใหBกับผูBประสบเหตุ
แบบจำลองการเกดิ หลุมยุบ (คดั ลอกจากศิรประภา, 2552 )
บ0อเกลอื
เกลือสินเธาวIบBานบ4อ ตั้งอยู4ที่ บBานบ4อ ตำบลเขานBอย อำเภอเวียงเก4า จังหวัดขอนแก4น บริเวณพื้นที่มีลักษณะ
ภูมิประเทศเป5นที่ราบลุ4ม ในแผนที่ธรณีวิทยามาตราส4วน 1:250,000 ระวางจังหวัดขอนแก4น ที่จัดทำโดยคุณจงพันธI จง
ลักษมณี และคณะ ซึ่งตีพิมพIในป|พ.ศ. 2522 ไดBแสดงว4าบริเวณที่ลอนลุ4มใจกลางของหุบเขาภูเวียงนั้นประกอบดBวย
ตะกอนสองพวกคือตะกอนที่ยังไม4จับตัวเป5นหินของยุคควอเทอรIนารี และหมวดหินโคกกรวดของกลุ4มหินโคราช และหาก
เป5นไปตามสมมุติฐานของนเรศ สัตยารักษI และทรงภพ พลจันทรI (Sattayarak and Polachan, 1990) ที่ระบุว4าเกลือ
สินเธาวIบBานบ4อเวียงเก4า มาจากหมวดหินมหาสารคาม ขั้นตอนในการทำเกลือสินเธาวI เป5นขั้นตอนที่เกิดจากภูมิปPญญา
ชาวบBานภาคอีสานท่ีทำ สืบตอ4 กันมาเป5นเวลายาวนาน
เอกสารอ'างอิง
Sattayarak, N. and Polachan, S. (1990) Rock Salt Beneath the Khorat Plateau. Proceedings on Mineral Management,
Department of Mineral Resources, Bangkok, 2-6 July 1990, 1-14.
แบบฝ%กหัด
• พกิ ดั ของพ้นื ท่ศี กึ ษา
• ลักษณะแรgและหินในพ้นื ทศี่ ึกษา
• การใช`ประโยชนแ> ละความสัมพันธด> `านส่ิงแวดล`อม
อทุ ยานแห0งชาตภิ ูเวยี ง
ภูเวียงมีลักษณะเป5นสันเขายอดราบสูง โอบลBอมแอ4งที่ราบไวBภายใน สันเขาทางดBานทิศเหนือและทิศ ตะวันตก
เฉียงใตBจะมีพื้นที่บางส4วนยื่นออกไปลักษณะเป5นป|กรูปกลม ทำใหBลักษณะสัณฐานของภูเวียงคลBายหัวหนูทางดBานทิศ
ตะวันออกของภูเวียงจะพบช4องแคบซึ่งเป5นทางเขBาสู4แอ4งที่ราบภายในเพียงจุดเดียวลักษณะทางธรณีวิทยาของภูเวียง
ประกอบดBวยหมวดหินเรียงลำ ดับจากอายุแก4ที่สุดไปหาอายุอ4อนที่สุด คือ หมวดหินภูกระดึง (Jpk) หมวดหินพระวิหาร
(Jpw) หมวดหินเสาขัว (Jsk) หมวดหินภูพาน (Kpp) หมวดหินโคกกรวด (Kkk) และตะกอนควอเทอรIนารี (Qa) หินใน
หมวดหินต4างๆ เหล4านี้โผล4ใหBเห็นเป5นวง โดยมีหมวดหินภูกระดึงอยู4วง รอบนอกสุดและมีตะกอนควอเทอรIนารีอยู4รอบใน
สุด ชั้นหินทั้งหมดซึ่งเรียงตัวต4อเนื่องกันเป5นลำ ดับ มีอายุอยู4ในช4วงเวลาประมาณ 200 - 65 ลBานป| และมีลักษณะ
โครงสรBางทางธรณีวิทยาแบบประทุนหงาย (syncline) ชั้นหินที่พบกระดูกไดโนเสารIพบกระจัดกระจายอยู4ในหมวดหิน
เสาขัว และพบรอ4 งรอยเทาB ไดโนเสารIอยูใ4 นหมวดหนิ พระวหิ าร (กรมทรพั ยากรธรณี, 2559)
ในป| พ.ศ.2519 นายสุธรรม แยBมนิยมและคณะสำรวจ ขณะสำรวจแร4ยูเรเนียม ไดBคBนพบซากดึกดำ บรรพIเศษ
กระดูกไดโนเสารI บริเวณหBวยประตูตีหมา โดยผลการวิจัยพบว4าเป5นไดโนเสารIซอโรพอด พวกกินพืช เดินสี่ขา คอยาว
และหางยาว แต4ไม4สามารถระบุสกุลไดโนเสารIไดB ต4อมาในป| พ.ศ.2524 นายเชิงชาย ไกรคง นักธรณีวิทยาจากหน4วย
สำรวจแร4ยูเรเนียม ไดBพาคณะสำ รวจโบราณชีววิทยาไทย-ฝรั่งเศส ขึ้นไปสำรวจบนยอดของภูประตูตีหมา ทางคณะสำ
รวจไดBคBนพบท4อนกระดูกขาไดโนเสารIขนาดใหญ4 2 ท4อน รอยตีนไดโนเสารIจำ นวนมาก ฟPนไดโนเสารIและฟPนของสัตวI
ชนิดอื่น ๆ เช4น จระเขB ปลา และกระดองเต4าโดยส4วนใหญ4พบอยู4ในหินทรายหมวดหินเสาขัว ยุคครีเทเชียสตอนตBน
(ประมาณ 130 ลBานป|มาแลBว)
1. ผาชมตะวัน
ผาชมตะวัน เป5นจุดชมพระอาทิตยIขึ้นบริเวณลานหินทรายที่ตั้งอยู4สุดขอบของบริเวณเทือกเขาดBานทิศ
ตะวันออกของพื้นที่อุทยานแห4งชาติภูเวียง โดยมีลักษณะเป5นหนBาผาสูงชันตลอดแนวเทือกเขา เมื่อมองไปในทางทิศ
ตะวันออกจะสามารถมองเห็นอ4างเก็บน้ำ ของเขื่อนอุบลรัตนI และเทือกเขาภูเกBา-ภูพานคำ ที่แสดงลักษณะทางธรณี
สัณฐานเป5นภูเขายอดราบที่มีผาชันดBานหนึ่งและลาดเอียงดBานหนึ่งทำใหBมีร4างคลBายมีดอีโตB จึงเรียกลักษณะสัณฐานนี้ว4า
ภูเขารูปสันอีโตB (cuesta) หินทรายบริเวณผาชมตะวัน เกิดจากการตกสะสมตัวของตะกอนบริเวณแม4น้ำ ประสานสาย
(braided stream) ในช4วงยุคจูแรสสิกตอนกลางถึงครีเทเชียสตอนตBน ตะกอนเกิดการทับถมและจมตัวลงเกิดเป5นหิน
ทรายของ หมวดหินพระวิหาร ซึ่งมีลักษณะเด4นคือ เป5นหินทรายสีขาวปนเหลือง ต4อมาเกิดการเคลื่อนที่ชนกันระหว4าง
แผ4นอนุทวีปชานไทยและแผ4นอนุทวีปอินโดจีน และทำ ใหBหินตะกอนบริเวณนี้เกิดการยกตัวเป5นที่ราบสูงโคราช ทำ ใหBช้ัน
หินเกิดการคดโคBง (fold) รอยแตก (fracture) และรอยเลื่อน (fault) ทำ ใหBมีลักษณะเป5นหนBาผาสูงชันบริเวณที่เป5นขอบ
แอง4 ของโครงสรBางการคดโคBงแบบประทุนหงาย (syncline)
2. รอยตนี ไดโนเสาร>
เมื่อป| พ.ศ. 2532 โดยคณะสำ รวจไดโนเสารIจากกรมทรัพยากรธรณี ไดBคBนพบรอยตีนไดโนเสารIหลายชนิด
จำนวนมากกว4า 60 รอย ประทับเป5นแนวทางเดินหลายทิศทาง ใน 10 แนวทางเดิน บนผิวหนBาของชั้นหินทรายเนื้อ
ละเอียดสีขาวในหมวดหินพระวิหาร ซึ่งผิวหนBาสีออกแดงสนิมเหล็ก มีรอยริ้วคลื่นและรูหนอน ซึ่งแสดงสภาพแวดลBอม
โบราณเป5นชายน้ำ ลักษณะของรอยตีนที่พบเป5นรอยตีนที่มี 3 นิ้ว คลBายรอยตีนนก ปลายนิ้วมีร4องรอยของเล็บแหลมคม
แสดงลักษณะของสัตวIที่กินเนื้อเป5นอาหาร เดินดBวย 2 ขาหลัง บ4งชี้ว4าเป5นไดโนเสารIกินเเนื้อขนาดเล็กตระกูล ออรIนิโธไม
โมซอรI นอกจากนี้ยังพบรอยตีนสัตวIขนาดเล็กอาจเป5นสัตวIเลื้อยคลานโบราณ ไดโนเสารIขนาดเล็กตระกูลซีลูโรซอรI และ
พบรอยตีนสัตวIเลื้อยคลานขนาดใหญ4 1 รอย ขนาดรอยตีนและช4วงกBาวของไดโนเสารI 7 แนวทางเดิน เมื่อนำ มาคำ นวณ
โดยใชBสูตรการคำนวณของอเล็กซานเดออรIและทูรIบอน จะไดBความสูงถึงสะโพกอยู4ระหว4าง 53-73 ซม. และความเร็วใน
การเดินตั้งแต4 1.0-2.2 กม./ชม.
3. ลานยเู รเนียม
ลานยูเรเนียม ไดBรับการสำ รวจและพบว4าหินในบริเวณนี้ มีค4าผิดปกติของแร4กBมมันตรังสีสูงในป| พ.ศ.2508 แต4
ก็ยังไม4ไดBรับการสำ รวจ แลBวหลังจากนั้นประมาณ 10 ป| เกิดสนใจและไดBมีความตBองการในการสำ รวจหาแร4ยูเรเนียม
เพื่อใชBประโยชนI จึงตัดสินใจทำ การร4วมมือทำ การสำ รวจร4วมกับ USGS หรือ สำ นักงานธรณีวิทยาสหรัฐอเมริกา ซึ่งไดB
ทำ การเก็บตัวอย4างหินที่มีลักษณะเป5นทรงกระบอกเรียกว4า core sample เป5นผลใหBบริเวณรอบ ๆ ลานหินแห4งนี้มีหลุม
อยู4ทั่วบริเวณ โดยในตอนแรกผลของการศึกษาพบว4าแร4ยูเรเนียมที่พบมีการปะปนอยู4ในหินทรายของหมวดหินเสาขัวกล4ุม
หินโคราช โดยจะเกิดร4วมกันกับแร4ทองแดงที่อยู4ใน แร4อะซูไรตI (Azurite) และแร4มาลาไคตI (Malachite) สุดทBายในการ
สำรวจคนB หาแรย4 เู รเนียม เพื่อนำ ขึน้ มาใชBประโยชนIในคร้ังนไ้ี มป4 ระสบผลสำเร็จในดาB นของปริมาณแร4ยเู รเนียม
4. หลมุ ขดุ หว` ยประตตู ีหมา
พบบริเวณใกลBกับที่ทำ การหน4วยพิทักษIอุทยานภูประตูตีหมา เป5นกระดูกไดโนเสารIหลายชิ้นฝPงอยู4ในหินทราย
แข็งของหมวดหินเสาขัวในยุคครีเทเซียสตอนตBน โดยพบว4าเป5นกระดูกสันหลัง กระดูกซี่โครงจำ นวนหลายชิ้นของ
ไดโนเสารซI อโรพอดซ่ึงเป5นไดโนเสารIกินพืชขนาดใหญ4
5. ผากาลเวลา
ผากาลเวลา อยู4ภายในอุทยานแห4งชาติภูเวียงและเป5นเสBนทางของการเดินชมซากดึกดำ บรรพI บริเวณผา
กาลเวลามีความสูงประมาณ 400 เมตร จากระดับน้ำ ทะเลปานกลาง เมื่อมองลงไปทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใตBจะ
พบลักษณะธรณีสัณฐานแบบสันอีโตB (cuesta) มีลักษณะดBานหนึ่งชันอีกดBานหนึ่งลาดเอียงคลBายกับสันมีดอีโตB ซึ่งเกิดจาก
การยกตัวของแผ4นเปลือกโลกที่มีแรงกระทำ ไม4สม่ำ เสมอทำ ใหBการเอียงเทมีขนาดไม4เท4ากัน บริเวณนี้จัดอยู4ในหมวดหิน
พระวหิ ารที่สะสมตวั อยใ4ู นช4วงยคุ ครเี ทเชยี สตอนตนB
6. หลมุ ขุดคน` ภปู ระตูตีหมา
หลุมนี้ตั้งอยู4บนภูประตูตีหมา พบในป| พ.ศ. 2525 เป5นหลุมขุดคBนที่สำ คัญของประวัติศาสตรIการขุดคBน
ไดโนเสารIของไทย เนื่องจาก พบกระดูกไดโนเสารIซอโรพอดขนาดใหญ4 จำนวนมากเป5นไดโนเสารIกินพืชสกุลใหม4และชนิด
ใหม4ของโลกมีชื่อว4า ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน (Phuwiangosaurus Sirindhornae) ชิ้นส4วนที่พบไดBแก4 กระดูกซี่โครง
กระดูกไหปลารBา กระดูกคอ กระดูกขาหนBา กระดูกสะโพก และกระดูกสันหลัง (dorsal vertebrae) นอกจากนี้ยังพบ
กระดูกขาของไดโนเสารIขนาดเล็กตัวเท4าไก4 วงศIซีลูโลซอรI (Ceolurosaur) สกุล คอมพIซอกนาธัส (Compsognathus)
และยังคBนพบฟPนไดโนเสารทI ่มี ีลกั ษณะขากรรไกรคลBายจระเขBคอื สยามโมซอรัส สุธธี รนิ (Siamosaurus Suteethorni)
7. สสุ านหอยล`านปs
แหล4งสุสานหอย อยู4ห4างจากแหล4งขุดคBนที่ 2 ประมาณ 40 เมตร บริเวณนี้เป5นชั้นหินทรายหมวดหินเสาขัวยุครี
เทเซียสตอนตBน ที่มีเปลือกหอยสะสมตัวอย4างหนาแน4น แผ4กระจายกวBางออกไป ชั้นหอยประกอบดBวยเปลือกหอยสองฝา
มากถึง 9 ชนิด แต4โดดเด4นดBวยเปลือกหอยสกุล ไทรโกนิออยดีส ซึ่งเป5นหอยน้ำจืด นอกจากนี้ยังพบ หอยนางรมสกุลเอ็ก
โซไจรา (Exogyra) เป5นหอยที่เกิดในน้ำ กร4อย และพบพวก Mollusca ที่ยังไม4ไดBศึกษากระจายอยู4ทั่วบริเวณประมาณ
300 ตารางกิโลเมตร จาการศึกษาซากหอยเทียบเคียงกับซากหอยยุคครีเทเชียสตอนล4าง (Lower Cretaceous) ของ
ประเทศจีน และซากไดโนเสารI บริเวณอุทยานแห4งชาติ บ4งชี้ว4า ซากหอยเหล4านี้ อยู4ระหว4างยุคจูแรสสิกตอนปลายครี
เทเซียสตอนตBน หรืออยู4ช4วงอายุ 120 – 150 ลBานป| ทำ ใหBทราบไดBว4าเทือกเขาภูเวียงเคยเป5นที่ราบกวBางมีแหล4งน้ำ ที่เป5น
ทอี่ าศัยของหอยชนดิ ต4าง ๆ
8. หลุมขดุ ค`นที่ 2 ถ้ำเจยี
หลุมขุดคBนที่ 2 อยู4ทางตอนเหนือของหลมขุดคBนที่ 1 โดยอยู4ห4างออกไปประมาณ 500 เมตร ไดBขุดพบกระดูก
ส4วนคอของไดโนเสารIซอโรพอด เรียงต4อกัน จำ นวน 6 ชิ้น โดยไม4พบส4วนหัวกะโหลก ซึ่งจากสภาพแวดลBอมโบราณแสดง
ว4าส4วนหัวไดBหลุดออกไปก4อนที่จะถูกทับถมดBวยตะกอน หลุมขุดคBนแห4งนี้ไดBทำการขุดแต4งและสรBางอาคารชั่วคราวเพื่อ
ปpองกันการถูกทำลาย โดยไม4ไดBขุดเอากระดูกขึ้นมา ต4อมาอุทยานแห4งชาติไดBรับงบประมาณ 1.8 ลBานบาท เพื่อก4อสรBาง
อาคารครอบหลุมอาคารชั่วคราวถูกรื้อออก กระดูกห4อหุBมไวBดBวยเฝTอกปลาสเตอรIแต4ถูกงัดเฝTอกทำ ใหBกระดูกหลุดจากท่ี
เดิมและเกิดความเสียหาย จนไม4สามารถซ4อมแซมไดB ทำใหBขBอมูลเกี่ยวกับกระดูกคอของไดโนเสารIซอโรพอด ซึ่งยังไม4
ทราบชนิดสูญหายไป
เอกสารอ'างองิ
กรมทรัพยากรธรณี. (2560). คู6มือผู:เล6าเรื่องธรณี แหล6งรอยตีนไดโนเสารGภูแฝก จังหวัดกาฬสินธุG. กรุงเทพฯ: กรมคุ:มครองซากดึกดำ บรรพG
กรมทรพั ยากรธรณี.
กรมทรัพยากรธรณี. (2556). นำ้ ตกตาดฟWา. คน: เมอ่ื 10 กมุ ภาพันธG 2565, จาก http://www.dmr.go.th/ThailandGeopark
กรมทรัพยากรณธรณ.ี (2556). ผาชมตะวัน. ค:นเม่ือ 10 กุมภาพนั ธG 2565, จาก http://www.dmr.go.th/ThailandGeopark
ฐิตารียG จุนเจือ. (2563). ศึกษาศักยภาพสำ หรับการพัฒนาการท6องเที่ยวเชิงธรณีบริเวณแหล6งเรียนรู:ซากดึกดำ บรรพGในพื้นที่อุทยานธรณี
ขอนแก6น. รายงานการศกึ ษาอสิ ระ หลกั สตู รวทิ ยาศาสตรบณั ฑิต สาขาวชิ าเทคโนโลยีธรณี มหาวทิ ยาลยั ขอนแก6น. 49 หนา: .
สำนักวิจัยซากดึกดำ บรรพGและพิพิธภัณฑGธรณีวิทยา. (2550). ไดโนเสารGของไทย. กรุงเทพฯ: สำนักวิจัยซากดึกดำ บรรพGและพิพิธภัณฑG
ธรณวี ทิ ยา กรมทรพั ยากรธรณ.ี
Khon Kaen Geopark. (ม.ป.ป.). กำ เนิดเทือกเขาไดโนเสารGภูเวียง. ค:นเมื่อ 12 กุมภาพันธG 2565, จาก https://www.khonkaen-
geopark.com
Khon Kaen Geopark. (ม.ป.ป.). ไดโนเสารGแห6งภเู วียง. ค:นเม่อื 12 กมุ ภาพนั ธG 2565, จาก https://www.khonkaen-geopark.com
Sattayarak, N. (2022). ลานยูเรเนียมภูเวยี ง. ค:นเมอื่ 9 กมุ ภาพนั ธG 2565, จาก
https://www.facebook.com/nares.sattayarak/posts/4955169904569831.
แบบฝ%กหดั
• พิกัดและตำแหนgงอ`างอิงของพ้นื ที่ศกึ ษา
• ชนิดหนิ /ตะกอน และอายุ
• ลกั ษณะซากดกึ ดำบรรพ>
• ลกั ษณะธรณีสณั ฐานท่ีปรากฎ
หนิ ชาC งสี
หินชBางสีเป5นหนึ่งในธรณีสัณฐานหินทรายที่โดดเด4นในที่ราบสูงโคราช แหล4งธรณีสัณฐานแห4งนี้ตั้งอยู4ในอุทยาน
แห4งชาติน้ำพอง จังหวัดขอนแก4น ใกลBกับเขื่อนอุบลรัตนI ปกคลุมไปดBวยหินตะกอนดินเหนียวของการก4อตัวของพระวิหาร
ของกลุ4มโคราช วิทยาหินของหินชBางสีประกอบดBวยหินทรายกรวด หินทรายเนื้อปานกลางถึงหยาบที่มีการคัดแยกใน
ระดับปานกลาง และหินทรายแปpงที่แทรกสลับกับหินดินดาน โดยสามารถจำแนกหินทรายไดBออกเป5น 2 กลุ4ม: (1) หิน
ทรายสีขาวมากดBวยเม็ดทรายและมีซิลิกาเป5นสารเชื่อมประสาน (2) หินทรายที่มากไปดBวยเมทริกซIและมีลิโมไนตIเป5นสาร
เช่ือมประสาน หินทรายเหล4านี้แสดงใหBเห็นถึงทิศทางการเคลื่อนที่ของเม็ดตะกอน การสะสมตะกอนแบบปกติ และทิศ
ทางการวางตัวของชั้นหิน โดยมีมุมเอียงประมาณ 17° และเอียงเทไปทางทิศตะวันออก โครงสรBางทางธรณีวิทยา
ประกอบดวB ยชั้นหนิ คดโคBงและรอยเลอื่ น ซึ่งเปน5 ปจP จัยหลกั ทส่ี ง4 ผลตอ4 ลักษณะทางธรณีสณั ฐานประเภทตา4 ง ๆ
หินชBางสีมีลักษณะทางธรณีสัณฐานมากมาย ไดBแก4 หนBาผา รอยแตกหลายเหลี่ยม ถ้ำ กุมภลักษณI หลุมบ4อ เสา
หนิ ทาโฟนี ร4องน้ำ และโคBงธรรมชาติ กระบวนการหลกั ที่ทำใหBเกิดลักษณะเหล4านี้คอื กระบวนการผุกรอ4 นในสภาพอากาศ
เขตรBอนชื้น อุทยานแห4งชาติไดBใหBขBอมูลการท4องเที่ยวและแผนที่เป5นเสBนทางธรรมชาติสำหรับการเยี่ยมชมสถานที่เหล4าน้ี
ทั้งหมด อย4างไรก็ตาม ขBอมูลทางธรณีวิทยาบางส4วนเกี่ยวกับการเกิดขึ้นของพวกมันควรถูกนำมาใชBเพื่อการพัฒนาการ
ท4องเทีย่ วเชงิ ภูมิศาสตรI
หินทรายที่โผล4ปรากฏจัดอยู4ในหมวดหินพระวิหาร ซึ่งเป5นหินที่มีความทนทานสูงและมักจะมีลักษณะเป5นสันเขา
ในที่ราบสูงโคราช ลักษณะเฉพาะของธรณีสัณฐานหินทรายในบริเวณนี้ ไดBแก4 หนBาผา รอยแตกหลายเหลี่ยม ถ้ำ หลุม เสา
หิน หินคลBายทั่ง ทาโฟนี ร4องน้ำ และโคBงธรรมชาติ กุมภลักษณIมีลักษณะที่คลBายคลึงกันจากการศึกษาก4อนหนBานี้ ซ่ึง
สามารถพบเจอไดBที่ผาชัน-สามพันโบก จังหวัดอุบลราชธานี และเลยดั้น จังหวัดเพชรบูรณI สัณฐานวิทยาของหินทราย
เป5นผลจากกระบวนการผุกร4อนที่มีความแตกต4างในการตBานทานการกัดเซาะของชั้นหิน การเกิดขึ้นครั้งแรกของรูปร4าง
ของหินทรายเหล4านี้เกิดจากขBอต4อในมวลหิน ในเวลาเดียวกัน น้ำที่ไหลผ4านจะแทรกซึมผ4านรอยแตก ระนาบ และความ
พรุนของหินเพ่ือสรBางธรณีสณั ฐานตา4 งๆ ประติมากรธรรมชาติท่ีโดดเด4นเหล4านี้ควรอนุรกั ษIไวใB หมB ากทสี่ ุด
บรรณานุกรม
Bourke M, Viles H (2007) A photographic atlas of rock breakdown features in geomorphic environments. Arizona: Planetary
Science Institute.
Udomsak, S., Choowong, N., Choowong, M., & Chutakositkanon, V. (2021). Thousands of Potholes in the Mekong River
and Giant Pedestal Rock from North-eastern Thailand: Introduction to a Future Geological Heritage Site.
Geoheritage, 13(1).
Young, R.W., Wray, R.A.L. & Young, A.R.M. (2009). Sandstone Landforms. New York: Cambridge University.
Vivitkul, N., Pringproh, W., Singtuen*, V. (2022) Preliminary Geological Study of Sandstone Morphology in Hin Chang
Si Geoheritage, Khon Kaen Province, Northeastern Thailand. Extended Abstract Proceeding in the International
Conference on Geology, Geotechnology, and Mineral Resources of Indochina 2022 (GEOINDO 2022), 11-12 February,
Khon Kaen, Thailand (online), 152.
Junjuer, Th., Singtuen*, V. (2022) Characterization of Sandstone Basement in Loei Dun Pothole, Phetchabun
Geopark, Thailand. Abstract Proceeding in the International Conference on Geology, Geotechnology, and Mineral
Resources of Indochina 2022 (GEOINDO 2022), 11-12 February, Khon Kaen, Thailand (online), 151.
แบบฝ%กหดั
• พิกัดและตำแหนgงอ`างอิงของพ้นื ที่ศกึ ษา
• ชนิดหนิ /ตะกอน และอายุ
• ลกั ษณะซากดกึ ดำบรรพ>
• ลกั ษณะธรณีสณั ฐานท่ีปรากฎ
เขอ่ื นอบุ ลรตั นI
เขื่อนอุบลรัตนI ตั้งอยู4ตำบลเขื่อนอุบลรัตนI อำเภออุบลรัตนI จังหวัดขอนแก4น เป5นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียว
เขื่อนอุบลรัตนIเป5นเขื่อนอเนกประสงคIแห4งที่สองของประเทศไทย ซึ่งสรBางขึ้นถัดจากเขื่อนภูมิพล เป5นเขื่อนผลิตไฟฟpาพลัง
น้ำแห4งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป5นเขื่อนอเนกประสงคIแห4งที่สองของประเทศไทยต4อจากเขื่อนภูมิพล สรBาง
ป¥ดกั้นแม4น้ำพอง ตรงบริเวณที่เรียกว4า "พองหนีบ" ตำบลโคกสูง อำเภอน้ำพอง (ปPจจุบันเป5นอำเภออุบลรัตนI) จังหวัด
ขอนแก4น อยู4ห4างจากตัวจังหวัดขอนแก4น ประมาณ 50 กิโลเมตร โดยเริ่มก4อสรBางเมื่อป| พ.ศ. 2507 แลBวเสร็จในป| พ.ศ.
2509 โดยที่พระบาทสมเด็จพระเจBาอยู4หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินพรBอมดBวยสมเด็จพระนางเจBาฯ พระบรมราชินีนาถและ
สมเด็จพระเจBาลูกเธอ เจBาฟpาอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี (ฐานันดรศักดิ์ในขณะนั้น) ไปทรงประกอบพิธีเป¥ด
เขือ่ น เมื่อวนั ท่ี 14 มนี าคม พ.ศ. 2509 ทรงพระราชทานช่อื เขือ่ นนี้ว4า “เขื่อนอุบลรตั นI”
ความเป5นมาของเขื่อนอุบลรัตนI ระหว4างวันที่ 20 – 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2500 ผูBเชี่ยวชาญจาก 4 ประเทศ คือ
ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนามใตB โดยความสนับสนุนของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห4งเอเซียและตะวันออกไกล
(ECAFE) ไดBประชุมหารือกันเกี่ยวกับการพัฒนาลุ4มน้ำโขงตอนล4างเพื่อประโยชนIในดBานการชลประทาน การผลิต
กระแสไฟฟpา การประมง และการปpองกันอุทกภัย ที่ประชุมไดBใหBผูBแทนทุกฝ@ายเสนอใหBรัฐบาลทั้ง 4 ประเทศ ภายใตBความ
อุปถัมภIของสหประชาชาติ (United Nations) คณะกรรมการฯไดBลงมติว4าใน 4 ประเทศ ที่ร4วมงานกันนี้ จะดำเนินงาน
พัฒนาแหล4งน้ำประเทศละ 2 สาขา ซึ่งสำหรับประเทศไทยเราไดBเสนอโครงการน้ำพอง (ปPจจุบันคือ เขื่อนอุบลรัตนI) และ
โครงการนำ้ พุง (ปจP จุบันคือเขื่อนนำ้ พุง) เปน5 สาขาของโครงการพฒั นาลุ4มน้ำโขงตอนลา4 ง
ป| พ.ศ. 2502 คณะกรรมการประสานงานการสำรวจลุ4มน้ำโขงตอนล4าง ไดBดำเนินการสำรวจลำน้ำสาขาของ
แม4น้ำโขง อีกหนึ่งป|ต4อมาคณะกรรมการประสานงานการสำรวจลุ4มน้ำโขงตอนล4าง ไดBเสนอใหBมีการพิจารณาโครงการน้ำ
พองเป5นอันดับแรก เพราะโครงการนจ้ี ะใหปB ระโยชนแI กก4 ารพฒั นาภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื นานัปการ
ป| พ.ศ. 2503 องคIการสหประชาชาติ ไดBทำการว4าจBางบริษัท Rogers International Corporation จาก
สหรัฐอเมริกาใหBมาดำเนินการสำรวจเบื้องตBนใหBกับโครงการน้ำพอง โดยใชBเงินจากกองทุนพิเศษสหประชาชาติ (UN
Special Fund) ต4อมาในป| พ.ศ. 2505 รัฐบาลไดBนำรายงานการสำรวจเบื้องตBนเสนอต4อรัฐบาลสหพันธIสาธารณรัฐ
เยอรมัน เพื่อขอกูBยืมเงินมาเป5นค4าก4อสรBางโครงการ รัฐบาลสหพันธIสาธารณรัฐเยอรมันไดBลงมติใหBความสนับสนุนโดยผ4าน
สถาบันเครดิตเพื่อการบรู ณะแหง4 สหพันธIสาธารณรัฐเยอรมนั (K.F.W. หรอื Kreditanstall fur Wiederaufbau)
ป| พ.ศ. 2506 การไฟฟpาตะวันออกเฉียงเหนือไดBลงนามในสัญญาว4าจBางบริษัท Salzgitter Industriebau
GmbH. แห4งสหพันธIสาธารณรัฐเยอรมัน เป5นบริษัทวิศวกรที่ปรึกษา เพื่อสำรวจรายละเอียดออกแบบและควบคุมงาน
ก4อสราB ง โครงการพฒั นาแม4นำ้ พอง
ป| พ.ศ. 2507 ไดBเริ่มก4อสรBางโครงการโดยการกูBเงินจาก สถาบันเครดิตเพื่อการบูรณะแห4งสหพันธIสาธารณรัฐ
เยอรมัน (K.F.W.) การก4อสรBางไดBแลBวเสร็จเมื่อปลายป| พ.ศ. 2508 และเริ่มดำเนินการผลิตกระแสไฟฟpาตั้งแต4วันที่ 14
มนี าคม พ.ศ. 2509
ป| พ.ศ. 2512 ไดโB อนยาB ยจากการไฟฟาp ภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื เป5นการไฟฟาp ฝา@ ยผลติ แหง4 ประเทศไทย
วัตถุประสงคIของการสรBางเขื่อนนี้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟpา การชลประทาน การบรรเทาอุทกภัยและการ
ประมง เริ่มก4อสรBางเมื่อป| พ.ศ. 2507 และเริ่มใชBงานเมื่อป| พ.ศ. 2509 ลักษณะตัวเขื่อนเป5นเขื่อนหินทิ้ง มีแกนกลางเป5น
ดินเหนยี ว สูง 32 เมตร โดยทสี่ ันเข่ือนอย4ูทีร่ ะดับ 185.00 ม.รทก.
ต4อมาในป| พ.ศ. 2521 และ พ.ศ. 2523 ไดBเกิดอุทกภัยขนาดใหญ4มาก การไฟฟpาฝ@ายผลิตแห4งประเทศไทย จึงไดB
จัดทำโครงการปรับปรุงเขื่อนอุบลรัตนI เพื่อใหBสามารถเผชิญกับอุทกภัยขนาดเช4นที่เคยเกิดขึ้น หรือขนาดใหญ4กว4าที่เคย
เกดิ ขึน้ ไดB งานก4อสราB งปรับปรุงเข่อื นอุบลรตั นIไดBเรมิ่ ขน้ึ เมือ่ ปลายป| พ.ศ. 2527 และแลBวเสรจ็ ในป| พ.ศ. 2530
ตัวเขอ่ื น (Dam) หินทิง้ แกนดนิ เหนยี ว
ชนิด 36.10 ม. (จากทอB งน้ำเดิม)
ความสงู ตวั เข่อื น 885 ม. (รวมทางระบายนำ้ ลนB 100 ม.)
ความยาวสนั เขอ่ื น 6 ม.
ความกวBางสนั เข่ือน +188.10 ม. ( รทก. )
ระดับสนั เขอื่ น 125 ม.
ความกวาB งฐานเขอื่ น 1:3 และ 1:1.5
ความลาดชนั ดาB นเหนือนำ้ 1:3 และ 1:1.5
ความลาดชนั ดาB นทาB ยนำ้ 694,000 ลบ.ม.
ปริมาตรของตวั เขอื่ น
แหล0งซากดึกดำบรรพIไมกC ลายเปQนหนิ บCานโนนรงั
แหล4งซากดึกดำบรรพIไมBกลายเป5นหินบBานโนนรัง ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก4น ตั้งอยู4บริเวณขอบ
ของแอ4งโคราช (Khorat basin) ทางดBานตะวันตก ชั้นหินและตะกอนของแหล4งไมBกลายเป5นหินถูกรองรับดBวยกลุ4มหิน
โคราช (Khorat Group)
ประดิษฐI นูแล และยลรดี สองหBองนอก. (2560) ไดBศึกษาและจัดทำลำดับชั้นตะกอนเพื่ออธิบายสภาพแวดลBอม
การตกสะสมตัว พบวา4 มีชนั้ หินและตะกอนอยู4 4 หน4วย เรยี งลำดบั จากลา4 งขน้ึ บนไดBดงั น้ี
หนว4 ยตะกอน 1: Conglomeratic sand วางตัวอย4างผดิ วสิ ัยบนหนว4 ยหนิ โคกกรวด
หน4วยตะกอน 2: Lenticular gravel with sand เป5นช้นั กรวดแทรกสลับกับชนั้ ทราย
หนว4 ยตะกอน 3: Massive gravel ช้ันกรวดหนาประมาณ 2-5 เมตร แบบ clast-supported มกี ารคัดขนาดไม4
ดี (poorly-sorted)
หนว4 ยตะกอน 4: Red soil เป5นช้นั ดินทรายสแี ดง
สภาพแวดลBอมการตกสะสมตัวของตะกอนของหน4วยตะกอน1และ2 เกิดจากการตกสะสมตัวของตะกอนโดย
ทางน้ำ หน4วยตะกอน2 และ3 เกิดจากการสะสมตัวโดยกระบวนการ debris flood, debris flow ของ alluvial fan
แหลง4 กำเนิดของเม็ดกรวดในพ้ืนทค่ี าดวา4 นา4 จะมแี หลง4 กำเนิดมาจากเทือกเขาทางดBานทิศตะวันตกเฉยี งเหนือของพืน้ ท่ี
ลัดดา แต4งวัฒนานุกูล (2562) ไดBศึกษาซากดึกดำบรรพIไมBกลายเป5นหิน (pettified wood) และอายุของ
ตะกอนที่สะสมตัวสัมพันธIกับซากดึกดำบรรพIไมBกลายเป5นหิน ผลจากการวิเคราะหIอายุดBวยวิธีการเรืองแสงของชั้นตะกอน
ท่ี 2 และ 3 ทีป่ รากฏซากดกึ ดำบรรพIไมกB ลายเปน5 หนิ จำนวนมาก พบวา4 ตะกอนมอี ายตุ ้ังแต4 183,000-200,000 ป| ซากดึก
ดำบรรพIไมBกลายเป5นหินพบอายุตั้งแต4 60,000-115,000 ป| และไดBสรุปว4าสารละลายซิลิกาที่สะสมตัวอยู4ในซากดึกดำ
บรรพIไมกB ลายเป5นหนิ เกดิ จากการผพุ งั ของกลมุ4 แร4ซิลเิ กตจากชน้ั ตะกอนที่ซากดกึ ดำบรรพไI มกB ลายเป5นหนิ สะสมตวั อย4ู
แหล4งซากดึกดำบรรพIไมBกลายเป5นหินบBานโนนรัง มีลักษณะที่โดดเด4นคือพบซากดึกดำบรรพIไมBกลายเป5นหินท่ี
สะสมตัวเป5นจำนวนมากและแสดงการลำดับชั้นหินหรือตะกอนที่ชัดเจน ทำใหBเป5นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาเป5นแหล4ง
ศึกษาทางบรรพชีวินวิทยา ตะกอนวิทยาและการลำดับชั้นหิน ซึ่งมีความสำคัญในการบ4งบอกภูมิอากาศบรรพกาล
(paleoclimate) และสภาพแวดลอB มบรรพกาล (paleoenvironment) โดยนำขBอมูลดงั กล4าวมาเล4าธรณีประวัติไดB
เอกสารอ'างอิง
ประดิษฐM นูแล และ ยลรดี สองหŽองนอก. (2560). ตะกอนวิทยาและลำดับชั้นของแหล4งไมŽกลายเป•นหินบŽานโนนรัง ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง
จังหวัดขอนแก4น: เพื่ออธิบายสภาพแวดลŽอมการตกสะสมของตะกอน. กองคุŽมครองซากดดึกดำบรรพM กรมทรัพยากรธรณี, สรุป
รายงานประจำป• พ.ศ. 2560 ม 177-182.
ลัดดา แต4งวัฒนานุกูล. (2562). การศึกษาสภาพแวดลŽอมการตกสะสมตัวของแร4ธาตุในโครงสรŽางซากดึกดำบรรพMไมŽกลายเป•นหิน แหล4งซาก
ดึกดำบรรพMไมŽกลายเป•นหินบŽานโนนรัง ตำบลสาวะถี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก4น. กรมทรัพยากรธรณี สำนักคุŽมครองซากดึกดำ
บรรพ.M
แบบฝ%กหดั
• พกิ ดั ของพืน้ ท่ีศกึ ษา
• ชนดิ หิน/ตะกอน และอายุ
• ลักษณะซากดกึ ดำบรรพ>
• ภาพแสดงลกั ษณะการเกดิ ในอดีต