The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระดับประถมศึกษา วรรณคดีไทยเรื่อง “สังข์ทอง” สู่ประเพณีตีคลีไฟของชาวจังหวัดชัยภูมิ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by แพรว แจวจ้ำจึก, 2022-07-07 04:12:54

โครงงานกลุ่มสาระภาษาไทย โรงเรียนเทศบาล ๑ (วิทยานารี)

โครงงานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยระดับประถมศึกษา วรรณคดีไทยเรื่อง “สังข์ทอง” สู่ประเพณีตีคลีไฟของชาวจังหวัดชัยภูมิ

โครงงานกลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย

ระดบั ประถมศึกษา

วรรณคดไี ทยเรอื่ ง “สังขท์ อง” ส่ปู ระเพณตี คี ลไี ฟของชาวจงั หวดั ชยั ภมู ิ

โดย

เดก็ หญงิ องั สมุ าลี พรหมศร
เดก็ หญงิ ศวสั รจุ า ชาวยอง
เดก็ หญงิ ชนติ า ครองสาราญ

ครทู ปี่ รกึ ษาโครงการ

นางสาวณพชั รชา ประจงสขุ
นางสาวศศิพมิ ล เพชรสานกั

โรงเรยี นเทศบาล ๑ (วทิ ยานาร)ี

สั งกดั กองการศึกษา เทศบาลเมอื งชยั ภมู ิ องคก์ รปกครองทอ้ งถนิ่ กระทรวงมหาดไทย

โครงงานกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย

ระดบั ประถมศึกษา
วรรณคดไี ทยเร่ือง “สังข์ทอง”
สู่ประเพณตี ีคลีไฟของชาวจงั หวัดชยั ภมู ิ

โดย

เดก็ หญิง อังสุมาลี พรหมศร
เดก็ หญิง ศวัสรจุ า ชาวยอง
เดก็ หญงิ ชนิตา ครองสาราญ

ครูที่ปรึกษาโครงการ

นางสาวณพัชรชา ประจงสุข
นางสาวศศิพิมล เพชรสานัก

โรงเรียนเทศบาล ๑ (วทิ ยานาร)ี
สงั กดั กองการศึกษา เทศบาลเมอื งชยั ภูมิ
องค์กรปกครองทอ้ งถ่นิ กระทรวงมหาดไทย



บทคัดยอ่

ช่อื โครงงาน วรรณคดไี ทยเรื่อง “สังขท์ อง” สปู่ ระเพณตี คี ลีไฟของชาวจังหวัดชยั ภมู ิ

ประเภท ศกึ ษาคน้ ควา้ วเิ คราะห์

คณะผจู้ ัดทา เด็กหญิงอังสุมาลี พรหมศร ช้ันประถมศึกษาปที ี่ ๖

เด็กหญิงศวัสรจุ า ชาวยอง ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี ๖

เด็กหญงิ ชนิตา ครองสาราญ ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี ๖

ระดบั ช้นั ประถมศึกษาตอนปลาย (ป.๔ – ๖)

สถานศกึ ษา โรงเรยี นเทศบาล ๑ (วิทยานารี)

ครูที่ปรึกษา นางสาวณพชั รชา ประจงสขุ

นางสาวศศพิ ิมล เพชรสานกั

________________________________________________________________________

การจัดทาโครงงานเร่ือง วรรณคดีไทยเร่ือง “สังข์ทอง” สู่ประเพณีตีคลีไฟของชาวจังหวัดชัยภูมิ ใน
ครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาศึกษาลักษณะของประเพณีการตีคลีไฟที่ บ้านหนองเขื่อง ตาบลกุดตุ้ม อาเภอ
เมือง จังหวัดชัยภูมิ กับการเล่น ตีคลีในวรรณคดีไทยเร่ืองสังข์ทอง ว่ามีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่อย่างไร
เน่ืองจากเป็นประเพณีเฉพาะถ่ินและหาชมได้ยาก เพ่ือให้นักเรียนตระหนักรู้ถึงวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น
อันทรงคุณค่าของชาวชัยภูมิ สร้างทัศนคติท่ีดีต่อประเพณีท่ีอยู่ในจังหวัดชัยภูมิของตนเอง และเสริมสร้างจิต
นาการของนักเรียนจากการเขียนนิทานสัน้ เชิงสร้างสรรค์ สามารถนามาใช้เปน็ นวตั กรรมการเรยี นรขู้ ึน้ จากการ
ได้ศึกษาเนื้อหาในห้องเรียนได้อีกด้วย ทาให้มีการเชื่อมโยงบทเรียนสู่ท้องถ่ิน ตามพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติปี พ.ศ. ๒๕๔๒ ด้านหลักสูตรปรากฏตามมาตรา 8(3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้
เป็นไปอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง มาตรา 27 ใหค้ ณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐานกาหนดหลักสตู รภาคบังคบั การศึกษา
ขน้ั พ้ืนฐานเพ่อื ความเป็นไทย ความเป็นพลเมอื งทด่ี ีของชาติ การดารงชวี ิต และการประกอบอาชพี ตลอดจน
เพื่อการศึกษาต่อ ให้สถานศึกษาข้ันพ้ืนฐานมีหน้าท่ีจัดทาสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่ง ใน
ส่วนท่ีเกยี่ วกับสภาพปัญหาในชมุ ชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถ่ิน คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์เพ่ือเป็นสมาชิกท่ี
ดีของครอบครวั ชุมชน สงั คม และประเทศชาติ

ผลจากการศึกษาเน้ือหาและวิเคราะห์ข้อมูลนิทานตีคลีไฟสู่ประเพณีของชาวชัยภูมิได้สร้างความ
ตระหนักให้เห็นถึงคุณค่าของวิถีชีวิตผู้คนในชุมชนท้องถิ่นตนเองและประเพณีไทยในจังหวัดตนเอง ซ่ึงเป็น
เอกลักษณท์ ่ีดีงามควรแก่การรักษาไวแ้ ละโดดเดน่ ช่วยทานุบารงุ วฒั นธรรมของไทยให้อยู่คกู่ ับลูกหลานรุ่นหลัง
ได้อีกยาวนาน พร้อมกับเป็นการส่งเสริม อนุรักษ์การอ่านทานองเสนาะท่ีทรงคุณค่าควบคู่ไปกับการอนุรักษ์
ภาษาไทย สร้างเสริมจิตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนจากการเขียนนิทานส้ัน ทาให้นักเรียนมี
เจตคตดิ ที ่ตี อ่ การเรียนวชิ าภาษาไทย



กิตติกรรมประกาศ

โครงงานเรื่อง วรรณคดีไทยเร่ือง “สังข์ทอง” สู่ประเพณีตีคลีไฟของชาวจังหวัดชัยภูมิ ระดับช้ัน
ประถมศึกษา โรงเรยี นเทศบาล ๑ (วทิ ยานาร)ี สงั กัดกองการศกึ ษา เทศเมืองชยั ภมู ิ จังหวัดชยั ภูมิ โครงงาน
ฉบับนี้สาเร็จได้ด้วยความอนุเคราะห์จากคุณครูณพัชรชา ประจงสุข และคุณครูศศิพิมล เพชรสานัก
ท่ีปรึกษาโครงงานท่ีได้ให้ความรู้ คาแนะนา ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ ตลอดจนตรวจสอบและแก้ไข
ข้อผิดพลาดจนโครงงานเสร็จสมบูรณ์ โดยมี นายเอนก ชินหงส์ ผู้อานวยการสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาล
๑ (วิทยานารี) นางเพ็ญนภา เป๊ะชาญ รองผู้อานวยการสถานศึกษา นางสาวปราณปวีณ์ ค้มุ บา้ น หัวหน้า
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย และคณะครูกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณะครูและบุคลากรโรงเรียน
เทศบาล ๑ (วทิ ยานารี) ทุกท่าน ท่ใี ห้การสนบั สนุนและใหก้ าลังใจท่ดี เี สมอมา ซึ่งผู้จัดทาโครงงาน ขอกราบ
ขอบพระคุณเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้

ขอขอบคุณผู้นาชุมชนและชาวบ้าน บ้านหนองเข่ือง ตาบลกุดตุ้ม อาเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ท่ีได้ให้
ความอนุเคราะห์ในการให้ข้อมูลและต้อนรับอย่างอบอุ่น เพ่ือนๆ พี่ๆ น้องๆ นักเรียนโรงเรียน
เทศบาล ๑ (วทิ ยานาร)ี ท่ีเป็นกาลังใจและให้คาแนะนาแลกเปลยี่ นความรคู้ วามคิดในการจดั ทาโครงงาน

คณุ ค่าและ)ระโยชน์ทพ่ี ึงจะเกิดจากการทาโครงงานน้ี คณะผู้จัดทาโครงงานขอมอบให้แก่บิดามารดา
และคุณครูผู้ได้อบรมส่ังสอน ให้ความรู้และคาแนะนาแก่คณะผู้จัดทาโครงงาน ตลอดจนผู้ให้การสนับสนุน
และกาลังใจของทุกท่าน หากโครงงานฉบับนี้มีข้อผิดพลาดประการใด ทางคณะผู้จัดทาต้องกราบขออภัยมา
ณ ท่นี ี้



สารบัญ

เร่อื ง หน้า
บทคัดย่อ.................................................................................................................................................. ก
กติ ตกิ รรมประกาศ................................................................................................................................... ข
สารบญั ..................................................................................................................... ............................... ค
สารบัญแผนภมู .ิ ....................................................................................................................................... ง
บทที่ ๑ บทนา......................................................................................................................................... ๑

ท่ีมาและความสาคัญของการจดั ทาโครงาน.............................................................................. ๑
วตั ถปุ ระสงค์ของการทาโครงงาน............................................................................................... ๒
ขอบเขตของโครงงาน............................................................................................................... .. ๒
นิยามศพั ท์เฉพาะ....................................................................................................................... ๒
ผลท่คี าดวา่ จะได้รับ.................................................................................................................... ๓
บทที่ ๒ เอกสารทเ่ี กีย่ วข้อง..................................................................................................................... ๔
บทที่ ๓ วธิ กี ารดาเนินการศึกษา.............................................................................................................. ๑๒
บทที่ ๔ ผลการศึกษาค้นคว้า.................................................................................................................. ๑๗
บทที่ ๕ สรปุ อภปิ รายผลและขอ้ เสนอแนะ.............................................................................................. ๓๔
บรรณานุกรม............................................................................................................................................ ๓๗
ภาคผนวก................................................................................................................................................. ๓๘



สารบญั แผนภมู ิ

เรื่อง หนา้
แผนภูมติ ารางแบบประเมินโครงงานประเภทหนังสือเล่มเลก็ .................................................................. ๓๒



บทท่ี ๑
บทนา

ท่มี าและความสาคญั ของโครงงาน
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๒ หลักสูตรการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑

กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย กาหนดให้ สาระที่ ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๑.๑
เข้าใจและแสดงความคดิ เห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ งเห็นคุณค่าและ นามาประยุกต์ใช้ใน
ชวี ติ จรงิ เพื่อให้ผู้เรยี นสามารถเลา่ นิทานและตานานพนื้ บ้าน ใชเ้ ทคโนโลยีในการส่ือสารพัฒนาความรู้ เข้าใจ
ระดับของภาษาทั้งภาษาพดู และภาษาเขยี น ใชภ้ าษาไดถ้ ูกต้อง ใช้ภาษาในกลุ่มสาระการเรยี นรตู้ ่าง ๆ เพื่อ
พฒั นาความรู้ และการเขยี นเหมาะแก่สถานการณ์ อ่านนิทาน เรอ่ื งส้ัน สารคดี บทความ บทรอ้ ยกรอง
และบทละครงา่ ย ๆ สาหรบั เดก็ ในการหาความรู้ และความบนั เทงิ แสดงขอ้ เท็จจริง ขอ้ คิดเห็นจากการอ่าน

จากสาระการเรียนรู้ภาษาไทยในระดับช้ันประถมศึกษาปีที่ ๕ ได้กล่าวถึง วรรณคดีไทยเร่ืองสังข์ทอง
เป็นวรรณคดีเรื่องหนึ่ง ท่ีมีการนาเอาประเพณีการเล่นตีคลีไฟเข้ามาแทรกให้มีบทบาทอยู่ในเน้ือเร่ือง ดังเช่น
ตอนทพี่ ระอินทร์ลงมาช่วยทา้ วสามลในขณะท่บี ้านเมอื งกาลังเกดิ ปัญหา พระอินทรท์ ่านก็ใช้วิธีท้าตีคลี แพ้ชนะ
พนันเอาบ้านเมือง

ประเพณีของไทยท่ีสืบทอดมาแต่โบราณน้ันมีอยู่อย่างมากมาย ซึ่งล้วนแต่เป็นประเพณีที่ดีงาม และ
ถือกาเนิดขึ้นมาจากบรรพบุรุษของเรา อันเป็นต้นธารของวัฒนธรรมในปัจจุบัน ดังเช่น “ ประเพณีตีคลีไฟ ”
เป็นประเพณีท่ีใช้เล่นกันในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะในปัจจุบัน ที่มีการเล่นเฉพาะที่บ้าน
หนองเขอื่ ง ตาบลกดุ ต้มุ อาเภอเมือง จังหวดั ชัยภมู ิ

“ ตีคลีไฟ ” เป็นประเพณีในช่วงฤดูหนาวยามออกพรรษา แต่แรกนั้นเริ่มต้นมาจาก “ ตีคลีโหลน”
ท่ียังไม่ได้มีการจุดไฟที่ลูกคลี และเป็นการแข่งขันตีคลีไกล ซ่ึงผู้ท่ีสามารถตีลูกคลีออกไปได้ระยะไกลกว่าจะ
เป็นผู้ชนะ ต่อมาได้พัฒนามาเป็นการแข่งขันแบบทีม การตีคลีในสมัยก่อนมักจะเล่นกันในช่วงบ่ายถึงค่า
ภายหลังจากการไปทาไร่ทานาแล้วเดินทางไปอาบน้า ระหว่างทางซึ่งมีอากาศหนาวเย็น จึงต้องคิดหาวิธีออก
กาลังกายเพอ่ื จะช่วยให้คลายหนาวก็มีการตีคลีท่จี ะช่วยใหร้ ่างกายอบอุ่นข้ึนได้ โดยอปุ กรณ์ก็มเี พยี งลูกคลีท่ีทา
จากไม้ง้ิว (นุ่น) หรอื ไมท้ องหลาง เพราะมีนา้ หนักเบา และไม้ที่ตีจะใช้เหงา้ ไม้ไผ่ ท่ีมลี ักษณะงอเป็นตะขอ สว่ น
การตีคลีไฟนน้ั มาจากการกอ่ กองไฟแก้หนาวในช่วงพลบค่า ระหว่างทีม่ ีการเล่นตีคลี บังเอิญลูกคลีเกดิ กล้ิงเข้า
ไปในกองไฟแลว้ ติดไฟ เมอ่ื นามาทดลองตแี ล้วเห็นเปน็ แสงไฟชัดเจนสวยงาม จึงนิยมเล่นต่อๆกนั มาจาก
“ ตโี หลน ” จึงกลายมาเปน็ “ ตีคลไี ฟ ”



วตั ถุประสงค์ของการศกึ ษาคน้ คว้า
๑. เพ่ือศกึ ษาลักษณะของประเพณีการตีคลีไฟที่ บ้านหนองเขอื่ ง ตาบล กดุ ตุ้ม อาเภอ เมือง จังหวัด
ชัยภมู ิ กบั การเลน่ ตคี ลีในวรรณคดไี ทยเร่ืองสังขท์ อง วา่ มคี วามเกีย่ วข้องกันหรือไม่อย่างไร
๒. เพ่ือนาผลการศึกษาวิเคราะห์การเล่นตคี ลไี ฟทเ่ี ปน็ ประเพณีของชาวบ้านหนองเขื่อง ตาบลกุดตุ้ม
อาเภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภูมิ มาแต่งเปน็ นทิ านสมุดเล่มเลก็
๓. เพ่ือศึกษาคุณค่าและความพงึ พอใจของนักเรยี นกลุ่มตัวอย่างท่ีมีต่อประเพณีไทย และประเพณีที่
อย่ใู นจังหวดั ชัยภมู ิของตนเอง

ขอบเขตของการศึกษาค้นควา้
โครงงานภาษาไทย วรรณคดไี ทยเรือ่ ง “สงั ข์ทอง” สปู่ ระเพณีตคี ลีไฟของชาวจงั หวัดชยั ภมู ิ

มขี อบเขตของการศึกษาค้นควา้ ดงั น้ี
๑. ความรูท้ ่วั ไปเกย่ี วกับประวัตขิ อง การเลน่ ตคี ลีไฟ
๒. ความร้ทู ว่ั ไปเกี่ยวกับการแต่งนิทานสั้นตามจินตนาการ

นิยามศัพทเ์ ฉพาะ

ตีคลี หมายถึง การตีคลี เป็นการละเล่นพ้ืนเมืองอย่างหนึ่งของชาวอีสานนิยมเล่นกันมากตาม
ชนบทสมัยโบราณ มีหลักฐานปรากฏในสมยั กรงุ ศรีอยธุ ยา รัชสมยั สมเด็จพระเอกาทศรถ

ตีคลีโหลน หมายถึง เป็นการตีคลีที่ยังไม่ได้มีการจุดไฟที่ลูกคลี ผู้เล่นสามารถจับลูกคลีโดยไม่เกิด
อันตรายได้

นิทาน หมายถึง เรื่องเล่าสืบต่อกันมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ส่วนใหญ่ถ่ายทอดด้วยวิธีมุขปาฐะ
แตก่ ็มอี ยู่สว่ นมากที่บันทึกเปน็ ลายลักษณ์อักษรไว้

หนังสือเล่มเล็ก หมายถึง การจัดทาขึ้นมาเองด้วยขนาดท่ีกะทัดรัด น่าอ่าน เน้ือหาเป็นเร่ืองที่แต่ง
ข้ึนเองให้น่าสนใจ และวาดภาพระบายสีประกอบให้สวยงามตามแต่ความคิดสร้างสรรค์ หรือจินตนาการของ
ผูจ้ ัดทา



ผลท่ีคาดว่าจะได้รบั
จากการศึกษาโครงงานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย วรรณคดีไทยเร่ือง “สงั ข์ทอง” สปู่ ระเพณีตีคลี

ไฟของชาวจงั หวัดชัยภูมิ เปน็ โครงงานทมี่ คี ุณค่า มีประโยชน์ต่อการศึกษาหาความรู้ สร้างความตระหนักใหเ้ ห็น
ถึงคุณค่าของวิถีชีวิตผู้คนในชุมชนท้องถ่ินตนเองและประเพณีไทยในจังหวัดตนเอง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่ดีงาม
ควรแก่การรักษาไว้และโดดเด่น ช่วยทานุบารุงวัฒนธรรมของไทยให้อยู่คู่กับลูกหลานรุ่นหลังได้อีกยาวนาน
พร้อมกับเป็นการส่งเสริม อนุรักษ์การอ่านทานองเสนาะที่ทรงคุณค่าควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ภาษาไทย ทาให้
คณะผจู้ ัดทา มีความรู้ความเข้าใจเร่ืองความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกับการเขยี นนิทานสนั้ เชิงสรา้ งสรรค์ เปน็ นวัตกรรม
การเรียนรู้ข้ึนจากการได้ศกึ ษาบทเรียน



บทท่ี ๒
เอกสารทเ่ี ก่ยี วข้อง

ในการศึกษาค้นคว้าโครงงาน วรรณคดไี ทยเรื่อง “สงั ขท์ อง” สปู่ ระเพณตี ีคลีไฟของชาวจังหวัดชัยภมู ิ
ของกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษไทยในครั้งนี้ คณะผจู้ ดั ทาได้ศึกษาเอกสารและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ดังน้ี

๑. บทละครนอกเร่อื ง สังขท์ อง พระราชนพิ นธใ์ นพระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหล้านภาลัย
สังข์ทองเดิมทีนั้นเป็นบทเล่นละครในมีมาแต่กรุงสุโขทัยยังเป็ นราชธานีถึงกรุงรัตนโกสินทร์ต่อมา
ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา้ นภาลัยทรงตัดเรื่องสงั ข์ทองตอนปลาย (ต้งั แต่ตอนพระสังขห์ นีนางพันธุรตั )
มาทรงพระราชนิพนธ์ให้ละครหลวงเล่น มีตัวละครที่เป็นรู้จักกันเป็นอย่างดี คือ เจ้าเงาะซึ่งคือพระสังข์ กับ
นางรจนา เน้ือเรื่องมีความสนกุ สนานและเปน็ นิยม จึงมกี ารนาเนอื้ เรอ่ื งบางบททน่ี ิยม ได้แก่ บทพระสังข์ไดน้ าง
รจนา เพ่ือนามาประยุกต์เป็นการแสดงชุด รจนาเส่ียงพวงมาลัยในคานาหนังสือ"พระราชนิพจน์บทละครเร่ือง
สังขท์ อง" ของสมเด็จพระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมพระยาดารงราชานุภาพไดก้ ลา่ วไวว้ า่
...นิทานเรอ่ื งสังข์ทองนี้มีในคัมภรี ์ปัญญาสชาดก เรยี กวา่ สวุ ัณณสงั ขชาดก ถงึ เช่อื ถอื กันว่าเป็นเรอื่ งจริง
พวกชาวเมอื งเหนืออา้ งว่าเมืองท่งุ ยงั้ เปน็ เมืองทา้ วสามล ยังมลี านศิลาแลงแหง่ ๑ วา่ เป็นสนามคลีของพระสงั ข์
อยู่ไมห่างวดั พระมหาธาตนุ ัก ท่ใี นวหิ ารหลวงวัดพระมหาธาตุ ฝาผนงั กเ็ ขียนเรอ่ื งสงั ขท์ อง เปน็ ฝีมอื ชา่ งครั้งกรุง
เก่ายงั ปรากฏอยู่จนทุกวันน้ี ทางหวั เมอื งฝา่ ยตะวันตงวา่ เมืองตะก่ัวปา่ เป็นเมืองทา้ วสามนต์อกี แห่ง ๑ เรียก
ภูเขาลูก ๑ วา่ เขาขมังม้า…
สังข์ทองเป็นเรื่องท่ีได้มาจากสุวัณสังขชาดก เป็นหนึ่งใน ชาดกพุทธประวัติ เป็นนิทานพื้นบ้านใน
ภาคเหนือและภาคใต้โดยที่สถานท่ีท่ีกล่าวถึงเนื้อเร่ืองในสังข์ทอง กล่าวคือเล่ากันว่า เมืองทุ่งยั้งเป็นเมืองท้าว
สามนต์ อยู่ในบริเวณใกล้วัดมหาธาตุเน่ืองจากมีลานหินเป็นสนามตีคลีของพระสังข์ ส่วนในภาคใต้ เชื่อว่า
เมืองตะก่ัวป่าเป็นเมืองท้าวสามนต์ มีภูเขาลูกหนึ่งช่ือว่า "เขาขมังม้า" เน่ืองจากเมื่อพระสังข์ตีคลีชนะได้ข่ีม้า
ขา้ มภูเขาน้ันไป

๒. วรรณคดลี านาชนั้ ประถมศึกษาปีที่ ๕ บทที่ ๑ เรื่อง สังข์ทอง ตอนกาเนดิ พระสังข์
๑. วรรณคดี คือ หนังสือท่ีได้รับการยกย่องว่าแต่งดี มีคุณค่าทาง ด้านศิลปะการแต่ง มีความงาม

ดา้ นภาษา ท้ังเสียงเสนาะ จังหวะลีลา และความหมาย เร่ืองราวในวรรณคดีเป็นเร่ืองราวเก่ียวกับชีวติ มนุษย์ ที่
ช่วยใหผ้ ู้อ่านเข้าใจตวั เองและบคุ คลอ่นื มากข้นึ

๒. วรรณคดีเป็นหนังสือที่แต่งขึ้นในอดีต แต่งเป็นร้อยแก้วหรือ ร้อยกรองก็ได้ นิยมเขียนเป็นร้อย
กรอง เรื่องท่ีนามาเล่ามักเป็นเรื่องราว ของคนในอดีต ใช้ภาษาต่างกับภาษาปัจจุบัน ถ้าต้องการอ่านวรรณคดี
ให้ เขา้ ใจและซาบซึ้ง ควรสนใจค้นคว้าเรียนรู้คาศพั ท์ดว้ ย

๓. บทเรียนเร่ือง กาเนิดผิดพ้นคนท้ังหลาย ตอนท่ีเป็นบทร้อยกรองมาจากวรรณคดีกลอน บท
ละคร เรอ่ื ง สังข์ทอง ตอน กาเนดิ พระสังข์ วรรณคดีเรอ่ื งน้ี เปน็ พระราชนพิ นธ์ในพระบาท สมเดจ็ พระพทุ ธเลิศ
หล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ เป็นเรื่องราวการผจญภัยของ “พระสังข์” หรือ “สังข์ทอง” ตัวละครเอกท่ีกาเนิด
แตกต่างจาก คนทั่วไป ต้องซ่อนตัวอยู่ในหอยสังข์ และตอนโต ต้องซ่อนตัวอยู่ในรูปเงาะ ในวัยเด็กต้องพลัด



พรากจากพระบิดา พระมารดา และบ้านเกิดเมืองนอนไปในท่ีต่างๆ แต่เพราะเป็นคนดี มีความกตัญญูและ
กลา้ หาญ ในทีส่ ดุ กไ็ ด้กลับมาพบกบั พระบิดา พระมารดา และมคี วามสขุ ในที่สดุ

วรรณคดีสังข์ทอง
หากกล่าวถึงวรรณคดีเรื่องสังข์ทอง คนไทยท่ัวไปย่อมรู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีอยู่หลายสานวนคือ
เป็นนิทานในปัญญาสชาดก เป็นบาละครคร้ังกรุงเก่า แตะเป็นบทละครพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 แห่งกรุง
รัตน โกสินทร์ ฉบับที่เป็นพระราชนิพนธ์นี้แพร่หลายมากที่สุด เพราะเป็นบทละครนอกท่ีพระบาทสมเด็จพระ
พทุ ธเลิศหานภาลัยทรงปรับปรุงจากสานวนเดิม นาไปให้ผู้หญิงของหลวงเล่นในรัชสมัยของพระองค์เร่ือง สังข์
ทอง ไดร้ ับความนชิ มมาตัง้ แตส่ มยั กรุงศรอี ยุธยาเป็นราชธานี ซึง่ สาเหตหุ น่ึงท่ีผู้คนรู้จกั กันดที ีเ่ พราะเป็นนิทานที่
เต่าไร้ ชื่อสุวัณณสังขชาดก แค่มลี ักษณะเป็นเรือ่ งพนื้ บ้านดว้ ย คือเล่ากันอยู่ในท้องถน่ิ ใดห้องถ่ินหน่งึ จนกระทั่ง
คนในท้องถ่ินนั้นเชื่อกันว่าเป็นเร่ืองจริง เร่ืองสังข์ทองน้ีมีชาวเมืองเหนืออ้างว่าเมืองทุ่งย้ังเป็นเมืองท้าวสามนต์
ท้ังขงั มีลานสิลาแลงที่เช่ือกับว่าเป็นสนามคลีของพระสงั ข์ ทางหัวเมืองฝ่ายตะวนั ตกก็อา้ งว่า เมืองตะก่ัวป่าเป็น
เมืองท้าวสามนต์อีกแห่งหน่ึง เรียกลูกหนง่ึ ว่า เขาขมังม้า และกลา่ วว่าเมื่อพระสงั ข์ดีคดีชนะ ก็ได้ข่ีม้าเหาะข้าม
ภเู ขาลูกน้ันไปเรื่องสังข์ทองเป็นนิทานและพัฒนามาเป็นวรรณกรรมทม่ี ีคุณค่าท้ังในด้านใหค้ วามบันเทิงและให้
อรรถรสด้านคาประพันธ์ เนื้อเรื่องสนุกสนาน เพลิดเพลิน เต็มไปด้วยจินตนาการท่ีแปลกไปจากเรื่องอื่น ๑
นอกจากน้ียังกล่าวถึงขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง สภาพสังคม ความเป็นอยู่ของผู้คน กานิยมและ
แนวความคิดบางประการ คนทั่วไปรู้จักเร่ืองสังข์ทองและนิยมกันอย่างกว้างขวางต้ังแต่สมัยโบราณมาจบถึง
ปจั จุบนั
นิทานเรื่องสังข์มองนะจะเล่ากันแบบมุขปาฐะมาก่อนแล้วจึงมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์เผยแพร่เข้า
มายังประเทศไทยในรูปของชาดก และกลายมาเป็นบทละครนอก ตั้งแด่สมัยกรุงศรีอยุธยาซึ่งเท่ากับการฯยิบ
ยกเอาเรื่องพนื้ บา้ น คอื นทิ านชาดกมาแต่งเป็นวรรณคดลี ายลักษณ์ วรรณคดีลายลกั ษณจ์ ึงเป็นแหก่งช่วย
อนุรักข์ข้อมูลทางคติชนวิทยาและ วัฒนธรรม และเป็นสื่อที่ช่วยถ่ายทอดข้อมูลเหล่านี้ด้วย นั่นก็คือ วรรณคดี
ลายลักษณ์ เป็นท้ังแหล่งเก็บรักษาและแหล่งแพร่กระจาย ซ่ึงเราจะเห็นได้ว่าวรรณคดีคือแหล่งรวบรวม
ความคิดความเช่ือด่าง ๆ ทั้งท่ีเป็นเร่ืองธรรมดาและเร่ืองเหนือวิสัยหรือเร่ืองในจินตนาการบทความเรื่องน้ีเป็น
การนาเสนอวรรณคดีเรื่องสังข์ทองในฐานะท่ีเป็นวรรณคคี สาหรับอ่านสาหรับประกอบการแสดงละครบอก
และเป็นวรรณคดที ่เี ปน็ แหล่งขอ้ มูลทางวฒั นธรรมที่คนไทย
บทความเร่อื งนี้เป็นการนาเสนอวรรณคดเี ร่ืองสังขท์ องในฐานะที่เปน็ วรรณคดีสาหรบั อา่ น
สาหรับประกอบการแสดงละกรนอก และเป็นวรรณคดีที่เป็นแหล่งข้อมูลทางวัฒนธรรมส่วนใหญ่รู้จักและให้
ความสนใจ โดยผู้เขียนนาบทความ 2 เร่ืองมาปรับปรุง ได้แก่เรื่อง "ละครนอก"พิมพ์ใน สังข์ทอง ศูนย์
ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ (2337) และเร่ือง "สังขท์ อง การวิเคราะหว์ รรณคคีชงิ คตชิ นวิทยา" พิมพ์
ใน วารสารรามคาแหง ปีที่ 21 ฉบับท่ี เ มกราคม-มิถุนายน 2547การนาเสนอจะเน้นเรื่องตัวละครเอกเป็น
สาคญั

เรอื่ งนา่ รเู้ กย่ี วกับสังขท์ อง
เร่ืองสังข์ทองมีการบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรตั้งแต่สมัยโบราณ แต่สมัยน้ันคนอ่านหนังสือออกมี
น้อย ผู้คนจะได้รับการถ่ายทอดวรรณกรรมด้วยการฟัง และการดูละครมากกว่าเนื้อเรื่องท่ีแปลก ทาให้เกิด
ความสนุกสนานเพลิดเพลินและเกิดจินตนาการกว้างไกล ความสาคัญของเรื่องสังข์ทองจึงน่าจะเป็น



ความสาคัญในแง่ท่เี ป็นบทสาหรับเด่นละครนอกจนเป็นท่ีรู้จกั กันทั่วไปดังน้ันจึงควรกล่าวถึงละครนอกเพ่ือเป็น
แนวทางในการศึกมากอ่ น

เน้ือเรือ่ งโดยย่อ
จากการศึกษา พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลยั รัชกาลที่ ๒ เรื่อง สังข์ทอง
ตอนพระสังขต์ ีคลี มีเน้อื เรอื่ งว่า พระอินทร์ไดย้ กทัพมาลอ้ มเมอื งท้าวสามล และใหพ้ ระวิษณุกรรมถอื สารเข้าไป
ถงึ ทา้ วสามลเพื่อให้ออกมาตีคลี พนันเอาบา้ นเมือง ท้าวสามลจงึ ใหเ้ ขยท้ังหกคนของตนออกตีคลีกบั พระอินทร์
และพ่ายแพ้กลับไปทั้งหกคน พระอินทร์จึงให้ท้าวสามลแก้ตัว ท้าวสามลจาใจให้นางมณฑทไปอ้อนวอนเจ้า
เงาะป่าให้มาตีคลีกับพระอินทร์เพ่ือเป็นการแก้ตัวอีกคร้ัง เจ้าเงาะยอมรับคาอ้อนวอน ออกมาตคี ลีแข่งกับพระ
อินทร์ และได้ถอดรูปเงาะกลับเป็นพระสังข์ เม่ือพระสังข์ออกตีคลีกับพระอินทร์ พระอินทร์จึงทาทีพ่ายแพ้
และยกทัพกลับวมิ านไปในที่สุด

บทวิเคราะห์
เรอื่ งสังขท์ องมีท่มี าจากนิทานชาดก ซง่ึ กค็ อื วรรณกรรมของคนพนื้ บา้ นน่ันเอง นิทานชาดกนี้
มีที่มาจากอินเดีย แต่หากศึกษาบิทานในสังคมต่าง ๆ ทั่วโลกจะเห็นว่า การสร้างบิทานมีลักขณะคล้ายคลึงกัน
ทั้งโครงเรื่องและเนื้อเร่ือง ในที่น้ีจะกล่าวถงึ การสร้างตัวละครเอกในนิทานท่ัวไปตัวเอกในบิทานมีท้ังคนที่อยู่ใน
สถานภาพสูง เช่น เปน็ โอรสกษัตริย์ และในสถานภาพที่ต่าด้อย แต่นิทานบางเรื่องกาหนดใช้สถานภาพอันต่า
ด้อยนี้คอื ลักษณะการปลอมแปลงหรือการซ่อนตัวเรื่องสังข์ทองนี้ พระสงั ข์มีสถานภาพสูงคือเป็นไอรสกษัตริย์
แต่ซ่อนตัวอยู่ในรูปเงาะอันน่าเกลียดน่าชัง แต่พอถึงเวลาท่ีจะต้องเปิดเผยตัวเอง ก็สามารถเปล่ียนแปลง
บุคลิกภาพของตนได้อย่างรวดเร็วน่าอศั จรรย์ คือ เจ้าเงาะถอดรูปเป็นพระสังข์ผู้มีรูปทอง อันเป็นการนาเสนอ
ความตรงกนั ขา้ มระหวา่ งความอัปลักษณ์กบั ความงดงามอย่างชัดเจนยงิ่

บทสรุป
เรื่องสังข์ทองเป็นนิทานและวรรณคดีที่มีคุณค่าท้ังในด้านไห้ความบันเทิงและให้อรรถรสใน ด้านภาษา
เนื้อเรื่องสนุกสนาน เพลิดเพลิน เต็มไปด้วยจินตนาการที่แปลกไปจากเร่ืองอ่ืน ๆ นอกจากน้ียังกล่าวถึง
ขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่าง สภาพสังคม ความเป็นอยู่ของผู้คน ค่านิยมและแนวความคิดบางประการ
คนทวั่ ไปรูจ้ กั เรอ่ื งสงั ข์ทองและนิชมกันอย่างกว้างขวาง ตงั้ แตส่ มัยโบราณมาจนถึงปจั จุบัน
นิทานเรื่องสังข์ทองน่าจะเล่ากันแบบมุขปาฐะมาก่อนแล้วจึงมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์เผยแพร่เข้า
มายังประเทศไทยในรปู ของชาดก และกลายมาเปน็ บทละกรนอกต้ังแต่สมยั กรงุ ศรีอยุธยาซึ่งเท่ากับการหยิบยก
เอาเร่ืองพ้ืนบ้าน คือนิทานขาดกมาแต่งเปน็ วรรณคดลี ายลักษณ์ วรรณคดีลายลกั ษณ์จงึ เป็นแหล่งท่ชี ่วยอนุรกั ษ์
ขอ้ มูลคติชน และเป็นส่ือช่วยถ่ายทอดข้อมูลคติชนด้วย น่ันก็คือดีลายลักษณ์ เป็นทง้ั แหล่งเก็บรกั บาและแหล่ง
แพร่กระจาย ข้อมลู ค่าง ๆ ในเรื่องแลว้ วฒั นธรรมทม่ี ีคุณค่าควรแกก่ าร ศกึ ษา เพ่มิ ความรอบร้ใู นเร่ืองราวตา่ ง ๆ
ผสมผสานกบั ความเพลิดเพลินในการอา่ นไดอ้ ยา่ งดยี ิ่ง



๓. บทละครนอกเรอื่ ง สงั ขท์ อง ตอน พระสังขต์ ีคลี

*เม่อื นั้น ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
ตอนที่ ๘ พระสังข์ตคี ลี
สง่ั พระวษิ ณกุ รรม์ทนั ใด
บอกพระยาสามนต์มาตีคลี องค์ทา้ วมฆั วานเป็นใหญ่
แมน้ แพ้เราอยา่ พกั ยักเยื้อง จงแต่งสารถือไปในเมือง
พนนั เอาบรุ ีใหล้ ือเล่ือง
จะรบิ เอาบ้านเมืองเสยี บัดน้ี

*มาจะกล่าวบทไป ถงึ ทา้ วสหัสนยั นต์ รยั ตรึงศา
ทิพอาสน์เคยออ่ นแตก่ ่อนมา กระด้างดงั ศลิ าประหลาดใจ
จะมเี หตุม่นั แม่นในแดนดิน อมรินทรเ์ รง่ คิดสงสยั
จึงสอดสอ่ งทพิ เนตรดเู หตุภยั ก็แจง้ ใจในนางรจนา
แม้นมไิ ปชว่ ยจะมว้ ยมอด ด้วยสังข์ทองไม่ถอดรปู เงาะป่า
จาจะยกพหลพลเทวา นา้ หนา้ มนั จะสใู้ ครได้
จะขูใ่ หง้ นั งกตกใจ ออกไปหาบุตรสดุ ทอ้ ง
พระสงั ข์ครง้ั นี้จะถอดเงาะ งามเหมาะไม่มเี สมอสอง
พ่อตาจะไดเ้ ห็นเป็นรปู ทอง ทงั้ ทานองเพลงคลีตตี ่อยทุ ธ

*ในสารว่าองค์พระทรงเดช มงกุฎเกศกษัตรยิ ์เป็นใหญ่
ยกทัพมาประชิดติดเวียงชยั มิใช่จะณรงคส์ งคราม
ใหพ้ ระยาสามนตค์ นดี มาตคี ลีพนันในสนาม
จะได้มีเกยี รติยศปรากฏนาม ให้ชีพราหมณ์ราชครูดูเป็นกลาง
แม้นเราแพ้แก้ทา่ นในการเล่น จะยอมเป็นเมืองขึ้นไม่ขัดขวาง
เราชนะจะรบิ ไมล่ ะวาง สาวสรรคก์ านลั นางเป็นของเรา
ในวนั นี้มอิ อกมาเล่นคลี จะเขา้ ตีกรุงไกรเอาไฟเผา
ทา้ วสามนตแ์ ม้นรู้อย่าดเู บา จะวอดวายตายเปล่าท้ังเวียงชัย

*เมื่อนนั้ ท้าวสามนต์ตัวสัน่ พรน่ั หนักหนา
ทาหน้าเซยี วเหลยี วดนู างมณฑา หตู าบอ้ งแบวเหมือนแมวคราง
เรียกเมยี ว่าช่วยพดี่ ้วยซิ ส้นิ สตติ กประหมา่ ตาขาว
ความกลวั ตัวสั่นอยทู่ า้ วทา้ ว มนั ใหห้ นาวสะทา้ นราคาญใจ
แลว้ คดิ วา่ หกเขยของเรานี้ จะตีคลีต้านต่อเห็นพอได้
ลุกขึ้นยนื ยิม้ ย่องรอ้ งตอบไป เราไมย่ ่อท้อต่อไพรี
ทา่ นอยา่ ฮึกฮักไปนักเลย ออเขยทั้งหกมนั ไมห่ นี



จะแตง่ ให้ไปต้านตีคลี ใครดีได้กันไมพ่ รน่ั พรึง
ทา่ นจงกลบั ออกไปบอกนาย ผัดพอตะวันบ่ายสักหน่อยหน่ึง
พระแกล้งอวดโปง้ โผงอึง ตง้ั ปึง่ ขงึ ไวเ้ หมือนไม่กลวั

*เมอื่ นั้น พระวิษณกุ รรม์ก็ยม้ิ หัว
นีแ่ นท่ า้ วสามนต์คนเมามัว ใจคอพอตวั ยงั ช่วั ครั้น
พดู จาปากกลา้ แต่ตาขาว เมือ้ แทท้ า้ วก็กลัวจนตวั ส่นั
จะใหห้ กเขยตีคลีพนัน ว่าใหแ้ มน่ ม่นั เหมือนสญั ญา
แมน้ ไม่ออกไปสนามตามกาหนด มิริบลูกเมยี หมดกจ็ งึ ว่า
แกลง้ ข่สู าทับกาชบั กาชา แลว้ เทวารีบกลบั ไปฉับไว

*เมอ่ื นนั้ ท้าวสามนตค์ ดิ พรนั่ หวนั่ ไหว
จึงตรสั แก่เขยขวัญทนั ใด พอ่ ไม่ให้ร้อนถงึ ลูกแก้วก่อน
เมอื่ กระนนั้ หาอกี มนั หลีกแคล้ว ไม่อาจมาว่องแววโดยยาเกรง
เดยี๋ วน้ีเห็นบดิ าชราลง จงึ ทะนงอวดกลา้ มาขม่ เหง
ขดั ใจจะใคร่ออกตเี อง แต่กรงิ่ เกรงตาหไู ม่สไู้ หว
เจา้ หนุ่มแนน่ แทนพ่อออกตีคลี แก้กูบ้ รู ีไวใ้ ห้ได้
เหมือนช่วยยกหน้าพ่อตาไว้ อย่าให้อปั ยศอดอาย

*เม่ือนัน้ หกเขยคิดพร่ันขวญั หาย
มิรูท้ ีท่ ากระไรใหว้ ุ่นวาย แตเ่ หลียวซา้ ยเหลยี วขวาดูตากนั
จาเปน็ จารับวาจา
ว่าพลางทางถวายบังคมคลั ลกู จะขออาสาพระอยา่ พรนั่
ลาไปตาหนกั พลนั ทันที

*คร้ันถงึ จึงส่ังข้าไท เร่งผกู มโนมัยท่เี คยข่ี
รับส่งั ใชใ้ หอ้ อกไปตีคลี คร้ันน้ีหนกั อกหนักใจ

๔. กฬี าตีคลี
การตีคลี เป็นการละเล่นพื้นเมืองอย่างหน่ึงของชาวอีสานนิยมเล่นกันมากตามชนบทสมัยโบราณ มี
หลักฐานปรากฏในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ในกฎมณเฑียรบาล มาตราท่ี ๑๔ ได้
กลา่ วถึงสนามคลีว่า "แต่หวั สนามถงึ ฉานคลีไอยการขนุ ดาบซา้ ย แต่ฉานคลีถึงโรงช้างหล้อไอยการขุดดาบขวา "
(กรมศิลปากร ๒๕๒๑ :๓๗) และในมาตราที่ ๓๓ ได้กลา่ วถงึ ขอ้ บังคับในการเล่นคลีไว้วา่
"ถ้าทรงม้าคลี แลเรียกขุนหม่ืนหัวพัน แลนายม้าจูงเข้าด้วยธิน่ังไซ้แลชงโคนน้ันให้ล้วงท้องตัดชายหาง
อย่าเอาหน้าม้า ขุนม้านั้นให้แก่หัวเทียมท้ายม้าพระธิน่ัง ผู้ใดมิได้ทาตามไอยการแลละเมิดไซ้ โทษศักถ้าดาบ
โทษลงหญา้ โทษฆ่าเสีย" (กรมศลิ ปากร ๒๕๒๑ : ๔๑)



การตีคลีในสมัยโบราณมี ๓ ประเภท คือ
๑. คลีชา้ ง ผ้เู ลน่ จะต้องขี่ชา้ งตี นยิ มเลน่ กนั มากในสมัยอยธุ ยา
๒. คลมี ้า ผเู้ ล่นจะต้องข่มี ้าตี นิยมเลน่ กนั มากในสมัยกรงุ รตั นโกสนิ ทร์
๓. คลีคน ผเู้ ล่นเดินหรือว่ิงตี การเล่นคลชี นิดน้ีจะเลน่ ได้ ๒ ลักษณะคอื เลน่ คลธี รรมดา
กับเล่นตีคลีไฟ หรือเอาลูกเผาไฟแล้วนาเอามาตี นิยมเล่นกันมากในชนบทท้องถ่ินภาคอีสาน เช่น ชัยภูมิ
หนองคาย นครพนม อุบลราชธานี ขอนแกน่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม เป็นต้น

อปุ กรณ์และวิธีการเล่น
๑. ไมส้ าหรับตคี ลี ทาจากตอไมไ้ ผข่ นาดความยาว ๑ เมตร สว่ นปลายของไมง้ อนขนึ้ เล็กน้อย (คล้ายไม้ฮอกก)ี้
๒. ลูกคลี ทาจากไม้ทองหลางหรือขนุนเพราะมนี ้าหนกั เบาสามารถตใี ห้ไปไกล ๆ ได้โดยกลึงใหก้ ลม ๆ ขนาดลูก
มะนาวหรอื สม้ โอ
๓. สนามตีคลี ขนาดกวา้ ง ๒๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร ดา้ นหลังปกั เสาประตูไวต้ รงกลางขนาด ๑ เมตร
๔. ผ้เู ลน่ แบง่ เปน็ ๒ ฝ่าย ๆ ละ ๔-๕ คน

วธิ ีการเล่น
ผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะนาเอาลูกคลีมากลางสนาม โดยมีหัวหน้าทีมหรือ "ผู้แทนคลี" เป็นผู้ริเริ่มเล่น
เหมือนฟุตบอลฝ่ายใดสามารถตีลูกลงหลุมคลีหรอื เขา้ ประตฝู า่ ยตรงขา้ มไดก้ อ่ นจะเป็นผชู้ นะ โอกาสในการเล่น
ตีคลีการเล่นตีคลี ส่วนใหญ่มักจะเล่นในฤดูหนาว เนื่องจากเป็นฤดูแล้งและจะเล่นกันในทุ่งนา เป็นการออก
กาลังกายก่อนจะลงอาบน้า โดยทั่วไปมักจะเล่นในเวลากลางคืน โดยเอาลูกเผาไฟให้ลุกแดง เมื่อตีลูกคลีก็จะ
กลายเปน็ ลกู ไฟปลวิ ไปในสนามมองเห็นได้ชัดเจนและสวยงาม

๕. การเขียนนทิ านเชงิ สรา้ งสรรค์
ความหมายของนิทาน

นทิ าน ตามพจนานุกรมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ใหค้ วามหมายไวด้ ังนี้
นิทาน น.เรอ่ื งเลา่ กนั มา เช่น นิทานชาดก นทิ านอสี ป
รากศัพท์เดิมของนิทานมาจากภาษาบาลี และมีความหมายหลายนัย แต่ในปัจจุบันใช้ความหมาย
ขา้ งต้นเพยี งอยา่ งเดียว
ซึง่ ในความเป็นจริงแล้ว นทิ านสามารถเปลยี่ นแปลงไปได้ตามการเลา่ เร่อื ง เพราะเป็นเร่ืองเล่าต่อ จึง
สามารถเปลีย่ นแปลงไปได้ตามกาลเวลา
ในทางคติชนวิทยาจัดให้นิทานเป็นมรดกทส่ี าคัญทางวัฒนธรรม โดยนิทานจะมีท้ังนิทานท่ีเล่าปาก
เปล่า จดจากนั มาแบบมุขปาฐะ และนิทานทมี่ ีการเขียนการบันทึกไวเ้ ปน็ ลายลักษณอ์ ักษร
ประเภทของนทิ าน
นิทานเล่าสืบต่อกันมามีลักษณะทหี่ ลากหลาย กงิ่ แก้ว อตั ถากร ไดศ้ ึกษาและจาแนกนทิ านออกเป็น
8 ประเภท ดังนี้
1. เทพนทิ าน (Fairy Tale) เช่น นทิ านเร่อื งสโนวไ์ วทก์ บั คนแคระ้ทง้ 7
2. นิทานชีวิต (Romantic Tale) เรารู้จักกันดีก็คือนิทานเรื่องอาหรับราตรี หรือพันหน่ึงราตรี ซ่ึง
ศาสตราจารยพ์ ระยาอนมุ านราชธนนามาแปลเผยแพรน่ านแล้ว
3. นทิ านวรี บุรุษ (Hero Tale) ได้แก่เรื่อง เฮอคิวลสิ

๑๐

4. นิยายประจาถิ่น ( Local Legend) ท่ีรู้จักกนั ดีในเร่ืองเจ้าแมส่ ร้อยดอกหมาก ตามอ่ งล่าย ตานาน
เมืองลพบรุ ี

5. นิยายอธิบายเหตุ (Explanatory Tale) ได้แก่เรื่อง ทาไมจึงเกิดจันทรคราส ทาไมน้าทะเลจึงเค็ม
เปน็ ตน้

6. ตานานและเทวปกรณ์ (Myth) ปัจจุบันมีหลายเร่ือง เช่น กาเนิดเทวดา กาเนิดเซียน และกาเนิด
พระพิฆเณศวร์ เปน็ ต้น

7. นทิ านสตั ว์ (Animal Story) เช่น นทิ านอสี ป
8. นทิ านมกุ ตลก (Jest) เรอื่ งท่คี นไทยรจู้ ักกนั ดีในเรื่อง ศรีธนญชยั เป็นต้น
การเขียนนทิ าน

เน่ืองจากนิทานเป็นงานเขียนที่เขียนได้ต้ังแต่ส้ันๆ จนถึงขนาดยาว ท้ังยังเป็นเรื่องของจินตนาการ
ทาใหก้ ารเขยี นนิทานไม่มีข้อจากัด เหมือนงานเขียนประเภทอ่ืนๆ

การเขียนนทิ านให้สนกุ มีสาระ และนา่ ตดิ ตามนัน้ จงึ อย่ทู ่กี ารกาหนดโครงเรอื่ งเป็นสาคัญ และโครง
เรื่องน้ันต้องเน้นไปในเรื่องของความบันเทิง ตามมาด้วยสาระและส่ิงที่ผู้เล่าตอ้ งการสอดแทรกให้ผู้ฟังนาไปขบ
คิด

นทิ านอสี ป เป็นนิทานยอดนยิ มของโลก
นิทานอีสปเป็นนิทานสั้นๆ ท่ีมุ่งเน้นการให้ข้อคิดเป็นหลัก ซ่ึงลักษณะการเขยี นดังกล่าวเป็นเสมือนคา
สอนอกี รูปแบบหน่งึ ทใ่ี ช้นทิ านเปน็ สื่อ
ดว้ ยเหตุนี้นิทานของอีสปทุกเรอ่ื ง จงึ จบด้วยคาว่า นิทานเรือ่ งนีส้ อนให้รู้วา่ ...ทุกเร่อื งไป

๖. กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช
๒๕๕๑

สรุปเร่ืองจากวรรณคดีหรือวรรณกรรมท่ีอ่าน ระบุความรู้และข้อคิดจากการอ่านวรรณคดีและ
วรรณกรรม ที่สามารถนาไปใช้ในชีวิตจริง อธิบายคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม ท่องจาบทอาขยาน
ตาม ทกี่ าหนดและบทร้อยกรองทีม่ ีคุณคา่ ตามความสนใจ

สาระท่ี ๕ วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐาน ท ๕.๑เขา้ ใจและแสดงความคิดเห็น วจิ ารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุณค่า
และนามาประยุกต์ใช้ในชีวติ จรงิ สรปุ เรื่องจากวรรณคดหี รือ วรรณกรรมที่อ่าน (ท๕.๑ป๕/๑) ระบคุ วามรู้
และข้อคดิ จากการอา่ นวรรณคดีและวรรณกรรม ทส่ี ามารถนาไปใช้ในชีวติ จริง (ท๕.๑ป๕/๒) อธิบาย
คุณค่าของวรรณคดี และวรรณกรรม (ท๕.๑ป๕/๓)
วรรณคดแี ละวรรณกรรม เช่น
- นิทานพืน้ บา้ น
- นทิ านคตธิ รรม
- เพลงพืน้ บา้ น
- วรรณคดแี ละวรรณกรรมในบทเรยี นและตามความสนใจ

๑๑

๗. พระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติปี พ.ศ. ๒๕๔๒
ดา้ นหลกั สตู รปรากฏตามมาตรา 8(3) การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรใู้ ห้เป็นไปอยา่ งต่อเนอื่ ง
มาตรา 27 ให้คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานกาหนดหลักสูตรภาคบังคับ การศึกษาข้ันพื้นฐานเพื่อความ
เป็นไทย ความเป็นพลเมืองท่ีดขี องชาติ การดารงชีวิต และการประกอบอาชพี ตลอดจนเพ่ือการศึกษาตอ่ ให้
สถานศึกษาข้ันพื้นฐานมีหน้าท่ีจัดทาสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหน่ึง ในส่วนท่ีเก่ียวกับสภาพ
ปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพ่ือเป็นสมาชิกท่ีดีของครอบครัว
ชมุ ชน สังคม และประเทศชาติ
หมวดที่ ๑ บทท่ัวไป ความมุ่งหมายและหลักการ มาตราที่ ๗
ในกระบวนการเรียนรู้ต้องม่งุ ปลกู ฝงั จิตสานึกท่ีถกู ต้องเกยี่ วกับการเมืองการปกครองในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข รจู้ ักรักมาและสง่ เสริมสทิ ธิ หนา้ ท่ี เสรีภาพความเคารพ
กฎหมาย ความเสมอภาค และศกั ด์ศิ รีความเป็นมนุษย์ มีความภาคภูมิใจในความเป็นไทยรจู้ ักรักษา
ผลประโยชน์สว่ นรวมและของประเทศชาติ รวมท้ังส่งเสริมศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ การกีฬา ภมู ิ
ปัญญาท้องถิ่น ภูมิปญั ญาไทย และความรู้อันเป็นสากล ตลอดจนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดลอ้ ม
มีความสามารถในการประกอบอาชีพ รจู้ กั พ่งึ ตนเอง มีความรเิ รม่ิ สร้างสรรค์ ใฝร่ ูแ้ ละเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองอย่าง
ต่อเนอ่ื ง

๑๒
บทท่ี ๓
วิธกี ารดาเนินงาน
ขนั้ ตอนการดาเนนิ งาน
๑. ศึกษาเนอ้ื หาของประเพณตี คี ลไี ฟ ที่อยใู่ นหม่บู ้านหนองเข่ือง ตาบลกุดตุม้ อาเภอเมือง จังหวัด
ชัยภมู ิ และเน้อื หาวรรณคดีไทย เรื่องสังขท์ อง ตอนพระสังข์ตคี ลี

นักเรียนเขา้ รว่ มประเพณีตีคลไี ฟไฟ ทอ่ี ยูใ่ นหม่บู า้ นหนองเข่อื ง
ตาบลกุดตมุ้ อาเภอเมือง จงั หวัดชยั ภูมิ

นกั เรยี นศกึ ษาวิเคราะห์ประเพณตี คี ลไี ฟไฟ ที่อย่ใู นหมูบ่ ้าน
หนองเขื่อง ตาบลกุดตมุ้ อาเภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภูมิ

๑๓
๒. วิเคราะห์ เค้าโครงเร่ืองและเน้ือหา จากประเพณีตีคลีไฟที่อยู่ในหมูบ่ ้านหนองเขื่อง ตาบลกุด
ตุม้ อาเภอเมอื ง จังหวัดชัยภูมทิ ี่ได้จัดขนึ้ เป็นประจาทุกปี และวรรณคดีไทย เรือ่ งสังข์ทอง ตอนพระสังขต์ ีคลี
ว่าท้ัง ๒ เหตุการณ์น้ีมีความเก่ียวข้องหรือเช่ือมโยงสอดคล้องกนั หรือไม่อย่างไร

นักเรยี นศึกษาวรรณคดไี ทย เรอ่ื งสงั ข์ทอง
ตอน พระสงั ขต์ ีคลี

นักเรยี นวเิ คราะห์ความสอดคลอ้ งระหว่างประเพณีตคี ลีไฟกับ วรรณคดี
เรอ่ื งสงั ข์ทองว่าเกย่ี วขอ้ งหรือเชอื่ มโยงสอดคล้องกนั หรือไม่อยา่ งไร

๑๔

๓. นาเนื้อหาจากเร่ือง การตีคลีไฟ มาแต่งเปน็ นทิ านสั้นเล่มเล็ก

นกั เรียนนาเนอื้ หาจากเร่ือง การตคี ลีไฟ มาแตง่ เป็น
นิทานสน้ั เลม่ เลก็

๑๕

๔. นักเรียนกลมุ่ ตวั อย่างคือ นักเรยี นโรงเรยี นเทศบาล ๑ (วิทยานารี) ระดบั ชนั้ ประถมศึกษา
ปีที่ ( ๔-๖ ) จานวน ๕๐ คน ประเมนิ ความพึงพอใจจากการศึกษาหนังสือเล่มเล็ก นิทานพืน้ บ้านเรื่อง “สังข์
ทอง” สปู่ ระเพณีตีคลีไฟของชาวจังหวัดชยั ภมู ิ จานวน ๑๒ เลม่

๑๖

๕. วเิ คราะห์ขอ้ มลู และสรุปผลการศกึ ษา

ต า ร า ง แ บ บ ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ง า น ป ร ะ เ ภ ท ห นั ง สื อ เ ล่ ม
เ ล็ ก

ดีมาก ดี พอใช้
80.25
19.75

0

73.45
26.55

0

67.5
32.5

0

80.75
19.25

0

76.62
23.38

0

๑๗

บทที่ ๔
ผลการศึกษาคน้ คว้า

สรปุ ผลการศึกษา

การจัดทาโครงงานภาษาไทย ระดับช้ันประถมศกึ ษา เร่อื ง วรรณคดีไทยเร่ือง “สงั ขท์ อง” สู่
ประเพณีตีคลีไฟของชาวจงั หวัดชยั ภมู ิ สามารถสรปุ ผลการศึกษา จากวัตถปุ ระสงคใ์ นการจดั ทาโครงงานดังนี้

๑. เพ่อื ศึกษาลักษณะของประเพณีการตีคลีไฟที่ บ้านหนองเขื่อง ตาบล กดุ ต้มุ อาเภอ เมือง จังหวัด
ชยั ภูมิ กับการเล่นตีคลใี นวรรณคดีไทยเรอ่ื งสังขท์ อง วา่ มีความเก่ยี วข้องกนั หรอื ไมอ่ ย่างไร

๒. เพ่ือนาผลการศึกษาวเิ คราะหก์ ารเล่นตคี ลไี ฟท่เี ปน็ ประเพณีของชาวบา้ นหนองเขอ่ื ง ตาบลกดุ ตุ้ม
อาเภอเมือง จงั หวัดชัยภูมิ มาแต่งเป็นนทิ านสมุดเล่มเลก็

๓. เพ่ือศึกษาคุณค่าและความพึงพอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างท่ีมีต่อนิทานเล่มเล็กท่ีเกี่ยวข้องกับ
ประเพณีตคี ลีไฟของชาวจังหวัดชัยภมู ิ

๑. เพ่ือศึกษาลักษณะของประเพณีการตีคลีไฟท่ี บ้านหนองเข่ือง ตาบล กุดตุ้ม อาเภอ เมือง
จังหวัดชัยภมู ิ กบั การเลน่ ตีคลีในวรรณคดไี ทยเรือ่ งสงั ข์ทอง วา่ มคี วามเก่ียวขอ้ งกนั หรอื ไมอ่ ยา่ งไร

ผลจากการศึกษาพบว่า ประเพณีการตีคลีไฟท่ี บ้านหนองเข่ือง ตาบล กุดตุ้ม อาเภอ เมือง
จังหวัดชัยภูมิ ประเพณีตีคลีไฟ เป็นประเพณีไทยจากภูมิปัญญาท้องถ่ิน จัดให้มีขึ้นมาแต่โบราณ โดยได้
แนวคิด มาจากการตีคลขี องพระสังข์กับพระอินทร์ในวรรณคดี เร่ือง สังข์ทอง การตีคลีไฟเป็นวิธีการแกป้ ัญหา
การขาดเครื่องนุ่งห่มในสมัยก่อน หนา้ หนาวจะหนาวมาก พวกผชู้ ายจะออกมาทส่ี นามหน้าลานบ้านแลว้ มารว่ ม
เล่นตีคลีไฟกบั พวกผู้หญิง ๆ จะเปน็ ผเู้ ผาลูกคลีไฟ ทาให้หายหนาวได้ และเปน็ การสร้างความสามัคคีให้ แก่คน
ในหมู่บ้านอย่างชาญฉลาด โดยการตีคลีไฟ เป็นหนึ่งในประเพณีไทยเพ่ือการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม ให้
การเลน่ ดงั กล่าว ได้รบั การถ่ายทอดจากคนรุ่นหลงั

๑๘

ผู้เป็นต้นเค้าการเล่นคร้ังแรก คือ นายหล้า วงษ์นรา ผู้ใหญ่บ้านหนองเข่ือง ตาบลกุดตุ้ม อาเภอเมือง
จังหวัดชัยภูมิ เร่ิมเล่นครั้งแรกเม่ือ พ.ศ. ๒๔๖๘ ซ่ึงเปน็ ปีแรกทีต่ ั้งหมู่บ้านหนองเข่อื ง ที่เพิ่งแยกตัวมาจากบ้าน
กุดตุ้ม และสืบสานต่อคนหนุ่มในบ้านหนึ่ง ไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง ถือว่าตีคลีไฟ เป็นประเพณีของหลายหมู่บ้าน
ในละแวกเดียวกัน ใช้เชื่อมความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้าน และได้สืบสานต่อเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้รัก และ
อนรุ ักษ์กีฬาตคี ลีลูกไฟ ซึ่งจะเลน่ กนั ในฤดูหนาว ชว่ งพระอาทิตยล์ ับฟา้ และเพอ่ื ใหเ้ กิดความ สวยงาม และช่วย
ให้ร่างกายอบอุ่น ถือเป็นการวัดใจของผู้ชายอย่างแท้จริง เพราะเป็นความสมัครใจในการเล่นตีคลีไฟเป็น
ประเพณีไทย ที่เล่นกันช่วงฤดูหนาวหลังออกพรรษา ประกอบด้วยผู้เล่นข้างละ ๑๑ คน ชาวบ้านจะใช้ไม้จาก
ตน้ หนุนแห้งมาตัดเป็นท่อนแล้วเผาไฟจนกลายเป็นถ่าน ให้ผู้เล่นใช้ไม้ซึ่งทาจากไม้ไผ่หัวขวานลักษณะคล้ายไม้
กอล์ฟ ตีเข้าประตูของฝ่ายตรงข้าม ทีมใดที่สามารถตี ลูกคลีไฟเข้ามากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ ซ่ึงชาวบ้านหนอง
เขื่อง จะเล่นกันมานาน เป็นกีฬาพื้นบ้านที่จัดให้มีการแข่งขันในช่วงเทศกาลออกพรรษา ของทุกปี ซ่ึงนับเป็น
ประเพณีไทยอีกหน่ึงการละเล่นท่ีสามารถรับชมได้ท่ี บ้านหนองเข่ือง ต.กุดตุ้ม อ.เมือง จ.ชัยภูมิ แห่งเดียว
เท่าน้ัน เรื่องราวเร่ิมต้นของประเพณีตีคลีไฟ เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ โดยสมัยก่อนจะมีการก่อกองไฟแก้
หนาวในช่วงพลบค่า วันหนึ่งระหว่างท่ีมีการเล่นตีคลี บังเอิญลูกคลีเกิดกลิ้งเข้าไปในกองไฟแล้วติดไฟ แต่ด้วย
ความสนุกและไม่อยากหยดุ เลน่ ชาวบ้านจึงตีคลกี ันต่อทั้งท่ตี ดิ ไฟ แตพ่ อตีแลว้ เห็นเปน็ แสงไฟสวยงาม ทาให้ถูก
นามาเล่นกันเป็นประจาประเพณีตีคลีไฟ จะจัดขึ้นเป็นประจาทุกปีในช่วงเดือน พฤศจิกายนหรือธันวาคม ณ
วัดแจ้งสวา่ ง บ้านหนองเขอ่ื ง ต.กุดตมุ้ อ.เมือง จ.ชัยภมู ิ ผู้ที่สนใจกีฬาพื้นบ้านแบบน้ีก็สามารถไปชมได้ที่วัดแจ้ง
สว่าง ซึ่งนอกจากการแข่งขันตีคลีไฟแล้ว ก็ยังมีกีฬาพ้ืนบ้านอ่ืนๆ อาทิ แข่งเรือ ชกมวยทะเล ให้ได้ร่วม
สนุกสนานด้วย

๑๙

๒. เพ่ือนาผลการศึกษาวิเคราะห์การเล่นตีคลีไฟที่เป็นประเพณีของชาวบ้านหนองเขื่อง ตาบล
กดุ ตุ้ม อาเภอเมอื ง จังหวัดชยั ภมู ิ มาแตง่ เปน็ นทิ านสมุดเล่มเลก็

ผลจากการศกึ ษาว่า นักเรยี นได้ศึกษาเล่นตคี ลีไฟที่เป็นประเพณีของชาวบ้านหนองเขื่อง ตาบลกุดตุ้ม
อาเภอเมือง จงั หวดั ชัยภูมิ และไดน้ ามาแตง่ เป็นนทิ านสมุดเลม่ เล็กโดยมีช้ินงานจานวนทง้ั สนิ้ ๑๒ เล่ม ไดแ้ ก่

๑. ประวตั ิตีคลีไฟของจงั หวัดชัยภมู ิ

ฉันมีความรู้สึกสนใจและรักในวรรณคดีไทยมาต้ังแต่เด็กๆ โดยเฉพาะเรื่องพระสังข์ท่ีอยู่ในวิชา
ภาษาไทย ตอนพระสังข์ตีคลี เพราะตาบลท่ีอยู่ใกล้เคียงกับบ้านฉันมีประเพณีตีคลีไฟ ฉันเลยยิ่งสนใจและไป
ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในอินเทอร์เน็ตและได้ความรู้เพ่ิมเติมอีกมากมาย ซึ่งหมู่บ้านน้ันมีชื่อว่าหมู่บ้านหนอง
เขื่อง ตาบลกุดตมุ้ อาเภอเมือง จังหวดั ชัยภมู ิ การตีคลเี ป็นประเพณีท่ีมกี ารเล่นเป็นประจาในช่วงฤดูหนาวของ
ทุกปี และจดั ขึ้นในยามออกพรรษา แต่แรกนัน้ เร่ิมข้นึ จากการตีคลโี หลนท่ียังไม่มีการจดุ ไฟที่ลูกคลี ผู้ท่ีสามารถ
ตีลูกคลีได้ระยะไกลที่สุดจะเป็นผู้ชนะ ตีคลีนั้นมักจะเล่นกันในช่วงบ่ายถึงค่า ต้นไม้ท่ีนามาใช้คือ ต้นงิ้วแห้ ง
หรอื ต้นน่นุ โดยหั่นใหเ้ ปน็ ท่อนขนาดประมาณ ๑๐-๑๕ เซนตเิ มตร ในเวลาใกลค้ ่ากจ็ ะนามาเผาไฟเพือ่ จะแขง่ กัน
ในส่วนตีคลีจะใช้เหง้าไม้ไผ่ในการทา เมื่อฉันได้ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ฉันก็ไปอ่านวรรณคดีเร่ืองสังข์ทอง ตอน
พระสังข์ตีคลีต่ออีกหนงึ่ รอบ เพราะฉันเกิดความสงสัยว่า การตคี ลีของหมู่บ้านหนองเขื่องกับวรรณคดีเร่อื งสังข์
ทองนนั้ มีความเกี่ยวขอ้ งกันหรือไม่ และเมื่อฉนั อา่ นจบจงึ ได้คาตอบว่าท้งั สองเร่ืองน้ีมีความเกี่ยวข้องกันอยู่บา้ ง
ในบางสว่ น และเมื่ออ่านไปแล้วกย็ ่งิ เกิดความสนกุ สนานมากข้ึนไปอีก

ผแู้ ต่ง : ๑. เดก็ หญงิ อังสมุ าลี พรหมศร
๒. เดก็ หญิงคณัสนันท์ ฐานเจรญิ
๓. เด็กหญงิ วรรวิสา เพช็ รเขียว

๒๐

๒. หนองเข่ืองลอื เร่ืองตีคลไี ฟ

วันหน่ึงเรา ๓ คน ได้ไปเท่ียวประเพณีตีคลีไฟอยู่ในตาบลกุดตุ้ม อาเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ เรา
เดินทางไปถึงตอนเช้าช่วงหน้าหนาว เราไปพักรับประทานอาหารเที่ยงเสร็จ พอตกค่าเราจึงไปเท่ียวชมงาน
ประเพณีตีคลีไฟ เมื่อเราไปถึงงานเราไปถามชาวบ้านว่าประเพณีน้ีมีความหมายและท่ีมาอย่างไร ชาวบ้านจึง
เล่าให้ฟังว่า ประเพณีตีคลีไฟจะเล่นในช่วงหน้าหนาวหลังออกพรรษาของทุกปี เป็นกีฬาโบราณของชาวบ้าน
หนองเข่ือง และชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าก่อนจะมีกีฬาตีคลไี ฟชาวบ้านได้ไปเจอลูกคลีหลน่ ไปในกองไฟจนเกิดเป็น
ประกายไฟสวยงาม จึงนิยมนามาเล่น และเล่นเป็นทีม จากช่ือกีฬาตีคลีโหลนจึงเปลี่ยนมาเป็นตีคลีไฟ ทุก
ชว่ งหน้าหนาวชาวบ้านก็จะออกมาเล่นกีฬาชนิดน้ี และกลายมาเป็นประเพณีท่ีส่งต่อกันเป็นรุ่นสู่รุ่นนับหลายปี
จนถึงปจั จุบนั พวกเรา ๓ คน จึงไปลองเลน่ ตีคลีไฟ ชาวบา้ นกส็ อนพวกเรา จนรู้วิธเี ล่นที่ถูกตอ้ ง

ผ้แู ตง่ : ๑. เด็กชายสงศักด์ิ ชัยพิมล
๒. เด็กหญงิ อนญั ญา ขวญั คุ้ม
๓. เดก็ หญิงอัญชติ า เสมสกฤษดิ์

๒๑

๓. ประเพณตี ีคลไี ฟของจังหวัดชัยภมู ิ

ในวันจันทร์ตอนเช้า ฉันไปโรงเรียน คุณครูสอนวิชาภาษาไทยได้เล่านิทานให้ฉันและเพื่อนๆฟัง เรื่อง
สงั ข์ทอง ตอน พระสังข์ตคี ลี แล้วครูก็บอกว่าการเล่นตีคลีไฟเป็นประเพณีของชาวบ้านหนองเขื่อง ชาวบ้านจะ
ชอบเล่นตีคลีไฟในหน้าหนาวของทุกปี พอเลิกโรงเรียน ฉันจึงชวนแม่ไปที่หมู่บ้าหนองเขื่องเพ่ือไปดูตีคลีไฟ
ฉันก็ได้ความรู้เพิ่มเติมมากมายเก่ียวกบั การเล่นตีคลีไฟทีเ่ ป็นประเพณีของชาวบ้านหนองเขื่อง ฉนั ได้รู้วา่ แท้จริง
แลว้ ไมใ่ ช่ตีคลีไฟแต่เป็นการตคี ลีโหลน เพราะแต่ก่อนพวกเขาเลน่ ลกู คลีทไ่ี มม่ ีไฟแต่บังเอญิ ลกู คลีนั้นเกิดกลิง้ เข้า
ไปในกองไฟเกิดติดไฟ เมื่อนามาทดลองตีเห็นเป็นแสงไฟชัดเจนสวยงาม จึงนิยมมาเล่นต่อๆกัน จากตีคลี
โหลนจึงกลายมาเป็นตีคลไี ฟน้ันเอง

ผู้แตง่ : ๑. เดก็ หญิงศวสั รจุ า ชาวยอง
๒. เดก็ หญงิ วิชยดา อม่ิ เต็ม
๓. เด็กหญงิ ธญั ลกั ษณ์ หวลชัยภมู ิ

๒๒

๔. นายอนิ ตคี ลีไฟ

กาลครง้ั หนึง่ มีชายคนหน่ึง ชอื่ ว่า อิน เปน็ หนุ่มหน้าตาดจี ึงมหี ญิงสาวมาชอบมากมาย วันหน่งึ อนิ ฝันว่า
มหี ญิงสาวมาบอกว่าหากอยากไดส้ มบัติอินจะตอ้ งไปแข่งตีคลไี ฟ อินจงึ สะดุ้งต่นื มา อินสงสัยว่าตคี ลีไฟคืออะไร
อินจึงไปศึกษา เขาจึงได้รู้ว่าการตีคลีไฟคือการละเล่นอย่างหนึ่งของชาวจังหวัดชัยภูมิ โดยจะเล่นในชาวงฤดู
หนาว ฝ่ายใดสามารถตีลูกคลไี ฟเข้าประตูของฝา่ ยตรงข้ามได้มากกว่าจะเป็นฝา่ ยชนะ หลังจากที่อนิ ไดร้ ้วู า่ การตี
คลีไฟคืออะไร อินจึงได้เดินทางไปที่บ้านหนองเข่ืองเพ่ือไปแข่งตีคลีไฟ เมื่ออินเดินทางไปถึง มีชายคนหน่ึงเดิน
เข้ามาชวนให้อินไปลงแข่งตีคลีคืนน้ันเขารู้สึกต่ืนเต้นมากท่ีได้แข่งขัน อินแข่งขันอย่างสนุกสนาน อินได้รับชัย
ชนะ เขาดีใจเป็นอย่างมาก อินเดินทางกลับบ้านด้วยความเหนื่อย และนอนหลับลงไปที่เตียงนอนของเขา อิน
ฝันว่ามีหญิงสาวคนเดิมมาบอกว่า “ อินทาสาเร็จแล้ว ” อินสะดุ้งตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีเพชรพลอยกองอยู่ใน
บา้ น อินดีใจมากทีต่ นเองทาสาเรจ็

ผแู้ ต่ง : เดก็ หญงิ ธมลวรรณ ผลงาม

๒๓

๕. พระสงั ข์ตคี ลี

วันหนึ่งฉันและเพื่อนไปโรงเรียน คุณครูได้เล่านิทานให้ฟังเก่ียวกับเร่ือง ตีคลีไฟ ที่อยู่ในจังหวัดชัยภูมิ
บ้านเกิดของพวกเรา ฉันและเพ่ือนๆฟังคุณครูเล่าว่า กาลคร้ังหนึ่งนานมาแล้ว มีเงาะป่าที่เกิดจากหอยสังข์
เงาะป่าตนน้ันแท้จริงคือพระสังข์รูปงาม แต่ไม่มีใครรู้ว่าเขาสามารถถอดรูปเงาะของตนออกได้ เงาะป่าได้ยิน
ผู้คนพูดคุยกันวา่ ท้าวสามลไดท้ าการประกาศหาลูกเขยให้ลูกสาวท้ัง ๗ คน เงาะป่าได้ยินจึงไปท่ีเมืองท้าวสามล
เงาะปา่ เหน็ ผู้คนมากมายที่อยากจะได้ลูกสาวของทา้ วสามลมาครอบครอง เมื่อถงึ เวลาโยนพวงมาลยั ลูกสาวท้ัง
๖ คนน้ัน ก็ไดโ้ ยนพวงมาลัยให้หนุ่มรูปงาม แต่นางรจนาได้โยนพวงมาลัยให้กับเงาะป่า และได้อยู่ด้วยกันอย่าง
มีความสุข แต่ก็อยู่อย่างมีความสุขได้ไม่นาน เพราะถูกพระอินทร์ยกทัพมาตีเมืองเพราะจะทาการยึดเอาเมือง
ของท้าวสามล โดยพนนั เอาบา้ นเมือง หากผ้ใู ดแพ้ ทา้ วสามลจงึ ให้เขยทง้ั ๖ คน มาตีคลีและต่างก็พ่ายแพใ้ ห้กับ
พระอนิ ทรท์ ้ังหมด ทา้ วสามลจึงใหภ้ รรยาไปอ้อนวอนเจ้าเงาะปา่ ใหอ้ อกมาตีคลีแข่งกบั พระอนิ ทร์ เงาะป่าได้รับ
ชัยชนะ เน่ืองจากพระอินทร์แกล้งพ่ายแพ้และยกทัพกลับไปในท่ีสุด ครูเลา่ ให้ฟังแบบน้ี ฉันก็ยิ่งรู้สึกสนุกสนาน
และครูกเ็ ล่าว่า ท่หี มู่บ้านหนองเขื่อง อาเภอเมือง จังหวดั ชัยภมู ิ ก็เป็นประเพณีทีจ่ ดั ข้นึ ทุกปีในชว่ งฤดูหนาวของ
ชาวบ้าน และในวนั พรุ่งน้ีครูจะพาพวกเราไปดูประเพณีนี้ท่หี มู่บา้ นหนองเขื่อง

ผ้แู ตง่ : ๑. เด็กหญงิ ชนิตา ครองสาราญ
๒. เดก็ หญิงทพิ ตรัตน์ งอกจินดา
๓. เดก็ หญงิ สดุ ารัตน์ สุขขี

๒๔

๖. ยอ้ นวนั วานตีคลี

สวัสดคี ่ะ เราช่ือ ทราย ขอยอ้ นความสักนิดนะคะ ตอนท่ีเรายงั เป็นเดก็ ชว่ งอายุ ๑๑ ปี เรายังจาได้ ใน
วันที่อากาศหนาวเย็น ทุกคนออกกาลังกายก่อนอาบน้าตามปกติ เราและเพ่ือนเจอลูกคลีตกเต็มพ้ืน เพ่ือนเรา
รู้สึกเบื่อเลยปาลูกคลีเล่น ในตอนน้ัน ลกู คลีได้ตกลงในกองไฟใกลๆ้ น้ัน แต่ลูกคลีไมไ่ หม้ วันตอ่ มา มีคนจดุ ไฟท่ี
ลกู คลี แล้วตีเล่นจนเกิดประกายไฟ หลายวันต่อมา ทุกคนได้ใช้วิธีเล่นตีคลีไฟเพ่ือทาให้ร่างกายอบอุ่น หลายปี
ต่อมาจึงไดเ้ กดิ ประเพณที ่ีเลน่ กนั มาตลอดในชว่ งหนา้ หนาว

ผแู้ ตง่ : ๑. เดก็ หญงิ กิตติยาภรณ์ แซ่เต็ง
๒. เดก็ หญงิ มีณชญา สรุ ิวงศ์
๓. เดก็ หญิงชลติ า ฤทธิไทสง

๒๕

๗. สืบสานตคี ลีไฟ

ลุงสนบอกว่ามีการแข่งขันตีคลีไฟท่ีบ้านหนองเข่ือง จังหวัดชัยภูมิ จึงชวนฉันและหลานๆไปดูการ
แข่งขันตีคลีไฟ วินดีใจมากท่ีได้เห็นการแข่งขันในครง้ั น้ี วนิ จงึ รีบไปหาทนี่ ั่งเพือ่ น่งั ดูการแข่งขันตีคลีไฟ เมอื่ วินดู
ไปสักพักก็รสู้ ึกว่าอยากลองเล่นดูบ้าง วินเลยบอกลุงสนว่าอยากลองเล่นตีคลีไฟดูบ้าง ลุงสนบอกวินว่า วินต้อง
ฝกึ ซ้อมก่อน วินจะได้รู้วิธีการตีคลีไฟทถ่ี ูกต้อง หลงั จากน้ันวนิ ก็ไดไ้ ปฝึกซ้อมการตีคลีไฟกับชาวบ้านหนองเข่ือง
เป็นระยะเวลา ๑ ปี ไม่นานหลังจากน้ันประเพณีตีคลีไฟก็เร่ิมข้ึน วินได้ร่วมในการแข่งขันคร้ังน้ี ลุงสนไปดูการ
แข่งขันคร้ังแรกของวิน วินคว้าชัยชนะมาให้ทุกคนในครอบครัว เม่ือการแข่งขันตีคลีไฟจบลง วินจึงได้รู้หลาย
อยา่ งเกี่ยวกับการตคี ลไี ฟ เช่น รวู้ ่าการตคี ลีไฟน้ันมมี าตัง้ แต่ปี ๒๔๘๙ และรู้วา่ คนสมัยกอ่ นนยิ มเล่นตคี ลีไฟก่อน
จะไปอาบน้าในช่วงหน้าหนาว แล้วลุงสนบอกว่าลูกคลีไฟน้ันทามาจากตน้ งิ้วแห้งหรือต้นนุ่นห่ันเป็นท่อนขนาด
๑๐-๑๕ เซนติเมตร น้นั เอง

ผู้แตง่ : ๑. เด็กชายณัฐนนั ท์ คุขุนทด
๒. เดก็ หญงิ นภิ าพร เพียรศิริ
๓. เด็กหญงิ วรรณษา กนกอนันต์

๒๖

๘. ตีคลีไฟมีใครซา้

เช้าวันหนึ่งแม่ของนิดเล่าให้นิดฟังเก่ียวกับประเพณีการตีคลีของบ้านหนองเขื่อง ตาบลกุดตุ้ม อาเภอ
เมือง จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นการแข่งขันตีคลีไฟคลายความหนาว ซ่ึงเป็นการแข่งขันท่ีแปลกมากสาหรับนิด
เพราะนิดไม่เคยเห็นมาก่อน นิดได้แต่ถามแม่ว่าทาไมวิธีการเล่นถึงดูน่ากลัวจัง แม่ตอบว่า สาหรับชาวบ้านใน
หมู่บ้านนี้เขาไมก่ ลัวกันหรอกจ๊ะ เพราะมันเปน็ ประเพณที ่ีสบื ทอดกันมานาน และสาหรับผู้เข้าแขง่ ขันต้องเป็นผู้
ชานาญและมีการฝึกฝนเป็นอย่างดีเหมือนเล่นกีฬาอื่นๆทนี ้ีหนูเข้าใจหรือยังจ๊ะลูก เข้าใจแล้วค่ะแม่ ไว้หนูจะไป
เล่าให้เพื่อนๆท่ีโรงเรียนฟังเพราะมันดูน่าสนุกมากขนาดไหนค่ะ และถ้าว่างจากการไปโรงเรียน แม่จะพาไปดู
การเล่นจริงๆที่หมู่บา้ นนะลูก

ผู้แต่ง : ๑. เด็กชายจรี นัย ต้งั พงษ์
๒. เด็กชายรัชพล กัลปพฤกษ์
๓. เด็กชายอทิ ริเดช แนวพรม

๒๗

๙. ตีคลีไฟประกายไฟ

ผมมีโอกาสไดไ้ ปตาบลกุดตุ้ม อาเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ผมได้ถามชาวบ้านว่า กฬี านี้มมี านานหรือยัง
ชาวบ้านก็ตอบผมว่า มีมาช้านานแล้วจ๊ะ ผมจึงถามต่อไปว่าเขาจะเล่นกันในช่วงไหนหรือครับ ป้าชาวบ้านก็
ตอบผมว่าจะนิยมเล่นกันตั้งแตช่ ่วงหลังเลิกงานจนถึงตอนกลางคืนจ๊ะ ผมก็ถามต่อไปว่า เขาใช้อะไรในการเล่น
หรอื ครับ อ๋อ ใช้ไมไ้ ผแ่ ละลูกกลมๆ กีฬาตีคลีไฟเกดิ มาได้อย่างไรหรอื ครับ ป้าคนนนั้ ก็ตอบผมว่า เม่ือกอ่ นเราจะ
เรียกการตคี ลีโหลนเพราะเวลาเล่นเราจะไม่นาลูกกลมๆไปใส่ไฟ แต่ต่อมามีการเล่นกันเป็นทีมจึงไดน้ าลูกคลีไป
รนไฟก่อนนาไปตี เพ่ือให้เกิดแสงประกายไฟสวยงาม จึงเปล่ียนการเรียกเป็นตีคลีไฟ ผมจึงไปนั่งดูขณะท่ี
ชาวบ้านหนองเขื่องจัดงานประเพณตี ีคลไี ฟ ผมรสู้ กึ ตน่ื ตาตนื่ ใจมาก และทาใหเ้ กดิ ความชอบในกฬี าชนิดนท้ี นั ที

ผู้แต่ง : ๑. เด็กชายธนชั เอ้อื สายทอง
๒. เด็กหญงิ พรกนก ภูมฐิ าน
๓. เดก็ ชายจโิ รจพพิ ัฒ หลา่ สกล

๒๘

๑๐.ศกึ ตีคลีไฟของลกู ชาย

กาลครั้งหน่ึงนานมาแล้ว มีคุณยายและลูกของคุณยายอยู่ด้วยกันสองคน ทั้งสองเคยเป็นเศรษฐีที่
ร่ารวยมีเงินมหาศาลอยู่ที่หมู่บ้านหนองเข่ือง หญิงคนนั้นพูดกับทั้งสองว่า “ พวกเจ้าใช้เงินอย่างสิ้นเปลือง
สมควรโดน ” หญิงคนนน้ั ไม่ใชม่ นุษยแ์ น่นอนเพราะดูจากรปู รา่ งหน้าตาของเธอช่างสวยงามมากกว่าใครไหนๆ
แน่นอนก่อนหน้านี้ไม่มีใครเคยเห็นเธอ หญิงสาวบอกกับยายและลูกของยายว่า ถ้าพวกเจ้าอยากได้ทุกส่ิง
กลับคืนก็จงไปแข่งตีคลีกับคนของข้าเถิด ท้ังคู่ลงทุนกับหญิงคนหนึ่งแต่ยายและลูกของตนไม่รู้เลยว่าที่ตน
ลงทุนไปด้วยเงินอันมากมายน้ันกลับถูกโกง ตอนนี้ทั้งสองแทบไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว แต่แล้วเงินที่ทั้งสองได้
ลงทุนไปกับหญิงคนน้ันก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับแสงสว่างและเสียงท่ีดังกล้อง เสียงหญิงคนน้ันเป็นเสียงที่
บริสุทธิ์ ข้าจะมอบเงินทง้ั หมดคืนให้กับเจ้า แตม่ ีข้อแม้ว่า เจ้าทั้งสองจะไม่ใช้เงินไปในทางท่ีผิดอีก ยายและลูก
จงึ ตอบตกลงว่าจะไม่ใช้เงินไปในทางที่ผิดอีก หากท้งั สองคนผิดคาพูดขอให้ท่านจัดการเราทง้ั สองได้เลย หญิง
สาวย้ิมพร้อมหายตัวไป แต่คุณยายตีคลีไม่เป็นจึงให้ลูกของตนไปแข่งแทน ลูกของยายม่ันใจว่าตนจะแข่งชนะ
เม่ือการแข่งขันเร่ิมข้ึนอย่างดุเดือดไปเป็นเวลาหลายช่ัวยามผลก็ได้ออกมว่าเจ้าลูกของคุณยายพ่ายแพ้ ซ่ึงก่อน
หนา้ นีท้ ้ังสองใช้เงนิ ในทางท่ผี ิดมาหลายคร้ังหญิงสาว หญิงสาวบอกกบั ทง้ั สองว่าน้ีคอื บทเรียนของเจา้ ท้ังสองคน
ยายและลูกก็ได้กลับมาเป็นเศรษฐีที่ร่ารวยอีกคร้ัง ทั้งสองได้กลับมาสร้างช่ือเสียงให้หมู่บ้านหนองเข่ืองตามคา
สัญญาและรสู้ กึ ผดิ ในสง่ิ ที่ทาไมด่ ลี งไป ทุกคนจึงอยกู่ ันอย่างมคี วามสขุ

ผ้แู ตง่ : เดก็ หญิงสมิดา ศิลปพงษ์

๓๐

๑๑.เทวดาลงมาตีคลีไฟ

วนั หนงึ่ มีคุณตาบุญมีไดฝ้ นั เห็นเทวดาลงมาจากสวรรค์ บอกตนว่ามีทรัพยส์ มบัติทีจ่ ะให้ เทวดาตนนั้น
บอกว่า ถา้ เจ้าชนะการแข่งขันตีคลีไฟในครั้งนี้จะยกทรพั ย์สมบัติให้เจ้า และตอนกลางคนื มีการแข่งขันเกิดข้ึน
คุณตาได้ลงแข่งขันและได้รับชัยชนะจากการตีคลีไฟท่ีบ้านหนองเขื่อน ตาบุญมีดีใจมากและได้กลับไปนอนใน
คืนน้ันฝันเห็นเทวดามาบอกตนอีกครั้งว่า จะยกทรัพย์สมบัติให้ตนตามสัญญา แต่จะต้องให้ไปขุดท่ีหน้าบ้าน
ตาบุญมีตื่นมากลางดึกและไปขุดหาสมบัติที่หน้าบ้านของตนเองจนถึงตีห้าครึ่งก็เจอกล่องไม้กล่องหนึ่งก็รีบลง
ไปในหลุมดินท่ีขุดไว้แล้วก็รีบยกกล่องไม้น้ันข้ึนมาข้างบน รุ่งเช้าคุณตาได้นากล่องสมบัติน้ันมาเก็บไว้ในบ้าน
ของตนและไดม้ ีการทาธุรกจิ ใหญ่โตเพ่ือสร้างรายได้ จะไดม้ ีเงินหมุนเวยี นตลอดท้ังปี หลงั จากนัน้ คุณตาไดแ้ บ่ง
ทรัพย์สมบัตใิ ห้กับญาติพ่นี ้องของตน ญาติพี่น้องก็ได้นาไปทาธรุ กจิ และร่ารวยกนั ทกุ คน คุณตาได้เงินจากการ
ทาธรุ กจิ ปลี ะสิบล้านบาท และครอบครัวของคณุ ตาได้แขง่ ตีคลีไฟทุกปี

ผแู้ ตง่ : เดก็ ชายจิรภัทร พงษ์สภุ าพ

๓๑

๑๒.กระต่ายกบั กบแขง่ ตีคลีไฟ

ในป่าแหง่ หนงึ่ เจ้ากระต่ายมักคุยโออ้ วดวา่ เขาเปน็ คนเกง่ ทส่ี ุด ณ ป่าแหง่ นี้ มันชอบไปทา้ ทาย
กบั สัตวต์ า่ งๆ วา่ ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะมนั ได้ มอี ย่วู ันหน่ึงเจา้ กบจงึ อยากลองทา้ แขง่ ตีคลีไฟกับเจา้ กระตา่ ย
เจา้ กบจึงไปบอกเจ้ากระตา่ ยใหม้ าแข่งตีคลีไฟกบั ตน ซงึ่ กระตา่ ยก็รับคาท้าอย่างม่นั ใจว่าสามารถเอาชนะเจ้ากบ
ได้ เม่ือถึงวันแข่งขันตีคลีไฟ เจ้ากระต่ายไม่เคยรู้มาก่อนว่าการตีคลีไฟเป็นอย่างไร จึงคิดว่าเป็นเร่ืองง่ายๆ
เจ้ากบตีคลีลูกไฟมาโดนเจ้ากระต่าย โดยที่เจ้ากระต่ายไม่ทันตั้งรับจึงโดนไฟจากลูกคลีเผาไหม้ไปทั้งตัว เจ้า
กระต่ายร้องและวิ่งหนีไปด้วยความเจ็บปวดและตกใจ สัตว์ต่างๆพากันส่งเสียงเชียร์เจ้ากบท่ีสามารถเอาชนะ
เจ้ากระต่ายได้ นทิ านเรอื่ งน้สี อนให้รวู้ า่ จะทาการส่ิงใดกอ็ ย่าได้ประมาท

ผแู้ ต่ง : เดก็ หญงิ ณฐกมล บุญถือ

๓๒

๕. เพอ่ื ศกึ ษาคณุ ค่าและความพึงพอใจของนักเรียนกลมุ่ ตวั อย่างท่ีมีต่อนิทานเล่มเล็ก
ทเี่ กีย่ วข้องกับประเพณตี ีคลไี ฟของชาวจงั หวัดชยั ภูมิ

ผลจากการศึกษาว่า นักเรียนกลุม่ ตัวในระดบั ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ ๔ – ๖ มคี วามพึงพอใจต่อนทิ าน
เลม่ เลก็ ทเ่ี ก่ียวข้องกบั ประเพณตี คี ลไี ฟของชาวจงั หวดั ชยั ภมู ิตามตารางแบบประเมนิ โครงงานประเภทหนงั สือ
เล่มเล็กดังนี้

ต า ร า ง แ บ บ ป ร ะ เ มิ น โ ค ร ง ง า น ป ร ะ เ ภ ท ห นั ง สื อ เ ล่ ม เ ล็ ก

ดมี าก ดี พอใช้
80.25
73.45
67.5

80.75
76.62

19.75 26.55 32.5 19.25 23.38

0 0 0 0 0

ค ว า ม รู้ ที่ ไ ด้ จ า ก นิ ท า น เ ล่ ม นิ ท า น เ ล่ ม เ ล็ ก มี ค ว า ม นิ ท า น เ ล่ ม เ ล็ ก มี ค ว า ม เ นื้ อ ห า น่ า ส น ใ จ ส อ ด แ ท ร ก ข้ อ คิ ด ไ ว้ อ ย่ า ง
เ ล็ ก ส ว ย ง า ม ถู ก ต้ อ ง เ ห ม า ะ ส ม เหมาะสม

จากการศึกษาตารางแบบประเมนิ โครงงานประเภทหนงั สอื เล่มเลก็ พบว่าคณุ ค่าและความพงึ พอใจ
ของนักเรยี นกลมุ่ ตวั อยา่ งที่มตี ่อนิทานเลม่ เล็กทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับประเพณีตคี ลีไฟของชาวจงั หวัดชยั ภมู ิมีดงั น้ี

๑. ความรู้ที่ไดจ้ ากนิทานเลม่ เล็ก
ดมี าก คดิ เปน็ ร้อยละ ๘๐.๒๕
ดี คิดเปน็ รอ้ ยละ ๑๙.๓๗
พอใช้ คิดเปน็ รอ้ ยละ ๐

๒. รูปแบบของนิทานเล่มเล็กมีความสวยงาม
ดีมาก คดิ เปน็ ร้อยละ ๗๓.๔๕
ดี คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๒๖.๕๕
พอใช้ คดิ เปน็ ร้อยละ ๐

๓. ภาษาที่ใชใ้ นนิทานเล่มเล็กมีความถูกต้องเหมาะสม
ดีมาก คิดเปน็ ร้อยละ ๖๗.๕
ดี คิดเปน็ รอ้ ยละ ๓๒.๕
พอใช้ คิดเปน็ รอ้ ยละ ๐

๓๓

๔. เนื้อหานา่ สนใจ
ดีมาก คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๘๐.๗๕
ดี คิดเปน็ ร้อยละ ๑๙.๒๕
พอใช้ คดิ เปน็ ร้อยละ ๐

๕. สอดแทรกข้อคิดไว้อยา่ งเหมาะสม
ดีมาก คิดเป็นร้อยละ ๗๖.๖๒
ดี คิดเปน็ รอ้ ยละ ๒๓.๓๘
พอใช้ คดิ เปน็ รอ้ ยละ ๐

สรุปผลการศึกษาตารางแบบประเมินโครงงานประเภทหนังสือเล่มเล็ก พบว่าคุณค่าและความพึง
พอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างท่ีมีต่อนิทานเล่มเล็กที่เกี่ยวข้องกับประเพณีตีค ลีไฟของชาวจังหวัดชัยภูมิ
หัวข้อที่ได้รับการประเมินสูงสุดคือ หัวข้อท่ี ๔. เนื้อหาน่าสนใจ คิดเป็นร้อยละ ๘๐.๗๕ ของจานวนผู้
ประเมิน หัวข้อที่ได้รับการประเมินต่าสุดคือ หัวข้อที่ ๓. ภาษาท่ีใช้ในนิทานเล่มเล็กมีความถูกต้องเหมาะสม
คดิ เป็นร้อยละ ๖๗.๕ ของจานวนผ้ปู ระเมนิ

ผลประเมินความพึงพอใจตามแบบแบบประเมินโครงงานประเภทหนงั สือเล่มเล็กโดยรวมเฉล่ียอยู่
ในเกณฑ์ดมี ากคิดเป็นรอ้ ยละ ๗๕.๗๑ ของการประเมนิ ทงั้ หมด

๓๔

บทท่ี ๕
สรุปอภปิ ราบผลและขอ้ เสนอแนะ
สรุปผลการศึกษา
การจัดทาโครงงานภาษาไทย ระดบั ชัน้ ประถมศกึ ษา วรรณคดีไทยเร่ือง “สังขท์ อง” สู่ประเพณี
ตคี ลไี ฟของชาวจงั หวัดชัยภมู ิ สามารถสรุปผลการศกึ ษา จากวตั ถุประสงค์ในการจัดทาโครงงานดงั นี้

๑. เพ่ือศึกษาลักษณะของประเพณีการตีคลีไฟที่ บ้านหนองเข่ือง ตาบล กุดตุ้ม อาเภอ เมือง
จังหวัดชยั ภมู ิ กบั การเล่นตีคลใี นวรรณคดีไทยเรื่องสังขท์ อง ว่ามีความเกีย่ วข้องกันหรอื ไม่อย่างไร

ผลจากการศึกษาพบว่า ประเพณีตีคลีไฟ เป็นประเพณีท่ีมาจากภูมิปัญญาท้องถ่ิน โดยได้แนวคิด
มาจากการตีคลีของพระสังขก์ ับพระอนิ ทร์ในวรรณคดี เรือ่ ง สังขท์ อง ส่วนการตีคลีไฟที่บา้ นหนองเข่ือง ตาบล
กุดตุ้ม อาเภอ เมือง จังหวัดชัยภูมิ เป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มในสมัยก่อน ชาวบ้านจะ
ออกมารวมตัวกันท่ีสนามหน้าลานบ้านเพื่อเล่นตีคลีไฟ ทาให้คลายหนาวได้ และเป็นการสร้างความสามัคคี
ใหแ้ กค่ นในหมบู่ า้ นอย่างชาญฉลาด

๒. เพ่ือนาผลการศึกษาวิเคราะห์การเล่นตีคลีไฟที่เป็นประเพณีของชาวบ้านหนองเข่ือง ตาบล
กดุ ตมุ้ อาเภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภมู ิ มาแตง่ เป็นนิทานสมุดเลม่ เลก็

ผลจากการศึกษาว่า นักเรยี นได้ศกึ ษาเล่นตีคลีไฟที่เป็นประเพณีของชาวบ้านหนองเขื่อง ตาบลกุดตุ้ม
อาเภอเมอื ง จังหวัดชยั ภมู ิ และไดน้ ามาแตง่ เป็นนิทานสมดุ เล่มเลก็ โดยมชี นิ้ งานจานวนท้ังสิ้น ๑๒ เล่ม ไดแ้ ก่

๑. ประวัติตีคลไี ฟของจงั หวัดชยั ภูมิ
๒. หนองเขอ่ื งลือเรอ่ื งตคี ลไี ฟ
๓. ประเพณีตีคลไี ฟของจังหวัดชัยภูมิ
๔. นายอินตคี ลีไฟ
๕. พระสังข์ตคี ลี
๖. ยอ้ นวนั วานตีคลี
๗. สบื สานตีคลไี ฟ
๘. ตีคลไี ฟมใี ครซา้
๙. ตีคลไี ฟประกายไฟ
๑๐. ศกึ ตคี ลีไฟของลกู ชาย
๑๑. เทวดาลงมาตีคลไี ฟ
๑๒. กระตา่ ยกับกบแข่งตคี ลีไฟ

๓๕

๓. เพอื่ ศึกษาคุณค่าและความพงึ พอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างท่ีมีต่อนิทานเล่มเล็กทเ่ี ก่ียวข้อง
กับประเพณีตคี ลไี ฟของชาวจงั หวัดชยั ภูมิ

สรุปผลการศึกษาตารางแบบประเมินโครงงานประเภทหนังสือเล่มเล็ก พบว่าคุณค่าและความพึง
พอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างท่ีมีต่อนิทานเล่มเล็กที่เกี่ยวข้องกับประเพณีตีค ลีไฟของชาวจังหวัดชัยภูมิ
หัวขอ้ ที่ไดร้ ับการประเมินสูงสดุ คือ หวั ข้อท่ี ๔. เนื้อหาน่าสนใจ คดิ เป็นรอ้ ยละ ๘๐.๗๕ ของจานวนผ้ปู ระเมิน
หัวข้อท่ีได้รับการประเมินต่าสุดคือ หัวข้อท่ี ๓. ภาษาท่ีใช้ในนิทานเล่มเล็กมีความถูกต้องเหมาะสม คิดเป็น
ร้อยละ ๖๗.๕ ของจานวนผู้ประเมนิ

ผลประเมินความพึงพอใจตามแบบแบบประเมินโครงงานประเภทหนังสือเล่มเล็กโดยรวมเฉล่ียอยู่ใน
เกณฑ์ดมี ากคดิ เป็นรอ้ ยละ ๗๕.๗๑ ของการประเมนิ ท้ังหมด

อภิปรายผล
การจัดทาโครงงานภาษาไทย ระดบั ประถมศึกษา วรรณคดีไทยเร่ือง “สังข์ทอง” สปู่ ระเพณีตีคลีไฟ

ของชาวจังหวดั ชัยภมู ิ สามารถอภปิ รายผลการศึกษาไดด้ ังนี้
๑. จากการศึกษาลักษณะของประเพณีการตีคลีไฟท่ี บ้านหนองเขื่อง ตาบล กุดตุ้ม อาเภอ เมือง

จังหวัดชัยภูมิ กับการเล่นตีคลีในวรรณคดีไทยเร่ืองสังข์ทอง มีความเกี่ยวข้องกันเนื่องจากประเพณีตีคลีไฟ
เป็นประเพณีที่มาจากภูมิปัญญาท้องถ่ินได้แนวคิด มาจากการตีคลีของพระสังข์กับพระอินทร์ในวรรณคดี เรื่อง
สังข์ทอง นอกจากน้ีการตีคลีไฟเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนเครื่องนุ่งห่มใน ทาให้ช่วยคลายหนาว และ
เป็นการสร้างความสามัคคีให้แกค่ นในหมบู่ ้าน

๒. จากการศึกษาวิเคราะห์การเล่นตีคลีไฟที่เป็นประเพณีของชาวบ้านหนองเขื่อง ตาบลกุดตุ้ม
อาเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ มาแต่งเป็นนิทานสมุดเล่มเล็ก นักเรียนได้มีการศึกษาบทเรียนเร่ือง สังข์ทอง
ตอน พระสังข์ตคี ลี เม่ือเรยี นรู้และเข้าใจเก่ียวกบั เนื้อหาที่เรยี นแลว้ กน็ ามาเช่ือมโยงสู่ประเพณีและวัฒนธรรม
ของการตีคลีไฟ ของชาวบ้านหนองเข่ือง ตาบลกดุ ตมุ้ อาเภอเมอื ง จงั หวัดชยั ภูมิ โดยการเรียบเรียงเรอ่ื งราว
ตามจินตนาการเป็นนทิ านเชิงสร้างสรรค์มีช้ินงานจานวนทั้งส้ิน ๑๒ เลม่ เป็นการเช่ือมโยงบทเรยี นและชุมชม
เข้าสู่ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศกั ราช ๒๕๕๑ กลุม่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย มาตรฐาน
ท ๕.๑ ด้านเข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและนามา
ประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง สรุปเรื่องจากวรรณคดีหรือ วรรณกรรมที่อ่าน (ท๕.๑ป๕/๑) ระบุความรู้และข้อคิด
จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรม ที่สามารถนาไปใช้ในชีวิตจริง (ท๕.๑ป๕/๒) อธิบายคุณค่าของ
วรรณคดี และวรรณกรรม (ท๕.๑ป๕/๓)

๓. จากการศึกษาตามแบบประเมินโครงงานประเภทหนังสือเล่มเล็ก พบว่าคุณค่าและความพึง
พอใจของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อนิทานเล่มเล็กท่ีเก่ียวข้องกับประเพณีตีค ลีไฟของชาวจังหวัดชัยภูมิ
หัวข้อทไ่ี ด้รับการประเมินสงู สดุ คอื หวั ข้อท่ี ๔. เน้อื หาน่าสนใจ คิดเป็นรอ้ ยละ ๘๐.๗๕ ของจานวนผปู้ ระเมิน
หัวข้อท่ีได้รับการประเมินต่าสุดคือ หัวข้อท่ี ๓. ภาษาท่ีใช้ในนิทานเล่มเล็กมีความถูกต้องเหมาะสม คิดเป็น
ร้อยละ ๖๗.๕ ของจานวนผู้ประเมิน โดยมีผลประเมินความพึงพอใจตามแบบแบบประเมินโครงงานประเภท
หนงั สือเลม่ เล็กโดยรวมเฉลย่ี อย่ใู นเกณฑ์ดมี ากคดิ เป็นรอ้ ยละ ๗๕.๗๑ ของการประเมินทั้งหมด

๓๖

ขอ้ เสนอแนะ
๑. ควรขยายการศึกษาค้นคว้าโดยการศกึ ษาประเพณีอื่นๆ ท่อี ยใู่ นจังหวัดชยั ภูมิมากยิง่ ข้นึ
๒. ควรนาประเพณปี ระวฒั นธรรมอนั ดงี ามของจังหวัดชยั ภูมิไปนาเสนอในรปู แบบและชอ่ งทางตา่ งๆ

ใหห้ ลากหลายและมากยิง่ ขนึ้

๓๗

บรรณานุกรม

เตอื นใจ สินทะเกิด, (2520). วรรณคคชี าวบ้านจาก "วัคเกาะ " ปริญญานิพนธก์ ารศึกษามหาบัณฑติ ,
มหาวิทยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รต.

ธวชั ปุณ โณทก. (2533). วรรฒกรรมทอ้ งถ่ิน. กรงุ เทพฯ: อักยรเจริญทัศน์
พุทธเลิตหล้านภาลยั , พระบาทสมเคจี พระ. (25เ 3). บทละครนอกรวม 6เรื่อง พระนคระ ศิล
ปาบรรณาคาร.
มนตรี ตราไมท. (2497). การละเล่นของไทย. พระนคร: กรมศิลปากร.
เสาวลกั ษณ์ อนนั ตศาบด์ (2537). ละครนอก สังข์ทองเชียงใหม่: มหาวทิ ยาลยั พายัพ, ศูนย์สิลปวัฒน
ธรรม.
เสาวลกั ษณ์ อนนั ตกานด์ (2547). สงั ขท์ อง การวเิ คราะห์เชิงคดิชบวทิ ยา. วารสารรามคาแหง,
2/(1), 11-35.
เสาวลักษณ์ อนันตศานด.์ (2554). วรรณกรรมพระบาทสมด็งพระพุทธเลิศหล้านภาลัย. กรุงเทพฯ
สานกั พิมพม์ หาวิทยาลยั รามคาแหง

ภาคผนวก

แบบประเมนิ โครงงานประเภทหนงั สือเลม่ เล็ก

ใส่เครอื่ งหมาย  เพศ ชาย หญงิ ครแู ละบคุ คลทัว่ ไป
นักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่.ี .............

คาชีแ้ จง ให้ทาเครอ่ื งหมายลงในชอ่ งว่างให้ตรงกับความคิดเห็นของท่าน

วธิ ีการนาเสนอ ระดับความพึงพอใจ หมายเหตุ

๑. ความรูท้ ไ่ี ด้จากนทิ านเลม่ เล็ก ดีมาก ดี พอใช้

๒. รูปแบบของนิทานเลม่ เล็กมีความสวยงาม

๓. ภาษาทใ่ี ชใ้ นนิทานเลม่ เลก็ มคี วามถกู ตอ้ ง
เหมาะสม

๔. เนอ้ื หานา่ สนใจ

๕. สอดแทรกขอ้ คิดไว้อยา่ งเหมาะสม

ข้อเสนอแนะ

......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................................................

กจิ กรรมการเผยแพรโ่ ครงงานใหก้ บั นกั เรียนในโรงเรยี น

กจิ กรรมการเผยแพร่โครงงานแบบออนไลน์




Click to View FlipBook Version