ทักษะการสื่อสารของมนุษย์ ประกอบไปด้วย การฟัง การพูด การอ่าน
และการเขียน การฟัง และการอ่านเป็นทักษะที่จําเป็นสําหรับมนุษย์ในการสื่อสารเพื่อ
ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม การฟังเป็น ทักษะซึ่งอาจมีข้อจํากัดเรื่องเวลา สถานที่และ
ความคงทนของสาร ส่วนการอ่านเป็นทักษะที่สําคัญใน การแสวงหาความรู้ ทั้งนี้ด้วย
สือ่ ทีใ่ ชส้ าํ หรบั การอา่ นมคี วามคงทนมากกว่า ไมม่ ขี อ้ จาํ กดั เรอ่ื งเวลาและ สถานท่ี
ดงั นัน้ จึงถือไดว้ า่ ทกั ษะการอ่านมคี วามจําเป็นและมีความสําคัญสําหรับผู้ท่ี
ต้องการแสวงหา ความรู้และเพิ่มพูนประสบการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสําหรับนักเรียน
นักศึกษา เพราะความสําเร็จ ทางการศึกษาย่อมขึ้นอยู่กับความสามารถและพื้นฐาน
ทางการอ่านท่ดี ี
๑.๑ ความหมายและความสาํ คญั
การอ่าน คือ กระบวนการรับรู้และเข้าใจสารที่เป็นลายลักษณ์อักษร
จากนั้นจึงแปลสัญลักษณ์ อักษรเหล่านั้นเป็นความรู้ โดยอาศัยทักษะการอ่าน
กระบวนการคิด ประสบการณ์และความรู้ของ ผู้อ่านรวมถึงเมื่ออ่านจบแล้ว ผู้อ่าน
สามารถแสดงความคิดเห็นที่มีต่อเรื่องที่อ่าน ทั้งในลักษณะเห็นด้วย คล้อยตามหรือ
โต้แย้ง ในการอ่านแต่ละครั้งไม่เพียงแต่ผู้อ่านจะได้รับสาระหรือเรื่องราวที่ผู้เขียน
ต้องการ นําเสนอเท่านั้น แต่ผู้อ่านยังสามารถรับรู้ทรรศนะ เจตนา อารมณ์และ
ความรู้สึกที่ผู้เขียนถ่ายทอดมา ในสาร ซึ่งสิ่งที่ได้รับจากการอ่านในแต่ละครั้งจึงมีทั้ง
ส่วนท่เี ปน็ เนอื้ หาสาระ คือ ขอ้ เท็จจริง และส่วนที่ เป็นอารมณ์ความรู้สึก หรือทรรศนะ
ของผู้เขียน ซึ่งจําเป็นต้องอาศัยการฝึกฝนทักษะและประสบการณ์ ในการตีความตาม
วัตถุประสงค์ที่แท้จริง ดังนั้นจึงจําเป็นต้องฝึกทักษะการอ่านเพื่อให้เข้าใจได้ตรงตาม
วตั ถุประสงคข์ องผ้เู ขยี น
๑.๒ ระดับของการอา่ น
ระดับของการอ่านแบง่ เป็น ๒ ระดับคอื อา่ นได้และอ่านเป็น การรับรู้จากการอ่านโดยทั่วไป
เริ่มจากระดับที่เรียกว่า อ่านได้ คือสามารถแปลความหมาย รับรู้สารผ่านตัวอักษร ส่วนในระดับ
อ่านเป็น ผู้อ่านจะสามารถจับใจความสําคัญ แนวคิดของเรื่อง รวมถึงความหมายแฝง หรือ
ความหมายที่ ได้จากการตีความ สามารถประเมินค่าของสารที่อ่านได้ ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่ กับความรู้
และประสบการณข์ อง ผ้อู ่านแตล่ ะคน
๑.๓ จดุ ประสงค์ของการอ่าน
การอา่ นหนังสอื มีจดุ ประสงคส์ าํ คัญ ดังนี้
๑) อ่านเพื่อการเขียน คือการอ่านเพื่อนําความรู้มาใช้ในการเขียน เช่น เรียงความ
บทความ สารคดี ฯลฯ ซึ่งผู้อ่านควรวิเคราะห์ความถูกต้องของข้อมูล คัดเลือกข้อมูลที่เหมาะสม
นําไปใช้เขียนหรืออ้างอิง เช่น การอ่านหนังสือเรื่อง วัฏจักรชีวิตของกบ เพื่อนําข้อมูลมาเขียน
รายงาน วชิ าวทิ ยาศาสตร์
๒) อ่านเพื่อหาคําตอบ คือการอ่านเพื่อต้องการคําตอบสําหรับประเด็นคําถามหนึ่งๆ จาก
แหล่งค้นคว้าและเอกสารประเภทต่างๆ เพิ่มพูนความรู้ให้แก่ตนเอง เช่น การอ่านหนังสือ วิชา
ฟิสกิ ส์ เพ่ือหาคําตอบเกี่ยวกับสาเหตุการเกดิ ปรากฏการณธ์ รรมชาติ
๓) อ่านเพื่อปฏิบัติตาม คือการอ่านเพื่อทําตามคําแนะนําในข้อความหรือหนังสือที่อ่าน
เชน่ การอ่านฉลากยา เพ่ือดคู ําแนะนาํ เก่ยี วกบั การใช้ยา หรือการอ่านตําราอาหาร ที่มีการอธิบาย
ขั้นตอน วิธกี ารทํา รวมถึงเครื่องปรุงส่วนผสมโดยละเอียด ซึ่งการอ่านด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้
ผู้อ่านจะตอ้ งทาํ ความเข้าใจรายละเอียดทกุ ขั้นตอนเพอื่ สามารถปฏบิ ัติตามได้
๔) อา่ นเพอ่ื หาความรหู้ รือสะสมความรู้ คือการอา่ นเพื่อเพม่ิ พนู ประสบการณ์ ความรู้ โดย
ทําให้ทั้งผู้อ่านที่เป็น นักเรียน นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไป และไม่จําเป็นต้องมีโอกาส หรือ
กาลเทศะ มากําหนดใหต้ อ้ งอา่ น ซึ่งการอา่ นในแต่ละครง้ั ควรเกบ็ และเรียบเรยี งประเด็นสําคัญของ
เรื่องทอ่ี า่ น ไวเ้ ปน็ คลงั ความรสู้ าํ หรบั นํามาใชอ้ ้างองิ ในภายหลงั เชน่ การอ่านหนังสอื ทางวิชาการ
๑.๒ ระดับของการอา่ น
ระดับของการอ่านแบง่ เป็น ๒ ระดับคอื อา่ นได้และอ่านเป็น การรับรู้จากการอ่านโดยทั่วไป
เริ่มจากระดับที่เรียกว่า อ่านได้ คือสามารถแปลความหมาย รับรู้สารผ่านตัวอักษร ส่วนในระดับ
อ่านเป็น ผู้อ่านจะสามารถจับใจความสําคัญ แนวคิดของเรื่อง รวมถึงความหมายแฝง หรือ
ความหมายที่ ได้จากการตีความ สามารถประเมินค่าของสารที่อ่านได้ ซึ่งจะต้องขึ้นอยู่ กับความรู้
และประสบการณข์ อง ผ้อู ่านแตล่ ะคน
๑.๓ จดุ ประสงค์ของการอ่าน
การอา่ นหนังสอื มีจดุ ประสงคส์ าํ คัญ ดังนี้
๑) อ่านเพื่อการเขียน คือการอ่านเพื่อนําความรู้มาใช้ในการเขียน เช่น เรียงความ
บทความ สารคดี ฯลฯ ซึ่งผู้อ่านควรวิเคราะห์ความถูกต้องของข้อมูล คัดเลือกข้อมูลที่เหมาะสม
นําไปใช้เขียนหรืออ้างอิง เช่น การอ่านหนังสือเรื่อง วัฏจักรชีวิตของกบ เพื่อนําข้อมูลมาเขียน
รายงาน วชิ าวทิ ยาศาสตร์
๒) อ่านเพื่อหาคําตอบ คือการอ่านเพื่อต้องการคําตอบสําหรับประเด็นคําถามหนึ่งๆ จาก
แหล่งค้นคว้าและเอกสารประเภทต่างๆ เพิ่มพูนความรู้ให้แก่ตนเอง เช่น การอ่านหนังสือ วิชา
ฟิสกิ ส์ เพ่ือหาคําตอบเกี่ยวกับสาเหตุการเกดิ ปรากฏการณธ์ รรมชาติ
๓) อ่านเพื่อปฏิบัติตาม คือการอ่านเพื่อทําตามคําแนะนําในข้อความหรือหนังสือที่อ่าน
เชน่ การอ่านฉลากยา เพ่ือดคู ําแนะนาํ เก่ยี วกบั การใช้ยา หรือการอ่านตําราอาหาร ที่มีการอธิบาย
ขั้นตอน วิธกี ารทํา รวมถึงเครื่องปรุงส่วนผสมโดยละเอียด ซึ่งการอ่านด้วยวัตถุประสงค์ดังกล่าวนี้
ผู้อ่านจะตอ้ งทาํ ความเข้าใจรายละเอียดทกุ ขั้นตอนเพอื่ สามารถปฏบิ ัติตามได้
๔) อา่ นเพอ่ื หาความรหู้ รือสะสมความรู้ คือการอา่ นเพื่อเพม่ิ พนู ประสบการณ์ ความรู้ โดย
ทําให้ทั้งผู้อ่านที่เป็น นักเรียน นักศึกษา หรือบุคคลทั่วไป และไม่จําเป็นต้องมีโอกาส หรือ
กาลเทศะ มากําหนดใหต้ อ้ งอา่ น ซึ่งการอา่ นในแต่ละครง้ั ควรเกบ็ และเรียบเรยี งประเด็นสําคัญของ
เรื่องทอ่ี า่ น ไวเ้ ปน็ คลงั ความรสู้ าํ หรบั นํามาใชอ้ ้างองิ ในภายหลงั เชน่ การอ่านหนังสอื ทางวิชาการ
๕) อ่านเพื่อความบันเทิง คือการอ่านตามความพอใจของผู้อ่าน ซึ่งผู้อ่านจะได้รับ ความ
เพลิดเพลิน นอกจากนี้ยังสามรถช่วยยกระดับจิตใจ ช่วยให้เกิดความสุข ผ่อนคลาย คลายความ
ทุกข์ใจ และบางครั้งผู้อ่านอาจได้ข้อคิดหรือแนวทางในการใช้ชีวิต เช่น การอ่านวนิยาย นิตยสาร
วารสาร เป็นต้น
๖) อ่านเพื่อรู้ข่าวสาร คือการอ่านเพื่อศึกษา รับรู้ความเป็นไปของโลก และพัฒนา ความรู้
ของตนเอง เช่น การอา่ นขา่ ว นติ ยสาร วารสาร เป็นตน้
๗) อ่านเพื่อแก้ปัญหา คือการอ่านเพื่อหาคําตอบ หรือแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องใด เรื่อง
หนึ่ง เช่น การอ่านพจนานุกรม เพื่อแก้ปัญหาเกี่ยวกับคําศัพท์ ความหมาย การสะกดการันต์ท่ี
ถกู ต้อง หรือการอ่านหนงั สือแนะนําการเดินทาง แผนท่ี เปน็ ต้น
๑.๔ ประเภทของการอา่ น
โดยทวั่ ไปการอ่านแบง่ ออกเปน็ ๒ ประเภท คือการอา่ นออกเสยี งและการอา่ นในใจ ดงั นี้
๑) การอ่านออกเสียง คือการอ่านหนังสือโดยการที่ผู้อ่านเปล่งเสียงออกมาดังๆ ใน ขณะท่ี
อ่าน โดยมีจุดมุ่งหมายต่างๆ เช่น เพื่อสร้างความบันเทิง เพื่อถ่ายทอดข่าวสาร เพื่อประกาศ เพื่อ
รายงานหรือเพื่อแถลงนโยบาย ดังนั้นการอ่านออกเสียง จึงเป็นการแปลรูปสัญลักษณ์หรืออักษร
ออกเป็นเสียง จากนั้นจึงแปลสัญญาณเสียงเป็นความหมาย ซึ่งผู้อ่านต้องระมัดระวังการออกเสียง
ทั้งเสียง “ร” “ล” คําควบกลํ้า การสะกด จังหวะ ลีลา และการเว้นวรรคตอนให้ถูกต้องไพเราะ
เหมาะสม
๒) การอ่านในใจ คือการทําความเข้าใจสัญลักษณ์ที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร รวมถึง
รูปภาพและเครื่องหมายต่างๆ ออกเป็นความหมายโดยใช้สายตาทอดไปตามตัวอักษรหรือ
สญั ลักษณแ์ ลว้ จงึ ใชก้ ระบวนการคิด แปลความหมาย ตคี วาม เพ่อื รบั สารของเรอื่ งน้นั ๆ
๑.๕ มารยาทในการอ่านออกเสยี ง
การอ่าน คือ เครื่องมือสําคัญในการศึกษาหาความรู้และเพิ่มพูน
ประสบการณ์ในด้านต่างๆ ให้แก่ ผู้อ่าน จึงถือได้ว่าทักษะการอ่านเป็นทักษะที่มี
ความจําเป็น ผู้อ่านที่ดีต้องมีมารยาทหรือข้อควรประพฤติ ปฏิบัติในการอ่านออก
เสียง ดังนี้
๑. การใช้นํ้าเสียง คือควรพิจารณาใช้น้ําเสียงให้สอดคล้อง เหมาะสมกับ
เนื้อหา ไม่ควร ดัดเสียงจนฟังไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งอาจทําให้ผู้ฟังทําความเข้าใจ
เนอ้ื หาไม่ตรงกับเจตนาของผู้อ่าน รวมถึงการดัดเสียงจนเกินงาม ก็อาจสร้างความ
รําคาญแก่ผู้ฟังได้
๒. มีบุคคลิกภาพที่ดี คือการจัดระเบียบท่ายืน หรือนั่งให้เหมาะสม ไม่
หลุกหลิก และ ไม่ควรยกร่างข้อความขึ้นมาให้ผู้ฟังเห็น หรือก้มหน้าก้มตาอ่านจน
ไมส่ นใจผู้ฟัง
๓. ควรสังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟัง คือการสังเกตุดูว่าผู้ฟังสามารถทําความ
เข้าใจเรื่องราวตาม สิ่งที่ผู้อ่านทันหรือไม่ รวมถึงสังเกตว่าผู้ฟังให้ความสนใจมาก
นอ้ ยเพียงไร แลว้ จึงปรบั เพม่ิ -ลด ความเร็ว ในการอา่ น ลีลานํ้าเสียง เป็นต้น เพ่ือดงึ
ให้ผฟู้ งั กลับมามีสว่ นร่วมกบั ผอู้ ่าน
๔. ไม่ควรแสดงอารมณ์โมโห หงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือใช้ถ้อยคําไม่สุภาพ
ว่ากลา่ วตักเตือน เม่ือเห็นว่าผู้ฟงั ไม่สนใจ หรือพูดคุยเสียงดัง หากแต่ควรรู้จักระงับ
อารมณ์ และอาจถามผ้ฟู ังเพือ่ ปรับปรุง ตอ่ ไป
ร้อยแกว้ หมายถึง ความเรยี งท่สี ละสลวยในรูปแบบการบรรยาย พรรณนา เทศนา สาธก
หรือ อุปมาโวหาร รวมถึงบทพูด บทสนทนา บทสัมภาษณ์ ประกาศหรือข่าวสารต่างๆ ดังนั้น
ร้อยแกว้ จึง เป็นความเรียงทเ่ี รยี บเรียงข้นึ โดยไมม่ กี ารบังคับสมั ผัสฉนั ทลกั ษณ์
การอ่านออกเสียงร้อยแก้ว หมายถึง การอ่านหนังสือโดยการที่ผู้อ่านเปล่งเสียงออกมา
ดังๆ ในขณะที่อ่าน โดยมีจุดมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เช่น เพื่อถ่ายทอดความรู้ เพื่อสร้างความ
บันเทิง และความพอใจซึ่งการอ่านออกเสียงในแต่ละครั้งอาจมีจุดมุ่งหมายหลายๆ ประการ
รวมกัน หรือมี จุดมุ่งหมายเฉพาะ เช่น การอ่านประกาศ รายงาน แถลงการณ์ ฯลฯ ผู้อ่านต้อง
คํานึงถึงการอ่านให้ ถูกต้องตามอักขรวิธี การใช้นํ้าเสียงและลีลาในการอ่านให้สอดคล้อง
เหมาะสมกบั เรอ่ื งและควรฝึกปฏิบัติ อย่างสม่าํ เสมอ
๒.๑ แนวทางการอ่านออกเสยี งบทร้อยแก้วเบอื้ งตน้
ความเรียงที่เขียนในลักษณะร้อยแก้วมีอยู่หลายประเภท ซึ่งอาจจะทําให้ลีลาในการอ่าน
แตกตา่ งกันออกไป แต่ก็อาศยั หลักเกณฑ์ท่ไี มแ่ ตกตา่ งกนั ดังนี้
๑. ผู้อ่านต้องอ่านให้ถูกต้องตามอักขรวิธีในภาษา ทั้งภาษาไทยและภาษาที่ ยืมมาจาก
ภาษาอื่นๆ เช่น บาลี สันสกฤต เขมร ฯลฯ โดยอาศัยหลักการอ่านจากพจนานุกรม ฉบับ
ราชบณั ฑิตยสถาน รวมทง้ั คําทีอ่ ่านตามความนิยม
๒. ผอู้ า่ นต้องมีสมาธิและความมั่นใจ ในการอ่าน ไม่อ่านผิด อ่านตก อ่านเติม ขณะ อ่าน
ตอ้ งควบคมุ สายตาให้ไลไ่ ปตามตัวอกั ษรทุกตัว ในแต่ละบรรทัดจากซ้ายไปขวาด้วยความรวดเร็ว
วอ่ งไวและรอบคอบ แลว้ ย้อนสายตากลับลงไปยงั บรรทดั ถัดไปอย่างแมน่ ยํา
๓. ผูอ้ า่ นควรอ่านให้เป็นเสียงพดู โดย เน้นเสยี งหนักเบา สงู ตา่ํ ตามลักษณะการพูด ทั้งนี้ให้
ใชเ้ นือ้ หาสาระของบทอ่านเปน็ หลกั รวมท้งั ควรพิจารณาเนื้อความว่าเป็นไปในทางใด เช่น ตื่นเต้น
โกรธ ผิดหวัง ฯลฯ ควรใช้นํ้าเสียงให้เหมาะสมกับลักษณะอารมณ์ตามเนื้อหาใน การฝึกการอ่ าน
ออกเสยี งใหม้ คี วามถกู ต้องและชัดเจน
๔. ผอู้ า่ นตอ้ งอา่ นให้เสยี งดังพอสมควร ไมต่ ะโกนหรอื แผว่ เบาจนเกินไป ซึง่ จะทําให้ ผ้ฟู ังเกิด
ความราํ คาญและไมส่ นใจ
๕. เมื่ออ่านจบย่อหน้าหนึ่งควรผ่อนลมหายใจ และเมื่อขึ้นย่อหน้าใหม่ควรเน้นเสียง และ
ทอดเสยี งให้ช้าลงกวา่ ปกติเลก็ นอ้ ยเพอ่ื ดงึ ดดู ความสนใจจากผูฟ้ ัง จากน้ันจึงใช้เสยี งในระดับปกติ
๖. อ่านให้ถูกจงั หวะวรรคตอน ตอ้ งอ่านให้จบคําและไดใ้ จความ ถ้าเปน็ คํายาวหรือ คําหลาย
พยางค์ ไมค่ วรหยุดกลางคําหรือตดั ประโยคจนเสยี ความ
๗. รู้จักเนน้ คําท่ีสาํ คญั และคาํ ท่ตี ้องการเพื่อใหเ้ กดิ จนิ ตภาพตามทตี่ ้องการ การเน้น ควรเน้น
เฉพาะคํา ไม่ใช่ท้ังวรรคหรอื ทง้ั ประโยค เชน่ “กล่นิ ของดอกไม้นั้น หอมหวน ยิ่งกว่ากลิ่นใดๆ ที่เคย
ได้สัมผัส” ควรเน้นทค่ี ําว่า หอมหวน เพื่อให้ผฟู้ งั จินตนาการถึงดอกไม้นานาพนั ธทุ์ ี่สง่ กลิ่นหอม และ
เปน็ กลน่ิ หอมที่ไม่เหมือนกลิน่ หอมอื่นใดท่เี คยสมั ผัส
๘. เม่ืออ่านข้อความที่มีเครื่องหมายวรรคตอนกํากับ ควรอ่านให้ถูกต้องตามหลักภาษา เช่น
โปรดเกล้าฯ ต้องอ่านว่า โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม, ทุกวันๆ อ่านว่า ทุกวันทุกวัน ส่วนคําที่ใช้
อักษรย่อต้องอ่านให้เต็มคํา เช่น พ.ศ. อ่านว่า พุด-ทะ-สัก-กะ-หราด, ผบ.ทบ. อ่านว่า ผู้บัญชาการ
ทหารบก
ในระดับชั้นนี้จะกล่าวถึงการอ่านออกเสียงบทความทั่วไปและบทความปกิณกะ โดยการฝึก
อ่าน ตามเครอื่ งหมายท่ีกาํ หนด ดงั นี้
/ เวน้ วรรคเลก็ นอ้ ยเพอ่ื หยดุ หายใจ
// เว้นวรรคเมือ่ อ่านจบขอ้ ความหลกั
- แสดงคาํ ที่เน้นเสียงหนกั ทอดเสียง
ขอ้ ควรระวงั
๑. ไม่เว้นวรรคระหว่างประธาน กริยาและกรรม ทั้งไม่
เวน้ วรรคระหว่างคําเชอื่ ม
๒. หากประธานเดิมมีคํากริยาหลายตัว กริยาตัวต่อๆ
ไปให้เวน้ วรรคไดบ้ า้ ง
๒.๒ การอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วประเภทบทความ
๑) การอ่านบทความทั่วไป บทความ คือ ความเรียงที่ผู้เขียนนําเสนอข้อเท็จจริง เกี่ยวกับ
เรื่องราวหรือองค์ความรู้ต่างๆ สู่ผู้อ่าน ซึ่งอาจมีการแสดงทรรศนะ ข้อคิดเห็นของผู้เขียน บท
ความสามารถแบง่ ได้หลายประเภทตามเนื้อหาที่นาํ เสนอ เชน่ บทความวชิ าการ บทความท่องเทยี่ ว
บทความแสดงความคิดเห็นในเรื่องราวต่างๆ ดังนั้น ผู้อ่านต้องจับประเด็นบทความที่อ่านให้ได้ว่า
เนอ้ื หา ตอนใดเปน็ ข้อเท็จจรงิ ตอนใดเป็นข้อคดิ เหน็ ฯลฯ
ผลวิจัยชคี้ ยุ มือถือแนบหู สมองทํางานหนักขน้ึ ๗% (ไทยโพสต์) ผลวิจัยชี้ว่าเอามือถือแนบ
หู ๕๐ นาที มีผลต่อการทาํ งานของสมองสว่ นใกลเ้ สาสญั ญา
ดร.โนรา โวลโกว/ กล่าวว่า การวิจัยนี้เป็นไปเพื่อหาปฏิกิริยาการทํางานของสมอง/ ต่อ
คลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟ้า จากเสาสัญญาณของมอื ถือ/ ซ่ึงผลวจิ ัยระบุวา่ / การคุยมือถอื แนบกับใบหู/ จะ
ทาํ ให้สมองใชพ้ ลังงานมากข้ึนในสว่ นทใ่ี กล้/
คณะผู้วิจัยสแกนสมองของอาสาสมัครทั้งหมด ๔๗ คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้
โทรศัพท์มือถือ นาน ๕๐ นาที/ และกลุ่มที่ปิดมือถือ/ ผลที่ออกมาชี้ว่า/ แม้จะไม่มีปฏิกิริยา
รุนแรง/ตอ่ สัญญาณ มือถือ / แตพ่ บว่ามีการเผาผลาญกลโู คสในสมองมากข้นึ ๗% ในจดุ ที่ใกล้เสา
สญั ญาณมากท่ีสุด//
แพทริก แฮกการ์ด อาจารย์ประจํามหาวิทยาลัยลอนดอน/ตอบรับว่า/เป็นงานวิจัยท่ี
น่าสนใจ เพราะเสนอว่าสัญญาณมือถือมีผลต่อสมองโดยตรง// แต่เขามองว่า/ กระบวนการ เผา
ผลาญพลงั งานสงู ในสมองมตี ามธรรมชาตอิ ยู่แล้ว เช่น การคดิ วิเคราะห์ตามปกติของมนุษย์/
ทางดา้ นโฆษกสมาคมผ้ผู ลติ โทรศพั ทม์ ือถอื / จอหน์ วอลส์ ออกมาชี้แจงว่า/ หลักฐาน ทาง
วิทยาศาสตร์ในปัจจบุ นั ชวี้ า่ การใชอ้ ุปกรณไ์ รส้ ายไมก่ ่อให้เกิดความเสี่ยง/ หรือผลเสียต่อ สุขภาพ
แตอ่ ยา่ งใด//
โวลโกว ยอมรับเช่นกันว่า/ จําเป็นต้องทําวิจัยเพิ่ม/จึงจะสามารถตัดสินได้ว่า การใช้
โทรศพั ทม์ อื ถือ/มีผลเสียจริงหรือไม่ แตต่ วั เธอเอง/ใชโ้ ทรศัพทม์ อื ถอื /ผ่านหูฟังแทน เพราะเชื่อว่า/
ป้องกันไวก้ อ่ น/ ย่อมดีกวา่ ...
(http://health.kapook.com/view21911.html)
๒) การอ่านบทความเชิงปกณิ กะ หมายถงึ บทความที่เน้นความรู้สึกสนกุ สนานเพลดิ เพลิน
แกผ่ ู้อา่ น ดว้ ยบทความทีม่ ีแก่นสาร ซง่ึ มเี น้ือหาสารประกอบกบั การใช้สํานวนโวหารให้เกดิ อรรถรส
บทความเชงิ ปกณิ กะ
ทุกวนั นเ้ี รามีตึกสูงขนึ้ /มถี นนกว้างขึ้น แตค่ วามอดกลั้นนอ้ ยลง//
เรามีบา้ นใหญข่ ึน้ /แต่ครอบครวั ของเรา กลบั เล็กลง//
เรามียาใหม่ ๆมากขน้ึ /แตส่ ุขภาพกลับแย่ลง//
เรามีความรักนอ้ ยลง/แตม่ คี วามเกลยี ดมากขึ้น//
เราไปถึงโลกพระจันทรม์ าแล้ว/แตเ่ รากลบั พบว่า...
แคก่ ารข้ามถนนไปทกั ทายเพอ่ื นบา้ น/กลบั ยากเยน็
เราพชิ ติ ห้วงอวกาศมาแล้ว/แตแ่ ค่หว้ งในหัวใจ/กลบั ไม่อาจสัมผสั ถึง//
เรามีรายได้สูงขึ้น/แตศ่ ีลธรรมกลบั ตกตํ่าลง//
เรามีอาหารดๆี มากขนึ้ /แตส่ ุขภาพแย่ลง//
ทกุ วันนี้ /ทกุ บ้านมีคนหารายได้/ได้ถงึ 2 คน แตก่ ารหยา่ ร้างกลับเพม่ิ มากขน้ึ /
ดังนัน้ ...จากน้ีไป ขอใหพ้ วกเราอย่าเก็บของดีๆ ไว้โดยอ้างวา่ เพือ่ โอกาสพเิ ศษ//
เพราะทุกวันท่ีเรายงั มชี วี ิตอยู่ คอื ... โอกาสท่ีพิเศษสดุ แล้ว
จงแสวงหา การหยั่งรู้
จงน่ังตรงระเบยี งบ้าน/เพอื่ ชน่ื ชมกับการมีชวี ิตอยโู่ ดยไม่ใส่ใจกับความอยาก...
จงใชเ้ วลากบั ครอบครัว/เพอ่ื นฝงู /คนที่รักใหม้ ากข้ึน...
กินอาหารให้อร่อย/ไปเทยี่ วในทท่ี ่อี ยากจะไป
ชีวิต คือ โซห่ ่วงของนาทแี หง่ ความสขุ /ไมใ่ ช่เพยี งแคก่ ารอยใู่ หร้ อด//
เอาแก้วเจียระไนทม่ี อี ยมู่ าใช้เสีย
นา้ํ หอมดีๆ ทชี่ อบจงหยบิ มาใชเ้ ม่ืออยากจะใช้
เอาคําพูดท่ีว่า...สกั วันหนึง่ /ออกไปเสียจากพจนานกุ รม
บอกคนทเ่ี รารักทกุ คน ว่า/เรารกั พวกเขาเหลา่ นนั้ แค่ไหน
อย่าผัดวันประกันพรุ่ง/ทีจ่ ะทาํ อะไรก็ตาม/ทท่ี าํ ใหเ้ รามคี วามสุขเพมิ่ ขน้ึ ..
ทุกวัน... ทุกช่วั โมง ทกุ นาที มีความหมาย
เราไมร่ เู้ ลยวา่ /เมือ่ ไรมันจะสิน้ สดุ ลง// และเวลาน้ี
ถ้าคณุ คิดว่า คุณไม่มเี วลาท่จี ะ copy ข้อความนี้/ไปใหค้ นทคี่ ณุ รักอ่าน... แลว้ คิดวา่ ...
สกั วันหนง่ึ คอ่ ยสง่ จงอยา่ ลมื คิดวา่ สกั วนั หนึง่ วันนนั้ คณุ อาจไม่มโี อกาสมานั่งตรงน้ี
เพือ่ ทําอยา่ งทคี่ ณุ ต้องการอกี ก็ได้
(จอร์จ คอลลนิ http://happyhappiness.monkiezgrove.com/)
รอ้ ยกรอง หมายถงึ คําประพนั ธ์ที่แตง่ โดยมกี ารบังคับจํานวนคํา สัมผัส ฉันทลักษณ์ ตาม
แบบแผนของร้อยกรองแตล่ ะประเภท ไดแ้ ก่ โคลง ฉนั ท์ กาพย์ กลอน หรือลลิ ิต
การอา่ นออกเสียงบทร้อยกรอง หมายถึง การอ่านออกเสียงงานเขียนร้อยกรองประเภท
ตา่ งๆ เพ่ือสอ่ื เนื้อหาและอารมณค์ วามรสู้ ึกที่ปรากฏไปสู่ผรู้ บั สารด้วยทว่ งทํานองที่แตกตา่ งกนั
การอ่านทํานองเสนาะ หมายถึง การอ่านออกเสียงบทร้อยกรองประเภทต่างๆ ตาม
ทํานอง ลีลาและจังหวะของบทประพันธ์ เพื่อให้ผู้อ่าน ผู้ฟังเข้าถึงความงดงามของภาษา การ
อ่านทํานองเสนาะ บทร้อยกรองจะมีความแตกต่างกันตามทํานอง ลีลา การทอดเสียงและ
ความสามารถของผอู้ า่ น
๓.๑ แนวทางการอ่านบทรอ้ ยกรองเบื้องตน้
๑) ต้องรู้จักฉันทลักษณ์ หรือลักษณะบังคับของร้อยกรองประเภทต่างๆ ที่จะอ่าน เช่น
การบังคบั เอก โท ครุ ลหุ เสยี งวรรณยุกตท์ า้ ยวรรค และพยางคห์ รอื คาํ ท่บี รรจลุ งในวรรคหนึง่ ๆ
๒) ต้องรู้จักทํานอง ลีลาและการเอื้อนเสียงของบทร้อยกรองแต่ละประเภทให้ถูกต้อง
รวมถึงต้องรู้จักวางจังหวะสัมผัสที่คล้องจองกันของบทกวีให้ถูกต้องตามตําแหน่งใ ห้ลงสัมผัส
และ รู้จังหวะการเอื้อนเสยี งเพอ่ื ทอดจงั หวะสําหรบั อ่านในบทถัดไป
๓) ต้องรู้จักเอื้อนเสียง ตามชนิดของคําประพันธ์นั้นๆ โดยลากเสียงช้าๆ เพื่อให้เข้า
จังหวะและไว้หางเสียงให้ไพเราะ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เอื้อนเสียงที่คําลหุเนื่องจากเป็นคําที่มีเสียงสั้น
และเบา
๔) ต้องรู้จักอ่านรวบคํา หรือพยางค์ที่เกินจากที่กําหนดไว้ในฉันทลักษณ์ โดยอ่านให้ เร็ว
ขน้ึ และเสยี งให้เบาลงกวา่ ปกติจนกวา่ จะถงึ คาํ หรือพยางคท์ ่ตี ้องการจึงลงเสียงหนกั
๕) ตอ้ งร้จู กั อ่านคาํ ให้ถูกต้องตามอักขรวิธี ไม่ผิดสระ ผิดพยัญชนะ หรือวรรณยุกต์ เช่น ไก่
เป็น ก่าย ครู เปน็ คู ขอน เป็น คอ้ น นอกจากนี้ ควรอ่านออกเสียงพยัญชนะ /จ/ฉ/ช/ฉ// ท/ธ/ศ/
ษ/ส/ เป็นต้น ให้ชัดเจนถูกต้องตามอักขรวิธีในภาษาไทย โดยไม่อ่านเป็นเสียงเสียดแทรกมาก
เกินไปตามภาษาอังกฤษ และควรอ่านออกเสียงพยัญชนะ /ร/ล/ คําควบกลํ้า ร/ล/ว ให้ชัดเจน
เพราะ อาจทําใหผ้ ฟู้ งั เขา้ ใจความหมายคลาดเคลือ่ น และไมไ่ พเราะ
๖) รู้จักใส่อารมณ์ ความรู้สึกลงในคําประพันธ์ที่อ่าน ซึ่งหมายความว่า ผู้อ่านต้อง ทําความ
เขา้ ใจความหมายทแี่ ทจ้ ริงของบทประพันธแ์ ละสื่อไปยงั ผฟู้ ังให้ตรงตามเจตนาท่แี ท้จริง
๗) พยายามไม่อ่านฉีกคํา หรือฉีกความ โดยใส่ใจเฉพาะเป็นตําแหน่งคําสัมผัส แต่ประการ
เดียว เพราะหากอ่านฉีกคําหรือฉีกข้อความแล้วอาจทําให้เนื้อความเสียไปหรือผู้ฟังเข้าใจ
ความหมายคลาดเคล่อื นได้
๓.๒ การอ่านบทร้อยกรอง
การฝกึ อา่ นออกเสียงบทร้อยกรอง ในที่นี้จะยกตัวอย่าง 6 ประเภท คือ กลอนสุภาพ กลอน
บทละคร กลอนเสภา โคลงส่สี ภุ าพ กาพยย์ านี ๑๑ และกาพย์ฉบัง ๑๖ ดงั นี้
๑) กลอนสุภาพ คือกลอนที่พัฒนามาจากกลอนเพลงยาวที่พบหลักฐานว่าเริ่มมีมาตั้งแต่
ครั้งปลายกรุงศรีอยุธยา กลอนสุภาพ ๑ บท มี ๔ วรรค วรรคละ ๗ – ๙ คํา จึงทําให้มีการอ่านใน
แต่ละ วรรคสามารถแบ่งคําได้เป็น ๒ / ๒/๓ หรือ ๒/๓/๓ หรือ ๓/๒/๓ หรือ ๓/๓/๓ เป็นต้น ซึ่ง
กลอน ในยุคแรกยงั จัดระบบการส่งสัมผัสบังคบั ระหว่างวรรคไม่ค่อยลงตัว เช่น “จะกล่าวถึงกรุงศรี
อยุธยา อันเป็นกรุงรัตนราช/พระศาสนา มหาดิลก/อันเลิศล้น” รวมถึงยังไม่มีการกําหนดเสียง
วรรณยกุ ต์ ทา้ ยวรรคเหมอื นกลอนในยุคหลัง
(สดบั ) แประหลาดเหลอื / เนอ้ื ละมนุ / ยงั อุ่นอ่อน สนิ สมุทร/ สุดสาคร/ ของพอ่ เอยี (รับ)
(รอง) เคยกลบั เปน็ / กไ็ มเ่ ห็น/ เหมือนเช่นเคย กระไรเลย/ แน่นง่ิ / ไมต่ ิงกาย (สง่ )
(พระอภยั มณ:ี สนุ ทรภ)ู่
การอ่านทํานองเสนาะบทร้อยกรองประเภทกลอนสุภาพให้มีความไพเราะ นอกจาก
ผู้อ่านจะต้องอ่านให้ถูกทํานองกลอนออกเสียงตัว ร, ล คําควบกล้ําและเสียงวรรณยุกต์ให้
ถูกต้องแล้ว การแบ่งวรรคตอนให้ถูกต้องเป็นปัจจัยสําคัญ จากตัวอย่างกําหนดให้
เครื่องหมาย / เป็นตัวแบ่ง จํานวนคําภายในวรรค การจัดจังหวะหายใจก่อนจะอ่านต่อไป
แต่เนื่องจากกลอนสุภาพวรรคหนึ่งมี จํานวนคําได้ตั้งแต่ ๗-๙ จึงอาจจัดจังหวะการอ่านได้
เปน็ ๓/๒/๓ (๘ คํา) ๓/๓/๓ (๔ คํา) ๒/๒/ ๓ (๗ คํา) แต่สิ่งสําคัญต้องพิจารณาที่เนื้อความ
เป็นหลัก ต้องไมฉ่ กี คําจะทําให้เสียความ
๒) กลอนบทละคร คือคํากลอนที่แต่งขึ้นเพื่อแสดงละครรํา เช่น บทพระราชนิพนธ์
บทละครเรอ่ื งรามเกยี รติ์ กลอนบทละครมีลกั ษณะบังคบั เช่นเดียวกับกลอนสุภาพ บทหนึ่งมี
๒ บาท หรอื ๔ วรรค วรรคละ ๖-๔ คํา แต่นิยมใช้เพียง ๖-๗ คํา เพื่อให้เข้าจังหวะร้องและ
ราํ ทาํ ให้ไพเราะ ยงิ่ ขึ้น โดยตอ้ งจบคํากลอนที่บาทโท กลอนบทละครมักจะขึ้นต้นด้วยคําว่า
“เมอ่ื นนั้ ” สําหรบั ตวั ละคร ทเี่ ป็นกษัตรยิ ์ “บดั นั้น” สาํ หรบั เสนาหรือคนทั่วไป “มาจะกล่าว
ไป” ใช้สําหรับนําเรอื่ งเกร่ินเร่อื ง
เม่ือนัน้ โฉมยง/ องคร์ ะเด่น/ จนิ ตะหรา
ค้อนให/้ ไม่แลดู/ สารา กัลยา/ คง่ั แคน้ / แนน่ ใจ
แลว้ วา่ / อนิจจา/ ความรัก พึง่ ประจกั ษ์/ ด่งั สาย/ นํา้ ไหล
ตง้ั แต่ จะเชย่ี ว/ เปน็ เกลยี วไป ทไี่ หน/ จะไหล/ คืนมา
สตรีใด/ ในพิภพ/ จบแดน จะมใี คร/ ไดแ้ ค้น/ เหมือนอกข้า
ด้วยใฝ่รัก/ ใหเ้ กิน/ พกั ตรา จะมีแต/่ เวทนา/ เปน็ เนอื งนติ ย์
(อิเหนา: พระราชนิพนธพ์ ระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หลา้ นภาลัย)
การอ่านทํานองเสนาะบทร้อยกรองประเภทกลอนบทละครให้ยึดหลักปฏิบัติเช่นเดียว กับ
กลอนสุภาพ คือ ใช้เครื่องหมาย / เป็นตัวแบ่งจํานวนคําภายในวรรค โดยการแบ่งจํานวนคําเป็น
๓/๒/๓ หรอื ๓ / ๓/ ต ตามความเหมาะสมของเนื้อความ ซึ่งสิ่งที่สําคัญในการอ่านกลอนบทละคร
คือ การใส่อารมณ์ความรู้สึกลงไปในบทประพันธ์เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครไปยัง
ผฟู้ งั
๓) กลอนเสภา คือกลอนลํานําสําหรับขับร้อง ใช้ทํานองขับได้หลายทํานอง มีกรับ เป็น
เครื่องประกอบสําคัญ ผู้ขับจะต้องขยับกรับให้เข้ากับทํานอง บางครั้งอาจใช้ขลุ่ยประกอบด้วย แต่
เดิมนิยมขับเป็นเรื่องราว ต่อมานิยมขับเรื่องขุนช้างขุนแผนและรามเกียรติ์ กลอนเสภามีลักษณะ
บงั คับ เชน่ เดยี วกบั กลอนสภุ าพ
เจา้ พลายงาม/ ความแสน/ สงสารแม่ ชาํ เลืองแล/ ดหู น้า/ น้ําตาไหล
แล้วกราบกราน/ มารดา/ ด้วยอาลยั พอเตบิ ใหญ่/ คงจะมา/ หาแมค่ ุณ
แตค่ ร้ังนี้ มกี รรม/ จะจาํ จาก ต้องพลดั พราก/ แมไ่ ป/ เพราะอ้ายขนุ
เทยี่ วหาพอ่ / ขอใหป้ ะ/ เดชะบุญ ไม่ลมื คณุ / มารดา/ จะมาเยอื น
แมร่ กั ลูก/ ลูกก็รู้ อยูว่ ่ารัก คนอน่ื สกั / หม่ืนแสน/ ไมแ่ ม้นเหมอื น
จะกนิ นอน/ วอนวา่ / เมตตาเตอื น จะห่างเรอื น/ รา้ งแม่/ ไปแต่ตัว
(เสภาขุนชา้ งขุนแผน)
การอ่านบทรอ้ ยกรองประเภทกลอนเสภา ด้วยเหตุที่กลอนเสภาใช้ประกอบการขับร้อง
จึงทาํ ให้มีจํานวนคําวรรคละ ๗ – ๙ คําขึ้นอยู่กับจังหวะการเอื้อนลากเสียงของผู้ขับหรือผู้แต่ง
แต่ละคน จงึ ทาํ ให้การอ่านในแต่ละวรรคสามารถแบง่ คําได้เป็น ๒/๒ / ๓ หรือ ๒/๓/๓ หรือ ๓
/ ๒/๓ หรือ ๓/๓/๓ เป็นตน้
๔) โคลงสส่ี ภุ าพ เปน็ โคลงท่ีนิยมแตง่ มากท่ีสดุ ในคาํ ประพนั ธป์ ระเภทโคลงทั้งหมด โคลง
ส่สี ุภาพ ๑ บท มจี ํานวนคาํ ต้งั แต่ ๓๐ - ๓๔ คํา บทหน่ึงมี ๔ บาท บาทละ ๒ วรรค ซึ่งบาทที่ ๑
- ๓ มบี าทละ ๗ คํา (วรรคหน้า ๕ คาํ วรรคหลัง ๒ คาํ และอาจเพิ่มคําสรอ้ ยในทา้ ยบาท ๑ กบั
๓ ไดว้ รรคละ ๒ คํา) ส่วนบาทสุดทา้ ยมี ๔ คํา (วรรคหน้า ๕ คํา วรรคหลงั ๔ คํา) และยังมกี าร
บังคับ ตําแหนง่ คาํ เอก โท โดยบงั คับคาํ เอก ๗ คาํ คาํ โท ๔ คํา
เสยี งลือ/ เสยี งเล่าอา้ ง อนั ใด/ พ่ีเอย
เสียงยอ่ ม/ ยอยศใคร ทัว่ หลา้
สองเขอื / พี่หลบั ไหล ลมื ตื่น/ ฤาพี่
สองพี่/ คิดเองอา้ อย่าได้/ ถามเพ่อื
(ลลิ ติ พระลอ)
การอ่านทํานองเสนาะบทร้อยกรองประเภทโคลง นอกจากผู้อ่านจะต้องตระหนักใน
เรอ่ื ง เสยี ง สําเนยี ง อารมณ์และเทคนคิ การทอดเสียงแลว้ ผอู้ ่านจะต้องมีความมั่นใจในจังหวะ
และทํานอง โดยใช้เครื่องหมาย / แบ่งจังหวะการอ่านภายในวรรคเพื่อเพิ่มความไพเราะและ
ผ่อนลมหายใจ การ แบ่งจังหวะในโคลง ถ้าวรรคใดมีคํา ๕ คํา จะแบ่งจังหวะเป็น ๓/๒ หรือ
๒/๓ โดยให้พิจารณาจาก ความหมายของคาํ เปน็ หลกั วรรคทมี่ ี ๔ คาํ จะแบ่งจังหวะเป็น ๒/๒
วรรคที่มี ๒ คํา ไม่ต้องแบ่งจังหวะ หากในวรรคมีจํานวนพยางค์มากกว่าจํานวนคําต้อง
พิจารณารวบพยางค์ให้จังหวะไปตกตรงพยางค์ท้าย ของคําที่ต้องการ โดยอ่านรวบคําให้ เร็ว
และเบา
๕) กาพยย์ านี ๑๑ คือคําประพันธ์ที่มีการบังคับสัมผัสต่างจากกลอน คือมีสัมผัสบังคับ คู่
เดยี ว คําสดุ ท้ายของวรรคที่ ๒ ส่งสัมผัสไปยังคําสุดท้ายของวรรคที่ ๓ และไม่มีการบังคับเอก โท
ครุ ลหุ แบบโคลงและฉันท์ โดยยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ว่ากาพย์เป็นคําประพันธ์ดั้ งเดิมของ
ไทย หรือรบั มาจากชาติอนื่ แต่มกั นิยมเชือ่ กนั วา่ กาพย์ คือ การแต่งฉันทท์ ี่ไมม่ ีการบังคบั ครุ - ลหุ
กาพย์ยานี ๑๑ เปน็ กาพยท์ ่นี ิยมแตง่ กนั มากท่ีสุดแบบหนึ่ง มักใช้สําหรบั การพรรณนา ความทั่วไป
เช่น ธรรมชาติหรือบรรยายเหตุการณ์ หนึ่งบทมี ๒ บาท บาทละ ๑๑ คํา คือ วรรคหน้า ๕ คํา
วรรคหลัง ๕ คาํ
เร่ือยเรอ่ื ย/ มาเรยี งเรียง นกบินเฉียง/ ไปท้ังหม่
ตวั เดยี ว/ มาไรค้ ู่ เหมอื นพ่ีอยู่/ เพียงเอกา
รํ่ารํา่ / ใจรอนรอน อกสะท้อน/ ถอนใจขา้
ดวงใจ/ ไยหนีหน้า โถแกว้ ตา/ มาหมางเมิน
(กาพย์เห่เรอื : เจา้ ฟา้ ธรรมธเิ บศร)
การแบ่งจังหวะการอ่านกาพย์ยานี ๑๑ จะใช้เครื่องหมาย / แบ่งจังหวะการอ่านภายใน
วรรค โดยวรรคที่มี ๕ คํา จะแบ่งเป็น ๒/๓ หรือ ๓/๒ ขึ้นอยู่กับเนื้อความ วรรคที่มี ๕ คํา จะ
แบง่ จงั หวะเป็น ๓/๓
๖) กาพย์ฉบัง ๑๖ เป็นกาพย์ที่ใช้สําหรับการพรรณนาความงามของธรรมชาติ การ
เดนิ ทางหรือการตอ่ สู้ ซง่ึ กาพยฉ์ บงั ๑๖ หนง่ึ บท มี ๑๖ คาํ แบง่ เป็น ๓ วรรค วรรคที่ ๑ และ ๓
มี ๕ คํา ส่วนวรรคที่ ๒ มี ๔ คาํ
ฟงั เสียง/ เพยี งเพลง
กลางไพร/ ไก่ขัน/ บรรเลง ฟงั เสียง/ เพียงเพลง
ซอเจง้ / จาํ เรียง/ เวียงวงั
ยูงทอง/ ร้องกะโต้งโด่งดัง เพียงฆอ้ ง/กลองระนัง
แตรสังข์/ กังสดาล/ ขานเสียง
(กาพย์พระไชยสุรยิ า: สุนทรภู่)
การแบ่งจังหวะการอ่านกาพย์ฉบัง ๑๖ จะใช้เครื่องหมาย / แบ่งจังหวะ
การอ่านภายในวรรค โดยวรรคที่มี ๕ คํา จะแบ่งเป็น ๒ / ๒ / ๒ เป็นส่วนใหญ่
โดยสังเกตจากเนอ้ื ความเป็นหลกั ซึ่ง ในบางครั้งอาจแบ่งเป็น ๒/๔ ตามตัวอย่าง
เพราะคําบางคําควรอา่ นให้เสียงต่อเนื่องกันเพื่อ สื่อความหมายให้ถูกต้อง วรรค
ทีม่ ี ๔ คาํ ใหแ้ บ่งจังหวะ ๒/๒