GREEK
CULTURE
คำนำ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นรายงานในวิชาประวัติศาสตร์
สากล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และมีจุดประสงค์เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ
เกี่ยวกับอารยธรรมของกรีก ว่ามีที่มา และสำคัญอย่างไร ซึ่งทางผู้จัดทำหวัง
ว่าจะเป็นสื่อที่มีประโยชน์ และสามารถอ่านได้ง่าย รวมถึงได้รับความรู้จาก
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้
นางสาวสมิตา ชนปราชญา
อารยธรรมกรีกโบราณได้แก่อารยธรรมของนครรัฐกรีกซึ่งเจริญขึ้นบน
ผืนแผ่นดินกรีซในทวีปยุโรปและบริเวณชายฝั่ งตะวันออกของทะเล
เมดิเตอร์เรเนียนด้านเอเชียไมเนอร์ซึ่งในสมัยโบราณเรียกว่าไอโอเนีย(Ionia)
อารยธรรมที่เจริญขึ้นในนครรัฐกรีกมีศูนย์กลางสำคัญอยู่ที่นครรัฐ
เอเธนส์และนครรัฐสปาร์ตานครรัฐเอเธนส์เป็นแหล่งความเจริญในด้านต่างๆ
ทั้งทางด้านการปกครองเศรษฐกิจสังคมศิลปะวิทยาการรวมทั้งปรัชญาส่วน
นครรัฐสปาร์ตาเจริญในลักษณะที่เป็นรัฐทหารในรูปเผด็จการมีความ
แข็งแกร่งเกรียงไกรเป็นผู้นำของนครรัฐอื่นๆกล้าหาญ และเด็ดเดี่ยวในด้าน
การรบการศึกษาเกี่ยวกับอารยธรรมกรีกโบราณส่วนใหญ่จึงเป็นการศึกษา
เรื่องราวเกี่ยวกับนครรัฐเอเธนส์ และนครรัฐสปาร์ตาชาวกรีกโบราณเป็นชาว
อินโด-ยูโรเปียนเรียกตัวเองว่าเฮลีนส์เรียกบ้านเมืองของตนเองว่าเฮลัส และ
เรียกอารยธรรมของตนเองว่าเฮเลนิคชาวกรีกตั้งบ้านเรือนของตนอยู่ทางทิศ
ตะวันออกเฉียงใต้ตรงปลายสุดของทวีปยุโรปตรงตำแหน่งที่มาบรรจบกัน
ของทวีปยุโรปเอเชีย และแอฟริกาเป็นต้นเหตุให้กรีซโบราณได้รับอิทธิพล
ความเจริญโดยตรงจากทั้งอียิปต์ และเอเชียกรีซได้อาศัยอิทธิพลดังกล่าว
พัฒนาอารยธรรมของตนขึ้นโดยคงไว้ซึ่งลักษณะที่เป็นของตัวเอง
ภาพของวิหารพาร์เธนอน
กรีกเป็นพวกอินโด-ยูโรเปียนกลุ่มหนึ่ง พื้นฐานของ
อพยพเข้าสู่ดินแดนกรีกแล้วรับความ อารยธรรมกรีก
เจริญจากวัฒนธรรมไมนวน
(Minoan Culture) บนเกาะครีต ชาวกรีกเรียกตัวเองว่าเฮลลีน
รวมทั้งวัฒนธรรมของเอเชียไมเนอร์ (Hellene) เรียกบ้านเมืองตัวเองว่า
และวัฒนธรรมอียิปต์มาผสมผสานจน เฮลลัส (Hellas) และเรียกอารยธรรม
เป็นอารยธรรมของตนเอง ของตนเองว่าเฮเลนิก
(Hellenic Civilzation)
อุปนิสัย โดยทั่วไปของคนกรีก คือ
อยากรู้อยากเห็นเชื่อมั่นในเหตุผลชอบ
เสรีภาพและความเป็นปัจเจกชน
นอกจากนี้กรีกยังเป็นพวกนิยมความ
เป็นธรรมชาติ
กรีกมีภูมิประเทศเป็นภูเขาทำให้ต้อง
แบ่งการปกครองออกเป็นนครรัฐ
แต่ละนครรัฐอิสระจากกันศูนย์กลาง
นครรัฐอยู่ที่“อะโครโปลิส”
อารยธรรมกรีก
มิโนน
ไมซินี
โฮเมอร์
เฮเลนิก
เฮเลเนติกส์
รู้หรือไม่ ! อารยธรรมกรีกเกิดขึ้นในบริเวณตอนใต้ของ
คาบสมุทรบอลข่านและชายฝั่ งทะเลอีเจียน
อารยธรรมกรีกเริ่มขึ้นเมื่อ ซึ่งกั้นระหว่างคาบสมุทรบอลข่าน และเอเชีย
ประมาณ 750 ปีก่อนคริสต์ ไมเนอร์ บริเวณเหล่านี้อยู่ในเขตทะเล
ศักราช มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุง เมดิเตอร์เรเนียนซึ่งรายรอบด้วยอารยธรรม
เอเธนส์ (ATHENS) เมืองหลวง สำคัญของโลก คืออารยธรรมอียิปต์ และ
ของประเทศกรีซในปัจจุบัน เป็น เมโสโปเตเมีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยู่ใกล้กับ
อารยธรรมที่เจริญรุ่งเรืองและมี เกาะครีตซึ่งเป็นศูนย์กลางของอารยธรรม
อิทธิพลต่อโลกตะวันตกมาก ไมนวน (Minoan Civilization ประมาณ
ปี 2000-1400 ก่อนคริสต์ศักราช) ที่เกิด
จากการผสมผสานอารยธรรมของดินแดนใน
แถบรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทำให้ชาวกรีก
สมัยโบราณมีโอกาสรับและแลกเปลี่ยนความ
เจริญด้านต่าง ๆ ของอารยธรรมเมโสโปเต
-เมีย และอียิปต์จากเกาะครีต
อนึ่ง พื้นที่ในคาบสมุทรบอลข่านตอนใต้ยังประกอบด้วย
ภูเขาและที่ราบสูงซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการรวมศูนย์อำนาจปกรอง
ทำให้ชาวกรีกสมัยโบราณมีการปกครองแบบนครรัฐและมักเกิด
สงครามระหว่างนครรัฐ เช่น กรณีนครรัฐสปาร์ตา (Sparta)
ทำสงครามรุกรานกรุงเอเธนส์
อนึ่ง กรีกยังมีพื้นที่ราบเพาะปลูกไม่มากนัก ทำให้ไม่
สามารถพึ่งพาการประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้เพียงอย่างเดียว
แต่สภาพที่ตั้งซึ่งมีชายฝั่ งทะเลและท่าเรือที่เหมาะสมจำนวนมาก
ชาวกรีกจึงสามารถประกอบอาชีพประมงและเดินเรือค้าขายกับ
ดินแดนต่างๆ ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งมีโอกาสขยาย
อิทธิพลไปยึดครองดินแดนอื่น ๆ ในเขตเอเชียไมเนอร์ด้วย ทำให้
เกิดการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดอารยธรรมต่อกัน โดยเฉพาะ
การนำอารยธรรมของโลกตะวันออกไปสู่ตะวันตก
ชาวกรีกโบราณ ชาวกรีกโบราณเรียกตัวเองว่า “เฮลลีน” (Hellene)
เป็นพวกอินโด-ยูโรเปียนกลุ่มหนึ่งที่อพยพมาจากทางตอนเหนือของประเทศ
กรีซปัจจุบันเมื่อประมาณ 2000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ในระยะแรก กระจาย
อยู่เป็นเผ่าต่าง ๆ ในคาบสมุทรบอลข่านและเขตทะเลอีเจียน ที่สำคัญได้แก่
พวกไอโอเนียน (Ionians) และพวกไมซีเนียน (Mycenaeans) โดยทั่วไป
ชาวกรีกโบราณประกอบอาชีพเกษตรกรรมและเดินเรือ
ต่อมาเผ่าที่มีความเจริญได้ขยายอำนาจและก่อตั้งเป็นนครรัฐที่สำคัญ
ได้แก่ นครรัฐของพวกไมซีเนียนซึ่งยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ และมีอำนาจ
สูงสุดประมาณปี 1600-1100 ก่อนคริสต์ศักราช โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง
ไมซีเนทางตอนใต้ของประเทศกรีซในปัจจุบัน พวกไมซีเนียนเป็นนักรบที่มี
ความเก่งกล้าสามารถยึดครองดินแดนของนครรัฐอื่น ๆ รวมทั้งเกาะครีต
และรับอิทธิพลของอารยธรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะอารยธรรมไมนวนของชาว
เกาะครีต
ต่อมาประมาณปี 1100 ก่อนคริสต์ศักราช พวกกรีกอีกกลุ่มหนึ่งเรียก
ว่า ดอเรียน (Dorians) ซึ่งอพยพมาจากทางเหนือ และขยายอำนาจครอบ
ครองดินแดนของพวกไมซีเนียน พวกนี้ได้สร้างนครรัฐสปาร์ตาเป็น
ศูนย์กลางปกครองของตน พวกดอเรียนมีความเจริญน้อยกว่าไมซีเนียน
และไม่รู้หนังสือ จึงไม่มีหลักฐานที่กล่าวถึงดินแดนกรีกภายใต้อิทธิพลของ
พวกดอเรียนในช่วงปี 1100-750 ก่อนคริสต์ศักราชมากนัก จนกระทั่ง
ประมาณปี 750 ก่อนคริสต์ศักราช ได้มีการประดิษฐ์อักษรซึ่งรับรูปแบบมา
จากอักษร และพยัญชนะของพวกฟีนิเชียนที่เข้ามาติดต่อค้าขายในช่วงนั้น
อย่างไรก็ตามแม้พวกดอเรียนจะมีอำนาจเข้มแข็งแต่ก็ไม่สามารถรวมอำนาจ
ปกครองนครรัฐกรีกได้ทั้งหมด
ในขณะที่สปาร์ตากำลังรุกรานกรีซอย่างย่ามใจทางตอนเหนือพระเจ้า
ฟิลิปแห่งอาณาจักรมาซิโดเนียกำลังไล่ตีเมืองเล็กเมืองน้อยรุกคืบเข้ามา
ใกล้กรีซทุกทีแต่ทว่าความทะเยอทะยานที่จะเป็นผู้พิชิตในภูมิภาคนี้ของ
พระเจ้าฟิลิปก็ถูกบดบังรัศมีโดยโอรสของพระองค์เองคือพระเจ้าอเล็ก
ซานเดอร์มหาราชผู้สามารถยาตราทัพไปถึงเอเชียไมเนอร์ และอียิปต์ซึ่งที่
อียิปต์นี้เองพระองค์ได้รับการยกย่องให้เป็นฟาโรห์ผู้สร้างเมืองอเล็กซาน
เดรียพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชสามารถยกทัพไปถึงเปอร์เซีย และดิน
แดนส่วนที่เป็นอินเดียและอัฟกานิสถานในปัจจุบันในรัชสมัยของ
อาณาจักรมาซิโดเนียเรียกกันว่ายุคเฮลเลนิสติก (Hellenistic Period)
เพราะยุคนี้มีการผสมผสานปรัชญา และวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองของชนชั้น
ปกครองจนกลายเป็นวัฒนธรรมแบบใหม่ที่ศิวิไลซ์ยิ่งขึ้นหลังจากพระเจ้า
อเล็กซานเดอร์มหาราชสิ้นพระชนม์เมื่อพระชนมายุ 33 ปีแล้วมีกษัตริย์
ปกครองกรีซสืบต่อมาอีก 3 รัชกาล
ครั้นถึงปีที่ 205 ก่อนคริสต์ศักราชอิทธิพลของโรมันแผ่ขยายเข้า
รุกรานกรีซและเมื่อถึงปี 146 ก่อนคริสตกาลกรีซกับมาซิโดเนียตกอยู่ใต้การ
ปกครองของโรมันหลังจากที่มีการแบ่งอาณาจักรโรมันเป็นอาณาจักรตะวัน
ออก และตะวันตกกรีซได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไบแซนไทน์
เมื่อเกิดสงครามครูเสดขึ้นอิทธิพลของอาณาจักรไบแซนไทน์ก็เสื่อมถอย
เพราะถูกรุกรานโดยชาวเวนิส คาตาลัน เจนัวแฟรงก์ และนอร์มัน
ในปีพ.ศ.1996 (ค.ศ.1453) กรุงคอนสแตนติโนเปิลเมืองหลวงของ
จักรวรรดิไบแซนไทน์ถูกพวกเติร์กยึดครอง และเมื่อถึงปีพ.ศ.2043
(ค.ศ. 1500) ดินแดนของกรีซทั้งหมดก็ตกอยู่ใต้อำนาจของเติร์กดินแดนที่
เป็นกรีซในปัจจุบันแต่ก่อนเป็นศูนย์กลางการค้าทางเรือของยุโรปตอนกลาง
และเป็นที่ชุนนุมนักปราชญ์กับศิลปินของโลกเพราะที่นี่เป็นหมู่บ้านกรีกที่มี
ประเพณี และวัฒนธรรมของกรีกออร์ทอดอกซ์ในการทำสงครามเพื่อกู้
เอกราชจากเติร์กกรีซได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากนักคิดนักเขียน
และนักปรัชญาเช่นไบรอน แชลเลย์ และเกอเธอย่างไรก็ตาม
การต่อสู้ที่ขาดเอกภาพของกรีซทำให้ฝรั่งเศส รัสเซีย และอังกฤษตัดสิน
ใจเข้ามาแทรกแซงหลังจากกรีซได้รับเอกราชแล้วกลุ่มอำนาจในยุโรปมีความ
เห็นว่ากรีซควรมีการปกครองระบบกษัตริย์จึงได้จัดการให้กษัตริย์ออตโต
แห่งบาวาเรียเป็นกษัตริย์ปกครองกรีซในปีพ.ศ.2376 (ค.ศ.1833)
หลังจากนั้นกรีซก็มีกษัตริย์ขึ้นครองราชย์อีกหลายพระองค์ด้วยกันจน
กระทั่งถึงรัชสมัยของพระเจ้าจอร์จที่ 1 จึงได้รับพระราชทานกฎหมาย
รัฐธรรมนูญให้กรีซในปีพ.ศ.2407 (ค.ศ.1864) ทำให้กรีซมีการปกครอง
ระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ
ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 กองทัพกรีซอยู่ข้างฝ่ายสัมพันธมิตร และ
เข้ายึดครองเมืองเทรซ เมื่อสงครามโลกยุติกรีซได้ส่งกองกำลังเข้าไปช่วย
ปลดปล่อยเมืองสเมอร์นาของตุรกี (ปัจจุบันคืออิซมีร์) ให้ได้รับอิสรภาพ
เพราะ เมืองนี้มีประชาชนชาวกรีกอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากกองกำลังกรีกถูก
ต่อต้านอย่างแข็งแกร่งจากกองทัพของอตาเติร์กซึ่งได้เข่นฆ่าชาวกรีกใน
เมืองนั้นเสียชีวิตลงเป็นจำนวนมากผลของสงครามนี้ทำให้มีการตกลงแลก
เปลี่ยนพลเมืองของ 2 ประเทศกันในปีพ.ศ.2466 (ค.ศ. 1923) ประชากร
กรีกเพิ่มจำนวนประชากรมากขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะมีผู้อพยพชาวคริสเตียน
มาอยู่ในกรีซมากถึง 1,300,000 คนทำให้กรีซมีปัญหาด้านเศรษฐกิจตาม
มาคนเหล่านี้กระจายกันไปอยู่นอกเมืองภายหลังมีการก่อตั้งสหภาพแรงงาน
ต่างๆขึ้นในกลุ่มพวกอพยพที่อาศัยอยู่ตามหัวเมืองรอบนอก
ในปีพ.ศ.2479 (ค.ศ.1936) พรรคคอมมิวนิสต์ในกรีซก็เติบโต และมี
อิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆจากการสนับสนุนของประชาชนทั่วประเทศ
ปีพ.ศ.2479 (ค.ศ.1936) นายพลเมเตอซัสได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายก
รัฐมนตรีเขาเป็นผู้ปกครองประเทศที่นิยมการปกครองแบบเผด็จการถึงแม้ว่า
จะได้เห็นความเป็นไปในชะตากรรมของพวกนาซีแต่ตัวเขาเองกลับกระทำการ
ต่าง ๆ ที่ทำให้เขาได้รับฉายาว่าเป็นภาพจำลองของอาณาจักรไรน์ในกรีซนาย
พลเมเตอซัสทำการต่อต้านไม่ยอมให้เยอรมนีกับอิตาลีเดินทัพผ่านกรีซ
ถึงแม้ว่ากลุ่มสัมพันธมิตรจะเข้าช่วยกรีซแต่กรีซก็ต้องตกเป็นของ
เยอรมนีในปีพ.ศ.2484 (ค.ศ.1941) เป็นผลให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงขึ้น
มีการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลเกิดความวุ่นวายขึ้นในประเทศที่มีทั้งฝ่าย
สนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์ และฝ่ายสนับสนุนสถาบันกษัตริย์เป็นชนวนให้
เกิดสงครามกลางเมืองนองเลือดขึ้นในกรีซ และยุติลงในพ.ศ.2492
(ค.ศ.1949) โดยฝ่ายนิยมกษัตริย์อ้างชัยชนะ
ในช่วงเวลานั้นอเมริกากำลังเคร่งครัดในลัทธิทรูแมนรัฐบาลอเมริกาใน
ขณะนั้นมีนโยบายให้เงินก้อนใหญ่สนับสนุนรัฐบาลที่ต่อต้านระบบ
คอมมิวนิสต์แต่ความกลัวลัทธิคอมมิวนิสต์จะครองเมืองทำให้คณะทหารของ
กรีซทำการปฏิวัติยึดอำนาจจากรัฐบาลเมื่อปีพ.ศ.2510 (ค.ศ.1967)
กล่าวกันว่าการปฏิวัติในกรีซเป็นผลมาจากการแทรกแซงทางการเมือง
ของหน่วยงาน CIA ของสหรัฐอเมริกาที่เข้ามาปฏิบัติการในทวีปยุโรปกลุ่ม
ทหารที่ครองอำนาจในกรัซทำตนมีอำนาจเหนือราษฎร และทำการกดขี่ข่มเหง
ประชาชนยิ่งกว่านั้นคณะนายพลของทหารกรีซได้ทำการวางแผนลอบสังหาร
ผู้นำของไซปรัสในขณะนั้นเป็นผลให้ตุรกีฉวยโอกาสเข้ารุกเข้ายึดครองตอน
เหนือของไซปรัสทำให้เหตุการณ์นี้เป็นข้อบาดหมางระหว่างกรีซกับตุรกีมา
จนถึงทุกวันนี้
ในปีพ.ศ.2524 (ค.ศ.1981) กรีซเข้าเป็นสมาชิกสมาคมสหภาพยุโรป
พรรคสังคมนิยม PASOK นำโดยนายแอนเดรียส์ปาปันเดรโอชนะการเลือก
ตั้งได้เป็นนายกรัฐมนตรีรัฐบาลให้สัญญาว่าจะจัดการให้อเมริกาย้ายฐานทัพ
อากาศออกไปจากกรีซ และกรีซจะถอนตัวจากการเป็นสมาชิกของนาโตแต่
รัฐบาลทำไม่สำเร็จสตรีชาวกรีซเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงประเพณีเรื่อง
สินสอด และเรียกร้องให้กฎหมายสนับสนุนการทำแท้งเสรีความไม่สงบใน
ประเทศทำให้ปาปันเดรโอกับรัฐบาลของเขาเสียอำนาจการปกครองประเทศ
ให้กับรัฐบาลผสมระหว่างพรรคอนุรักษ์นิยมกับพรรคคอมมิวนิสต์ในปีพ.ศ.
2532 (ค.ศ.1989)
การเลือกตั้งในกรีซเมื่อพ.ศ.2533 (ค.ศ.1990) พรรคอนุรักษ์นิยมได้ที่นั่ง
มากที่สุดและได้พยายามที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศแต่ไม่สำเร็จ
การเลือกตั้งใหม่ในพ.ศ.2536 (ค.ศ.1993) กรีซได้ปาปันเดรโอผู้นำเฒ่าของ
พรรคเสรีนิยมกลับมาครองอำนาจกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้งท่านผู้นำถึงแก่
อนิจกรรมในพ.ศ.2539 (ค.ศ.1996)
หลังจากที่ท่านลาออกจากตำแหน่งทางการเมืองกรีซได้ผู้นำคนใหม่ชื่อ
คอสทาสสมิทิสต่อมากรีซกับตุรกีขัดแย้งกันอย่างหนักจนใกล้จะระเบิด
สงครามเมื่อผู้สื่อข่าวของตุรกีได้นำธงชาติกรีซมาย่ำยีเล่นสมิทิสได้รับการ
เลือกตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีกรีซอีกครั้งรัฐบาลใหม่ให้สัญญากับประชาชน
ว่าจะเร่งการนำประเทศเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มอียูนายกรัฐมนตรีเป็นเพื่อนร่วมชั้น
กับรัฐมนตรีโทนีแบลร์ของอังกฤษตั้งแต่สมิทิสมีอำนาจในการบริหารประเทศ
เขามีนโยบายเห็นด้วยกับกลุ่มฝ่ายค้านพรรคประชาธิปไตยใหม่แทบทุกเรื่อง
ระบอบนครรัฐกรีก การปกครองแบบนครรัฐของกรีกที่มีความ
หลากหลาย ส่งเสริมให้นครรัฐแต่ละแห่งมีโอกาสพัฒนารูปแบบ และวิธี
การปกครองของตนเอง
นครรัฐสำคัญที่มีบทบาทพัฒนาอารยธรรมด้านการปกครอง
ได้แก่ สปาร์ตาและเอเธนส์
นครรัฐสปาร์ตา มีการปกครองแบบทหารนิยม คณะผู้ปกครอง
มีอำนาจสูงสุดและเด็ดขาด พลเมืองชายทุกคนที่มีอายุตั้งแต่ 20-60 ปี
ต้องถูกฝึกฝนให้เป็นทหาร เรียนรู้วิธีการต่อสู้และเอาตัวรอดในสงคราม
แม้แต่พลเมืองหญิงก็ยังต้องฝึกให้มีสุขภาพแข็งแรงเพื่อเตรียมเป็น
มารดาของทหารที่แข็งแกร่งในอนาคต อนึ่ง พวกสปาร์ตายังต่อต้าน
ความมั่งคั่งฟุ่มเฟือย เพราะเกรงว่าอำนาจของเงินตราจะทำลายระเบียบ
วินัยทหาร รวมทั้งยังไม่สนับสนุนการค้าขาย และการสร้างสรรค์
ศิลปกรรมใด ๆ การปกครองของพวกสปาร์ตานับเป็นการขัดขวางสิทธิ
ของปัจเจกชน และเป็นต้นกำเนิดของระบอบการปกครองแบบเผด็จการ
เบ็ดเสร็จ (Totalitarianism)
นครรัฐเอเธนส์ เป็นต้นกำเนิดของรัฐประชาธิปไตย นครรัฐ
เอเธนส์ปกครองโดยสภาห้าร้อย ซึ่งได้รับเลือกจากพลเมืองเอเธนส์ที่มี
สิทธิออกเสียง สภานี้มีหน้าที่ตรวจสอบร่างกฎหมาย และบริหารการ
ปกครอง
นอกจากนี้ยังมีสภาราษฎรซึ่งเป็นที่ประชุมของพลเมืองที่มีสิทธิ
ออกเสียงทุกคนและทำหน้าที่พิจารณาร่างกฎหมาย การที่เอเธนส์ให้สิทธิ
และเสรีภาพแก่ปัจเจกชน ทำให้เกิดนักคิดและนักปราชญ์ที่เรียกว่าพวก
โซฟิสต์ (Sophists) สำนักต่างๆ ในสังคมเอเธนส์
แนวคิดและปรัชญาของนักปรัชญาคนสำคัญ ได้แก่ โซเครติส และ
เพลโต ยังเป็นหลักปรัชญาของโลกตะวันตกด้วย
DDark Age
ภายหลังจากที่อารยธรรมไมเซเนียนทางตอนเหนือของกรีกแผ่นดิน
ใหญ่ได้ล่มสลายลงไปในราวปี 1100 ปี ก่อนคริสตศักราช อารยธรรมใน
แผ่นดินกรีกนี้ก็เข้าสู่ช่วงที่นักประวัติศาสตร์เรียกว่าเป็น
ยุคมืด (Dark Age) มีช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 1100-750
ก่อนคริสตศักราช การที่นักประวัติศาสตร์เรียกยุคนี้ว่าเป็นยุคมืด เพราะ
หลักฐานที่หลงเหลือน้อยมากที่จะมาช่วยให้เห็นภาพในอดีต
หรือ กิจกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้
เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ คือ ชาวกรีกบนแผ่นดินใหญ่ได้
อพยพแตกออกไปยังเกาะต่างๆ ในบริเวณทะเลเอเจียน (Aegean Sea)
โดยเฉพาะได้ข้ามทะเลเอเจียนไปยังพื้นที่ทางฝั่ งตะวันตกเฉียงใต้
บนแผ่นดินที่เรียกว่าเอเชียไมเนอร์ (Asia Minor) ซึ่งเรียกกันในชื่อ
เฉพาะว่าไอโอเนีย (Ionia) และคนกรีกที่อาศัยอยู่ในที่นี้ถูกเรียกว่า
ไอโอเนียน (Ionian)
กรีกอีกพวกซึ่งเรียกว่า เอโอเลียน (Aeolian Greek) ซึ่งตั้งรกรากอยู่
ทางตอนเหนือและตอนกลางของกรีก ก็ได้ขยายอิทธิพลเข้าครอบงำเกาะ
ขนาดใหญที่เรียกว่าเลสบอส (Lesbos) และพื้นที่อื่น ๆ
ที่อยู่ข้างเคียงกับแผ่นดินใหญ่
กรีกอีกพวกหนึ่งซึ่งเรียกว่า ดอเรียน (Dorian Greek) ได้เข้าไปตั้ง
รกรากที่ทางตะวันตกฉียงใต้ของกรีซแผ่นดินใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่ ๆ
เรียกว่า เพลอพอนเนซุส (Peloponnesus) รวมทั้งในเกาะอื่น ๆ
ทางตอนใต้ของทะเลเอเจียน รวมทั้งเกาะครีตซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรมที่
รุ่งเรืองก่อนหน้านี้ด้วยซึ่งเรียกว่าอารยธรรมไมนวน
(เรียกตามชื่อกษัตริย์ไมนอส)
นอกจากนี้ ในช่วงเวลานี้ยังเป็นช่วงของการฟื้ นตัวของการค้า และ
กิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากการกสิกรรม อาวุธที่ใช้ได้
เปลี่ยนจากโลหะสำริด (สัมฤทธิ์) (Bronze) มาเป็นเหล็ก
ทำให้แพร่หลายออกไปยังประชากรได้มากขึ้น และในราวปีที่ 800
ก่อนคริสตศักราช ชาวกรีกก็ได้รับเอารับเอาอักษรที่เรียกว่า
Phoenician alphabet (ใช้อยู่โดยชาวฟินิเชียน ซึ่งเป็นเจ้าของ
อารยธรรมในพื้นที่ ๆ เรียกว่าประเทศเลบานอนและซีเรียในปัจจุบัน) มา
ใช้ในระบบการเขียนของตนเอง และในช่วงใกล้ ๆ กับตอนปลายของยุค
นี้ ก็ได้ปรากฏงานเขียนชิ้นสำคัญ นั้นคือบทประพันธ์ของ โฮเมอร์
(Homer) ที่เป็นงานประพันธ์ที่ได้รับการนับถือว่ายิ่งใหญ่ตลอดกาล
(เป็นหลักฐานที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอารยธรรมกรีกไมเซเนียน)
เชื่อกันว่าต้นกำเนิดของเรื่องราวในงานเขียนของโฮเมอร์ ทั้งสองเรื่องสำคัญ คือ อี
เลียต (Iliad) และ โอดีสซี (Odyssey) (ซึ่งเป็นมหากาพย์ หรือกลอนร่ายยาวที่ยิ่ง
ใหญ่ของกรีกในยุคต้น) นั้นมากจากคำบอกเล่าที่บอกกล่าวสืบขานกันมาถึงเรื่องราว
ของวีรบุรุษกรีกไมเซเนียน ซึ่งสันนิษฐานกันว่าโฮเมอร์ได้นำเรื่องราวบอกเล่า (ที่จดจำ
กันมานี้)
มาแต่งมหากาพย์ (great poem) ที่ชื่อว่า อีเลียต ซึ่งว่าด้วยเรื่องราวของ
สงครามที่เรียกว่า สงครามโทรจัน (Trojan War)
(คำว่า Trojan โดยมหากาพย์อีเลียตเป็นเรื่องราวของสงครามที่มีสาเหตุมาจากเจ้า
ชายเมืองทรอย (Troy) ที่ชื่อว่า Paris ที่ไปลักพาตัวราชินีนามว่าเฮเลน (Helen) ของ
กษัตริย์แห่งเมืองสปาร์ตา
ทำให้พระองค์โกรธเกรี้ยวไปยังชาวกรีกทุกคน และนำมาสู่สงครามระหว่างชาว
กรีกและเมืองสปาร์ตา (เมืองสปาร์ตามีผู้นำในการรบคนสำคัญคือ กษัตริย์ที่มีชื่อว่า
Agamemnon เป็นระยะเวลา 10 ปี ซึ่งท้ายที่สุดลงเอยด้วยชัยชนะของกรีกและความ
พ่ายแพ้ของเมืองทรอย
แกนกลางของเรื่องได้เน้นไปที่เรื่องราวของวีรบุรุษชาวกรีกที่ชื่อว่าอะคิลลีซ
(Achilles) ซึ่งความโมโหร้ายของเขาได้นำมาสู่ความวิบัติ
งานเขียนเรื่องโอดีสซี ซึ่งถือกันว่าเป็นผลงานชิ้นโบว์แดงอีกอันหนึ่งของ โฮเม
อร์ นักวิชาการหลายคนก็ยังได้ตั้งข้อสงสัยว่าได้รับการแต่งขึ้นมาภายหลังมหากาพย์
เรื่องแรก และบางที่อาจไม่ใช่ผลงานของโฮเมอร์ก็เป็นได้
ทั้งนี้เรื่องราวของอาเดสซี เป็นเรื่องราวเชิงความรัก (Romance) ที่บอกเล่าเรื่อง
ราวการเดินทางของวีรบุรุษของกรีกคนหนึ่งมีชื่อว่าโอดีสเซียส (Odysseus) ภายหลัง
จากการล่มสลายของเมืองทรอยส์ ซึ่งได้เดินทางกลับไปหาภรรยา
แม้เรื่องราวในมหากาพย์ทั้งสองเรื่องนี้จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาแล้วตั้งแต่ปีที่
1300 ก่อนคริสตกาล (ก่อนหน้ายุคของโฮเมอร์) นักวิชาการได้ตีความว่าจริง ๆ แล้วได้
อธิบายให้เห็นสภาพสังคมในยุคมืดนี้ว่า สังคมกรีกเป็นสังคมที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของ
เกษตรกรรม มีชนชั้นนักรบเป็นผู้ที่ครองความมั่งคั่งและอำนาจการปกครองในสังคม
จากเรื่องราวของโฮเมอร์ที่สะท้อนให้เห็นการให้คุณค่าของชนชนนี้ในฐานะวีรบุรุษ
ของสังคม และที่สำคัญไปกว่านั้น คืออิทธิพลจากคุณค่าทางสังคมในงานเขียนของโฮ
เมอร์นี้ได้กลายเป็นคุณค่าที่สำคัญในฐานะเป็นตำราในการเรียนรู้หรือการศึกษาของคน
กรีกในรุ่นต่อ ๆ มา
ให้ยึดถือค่านิยมของชนชั้นผู้ดีในเรื่องของความกล้าหาญ และความมีเกียรติ ทั้งนี้
จากคำกล่าวของชาวเอเธนส์คนหนึ่งที่กล่าวเอาไว้ว่า
"พ่อของข้าพเจ้า อยากให้ข้าพเจ้าเติบโตมาเป็นคนดี และการที่จะเป็นคนดีได้นั้น คือ
การให้ข้าพเจ้าจดจำทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับโฮเมอร์"
กรีก กับ เทพเจ้า
ป็นเรื่องปรัมปราที่เกี่ยวข้องกับเทพเจ้า ในศาสนา
กรีซโบราณ เพื่อเป็นวิถีปฏิบัติทางศาสนา โดย
อธิบายถึงการกำเนิดของโลก และการใช้ชีวิต
ผ่านการผจญภัยของเหล่าเทพ เทพี วีรบุรุษ และ
วีรสตรี รวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ซึ่งเผยแพร่ผ่าน
ทางบทกวีในแบบปากต่อปาก และกลายเป็นที่
รู้จักกันอย่างแพร่หลายในวรรณกรรมกรีก
เทพเจ้าแห่งโอลิมปัส คือเหล่าทวยเทพที่อาศัย
ร่วมกันอยู่บนยอดเขาโอลิมปัส ซึ่งมักเข้าใจกันว่า
มีอยู่ทั้งหมด 12 องค์ เพราะ ตามตำราบางเล่ม
บอกไว้ว่าเทพรุ่นที่ 3 มีแค่ 12 องค์ แต่แท้จริง
แล้วสามารถนับได้ถึง 16 องค์ ดังนี้
1. ซุส (Zeus) 2. โพไซดอน (Poseidon)
เทพผู้เป็นราชาแห่งเทพทั้งมวล เทพเจ้าแห่งท้องทะเล ผู้เป็นน้อง
ไม่เว้นแม้แต่เหล่ามนุษย์ ซึ่งมี ชายของซุส มี ตรีศูล หรือ
สายฟ้า (Thunderbolt) หรือ สามง่าม เป็นอาวุธ
อัศนีบาต เป็นอาวุธ และมีพี่น้อง
5 องค์ คือ โพไซดอน ดีมิเทอร์
เฮร่า ฮาเดส และเฮสเทีย
3. ดีมิเทอร์ (Demeter)
เทพีแห่งความสมบูรณ์
ผู้ควบคุมด้านเกษตรกรรม
4. เฮร่า (Hera)
ราชินีแห่งสวรรค์ ผู้ซึ่งเป็นทั้งพี่
สาว และภรรยาของซุส เธอเป็น
เทพีแห่งการให้กำเนิด และสตรี
ผู้มีนกยูงเป็นสัตว์ประจำตัว
5. เฮสเทีย (Hestia)
เทพีแห่งครอบครัว พรหมจรรย์
และการครองเรือน อีกทั้งยังเป็น
เทพีที่คอยคุ้มครองบ้านเรือน ผู้
ซึ่งมีไฟนิรันดร เป็นสัญลักษณ์
6. แอเรส (Ares) หรือ มาร์ส (Mars)
บุตรของ ซุส กับ เฮร่า เป็นเทพแห่ง
สงคราม มีสัตว์ประจำตัวคือ เหยี่ยว
และสุนัขมังกรไฟ มีน้องสาวชื่อ อีริส
เทพีแห่งการวิวาท ซึ่งเป็นภรรยาของ
เขาด้วย
7. อพอลโล่ (Apollo)
บุตรของซุส กับ เทพีเลโต และมีน้องสาวฝาแฝด คือ
อาร์เทมิส (Artemis) เทพเจ้าแห่งการทำนาย กีฬา และการรักษาโรค
ทั้งยังเป็นเทพแห่งพระอาทิตย์ มี พิณ เป็นเครื่องดนตรีประจำตัว
8. อาร์เทมิส (Artemis)
เทพีแห่งดวงจันทร์และการล่าสัตว์ ฝาแฝดของ อพอลโล่ และเป็น 1 ใน
3 เทพีพรหมจรรย์ ที่มีอาวุธเป็นคันธนู โดยมีสุนัขเป็นผู้ติดตาม
9. เฮอร์มีส (Hermes)
บุตรของซุส กับ นางไม้มีอา เป็นเทพแห่งการค้า การโจรกรรม
ทั้งยังเป็นผู้ส่งสารของเหล่าทวยเทพ มีคฑาคะดูเซียส (สัญลักษณ์
แห่งการแพทย์) ประจำกาย ชอบสวมหมวกปีกกว้าง
10. อาร์เธน่า (Arthena) หรืออีกชื่อคือ มิเนอร์ว่า (Minerva)
เทพีแห่งความเฉลียวฉลาด ผู้ซึ่งเชียวชาญศิลปศาสตร์กรีกทุกแขนง และ
เป็นที่มาของชื่อเมืองเอเธนส์ (Athens) มีสัตว์ประจำตัวเป็น นกฮูก
11. อโฟร์ไดร์ (Aphrodite) หรือ วีนัส (Venus)
เทพีแห่งความรักและความงดงาม บุตรีของซุส และเทพีไดโอนี่ ซึ่งนางมีสัมพันธ์
ชู้สาวกับ แอเรส (Ares) จนเกิดเป็นทายาทคือ คิวปิด (Cupid) นั่นเอง
12. ฮีเฟสตุส (Hephaestus)
เทพแห่งไฟ และการช่าง บุตรของซุส กับ เฮร่า
เป็นเทพที่พิการ และรูปร่างอัปลักษณ์
13. ไดโอเนซัส (Dionysus) เทพแห่งไวน์ และเทพแห่งละคร ผู้ซึ่งเป็นความหวังในการเก็บเกี่ยวผลไม้
14. เพอร์ซิโฟเน บุตรีของ ดีมิเทอร์ ที่ถูก ฮาเดส จับไปเป็นภรรยา และสามารถกลับขึ้นมาบนโลกได้
เพียงช่วงเปลี่ยนฤดูกาลเท่านั้น
15. อีรอส (Eros) หรือ (Cupid) กามเทพผู้เป็นตัวแทนของความรัก บุตรของ อโฟร์ไดร์ และ แอเรส
16. ฮาเดส (Hedes) หรือ เฮดีส (Hedes) เทพแห่งยมโลกใต้ดิน ผู้ซึ่งเป็นความหวังของชาวเหมืองแร่
เทพชั้นรอง
เทพชั้นรอง (Minor gods) เป็นเทพที่ไม่ได้อยู่
บนเขาโอลิมปัส มีมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งเทพเหล่านี้
ต่างก็มีหน้าที่และความสำคัญต่างๆ กันไป อาทิ เช่น
• โพรมีเธียส (Prometheus)
• อีออส (Eos)
• เฮลิออส (Helios)
• เซเลน่า (Selena)
• ออโรร่า (Aurora)
• แพน (Pan)
• ไอริส (Iris)
• กลุ่มเทพีอิรินีอีส (The Erinyes)
ชาวกรีกได้สร้างสรรค์ความเจริญให้เป็นมรดกแก่ชาวโลกจำนวนมาก
ที่สำคัญได้แก่ ความเจริญด้านศิลปกรรม ปรัชญา การศึกษา วรรณกรรมและ
วิทยาการต่างๆ
ศิลปะ
ศิลปกรรม ความเจริญด้านศิลปกรรมเป็นจุดเด่นอย่างหนึ่งของอารยธรรมกรีกซึ่งได้รับ
การยกย่องว่าเป็นต้นแบบของงานศิลปกรรมของโลก ส่วนใหญ่เป็นงานสร้างสรรค์ที่ได้รับ
แรงบันดาลใจจากความศรัทธาทางศาสนา โดยสร้างขึ้นเพื่อแสดงความเคารพบูชา และ
บวงสรวงเทพเจ้าของตน ผลงานที่ได้รับการยกย่องมีจำนวนมากที่สำคัญได้แก่ ด้าน
สถาปัตยกรรม ประติมากรรม จิตรกรรม และศิลปะการแสดง
ชาวกรีกมีความเชื่อว่า “มนุษย์เป็นมาตรวัดสรรพสิ่ง” ซึ่งความเชื่อนี้เป็นรากฐาน ทาง
วัฒนธรรมของชาวกรีก เทพเจ้าของชาวกรีกจะมีรูปร่างอย่างมนุษย์ และไม่มีความเชื่อเกี่ยว
กับชีวิตหลังความตายเหมือนชาวอียิปต์ดังนั้น จึงไม่มีสุสาน หรือพิธีฝังศพที่ซับซ้อนวิจิตร
เหมือนกับชาวอียิปต์
จิตรกรรม
รู้จักกันดีก็มีแต่ภาพวาดระบายสีตกแต่งผิวแจกันเท่านั้น ที่ ชาวกรีกนิยมทำมาจนถึงพุทธ
ศตวรรษที่ 1 เป็นภาพที่มีรูปร่างที่ถูกตัดทอนรูปจน ใกล้เคียงกับรูปเรขาคณิต มีความ
เรียบง่ายและคมชัด สีที่ใช้ได้แก่ สีดินคือเอาสีดำ ระบายสีเป็นภาพบนพื้นผิวแจกันที่เป็นดิน
สีน้ำตาลอมแดง แต่บางทีก็มีสีขาว และสีอื่น ๆ ร่วมด้วย เทคนิคการใช้รูปร่างสีดำ ระบาย
พื้นหลัง และทำกันเรื่อยมาจนถึงสมัยพุทธ ศตวรรษที่ 1 มีรูปแบบใหม่ขึ้นมา คือ
“จิตรกรรมแบบรูปดัวแดง” โดยใช้สีดำอม น้ำตาลเป็นพื้นหลังภาพ ตัวรูปเป็นสีส้มแดง
หรือสีน้ำตาลไม้ ตามสีดินของพื้น แจกัน
ประติมากรรม
ส่วนมากเป็นเรื่องศาสนา ซึ่งสร้างถวายเทพเจ้าต่าง ๆ วัสดุที่นิยมใช้สร้างงานได้แก่
ทองแดง และดินเผา ในสมัยต่อมานิยมสร้างจาก สำริด และหินอ่อนเพิ่มขึ้น ในสมัยแรก ๆ
รูปทรงยังมีลักษณะคล้ายรูปเรขาคณิต อยู่ต่อมาในสมัยอาร์คาอิก เริ่มมีลักษณะคล้ายกับ
มนุษย์มากขึ้น เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ เทพเจ้า รูปนักกีฬา รูปวีรบุรุษ รูปสัตว์ต่าง ๆ ในยุค
หลัง ๆ รูปทรงจะมีความเป็น มนุษย์มากขึ้น แสดงท่าทางการเคลื่อนไหวที่สง่างาม มีการ
ขัดถูผิวหินให้เรียบ ดูคล้ายผิวมนุษย์ มีลีลาที่เป็นไปตามธรรมชาติมากขึ้น ทำให้
ประติมากรรมกรีก จัดเป็นยุคคลาสสิก ที่ให้ความรู้สึกในความงามที่เป็นความจริงตาม
ธรรมชาตินั่นเอง ลักษณะของสรีระกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นคล้ายมนุษย์ที่มีชีวิต ผลงานชิ้น
เยี่ยมได้แก่ รูปปั้ นเทพเจ้าอะทีนา ที่วิหารพาร์เทนอน และเทพเจ้าซุส ที่วิหารแห่งโอลิมเปีย
สถาปัตยกรรม
ชาวเอเธนส์ได้สร้างสรรค์งานด้านสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นให้แก่ชาวโลกจำนวนมาก ส่วน
ใหญ่เป็นการก่อสร้างอาคารเพื่อกิจกรรมสาธารณะ เช่น วิหาร สนามกีฬา และโรงละคร
ความโดดเด่นของงานสถาปัตยกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความใหญ่โตของสิ่งก่อสร้าง แต่เป็น
ความงดงามของสัดส่วนที่สมบูรณ์แบบ ตัวอย่างเช่น วิหารพาร์เทนอน (Parthenon) ที่
ตั้งอยู่บนเนินเขาอะโครโพลิส (Acropolis) เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีสัดส่วนงดงามทั้งความยาว
ความกว้างและความสูง จัดว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของโลก
ศิลปะการแสดง
ชาวกรีกได้คิดค้นศิลปะการแสดงประเภทต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นการจัดแสดงเพื่อเฉลิมฉลอง
พิธีบวงสรวงเทพเจ้าของตน เช่น ละครกลางแจ้งซึ่งเป็นต้นแบบของการแสดงละครใน
ปัจจุบัน ดนตรีและการละเล่นอื่นๆ
Doric Ionic Corinthian
หัวเสา 3 แบบของกรีก
(ยุคเฮเลนิก)
ดอริกDoric Order เป็นแบบดั้งเดิม เรียบง่าย มั่นคงแข็งแรง
เนื่องจากชาวกรีกนิยม ความเรียบง่าย ลักษณะของเสาส่วนล่างจะใหญ่
แล้วเรียวขึ้นเล็กน้อย ตามเสาจะแกะเป็นร่องลึกเว้า (Flute) ๒๐ ร่อง
ตอนบนของเสาจะมีคิ้วที่โค้งออกมา (Echinus) รองรับแผ่นหิน
สี่เหลี่ยม (Abacus) ต่อจากนั้นจึงเป็นโครงสร้างของจั่ว ตัวเสาส่วน
ล่างใหญ่และเรียวขึ้นเล็กน้อย ตามลำเสา แกะเป็นทางยาว ข้างบนมี
แผ่นหินปิดวางทับอยู่ เน้นความงามที่เรียบ แต่ให้ความรู้สึกมั่นคงแข็ง
แรง เช่น วิหารพาร์เธนอน (Partenon) ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่มีชื่อ
เสียง
ไอโอนิก Ionic Order เป็นแบบที่ให้ความรู้สึกอ่อนช้อยนุ่ม
นวล มีลักษณะเรียบกว่า ดอริค ตอนบนและตอนล่างของเสา
มีขนาดเท่ากัน มีร่องเว้า ๒๐ ร่อง แต่ระหว่างร่องมีแถบเรียง
(Filler) คั่นแต่ละร่องเว้า ตอนบนของเสาแกะสลักเป็นรูป
ก้นหอย (Volute) ส่วนบนจะมีแผ่น หินสี่เหลี่ยม (Abacus)
คั่นไว้ เสาแบบไอโอนิคนี้มีขนาดเล็กกว่าเสาแบบดอริค และ
นิยมสร้างฐาน (Base) ทำให้เสามีรูปทรงระหงมากขึ้นซึ่งต่าง
จากเสาแบบดอริคที่ไม่นิยมสร้างฐานรองรับ
โครินเธียนCorinthian Order ห้ความรู้สึกหรูหรา ฟุ่มเฟือย
นิยมนำมาเป็นแบบอย่างใน สมัยโรมัน ลักษณะหัวเสามีการ
ตกแต่งโดยแกะเป็นรูปดอกไม้ ใบไม้ โดยดัดแปลงมาจากใบ
อาคันธัส (Acanthus) รูปร่างคล้ายผักกาด ทำเป็นใบซ้อน
กันสองชั้น แล้วแต่งด้วยดอกไม้ ส่วนล่างของเสามีฐานรองรับ
แบบเดียวกับไอโอนิค เป็นเสามีความงดงามมาก
ปรัชญา
ความเจริญด้านปรัชญาได้รับการยกย่องว่าเป็นความเจริญสูงสุดของภูมิปัญญากรีกเช่นเดียวกับความเจริญด้าน
ศิลปกรรม นักปรัชญากรีกที่มีชื่อเสียงโดดเด่น ได้แก่ โซเครติส เพลโต และอริสโตเติล
โซเครติส (Socrates) เกิดที่นครเอเธนส์ มีชีวิตอยู่ โซเครติส (Socrates)
ระหว่างปี 469-399 ก่อนคริสต์ศักราช เขาสอนให้
คนใช้เหตุผลและสติปัญญาในการแสวงหาความจริง
เกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ วิธีสอนของเขาซึ่งเรียกว่า
“Socretic method” ไม่เน้นการท่องจำ แต่ใช้วิธีตั้ง
คำถามโดยไม่ต้องการคำตอบ แต่ให้ผู้ถูกถามขบคิด
ปัญหาเพื่อหาคำตอบด้วยตนเอง แม้โซเครติสจะสั่ง
สอนลูกศิษย์มากมาย แต่ก็ไม่เคยมีผลงานเขียนของ
ตนเอง ดังนั้นปรัชญาและทฤษฎีของเขาที่รู้จักกันสืบ
มาจึงเป็นผลงานที่ถ่ายทอดโดยลูกศิษย์ของเขา
เพลโต (Plato) เพลโต (Plato) เป็นศิษย์เอกของโซเครติส เกิดที่นคร
เอเธนส์ประมาณ 429 ปีก่อนคริสต์ศักราชและเป็นผู้
ถ่ายทอดหลักการและความคิดของโซเครติสให้ชาวโลก
ได้รับรู้ เพลโตได้เปิดโรงเรียนชื่อ “อะแคเดอมี”
(Academy) และได้เขียนหนังสือที่สะท้อนแนวคิด
เกี่ยวกับการปกครอง การศึกษา ระบบยุติธรรม ผล
งานที่โดนเด่นและทำให้เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดา
แห่งปรัชญาการเมืองสมัยใหม่คือหนังสือชื่อ
สาธารณรัฐ (Republic) ซึ่งเสนอแนวคิดในการ
ปกครองประเทศและมีอิทธิพลต่อความคิดทางการ
เมืองของผู้คนทั่วโลก
อริสโตเติล (Aristotle) เป็นทั้งนักปรัชญาและนัก
วิทยาศาสตร์ เขาเป็นศิษย์ที่ชาญฉลาดของเพลโตและ
เคยเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช
แห่งมาซิโดเนีย อริสโตเติลเป็นทั้งปราชญ์และนักวิจัยที่
มีความสนใจหลากหลาย นอกจากปรัชญาทางการ
เมืองแล้ว เขายังสนใจวิทยาการใหม่ๆ อีกมาก เช่น
ชีววิทยา ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ หลักตรรกศาสตร์ วาท
กรรม จริยศาสตร์ ฯลฯ ผลงานที่โดดเด่นของเขาคือ
หนังสือชื่อ การเมือง (Politics) ซึ่งเป็นการวิจัยรูป
แบบการปกครองของนครรัฐต่าง ๆ ถึง 150 แห่ง
อริสโตเติล (Aristotle)
กรีกเป็นชาติแรกในโลกตะวันตกที่เริ่มศึกษาประวัติศาสตร์ตามแบบวิธีการทางประวัติศาสตร์ซึ่งได้แก่
การสืบค้นข้อมูล การตรวจสอบหลักฐาน และการเลือกใช้ข้อมูล นักประวัติศาสตร์กรีกคนแรกที่เริ่มเขียน
งานประวัติศาตร์ในลักษณะนี้คือ เฮโรโดตัส (Herodotus) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่ง
ประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตก นอกจากนี้ยังมี ทูซิดิดีส (Thucydides) นักประวัติศาสตร์ที่ได้รับการ
ยกย่องด้านการสร้างผลงานทางประวัติศาสตร์และมาตรฐานของวิธีการศึกษาค้นคว้าทางประวัติศาสตร์
ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ยึดถือกันอยู่ในปัจจุบัน
คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ การแพทย์ ดาราศาสตร์
เจริญรุ่งเรืองมากตั้งแต่ ฮิปโปเครตีส นักดาราศาสตร์ชาวกรีก
400 ปีก่อนคริสต์ศักราช (Hippocrates) เป็นแพทย์ คำนวณตำแหน่งของ
นักคณิตศาสตร์ชาวกรีกค้น ชาวกรีกที่มีชื่อเสียง และค้น ดวงดาวและระบบสุริยะ
พบทฤษฎีทางเรขาคณิตและ พบว่าโรคร้ายต่างๆ ที่เกิด
พีชคณิต ซึ่งเป็นพื้นฐานของ ขึ้นมีสาเหตุมาจากธรรมชาติ จักรวาล นักดาราศาสตร์
การคำนวณและประมวลผล ไม่ใช่การลงโทษลงพระเจ้า กรีกบางคนเชื่อว่าโลกและ
ขั้นสูง นอกจากนี้กรีกยังมี ดาวเคราะห์ดวงอื่นหมุนรอบ
ความก้าวหน้าทางด้าน เขาเชื่อว่าวิธีการรักษาที่ดี ดวงอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม
ที่สุดคือการควบคุมด้าน พวกเขาไม่สามารถโน้มน้าว
วิทยาศาสตร์ โดยมี โภชนาการและการพักผ่อน ให้ชาวกรีกยอมรับการค้น
อริสโตเติลเป็นผู้วางรากฐาน นอกจากนี้ ฮิปโปเครตีสยัง พบนี้ อนึ่ง นักภูมิศาสตร์
การศึกษาวิชาพฤกษศาสตร์ เป็นผู้ริเริ่มวิธีการรักษาโรค กรีกยังเชื่อว่าโลกกลมซึ่ง
สัตวแพทย์ และกายวิภาค ด้วยการผ่าตัด และกำหนด ทำให้สามารถเดินเรือจาก
หลักจรรยาแพทย์ที่ถือ กรีกไปถึงอินเดียได้ รวมทั้ง
ปฏิบัติต่อมาจนถึงปัจจุบัน ยังค้นพบว่าการขึ้นลงของ
กระแสน้ำเกิดจากอิทธิพล
ของดวงจันทร์
OLYMPIC
การแข่งขันกีฬาได้ดำเนินการกันบนยอดเขา "โอลิมปัส" ในประเทศกรีกโดยนักกีฬาจะต้อง
เปลือยกายเข้าแข่งขันเพื่อประกวดความสมส่วนของร่างกายและยังมีการต่อสู้บางประเภท
เช่น กีฬาจำพวกมวยปล้ำเพื่อพิสูจน์ความแข็งแรงผู้ชมมีแต่เพียงผู้ชายห้ามผู้หญิงเข้าชม
ดังนั้นผู้ชมจะต้องขึ้นไปบนยอดเขาครั้นต่อมามีผู้นิยมมากขึ้นสถานที่บนยอดเขาจึงคับแคบ
เกินไปจึงทำให้ไม่เพียงพอที่จุทั้งผู้เล่นและผู้ชมได้ทั้งหมด
ปีที่ 776 ก่อนคริสตกาลชาวกรีกได้ย้ายที่แข่งขันกันที่เชิงเขาโอลิมปัสและได้ปรับปรุงการ
แข่งขันเสียใหม่ให้ดีขึ้นโดยให้ผู้เข้าเข่งขันสวมกางเกงพิธีการแข่งขันจึงจัดอย่างมีระเบียบ
เป็นทางการมีจักรพรรดิมาเป็นองค์ประธานอนุญาตให้สตรีเข้าชมการแข่งขันได้แต่ไม่
อนุญาตให้เข้าแข่งขันประเภทกรีฑาที่มีการแข่งขันที่ถือเป็นทางการในครั้งแรกนี้มีกีฬา
อยู่5ประเภทคือการวิ่ง กระโดด มวยปล้ำ พุ่งแหลนและขว้างจักร
ผู้เข้าแข่งขันคนหนึ่งๆจะต้องเล่นทั้ง5ประเภทโดยผู้ชนะจะได้รับรางวัลคือมงกุฎที่ทำด้วยกิ่ง
ไม้มะกอกซึ่งขึ้นอยู่บนยอดเขาโอลิมปัสนั่นเองและได้รับเกียรติเดินทางท่องเที่ยวไปทุกรัฐใน
ฐานะตัวแทนของพระเจ้าและการแข่งขันได้จัดขึ้น ณ เชิงเขาโอลิมปัสแคว้นอีลิสที่เดิมเป็น
ประจำทุกๆสี่ปีและถือปฏิบัติต่อกันมาโดยไม่เว้นเมื่อถึงกำหนดการแข่งขันทุกรัฐจะต้องให้
เกียรติหากว่าขณะนั้นกำลังทำสงครามกันอยู่จะต้องหยุดพักรบ และ
มาดูนักกีฬาของตนแข่งขันหลังจากเสร็จจากการแข่งขันแล้วจึงค่อยกลับไปทำสงครามกัน
ใหม่ประเภทของการแข่งขันได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างในระยะต่อๆมาโดยมีการพิจารณา
และ ลดประเภทของกรีฑาเรื่อยมา
ในระยะแรก ๆ นี้กรีฑา 5 ประเภทดังกล่าวจัดแข่งขันกันในครั้งแรกก็ยังได้รับเกียรติให้คง
ไว้ซึ่งเรียกกันว่า "เพ็นตาธรอน" หรือ "ปัญจกรีฑา" ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการรำลึกถึงกำเนิดของ
กรีฑาในปัจจุบันก็ยังมีการแข่งขันกันอยู่แต่ประเภทของปัญจกรีฑา
ได้เปลี่ยนตามยุค และกาลสมัย
LINEAR A
มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญ
ตัวอักษรของชาวครีตัน ในเกาะครีต
มีตัวอักษรประมาณ 90 ตัว
อารยธรรมมิโนน คือ?
อารยธรรมแบบการค้าเกิดขึ้นบนเกาะครีต ผู้คนบนเกาะครีต คือ
ชาวครีตัน มีบทบาทในการเดินเรือ ค้าขายกับดินแดนต่าง ๆ
สินค้าส่งออกสำคัญ 'น้ำมันมะกอก'
มีพระราชวังคนอสซุส : ศูนย์โบราณคดีที่ใหญ่สุดของยุคสัมริด บนเกาะครีต
มีร่องรอยของการสร้างห้องน้ำ สุขาภิบาล การระบายน้ำ
มีภาพวาดส่วนใหญ่เป็นภาพวาดปูนเปียก เรียก 'เฟรสโก' ไม่มีวัด เวลามี
พิธีทางศาสนาจะดำเนินในถ้ำตามภูเขาสูง หรือห้องพิธีของพระราชวัง
นับถือรูปปั้นผู้หญิงองค์เดียวกัน เรียกว่า 'เจ้าแม่' (หรือ พระมารดา)
อารยธรรมไมซินีเป็นอย่างไร?
เกิดหลังจากไมซินียึดครองครีตได้สำเร็จ มิโนนล่มสลาย เนื่องจากเมืองไม่มี
ป้อมปราการ และยังเกิดเหตุภูเขาไฟปะทุ
แาศัยอยู่กันเป็นชุมชน เป็นอิสระจากกัน มีการตั้งขุนนางช่วยกษัตริย์บริหาร
บรรณานุกรม
1.supawadee. (2013). เสาแบบคลาสสิก. สืบค้น 18/09/2021,
จากhttps://iissbelle.wordpress.com/category/เสาแบบคลาสสิก-classical-order/
2.ขวัญจิรา และคนอื่น ๆ. (2015). อารยธรรมกรีกโบราณ. สืบค้น 18/09/2021,
จากhttps://sites.google.com/a/samakkhi.ac.th/sux-kar-reiyn-ru-wicha-prawatisastr-
sakl/xarythrrm-krik-boran
3.ศิประภา และคนอื่น ๆ. (2013). เทพในตำนานและเหล่าสรรพสัตว์กรีก. สืบค้น 21/09/2021,
จากhttps://sites.google.com/site/greekhistory62/theph-ni-tanan-laea-hela-srrph-
satw-krik
4.ฉัตรทริกา และคนอื่น ๆ. (2014). สมัยต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์กรีก. สืบค้น 20/09/2021, จาก
https://sites.google.com/site/chattarikajomfoo/xarythrrm-krik-boran/5-smay-
tang-ni-prawatisastr-krik
5.อาจารย์หทัยณัฐ. อารยธรรมกรีก. สืบค้น 17/09/2021, จาก
https://sites.google.com/site/historyinter123/xarythrrm-tawan-tk-smay-
boran/xarythrrm-krik
6.พรพิมล และคนอื่น ๆ. (2013). ศิลปวัฒนธรรมกรีกโบราณ. สืบค้น 20/09/2021, จาก
https://pornpimolpromta.wordpress.com/กิจกรรมโครงงาน/ศิลปวัฒนธรรมกรีกโบราณ/
7.กชกร ก้าวงามพาณิชย์,ศิริวรรณ ภูตะลา. (2021). อารยธรรมกรีก. สืบค้น 18/09/2021