T h eBIonrveisdibolme
โดย Camouflage
สารบัญ
หนูว่ิงบนสายพาน 7
ก�ำลังแสวงหาความสขุ 19
หรอื หนีความทกุ ข์
ทำ� ไมโลกจึงน่าเบอ่ื 29
สามเหล่ียมแห่ง อนจิ จงั 39
ทกุ ขัง อนัตตา
วา่ งจากตัวตน 49
เหนือโลก 57
หนูวิ่งบนสายพาน
แม้วา่ มนษุ ย์เรานัน้
จะเต็มไปด้วยความหลากหลาย
ไม่วา่ จะเปน็ เช้อื ชาติ ศาสนา ความเชื่อ
ประเพณี วฒั นธรรม จนกระท่ังถึงพนั ธุกรรม
ท่ถี ูกปลูกฝงั กนั มาตงั้ แตก่ ำ� เนดิ
แต่มีส่ิงหน่งึ ...
ที่มนุษย์หรือแม้กระทง่ั สัตว์ท้งั หลาย
“เหมอื นกัน” น่นั ก็คือ
ตา่ งลงมือทำ� ทุกส่งิ ทกุ อย่าง
เพื่อที่จะไดร้ ับ
“ความสขุ ”
ความน่าเบ่ือท่ีมองไม่เห็น 8
เราลงมือทำ� ทกุ ส่งิ ทุกอยา่ ง โดยหวังวา่ จะไดค้ วามสุข
แต่แลว้ ...จนมาถึงวันนี้
เราแนใ่ จแลว้ หรือยงั ว่า
เราได้รบั “ความสุข” นน้ั แลว้ ?
และในตอนน.ี้ ..
ผมอยากใหพ้ วกเราทก่ี �ำลงั อ่านหนังสือเลม่ น้อี ยู่
“ลองมองย้อนกลับในชีวิต
ของตัวเองว่าเป็นอย่างไร ??”
ในตอนท่ีเรายังเป็นเด็ก เราจะร้องไห้เพ่ือให้ได้บางส่ิงบางอย่าง
มา เช่น ความสนใจ ของเล่น ขนม อาหาร ความตอ้ งการเปลยี่ นผ้าออ้ ม
และอื่นๆอีกมากมาย
เม่ือเราได้มา เราจะหยุดร้อง และแน่นอนคงไม่มีใครจ�ำได้ว่า
แต่ละคนเสียน�้ำตาไปในวัยเด็กเท่าไหร่ เพ่ือจะได้ความสุขแต่ละคร้ัง
9 ความน่าเบ่ือท่ีมองไม่เห็น
พอเราเริ่มโตข้ึน เราต้องเรียนหนังสือ เตรียมตัวสอบ เรียน
กวดวิชา ชีวติ ในวยั เด็กได้หายไปแล้ว และชีวติ ทเี่ ตม็ ไปด้วยการแข่งขนั
ได้เริ่มขึ้น
เราเองมีความคาดหวัง ทั้งยังถูกคาดหวังจากคนรอบข้าง ไม่
ว่าจะเป็นการสอบเข้าโรงเรียนดีดี มีผลการสอบท่ีได้อันดับดีดี เกรดดีดี
เราพยายามไปตามความคาดหวังน้ัน
เพราะเรา “เชอื่ ว่า” เม่อื เราทำ� สำ� เรจ็ ดงั ทห่ี วัง
เราจะได้ “ความสขุ ”
แต่แล้ว...ชีวิตแห่งการแข่งขัน เพ่ือให้ได้มาซึ่งความสุขน้ัน
กลับเต็มไปดว้ ย “ความเครียด ความกดดัน ความทุกข์”
จนหลายครั้ง เราเร่ิมมีค�ำถามกับสิ่งท่ีเราก�ำลังท�ำอยู่
เราเรม่ิ ไมแ่ น่ใจ เร่มิ สงสยั กบั ความสขุ ท่ีได้มาว่า
แทจ้ ริง...การด้ินรนท่จี ะได้ความสุขน้ัน
“มนั สขุ ” หรอื “ทกุ ข”์ กันแน่ ?
ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น 10
พอเราเรียนจบ เราต้องการงานท่ีเราชอบ เงินเดือนท่ีน่าพอใจ
บริษัทท่ีสามารถให้ความก้าวหน้าในอาชีพการงานได้ และเราคงรู้สึกมี
ความสุขเมื่อเราได้มันมาตามที่คาดหวังทุกเงื่อนไข
แต่แลว้ ...ก็ไมใ่ ช่ทุกคนทจี่ ะได้รับเงอื่ นไขดีดี แบบทคี่ ิดเอาไว้ ณ
จุดน้ีความสุขเร่ิมหายากขึ้น... เพราะอะไรๆ ก็ไม่ค่อยเป็นไปอย่างท่ีใจ
ต้องการ
และแล้ว...ความ “ดิ้นรน” ท่ีจะได้
“ความสุข ความพอใจ”
เพื่อสนองความต้องการคร้ังใหม่
จึงเกิดขึ้นอีก เกิดขึ้นอีก...แล้วก็เกิดข้ึนอีก
เป็น “วัฏจักร” ไม่จบสิ้น
ทำ� ไมมันไมจ่ บสิน้ นะเหรอ ???
“เพราะความต้องการของเราไม่เคยมีวันหมด”
เรา “ไมเ่ คยพอใจ” กบั สภาพทเ่ี ปน็ อยู่
เราต้องการอกี ตอ้ งการอกี แล้วกต็ ้องการอีก
11 ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น
และแมเ้ มอื่ ทกุ อยา่ งลงตวั ไมว่ า่ จะเปน็ หนา้ ทกี่ ารงาน หรอื สถานะ
ทางการเงิน แต่เราก็ยังไม่พอใจกับชีวิตเท่าไหร่
เพราะชวี ติ กลบั เรมิ่ นา่ เบอ่ื อกี ครง้ั ความทกุ ขเ์ รมิ่ คบื คลานเขา้ มา
ชีวิตเริ่มเรียกร้องหาความสุขคร้ังใหม่
“พวกเราต้องการความส�ำเร็จครั้งใหม่”
เพื่อเป็นพลังขบั ดนั ให้มชี ีวติ ต่อไปได้
ไม่อย่างนนั้ ชีวิตคงน่าเบอ่ื และไรค้ วามหมายส้นิ ดี
ดังนั้น...เปา้ หมายของการสร้างครอบครวั จึงเกดิ ขนึ้ เดก็ ๆจะมา
เตมิ เตม็ ชวี ติ เราใหส้ มบรู ณ์ สว่ นคนทไ่ี มม่ คี ู่ เขาเหลา่ นน้ั เลอื กจะเลยี้ งหมา
แมว ปลาทอง กระต่าย แม้กระท่ังหุ่นยนต์ ตุ๊กตา
ทั้งหมดเหล่าน้ัน เพียงเพื่อสิ่งเดียว คือ...
“ความหวังที่จะได้ความสุข”
เรามคี วามสขุ ดว้ ยการ “พงึ่ พงิ สิ่งภายนอก”ตลอดชวี ติ
พ่ึงพิงคนอ่ืน พึง่ พงิ สิ่งอน่ื เราไม่เคยรู้จกั ทจ่ี ะมีความสขุ โดย
ปราศจากการพ่ึงพิงสิ่งใดๆในโลก
ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น 12
และชีวิตท่ีผา่ นไปของเราในแตล่ ะวนั แตล่ ะเดือน แต่ละปี กเ็ ร่มิ
แก่ เริ่มป่วย และสุดท้ายคือเราทุกคนต้องตายในที่สุด
เหล่าน้ีคือชีวิตของคนส่วนใหญ่โดยสังเขป และเมื่อพวกเราทุก
คนสามารถมองย้อนกลับไปตามสิ่งท่ีผมได้กล่าวมาข้างต้น...
จะพบวา่ บางคนมคี รบพร้อมทกุ อยา่ ง
เรียกว่า “ประสบความส�ำเรจ็ ในชวี ติ ”
เลยทีเดียว อยากไดอ้ ะไรก็ได้
วางแผนอะไรในชวี ิตกเ็ ปน็ ไปตามแผนตลอด
แต่ค�ำถามที่ผมอยากให้พวกเราลองตอบตัวเอง
อย่าง “ซ่ือตรง” ในตอนนี้สักหน่อย คือ...
เราได้ “ความสขุ ”จริงๆ
อย่างที่เราคาดหวังแล้วหรือยัง??
และถา้ คำ� ตอบคอื ใช่... คือรู้สึกวา่ ได้ “ความสุข” แลว้
13 ความน่าเบ่ือท่ีมองไม่เห็น
ค�ำถามต่อไป คือ...
ตอนน้ีเราหยุดแสวงหา “ความสุข”
ใส่ตัวได้แล้วหรือยัง ?
เรายัง “ต้องการนี่ ตอ้ งการนั่น อยากไปน่ี อยากไปน่นั ” อย่หู รือไม่ ?
เราหมด “ตัณหา ความอยาก ความดิ้นรนทางใจ” แล้วหรอื ยัง ?
จิตใจเราว่างจากความดิ้นรน
แสวงหาใดๆในโลกแล้วหรือยัง ??
ถ้าค�ำตอบคือยัง... นน่ั แปลวา่
ในส่วนลึกเรายังคง “ไม่พอใจ” กับสภาพท่เี ป็นอยู่
เรายังตอ้ งการอกี เรามีความหวงั จะได้
“ความสุขสมบูรณ์” มากกว่าน้ีอีก
ท�ำไมเรายังไม่ได้รับความสุขอย่างที่เราคาดหวัง ?
ท้งั ๆท่ผี า่ นมา เราเองกร็ สู้ กึ วา่ สงิ่ ท่ีเราได้รบั นัน่ คอื ความสุข
นั่นกเ็ พราะว่า... สงิ่ ทีเ่ ราเรียกวา่ ความสุขนน้ั
ยงั ไม่ใชค่ วามสขุ ท่แี ท้จริง !!!
ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น 14
ทผ่ี ่านมา...เราเดินอยู่บนเสน้ ทางแห่ง
“ความสุขลวงหลอก
ความสุขจอมปลอม
เป็นความสุขที่เหมือนเงา”
ทพี่ อจะเอามือควา้ กก็ ลับพบแต่ “ความวา่ งเปลา่ ”
เราวง่ิ ไล่จบั เงาทั้งชวี ิตแตไ่ ม่เคยจบั ไดจ้ รงิ
และจะไม่มีวันท่ีจะจับได้จริง
ดังนัน้ คำ� ถามตอนน้ีจึงกลายเป็นว่า...
ถ้าสิ่งท่ีท�ำมาทั้งหมดคร่ึงค่อนชีวิต
ยังไม่สามารถให้ “ความสุข” ได้จริงอย่างถาวร
แล้วอะไรคือเสน้ ทางไปสคู่ วามสขุ ทีแ่ ท้จรงิ ??
15 ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น
ความสุขท่ีแท้จริง คอื ...
ความ “หลุดพ้น” ไปจากความทุกข์
เม่ือพ้นไปในขณะน้ันจะได้พบความสุขที่แท้จริงทันที
ความสุขท่ีแท้จริง เปน็ ...
ความสุขท่ี “ไม่ตกเป็นทาส”
ของส่ิงใดๆรวมท้ังกเิ ลสตัณหา
ความสุขที่แท้จริง เป็น...
ความสุขจาก “ความอิสระ”
จากพันธนาการท้ังปวงท่ีเคยร้อยรัดเราเอาไว้
ความสุขท่ีแท้จริง เป็น...
ความสุขท่ี “ไมต่ อ้ งอิงอาศัย”
สิ่งอ่ืนใดในโลกนี้หรือโลกไหน
ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น 16
พระพุทธองคท์ รงสอนเสน้ ทางแหง่ ความพ้นทุกข์
โดยสน้ิ เชิงเอาไว้ให้แลว้ นน่ั ก็คือ... อรยิ สจั 4
ใหน้ อ้ มน�ำไปปฏบิ ตั อิ ย่างเอาจริงเอาจัง จนเห็นผลเถดิ
แล้วจะไมต่ อ้ ง “ด้ินรน” ลำ� บากวนเวียนท�ำแบบเดมิ ต้ังแต่เดก็ จนโต
เกิดจนตาย ซ้�ำแลว้ ซำ�้ เลา่ อย่างไมม่ ีวนั จบสน้ิ
เพราะการท�ำแบบนน้ั ไมต่ ่างกบั
“หนวู ่ิงอยบู่ นสายพาน”
ที่จะต้องวิ่งจนเหน่ือยตายไปกับสายพาน
น้ันครั้งแล้วครั้งเล่า นับภพนับชาติไม่ถ้วน
และ...ไมใ่ ชเ่ พียงคนร่นุ เดยี วท่ีจะตอ้ งเป็น
“หนูวิ่งบนสายพาน”
แต่วถิ ีของหนวู ง่ิ บนสายพานกลบั ถูกสง่ ต่อไปยงั ลกู หลาน
จากรุ่นสู่รุ่น รุ่นแล้วรุ่นเล่า
โดยไม่มีใครเอะใจเลยว่า...
ก�ำลังท�ำสิ่งเดิมๆ วนไปวนมาไม่รู้เท่าไหร่
17 ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น
และตราบใดทยี่ งั ตอ้ งเกดิ อยู.่ ..
ชีวติ เฉกเชน่ เดยี วกบั “หนูท่ีวิ่งอยู่บนสายพาน”
กจ็ ะคงอยู่ตอ่ ไปด่งั เงาตามตวั
และ...ถ้าวนั นีเ้ ราตระหนักถงึ ชีวติ ของ
หนูที่วิ่งอยู่บนสายพาน นนั้ อย่างแทจ้ ริง
เราจะเข้าใจว่าการมีชีวิตเป็นหนูตัวน้ัน
มันสุดแสนจะ “น่าเบื่อ” ขนาดไหน
ความน่าเบ่ือท่ีมองไม่เห็น 18
ก�ำลังแสวงหาความสุข
หรือ หนีความทุกข์ ??
ก�ำลังแสวงหาความสุข
หรือ หนีความทุกข์
สองขอ้ ความน.้ี .. หากพวกเราพิจารณาให้ดี
จนเข้าใจถอ่ งแท้ ว่าแท้จรงิ ชีวติ ทผี่ า่ นมาของ
ตวั เองเป็นแบบไหนกันแน่ ?
พวกเราจะได้รับมมุ มองใหม่
ตอ่ การด�ำเนนิ ชวี ติ ทนั ที
แท้จริงแล้ว... ทุกขณะจิตของทกุ ชวี ิต คือ
“การหนีความทุกข”์
ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น 20
เราหนีความทุกข์ตั้งแต่เราเกิดจนตาย
ตั้งแตเ่ ราเกิดมา เราออกมาจากท้องแม่
เราออกมาจากบ้านทเ่ี ราอยมู่ านานเก้าเดอื น
มใี ครบางคนลากเราออกมา จากถงุ มดื ๆ
เราออกมาเจอส่ิงแวดล้อมใหม่
ท่ีเราไม่รู้จัก เราร้องไห้
เพราะเรา ...
“ตอ้ งการ”
บางสิ่งบางอย่าง
ที่ไม่ใช่อย่างท่ีเป็นอยู่ตอนนี้
หลงั จากนั้น... พยาบาลเอาผ้ามาเชด็ มาล้าง มาห่อตวั เรา เรา
รสู้ กึ อบอ่นุ ปลอดภยั เราจงึ หยุดรอ้ งไห้
21 ความน่าเบ่ือท่ีมองไม่เห็น
พอเราเริ่มไมส่ บายตวั
เร่มิ เป็นทุกข์กับสภาพปัจจบุ ัน
เราร้องไห้อีกคร้ัง
เราเร่ิมเรียนรู้ว่าเม่ือ ...
“เรารอ้ งไห”้
เราจะได้บางสิ่งบางอย่างท่ีต่างไปจากสภาพปัจจุบัน
บางอย่างที่จะช่วยเราพ้นจากสถานการณ์ที่...
“เราเป็นทุกข์อยู่ตอนน้ี ”
และมนั ก็เปน็ อยา่ งน้นั จริงๆ... มพี ยาบาลเดนิ เขา้ มาหาเรา
จดั การทกุ สงิ่ ทุกอยา่ งใหเ้ หมาะสม
และ... เราก็หยดุ ร้องไห้ นอนหลบั สบายตอ่ ไป
จะเหน็ ได้ว่า.. พวกเราทกุ คนล้วนผ่าน
กระบวน “การหนีความทุกข์” มาตัง้ แตเ่ กิด
ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น 22
พอเราโตข้ึน การหนีความทุกข์เริ่มง่ายขึ้น เราเร่ิมเดินเองได้
วง่ิ เองได้ ขบั รถเองได้ ไปไหนตอ่ ไหนเองได้ จดั การเร่ืองของตัวเองได้ เรา
ไม่ต้องร้องไห้รอใครมาช่วยเราอีกแล้ว
และนั่น...คือจุดเร่ิมต้นของความหลงผิดเข้าใจว่า
“ชีวติ คือการแสวงหาความสขุ ”
เราเริ่มมีแผนการจะไปตามความฝันของเรา
ความอยากของเรา ความต้องการของเรา
โดยที่เราไม่ได้เอะใจเลยว่า
“ จริงหรือที่เราก�ำลังแสวงหาความสุข ? ”
เราไมเ่ คยสงั เกตเลยวา่ เราก�ำลงั เป็นทาสของอะไรบางอยา่ งทีส่ ่ัง
ใหเ้ ราไปทำ� อยา่ งนน้ั ไปทำ� อยา่ งนี้ และถา้ เราไมไ่ ดไ้ ปทำ� อะไรอยา่ งนน้ั เรา
จะถูกลงโทษ
เราจะรู้สึกทุกข์ เราจะรู้สึกเบ่ือ
เราจะรู้สึกเซ็ง เราจะรู้สึกเศร้า
และแน่นอนเพราะเราไม่ยอมเปน็ ทกุ ข์แบบนัน้ ... เราจึงต้องไปท�ำ
23 ความน่าเบื่อที่มองไม่เห็น
และในตอนนผี้ มอยากใหพ้ วกเราเรมิ่ หนั มาสงั เกตชวี ติ ของตวั เอง
กันสักนิด ท่ีผ่านมาตั้งแต่เด็กจนโต
เรามีแต่ความต้องการท่ีไม่เคยส้ินสุด
เรายังไม่เคยหยุด ไม่เคยพอ
เรายังเต็มไปด้วยจิตใจที่
“ ด้ินรนแสวงหา ”
รูป รส กล่ิน เสียง สัมผัส ท่ีเราพอใจ
เราจะเห็นว่าเราตกเป็นทาสของความหลงผิด ของกิเลสตัณหา
ความอยาก ความต้องการ มาโดยตลอด
ชีวิตเราน้ันถูกบงการจากมอื ท่ีมองไม่เห็น
ชกั ใยชวี ติ เราอยู่เบื้องหลงั และเมอ่ื เราทำ� ตามคำ� ส่งั
เรารู้สกึ วา่ เรากำ� ลงั ได้รบั ...
“ ความสุข ”
แต่... มันใช่การได้รับความสุขท่ีแท้จริงหรือไม่ ?
และเราจะมาหาค�ำตอบกัน
ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น 24
ลองถอยกลับมาในช่วงท่ีเรายังไม่มีความอยาก ความต้องการ
จะท�ำ หรือจะได้อะไรบางอย่างสักหน่อย
ตอนนน้ั เรายงั มภี าวะปกตใิ นจติ ในใจ ไมม่ คี วามดน้ิ รนทางใจทจ่ี ะ
แสวงหาอะไรๆ และ... ทันใดนั้น อยู่ดีดีความเบ่ือก็คืบคลานเข้ามา
ส่งผลให้จิตใจท่ีเคยเป็นปกติอยู่
แปรเปล่ียนเป็นจิตใจที่รุ่มร้อนในทันที
“ความทกุ ข์ไดเ้ ข้ามานัง่ แทนที่”
ความเป็นปกติท่ีเคยมีอยู่เดิม
เราเรม่ิ ดน้ิ รนหาทางจะคลายความทกุ ขน์ ้ี เราไมอ่ ยากทกุ ขแ์ บบน้ี
เราเรม่ิ วางแผน จะไปไหนดี จะท�ำอะไรดี
และ... ในที่สุดเราได้ค�ำตอบ เราอยากออกไปข้างนอก อยากไป
เดินห้าง และพอได้ออกไป
เราก็เริ่มมีความสุขขึ้น
ความจริงคือ... เพราะความเบ่ือลดลงไป
25 ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น
แต.่ .. พอเราออกไปขา้ งนอกไดส้ กั พกั ไดเ้ ดนิ เทย่ี วเลน่ จนพอใจแลว้
ทนี ค้ี วามเบอ่ื กลับมาเยอื นอีกครั้ง
เราเรมิ่ เบอื่ ...อยากกลบั บา้ น
เราไมอ่ ยากเดินเทยี่ วแลว้
การเดินเท่ียวท่ีเป็นความสุข...
กลับกลายเป็นความทุกข์ในพริบตา
“ ชีวิตของเราวนเวียนอยู่แบบนี้ ”
ท้ังวัน ทุกวัน
แต่... เราเข้าใจว่าวันนี้มีความสุขได้ออกไปเที่ยวข้างนอก
แลว้ ก็ได้กลบั บ้านตามทีใ่ จอยาก
เราก�ำลังหลอกตัวเองวา่ ...
“ เราได้ความสขุ ”
ท้ังๆที่เป็นแค่การบรรเทาความทุกข์
ท่ีตามจี้ก้นอยู่ตลอดเวลา
ให้มันลดลงไปหน่อยเท่านั้นเอง
ความน่าเบื่อที่มองไม่เห็น 26
และ...ถา้ ลองทดสอบตัวเองงา่ ยๆ
ดว้ ยการอยใู่ นบ้านคนเดียว 1วนั
ไมอ่ อกไปไหน ไมพ่ ดู กบั ใคร ไมเ่ ลน่ โทรศพั ท์ ไมเ่ ชค็ Line, Email
ไม่ refresh Facebook ไม่เล่น internet ไม่ดู YouTube
ไม่ท�ำอะไร... ยกเว้นท�ำกิจธุระส่วนตัว ท�ำกับข้าว กินข้าว
ล้างจาน เดนิ จงกรม นงั่ สมาธิ
“ จะเห็นว่าชีวิตน่าเบื่อมาก ”
อยากจะหาอะไรท�ำก็ได้ให้หายเบื่อ
การพยายามหนีความเบื่อ
นั่นแหละคือ “การหนีความทกุ ข์”
เราด้ินรนหนีความทุกข์
หนีความเบ่ือกันทุกขณะจิต
แต่เขา้ ใจผิดคดิ ไปว่าการดิน้ รนแบบน้คี อื ...
“ การแสวงหาความสุขให้กับชีวิต ”
27 ความน่าเบ่ือท่ีมองไม่เห็น
คนในโลกลว้ นตกอยภู่ ายใตว้ งจรแหง่ ความนา่ เบอ่ื นมี้ าตง้ั แตเ่ กดิ
จนถึงทุกวันน้ี
แต่... เรากลับมองไมเ่ ห็น เรากลบั มีมิจฉาทิฎฐเิ หน็ ว่าเราก�ำลงั ได้
รับความสุขอยู่ทุกเม่ือเชื่อวัน
ความสุขที่ต้ังอยู่บน ความดิ้นรนแสวงหา
ไขว่คว้าไปตามตัณหาและความอยาก
เป็น “ความสขุ บนกองไฟ ”
ที่เผารนเราให้เร่าร้อนอยู่ตลอดเวลา
แล้วเราจะเรียกความสุขแบบนี้
ว่าเป็นความสุขไปได้อย่างไร ...
ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น 28
ท�ำไมโลกจึงน่าเบื่อ
โลกนยี้ ังไม่นา่ เบอ่ื สำ� หรับคนหลาย
พนั ลา้ นคนในโลก เพราะเขาเหลา่ น้ัน
เข้าใจว่า..“ตัวเองก�ำลังได้รับความสุข ”
และ... แนน่ อนต้องมีความทุกข์ทเี่ ปน็
ของคูก่ นั บ้าง พวกเขาพร้อมทจี่ ะรับความทกุ ข์
เลก็ ๆนอ้ ยๆท่ีไมม่ ากเกนิ ไปท่ีจะแบกรบั ได้
ซ่ึงส่งผลใหพ้ วกเขาร้สู กึ ว่าความสขุ หลงั จาก
ความทุกข์ท่ีผา่ นไปนนั้ มันช่างทำ� ให้รู้สกึ ดีเหลือเกนิ
พวกเขารู้สึกว่า... ประสบความส�ำเร็จแล้ว
“เราไดค้ วามสุขแลว้ ”
ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น 30
พวกเขารสู้ กึ ภมู ิใจกบั ชีวิต
ภายใตค้ วามสขุ ความทุกขแ์ บบน้ี
และน�ำเสนอต่อเพ่ือนรอบข้าง
ตอ่ สังคม ตอ่ ครอบครวั
แมก้ ระท่ังตอ่ ลูกหลาน ว่านีแ่ หละคอื ...
“ ชวี ติ ทแ่ี ท้จรงิ ”
มันเป็น.. รสชาติของชีวิตท่ีไม่จ�ำเจ
ทั้งความสุขและความทุกข์ที่สลับกันเข้ามา จึงเปรียบเสมือน
การผจญภัยของเขาเหลา่ นัน้ ทม่ี ที ้งั การลงโทษใหท้ กุ ข์ และการให้รางวลั
คอื ความสขุ
แต่แทนท่ีเขาเหล่านั้นจะเห็นว่าการผจญภัย
เพื่อรับสุขรับทุกข์ในชีวิตของเขาน้ันเป็น
“ เรื่องที่แสนจะน่าเบ่ือหน่าย ”
31 ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น
เป็น... เหมือน “หนูท่วี ่ิงอยบู่ นสายพาน” อย่างไม่เคยหยุดพัก
เป็นความจำ� เจอย่างยง่ิ ของชวี ิต
เขากลับเห็นว่า การวิ่งไม่เคยหยุดของพวกเขาเป็นรสชาติของ
ชวี ติ เปน็ เครอ่ื งหลอ่ เลย้ี งหวั ใจอนั มดื มดิ ของเขาใหห้ มนุ วนผจญภยั ในโลก
ต่อไปได้
และ... ความเห็นผิดเช่นน้ีจะน�ำพาให้
หัวใจของเขาเหล่าน้ัน
ก็จ่อมจมอยู่ในความมืดมิดไปตลอดกาล
ขณะเดยี วกนั มกี ลมุ่ คนบางกลมุ่ เรมิ่ ทจ่ี ะมองเหน็ แลว้ วา่ ชวี ติ นน้ั
มีความจ�ำเจแบบนี้ และ...คนเหล่านี้เริ่มท่ีจะหาทางออก
เริ่มที่จะเปิดรับมุมมองใหม่ๆ และนั่นเป็นการให้โอกาสหัวใจ
ท่ีเคยมืดมดิ มานานแสนนานเริ่มเปดิ ออก
และ... ทันใดท่ีประตูใจเปิดออก
“ ความสว่างจะเข้ามาขับไล่
ความมืดให้หายไปในทันที ”
ความน่าเบื่อที่มองไม่เห็น 32
ชวี ิตน้นั ดำ� เนนิ อยบู่ นความจำ� เจตลอดทกุ ขณะจิต
แตน่ ้อยคนนักทจี่ ะมองเหน็ ซำ้� ร้ายยังเขา้ ใจผดิ วา่ ...
ตัวเองมชี วี ิตทไี่ ม่จ�ำเจ
“ชวี ิตชา่ งมีรสชาติเหลือเกนิ ”
มุมมองอีกด้านท่ีเผย “ ความจ�ำเจ ” อยู่ตลอด
แต่เพราะความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ)
น้ันท�ำให้เรามองไม่เห็นว่ามัน
“ จ�ำเจมากมายขนาดไหน ”
และนัน่ กค็ อื ...
ทง้ั ความสขุ และความทุกข์ ลว้ นเปล่ียนแปลง
ไม่สามารถคงอยใู่ นสภาพเดิมได้
เป็นไปตามเหตปุ ัจจัย ไมส่ ามารถควบคุม หรอื บงั คับบญั ชาได้
และ... เราคุน้ หกู นั ในนามของกฎไตรลักษณ์
ซึง่ ประกอบด้วย
“อนจิ จัง ทุกขัง และ อนตั ตา”
33 ความน่าเบ่ือท่ีมองไม่เห็น
และ... ไม่ว่าจะเป็นความสุขที่แต่ละคนพยายามดิ้นรนหามา
หรือความทุกข์ที่พยายามผลักไสออกไปจากชีวิตนั้น ล้วนไม่เคยเป็น
นิรนั ดร์ มันผลดั เปลย่ี น หมนุ เวียน
ใหท้ ุกคนตอ้ งด้ินรน
ต่อสเู้ พอื่ ใหไ้ ดส้ ่ิงทต่ี วั เองต้องการอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะ..“ต้องการได้มา” หรือ
“ต้องการผลักออกไป”
แตแ่ ลว้ พวกเราก็ “ไม่เคยเบ่อื กบั ความดน้ิ รน”
วนเวียนไล่จบั เงาของตวั เองกนั เลย
หลายคนมกั พดู ปลอบใจตวั เองและคนอืน่ เสมอ
เมอื่ ประสบกบั ความทุกขว์ า่ ..
“ ทุกส่ิงล้วนไม่เท่ียง เด๋ียวมันก็ผ่านไป ”
แต่แลว้ เมื่อไหรม่ คี วามสขุ เข้ามาแทนท่ี
นอ้ ยคนนักทจ่ี ะพูดกบั ตัวเองเฉกเชน่ เดยี วกบั ความทกุ ข์
ความทุกข์น้นั ก�ำลงั พาเราเข้าใจความจรงิ แต.่ ..ความสุข
กลบั พาเราหันกลับไปเปน็ “คนหลงผดิ ”เหมือนเดิม
ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น 34
เมอื่ ...ความสุขผ่านมา
เขากลบั หลงเพลนิ ในความสขุ
และทำ� ทุกอย่างเพื่อหวงั จะได้
ความสุขอีกคร้ัง อีกครง้ั และอกี ครงั้
เขาไมเ่ รยี นรู้ทจ่ี ะยอมรบั ว่า...
แม้กระทั่งความสุขเองน้ันก็ต้อง
ผ่านไปเหมือนกัน เช่นเดียวกับความทุกข์
การอยากจะไขว่คว้าความสุขจอมปลอมไว้
เป็นสมบัติขา้ งกายของตวั เองตลอดไปนน้ั ...
เป็นสิ่งที่ท�ำให้เขาเหล่านั้น
ต้องเหน่ือย ต้องด้ินรน
และ...ในท่ีสุดก็ต้องคว้าน�้ำเหลวอีกคร้ัง
ความพยายามเหลา่ น้ันในชีวิต
คร้ังแลว้ คร้งั เลา่
“เป็นความน่าเบ่ืออยา่ งย่งิ ”
35 ความน่าเบื่อที่มองไม่เห็น
และ... น่ันคือเหตุผลง่ายๆที่ท�ำไมเขาเหล่าน้ันจึงยังไม่สามารถ
เข้าใจความหมายของค�ำว่า “ท�ำไมโลกนี้จึงน่าเบื่อ”
พวกเขายงั ไม่เขา้ ใจความนา่ เบ่อื ของความสขุ หรือความทกุ ข์
ทเี่ ขากำ� ลังได้รบั ท่ีก�ำลงั ไขวค่ วา้ หามาครอบครอง วา่ มันนา่ เบื่ออยา่ งไร?
การท่ีจะเข้าใจได้นั้น... ใจน้ันต้องมีปัญญา
เห็นความจริงของไตรลักษณ์ โดยผ่านประสบการณ์ตรง
จากการเข้าไปรู้ ไปเห็นด้วย “ใจ”
และ...เมอื่ ใดทค่ี วามเขา้ ใจเกดิ ขน้ึ ดวงตา(ธรรมจกั ษ)ุ เกดิ ขึน้
เขาเหล่าน้นั จะเข้าใจไดด้ ้วยตัวเอง
โดยไม่ต้องให้ใครมาบอก โดยไม่ตอ้ งเชื่อใคร
วา่ ชีวิตทผ่ี า่ นๆมาทีเ่ คยคดิ ว่าเปน็ ชวี ติ ท่ีมีรสชาติ
แท้จรงิ แลว้ ...ก�ำลังเข้าใจผดิ
เพราะจรงิ ๆแลว้ ..
ชวี ติ มันสดุ แสนจะ“นา่ เบื่อ”ต่างหากละ่ !!!
ความน่าเบ่ือท่ีมองไม่เห็น 36
ครูบาอาจารย์ของผม พดู อยเู่ สมอวา่ ..
“ทุกสิ่งในโลกล้วนน่าเบ่ือ”
ท่านมกั พดู กบั ผมวา่ ..
“พวกเราเห็นสิ่งในโลกเป็นของน่าเบ่ือ
แต่คนในโลกก็มีความสุขกับส่ิงน่าเบ่ือนั้น”
และ... ในบางครัง้ คนเหลา่ นนั้ กลบั เขา้ ใจว่าเม่อื ทา่ นไดร้ ับผัสสะ
ทด่ี ี ผา่ น ตา หู จมูก ล้นิ กาย ใจ กจ็ ะรู้สึกมีความสขุ เหมือนพวกเขาดว้ ย
ซ่ึงเป็นความเข้าใจผิดโดยส้ินเชิง
เพราะผู้เข้าถึงธรรมแล้วน้ัน อยู่เหนือสุข เหนือทุกข์ มีสภาวะ
เปน็ ปกติอยู่ ไม่ไหลไปตามโลก เหน็ อะไรกระทบอะไร กจ็ บลงท่ใี จที.่ .
“ความเปน็ เชน่ น้นั เอง”
หรือในภาษาพูดท่ัวๆไปที่ว่า
“มันก็อย่างง้ันๆอ่ะ”
หมดท้งั ความพอใจ ความไมพ่ อใจ
หมดความดิน้ รนแสวงหาใดๆแล้ว
37 ความน่าเบื่อที่มองไม่เห็น
ทพี่ ดู แบบนไ้ี มใ่ ชท่ า่ นไมร่ วู้ า่ ผสั สะทกี่ ระทบนนั้ เปน็ อยา่ งไร ไมใ่ ช่
ไม่รู้ว่าอะไรดี หรืออะไรไม่ดี
กลับกัน...ท่านรู้ชัด จึงไม่หลงเข้าไปให้ค่า
จนเกิดตัณหาความพอใจ ไม่พอใจในผัสสะนั้นๆต่างหาก
แต่...การพูดว่าส่ิงในโลกล้วนน่าเบื่อ ไม่ได้หมายความว่าท่านมี
ความเบื่อ
กลับกัน... ท่านเหล่านั้นมีความเป็นปกติดีอยู่
ต่างหาก จึงสามารถเห็นตามเป็นจริงว่า
ส่ิงทั้งหลายในโลกน้ันล้วนน่าเบ่ือ
ทำ� ไมมันถงึ นา่ เบื่อนะเหรอ???
กเ็ พราะ... ไม่วา่ สง่ิ น้นั ๆจะเลิศเลอ
วเิ ศษเหลอื ล้ำ� มากมายขนาดไหน...
มันก็ยังอยู่ภายใต้อ�ำนาจของกฎไตรลักษณ์อยู่นั่นเอง
ความน่าเบ่ือท่ีมองไม่เห็น 38
สามเหล่ียมแห่ง
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
กฎไตรลกั ษณท์ เ่ี ราคุ้นเคยกันในนาม
อนจิ จัง ทุกขัง อนัตตา
ในความเป็นจรงิ แลว้ ...
เป็นการอธิบายสภาพที่มีร่วมกัน
ของสรรพสิ่งในโลกท่ีล้วน
ตกอยู่ในสภาพเดียวกัน
ซง่ึ สามารถอธิบายได้ใน 3 มุมมอง
ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น 40
อนจิ จัง คอื “การเปล่ยี นแปลง”
สงิ่ ใดๆในโลกลว้ นเปลีย่ นแปลง
และไม่วา่ จะเปลย่ี นไปในทางดีหรอื ทางร้าย
ล้วนตกอยู่ภายใตก้ ารเปล่ียนแปลง
คนเรามคี วามเปลี่ยนแปลง
อยตู่ ลอดตง้ั แต่เกิดจนตาย
การตายของรา่ งกาย ในความเป็นจริงแลว้
เป็นการเปล่ยี นแปลงเช่นกนั
ร่างกายเองมีวันหมดอายุ
ร่างกายไม่สามารถอยู่คงทน
หรืออยู่ในสภาพเดิมได้ไปชั่วนิรันดร์
มฉิ ะนนั้ ตัวเราคงมีขนาดเทา่ เดมิ ตั้งแตเ่ ราเกิดมา
มนี �ำ้ หนกั แค่2-3กิโลกรัมไม่เปลยี่ นแปลง
และ...เราคงไม่สามารถช่วยเหลอื ตัวเองได้ตลอดชวี ติ
41 ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น
มองในมุมนที้ ุกคนคงอยากเติบโต
พอใจกบั ความเปลีย่ นแปลงตามธรรมชาติเชน่ น้ี
แต่...การเปลี่ยนแปลงน้ันเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ
ความพอใจของใคร
“ ดังน้ัน การเปล่ียนแปลงจึงน�ำพวกเรา
ไปสู่ความแก่ชรา ความเจ็บไข้ได้ป่วย
และความตายในท่ีสุด ”
เหล่านี้เป็นการเปลีย่ นแปลงทสี่ อดคลอ้ ง
กับความเป็นไปของสรรพส่งิ น่นั เอง
และไมใ่ ช่แคเ่ พยี งสง่ิ มีชีวติ ท่ีมจี ิตอาศยั อยเู่ ท่าน้นั
ที่จะตกอยภู่ ายใต“้ การเปลีย่ นแปลง”
แต.่ ..การเปลยี่ นแปลงนนั้ ครอบคลมุ ไปถงึ รปู นามทงั้ ทม่ี ชี วี ติ และ
ไม่มีชีวิต ซึ่งล้วนเปล่ียนแปลง เกิดดับ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ อาคารบ้าน
ช่อง สิ่งปลูกสรา้ งท้งั หลาย ลว้ นมีการเปล่ยี นแปลง จึงมสี ภาพเกา่ ชำ� รดุ
ทรดุ โทรม
ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น 42
เม่อื ทุกสง่ิ ลว้ นเปลีย่ นแปลง
นัน่ หมายความว่า...
สิง่ ทงั้ หลายในโลกไม่สามารถคงอย่ใู นสภาพเดมิ ได้
และนน่ั เปน็ ทมี่ าของคำ� ว่า
“ทกุ ขงั ”
ไมม่ ใี ครเกดิ มาแล้วไม่แก่
เราแก่มากขึ้นเรอ่ื ยๆตงั้ แตว่ นั แรกท่ีเราเกิดมา
เราไม่เคยหยดุ ความแกไ่ ด้เลย
ทัง้ ที่ปจั จุบันน้กี �ำลงั มีศาสตร์ชะลอวัย
ทก่ี ำ� ลังผุดขึน้ มาราวกับดอกเหด็ ในโลกนี้
แต่แลว้ ท�ำได้เต็มทีก่ เ็ พยี งแค่ชะลอเท่าน้ัน
เพราะ...ส่ิงต่างๆไม่สามารถคงอยู่ในสภาพเดิมได้
43 ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น
เช่นเดียวกับ อาคารบ้านช่อง ถ้าเราไม่ได้อยู่บ้าน เราซื้อเอาไว้
ปิดประตูหน้าต่างอย่างดี ไม่ได้ใช้งาน แต่เรากลับพบว่ามันเก่า
และในหลายคร้งั เราจะรูส้ ึกวา่ บ้านทีไ่ ม่มใี ครอยอู่ าศัยจะเก่าเรว็
กว่าบ้านที่มีคนอยู่อาศัยด้วยซ�้ำ
น่ันก็เพราะว่าบ้านที่มีคนอยู่นั้น
มีการดูแลท�ำความสะอาดอยู่ตลอดเวลา
มีพลังชีวิต ไม่เหมือนบ้านท่ีไม่มีใครอยู่
ไม่มีใครคอยดูแล
จงึ เปน็ สาเหตุที่เรารสู้ ึกวา่ บ้าน
ทีม่ คี นอยอู่ าศยั นัน้
เก่าชา้ กว่าบา้ นทีไ่ ม่มีคนอยู่
แต่ไม่ว่ากรณีใดๆมันกเ็ ก่าลงทงั้ หมด เพราะมัน..
“ทนอยู่ในสภาพเดมิ ไม่ได”้
ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น 44
เวลาเราไม่สบาย
หรอื เราเจบ็ ปวดทางรา่ งกาย
อาการเหล่านน้ั เราเรียกกันว่า
“เวทนาทางกาย”
เม่ือเวทนาเกิด..
หากเราลองสังเกตเราจะพบความอศั จรรยว์ ่า
แม้ว่าเราไมไ่ ด้แกไ้ ขอาการ
เจ็บปวดเหล่านัน้ เลย
แตร่ ะดับของความเจบ็ ปวดนั้น
กไ็ มค่ งทตี่ ลอด เดยี๋ วปวดมาก เดย๋ี วปวดนอ้ ย
มันเปล่ียนแปลง(อนิจจัง)
มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้(ทุกขัง)
45 ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น
และในบางครง้ั เมอ่ื เราเปน็ หวดั เราอยากจะหายใหเ้ รว็ ทสี่ ดุ เพอื่
จะได้ไปท�ำงานได้ ไปเท่ียวได้ ไปเรียนหนังสือได้ มีความสุขได้
แต.่ ..แลว้ อาการหวดั นนั้ ไมไ่ ดห้ าย หรอื ดขี นึ้ ตามทใ่ี จเราอยากให้
เปน็ มนั จะหายหรือดีขน้ึ ได้นนั้ กลับเปน็ ไปตามเหตปุ ัจจัยทางรา่ งกาย ที่
ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตามเวลาที่ควรจะเป็น มันจึงจะดีขึ้นได้
และนั่นเปน็ ที่มาของความเขา้ ใจในสรรพส่ิงท่วี ่า..
เราไม่สามารถบังคบั ควบคมุ อะไรๆได้
สิ่งใดๆในโลกไม่ได้เป็นไปตามที่ใจเราอยากให้เปน็
แตเ่ ปน็ ไปตามเหตุปจั จัย และนั่นคือ...
“อนัตตา”
อย่างไรก็ตามในมุมมองของ อนัตตา นั้น
สภาพของ “การบังคับควบคุมไม่ได้”
ยังแสดงถึง “ความไม่มีตัวตน หรือ
ว่างจากตัวตน บุคคล เรา เขา” อีกด้วย
ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น 46
ท�ำไมจึงเป็นเช่นน้ัน ?
พระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ว่า..
ส่ิงท้ังหลายในโลกล้วนตกอยู่
ภายใต้กฎไตรลักษณ์ คือ...
“อนิจจงั ทุกขัง อนัตตา”
นนั่ หมายถึง... ส่ิงใดๆสภาวะใดๆในโลก
ล้วนเปลย่ี นแปลง คงอยู่ในสภาพเดิมไมไ่ ด้
ไม่อยภู่ ายใตอ้ ำ� นาจบงั คับบัญชาของใคร
น่ันแปลวา่ ... สง่ิ ใดๆสภาวะใดๆในโลกน้ัน
เปน็ ไปตามเหตปุ จั จยั ทหี่ มนุ เวยี นไป
“อย่างไม่มวี ันจบสนิ้ ”
เกิดดับสืบเนื่องกนั ไป โดยไม่มใี คร
ไมม่ ผี ้ใู ด ไมม่ ีพระเจา้ ทไี่ หน เข้ามาเกี่ยวข้องเลย
47 ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น
ความเข้าใจว่ามีเรา มีเขา มีใครต่อใคร จึงเป็นความเห็นผิด
ความเขา้ ใจผิด ดงั ทพ่ี ระพุทธองคท์ รงกลา่ วไวว้ า่ ..
“ดูกรภิกษุท้ังหลาย เธอจงมองดูโลกนี้โดย
ความเป็นของว่างเปล่า มีสติอยู่ทุกเมื่อ
ถอนอัตตานุทิฏฐิ คือความยึดมั่นถือม่ันเรื่องตัวตนเสีย
ด้วยประการฉะน้ี เธอจะเบาสบายคลายทุกข์
คลายกังวล ไม่มีความสุขใดยิ่งไปกว่า
การปล่อยวาง และการส�ำรวมตนอยู่ในธรรม”
ดังน้ัน ทว่ี ่าวา่ งนัน้ ไมใ่ ช่
ความว่างเปลา่ ท่ีไมม่ อี ะไรเลย
แตม่ นั คือ..
“วา่ งจากความเหน็ ผดิ
วา่ มตี ัวตน บคุ คล เรา เขา ตา่ งหาก”
และ...ผู้ใดทีห่ ลงเอาของว่าง มาเป็นเจ้าของ ผู้นั้นก็ตอ้ งตกอยู่ใน
กองทกุ ขต์ ราบเทา่ ทดี่ วงตาแหง่ ธรรมจะเปดิ ขน้ึ และเขา้ ใจสงิ่ ทงั้ หลายตาม
เป็นจริงได้ในท่ีสุด
ความน่าเบ่ือท่ีมองไม่เห็น 48
ว่างจากตัวตน
เมื่อไรทเี่ ราเริ่มเข้าใจความจรงิ มากข้ึน
และเมอื่ ไรท่ีเราเขา้ ใจความจริงว่า...
สรรพสง่ิ นัน้ ว่างจากตัวตน
แทจ้ ริง “ไมม่ เี รา”
ชีวิตเราจะเริ่มคล่ีคลาย
เราจะเร่ิมคลายออก
จากสมมุติท้ังหลายท่ีเราแบกเอาไว้
ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น 50
ชวี ิตของเราน้ัน ลำ� บากทางจิตใจมากกวา่ ทางรา่ งกาย
เพราะเราแบกความเป็นเราเอาไว้
เราแบกของหนักทสี่ ุด
แต่... ไม่มอี ยู่จรงิ
เราแบกของท่ีไม่มีรูปร่าง ไม่มีตัวตน
ไม่รู้อยู่ท่ีไหน แต่กลับหนักที่สุด
ทำ� ไมจงึ เป็นเชน่ น้นั ???
เพราะเมื่อมีเรา จึงมเี ขา จึงมใี ครต่อใคร เป็นโซต่ รวน
เปน็ หางวา่ วที่เก่ยี วพัน พัวพัน ติดพนั ผูกพันเราเอาไว้
เหมือนชวี ติ ที่ถูกถว่ งรัง้ ไวด้ ว้ ยพนั ธนาการอันมากมาย
และในท่ีสดุ ... เรากไ็ ปไหนไมร่ อด
เราต้องแบกของหนักเป็นหางว่าวนี้
เร่ือยไปจนตาย ตายแล้วเกิด
เกิดแล้วตายไปไม่มีวันจบส้ิน
51 ความน่าเบื่อที่มองไม่เห็น
จนกว่าเราจะหันกลบั มา และเรมิ่ เรยี นร้ตู วั เอง เรียนร้ธู รรมชาติ
ที่แท้จริงของร่างกาย จิตใจน้ีอย่างจริงจัง
เราจะเร่ิมค้นพบ เรม่ิ เข้าใจว่า...
สิ่งทั้งหลายนั้นเป็นเพียงสภาวะที่เกิดขึ้น
และเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย
ไม่มีใครในสภาวะน้ันๆ
เห็นมันเป็นเพียงแค่สภาวะท่ีก�ำลังเกิดขึ้น
เป็นการเห็นเฉยๆ โดยท่ีไม่มีเราเข้าไปเก่ียวข้อง
เม่ือเราเห็นเฉยๆไดอ้ ยา่ งสม่�ำเสมอ...
ความเข้าใจถึงความเปน็ ไตรลักษณ์
ของสรรพสิ่งในโลกจะบงั เกิดข้นึ ในใจดวงนี้
ซึง่ เปน็ กระบวนการเห็น
ทไี่ มผ่ า่ นกระบวนการคิด
และ... น่ันคือการมปี ญั ญา
เห็นไตรลกั ษณอ์ ย่างแทจ้ ริง
ความน่าเบ่ือที่มองไม่เห็น 52
ความมเี รา ความเปน็ ตวั ตน จะเรมิ่ เบาบางลง เราจะเรม่ิ ถอดถอน
ความเหน็ ผดิ จากความเชอื่ ทงั้ หลายทางโลกทเ่ี ราถกู ใสข่ อ้ มลู มาตง้ั แตเ่ ดก็
จนโตมาในสังคม รวมถึงจารีตประเพณีทั้งหลาย
เราจะเรม่ิ เขา้ ใจสง่ิ เป็นจรงิ ตามเปน็ จริงมากขึ้น
จนในทส่ี ดุ เราจะเขา้ ใจวา่ ..
“ทำ� ไมเราจึงทุกข์?”
พระพุทธเจ้าท่านได้ส่งั สอนหนทางสู่การพ้นทุกข์มาแล้วกว่า
2,600ปี ผ่านประสบการณ์ตรงของท่าน ท่ีไม่ผ่านความเช่ือใดๆทั้งสิ้น
มีผู้คนมากมายในโลกได้ตัดสินใจลองเดินตามท่าน จนสามารถ
เปลย่ี นแปลงตวั เอง จากปถุ ชุ นคนหนากเิ ลส กลายเปน็ อรยิ ชนจวบจนถงึ
อรหันตสาวกซึ่งเป็นผู้พ้นทุกข์โดยส้ินเชิง
และ... หากวันน้ีเราเร่ิมเดินตาม เราจะเร่ิมเข้าใจว่า
โลกที่ว่างจากตัวตนนั้นเป็นอย่างไร
และพระพุทธเจา้ ทรงเรียกเส้นทางเดนิ นี้วา่ ..
เสน้ ทางแห่งอริยมรรคมีองค์8
53 ความน่าเบื่อที่มองไม่เห็น
เส้นทางนี้ผ่านการเดินทาง
มาแล้วสองพันกว่าปี
เสน้ ทางนี.้ ..เป็นเสน้ ทางของ
ผทู้ ่ีพร้อมจะพ้นทุกข์
เราเพียงแค่รูว้ ิธีการ รหู้ นทางทีจ่ ะไป
ซง่ึ โชคดีทเ่ี รามผี ชู้ ที้ างแลว้ คือ พระพทุ ธเจ้า
ครบู าอาจารย์ มากมายในยุคนี้
เส้นทางนี้... เป็นเส้นทางของ
ผไู้ ปคนเดียว
เราอาจจะมกี ัลยาณมติ ร ครูบาอาจารย์ ได้
แต่การเดนิ นัน้ ต้องเดินไปดว้ ยตัวเอง
เส้นทางนี้... เปน็ เส้นทางของ
ผู้ที่ไมล่ ้มเลิกกลางคัน
เราไม่ตอ้ งฉลาดเป็นอัจฉรยิ ะเหมอื นไอน์สไตน์
เราแค่อดึ ไมท่ อ้ ถอยตอ่ อุปสรรคไดๆ
ความน่าเบื่อท่ีมองไม่เห็น 54