รายงานการวจิ ัยและการพฒั นาการวิจยั การเกษตร ฉบับสมบูรณ
รหสั โครงการ CRP6105021350
ช่อื โครงการ
การศึกษาความสัมพันธระหวางสารจากสมุนไพร (metabolites) ที่ตรวจพบในเลือดของอาสาสมัคร
สุขภาพดีหลังกินยาจากสมุนไพรตำรับสหัสธารา (HSF) กับลักษณะการจับกลุมของเกล็ดเลือดเปน
รายบุคคล (ปท่ี1)
The study of plasma metabolite profile after administration of Thai Herbal Sahatsatara
formula (HSF) in relation to platelet aggregation in individual healthy volunteer.
(1st Year)
คณะผูวจิ ัย
อ.ดร.สุกกส ลลิ บูรณะทรัพยขจร, รศ.ดร.นพ.ประวทิ ย อัครเสรนี นท, ผศ.พญ.พิณพิไล จทู ะสมพากร,
นางสาวจันทนยี วฒั นรังสรรค, นางสาวทชิ ชาภรณ ปาโล
หนวยงานทสี่ งั กดั
สถานการแพทยแผนไทยประยุกต คณะแพทยศาสตรศ ริ ริ าชพยาบาล มหาวทิ ยาลัยมหิดล
ภาควิชาเภสชั วทิ ยา คณะแพทยศาสตรศิรริ าชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหดิ ล
ทนุ วจิ ยั
สำนกั งานพฒั นาการวจิ ยั การเกษตร องคก รมหาชน (สวก.)
รหสั โครงการ CRP6105021350
หวั ขอวจิ ัย: การศกึ ษาความสัมพนั ธระหวางสารจากสมนุ ไพร (metabolites) ท่ีตรวจพบในเลือดของ
อาสาสมัครสุขภาพดีหลังกนิ ยาจากสมนุ ไพรตำรับสหสั ธารา (HSF) กับลักษณะการจับกลุมของ
ช่ือนกั วิจัย: เกลด็ เลอื ดเปนรายบุคคล
หนวยงาน: อ.ดร.สกุ กส ลลิ บรู ณะทรัพยขจร (หัวหนาโครงการ), รศ.ดร.นพ.ประวทิ ย อัครเสรนี นท, ผศ.
พญ.พิณพิไล จูทะสมพากร, นางสาวจันทนยี วฒั นรังสรรค, นางสาวทิชชาภรณ ปาโล
สถานการแพทยแ ผนไทยประยกุ ต คณะแพทยศาสตรศริ ิราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
บทคดั ยอภาษาไทย
สมุนไพรตำรับสหัสธารา (HSF) เปนสมนุ ไพรตำรบั ของไทยที่ไดรับการรวมอยใู นบัญชยี าหลักแหงชาติ
รายการบญั ชยี าจากสมุนไพรตง้ั แตป 2554 สำหรับรักษาอาการปวดกลา มเนอ้ื ทีเ่ กิดจากการอุดกน้ั ของธาตุลม HSF
ประกอบดวยพชื สมุนไพร 21 ชนิด มี piperine เปนสารออกฤทธิห์ ลกั ในตำรับน้ี ซ่ึงสารชนิดนม้ี ีรายงานฤทธ์ยิ บั ยงั้ การ
จบั กลมุ ของเกล็ดเลอื ด อยา งไรกต็ ามยงั ไมมหี ลกั ฐานทางวิทยาศาสตรท จ่ี ะพิสจู นผลการจบั กลมุ ของเกล็ดเลอื ดของ
HSF ดังนน้ั งานวจิ ัยน้ีจงึ ศกึ ษาวา HSF มผี ลตอ การจับกลุมของเกล็ดเลือดอยางไร โดยมกี ารคดั เลอื กอาสาสมัคร
สขุ ภาพดี 30 คน เปนชาย 9 คนและหญงิ 21 คน อายุอยูระหวา ง 25-45 ป ทกุ คนไดร ับ HSF ครงั้ เดยี วในปรมิ าณ
สูงสุดทีแ่ นะนำตอวนั (1,500 มก.) ตามท่รี ะบุในบญั ชยี าหลกั แหงชาติ และทำการวดั การจับกลุมของเกลด็ เลือดดวย
เครอ่ื ง aggregometer ท่เี วลากอนกนิ HSF และท่ี 3, 6 และ 24 ชัว่ โมงหลงั รบั ประทาน HSF แมวาผลลัพธจ ะมีความ
แตกตา งกนั ของการจับกลมุ ของเกล็ดเลือดในบางคน แตคา เฉลีย่ ของการจับกลุม ของเกล็ดเลอื ดโดยรวมก็ไมพ บความ
แตกตา งอยางมนี ัยสำคัญทางสถติ ิในทกุ ชว งเวลาของการศึกษา และไมพ บอาการไมพึงประสงคและผลขางเคียงของ
HSF ในการศกึ ษาน้ี และในการศึกษานย้ี ังพฒั นาวิธีการระบุรปู แบบสารเมตาบอไลตโดยใช LC-QTOF ในพลาสมาและ
HSF สำหรับใชศกึ ษาในอนาคตโดยนำการวิเคราะหแบบไมจ ำเพาะของสารเมตาบอไลต มาเชอื่ มโยงกับการ
เปล่ยี นแปลงรปู แบบสารเมตาบอไลตหลังจากการบรหิ าร HSF ในแตล ะชวงเวลา เพื่อระบุกลุม สารสำคัญทอี่ าจ
เก่ียวของกับการจบั กลมุ ของเกล็ดเลอื ดท่ีเฉพาะเจาะจงในแตละบุคคลโดยใชการวิเคราะหเชิงผสมผสาน
โดยสรปุ การศึกษาครง้ั นแ้ี สดงใหเ หน็ วา HSF ไมม ผี ลตอ การจบั กลมุ ของเกลด็ เลือดในอาสาสมัครท่มี ีสขุ ภาพดี
อยางไรก็ตามจำเปน ตอ งมกี ารศกึ ษาเพ่ิมเตมิ เพือ่ เพม่ิ ขอมลู หลักฐานเชิงประจกั ษเพื่อประกอบการนำ HSF ไปใชในทาง
คลนิ ิกใหค รบถว น
คำสำคัญ: สมนุ ไพรไทย, สหสั ธารา, เกล็ดเลอื ด, สารเมตาบอไลตในเลือด, เมตาโบโลมกิ ส
รหัสโครงการ CRP6105021350
Topic : The study of plasma metabolite profile after administration of Thai Herbal
Sahatsatara formula (HSF) in relation to platelet aggregation in individual healthy
volunteer.
Researchers: Dr. Suksalin Booranasubkajorn, Assoc. Prof. Pravit Akarasereenont, Asst. Prof.
Pinpilai Jutasompakorn, Miss Jantanee Wattanarangsan, Miss Titchaphorn Palo
Department: Center of applied Thai Traditional medicine, Faculty of medicine Siriraj Hospital,
Mahidol University
Abstract
Thai Herbal Sahatsatara formula (HSF), a Thai traditional poly-herbal recipe, has been
included in the National List of Herbal Medicinal Products since 2011 for treatment of muscle pain
caused by wind obstruction. HSF composed of 21 medicinal plants. Piperine is the main active
substance in this formula that has inhibitory activities on platelet aggression. However, there has been
no scientific evidence to prove the platelet aggregation effects of HSF. Our study, therefore, studied
how HSF affects platelet aggregation. Thirty healthy volunteers, 9 males and 21 females, were
recruited into the study. The ages are between 25-45 years. All received a single dose of HSF at the
maximum recommended dose per day (1,500 mg) according to the latest Thailand’s National List of
Herbal Medicinal products. Platelet aggregation was measured by aggregometer before and at 3, 6 and
24 hours after ingestion of HSF. Although the results have the variation of platelet aggregation in some
individuals, the average percentage of platelet aggregation revealed no significant difference at any
time points during the study. Any adverse drug reaction and side effect of HSF were not found in this
study. And more than that, in this study also develop method for identification of metabolic profile
using LC-QTOF in plasma and HSF. For further study, untargeted metabolomics approach determined
changes in metabolic profile at some time points after HSF administration. To suspected groups of
phytochemicals that might be associated with platelet aggregation in specific individual by using
integrative analysis.
In conclusion, this study showed that HSF had no effect on platelet aggregation in healthy
volunteers. However, further studies are needed to add evidence-based data for HSF use in clinical
practice.
Keyword: thai herbal, sahatsatara, platelet aggregation, metabolite profile, metabolomics
รายงานการวจิ ัยและการพฒั นาการวจิ ยั การเกษตร ฉบบั สมบูรณ
รหสั โครงการ CPR6205030340
การเปรยี บเทยี บประสิทธผิ ลการรกั ษาของตาํ รบั ยาจับโปงแหง เขาและเจลพริก
ในผปู วยโรคขอ เขาเสอื่ ม
Comparison of treatment effectiveness between a poly-herbal mixture
“Chappong-Haeng-Khao” and Capsaicin gel
for patients with knee osteoarthritis
สุรศกั ด์ิ ลมิ้ สุวรรณ
ศศิธร ชูศรี
กรกช วิจิตรสงวน เจ็ดวรรณะ
มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร
และ
ธีรวฒั น สกุลมานนท
ภรณี อัครสุต
โรงพยาบาลเขาพนม จังหวัดกระบี่
โครงการวิจยั มงุ เปา ตอบสนองความตองการในการพฒั นาประเทศ
กลมุ เร่อื ง สมุนไพรไทย ประจําปง บประมาณ 2562
บทคัดยอ
โรคขอเขาเสื่อมเปนโรคเรื้อรังและเปนสาเหตุของความทุพพลภาพในผูสูงอายุ โดย
กระบวนการรักษาโรคขอเขา เสื่อมตามแนวทางเวชปฏิบัติดานการแพทยแผนไทย (Clinical Practice
Guidelines; CPG) ของเครอื ขา ยบรกิ ารสุขภาพอําเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ประกอบดวย การนวด
รักษา การประคบสมุนไพร และการรักษาดวยยาสมุนไพร ซึ่งคลินิกแพทยแผนไทย โรงพยาบาล
เขาพนมมีการจายตํารับยาจับโปงแหงเขาและเจลพริกเพ่ือเสริมการรักษาโรคขอเขาเส่ือม แตยังขาด
ขอ มูลการวจิ ยั สนบั สนุนการใชตาํ รบั ยาจบั โปงแหงเขาและเจลพริกในการเสริมการรักษา โดยงานวิจัย
น้ีมีวัตถุประสงคเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผลของกระบวนการรักษาโรคขอเขาเส่ือมตาม CPG อยาง
เดียว (กลุมที่ 1 หรือ กลุม A) กับกลุมที่ใช CPG รวมกับตํารับยาจับโปงแหงเขา (กลุมท่ี 2 หรือ B)
หรอื เจลพรกิ (กลุมที่ 3 หรือ C) โดยใชรูปแบบการศึกษา 2 แบบ คือ การศึกษายอนหลังภาคตัดขวาง
เชิงวิเคราะห (Cross sectional analytic study design; กลุม 1-3) และการศึกษาเชิงทดลองทาง
คลินิกแบบ Open-label, Randomized, Parallel-group controlled clinical trial (กลุม A-C)
ในผูปวยโรคขอเขาเสื่อม ทําการเก็บขอมูลจากแบบประเมินคะแนนปวด (Visual analog scale:
VAS) แบบประเมินความรุนแรงของโรคขอเขาเสื่อม (Western Ontario and McMaster
University: WOMAC) ซ่ึงแบงเปน 3 ดาน ไดแก ระดับความปวดขอ ระดับอาการขอฝด ระดับ
ความสามารถในการใชงานขอ การทดสอบระยะเวลาในการลุกเดิน (Timed up and go test) แบบ
ประเมินอาการไมพึงประสงคจากการใชยา ผลการตรวจทางรังสีวิทยา และแบบประเมินพฤติกรรม
การดแู ลสขุ ภาพตนเอง การวิเคราะหผ ลใชสถิติ Paired t-test และ Tukey’s test เปรียบเทียบความ
แตกตา งภายในกลุม และระหวา งกลุมในแตละสปั ดาหดว ยคา ความเชื่อมั่นทีร่ ะดบั p<0.05
การศึกษาภาคตัดขวางเชิงวิเคราะห โดยศึกษาจากเวชระเบียนผูปวยโรคขอเขาเส่ือมของ
โรงพยาบาลเขาพนม ระหวางเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 ถึงมีนาคม พ.ศ. 2561 ที่เขารับการรักษา
ติดตอกัน 3 สัปดาห และผานเกณฑคัดเขาจํานวน 33 ฉบับ (11 ฉบับตอกลุม) การเปรียบเทียบ
ผลการรักษาภายในกลุมพบวา เม่ือส้ินสุดการศึกษากลุมตัวอยางทั้งสามกลุมมีคาเฉลี่ยคะแนนปวด
และ WOMAC index score ทง้ั 3 ดา น ลดลงอยางมีนัยสําคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาหท่ี
0 สวนการเปรียบเทียบผลการรักษาระหวางกลุมไมมีความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ การ
เปรยี บเทียบผลตางของการรกั ษาเพื่อดูความกาวหนาของการรักษา หากคาผลตางมากข้ึนจะแสดงถึง
ความกา วหนาของการรักษาทม่ี ากขนึ้ จากการเปรียบเทยี บผลตา งของการรกั ษาภายในกลุมหลังส้ินสุด
การศึกษา พบวา ทุกกลุมมีความกาวหนาของการรักษาในทุกดานเพ่ิมมากขึ้นอยางมีนัยสําคัญทาง
สถิติ สวนการเปรียบเทียบผลตางของคะแนนระหวางกลุมเม่ือส้ินสุดการศึกษา พบวา กลุมท่ี 2 มี
ความกาวหนา ของการรักษาดานคะแนนปวด ระดับความปวดขอ ระดับความสามารถในการใชงานขอ
และคะแนนรวม WOMAC index score มากกวากลุมท่ี 1 อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ สวน
ความกาวหนาของการรักษาของกลุมที่ 1 และ 3 พบวา ไมมีความแตกตางอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ
ยกเวนความกาวหนาของการรักษาในดานระดับความสามารถในการใชงานขอเขาของกลุมที่ 3 ท่ีมี
มากกวากลุมท่ี 1 อยางมนี ัยสาํ คัญทางสถิติ
การศึกษาเชงิ ทดลองทางคลนิ กิ ในผปู วยโรคขอเขาเสื่อมจํานวน 75 คน (25 คนตอกลุม) เปน
เวลา 4 สัปดาห จากการเปรียบเทียบผลการรักษาภายในกลุมหลังส้ินสุดการศึกษา พบวา ทุกกลุมมี
คาเฉลี่ยคะแนนปวด คะแนน WOMAC index score ท้ัง 3 ดาน และระยะเวลาในการลุกเดินลดลง
อยางมีนัยสําคัญทางสถิติเมื่อเปรียบเทียบกับสัปดาหที่ 0 ผลการเปรียบเทียบระหวางกลุมหลังสิ้นสุด
การศึกษา พบวา กลุม B มีคาคะแนนปวด ระดับความปวดขอ ระดับความสามารถในการใชงานขอ
คะแนนรวม และระยะเวลาในการลุกเดินลดลงมากกวากลุม C อยางมีนัยสําคัญทางสถิติ และพบวา
เมื่อส้ินสุดการศึกษากลุม A และ C ใหผลการรักษาไมแตกตางกันอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ จากการ
เปรียบเทียบผลตางของการรักษาภายในกลุมหลังส้ินสุดการศึกษา พบวา ทุกกลุมมีความกาวหนาของ
ผลการรักษาทุกดานเพิ่มข้ึนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ สวนการเปรียบเทียบความกาวหนาของการ
รักษาระหวา งกลุม พบวา เมื่อส้ินสดุ การศึกษากลมุ B มีความกา วหนาของการรักษาในดานระดับความ
ปวดขอ ระดับความสามารถในการใชงานขอ และคะแนนรวม มากกวากลุม A และ C อยางมี
นัยสําคัญทางสถิติ และพบวาเม่ือส้ินสุดการศึกษากลุม A และ C มีความกาวหนาของการรักษาไม
แตกตางกันอยางมีนยั สําคญั ทางสถิติ
การศึกษาครั้งนแี้ สดงใหเ ห็นวาการเสรมิ การรักษาดวยตํารับยาจับโปงแหงเขาใหผลดีกวาการ
รักษาตามแนวทางเวชปฏิบัติดานการแพทยแผนไทยอยางเดียว และการเสริมการรักษาดวยเจลพริก
จึงควรสนับสนุนการส่ังจายตํารับยาจับโปงแหงเขาเสริมการรักษาในผูปวยโรคขอเขาเส่ือม และ
สนับสนุนการขน้ึ ทะเบียนตํารบั ยาจับโปงแหงเขา เปน ยาสมนุ ไพรในบญั ชียาหลกั แหง ชาติตอไป
ABSTRACT
Knee osteoarthritis, a chronic condition, is a leading cause of disability in
elderly populations. The therapy processes according to Thai traditional clinical
practice guideline (CPG) by Khaopanom district Healthcare Network are including
therapeutic massage, herbal compress, and herbal medicines. Polyherbal mixture
Chappong-Haeng-Khao and Capsaicin gel have been prescribed as add-on therapies
to treat knee osteoarthritis in Thai traditional medicine clinic at Khaopanom hospital,
Krabi province, Thailand. However, there is no clinical research evidence to support
their use. Therefore, this study aimed to compare the effects of three treatments
including CPG only (group 1 or group A) and add-on treatments Chappong-Haeng-
Khao formula (group 2 or group B) and Capsaicin gel (group 3 or group C) in patients
with knee osteoarthritis using retrospective, cross sectional analytic study design
(group 1-3) and randomized, parallel-group controlled clinical trial (group A-C).
Outcomes were recorded using a visual analogue scale for pain (VAS-pain), Western
Ontario and McMaster Universities osteoarthritis index (WOMAC: pain, stiffness, and
functional subscales), timed up and go test, adverse event report, radiographic
analysis, and self-heath care behavior report. The significant differences within and
between groups were classified using Paired t-test and Tukey’s test (p<0.05).
In retrospective, cross sectional analytic study design, the medical records of
33 patients (11/group) with knee osteoarthritis from Khaopanom hospital during
October 2017 and Mach 2018 were analyzed. In a within-group comparison at the
end of the study, we observed significant decreases of VAS-pain and all WOMAC
index scores in all groups when compared with week 0. However, there was no
significant difference between groups. The improvement of each treatment was
classified by mean changes from baseline or week 0 (the more mean change the
more better). In a within-group analysis, the mean changes from baseline of all
clinical assessments were significantly increased in all group. In an among group
evaluation, the mean changes from baseline of group 2 in most parameters including
VAS-pain, WOMAC pain, functional subscales, and total scores were significantly
greater than group 1 at the end of the study. However, the mean changes from
baseline did not differ among groups 1 and 3, except for the mean changes in
WOMAC functional subscales.
In randomized, parallel-group controlled clinical trial, a total 75 patients
(25/group) with knee osteoarthritis were evaluated for 4 weeks. At the end of the
study, VAS-pain, all WOMAC index scores, and time up and go of all group were
significantly dropped from week 0. VAS-pain, WOMAC pain, functional subscales, total
scores, and time up and go of group B were significantly lower than group C. All
clinical assessments of group A and C did not differ at the end of study. The mean
changes from baseline of all clinical parameters were significantly increased in all
group. The mean changes of WOMAC pain, functional subscales, and total scores of
group B were significantly higher than group A and C. However, the mean changes
from baseline did not differ among groups A and C.
The results from this present study revealed that an add-on treatment group
with Chappong-Haeng-Khao formula (group 2 or B) demonstrated clinical treatment
effectiveness more than CPG only and topical capsaicin add-on treatment groups.
Therefore, polyherbal mixture Chappong-Haeng-Khao is worth prescribing for add-on
treatment in patients with knee osteoarthritis, and registering in the National List of
Essential Medicines of Thailand.
นวตั กรรมตำรบั ยาแผนไทย ‘MathuraTab’ และ‘NavaTab’: การประยกุ ตใชตำรับยาแผนไทยอยา ง
ยงั่ ยืนเพื่อการปอ งกันและรกั ษาภาวะเสย่ี งโรคเบาหวานและไขมนั สงู
สญั ญาเลขที่ CRP6105020370
คณะผวู ิจยั :
ผูชวยศาสตราจารย ดร.ศศธิ ร ชูศรี
ผูชว ยศาสตราจารย ดร. สรุ ศักด์ิ ล้ิมสุวรรณ
ดร. นงลกั ษณ กุลวรรตั ต ผรู ว มวจิ ยั
ดร. พัชรวลัย ใจสมุทร
ดร. อัจฉราภรณ อสิ สรุ ิยะ
ดร. อภิชญา นยิ มจันทร
แพทยห ญงิ สุรภา หังสพฤกษ
ภก. สุขกมล สขุ สวา งโรจน
แพทยแผนไทย ขวญั หทัย วิบูลยกาญจน
นักวทิ ยาศาสตร ธวชั ชัย ศรีสุรรณ
สนบั สนุนโดย
แผนงานสงเสริมและสนับสนนุ การวิจยั ท่ีมุงเปา ตอบสนองความตองการในการพัฒนาประเทศ
กลุม สมุนไพรไทย อาหารเสรมิ และสปา
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องคการมหาชน)
บทคัดยอ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อพัฒนาตำรับยาอัษฐมธุรสและยานวเมโทเพื่อใชเป นตำรับยาแผนไทย
รักษาโรคเบาหวานและไขมันในรูปแบบยาเม็ด ขนาดความแรง 385 มก.ตอเม็ด โดยการตอกยาเม็ดทั้งสอง
สูตรตำรับดวยเครื่องตอกยาเม็ดใชไฟฟาชนิดสากเดี่ยว พบวายาเม็ดทั้งสองสูตรมีความสม่ำเสมอของน้ำหนัก
เม็ดยาที่ดี มีความกรอนเปนไปตามเกณฑมาตรฐานการควบคุมคุณภาพทางกายภาพของเภสัชตำรับ
สหรัฐอเมริกา (USP) และเภสัชตำรับสหราชอาณาจักร (BP) และมีเวลาในการแตกตัวภายในเวลาไมเกิน 30
นาที ซึง่ เปนไปตามเกณฑยาเม็ดท่ีไมเคลือบ นอกจากนย้ี ังมคี วามคงตัวของเม็ดยาในสภาวะปกติและสภาวะเรง
เม่อื เกบ็ ไวเปน เวลา 6 เดือน ซึ่งการปรับเปล่ยี นจากรูปแบบยาดัง้ เดมิ ใหทนั สมยั และใชง านงายขนึ้ เปนส่ิงจำเปน
เพื่อใหมีความเหมาะสมกับแนวโนมของรูปแบบการใชยาสมุนไพรในปจจุบัน ตำรับยาอัษฐมธุรสมีฤทธิ์ยับยั้ง
การทำงานของ Alpha-glucosidase โดยมีคา IC50 เทากับ 1.61±0.05 μg/ml แตมีคา IC50 ตอ Alpha-
amylase มากกวา 500 μg/ml จากการศึกษาความปลอดภัยในสัตวทดลองทั้งแบบ Acute toxicity และ
Sub-acute toxicity ไมพบการตายหรือความผิดปกติของสัตวทดลอง โดยจากการศึกษา Acute toxicity ที่
Dose 2000 mg/kg พบวายาเม็ด (MathuraTab) จัดอยูใน GHS category 5 (2000 mg/kg<LD50<5000
mg/kg) ตำรับยาอัษฐมธุรสในรูปของยาเม็ดมีความปลอดภัยเหมาะสมสำหรับการนำไปศึกษาวิจัยในมนุษย
จากการศึกษาในสัตวทดลองที่ถูกเหนี่ยวนำใหมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงแบบเฉียบพลันพบวาสารสกัดที่อยูใน
รูปของยาเม็ดสามารถลดระดับน้ำตาลในสัตวทดลองได (100-500 mg/kg) เมื่อเทียบกับกลุมควบคุม รวมท้ัง
สารสกัดในรูปของยาเม็ดยังไมมีผลตอระดับน้ำตาลในเลือดของสัตวทดลองในภาวะปกติหรือภาวะอดอาหาร
เมื่อทำการศึกษาความเปนพิษเฉียบพลัน และความเปนพิษกึ่งเฉียบพลันของยาเม็ดนวเมโทโดยวิธีมาตรฐาน
ของ OECD 423 และ OECD 407 ตามลำดับ ผลการศึกษาความเปนพิษเฉียบพลันพบวา ยาเม็ดนวเมโทมีคา
LD50 > 5,000 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จากผลการทดสอบความเปนพิษกึ่งเฉียบพลันเปนเวลา 28 วัน พบวา ยา
เม็ดนวเมโทไมกอใหเกิดการเปลี่ยนแปลงของสัตวทดลองที่แสดงออกถึงความเปนพิษ และทำการทดสอบผล
ของยาเม็ดนวเมโทในสัตวทดลองที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง พบวาการไดรับยาเม็ดนวเมโทที่ความเขมขน 125
มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน เปนเวลา 4 สัปดาห สามารถลดระดับ triglyceride, total cholesterol, LDL-C และ
VLDL-C ในกระแสเลือดได แตไ มสามารถลดการเพิ่มขึ้นของ white adipose tissue และการสะสมของไขมัน
ในเน้ือเยื่อตบั ได ทง้ั นี้ควรมีการศกึ ษากลไกการลดระดบั ไขมันในเลือดของยาเมด็ นวเมโทตอไป
ABSTRACT
The objective of this research was to develop the suitable formula of Athamathurot
(MathuraTab) and Navametho (NavaTab) as a Thai traditional medicine recipe for the
treatment of diabetes and hyperlipidemia in solid dosage form with a dose of 385 mg/tablet.
Single punch tablet press was utilizing for both recipes. It was found that two formulas of
tablets had good weight consistency. The corrosion is in accordance with the standards of the
United States Pharmacopeia (USP) and the British Pharmacopoeia (BP). Likewise, disintegration
time was not more than 30 minutes, which is in accordance with the uncoated tablets
standardization. There is also a stability of the tablets in normal and accelerated conditions
when stored for 6 months. Modification from traditional dosage forms to modern and easier
to use is necessary to be suitable for the trend of the Current herbal medicine application.
The aqueous extract of Thai herbal formulation Athamathurot demonstrated inhibitory
activities against alpha-glucosidase and alpha-amylase with IC50 values of 1.61±0.05 and >500
μg/ml, respectively. Acute toxicity (single doses of 2000 mg/kg) and 28-day sub-acute toxicity
(50-500 mg/kg) studies of Athamathurot tablet (MathuraTab) indicated that this tablet was
safe. MathuraTab was classified under UN globally harmonized system of classification and
labeling of chemical (GHS) category 5 (2000 mg/kg<LD50<5000 mg/kg). MathuraTab showed
in vivo acute hypoglycemic effect in oral glucose tolerance test (100-500 mg/kg). Moreover,
this tablet did not have an effect on blood sugar levels of normal or fasting rats. The acute
oral toxicity and the sub-acute oral toxicity of NavaTab were conducted following the OECD
Guideline No. 423 and No. 407, respectively. In the acute toxicity study, no lethal effect and
toxic signs were observed during the duration of the study. The lethal dose with a 50%
mortality rate (LD50) was higher than 5000 mg/kg BW in rats. The sub-acute oral administration
of NavaTab for 28 days did not have any major toxicological effects. The antihyperlipidemic
effect of NavaTab was assessed in animal model. The present study revealed that rats treated
with NavaTab at the dose 250 mg/kg BW for 4 weeks lead to significant reduction in triglyceride,
total cholesterol, LDL-C, and VLDL-C. However, increasing in white adipose tissue and hepatic
steatosis did not alter. Further detailed studies on the mechanisms of antihyperlipidemic
effect of NavaTab need to be evaluated.
1
แบบรายงานการวิจยั การพัฒนาการวิจัยการเกษตร ฉบับสมบรู ณ
เสนอ สำนกั งานพฒั นาการวิจยั การเกษตร (องคก ารมหาชน)
รหสั โครงการ PRP6205030770
โครงการการพฒั นาฐานขอ มูลสมุนไพรไทยตา นปรสิต
Development of Thai Herbs Databases of Anti-Parasites
คณะผูวจิ ัย
ชวลั ญญา รตั นพิทูลย1/ ณัธคพชั ฬ รตั นพิทลู ย1/ กญั ญารัตน ถึงอินทร2/ ถริ ายุ มีฤกษส ม1/
หนว ยงานที่สงั กดั
1/ สำนกั วชิ าแพทยศาสตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสรุ นารี
2/ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยสี ุรนารี
แหลง เงนิ ทนุ วิจัย
สำนกั งานพัฒนาการวจิ ยั การเกษตร (องคก ารมหาชน)
ข
บทคัดยอ
โรคปรสิตยังเปนปญหาที่สำคัญทางดานสาธารณสุขของประเทศไทย ปจจุบันการรักษาและ
กำจัดปรสิตสวนใหญตองใชยาท่ีถูกนำเขาจากตางประเทศ ทำใหประเทศไทยเกิดปญ หาการขาดดุลทาง
การคา การนำสมุนไพรมาใชจ ึงเปนทางเลือกที่ดี มีงานวิจัยมากมายเกยี่ วกบั สมุนไพรไทยและปรสิต แต
อยางไรก็ตาม ฐานขอมูลโดยตรงดานน้ียังมีจำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงคเพื่อจัดทำฐานขอมูล
สมุนไพรไทยตานปรสิตโดยรวบรวมขอมูลสมุนไพรที่มีผลตอปรสิตจากฐานขอมูลระดับชาติ เชน
ThaiLis ฐานขอมูล และระดับนานาชาติ ประกอบไปดวย Pubmed, scopus และ Web of science
โดยใชคำสืบคน คือ กำจัดปรสิต สมุนไพรไทย ปองกันปรสิต ตานปรสิต, ThaiHerb, Herb, Anti-
Parasites, Parasitic, Drug Parasitic, Eradiation Helminth พบขอมูลจำนวนวารสารที่เกี่ยวของ
ทง้ั หมด 373,990 เร่ือง เปนสมุนไพรไทยที่กำจดั ปรสิตมี 239 เร่ือง ประกอบไปดว ยสมุนไพร 110 ชนิด
สมุนไพรท่ีนำมาใชมากที่สุดสะเดา (10.04%) รองลงมาคือขมน้ิ (5.02 %) สวนที่นำมาใชมากท่ีสุดคือใบ
(17.89 %) รองลงมา คือลำตน (14.21%) กลุมปรสิตที่พบการนำสมนุ ไพรมาใชมากท่ีสุดคือกลุมโปรโต
ซัว (48.11 %) รองลงมา คือพยาธิในกลุมพยาธิตัวกลม (18.82 %) สำหรับการพัฒนาแอพพลิเคชั่น
ฐานขอมูลสมุนไพรตานปรสิต เมื่อนำมาประเมินประสทิ ธิภาพ พบวา ผลการประเมินอยูในเกณฑดีมาก
การพฒั นาฐานขอ มูลสมุนไพรไทยตา นปรสิตในรปู แบบคูมือและแอพพลเิ คชัน่ นี้ ไดจ ัดทำอยางเปนระบบ
เพอ่ื ใหก ารเขา ถงึ ไดส ะดวกยงิ่ ขน้ึ และเปน ประโยชนต อ การสืบคนขอ มลู ตอ ไป
คำสำคญั : สมุนไพร ปรสิต ฐานขอมลู สมนุ ไพรตานปรสติ คูมือ แอพพลิเคชั่น
ค
Abstract
Parasitic diseases are still major public health problem in Thailand. Presently,
the main treatment and eradication of parasites by using imported drugs from other
countries due to trade dificits. Alternative treatment of anti-parasites by using Thai
herbs are important choiced that found several research on Thai herbs and parasites.
However, Thai herb anti-parasites database is limited. Therefore, this stud aims to
develop Thai herbs anti-prasites database that collected data from national database
includes ThaiLis, international database includes PubMed Scopus and web of science.
The keywords were includeThai Herb, Herb, Anti-Parasites, Parasitic Drug, Parasitic
Eradication, Helminth The result reveals that 373,990 titles were related herbs and
parasites that identified to Thai herbs anti-parasites 239 titles includes 110 herbs.
Majority of herbs was Azadirachta indica (10.04%) , followed by Curcuma longa (5.02
%). The majority of herbs component that used for studies was leaves (17.89 %),
followed by trunk (14.21%) . Majority of parasites that used for studies was protozoas
(48.11%), followed by nematodes (18.82 %). In part of application development, the
evaluated efficacy found that was good level. This Thai herb anti-parasites database
development includes guideline and application is systemic format setup that will be
convenient and useful for further retriev and study
Keywords: herbs, parasite, anti-parasite herbs database, guideline, application
ก
รายงานการวิจัยฉบับสมบรู ณ
การประเมนิ ขอ มูลการวจิ ัยทางคลินกิ ของขมน้ิ ชนั และขอมลู อนื่ ท่ีเกย่ี วของ
เพ่อื เสนอแนวทางการวจิ ยั ขม้นิ ชนั ในอนาคต
Assessment of Turmeric Clinical Research and Related Data to
Propose Future Turmeric Research Needs
จดั ทำโดย
ทป่ี รึกษาโครงการวิจยั
รศ.ดร.ภญ.นพมาศ สนุ ทรเจริญนนท และ ภก.วินิต อศั วกจิ วริ ี
หวั หนาโครงการวิจยั
ดร.ภญ.ชฎา พศิ าลพงศ
ผูวจิ ยั
ผศ.ดร.ภญ.ราตรี สวา งจิตร, ดร.นาตยา ดำอำไพ, รศ.ดร.ภก.ณธร ชยั ญาคณุ าพฤกษ
และ ดร.ภญ.สกลจรรย ตรีสินธุไ ชย
ทนุ สนับสนนุ จากสำนักงานพฒั นาการวิจยั การเกษตร (องคการมหาชน)
(รหัสโครงการ CRP6205012200)
ค
บทคดั ยอ
ขมิ้นชัน (Curcuma longa L.) เปนหนึ่งในสมุนไพรท่ีมีศักยภาพ ตามแผนแมบทแหงชาติวา
ดวยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับท่ี 1 พ.ศ. 2560-2564 ประเทศไทยมีการปลูกขมิ้นชันท่ัวทุกภูมิภาค
ของประเทศ มีการใชขม้ินชันเปนอาหารและยาเปนเวลานาน รวมถึงมีผลิตภัณฑดานสุขภาพจาก
ขม้ินชันท่ีอยูในตลาดเปนจำนวนมาก ซึ่งผลิตภัณฑสวนใหญเปนแคปซูลที่ทำจากผงเหงาขม้ินชันขึ้น
ทะเบียนเปนยาแผนโบราณ มีขอบงใชตามบัญชียาหลักแหงชาติ คือ บรรเทาอาการแนนจุกเสียด
ทองอืดทองเฟอ โดยกำหนดใหมกี ารควบคุมปริมาณสารสำคัญในขมิ้นชัน ไดแก น้ำมันหอมระเหย และ
สารกลุม curcuminoids
การศึกษาฤทธ์ิของสารสกัดจากขมิ้นชันที่มี curcuminoids เปนสารหลักในระดับหอง
ปฏิบัติการ (in vitro) และในสัตวทดลอง (in vivo) พบวามีฤทธิ์ท่ีนาสนใจหลายอยาง เชน ลดอนุมูล
อิสระ ตานการอักเสบ ลดปวด เปน ตน ทำใหมกี ารทดลองทางคลนิ ิกของผลิตภณั ฑจ ากขมิ้นชันในหลาย
โรค/ขอบงใช งานวิจัยนี้ไดรวบรวมผลการทดลองทางคลินิกของผลิตภัณฑจากขมิ้นชันใน 10 กลุมโรค
ไดแก โรคระบบกระดูกและกลามเน้ือ และความปวด, โรคระบบเลือด, โรคท่ีเกี่ยวของกับระบบเผา
ผลาญของรางกาย, โรคระบบประสาทสวนกลาง, โรคระบบหลอดเลือดและหัวใจ, โรคระบบทางเดิน
อาหาร, โรคตับ, โรคผิวหนัง, โรคมะเร็ง และผลตอการสงเสริมสุขภาพ รวมถึงขอมูลการวิจัยในหลอด
ทดลอง และในสัตวทดลองที่เก่ียวของ และขอมูลดานความปลอดภัยเพื่อนำมาประเมินรวมกับ
ผลการวิจัยทางคลินิก เมื่อนำขอมูลการศึกษาทางคลินิกมาสรุปและใหน้ำหนักคุณภาพหรือความ
นา เชื่อถือของหลักฐาน ตามเกณฑ grading of evidence สามารถแบงกลุมโรคหรือขอบงใชตามระดับ
หลักฐานทางคลินิกในปจจุบัน เปน 4 กลุม คือ กลุมโรค/ขอบงใชที่มีขอมูลการวิจัยทางคลินิกสนับสนุน
ชัดเจน ไดแก 1) โรคขอเสื่อม 2) โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย 3) metabolic diseases (เชน เสริมการ
รักษาในผูปวยเบาหวาน หรือ ชวยปองกันการเกิดเบาหวาน) 4) ไขมันพอกตับ และ 5) โรคซึมเศรา
นอกจากน้ียังมีกลุม 2 และ 3 โรค/ขอบง ใชที่ขมนิ้ ชันมปี ระโยชนและมีหลักฐานทางคลินิกสนับสนุนปาน
กลาง และมีหลกั ฐานทางคลินิกสนับสนนุ ไมพอเพยี ง ตามลำดบั และกลมุ ที่ 4 โรค/ขอบง ใชซ ึ่งขมิน้ ชันไม
มีประโยชน ซึ่งแนวทางการวิจัยและขอเสนอแนะแตละกลุมแตกตางกัน คือ กลุมท่ี 1 ควรสงเสริมดาน
วิจัยเพ่ือเพิ่มการใช และดานการติดตามผลระยะยาว กลุมท่ี 2-3 อาจมีการศึกษาเพิ่มเติมในขอบงใชท่ีมี
ผลกระทบสูง คือ มีผูปวยมาก หรือมีคาใชจายในการรักษาสูงหรือยังไมมียาในปจจุบันท่ีใชไดผล สวน
กลุมท่ี 4 ไมควรสนับสนุน/ใหขอมูลท่ีถูกตอง ผลิตภัณฑท่ีใชในการทดลองทางคลินิกสวนใหญใชสาร
สกัดขม้ินชัน และมีหลายการทดลองที่ใชผลิตภัณฑที่พัฒนารูปแบบเพื่อเพ่ิมการละลายและการดูดซึม
ของสารกลมุ curcuminoids รวมถงึ มีบางขอ บง ใชท ี่ใชผ งขมน้ิ ชนั ในการศึกษา
ในรายงานไดมีการรวบรวมขอมูลการผลิตวัตถุดิบขม้ินชัน ขอมูลดานการผลิตสารสกัดและการ
พัฒนาผลิตภัณฑ รวมถึงขอมูลสถานการณตาง ๆ ท่ีเก่ียวของดวย และไดประเมินขอมูลทั้งหมด ปญหา
สำคัญท่ีพบในการท่จี ะนำขม้ินชันมาใชประโยชนสำหรบั เปนผลิตภัณฑเ พื่อสุขภาพคอื ราคาของสารสกัด
ง
ในประเทศที่สูง ดังนั้นในขอ บง ใชใดมีการทดลองทางคลนิ ิกโดยใชผงขม้ินชันและใหผลสนับสนุนบางแลว
หากทำการวิจยั เพมิ่ เติมควรสนบั สนุนใหใชแคปซลู จากผงขมิ้นชันในการศึกษา เนอื่ งจากเปนผลิตภัณฑที่
มีความพรอมในการผลิตโดยภาคอุตสาหกรรมและผูบริโภคเขาถึงผลิตภัณฑไดงาย ควรพิจารณาใชผง
ขมิ้นชันท่ีมีปริมาณ curcuminoids และ polysaccharides สูง หากไมมีผลการศึกษาโดยการใชผง
ขมิ้นชันควรศึกษาโดยใชแคปซูลจากสารสกัดขมิน้ ชัน สวนการพัฒนา enhanced formulation เพื่อใช
ในการวิจัยทางคลินิกจำเปนตองพิจารณาอยางรอบคอบถึงเทคนิคที่เหมาะสมเพื่อใหผลิตภัณฑท่ีไดมี
ประสิทธภิ าพ และมรี าคาท่ีเขา ถงึ ได
นอกจากมขี อมูลการใชผลิตภัณฑจ ากขมิน้ ชันทางคลินกิ ในคนแลว ยังมีขอ มลู การใชในสตั วดว ย
จึงควรมกี ารรวบรวมและประเมนิ ผลการศึกษา เพอื่ นำไปสูก ารใชขมิ้นชันโดยเฉพาะการใช by-
products จากการผลิตสารสกัดในสัตว อันจะทำใหไดรบั ประโยชนจากขมน้ิ ชนั สงู สดุ
จ
Abstract
Turmeric (Curcuma longa L.) is one of the herbs listed in National Master Plan
on Thai Herbal Development, first Issue, for 2017-2021. There are a number of
turmeric farms in all regions of Thailand. Turmeric has been used as food and medicine
for very long times. There are many health products from turmeric on market. Most of
them are capsules made from turmeric powder registered as a traditional medicine
which is used for anti-flatulence as indicated in Thai National Drug Lists. The volatile oil
and curcuminoids contents are used for quality control of the products.
From in vitro and in vivo studies of turmeric extract containing curcuminoids as
main compounds, potent activities such as antioxidant, anti-inflammation, and
analgesic are found. These led to many clinical trials conducted in various
diseases/indications. In this project, clinical trial information involving 10 groups of
disease systems/indications that have been well-studied including musculoskeletal
system, blood system, central nervous system, metabolic system, cardiovascular
system, gastrointestinal system, liver system, skin system, potentially malignant
disorders as well as health promotion were gathered and evaluated, together with
involved information from in vitro, in vivo experiments and safety information.
Based on summary of existing clinical evidence which has been evaluated for
its quality and rated for strength of evidence, the use of turmeric can be categorized
into 4 groups. Group 1: the benefit is clearly demonstrated in 5 indications including
osteoarthritis, thalassemia, metabolic diseases (i.e. treatment and prevention of
diabetes), fatty liver disease, and depression disorder. Turmeric use in some indications
was rated as either in group 2 which indicates of potential benefits with moderate
strength of evidence or in group 3 which has insufficient clinical evidence. Group 4 is
for those indications without any clinical benefit. Future direction for group 1 is to
promote turmeric use for those indications and encourage more long-term studies,
while future investigations remain needed for group 2 and 3 especially those that has a
large number of potential users or high healthcare expenditure or no therapeutic
options available. For group 4, we discourage the use and aim to provide accurate
information to consumers. Concerning preparations used in the clinical experiments,
most of them were prepared from turmeric extract, some of them were even in
ฉ
formulations that increase solubility and absorption of curcuminoids (enhanced
formulations). Preparations from turmeric powder were also found in some studies.
The information involving production of turmeric raw materials, extraction of
turmeric and enhanced formulations as well as other related situations were also
gathered and evaluated in this report. High cost of turmeric extract produced locally is
a major obstacle for utilization of turmeric for health products in Thailand. Thus, for
the indications with some supportive evidence, it is encouraged to investigate further in
clinical trials using turmeric powder filled in capsules due to its production availability
and easy accessibility for consumers. Turmeric powder with high content of
curcuminoids and polysaccharides should be used as raw material. While, in the
indications that lack supportive evidences with turmeric powder, capsules with
turmeric extract should be used for investigation in clinical trials. Whereas, considering
enhanced formulations for clinical studies, suitable technique/technology should be
carefully selected in order to get products with efficacy and affordable prices.
Besides clinical data in human, data on utilization of turmeric in animals were
also reported. These data in animals should also be gathered and evaluated in order
to utilize turmeric, especially by-products from the extraction of turmeric, for
maximum benefit.
รายงานการวิจัยฉบับสมบรู ณ
ยุทธศาสตรการวิจัยการเกษตรรายสินคา: ขมิ้นชันและบัวบก
Research Strategies on Agricultural Commodities:
Turmeric and Gotu Kola
โดย
รองศาสตราจารย ดร.พนารัช ปรีดากรณ และคณะ
โครงการวจิ ยั นไี้ ดร บั ทนุ สนบั สนนุ
จากสาํ นกั งานพฒั นาการวจิ ยั การเกษตร (องคก ารมหาชน)
บทคดั ยอ
โครงการวิจัยเรื่อง ยุทธศาสตรการวิจัยการเกษตรรายสินคา: ขม้ินชันและบัวบก มีวัตถุประสงคเพ่ือ
จัดทํายุทธศาสตรการวิจัยและขอเสนอเชิงนโยบาย เสนอตอสํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องคการ
มหาชน) หรือ สวก. ในการกําหนดทิศทางและเปาหมายในการใหการสงเสริมและสนับสนุนการวิจัยพืช
สมุนไพร: ขมิน้ ชนั และบวั บก ทีส่ อดคลองกับแผนแมบ ทแหงชาติ วา ดวยการพัฒนาสมนุ ไพรไทย ฉบบั ที่ 1 พ.ศ.
2560-2564 และยุทธศาสตรเกษตรและสหกรณ ระยะ 20 ป (พ.ศ. 2560-2579) ของกระทรวงเกษตรและ
สหกรณ การศกึ ษาใชข อ มูลทตุ ิยภูมิที่เก่ียวของกับบริบทในการพัฒนาขม้ินชันและบัวบก และขอมูลปฐมภูมิท่ี
ไดจากการสมั ภาษณเชงิ ลกึ การจดั ระดมความคิดเห็นจากผูร ู ผูเชีย่ วชาญ นักวิจัยและผูเก่ียวของกับงานวิจัย ผู
อยูในภาคการผลิตสมุนไพรทั้งสองชนิด ต้ังแตในระดับตนนํ้า กลางนํ้า และปลายนํ้า ทําใหไดขอมูลท่ีมีความ
ละเอียดเพียงพอตอการนํามาจัดทํายุทธศาสตรดวยหลักการทางวิชาการ ขณะเดียวกันการวิจัยครั้งนี้ได
ตระหนกั ถึงแนวทางการพัฒนาสมนุ ไพรท่ีมีตลาดเปนตวั ช้ีนํา จึงใชแนวทางน้ีเปนหลักในการจัดทํายุทธศาสตร
การวจิ ัย และเสริมดวยการศึกษาดานการตลาดผลิตภัณฑของประเทศท่ีมีศักยภาพ ไดแก สหรัฐอเมริกาและ
สหภาพยุโรป เพ่ือชี้เปาลักษณะผลิตภัณฑและโอกาสการเขาสูตลาด จากนั้นเช่ือมโยงกลับมาสูการผลิตขั้น
กลางน้ําและตนนํา้ ในทส่ี ดุ วาตอ งมีการดาํ เนินการพัฒนาไปดว ยแนวทางใดและอยางไร
จากการศึกษาพบวาสมุนไพรท้ังสองมีความตองการของตลาดที่แตกตางกันตามคุณลักษณะของ
สารสาํ คญั ในพืชสมุนไพร กลา วคือตลาดผลิตภัณฑขม้ินชันมีความตองการสารสําคัญกลุม Curcuminoids ท่ีมี
สารประกอบหลักคือ Curcumin ซึ่งมีสรรพคุณโดดเดน ทําใหตลาดสารสกัดเปนตลาดท่ีเฟองฟูในการ
ตอบสนองโดยใชง านวจิ ัยเปน ตัวขับเคลอื่ น ทั้งในเรอ่ื งการใชส ายพันธุที่เหมาะสมในแตละพื้นท่ี การเพ่ิมชีวประ
สิทธิผลของขม้ินชนั เพื่อเปน จุดขาย การพฒั นาผลิตภัณฑท ห่ี ลากหลายสรรพคุณในรูปแบบท่ที ันสมัยมากขึ้น ซ่ึง
แมวาประเทศไทยจะมีวัตถุดิบตนน้ําที่มีคุณภาพสูงแตยังขาดการพัฒนาในรูปสารสกัดพรอมใชท่ีหลากหลาย
specification สาํ หรบั บัวบกมีความตอ งการใชสารสําคัญในกลุม Triterpenoids ที่มีสารประกอบ 4 ชนิด ซึ่ง
มีคณุ สมบัติแตกตางกัน ทําใหผลิตภัณฑมีความตองการสารประกอบตางกันไป ปญหาท่ีตองการการวิจัยเพื่อ
นํามาใชแกไขเปน เร่อื งการจัดระบบการปลูกในแปลงท่ีตองการใหไดบัวบกท่ีมีการปนเปอนและเม่ือนําไปสกัด
แลวไดมาตรฐานสารสําคญั สงู รวมไปถึงการพฒั นาผลติ ภัณฑป ลายน้าํ ที่มีสรรพคุณและรูปแบบที่ตอบสนองตอ
ตลาดไดม ากขึน้
คณะผูวิจัยไดจัดทํายุทธศาสตรการวิจัยขม้ินชันและยุทธศาสตรการวิจัยบัวบกแยกออกจากกัน ได
ประเดน็ ยุทธศาสตรท้ังระดับตนน้ํา กลางน้ํา และปลายน้ํา และในแตละประเด็นยุทธศาสตรประกอบดวยกล
ยุทธต า ง ๆ และแนวทางในการขับเคล่ือนกลยุทธที่แปลงออกมาในรูปของโครงการ/งานวิจัย ที่มีรายละเอียด
พอเพียงตอการนําไปใชสนับสนุนใหทุนแกนักวิจัย ทายที่สุดไดใหขอเสนอแนะเชิงนโยบายที่เกี่ยวของ ทั้งน้ี
เพ่อื ใหการสนับสนุนทุนวิจัยของสาํ นกั พัฒนาการวิจยั การเกษตร (องคกรมหาชน) เกิดประโยชนอยางคุมคาตอ
การพฒั นาสมุนไพรทั้งสองชนดิ ตอ ไป
II
Abstract
The objective of the research project titled Strategies for Agricultural Research by
Product: Turmeric and Gotu Kola is to create research strategies and policy
recommendations for the Agricultural Research Development Agency (Public Organization) or
ARDA in order to determine directions and goals in promoting and supporting research on
medicinal plants, turmeric and gotu kola, which is in line with the National Master Plan on
Thai Herb Development No. 1 (2017-2021), the 20-year Agriculture and Cooperative Strategy
(2017-2036) of the Ministry of Agriculture and Cooperatives and Operation Strategies of the
Agricultural Research Development Agency No. 4 (2017-2021). The study uses secondary
data related to the context in the development of turmeric and gotu kola and primary data
from in-depth interviews and brainstorming from knowledgeable people, experts,
researchers, research-related personnel and those in the production sector of both herbs
from the upstream, midstream, and downstream levels; hence, resulting in sufficient
detailed information to be used to formulate strategies based on academic principles. At the
same time, this research recognizes the guidelines for the development of herbs that are
market-oriented. The study, therefore, used this guideline as the main strategy for
researching and supplemented by a study of product marketing of potential countries, which
include the United States and the European Union, to determine product characteristics and
market access opportunities. The study, then, established linkage to midstream and
upstream productions in order to determine the appropriate development guidelines and
their implementations.
The study found that both herbs have different market demand according to the
characteristics of important substances in medicinal plants. For turmeric products, there is
market for essential substances curcuminoids. The main substance is curcumin which has
outstanding properties. This make the extract market a flourishing market by research-driven
support, which include the use of appropriate species in each area, increasing the
bioavailability to be a selling point and the development of a variety of products and
properties in a more modern style. Although Thailand has high quality upstream raw
materials, there is still a lack of development in the form of ready-to-use extracts with
variety of specifications. As for gotu kola, there is demand for triterpenoids, which has 4
compounds with different properties. This causes the product to have different
requirements for the compounds. The issues for research are the planting system with no
contamination, high-standard extracts and the development of downstream products with
properties and designs that are more responsive to the market.
III
The researchers have established research strategies for both turmeric and gotu kola
covering the upstream, midstream and downstream levels. Each strategic issue consists of
various strategies and guidelines in the form of projects / research with sufficient details in
order to grant research funding. Finally, the researchers provided relevant policy
recommendations to ARDA which is beneficial to the development of both herbs.
IV
รายงานฉบับสมบูรณ
รหสั โครงการ CRP5705021720
การศกึ ษาทางคลินกิ ของสารสกดั กระชายดำ
Clinical trials of Kaempferia parviflora.
โครงการวิจัยยอ่ ยที ผลของสารสกดั กระชายดาํ ต่อการเพมิ สมรรถภาพทางกายของนกั กีฬา
โครงการวิจยั ยอ่ ยที Effect of Kaempferia parviflora on physical fitness of athlete.
โครงการวจิ ัยย่อยที (หวั หนา้ โครงการ : ศ.ดร.บงั อร ศรพี านิชกลุ ชยั )
ผลของสารสกดั กระชายดาํ ต่อความเครียดทางกายและจิตใจในผใู้ หญ่
Effects of Kaempferia parviflora on physical and psychological
stresses in adults.
(หวั หนา้ โครงการ : รศ.ดร.วชิ ยั องึ พินิจพงศ)์
ผลของกระชายดาํ ชนิดแคปซลู ต่อระยะเวลาและคณุ ภาพการนอนหลบั
ในผสู้ งู อายุ
The effects of Kaempferia parviflora capsule on sleep duration and
quality of sleep in elderly subjects
(หวั หนา้ โครงการ : อ.พญ.สภุ วรรณ เลาหศริ วิ งศ)์
มหาวิทยาลัยขอนแกน
โครงการวิจยั ย่อยที ผลของสารสกดั กระชายดาํ ต่อการเพิมสมรรถภาพทางกายของนกั กีฬา
Effect of Kaempferia parviflora on physical fitness of athlete.
(หวั หนา้ โครงการ : ศ.ดร.บงั อร ศรีพานิชกลุ ชยั )
ii
บทคัดยอ
กระชายดำเปนพืชทองถ่ินที่มีชื่อวา Kaempferia parviflora อยูในวงศซิงกิเบอราซี ท่ีมีสรรพคุณ
บำรุงรา งกายทำใหแข็งแรงและมีรายงานฤทธิ์ตานการอักเสบ เพิ่มการไหลเวียนลือด และฤทธิเ์ ภสัชวิทยาอื่นๆ
มากมาย และไดมีผลงานวิจัยนำรองในอาสาสมัคร 30 คน พบวาสารสกัดกระชายดำสามารถเพ่ิมสมรรถภาพ
ทางกายของนักกีฬาฟุตบอลได งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพ่ือทดสอบผลของสารสกดั กระชายดำตอสมรรถภาพ
ทางกายของนักเรยี นในโรงเรียนนักกีฬาพน้ื ทภ่ี าคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยไดทำการศกึ ษาแบบ randomized
double-blinded, placebo-controlled trial ในอาสาสมัครท่ีเปนนักเรียนกีฬาในจังหวัดขอนแกนและ
จงั หวดั ศรีสะเกษจำนวน 194 คน ไดรับแคปซูลสารสกัดกระชายดำ 360 มลิ ลกิ รัมตอ วนั จำนวน 97 คน และ
ไดร บั แคปซูลยาหลอก 97 คน เปนเวลา 3 เดอื น ผลการศกึ ษาพบวา แคปซูลสารสกดั กระชายดำและยาหลอกมี
ความปลอดภัยไมมีพิษตอระบบเลือด ตับ ไต และคาอิเลคโทไลต สวนผลตอสมรรถภาพทางกายที่วัดดวยตัว
แปร 7 ชนิด จำแนกเปน 1. การวัดความอดทนดวย 3 ตัวแปรคือ 1) ควาแข็งแรงของแขนขวา (right-hand
grip strength) 2) ความแข็งแรงของแขนซาย (leaf-hand grip strength) และ 3) แข็งแรงของขาและหลัง
(back and leg dynamometer) 2. การวัดดานความออนตัว (sit and reach) 1 ตัวแปร 3. การวัดความ
คลองแคลววอ งไว (40 yard technical test) 1 ตัวแปร 4. การวดั ดา นความเร็ว (50 yard technical test) 1
ตัวแปร และ 5. การวัดความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิต (VO2 max) 1 ตัวแปร พบวานักกีฬาที่ไดรับ
แคปซูลสารสกัดกระชายดำมีคาความแข็งแรงของแขนขวา หลังและขาสูงกวานักกีฬาท่ีไดรับยาหลอกอยางมี
นัยสำคัญทางสถิติ สวนความแข็งแรงของแขนซายมีแนวโนมที่สูงขึ้นแตยังไมมีความแตกตางเชิงสถิติ แคปซูล
สารสกดั กระชายดำมีผลลดคา ความออนตัวของนกั กีฬาไมแตกตางจากยาหลอก คา ความคลอ งแคลว วองไวของ
นักกีฬาที่ไดรับแคปซูลสารสกัดกระชายดำและไดรับยาหลอกไมตางแตกกัน ในขณะที่นักกีฬาท่ีไดรับแคปซูล
สารสกัดกระชายดำมีสมรรถภาพทางกายดานความเร็วดีข้ึนแตกตางจากกลุมท่ีไดรับยาหลอกและนักกีฬาที่
ไดรับแคปซูลสารสกดั กระชายดำมีความอดทนสูงแตกตางจากกลุม ที่ไดร บั ยาหลอกโดยคา VO2 max เพ่มิ ขน้ึ
เมื่อจำแนกตามชนิดของประเภทกีฬาพบวา คาสมรรถภาพทางกายดานความแข็งแรงของนักกีฬา
ประเภทฟุตบอล กรีฑา แฮนดบอล เพิ่มขึ้น สวนผลตอสมรรถภาพทางกายดานความออนตัวพบไดวานักกีฬา
มวยไทยที่ไดรับสารสกดั ระชายดำมีคาลดลง สวนของนักกีฬามวยปล้ำที่ไดรบั แคปซูลสารสกัดกระชายดำและที่
ไดรับยาหลอกมีคาไมแตกตางกัน สวนผลตอความคลองแคลววองไวตอ กีฬาประเภทตางๆ ไมชดั เจน พบวาผล
คือสมรรถภาพทางกายดานความเร็วเห็นไดชัดในนักกีฬาฟุตบอลท่ีไดรับแคปซูลสารสกัดกระชายดำ และพบ
ดานความอดทนไดชัดเจนในนักกีฬาฟุตบอลและมวยปล้ำ นอกจากน้ียังพบวานักกีฬายูโดมีแนวโนมจะมี
สมรรถภาพทางกายทุกๆ ดานทีว่ ัดดขี นึ้ แมจะไมม นี ัยวำคญั ทางสถติ ิ
การวัดตัวแปรอ่ืนๆ คือ ระดับความเจ็บปวดดวยการกด (pressure pain threshold) ไมมีความ
แตกตางในนักกีฬท่ีไดรับแคปซูลสารสกัดกระชายดำและกลุมที่ไดรับยาหลอก สวนการวัดตัวแปรตางๆ ที่ใช
เคร่ืองวัดตัวบงช้ีดานการแปรปรวนของการเตนของหัวใจ (heart rate variability) พบวานักกีฬาที่ไดรับ
แคปซูลสารสกัดกระชายดำมีคา SDNN, HF, RMSSD, stress resistance สูงขึ้น และคา stress index ลดลง
ต่ำกวากลุมไดรับยาหลอก นอกจากน้ีงานวิจัยนี้ยังพบวา อาสาสมัครยอมรับการใชผลิตภัณฑที่ไดรับสูงถึง
iii
94.3% มีประมาณ 5.3% บนวามีอาการขางเคียงไดแก ถายเหลว ปวดศรีษะ ปวดทอง แนนหนาอก ซ่ึงสวน
ใหญเปนกลุมไดรับยาหลอก และอาสาสมัครท่ีไดรับยากระชายดำรูสึกแข็งแรงขึ้น (60%) หลับสบาย (30%)
อยากอาหาร (18%) และน้ำหนักเพิ่ม (4%)
ผลงานวิจัยนี้สรุปไดวา สารสกัดกระชายดำมีความปลอดภัยเมื่อบริโภคนานถึง 3 เดือน สามารถเพ่ิม
สมรรถภาพทางกายของนักเรียนกีฬาไดโดยเฉพาะดานความแข็งแรงและความอดทน โดยอาจสงผลตอการ
ทำงานของหัวใจท่ีควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติทำใหมีผลรวมลดความเครียดได จึงอาจนำมาใชเปน
อาหารเสรมิ สขุ ภาพไดตอ ไป
iv
Abstract
Kaempferia parviflora (Krachaidum), an indigenous plant in Zingiberaceae family, was
traditionally claimed to promote health and provide the body strength. There were reports
on several pharmacological activities of this plant including anti-inflammation and increase
blood flow. Our preliminary study on 30 subjects also showed the enhancing effect on the
physical fitness of the plant extract of soccer players. To obtain the benefit of this plant, this
study aimed to evaluate their promoting effect on physical fitness in students of sport
schools in the northeastern area. The study was designed as a randomized double-blinded,
placebo controlled trial in 194 students of sport schools of Khon Kaen and Srisaket
provinces. The subject was equally divided into two groups, i.e., treated- group (n=97,
received capsule contains 180 mg K. parviflora extract mixing with excipients, twice a day)
and controlled- group (n=97, received placebo capsule contains 180 mg excipients, twice a
day). Both groups were treated for 12 weeks. The results on blood analysis demonstrated
the safety of K. parviflora capsule. The subjects of both treated- and controlled- groups
showed the normal ranges of parameters of blood system, liver and kidney function and
electrolyte values. The effect of K. parviflora extract on physical fitness was determined
with 7 indicators as followed: three measurements of endurance (right-hand grip strength,
left-hand grip strength and back and leg strength), one measurement of flexibility (sit and
reach test), one measurement of agility (40 yard technical test), one measurement of speed
(50 meter sprint test) and maximal aerobic capacity (VO2max). The results revealed the
promoting effect of the plant extract on endurance as observed that the treated-group had
higher right-hand grip, and back and leg strengths than the controlled-group with statistical
significances (p<0.5). Although the left-hand grip strength of the treated-group was also
higher than that of the controlled-group, but without statistical significances (p>0.05). K.
parviflora extract did not affect flexibility and agility of the subjects as detected that there
were no statistical significant differences on parameters of sit and reach and 40 yard
technical tests in both groups. However, the plant extract showed the enhancing effect on
the speed as observed that the treated-group had shorter time for 50 meter sprint test than
that of the controlled-group. For maximal aerobic capacity measurement, the plant extract
increased higher VO2max values in the treated-group than in the controlled-group.
Furthermore, when classified the subjects according to their sport specialty, the plant
extract increased the endurance of soccers, long distant runners and handball athletes. It is
surprised to observe that the plant extract affected the flexibility of Thai boxers as detected
v
that the parameters of sit and reach test decreased in the treated-group. There were no
significant differences in this tested parameters of both groups of the wrestling athletes. The
plant extract did not affect the agility of all tested subjects. It is obviously found that the
plant extract increased the speed and maximal aerobic capacity in soccer players. Moreover,
the plant extract also increased the maximal aerobic capacity in wrestling athletes. In Yudo
athletes, the plant extract showed tendency to affect several tested parameters, but
without statistical significances.
The results on pressure pain threshold test demonstrated the negative effect of the
plant extract as detected that there were no significant differences in both groups. For heart
rate variability test, it is revealed that the plant extract significantly enhanced the values of
SDNN, HF, RMSSD and stress resistance, whereas significantly decreased the stress index. For
product compliance, it was found that majority of subjects (94.3%) accepted the treatment,
only very few subjects (5.7%) complained of some side effects, such as diarrhea, headache,
stomachache, and slight sign on difficulty to breathe, however majority of them were in the
controlled-group. It is also interesting to find that some subjects were very satisfied with the
products as described that they felt stronger (60%), well-sleeping (30%), hungry (18%) and
gain weight (4%).
In conclusion, the capsules containing K. parviflora extract are safe to consume for 3
months. This Krachaidum capsule had enhancing effect on physical fitness of athletes,
especially increasing the endurance and maximal aerobic capacity. Their mechanism of
action may facilitate the parameters of heart rate functions that are controlled by
autonomic nervous system to decrease the stress. Therefore, the products should be a good
candidate as nutraceuticals.
โครงการวจิ ัยย่อยที ผลของสารสกดั กระชายดาํ ต่อความเครียดทางกายและจิตใจในผใู้ หญ่
Effects of Kaempferia parviflora on physical and psychological
stresses in adults.
(หวั หนา้ โครงการ : รศ.ดร.วิชยั อึงพนิ ิจพงศ)์
2-13
อภปิ รายและสรุปผลการวจิ ัย
วตั ถุประสงคของงานวิจัยเพ่ือศึกษาผลทางคลินิกของสารสกัดกระชายดำตอความเครียดทางรางกายและ
จิตใจในผูใหญ โดยอาสาสมคั รไดร ับการคัดกรองโดยจิตแพทยในการประเมนิ ความวิตกกงั วล และใชแบบฟอรมการ
ประเมินตนเองโดยรบั อาสาสมัครในผูที่มีภาวะวติ กกังวลต้ังแตเล็กนอยขึ้นไป และมีคณุ สมบัติตรงตามเกณฑการคัด
เขา จะไดร บั การสุมเพ่อื รับประทานสารสกัดกระชายดำและยาหลอก กลุมละ 40 คนเปนเวลาทงั้ ส้นิ 14 วัน โดยจะ
มีการเฝาระวังอันตรายโดยการตรวจการทำงานของเอนไซมต ับและการทำงานของไต ในทกุ สัปดาหจำนวนทั้งส้นิ 3
ครัง้ เพ่อื ใหแนใ จวาปลอดภัยสำหรบั อาสาสมคั ร
จากผลของการวิจัยแสดงใหเห็นวาอาสาสมัครทั้งสองกลุมเครียดลดลงและความวิตกกังวลลดลงอยาง มี
นัยสำคัญเม่ือพิจารณาจากคา HAM-A และ SPST – 20 ซึ่งเปนการวัดเชิงจิตวิทยาถึงแมเปนการวัดแบบ
subjective กต็ าม สว นผลที่วดั ความเครยี ดแบบ objective พบมีแนวโนมวาความเครียดลดลงอยางมีนัยสำคัญใน
กลมุ ท่หี น่ึงซงึ่ เหน็ ไดจากการลดลงของคา SDNN, และRMSSDหลังการรับสารครบ 14 วนั (ตารางที่ 3)
ผลจากตารางท่ี 3 เม่ือพิจารณาจาก stress index เปรียบเทียบกันระหวางกลุม พบวาระดับความเครยี ด
ของอาสมัครในกลุมที่รับประทานสารสกัดกระชายดำลดลงกวากลุมท่ีรับประทานยาหลอกประมาณ 6% อยางไรก็
ตามความแตกตางระหวางกลุมยังไมมีนัยสำคัญทางสถิติ หากพิจารณาจากคาของ RMSSD ซ่ืงบงบอกถึง vagal
tone จากการทำงานของระบบประสาท Parasympathetic และแสดงถึงภาวะผอนคลายจากความเครียด
งานวิจัยนี้ก็ยังพบวารับประทานสารสกัดกระชายดำคลายเครียดไดดีกวากลุมรับประทานยาหลอกและมีความ
แตกตางอยางมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลจากการเปลี่ยนแปลงคา Alpha-amylase และ HAM-A ก็เปนไปในทำนอง
เดียวกันกลา วคืออาสาสมัครในกลุม รับประทานสารสกัดกระชายดำมคี วามเครียดและความวิตกกังวลลดลงไดดกี วา
อาสาสมคั รในกลุม รบั ประทานยาหลอกและไมมีนยั สำคญั ทางสถติ ิ
ผลที่แสดงออกดวยคาตัวแปรอ่ืนๆของ HRV ไมพบความแตกตางภายในกลุมระหวางกอนและหลังการ
ไดรับสารจนครบ 14 วันทั้งน้ียกเวนเพียงคา SDNN, RMSSD , และ LFเทาน้ัน ที่พบวากลุมยาหลอกมีการลดลง
อยางมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุมที่รับประทานสารสกัดกระชายดำ (ตารางที่ 3) แตขนาดของความตางนอยมาก
ทั้งนี้อาจเปนเพราะระยะเวลาของการบันทึกคานี้สั้นกวา 5 นาที จึงอาจถูกรบกวนดวยการหายใจของอาสาสมัคร
การพิจารณาผลการวัดระยะสัน้ จงึ ใหน ำ้ หนักไปที่คา RMSSD จะแมนยำกวา การที่ตัวแปรดาน HRV ไมคอย
แสดงผลความแตกตางระหวางกลุมอาจเปนเพราะตัวแปรนี้มีความไวตอปจจัยกระตุนจากส่ิงแวดลอมไดงาย เชน
อาหาร อากาศ การออกกำลังกาย และอารมณ ณ ขณะท่ีทำการวัด ผลท่ีวัดจึงอาจถกู รบกวนจากสง่ิ กระตุนเหลาน้ี
ถึงแมผูวิจัยพยายามควบคุมบางแลวก็ตาม การวิจัยในอนาคตหากมีการเพ่ิมระยะเวลาหรือขนาดของการรับสาร
สกัดนี้ก็อาจพบความแตกตางระหวางกลุมไดชัดเจนขึ้น ผลของงานวิจัยน้ีสอดคลองกับงานวิจัยท่ีคลายคลึงกันใน
อดีต ที่พบวา สารสกดั กระชายดำมีฤทธ์ิในการลดความเครียดในอาสาสมัคร (Wattanathorn et al., 2012)
โครงการวจิ ัยยอยท่ี 2 : ผลของสารสกัดกระชายดำตอ ความเครียดทางกายและจติ ใจ
2-14
อน่ึงอาสาสมัครทั้งสองกลุมไมม ีการหยุดหรือออกจากการวิจัย และไมพบการรายงานฤทธร์ิ ุนแรงอันไมพึง
ประสงคแตอ ยางไรในระหวางการรับสารนี้ มีรายงานวาอาการเลก็ นอยเชน ทองอดื 1ราย ในกลุมท่ีรับประทานสาร
สกดั กระชายดำเทา น้ัน แสดงใหเ ห็นวา การรบั สารสกดั ในปรมิ าณนป้ี ลอดภยั ตออาสาสมคั รในชวงอายนุ ี้
สรุปผลการวจิ ัย
ผลจากการวิจยั แสดงวา สารสกดั กระชายดำดว ยปรมิ าณนี้อาจมผี ลลดความเครียดและความวิตกกังวลใน
ผใู หญช วงอายุ 25-45 ป
คณุ ลกั ษณะสำคัญของผลงาน/จดุ เดน
งานวิจัยนี้เปนงานวิจัยทางคลินิกแบบสุม (RCT) ที่มีมาตรฐานสูงในดานระเบียบวิธีวิจัย จากผลของการ
วจิ ัยแสดงใหเห็นวาอาสาสมคั รท้ังสองกลมุ เครียดลดลงและความวิตกกังวลลดลงอยางมีนัยสำคัญเม่อื พิจารณาจาก
คา HAM-A และ (SPST – 20) ซ่ึงเปนการวัดเชิงจิตวิทยาถึงแมเปนการวัดแบบ subjective ก็ตาม สวนผลท่ีวัด
ความเครยี ดแบบ objective พบมีแนวความเครียดลดลงอยา งมีนยั สำคัญในกลมุ ทีร่ ับสารสกดั กระชายดำ หลงั การ
รับสารครบ 14 วนั และผลจากการตรวจการทำงานของเอนไซมตับและการทำงานของไตปกติแสดงวา การรบั สาร
สกัดกระชายดำในปรมิ าณน้ี (เตมิ ขนาดของสารทใี่ ห 360 มลิ ลกิ รมั /วัน) ไมท ำใหเ กิดฤทธข์ิ า งเคียงอันไมพึงประสงค
การนำไปใชป ระโยชน (เชงิ สังคม และ/หรือเชิงเศรษฐกิจ)
การใชประโยชนในเชิงสงั คม ในการใชส ารสกัดกระชายดำดว ยปรมิ าณน้อี าจมีผลลดความเครยี ดและความ
วิตกกงั วลในผูใ หญชว งอายุ 25-45 ป ดวยแสดงใหเห็นวา การรบั สารสกดั ในปรมิ าณนป้ี ลอดภยั ตอ อาสาสมัคร
ในชวงอายนุ ี้
โครงการวิจยั ยอยท่ี 2 : ผลของสารสกดั กระชายดำตอความเครยี ดทางกายและจติ ใจ
โครงการวจิ ัยย่อยที ผลของกระชายดาํ ชนิดแคปซูล ต่อระยะเวลาและคณุ ภาพการนอนหลบั ใน
ผสู้ ูงอายุ
The effects of Kaempferia parviflora capsule on sleep duration and
quality of sleep in elderly subjects
(หวั หนา้ โครงการ : อ.พญ.สุภวรรณ เลาหศิริวงศ)์
ii
บทคดั ยอ
กระชายดำเปน พืชสมนุ ไพรท่ีนำมาใชเปน ยาและเครื่องดื่มเพอื่ บำรุงรา งกาย มีการศึกษาฤทธิ์ตา งๆ
ทางพรีคลนิ กิ ของกระชายดำ พบวา สามารถขยายหลอดเลอื ดและตานอาการเครียดได ผวู จิ ัยจงึ สนใจทจ่ี ะ
ศึกษาผลของสารสกัดกระชายดำตอ การนอนหลบั ในผูใ หญ โดยทำการศึกษาในอาสาสมคั รอายุ 40 ปขนึ้ ไป
จำนวน 19 คน โดยใหร บั ประทานแคปซูลสารสกดั กระชายดำ 180 มลิ ลกิ รัม วันละ 2 ครัง้ เปนระยะเวลา 2
เดอื น ประเมินระยะเวลาการนอนดวยบันทึกระยะเวลาการนอนหลับ (sleep diary) สว นคุณภาพการนอน
หลบั โดยใชแ บบประเมินคุณภาพการนอนหลับพติ สเ บริ กฉบับภาษาไทย ระยะเวลาการนอน (Sleep
duration) ระยะเวลาท่ีใชใ นการหลบั (Sleep Latency) จำนวนครัง้ การตื่น และระยะเวลาที่ต่นื ระหวา งคืน
(Wake after sleep onset, WASO) ของอาสาสมัครตรวจดวยเคร่อื งแอคติกราฟ (actigraphy) และประเมนิ
อาการขา งเคยี งหลังจากใชย า ผลการศึกษา จากการตรวจคดั กรองอาสาสมัครทงั้ สน้ิ 63 ราย มอี าสาสมัครที่
ผานเกณฑเ ขารว มงานวิจยั 19 ราย เปน ผูช าย 6 ราย และ ผูหญิง 13 ราย อายุเฉล่ยี 54.9 ป ผลตรวจเลือด
ทางหองปฏิบัติการของอาสาสมคั รหลังจากท่รี ับประทานแคปซูลสารสกัดกระชายดำเปนเวลา 2 เดือน ไดแ ก
คา การทำงานของไต คาเอนไซมต ับ และความเขมขน เลือด ไมมีความแตกตา งอยางมีนยั สำคญั ทางสถิตเิ มื่อ
เทยี บกับกอนรบั ประทานแคปซูลสารสกดั กระชายดำ เม่ือรับประทานยาครบ 1 และ 2 เดอื น พบวา หลบั ดขี ึน้
และหลบั สนิทขึน้ 11 ราย (57.9 %) จากการประเมนิ ดวยแบบสอบถาม PSQI พบวาหลงั จากรับประทาน
แคปซลู สารสกดั กระชายดำได 1 เดอื น จำนวนอาสาสมัครทีม่ คี า PSQI ลดลงมาอยูใ นชวงปกติ (คา คะแนน ื
5) จำนวน 5 ราย (38.46%) และคา PSQI ลดลง ระดับ >2 คะแนน จำนวน 9 ราย (69.23%) ผลตรวจตวั
แปรการนอน จากการตรวจแอคติกราฟ พบวาหลงั รบั ประทานแคปซูลสารสกดั กระชายดำ อาสาสมัคร 13
ราย มีระยะเวลาการนอน (Total sleep time, TST) เพิ่มขนึ้ ระยะเวลาที่ใชจนกวาจะนอนหลับ (Sleep
onset latency, SOL) เพ่ิมขน้ึ อยางไรก็ตาม ไมพบความแตกตางอยางมีนัยสำคัญทางสถิตใิ นทุกตัวแปร
อาการขางเคียงที่พบ ไดแ ก ใจสัน่ กระสับกระสา ย ผลการศกึ ษาแสดงใหเหน็ วา แคปซลู สารสกดั กระชายดำมี
แนวโนมท่ชี วยเพม่ิ ระยะเวลาและคณุ ภาพการนอนได แตไมมีนยั สำคญั ทางสถติ ิ เนื่องจากขนาดตัวอยา งนอย
จงึ จำเปน ทีจ่ ะตองมีการศึกษาเพิ่มเติมตอ ไป และ อาจขยายผลไปใชใ นโรคความผิดปกตจิ ากการนอนหลับอืน่ ๆ
ไดตอ ไปในอนาคต
iii
Abstract
Kaempferia parviflora (KP) is a herbal product used both for medicinal purposes and
as a supplement drink. Previous pre clinical studies has shown that the plant extract has
vasodilation and anxiolytic properties. This study aims to study the effect towards sleep in
adults after use of the plant extract. We recruited 19 adults age more than 40 years-old,
they were given KP extract capsules (180 mg) twice a day for two months. Sleep assessment
was done by actigraphy, sleep diary and Thai-PSQI. Sleep parameters and side effects were
assessed. 63 subjects were screened and 19 subjects were included, (6 male and 13 female
with mean age at 54.9 years). Blood test of kidney function, liver enzymes and complete
blood count was normal after consumption of KP extract capsules, 11 subjects (57.9%)
said that they slept better after using KP extract capsules. After taking KP extract capsules
for 1 month, 5 subjects’ (38.46%) showed the decrease in Thai-PSQI score into a normal
range (≤ 5 points) and 9 subjects (69.23%) had decreased PSQI score at more than 2 points.
13 subjects had increased total sleep time (TST) and sleep onset latency (SOL) but the
difference was not statistically significant. A common side effect were palpitations and
feeling restless. In conclusion, K. parviflora was able to improve subjective sleep quality but
did not have statistical difference, possibly due to the small sample size. Further studies
with a larger sample size should be conducted and the plant may have a potential to
expand to supplement other sleep disorders.
รายงานการวจิ ยั และการพฒั นาการวจิ ยั การเกษตรฉบบั สมบรู ณ์
รหัสโครงการ CRP5705021570
ผลของสารสกัดกระชายดาํ ต่อสมรรถนะการออกกาํ ลังกาย
EFFECTS OF KAEMPFERIA PARVIFLORA EXTRACT
ON EXERCISE PERFORMANCE
คณะผู้วจิ ยั
ผศ.ดร.วรี ะพงษ์ ชดิ นอก
ผศ.(พเิ ศษ) นพ.โตมร ทองศรี
ทุนอุดหนุนการวจิ ัยภายใต้แผนงานวจิ ยั มุ่งเป้ าตอบสนองความต้องการพัฒนา
ประเทศโดยเร่งด่วน เรือง กลุ่มสมุนไพรไทย อาหารเสริมและสปา ประจาํ ปี
งบประมาณ 2557 ของสาํ นักงานคณะกรรมการวจิ ยั แห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ
สาํ นักงานพฒั นาการวจิ ัยการเกษตร (องค์การมหาชน)
ผลของสารสกัดกระชายดาํ ต่อสมรรถนะการออกกาํ ลังกาย
ผศ.ดร.วีระพงษ์ ชดิ นอก1,* ผศ.(พิเศษ) นพ.โตมร ทองศรี2
ภาควชิ ากายภาพบําบดั คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร จงั หวดั พษิ ณโุ ลก1
กลมุ่ งานอายรุ กรรม โรงพยาบาลพทุ ธชนิ ราช จงั หวดั พษิ ณโุ ลก2
บทคัดย่อ
การศึกษาครังนีมีวตั ถปุ ระสงค์เพือศึกษาผลระยะสนั การได้รับสารสกัดกระชายดําต่อสมรรถนะการออก
กําลงั กายแบบไม่ใช้ออกซิเจนและสมรรถนะการออกกําลังกายแบบหนักสลับเบา อาสาสมคั รเพศชาย
สขุ ภาพดี จํานวน คน อายเุ ฉลีย 20±1 ปี นําหนกั เฉลีย 66±7 กิโลกรัม สว่ นสงู เฉลีย 174±4 เซนติเมตร
ค่าดชั นีมวลกายเฉลีย 22±2 กิโลกรัมต่อตารางเมตร เข้าร่วมการศึกษาครังนี ในรูปแบบการศึกษาชนิด
double-blind, randomized และ crossover อาสาสมคั รได้รับประทานสารสกดั กระชายดํา (KP) หรือสาร
หลอก (PLB) เป็ นระยะเวลาติดตอ่ กนั วนั (ปริมาณ มิลลิกรัมตอ่ แคปซูล แคปซูลตอ่ วนั ) ในวนั ที
ของการทดลอง อาสาสมัครได้รับการทดสอบปันจักรยานแบบวินเกทเพือวัดค่ากําลังสูงสุดแบบไม่ใช้
ออกซิเจน และในวนั ที ของการทดลอง อาสาสมคั รได้รับการทดสอบ Yo-Yo intermittent recovery level
(Yo-Yo IR ) ทําการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ Paired Student’s t-tests กําหนดระดบั นยั สําคญั ทาง
สถิติ . ผลของศึกษาพบว่าค่ากําลงั สงู สุดแบบไม่ใช้ออกซิเจนของอาสาสมัครในช่วงทีได้รับสารสกัด
กระชายดํา (KP = ± 03 วัตต์) มีค่ามากกว่าช่วงทีได้รับสารหลอก (PLB = 602± 2 วัตต์) อย่างมี
นยั สําคญั ทางสถิติ (P-value <0.05) ในการทดสอบวินเกท สําหรับค่าสมรรถนะจากการทดสอบ Yo-Yo
IR1 ของอาสาสมัครในช่วงทีได้รับสารสกัดกระชายดํากับช่วงทีได้รับสารหลอกไม่มีความแตกต่างกัน
(691±170 เมตร และ 689±192 เมตร, P-value >0.05) การศกึ ษานี สรุปได้ว่าการได้รับสารสกดั กระชาย
ดําในระยะเวลาสนั มีผลเพิมกําลงั สงู สดุ ในการออกกําลงั กายแบบไม่ใช้ออกซิเจน แตไ่ ม่มีผลต่อการเพิม
สมรรถนะการออกกําลงั กายแบบหนกั สลบั เบาในเพศชายสขุ ภาพดี
คาํ สาํ คัญ: สารสกดั กระชายดาํ /การออกกําลงั กายแบบไมใ่ ช้ออกซิเจน/สมรรถนะการออกกําลงั กาย
EFFECTS OF KAEMPFERIA PARVIFLORA EXTRACT ON EXERCISE PERFORMANCE
Weerapong Chidnok ,*, Tomon Tongsri
Department of Physiotherapy, Faculty of Allied Health Sciences, Naresuan University,
Phitsanulok Buddhachinaraj Hospital, Phitsanulok
Abstract
The purpose of this study was to investigate an acute effect of Kaempferia parviflora
extract on anaerobic and intermittent exercise performance. Fourteen healthy males (mean age
± years, body weight 66±7 kg, height 174±4 cm, Body Mass Index 22±2 kg.m-2) were assigned
in a double-blind, randomized, crossover design to consume Kaempferia parviflora extract (KP)
or a starch placebo (PLB) over six days (9 mg/capsule, capsules/day). The participants
completed 30-s Wingate test, for determine the peak power output on day 5 and completed the
Yo-Yo intermittent recovery level test (Yo-Yo IR ) on day 6. Data were analyzed using Paired T-
tests. Statistical significance was set at P-value< . . The result showed that KP significantly
increased peak power output during the Wingate test (PLB = 602±82 W vs KP = 652±103 W, P-
value<0.05). Intermittent exercise performance in the Yo-Yo IR was not different between KP
and PLB (691±170 m vs. 689±192 m, P-value>0.05) consumptions. These findings suggest that
short term Kaempferia parviflora extract supplementation improves anaerobic exercise
performance, as demonstrated by a higher maximum power output but does not improve
performance during intermittent exercise in healthy male subjects.
Key Words: Kaempferia parviflora extract/Anaerobic exercise/Exercise performance
รายงานการวจิ ยั ฉบับสมบรู ณ
การพฒั นาผลงานวจิ ัยสมนุ ไพรไทยสูระบบการข้นึ ทะเบียนตำรับเปน
ผลิตภณั ฑประเภทยาสมนุ ไพรแผนปจจบุ ันและอาหารทม่ี ผี ลตอสุขภาพ
: กรณีศกึ ษากระชายดำ”
Development of Thai herb research outcome to be registered as
modern herbal medicine and nutraceutical products
: case study of Kaempferia parviflora
โดย
ผศ.ดร.ทพิ าพร กาญจนราช และคณะ
ศนู ยว จิ ัยและพฒั นาผลติ ภัณฑส ขุ ภาพจากสมุนไพร,
คณะเภสชั ศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน,
คณะเภสชั ศาสตร มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
เมษายน 2559
v
ชื่อโครงการวิจัย การพฒั นาผลงานวจิ ยั สมนุ ไพรไทยสรู ะบบการขนึ้ ทะเบียนตำรับเปน ผลิตภัณฑ
ประเภทยาสมุนไพรแผนปจจุบันและอาหารทมี่ ผี ลตอสุขภาพ: กรณศี ึกษากระชายดำ
Development of Thai herb research outcome to be registered as
Modern herbal medicine and nutraceutical products: case study of
Kaempferia parviflora
ไดร ับทุนอุดหนุนวิจัย ประจำป 2557 จำนวนเงิน 1,000,000 บาท
ระยะเวลาทำการวจิ ัย 1 ป เรมิ่ ทำการวจิ ัยเมอ่ื เดือน 15 ธันวาคม 2557 ถึง เดือน 15 ธันวาคม 2558
รายนามคณะผวู จิ ยั พรอมท้ังหนว ยงานที่สังกัดและหมายเลขโทรศัพท
หัวหนาโครงการ
ผศ.ดร. ทิพาพร กาญจนราช สัดสวนงานท่ที ำ 30%
สถานทตี่ ดิ ตอ ศูนยวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑสุขภาพจากสมุนไพร
คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน
โทรศพั ท 043202521
e-mail [email protected]
ผูร ว มงานวจิ ัย
1. ศ.ดร.บังอร ศรพี านชิ กุลชัย สดั สว นงานทที่ ำ 20%
หมายเลขบตั รประชาชน 3409900532342
รหสั ประจำตวั นกั วิจัยแหง ชาติ 40-20-0141
หนว ยงาน ศูนยว ิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑสขุ ภาพจากสมนุ ไพร
คณะเภสชั ศาสตร มหาวทิ ยาลัยขอนแกน
โทร 0-4320-2378 ตอ 1539, 043-202521,
โทรสาร 0-4320-2379, 043-202521
e-mail: [email protected]
2. ผศ.รักษวร ใจสะอาด สดั สวนงานท่ีทำ 30%
หนวยงาน ศูนยว จิ ัยและพฒั นาผลติ ภณั ฑส ขุ ภาพจากสมนุ ไพร
คณะเภสชั ศาสตร มหาวิทยาลัยขอนแกน
โทรศัพท/โทรสาร 043202521
e-mail: [email protected]
3. รศ.ดร. กิตตศิ กั ดิ์ ศรีพานชิ กลุ ชยั สัดสว นงานท่ีทำ 10%
หนว ยงาน ภาควิชากายวิภาคศาสตร คณะแพทยศาสตร
มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน
โทรศัพท/ โทรสาร 043348381
vi
4. ผศ.ดร.นภภคั ใจภกั ดี e-mail: [email protected]
หนว ยงาน สัดสว นงานทท่ี ำ 5%
ศนู ยวจิ ยั และพัฒนาผลติ ภณั ฑส ขุ ภาพจากสมนุ ไพร
5. ดร.คทั ลียา เมฆจรสั กุล คณะเภสชั ศาสตร มหาวิทยาลยั ขอนแกน
หนว ยงาน โทรศพั ท/ โทรสาร 043202521
e-mail: [email protected]
สดั สว นงานทีท่ ำ 5%
คณะเภสัชศาสตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
โทรศพั ท 0817685684
e-mail: [email protected]
บทคัดยอ
วัตถุประสงค:งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ 1) วิเคราะหจุดแข็ง จุดออนของพระราชบัญญัติยา
(2510) และพระราชบัญญัติอาหาร (2522) 2) ประมวลความคิดเห็นของผูเก่ียวของตอกฎระเบียบที่
เกี่ยวของกับการข้ึนทะเบียนผลิตภัณฑประเภทยาสมุนไพรแผนปจจุบันและอาหารท่ีมีผลตอสุขภาพและ 3)
กำหนดแนวทางการพัฒนาการข้ึนทะเบียนผลิตภัณฑจากสารสกัดกระชายดำเปนยาสมุนไพรแผนปจจุบัน
และอาหารท่ีมีผลตอสุขภาพ วิธีการศึกษา: ใชการวิจัยเอกสาร ใชเพื่อรวบรวมขอกำหนดการข้ึนทะเบียน
ผลิตภัณฑสุขภาพจากสมุนไพรของประเทศไทยเทียบกับประเทศและแคนาดา การเก็บขอมูลจาก
ผูปฏบิ ัตงิ านในองคกรทขี่ ึ้นทะเบยี นผลิตภัณฑจำนวน 15 คน ผูมีประสบการณข้นึ ทะเบยี นยาหรือผลิตภณั ฑ
เสริมอาหาร 9 คน นักวิชาการจำนวน 10 คน ผูประกอบการ 5 คน และประชาชนผูบริโภคที่มีอายุ 18 ป
ขึ้นไป จำนวน 30 คน ใชวิธีการสัมภาษณแบบเผชิญหนา การวิเคราะหขอมูลใชวิธีการวิเคราะหเนื้อหาโดย
ใชผูวิเคราะหจำนวน 3 คน วิเคราะหขอมูลอยางเปนอิสระจากกัน ผลการศึกษา: การแบงประเภทของ
ผลิตภัณฑสุขภาพ ตาม พระราชบัญญัติยา (2510) และ พระราชบัญญัติอาหาร (2522) ทำใหสมุนไพรที่มี
การพัฒนาเปนรูปแบบใหมๆ หรือมีขอคนพบสรรพคุณใหม ไมเขาตามคำจำกัดความที่กำหนดไว การข้ึน
ทะเบียนจึงข้ึนกับการตีความของผูปฏิบัติหรือผูเชี่ยวชาญแตละคน ผูปฏิบัติงานในองคกรที่ขึ้นทะเบียน
ผลิตภัณฑเห็นวากฎระเบียบและแนวปฏิบัติการข้ึนทะเบียนยาในปจจุบันมีความเหมาะสมแลว ขณะท่ี
ผูประกอบการเห็นวาควรมีการกำหนดกฎระเบียบและแนวปฏิบัติท่ีชัดเจนในการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ
สมุนไพรที่ตองการอางฤทธ์ิท่ีคนพบใหมนอกเหนือจากท่ีระบุในตำราแผนเดิม โดยกฎระเบียบและแนว
ปฏิบัติการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑกลุมน้ี ไมควรเหมือนการข้ึนทะเบียนยาแผนปจจุบันชนิดยาใหม ท้ัง
ผูปฏิบัติงานในองคกรท่ีข้ึนทะเบียนผลิตภัณฑและผูประกอบการมีความเห็นวาแนวปฏิบัติปจจุบันของการ
ขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑสมุนไพรเปนอาหารที่คาดหวังประโยชนทางดานสุขภาพ ซึ่งกำหนดใหผลิตภัณฑท่ีมี
vii
สารสกัดจากกระชายดำ เปนผลิตภัณฑเสริมอาหาร ประเภทที่ 2 (อาหารที่กำหนดคุณภาพมาตรฐาน) มี
ความชัดเจนและสามารถปฏิบัติได ขอเสนอแนะ :แนวทางการพัฒนาระบบการข้ึนทะเบียนผลิตภัณฑ
สุขภาพของประเทศไทยสามารถแบงไดเปน 2 กรณี กรณีที่ 1 ภายใต พ.ร.บ. ยา ฉบับปจจุบัน สำนักงาน
คณะกรรมการอาหารและยาควรกำหนดแนวทาง ข้ันตอน เอกสาร ท่ีตองการใหชัดเจน โดยเฉพาะอยางย่ิง
หลักฐานเชิงประจักษของสมุนไพรทเี่ ปนสารสกดั ที่ตองการอางฤทธิท์ ่ีคนพบใหม เพม่ิ จำนวนผูเช่ียวชาญและ
จัดแลกเปลี่ยนเรียนรูเพื่อใหมีความรูเปนปจจุบัน กรณีท่ี 2 ยกรางพระราชบัญญัติท่ีเก่ียวกับยาและอาหาร
ใหมก ารข้นึ ทะเบียนผลิตภัณฑ ควรพิจารณาจากความเส่ียงของผลิตภณั ฑตอผบู ริโภค ไมว าผลิตภณั ฑนนั้ จะ
ผลิตจากสารสังเคราะหหรือสมุนไพร และเอกสารประกอบการขึ้นทะเบียนของผลิตภัณฑท่ีมีความเสี่ยงใน
ระดับตา งกนั ควรแตกตางกัน
คำสำคัญ พระราชบญั ญตั ิยา พระราชบญั ญตั ิอาหาร การข้ึนทะเบยี นผลติ ภณั ฑ ยาสมนุ ไพรแผนปจจบุ ัน
ผลติ ภัณฑเ สรมิ อาหาร
viii
Abstract
Objectives: This study aimed to 1) analyze strengths and weaknesses of Drug Act
(B.E. 2510) and of Food Act (B.E. 2522), 2) collect steak holders’ opinions about the
regulations imposed on the registration of modern herbal medicine and nutraceutical
products, and 3) identify model to improve registration protocols of modern herbal
medicine and nutraceutical products which contained extracted Kaempferia parviflora.
Methods: Documentary research was employed to collect and compare regulations and
protocols of herbal health products used in Thailand with those used in Canada. Face-to-
face interviews were employed to collect data from 15 informants who involved in food
or drug product registration, 9 informants who either manufacturers or used to applied for
food or drug product registration, 10 academics and 30 consumers aged 18 years old or
over.. Data were independently analyzed by three persons, using content analysis
technique. Results: The classification of health product, under the Drug Act (B.E. 2510) and
Food Act (B.E. 2522), was not able to accompany product in newly invented forms. As a
consequence, the process of product registration was inconsistency and was, to a great
extent, depended on the opinion of individual register or expert. Informants who involved
in food or drug product registration were of the view that the current regulations and
protocols were pertinent. Manufacturers were of the view that the regulations and
protocols to register herbal medicines intended to claim their newly discovered
indications should be formulated. The registration of these herbal medicines should not
be treated exactly the same manner as the registration of new modern medicines. Both
manufacturers and product registers were of the view that it is reasonable to classify food
contained extracted Kaempferia parviflora in food category II (standard control food) and
that the current regulations and protocols related to the registration of food products in
this category were practical. Suggestions: The findings from this study suggested two
models to improve health product registration. Model I: under current drug Act and food
act, Food and Drug Administration should clarify protocols and required documents,
particularly the evidence-based studies, for the registration of herbal medicine with newly
discovered indication. Strategies to increase number of experts and updated experts’
knowledge should be sought. Model II: Revising drug Act and food act. Products should
be classified based on potential risk to consumers, regardless the source of starting
materials (synthesis substance or herbs). Protocols and documents required for the
registration of each product group should differ.
ix
Keywords: Drug Act, Food Act, the registration, herbal medicine products, nutraceutical
products
รายงานการวจิ ัยและการพัฒนาการวิจัยการเกษตร ฉบบั สมบูรณ
เสนอ สำนกั งานพฒั นาการวิจัยการเกษตร (องคการมหาชน)
รหสั โครงการ CRP5805020730
การศึกษาประสิทธภิ าพของน้ำผึ้งและยาตำรบั น้ำมนั เสลดพังพอน
ในการรกั ษาแผลกดทับบนพ้นื ฐานแนวคิดการแพทยแผนไทย
(An efficacy of honey and Clinacanthus nutans oil preparation
on pressure ulcer treatment based on Thai traditional medicine)
หวั หนาโครงการ
รศ. ดร. สมภพ ประธานธุรารักษ
คณะผวู ิจัย
พญ. อรพิชญา ไกรฤทธิ์
รศ. ดร. ปราโมทย ตระกูลเพียรกจิ
นาย สมธนึก โชตชิ ว งฉตั รชยั
หนวยงานท่ีสงั กัดคณะเภสชั ศาสตร มหาวิทยาลัยมหดิ ล
แหลงทุนสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแหง ชาติ (วช.) ดา นสมนุ ไพร
บทคดั ย่อ
แผลกดทบั เป็ นปัญหาสุขภาพสําคญั ของระบบสาธารณสุขทวั โลก การคน้ หาวิธีการรักษาแผลกดทบั ทีมี
ประสิทธิภาพยิงขึนและมีความคุม้ ค่าจึงจาํ เป็ นอยู่เสมอ โรงพยาบาลกาบเชิง จงั หวดั สุรินทร์ ไดพ้ ฒั นาเวชปฏิบตั ิ
การแพทยแ์ ผนไทยเพอื รักษาแผลกดทบั โดยใชน้ าํ ผึงและยาตาํ รับนาํ มนั เสลดพงั พอนร่วมกบั วิธีการประเมินแผลบน
แนวคิดการแพทยแ์ ผนไทย เพือพิสูจน์ประสิทธิผลตามแนวคิดของการแพทยเ์ ชิงประจกั ษ์ การศึกษานีจึงกาํ หนด
เป้าหมายเพือศึกษาประสิทธิผลของเวชปฏิบตั ิการแพทยแ์ ผนไทยเพอื การรักษาแผลกดทบั เปรียบเทียบกบั เวชปฏิบตั ิ
มาตรฐาน โดยใชร้ ูปแบบการศึกษา Multi-center, minimization, controlled trial มีพืนทีศึกษา 7 รพ. กลุ่มตวั อย่างคือ
ผูป้ ่ วยติดบา้ นทีมีแผลกดทบั จาํ นวน 66 คน ถูกแบ่งออกเป็ น 2 กลุ่มด้วยวิธี minimization กลุ่มทีได้รับเวชปฏิบตั ิ
การแพทยแ์ ผนไทย (n=33) ไดร้ ับนาํ ผึงหรือนาํ มนั เสลดพงั พอนตามการวินิจฉัยทางการแพทยแ์ ผนไทย และกลุ่ม
ควบคุมทีไดร้ ับเวชปฏิบตั ิมาตรฐาน (n=33) ไดร้ ับ hydrogel, foam, fiber หรือ hydrocolloid ตามแนวทางการเลือกใช้
ผลิตภณั ฑ์รักษาแผลกดทบั ผูเ้ ขา้ ร่วมโครงการจะได้รับการประเมินแผลกดทบั รวม 4 ครัง ทุกๆ 2 สัปดาห์ รวม
ระยะเวลา 6 สัปดาห์ โดยประเมินสภาพแผลดว้ ยเครืองมือ Pressure Ulcer Scale for Healing (PUSH) ผลการศึกษา
พบว่า การเปรียบเทียบผลการรักการรักษาภายในกล่มุ การใชเ้ วชปฏิบตั ิการแพทยแ์ ผนไทยและเวชปฏิบตั ิมาตรฐาน
แสดงค่าเฉลีย ±คา่ เบียงเบนมาตรฐาน ของคะแนน PUSH ลดลงตงั แต่ สัปดาห์ที 2 จนถึงสัปดาหท์ ี 6 อยา่ งมีนยั สาํ คญั
ทางสถิติ ไดแ้ ก่ 12.27 (±2.84), 11.58 (±2.88), 10.81 (±3.40) และ 9.58 (±4.32) ในกลุ่มทีไดร้ ับเวชปฏิบตั ิการแพทย์
แผนไทย (p = 0.000) และ 12.48(±2.58), 11.70 (±3.38), 10.64 (±3.98), และ 9.24 (±4.69) ในกลุ่มทีไดร้ ับเวชปฏิบตั ิ
มาตรฐาน (p = 0.000) ในสัปดาห์ที 0, 2, 4 และ 6 ตามลาํ ดบั การเปรียบเทียบผลการรักษาระหว่างกลุ่มดว้ ยค่าเฉลีย
ผลต่าง ±ค่าเบียงเบนมาตรฐาน ของคะแนน PUSH ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนยั สําคญั ระหวา่ ง การรักษาดว้ ยเวช
ปฏิบตั ิการแพทยแ์ ผนไทยและการรักษาดว้ ยเวชปฏิบตั ิมาตรฐาน ภายใน 6 สปั ดาห์ ไดแ้ ก่ 2.58 (±3.38) (95%CI: 1.34,
3.82) ในกลุ่มเวชปฏิบัติการแพทยแ์ ผนไทย และ 3.17 (±3.45) (95%CI: 1.86, 4.49) ในกลุ่มเวชปฏิบัติมาตรฐาน
(p>0.05) ผลการศึกษาไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสําคญั ของการลดลงของคะแนน PUSH ระหว่างกลุ่ม แมจ้ ะ
วิเคราะห์โดยการเลือกแผลกดทบั 1 แผลต่อผูเ้ ขา้ ร่วมโครงการ 1 คน หรือ การวิเคราะห์ดว้ ยแผลทงั หมด หรือการ
แบ่งกลุ่มวิเคราะห์ตามการวินิจฉัยทางการแพทยแ์ ผนไทยก็ตาม ขอ้ มูลทีไดน้ ีสนบั สนุนการใช้เวชปฏิบตั ิการแพทย์
ไทยทีใชน้ าํ ผึงและยาตาํ รับนาํ มนั เสลดพงั พอนร่วมกบั วิธีการประเมินแผลบนพืนฐานแนวคิดการแพทยแ์ ผนไทย
เป็ นทางเลือกในการรักษาแผลกดทบั
ii
Abstract
Pressure ulcer is a worldwide health problem. A higher efficacy and more cost efficiency treatments for
pressure ulcer are always needed. There is a medical practice for pressure ulcer treatment based on Thai traditional
medicine (TTM) available at Kabchoeng Hospital, a community hospital in Surin province. Honey and Clinacanthus
nutans oil preparation (CNO) were used based on TTM diagnosis. According to an evidence based medicine
perspective, an efficacy of the practice needs to be proved. Therefore, this study aim to study the efficacy of honey
and CNO on pressure ulcer treatment with TTM wound evaluation comparing with standard treatment. The study
designed was multi-center, minimization, controlled trial. There were 7 study sites. Sample size is 66 patients with
pressure ulcer. The study setting is home healthcare. The participants was allocated into 2 groups by Minimization
technique. Interventions of TTM group (n=33) were honey or CNO based on TTM diagnosis. Interventions of
standard group (n=33) were hydrogel, foam, fiber, or hydrocolloid according to current practice guideline. Pressure
ulcer was evaluated by Pressure Ulcer Scale for Healing (PUSH) every 2 weeks for 6 weeks. TTM treatment and
standard treatment can significantly reduce PUSH scores every 2 weeks. The mean of PUSH score were 12.27
(±2.84), 11.58 (±2.88), 10.81 (±3.40) and 9.58 (±4.32), in TTM group, and 12.48(±2.58), 11.70 (±3.38), 10.64
(±3.98), and 9.24 (±4.69), in standard group, in week0, 2, 4 and 6 respectively. To compare between groups, there
was no significant difference of PUSH score decreasing between TTM group and standard group. Within 6 weeks,
PUSH scores were decreased for 2.58 (±3.38) (95%CI: 1.34, 3.82) in TTM group and 3.17 (±3.45) (95%CI: 1.86,
4.49) in standard group (p=0.297). There were also no significant difference of PUSH score decreasing when the
data was analyzed by 1 wounds per case, every wounds or subgroup with TTM wound diagnosis. The findings
supported the TTM practice using honey and CNO with TTM wound diagnosis to be alternative treatment for
pressure ulcer.
iii