The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม มาตรา 190 191

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by oomy2545, 2021-09-29 09:23:20

ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม มาตรา 190 191

ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม มาตรา 190 191

ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม
มาตรา190 มาตรา191

ผู้จัดทำ

นางสาว บุรัสกร ชำนาญอักษร
รหัสนิสิต 631081158

เสนอ

อาจารย์ วิรัตน์ นาทิพเวทย์

รายวิชากฎหมายอาญา 2 : ภาคความผิด
0801221 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

คณะนิติศาสตร์

บทที่1

คำอธิบายเชิงโครงสร้าง
ความรับผิดทางอาญา

มาตรา190

หลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขัง

มาตรา 191

บุคคลทั่วไปกระทำให้ผู้ที่ถูกคุม
ขังหลุดพ้นไป

หลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขัง

มาตรา 190 ผู้ใดหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของ
พนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไมเกิน
สามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดดังกล่าวมาในวรรคแรกได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดย
ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวาง
โทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

องค์ประกอบภายนอก

(1) หลบหนี


(2) ระหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวนหรือของ

เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา

3 โดยเจตนา

หลบหนี หมายถึง ไปให้พ้นจากการคุมขังโดยไม่ได้รับอนุญาตผู้ควบคุมถ้าผู้ควบคุมอนุญาตให้
ไปแม้จะพ้นไปจากการควบคุมก็ไม่เป็นการหลบหนี, การกระทำเพียงใดจะถือว่าพ้นการคุมขังต้อง
พิจารณาสภาพการคุมขังเป็นรายกรณีไปการหนี้จากการควบคุมของตำรวจที่จับมาแม้วิ่งไปก้าว
เดียวก็เป็นการหลบหนีแม้จะจับไว้ได้อีกก็เป็นการหลบหนีสำเร็จแล้วไม่ทำให้กลับเป็นพยายาม
กระทำความผิด แต่ถ้าถูกขังในห้องขังภายในเรือนจำหรือในสถานีตำรวจ เพียงแต่งัดประตูห้อง
ขังออกมาได้ ก็เป็นการหนีสำเร็จแล้วไม่ต้องพิจารณาพ้นกำแพงเรือนจำหรือพ้นสถานีตำรวจนั้น
หรือไม่

พนักงานอัยการ หมายความถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ทั้งนี้จะเป็น
ข้าราชการในกรมอัยการหรือเจ้าพนักงานอื่นผู้มีอำนาจเช่นนั้นก็ได้

พนักงานสอบสวน หมายความถึงเจ้าพนักงาน ซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน

การจะเป็นความผิดมาตรา 190 จะต้องมีลักษณะของการกระทำคือ หลบหนีไประหว่างที่
ถูกคุมขัง การถูกคุมขัง กฎหมายบัญญัติไว้หลายกรณี หลบหนีไประหว่างถูกคุมขังตามอำนาจ
ของศาลก็ได้ ตามอำนาจของอัยการก็ได้ ตามอำนาจของพนักงานสอบสวนก็ได้ ตามอำนาจของ
เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาก็ได้

องค์ประกอบภายใน เจตนาธรรมดา
วรรคสอง เป็นเหตุเพิ่มโทษเมื่อกระทำ
(1) โดยแหกที่คุมขัง
(2) โดยใช้กำลังประทุษร้าย
(3) โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
(4) โดยร่วมกระทำความผิดด้วยการตั้งแต่สาม
คนขึ้นไป

กระทำโดยแหกที่คุมขัง หมายถึง ออกมาจากที่คุมขังโดยวิธีผิดธรรมดา เช่น การงัด หรือ
ทำลายกุญแจห้องขัง ลูกกรงห้องขังหรือการเจาะพื้นห้องขัง

แต่ไม่หมายความถึง เครื่องพันธนาการ เช่น กุญแจมือ โซ่ตรวน

ตัวอย่างเช่น การที่จำเลยไขกุญแจมือหรือเลื่อยโซ่ตรวนจนขาดแล้วหลบหนีไป ไม่ผิดแหกที่
คุมขังตามวรรคสอง (ฎีกาที่ 953 /2474)

ตัวอย่างเช่น การล่ามโซ่ไว้ไม่ใช่ที่คุมขัง จำเลยหักโซ่หลบหนีไปจากการควบคุมระหว่างผู้ใหญ่
บ้านควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน ไม่เป็นการแหกที่คุมขัง ผิดมาตรา 190 วรรคแรก
เท่านั้น (ฎีกาที่ 519/2500)

ใช้กำลังประทุษร้าย คือ การประทุษร้ายแก่กาย หรือ จิตใจ ของบุคคล ไม่ว่าจะทำด้วยแรง
กายภาพเช่น บีบคอ ผลักให้ล้ม ทำร้าย และให้หมายความรวมถึง การกระทำใดๆ ซึ่งเป็น
เหตุให้ บุคคลหนึ่งบุคคลใด อยู่ในภาวะที่ ไม่สามารถขัดขืนได้ ไม่ว่าจะโดย ใช้ยาทำให้
มึนเมา สะกดจิต หรือ ใช้วิธีอื่นใด อันคล้ายคลึงกัน

คำๆนี้มีความหมายกว้างกว่าการทำร้าย การกระทำอะไรเล็กๆน้อยๆ ก็อยู่ในความหมาย
ของการใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว เช่น กอด จับ ผลัก ดึง ข่วนหยิก เป็นต้น คือไม่ถึงกับ
ทำร้ายร่างกาย แต่การทำร้าย ก็อยู่ในความหมาย ของการใช้กำลังประทุษร้ายเหมือนกัน

ใช้กำลังประทุษร้าย มีในประมวลกฎหมายอาญษมาตรา ดังต่อไปนี้

มาตรา 113 เป็นกบฏ
มาตรา 116 มิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมาย แห่ง รัฐธรรมนูญ 3อนุ
มาตรา 117 ยุยงให้เกิด การร่วมกันหยุดงาน
มาตรา 138 ต่อสู้ หรือ ขัดขวาง เจ้าพนักงาน
มาตรา 139 ข่มขืนใจ เจ้าพนักงาน
มาตรา 190 หลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขัง
มาตรา 191 ทำให้ผู้ถูกคุมขัง หลุดพ้นจากการคุมขังไป
มาตรา 197 กีดกัน หรือขัดขวางการขายทอดตลาด

มาตรา 215 มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป
มาตรา 276 ข่มขืนกระทำชำเรา
มาตรา 278 กระทำอนาจาร
มาตรา 279 กระทำอนาจาร เด็ก
มาตรา 283 เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจาร
มาตรา 284 พาหญิงไปเพื่อการอนาจาร
มาตรา 309 ข่มขืนใจ
มาตรา 313 เรียกค่าไถ่
มาตรา 320 ส่งคนออกนอกราชอาณาจักร
มาตรา 337 กรรโชก
มาตรา 339 ชิงทรัพย์
มาตรา 365 บุกรุก โดยใช้กำลังประทุษร้าย

โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เช่น การใช้ช้อนส้อมจี้คอผู้คุมเพื่อให้ลูกพี่หนีออกไป

วรรคสาม เพิ่มโทษให้สูงขึ้นอีก ถ้าได้กระทำผิดตามวรรคแรกหรือวรรค 2 โดยมีหรือใช้
อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด

คำว่า คุมขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (12) บัญญัติว่า “คุมขัง”
หมายความว่า คุมตัว ควบคุม ขัง กักขังหรือจำคุก อาจเป็นการกักกันตาม(มาตรา
40)



มาตรา 40 กักกัน คือการควบคุมผู้กระทำความผิดติดนิสัยไว้ภายในเขตกำหนด
เพื่อป้องกันการกระทำความผิด เพื่อดัดนิสัย และเพื่อฝึกหัดอาชีพ

หรือการคุมตัวไว้ในสถานพยาบาล (มาตรา 49)

มาตรา 49 ในกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก หรือพิพากษาว่ามีความผิดแต่รอการ
กำหนดโทษ หรือรอการลงโทษบุคคลใด ถ้าศาลเห็นว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดเกี่ยว
เนื่องกับการเสพสุราเป็นอาจิณ หรือการเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ศาลจะกำหนดในคำ
พิพากษาว่า บุคคลนั้นจะต้องไม่เสพสุรา ยาเสพติดให้โทษอย่างหนึ่งอย่างใด หรือทั้ง
สองอย่าง ภายในระยะเวลาไม่เกินสองปีนับแต่วันพ้นโทษ หรือวันปล่อยตัวเพราะรอการ
กำหนดโทษ หรือรอการลงโทษก็ได้

ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวในวรรคแรกไม่ปฏิบัติตามที่ศาลกำหนด ศาลจะ
สั่งให้ส่งไปคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลเป็นเวลาไม่เกินสองปีก็ได้

อันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย หรือการควบคุมหรือกักขังตามกฎหมายอื่นก็ได้
เช่นการควบคุมบุคคลอันธพาลในสถานฝึกอาชีพตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 43
เป็นการคุมขังด้วย ที่สำคัญการคุมขังต้องเป็นไปตามอำนาจของกฎหมาย

ถ้าจับกุมโดยไม่มีอำนาจ ผู้ถูกจับหนีจากการควบคุมดังกล่าวไม่ผิดตามมาตรานี้ หรือ
ถ้ายังไม่มีการจับ เช่น ตำรวจสอบถามแล้วเชิญไปที่สถานีตำรวจไม่ได้แจ้งว่าถูกจับ ถ้า
หลบหนีไปให้ผิดตามมาตรานี้ ถ้าจับแล้วแม้ไม่ได้มีการควบคุมกักขังแต่อย่างใด หลบ
หนีไปก็เป็นความผิดฐานนี้ได้

ถ้าไม่มีเจตนาหลบหนี เช่น ภักดีชัยนักโทษในเรือนจำออกไปซื้อของที่ตลาดโดยไม่มี
การควบคุมไป นักโทษไม่มีเจตนาหลบหนี

เหตุเพิ่มโทษ มาตรา 190 วรรคสอง และวรรคสาม
(1) ภาคการหลบหนีได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ

ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ต้องรับ
โทษหนักขึ้น

(2) ถ้าได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำความผิดต้อง
ระวางโทษหนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่ง

บุคคลทั่วไปกระทำให้ผู้ที่ถูกคุมขังหลุดพ้นไป

มาตรา 191 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของ
พนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวน
คดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่
เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจากศาล
หนึ่งศาลใดให้ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป
หรือมีจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึง
เจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญ
ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้อง
ระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด

1. กระทำด้วยประการใด
2. ให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงาน
สอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไป
3. โดยเจตนา

องค์ประกอบภายนอก

องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนี้ คือ การที่บุคคลกระทำด้วยประการ
ใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน
หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไปโดยเจตนา
กระทำให้ผู้ที่ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังไป

ผู้กระทำ คือ ผู้ใด อาจเป็นผู้ถูกคุมขังด้วยกันก็ได้ถ้าช่วยให้ผู้ถูกคุมขังด้วยกันหลุดพ้น
การจากคุมขังไป ผู้กระทำก็มีความผิดตามมาตรานี้

ตัวอย่างเช่น แดงกับดำถูกขังอยู่บนสถานีตำรวจ แดงช่วยให้ดำหนีออกมาคนเดียว
แดงผิดมาตรานี้ส่วนดำผิดมาตรา 190 แต่ถ้าหลบหนีออกมาด้วยกันแดงและดำก็ผิด
มาตรา 190 ไม่ผิดมาตรา191 อีก

การกระทำ คือ การกระทำด้วยประการใด จะกระทำด้วยประการใดๆก็ได้โดยไม่จำกัด
วิธี เช่น ให้สินบนเจ้าพนักงานให้ปล่อยตัว หรือเข้าแย่งตัวผู้ถูกคุมขังในขณะตำรวจ
ควบคุมตัวไปศาล ทำลายกุญแจห้องขังปล่อยให้ผู้ถูกคุมขังหลบหนีไป หรือเจ้า
พนักงานกระทำผิดเองก็ได้ เช่น เจ้าพนักงานตำรวจสับเปลี่ยนผู้ต้องหาโดยปล่อยตัวคน
หนึ่งไปแล้วควบคุมอีกคนหนึ่งแทนผิดมาตรา 191, 157

การกระทำด้วยประการใดอาจกระทำโดยใช้อุบายหลอกลวงเจ้าพนักงานก็ได้
ตัวอย่างเช่น ขณะที่เจ้าพนักงานควบคุมตัวผู้ต้องหามาจำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ผู้ต้องหา
เป็นลูกบ้าน มารับรองขอเอาตัวผู้ต้องหาไปพูดจากันประเดี๋ยวเดียวแล้วจะส่งคืน อัน
เป็นการที่จำเลยมีเจตนาช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปและจำเลยได้ช่วยให้ผู้ต้องหาหลบ
หนีไปทั้งที่เจ้าพนักงานได้ตามไปนั่งคอยรับตัวผู้ต้องหาอยู่ ดังนี้ถือว่าจำเลยได้ทำการช่วย
เหลือผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในระหว่างการควบคุมให้หลุดพ้น มีความผิดมาตรา 191

องค์ประกอบภายใน
องค์ประกอบภายในของความผิดฐานนี้ คือ เจตนาทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุม
ขัง กล่าวคือ ผู้กระทำต้องรู้ว่าผู้ที่ตนจะทำให้หลุดพ้นจากการคุมขังนั้นเป็นผู้ที่ถูกคุมขัง
อยู่และผู้กระทำต้องการทำให้ผู้ถูกคุมขังนั้นหลุดพ้นจากการคุมขังไป

การรับโทษ

มาตรา 191 วรรสอง และวรรคสาม บัญญัติว่า

ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจากศาลหนึ่งศาลใดให้
ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่
สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่ง
พันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะ
ใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษ
หนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

บทที่ 2

คำอธิบายจาก
บรรทัดฐานคำพิพากษา




คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4915/2537





คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3243/2528

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4915/2537

จำเลยเป็นผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ที่ห้องขังของสถานีตำรวจ เวลา 8 นาฬิกา นายดาบ
ตำรวจส. เสมียนคดี แจ้งความประสงค์ต่อนายดาบตำรวจก. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สิบเวรว่าได้
รับคำสั่งจากพนักงานสอบสวนให้มาพิมพ์ลายนิ้วมือของจำเลย นายดาบตำรวจก. ไข
กุญแจห้องขังเปิดประตูเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยก่อนนำจำเลย ออกจากห้องขัง แต่จำเลย
วิ่งสวนทางออกมาวิ่งหลบหนีลงไป ทางบันได สิบตำรวจตรีฉ. ซึ่งยืนอยู่ตรงที่พักบันได
ประสบเหตุดังกล่าวจึงเข้าสกัดจับจำเลยไว้ได้ การที่จำเลยซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ ในห้องขัง
สถานีตำรวจอันเป็นการควบคุมที่เจ้าพนักงานตำรวจ จัดกำหนดขอบเขตเอาไว้ ออกจาก
ขอบเขตดังกล่าวโดยผู้มีอำนาจ ควบคุมจำเลยยังมิได้อนุญาตในลักษณะของการวิ่งหลบ
หนี ออกมาพ้นเขตควบคุมแล้วไม่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะติดตามจับกุม จำเลยได้หรือไม่
ก็ตาม การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการหลบหนี ไปในระหว่างที่ถูกคุมขังของเจ้า
พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องหลบหนีให้
พ้นออกไปจากตัวอาคารของสถานีตำรวจจึงจะถือว่าการหลบหนีสำเร็จ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 190

วินิจฉัย

จากคำพิพากษาคดีดังกล่าว การที่จำเลยซึ่งได้กระทำความผิดและถูกคุมขังอยู่ที่ห้องขัง
สถานีตำรวจ ได้วิ่งสวนทางออกมาเพื่อจะหลบหนีจากที่คุม ขณะที่นายดาบตำรวจ ก สิบเวร
ไขกุญแจห้องขังเปิดประตูเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยก่อนนำออกจากห้องขังไปพิมพ์ลายนิ้วมือนั้น
การกระทำของจำเลยเป็นการที่จำเลยได้หลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของ
พนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 190 ต่อมาจำเลยวิ่งสวนทางออกมา
วิ่งหลบหนีลงไป ทางบันได สิบตำรวจตรี ฉ. ซึ่งยืนอยู่ตรงที่พักบันไดประสบเหตุดังกล่าวจึง
เข้าสกัดจับจำเลยไว้ได้ การที่จำเลยซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ ในห้องขังสถานีตำรวจอันเป็นการ
ควบคุมที่เจ้าพนักงานตำรวจ จัดกำหนดขอบเขตเอาไว้ ออกจากขอบเขตดังกล่าวโดยผู้มี
อำนาจ ควบคุมจำเลยยังมิได้อนุญาตในลักษณะของการวิ่งหลบหนี ออกมาพ้นเขตควบคุม
แล้วไม่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะติดตามจับกุม จำเลยได้หรือไม่ก็ตาม การกระทำของจำเลย
ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องหลบหนีให้พ้นออกไปจากตัวอาคารของสถานี
ตำรวจจึงจะถือว่าการหลบหนีสำเร็จ

สรุป

การกระทำของจำเลยนั้นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 190 ศาลพิพากษา
ว่าจำเลยนั้นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 190 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 6
เดือน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3243/2528

ขณะที่ร้อยตำรวจตรี พ. ควบคุมตัว ส. ผู้ต้องหา ใน ข้อหาไม่ยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญ
พระบารมี ซึ่งเป็นความผิดมีโทษตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2485
จะนำขึ้นรถยนต์ไปสถานีตำรวจเพื่อดำเนินคดีจำเลยได้เข้าโอบกอดจับตัว ร้อยตำรวจตรี พ. ไว้
และพวกของจำเลยอีกสองคนได้ช่วยกันยื้อแย่งเอาตัว ส. ขึ้นรถยนต์หลบหนีไปถือว่า ส. ถูกคุม
ขังอยู่ตามอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 1 (12), 191 แล้วการกระทำของ จำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา
138, 140, 191

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา 1(12) 138 140 191 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ม.2(21) 83 84 พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติพ.ศ.2485

วินิ จฉั ย

จากข้อเท็จจริงจำเลยนั้นได้ถูกจับข้อหาไม่ยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่ง
การกระทำของ ส. เป็นความผิดมีโทษตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช
2485 ต่อมาร้อยตำรวจตรี พ. จะนำตัวจำเลยขึ้นรถยนต์ไปสถานีตำรวจเพื่อดำเนินคดี จำเลย
ได้เข้าโอบกอดจับตัว ร้อยตำรวจตรี พ. ไว้ และพวกของจำเลยอีกสองคนได้ช่วยกันยื้อแย่งเอาตัว
ส. ขึ้นรถยนต์หลบหนีไป การที่จำเลยได้เข้าโอบกอดจับตัว ร้อยตำรวจตรี พ. เป็นการกระทำที่
ทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา191 และกรณีต่อมาพวกของ
จำเลยอีกสองคนได้ช่วยกันยื้อแย่งเอาตัว ส.ขึ้นรถยนต์หลบหนีไป เป็นการกระทำที่ถือเป็นการ
ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 และการ
พวกของจำเลยอีกสองคนก็ยังเป็นการกระทำด้วยประการใดๆให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของ
ศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดี
อาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา191 ด้วย การกระทำดัง
กล่าวของ ส. พวกของ ส อีกสองคนเป็นการกระทำโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วนกัน
ตั้งแต่3คนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140

สรุป

ดังนั้นจำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 191, 83 และศาล
พิพากษาให้ลงโทษตาม มาตรา 191 วรรคท้าย ซึ่งเป็นบทหนัก

บทที่ 3

สรุปเนื้อหา

หลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขัง
มาตรา190

บุคคลทั่วไปกระทำให้ผู้ที่ถูก
คุมขังหลุดพ้นไป
มาตรา191

หลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขัง

มาตรา 190 ผู้ใดหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ
ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดดังกล่าวมาในวรรคแรกได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลัง
ประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกัน
ตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้
กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

องค์ประกอบภายนอก
(1) หลบหนี
(2) ระหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวนหรือ
ของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา

องค์ประกอบภายใน เจตนาธรรมดา
วรรคสอง เป็นเหตุเพิ่มโทษเมื่อกระทำ
(1) โดยแหกที่คุมขัง
(2) โดยใช้กำลังประทุษร้าย
(3) โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
(4) โดยร่วมกระทำความผิดด้วยการตั้งแต่สามคนขึ้นไป

วรรคสาม เพิ่มโทษให้สูงขึ้นอีก ถ้าได้กระทำผิดตามวรรคแรกหรือวรรค 2 โดยมีหรือใช้
อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด

คำว่า คุมขัง เป็นไปตามมาตรา 1 (12) ได้แก่ การคุมตัว ควบคุม ขัง กักขัง หรือจำคุก
อาจเป็นการกักกัน (มาตรา 40) หรือการคุมตัวไว้ในสถานพยาบาล (มาตรา 49) อันเป็น
วิธีการเพื่อความปลอดภัย หรือการควบคุมหรือกักขังตามกฎหมายอื่นก็ได้ เช่นการควบคุม
บุคคลอันธพาลในสถานฝึกอาชีพตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 43 เป็นการคุมขังด้วย
ที่สำคัญการคุมขังต้องเป็นไปตามอำนาจของกฎหมาย ถ้าจับกุมโดยไม่มีอำนาจ ผู้ถูกจับ
หนีจากการควบคุมดังกล่าวไม่ผิดตามมาตรานี้ หรือถ้ายังไม่มีการจับ เช่น ตำรวจสอบถาม
แล้วเชิญไปที่สถานีตำรวจไม่ได้แจ้งว่าถูกจับ ถ้าหลบหนีไปให้ผิดตามมาตรานี้ ถ้าจับแล้วแม้
ไม่ได้มีการควบคุมกักขังแต่อย่างใด หลบหนีไปก็เป็นความผิดฐานนี้ได้ ถ้าไม่มีเจตนาหลบ
หนี เช่นภักดีชัยนักโทษในเรือนจำออกไปซื้อของที่ตลาดโดยไม่มีการควบคุมไป นักโทษไม่มี
เจตนาหลบหนี

เหตุเพิ่มโทษ มาตรา 190 วรรคสอง และวรรคสาม
(1) ภาคการหลบหนีได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะ

ใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ต้องรับโทษหนัก
ขึ้น

(2) ถ้าได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำความผิดต้องระวาง
โทษหนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่ง

ตัวอย่าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4915/2537

จำเลยเป็นผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ที่ห้องขังของสถานีตำรวจ เวลา 8 นาฬิกา นายดาบ
ตำรวจส. เสมียนคดี แจ้งความประสงค์ต่อนายดาบตำรวจก. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สิบเวรว่าได้
รับคำสั่งจากพนักงานสอบสวนให้มาพิมพ์ลายนิ้วมือของจำเลย นายดาบตำรวจก. ไขกุญแจ
ห้องขังเปิดประตูเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยก่อนนำจำเลย ออกจากห้องขัง แต่จำเลยวิ่งสวน
ทางออกมาวิ่งหลบหนีลงไป ทางบันได สิบตำรวจตรีฉ. ซึ่งยืนอยู่ตรงที่พักบันไดประสบ
เหตุดังกล่าวจึงเข้าสกัดจับจำเลยไว้ได้ การที่จำเลยซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ ในห้องขังสถานี
ตำรวจอันเป็นการควบคุมที่เจ้าพนักงานตำรวจ จัดกำหนดขอบเขตเอาไว้ ออกจากขอบเขต
ดังกล่าวโดยผู้มีอำนาจ ควบคุมจำเลยยังมิได้อนุญาตในลักษณะของการวิ่งหลบหนี ออก
มาพ้นเขตควบคุมแล้วไม่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะติดตามจับกุม จำเลยได้หรือไม่ก็ตาม
การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการหลบหนี ไปในระหว่างที่ถูกคุมขังของเจ้าพนักงานผู้มี
อำนาจสืบสวนคดีอาญา เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องหลบหนีให้พ้นออกไปจากตัว
อาคารของสถานีตำรวจจึงจะถือว่าการหลบหนีสำเร็จ

บุคคลทั่วไปกระทำให้ผู้ที่ถูกคุมขังหลุดพ้นไป

มาตรา 191 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของ
พนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุด
พ้นจากการคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำ
ทั้งปรับ

ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจากศาลหนึ่งศาลใดให้
ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่สามคน
ขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่ง
หมื่นสี่พันบาท

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง
ประทุษร้าย หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่
กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด
1. กระทำด้วยประการใด
2. ให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน

หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไป
3. โดยเจตนา

องค์ประกอบภายนอก
องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนี้ คือ การที่ผู้ใดกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูก
คุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงาน
ผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไปโดยเจตนากระทำให้ผู้ที่ถูกคุมขังหลุดพ้นจาก
การคุมขังไป

ผู้กระทำ คือ ผู้ใด อาจเป็นผู้ถูกคุมขังด้วยกันก็ได้ถ้าช่วยให้ผู้ถูกคุมขังด้วยกันหลุดพ้นการจาก
คุมขังไป ผู้กระทำก็มีความผิดตามมาตรานี้

การกระทำ คือ การกระทำด้วยประการใด จะกระทำด้วยประการใดๆก็ได้โดยไม่จำกัดวิธี เช่น ให้
สินบนเจ้าพนักงานให้ปล่อยตัว หรือเข้าแย่งตัวผู้ถูกคุมขังในขณะตำรวจควบคุมตัวไปศาล ทำลาย
กุญแจห้องขังปล่อยให้ผู้ถูกคุมขังหลบหนีไป หรือเจ้าพนักงานกระทำผิดเองก็ได้ การกระทำด้วย
ประการใดอาจกระทำโดยใช้อุบายหลอกลวงเจ้าพนักงานก็ได้ เช่น ขณะที่เจ้าพนักงานควบคุมตัวผู้
ต้องหามาจำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ผู้ต้องหาเป็นลูกบ้านมาผู้รับรองขอเอาตัวผู้ต้องหาไปพูดจากัน
ประเดี๋ยวเดียวแล้วจะส่งคืน อันเป็นการที่จำเลยมีเจตนาช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปและจำเลย
ได้ช่วยให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปทั้งที่เจ้าพนักงานได้ตามไปนั่งคอยรับตัวผู้ต้องหาอยู่ ดังนี้ถือว่าจำเลย
ได้ทำการช่วยเหลือผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในระหว่างการควบคุมให้หลุดพ้น มีความผิดมาตรา 191

องค์ประกอบภายใน
องค์ประกอบภายในของความผิดฐานนี้ คือ เจตนาทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขัง กล่าวคือ
ผู้กระทำต้องรู้ว่าผู้ที่ตนจะทำให้หลุดพ้นจากการคุมขังนั้นเป็นผู้ที่ถูกคุมขังอยู่และผู้กระทำต้องการ
ทำให้ผู้ถูกคุมขังนั้นหลุดพ้นจากการคุมขังไป การทำให้หลุดพ้นจากการคุมขังไปอาจกระทำโดยใช้วิธี
ทำลายสถานที่คุมขังก็ได้ เช่น แดงซึ่งเป็นคนนอกได้ทำลายประตูห้องขังช่วยดำที่ถูกขังอยู่ ให้หลบ
หนีออกมา แดงจะผิดมาตรา 191 วรรคหนึ่ง ส่วนดำถ้ามีเจตนาหลบหนีก็จะผิดมาตรา 190 วรรค
แรกไม่ใช่วรรคสอง เพราะดำไม่ได้แหกที่คุมขังออกมาเอง แต่ถ้าร่วมกันทำลายและแหกที่คุมขัง แดง
ยังผิดมาตรา 191 แต่ดำผิดมาตรา 190 วรรคสอง

การรับโทษ
มาตรา 191 วรรสอง และวรรคสาม บัญญัติว่า
ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจากศาลหนึ่งศาลใดให้ลงโทษประหาร
ชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้อง
ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง
ประทุษร้าย หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมาย
บัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง

ตัวอย่าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3243/2528

ขณะที่ร้อยตำรวจตรี พ. ควบคุมตัว ส. ผู้ต้องหา ใน ข้อหาไม่ยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญ
พระบารมี ซึ่งเป็นความผิดมีโทษตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2485 จะนำ
ขึ้นรถยนต์ไปสถานีตำรวจเพื่อดำเนินคดีจำเลยได้เข้าโอบกอดจับตัว ร้อยตำรวจตรี พ. ไว้ และพวก
ของจำเลยอีกสองคนได้ช่วยกันยื้อแย่งเอาตัว ส. ขึ้นรถยนต์หลบหนีไปถือว่า ส. ถูกคุมขังอยู่ตาม
อำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 1 (12), 191 แล้วการกระทำของ จำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 138, 140, 191

บรรณานุกรม




กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา. (2021). คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3243/2528,
สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2564. จาก. https://www.smartdeka.com/

ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ. (2564). คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิดและลหุโทษ
(พิมพ์ครั้งที่18). กรุงเทพฯ : วิญญูชน.

ประสิทธิ์ จงวิชิต. (2021). ขอบเขตการเรียนการสอน LAW2007 กฎหมายอาญา 2,
สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2564. จาก.https://sites.google.com/

พรชัย สุนทรพันธุ์. (2563). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา
(พิมพ์ครั้งที่1). นนทบุรี : ธนธัชการพิมพ์.

สหรัฐ กิติ ศุภการ. (2564). หลักและคำพิพากษา กฎหมายอาญา (พิมพ์ครั้งที่11).
กรุงเทพฯ : สุนทรี สรรเสริญ.


Click to View FlipBook Version