97 - ค่าเป้าหมายที่มีความยากปานกลาง - ค่าเป้าหมายในระดับท้าทายมีความยากค่อนข้างมากโอกาสส าเร็จมากกว่า 50% ตัวชี้วัดที่ดีเป็นอย่างไร - มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ภารกิจ และยุทธศาสตร์ขององค์กร - มีบุคลากรหรือหน่วยงานรับผิดชอบตัวชี้วัดทุกตัวที่สร้าง - ช่วยให้ผู้บริหารและบุคลากรสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงส าคัญขององค์กรได้ นอกเหนือจากการใช้ตัวชี้วัดเพื่อการประเมินผลงาน - ต้องไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งภายในองค์กรซึ่งเป็นข้อที่ควรระวังในการจัดท าตัวชี้วัดทั้งนี้ ไม่ควรให้เกิดความล าเอียงในการประเมิน - ควรติดตามผลการด าเนินการเป็นระยะ (ทุกรอบ 3 เดือนและ/หรือทุกรอบ 6 เดือน) - ต้องมีความท้าทายในการท างาน แต่ต้องมีความเป็นไปได้เช่นเดียวกัน ระบบการประเมิน - การประเมินข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลการปฏิบัติงานเฉพาะบุคคล เช่น สถิติการลา หรืออุปนิสัยส่วนตัว ซึ่งจะไม่เกี่ยวกับความสามารถในการท างาน - การประเมินผลการปฏิบัติงาน เกี่ยวข้องกับการท างานโดยตรง วัดจากการท างาน ที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่ตรงกับต าแหน่ง (Job Description) ส่วนมากวัดจากปริมาณงานมากกว่าคุณภาพ - การประเมินสมสรรถนะ เกี่ยวข้องกับความสามารถของรายบุคคลตามที่องค์กรคาดหวัง ซึ่งใช้ร่วมกับการประเมินผลการปฏิบัติงาน ขั้นตอนการจัดท าตัวชี้วัด - วิเคราะห์วัตถุประสงค์ขององค์กร ยุทธศาสตร์ แผนงาน เป้าหมายที่เป็นผลผลิต (Output) หรือผลลัพธ์ (Outcome) ในระยะสั้นและระยะยาว - ก าหนดประเด็นที่ต้องติดตามประเมินผล - ก าหนดตัวชี้วัดโดยเลือกตัวชี้วัดที่ตรงประเด็นมากที่สุด - วางระบบจัดเก็บข้อมูลและประมวลผลข้อมูล โดยก าหนดรายละเอียดของข้อมูล ที่จะจัดเก็บในแต่ละช่วงเวลาอย่างเหมาะสม
98 วิชาที่ 22 “หลักการสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายในและภายนอกองค์กร” โดย อาจารย์บัณฑิต ตั้งประเสริฐ หลักการประชาสัมพันธ์ การประชาสัมพันธ์เป็นกิจกรรมทางการบริหารจัดการด้านภาพพจน์ และชื่อเสียง ที่เกิดจาก ความพยายามที่มีการวางแผน โดยเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร และสร้างกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจ สร้าง การยอมรับ การสร้างทัศนคติที่ดี ให้กับองค์กรในกลุ่มสาธารณชนที่เกี่ยวข้อง อันไปสู่ความร่วมมือ และการ สนับสนุนที่จะท าให้พันธกิจขององค์ร ด าเนินไปได้ด้วยดี บรรลุเป้าหมาย ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นใจ กระบวนการด าเนินงานประชาสัมพันธ์ มีขั้นตอนการด าเนินงานประชาสัมพันธ์ แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การวิจัย - การรับฟัง 2. การวางแผน - การตัดสินใจ 3. การสื่อสาร 4. การประเมินผล เครื่องมือที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ ได้แก่ สื่อบุคคล สื่งสิ่งพิมพ์ สื่อโทรทัศน์ สื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ กิจกรรมและเหตุการณ์พิเศษ สื่อเฉพาะกิจ สื่ออินเตอร์เน็ต ความหมายและความส าคัญของการสื่อสาร การสื่อสาร หมายถึง การกระท าหรือพฤติกรรมต่าง ๆ ที่ด าเนินไปในลักษณะแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นทั่วไป เป็นกระบวนการสื่อข้อมูลซึ่งกันและกันระหว่างบุคคลหนึ่ง หรือคนที่ต้องการสื่อเพื่อให้ ทุกคนเข้าใจในข่าวสารนั้น ลักษณะของการสื่อสาร 1. การสื่อสารเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ พฤติกรรมการสื่อสาร เป็นสิ่งที่ บุคคลหลีกเลี่ยงไม่ได้ การสื่อสารเกิดขึ้นแม้เราจะตัดขาดจากโรคภายนอก หรือแม้แต่ขณะหลับ 2. การสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งรูปแบบ วิธีการ เนื้อหา ช่องทางการสื่อสาร ข่าวสาร สัญลักษณ์ที่ใช้ ตลอดจนผู้รับสารและผู้ส่งสาร ไม่ได้เกิดขึ้นตามรูปแบบที่ก าหนดขึ้นตามหลักเกณฑ์ เสมอไป 3. การสื่อสารทุกอย่างย่อมมีเป้าหมาย เพื่อให้บุคคลบรรลุถึงความต้องการ ทั้งการเข้าใจ ตนเอง บุคคลอื่น และสภาพแวดล้อม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนในเหตุการณ์ ต้องมีการสื่อสาร เพื่อลดไม่แน่นอนเหล่านั้น ด้วยการเรียนรู้จากบุคคลอื่น ๆ
99 หลักการสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายในและภายนอกองค์กร การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์อาจแบ่งตามลักษณะงานกว้าง ๆ ได้ 2 ประเภท 1. การสื่อสารประมาสัมพันธ์ภายในองค์กร (Internal public Relations) คือ องค์กร ที่ประสบความส าเร็จ มีความยืดหยุ่น มีการปรับตัวและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมทางธุรกิจได้รวดเร็ว การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ภายในองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งส าคัญในการสร้างนวัตกรรมองค์กรที่จะช่วยให้พนักงาน ปรับตัวและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างรวดเร็ว 2. การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ภายในองค์กร (External Public Relations) เป้าหมายของการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ภายในองค์กร เป็นการสร้างความสัมพันอันดีภายในองค์กร เอื้ออ านวยให้การบริการ และด าเนินการเป็นไป ด้วยความราบรื่น คล่องตัวและมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีเป้าหมาย ดังนี้ 1. การจูงใจให้พนักงานเกิดขวัญและก าลังใจที่ดี เช่น การจูงใจให้เข้ามามีส่วนร่วม ยอมรับ แนวทางปฏิบัติ และปฏิบัติตามแนวทางที่องค์กรต้องการ โดยสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับ นโยบายองค์กร 2. กระตุ้นให้พนักงานสร้างนวัตกรรม เน้นสร้างนวัตกรรมโดยการท างานเป็นทีม และการให้มี ส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพื่อใช้ความรู้ ความช านาญ ของพนักงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3. การสร้างความผูกพันของพนักงานต่อองค์กร องค์กรต้องให้พนักงานรู้สึกว่าตนเองเป็นส่วน หนึ่งขององค์กร และเป็นส่วนหนึ่งของความส าเร็จขององค์กร รูปแบบการสื่อสารภายในองค์กร มีดังนี้ 1. การสื่อสารจากบนลงล่าง เป็นการสื่อสารซึ่งส่งผ่านจากล าดับชั้นบังคับบัญชาในระดับสูง ลงไปยังผู้ใต้บังคับบัญชาระดับต่ าภายในองค์กร ซึ่งรวมไปถึงนโยบายบริหารจัดการ การสั่งงาน และการบันทึก ข้อความที่เป็นทางการ 2. การสื่อสารจากล่างขึ้นบน เปนการสื่อสารซึ่งส่งผ่านจากผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้ปฏิบัติหน้าที่ จากที่ต่ ากว่า ขึ้นสู่ระดับสูงกว่า การสื่อสารระดับนี้จะรวบรวมกล่องความคิดเห็น การป ระชุมกลุ่ม และกระบวนการร้องเรียน เป็นต้น จากการวิจัยพบว่า การสื่อสารในระดับนี้ สามารถปรับปรุงผลการปฏิบัตงาน ของตนได้ดียิ่งขึ้น 3. การสื่อสารในแนวนอน เป็นการสื่อสารซึ่งส่งข้ามหน่วยงานภายในองค์กร ซึ่งมีความจ าเป็น ยิ่งต่อการประสานงาน และการหลอมรวมหน้าที่สายงานภายใน องค์กรที่แตกต่างเข้าด้วยกัน เช่น การติดต่อ ข้ามสายงานระหว่างฝ่าย เป็นต้น 4. การสื่อสาร แบบต่างหน่วยงานและต่างระดับภายในองค์กรแม้จะเป็นวิธีการสื่อสารระบบ สัมพันธ์จะมีคนใช้น้อยที่สุด ของการสื่อสารทั้ง 4 แบบ แต่ก็มีความจ าเป็นในบางสถานการณ์ที่สมาชิกในองค์กร ไม่สามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพผ่านช่องทางอื่น ๆ ได้ เป็นลักษณะการสื่อสารที่ส่งข้ามไปยังหน่วยงาน แตกต่างกัน
100 ช่องทางการประชาสัมพันธ์ภายในองค์กร เพื่อให้การประชาสัมพันธ์ด าเนินการไปอย่างราบรื่น เกิดประโยชน์สูงสุดบรรลุวัตถุประสงค์ และกลุ่มเป้าหมายที่วางไว้ การเลือกช่องทางประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้อง นับว่ามีความส าคัญมากที่สุด กิจกรรมประจ า 1. สื่อบุคคล เช่น การสนทนา การติดต่อสอบถาม โทรศัพท์ภายใน เป็นต้น 2. สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น แผ่นพับ แผ่นปลิว จดหมายข่าว จดหมายเวียน คู่มือหนังสือ เป็นต้น 3. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น เสียงตามสาย อินเตอร์เน็ต เป็นต้น 4. สื่ออื่น ๆ เช่น ป้ายประกาศ ข้อมูลข่าวสาร สติ๊กเกอร์ เป็นต้น กิจกรรมพิเศษ 1. สื่อบุคคล เช่น การบรรยาย การประชุมสภา เป็นต้น 2. สื่อสิ่งพิมพ์ เช่น สิ่งพิมพ์เฉพาะกิจต่าง ๆ เป็นต้น 3. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น เสียงตามสาย รายการวิทยุกระจายเสียง รายการโทรทัศน์ เป็นต้น 4. สื่ออื่น ๆ เช่น บัตรอวยพรปีใหม่ ของขวัญ ของแจก การ์ด ของแถม เป็นต้น
101 วิชาที่ 22 “การสร้างทีมและบริหารทีม (Team building)” โดย อาจารย์บัณฑิต ตั้งประเสริฐ การท างานเป็นทีมเป็นองค์ประกอบที่ส าคัญเมื่อบุคลากรร่วมมือร่วมใจจะช่วยส่งเสริม กระบวนการท างานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น บรรลุวัตถุประสงค์เป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้การท างานเป็น ทีมจะท าให้มีความคิดใหม่ๆมากยิ่งขึ้นซึ่งทีมหรือกลุ่มท างานจะต้องมีความรู้สึกและมีส่วนร่วมไปด้วยกัน เพื่อการท างานให้ง่ายยิ่งขึ้น การสร้างทีมงานจะต้องเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้ร่วมงานให้การท างานเกิด ประสิทธิภาพเกิดความสามัคคี และมีเป้าหมายในทิศทางเดียวกันโดยใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าลดขั้นตอน และเวลาด้วย องค์ประกอบการท างานเป็นทีม ผู้น าทีม ต้องไม่เป็นผู้สั่งแต่อย่างเดียว ต้องรู้จักสมาชิกท าความเข้าใจบริหารงานและบริหาร บุคคลด้วย จ าเป็นต้องอธิบายงานที่มอบหมายให้สมาชิกเข้าใจถึงเป้าหมาย ให้เป็นทิศทางเดียวกัน (ตัวอย่าง) กิจกรรมปรบมือตามที่ผู้น า (อาจารย์) สั่ง ท าให้ผู้อบรมได้เข้าใจถึงการสั่งงาน ที่ไม่ชัดเจนและสมาชิกไม่เข้าใจ จะท าให้ไม่บรรลุตามเป้าหมายที่ผู้น าก าหนดไว้ รวมถึงการไม่พูดคุยท าความ เข้าใจรายละเอียดกระบวนการท างานให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันก็นับเป็นปัญหาของการท างานเป็นทีมด้วย สมาชิกทีม เป็นองค์ประกอบที่ส าคัญในระบบการท างานเป็นทีมให้บรรลุเป้าหมาย กระบวนการท างาน เป็นกรอบส าคัญที่ท าให้ทุกคนท างานมีประสิทธิภาพและมีทิศทาง เดียวกัน (ตัวอย่าง) กิจกรรมหมุนตัวเป็นเกลียวโดยนิสิตสองคนจับมือกันและหมุนไปทางเดียวกัน เป็น การสอนให้เข้าใจถึงความเป็นทีมและมีกระบวนการท างานไปในทางเดียวกันเพื่อบรรลุเป้าหมาย ปัจจัยส าคัญในการพัฒนาทีมงาน ความเป็นผู้น า ต้องมีวิสัยทัศน์และมีความเป็นผู้น าสูง สามารถมอบหมายและแบ่งภาระงาน ต้องมีหน้าที่สร้างแรงจูงใจ ชื่นชมความส าเร็จของทีม หากสมาชิกทีมท าผิดต้องไม่ซ้ าเติม ผู้น าจะต้องสามารถ สอนงานหรือแนะน าสมาชิกได้ การวางเป้าหมายของทีม ผู้น าและทีม ต้องมีการวางเป้าหมายร่วมกันมีการวางแผน กระบวนการท างานให้มีประสิทธิภาพและบรรลุเป้าหมายร่วมกัน การสื่อสาร ทีมที่แข็งแกร่งและทรงพลัง จ าเป็นต้องมีเทคนิคการสื่อสารที่ดีและชัดเจนต้องรับ ฟังความคิดเห็นของทีม และการพูดที่เหมาะสม มีความคิดสร้างสรรค์ การสร้างบรรยากาศในการท างานร่วมกัน สร้างมิตรภาพในการท างานสร้างทัศนคติที่ดี ต่อกัน ท าถูกก็ชื่นชม ท าผิดก็แนะน าไม่ซ้ าเติมกัน สร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีในทีม มนุษย์สัมพันธ์ในการท างาน จะสามารถติดต่อประสานงานกับทุกคนได้ราบรื่น ได้รับการยอมรับจากกลุ่มหรือบุคคลอื่น ๆ ได้รับ
102 ความร่วมมือ ความช่วยเหลือผลักดันให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ นอกจากนี้ยังสร้างความน่าเชื่อถือความ ศรัทธาระหว่างกันอีกด้วย บุคคลที่ประสบความส าเร็จในชีวิต จะต้องมีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน การมี Positive Thinking กับบุคคลอื่นหรือ ผู้ร่วมงาน ท าความเข้าใจธรรมชาติความต้องการของคนอื่น มีมนุษย์สัมพันธ์ และการสื่อสารที่ดีกับผู้ร่วมงาน รู้จักพัฒนาตนเองตลอด มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในชีวิตอนาคต ซึ่งสถานภาพพื้นฐานส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมองค์กรที่แตกต่างกัน นับเป็นปัจจัยส่งผลกระทบต่อความส าเร็จในชีวิต เพราะฉะนั้นสิ่งที่ส าคัญที่สุด คือ การมีความคิดที่ดีต่อตนเองและต่อบุคคลอื่น สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในทุกสถานการณ์ จึงจะเป็นบุคคลที่ประสบความส าเร็จในชีวิต สรุป การสร้างทีมงานและบริหารทีมจะต้องพยายามเข้าใจพฤติกรรมของคนที่ต้องมา ปฏิบัติงานร่วมกันสามารถเรียนรู้วิเคราะห์ปัญหาและแก้ไขปัญหาร่วมกัน เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ เกิดความสามัคคีและมีเป้าหมายในทิศทางเดียวกัน พร้อมปฏิบัติงานร่วมกันด้วยกระบวนการท างานให้มี ประสิทธิภาพ
103 สรุปการศึกษาดูงานนอกสถานที่ ศูนย์การเรียนรู้ ๙ ตามพ่อ สานต่อความดี วิถีพอเพียง ต าบลบางขันหมาก อ าเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี สรุปสาระส าคัญของการศึกษาดูงาน ดังนี้ เริ่มมาจากความศรัทธา ความเชื่อมั่นในหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และน้อมน าหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง ร.๙ ไปสู่การปฏิบัติ น าโดยผู้ใหญ่บ้าน นายสุทัศน์ หลีกพาล หรือผู้ใหญ่ เหนือ มีแนวคิดว่าต้องเริ่มจากตนเองก่อน พร้อมเสียสละพร้อมท าประโยชน์ให้ชุมชน ตามองค์ความรู้ ประสบการณ์และตอบแทนแผ่นดินในหลวง ร.๙ มีแรงขับเคลื่อนของคนในชุมชน จากการร่วมแรงร่วมใจ ของคนในชุมชน “เศรษฐกิจพอเพียง” คืออะไร “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชด าริ ชี้แนะแนวทาง การด าเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๒๕ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ ทางเศรษฐกิจ และเมื่อภายหลังได้ทรงเน้นย้ าแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้น และสามารถด ารงอยู่ได้อย่าง มั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และความ เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวการด ารงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ด าเนินไปในทาง สายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจ าเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการ กระทบใด ๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในภายนอก ทั้งนี้ จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่งในการน าวิชาการต่าง ๆ มาใช้ในการวางแผนและการด าเนินการ ทุกขั้นตอน และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีส านึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ด าเนิน ชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอก ได้เป็นอย่างดี ศูนย์การเรียนรู้ ๙ ตามพ่อ กับการแก้ไขปัญหาความยากจน 1. ความเป็นมา - เริ่มจากความศรัทธาและความเชื่อมั่นหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง - ปี 2540 เกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ า ปัญหาว่างงานเพิ่มขึ้น - ปี 2559 จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ 9 ตามพ่อ - ปี 2560 เป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบ - ปี 2562 สถานการณ์ COVID-19 - ปี 2563 ผู้น าการเปลี่ยนแปลง - ต้องการรับประทานผักปลอดสารพิษ เพื่อสุขภาพที่ดี
104 ทฤษฎี บันได 9 ขั้น แบบพอเพียง 1. ความส าเร็จแรก คือสามารถต่อสู้กับความอดอยากหิวโหยได้ มีความมั่นคงทางด้านอาหาร ในครัวเรือน และเป็นอาหารที่ปลอดภัยไว้บริโภค 2. ขั้นที่สองมีของใช้จ าเป็น คือเครื่องอุปโภค รวมถึงปัจจัยการผลิตการผลิต ส าหรับ ตัวเกษตรกรกรเช่น ปุ๋ย น้ าหมัก สารสมุนไพร 3. ขั้นที่สาม มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง รอดพ้นจากภัยพิบัติ ออกแบบและสร้างบ้านรวมถึงพื้นที่ อยู่อาศัยให้อยู่ได้อย่างมั่นคง 4. ขั้นที่สี่ มีความร่มเย็น สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี โดยปลูกป่า ๓ อย่าง ประโยชน์ ๔ อย่าง มีป่าไม้กินได้ ป่าไม้ใช้สอย ป่าไม้ขนาดใหญ่ จะเกิดประโยชน์อย่างที่ ๔ คือ ความอุดมสมบูรณ์ อากาศที่ดี ความชุ่มชื่น มีสัตว์ป่า สมุนไพร อาหารตามธรรมชาติเมื่อมีรากฐานที่มั่นคงก็ถือว่าส าเร็จแม้จะเกิดความ ไม่แน่นอน ความเสี่ยงจากภัยต่าง ๆ ก็สามารถด ารงอยู่ได้พื้นฐานมั่นคงก็สามารถพัฒนาสู่ขั้นก้าวหน้าได้ 5. ความก้าวหน้าด้านจิตวิญญาณ คือ รู้จักบุญ บุญคุณ ความกตัญญู ต่อ บุพการี ครูอาจารย์ กตัญญูต่อแผ่นดิน น้ า ป่า ไม่เบียดเบียนหรือท าร้ายเพื่อประโยชน์ส่วนตน 6. รู้จักท าทานแบ่งปัน เสียสละ เกื้อกูลผู้อื่น ยิ่งให้ไป ยิ่งได้มา แบ่งปันความรู้ และความสุข ร่วมกัน 7. เก็บรักษาสิ่งต่างๆไว้เมื่อยามเกิดภัย เช่นเก็บรักษาอาหาร เมื่อยามภัยแล้ง น้ าท่วม ด้วยการ แปรรูปโดยอาศัยภูมิปัญญา ที่ต้องเก็บรักษาไว้ร่วมกัน 8. ค้าขาย ด้วยคุณค่า จากการเพิ่มมูลค่า สามารถถ่ายทอดเรื่องราวดีๆที่ส่งผลต่อคนซื้อ ให้ผู้บริโภคกินอย่างมีจิตส านึก ผ่านการสื่อสาร สร้างแบรนด์ ให้เกิดผลกระทบเชิงสังคม มิได้มุ้งเน้นแต่ก าไร สูงสุด
105 9. สร้างเครือข่าย คือการไม่ได้ท าโดยล าพัง โดยท างานร่วมกันด้วยความรักสามัคคี อาศัย ก าลังจากทุกภาคส่วน เข้าร่วมเพื่อให้เกิดพลังอ านาจในการท ากิจกรรมทุกๆอย่าง กลไก 1. ผู้น าและคณะกรรมการ 2. พึ่งตนเองตามทฤษฎีบันได 9 ขั้น 3. ฐานการเรียนรู้ 3.1 บรรยาย หลักเศรษฐกิจพอเพียง - พืชพักสวนครัว รั้วกินได้ - คันนาทองค า 3.2 เตาเผาถ่านชีวมวลและน้ าหมัก 3.3 การเลี้ยงสัตว์ เช่น กบ หนูนา ไส้เดือน ฯลฯ 3.4 เกษตรอินทรีย์ 3.5 เกษตรครัวเรือน 3.6 แคคตัส 4. การมีส่วนร่วม ผู้ใหญ่สุทัศน์ หลีกพาล มอบที่ดินให้ใช้ประโยชน์คนในชุมชน ร่วมบริจาควัสดุและ แรงงานเพื่อสร้างศูนย์ฯ ร่วมคิด ร่วมท า ร่วมตัดสินใจ ร่วมแก้ไขปัญหา ร่วมรับผลประโยชน์ กระบวนการ (ขั้นตอน) 1. ส ารวจปัญหา 2. วิเคราะห์สภาพปัญหา - สาเหตุ - แนวทางแก้ไข 3. วางแผนร่วมกับผู้น าในชุมชน - การผลิต การแปรรูป การตลาด 4. ลงมือปฏิบัติตามแนวคิด - “คิด ท า น า เปลี่ยน” 5. ประชาสัมพันธ์ ผลที่ได้ ผลผลิต (Out Put) - กลุ่มอาชีพ - ฐานการเรียนรู้ 6 ฐาน - นวัตกรรม - เตาเผาถ่านชีวมวล - เครื่องปั๊มจานรักษ์โลก - ศูนย์แบ่งปัน - ธนาคารเมล็ดพันธ์ ผลลัพธ์ (Out Come) - ชุมชนพึ่งตนเองได้ -ประชาชนมีอาชีพ/รายได้ และมีความสุข
106 ปัจจัยแห่งความส าเร็จ (Key Success) 1. วิสัยทัศน์ผู้น า - มีภาวะผู้น าและมีจุดยืนชัดเจน - ท าตัวเป็นตัวอย่างร่วมคิดร่วมท า 2. การสนับสนุนของราชการ/องค์กร - ส านักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) - ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ - เกษตร - ประมง - พัฒนาสังคม - สภาองค์กรชุมชน 3. การมีส่วนร่วมของชุมชน - ผู้น า - กลุ่ม องค์กร - ภาคีเครือข่าย 4. การบริหารจัดการ - มอบหมายงานเหมาะสมกับคน - กระจายรายได้เหมาะสม - ความเสมอภาคในองค์กร เกษตรตามแนว "ทฤษฎีใหม่" "ทฤษฎีใหม่" เป็นแนวทางหรือหลักในการบริหารจัดการที่ดินและน้ า เพื่อการเกษตรในที่ดิน ขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยหลักเศรษฐกิจพอเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน พระราชด ารินี้เพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบความยากล าบาก ให้สามารถผ่านช่วงวิกฤต โดยเฉพาะ การขาดแคลนน้ าได้โดยไม่เดือดร้อนและยากล าบากนัก การด าเนินงานตามทฤษฎีใหม่มี3 ขั้นตอน คือ 1) การผลิต ให้พึ่งตนเองด้วยวิธีง่าย ค่อยเป็นค่อยไปตามก าลัง ให้พอมีพอกิน 2) การรวมพลังกันในรูปแบบ หรือ สหกรณ์ ร่วมแรงร่วมใจกัน ในด้านการผลิต การตลาด ความเป็นอยู่ สวัสดิการการศึกษา สังคมและศาสนา 3) การด าเนินธุรกิจโดยติดต่อ ประสานงาน จัดหาทุนหรือแหล่งเงิน ในขั้นแรกที่เป็นการผลิต ถือเป็นขั้นส าคัญที่สุด ให้แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ดังนี้ ขุดสระเก็บกักน้ า พื้นที่ประมาณ 30% ให้ขุดสระเก็บกักน้ า เพื่อให้มีน้ าใช้สม่ าเสมอตลอดปี โดยเก็บกักน้ าฝน ในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง หรือระยะฝนทิ้งช่วง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์ และพืชน้ าต่าง ๆ เช่น ผักบุ้ง ผักกระเฉด โสน ฯลฯ
107 ปลูกข้าว พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกข้าวในฤดูฝน เพื่อใช้เป็นอาหารประจ าวันส าหรับครัวเรือน ให้เพียงพอตลอดปี โดยไม่ต้องซื้อหาในราคาแพง เป็นการลดค่าใช้จ่าย และสามารพึ่งตนเองได้ ปลูกผลไม้ ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พื้นที่ประมาณ 30 % ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชไร่ พืชผัก พืชสมุนไพร ฯลฯ อย่างผสมผสาน กัน และหลากหลายในพื้นที่เดียวกัน เพื่อใช้เป็นอาหารประจ าวัน หากเหลือจากการบริโภคก็น าไปขายได้ เป็นที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ พื้นที่ประมาณ 10 % ใช้เป็นที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ ถนนหนทาง คันดิน โรงเรือนและ สิ่งก่อสร้างอื่น๐ รวมทั้งคอกเลี้ยงสัตว์ เรือนเพาะช า ฉางเก็บผลิตผลการเกษตร ฯลฯ หลักการและแนวทางส าคัญในการด าเนินงานเกษตรตามแนว "ทฤษฎีใหม่" ที่ควรทราบมีดังนี้ - เป็นระบบการผลิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง ที่เกษตรกรสามารถเลี้ยงตัวเองได้ในระดับ ที่ประหยัดก่อน - ต้องมีพื้นที่ส่วนหนึ่งท านาข้าว เพราะข้าวเป็นปัจจัยหลักที่ทุกครัวเรือนต้องปลูก เพื่อให้ มีข้าวพอบริโภคตลอดทั้งปี - ต้องมีน้ าส ารองไว้ใช้เพียงพอตลอดปี เพื่อการเพาะปลูกในระยะฝนทิ้งช่วง หรือในฤดูแล้ง - ใช้อัตราส่วน30 : 30 : 30 : 10 ในการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ไม่ว่าจะมีพื้นที่ถือครอง น้อยกว่าหรือมากกว่า 15 ไร่ คือ 30 % ใช้ขุดสระเก็บกักน้ า 30 % ใช้ปลูกข้าว 30 % ใช้ปลูกพืชผัก ผลไม้ พืชไร่ ไม้ยืนต้น 10 % ใช้เป็นที่อยู่อาศัยและอื่นๆ ประโยชน์ของ “เกษตรทฤษฎีใหม่” สรุปได้ดังนี้ - ประชาชนพออยู่พอกินในระดับประหยัด เลี้ยงตนเองได้ ไม่อดอยาก ตามหลักปรัชญา ของ “เศรษฐกิจพอเพียง” - ในหน้าแล้งก็สามารถน าน้ าที่เก็บกักไว้ในสระมาปลูกพืชที่ใช้น้ าน้อย เช่น ถั่วต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องอาศัยชลประทาน - ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาล ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ ารวยได้ - ในกรณีที่เกิดอุทกภัย ก็สามารถฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยราชการไม่ต้อง ช่วยเหลือมากนัก
108 หลัก 3 ห่วง 2 เงื่อนไข
109 ภาพกิจกรรมการศึกษาดูงาน ณ ศูนย์การเรียนรู้ ๙ ตามพ่อ ต าบลบางขันหมาก อ าเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี
110
111
112
113 เทศบาลต าบลเขาพระงาม อ าเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี สรุปสาระส าคัญของการศึกษาดูงาน ดังนี้ “ผู้สูงอายุ” โดยทั่วไปนอกจากมีปัญหาสุขภาพร่ายกายแล้วยังมีปัญหาด้านจิตใจสมทบด้วย ภายในเวลาเดียวกัน เนื่องสภาพร่างกายที่เสื่อมสมรรถภาพตามอายุ จึงจ าเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ใครมีผู้สูงอายุที่ต้องดูแล ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ยิ่งต้องให้ความส าคัญ ทั้งในด้านปัญหาสุขภา พ และสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งสิ่งนี้ผู้ที่มีบทบาทส าคัญคือ บุคคล ในครอบครัว ที่ต้องเข้าใจปัญหาต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ เพื่อที่จะได้ดูแลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม โดยเรามี 10 วิธีหลักการจ าง่าย ๆ ต้องรู้เมื่อต้องดูแลผู้สูงอายุ 1. เลือกอาหารให้เหมาะสม และพอดี ผู้สูงอายุเป็นวัยที่ร่างกายมีความต้องการต่อการใช้พลังงานลดน้อยลง เนื่องจากมีกิจกรรม ที่ท าได้ไม่มากส่งผลให้แต่ละวันใช้พลังงานลดน้อยลง ดังนั้นจ าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องควรลดการบริโภคในกลุ่ม ของแป้ง น้ าตาล และไขมันลง รวมถึงอาหารประเภทของผัด ของทอดที่ใช้น้ ามัน เพื่อลดการสะสมเนื่องจาก ไม่ถูกดึงน าไปใช้ ให้เน้นอาหารจ าพวกโปรตีนจากเนื้อปลามากขึ้น และเปลี่ยนมาใช้อาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ เป็นหลัก นอกจากนี้ในกลุ่มผู้สูงอายุยังมีแนวโน้มขาดสารอาหารโดยเฉพาะแคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่มากในอาหารประเภทนม ถั่วเหลือง รวมถึงในกลุ่มของผัก ผลไม้ ธัญพืชต่าง ๆ ดังนั้น จึงแนะน าให้ผู้ดูแลปรับเปลี่ยนโดยการน าอาหารเหล่านี้มาท าเป็นอาหารมื้อหลักของผู้สูงอายุ และควรหลีกเลี่ยง อาหารที่มีรสหวานจัด หรือเค็มจัด เพราะเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน และควรพยายามให้ผู้สูงอายุดื่มน้ า อย่างน้อย 6 - 8 แก้วต่อวัน เพื่อลดภาวะท้องผูก และช่วยให้ระบบทางเดินอาหารและล าไส้ท างานได้ดีขึ้น 2. พยายามควบคุมน้ าหนักตัวผู้สูงอายุไม่ให้อ้วน เป็นที่ทราบกันดีว่าความอ้วน ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายในทุกเพศทุกวัย และยิ่งผู้สูงอายุ ด้วยแล้ว ยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษในการควบคุมอาหารและออกก าลังกายอย่างพอเหมาะ เพื่อช่วยให้ผู้สูงอายุ สามารถเคลื่อนไหวได้คล่องตัว ลดปัญหาการพลัดตกหกล้ม อีกทั้งยังสามารถช่วยลดความเสี่ยงต่อผลกระทบ ต่อกระดูกและข้อที่ต้องแบบรับน้ าหนักตัวที่มากจนเกินไป นอกจากยังลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน ของโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจ เบาหวาน ความดัน ได้อีกด้วย 3. พาผู้สูงออกก าลังกายอย่างพอเหมาะ ผู้สูงอายุจ าเป็นต้องออกก าลังกายอย่างต่อเนื่องและสม่ าเสมอ แต่ในกรณีที่ผู้สูงอายุไม่เคย ออกก าลังกาย ผู้ดูแลจ าเป็นต้องศึกษาหลักการ ให้ถูกต้องและค่อย ๆ ท า และไม่ควรให้ผู้สูงอายุออกก าลังกาย แบบหักโหมจนเกินไป และถ้าหากมีโรคประจ าตัว ต้องปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ แต่ในกรณีที่ผู้สูงอายุที่ไม่ได้ มีโรคประจ าตัว แนะน าให้เริ่มต้นออกก าลังกายแบบแอโรบิคสัก 30 นาทีต่อครั้ง โดยสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้ง การออกก าลังกายแบบแอโรบิคมีประโยชน์อย่างมากในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ แนะน าก่อนเริ่มออกก าลังกายควรให้ผู้สูงอายุยืดกล้ามเนื้อ แล้วค่อย ๆ เพิ่มความหนักความแรงในการ ออกก าลังกาย และควรจะท าอย่างต่อเนื่อง แบบค่อย ๆ ไปช้า ๆ หากเหนื่อย หรือรู้สึกไม่ดีอย่าให้ฝืนออกก าลัง กายเด็ดขาด และควรสังเกตอาการผิดปกติ หากพบความผิดปกติแนะน าให้ปรึกษาแพทย์ 4. มีสภาพแวดล้อมที่ดีและสัมผัสอากาศที่บริสุทธิ์บ้าง ผู้สูงอายุควรอยู่ในสภาพที่เอื้ออ านวยต่อการอยู่อาศัย อากาศต้องถ่ายเท มีอากาศที่สดชื่น เพื่อช่วยปัญหาสุขภาพจิตใจ เนื่องจากผู้สูงอายุโดยส่วนใหญ่ไม่ได้ออกไปไหน เวลาส่วนใหญ่จึงอายุที่บ้าน
114 เพราะฉะนั้นบ้านที่พักอาศัยจึงไม่ควรกลิ่นเหม็น ๆ อับหรือสิ่งของล่วงหล่นตามพื้นบ้าน ควรมีการปลูกต้นไม้ ปรับภูมิทัศน์ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด นอกจากนี้ลูกหลานควรพาผู้สูงอายุออกไปสัมผัสอากาศที่บริสุทธ์บ้าง เช่นพาไปเที่ยวพักผ่อน ต่างจังหวัด ที่มีธรรมชาติงดงาม เพื่อดูแลสุขภาพระบบทางเดินหายใจ จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือหาก ไม่สะดวกไปต่างหวัด อาจเลือกเป็นสวนสาธารณะใกล้ ๆ เพื่อให้ผู้สูงอายุเปิดหูเปิดตา และสัมผัสกับอากาศ ที่บริสุทธิ์ 5. หากิจกรรมสร้างสรรค์ให้ผู้สูงอายุท า ผู้สูงอายุควรมีกิจกรรมท า หรือช่วยให้ผู้สูงอายุได้มีโอกาสพบปะเพื่อน หรือพูดคุยกับญาติสนิท เพื่อนวัยเดียวกัน โดยอาจจัดกิจกรรมนัดพบ เชิญเพื่อนฝูงญาติมิตร มาสังสรรค์ที่บ้าน หรือพาผู้สูงอายุออกไป เยี่ยมเยียนเพื่อนบ้าง พาไปวัด หรือเข้าชมรมท ากิจกรรมต่าง ๆ การที่ผู้สูงอายุมีกิจกรรมหรืองานอดิเรกท า จะช่วยชะลอความเสื่อมถอยของระบบประสาทและสมอง อีกทั้งยังลดโอกาสเสี่ยงต่อโรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุได้ อีกด้วย 6. ดูแลผู้สูงอายุ อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ อุบัติเหตุ การพลัด ตก หกล้ม ในผู้สูงอายุดูเหมือนจะมาคู่กัน เนื่องจากการเคลื่อนไหว ที่ไม่สะดวก ประกอบกับสายตาที่มองได้ไม่ชัดเหมือนเช่นแต่ก่อน ดังนั้นการเลือกกิจกรรม หรือการเตรียมที่อยู่ อาศัย ควรมีความเหมาะสม ไม่เสี่ยงต่อการสะดุด หรือลื่นล้ม หมั่นตรวจดูความเรียบร้อยบริเวณบันได จัดบ้าน ให้เป็นระเบียบ เนื่องจากการเกิดอุบัติเหตุในผู้สูงอายุ ถือเป็นเรื่องใหญ่ อาจเกิดการบาดเจ็บ กระดูกหัก ซึ่งแน่นอนผลที่ตามมาจากอุบัติเหตุไม่ใช่เรื่องดี 7. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม ผู้ดูแลควบคุมการรับประทานยาของผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุบางท่านอาจมีความรู้ความ เข้าใจที่ผิด บางรายอาจซื้อยารับประทานเอง รวมถึงรับประทานยาเกินขนาด จากภาวะหลงลืม การรับประทานยาเก่าที่ขาดประสิทธิภาพ หรืออาจก่อผลข้างเคียงรุนแรง รวมถึงอันตรายถึงชีวิตได้ ในกรณีที่ ผู้สูงอายุมียารับประทานประจ า อย่าละเลยหรือขาดยา 8. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่าง ๆ ของร่างกาย ผู้สูงอายุเป็นวัยที่สามารถเกิดภาวะเจ็บป่วยได้ง่าย เนื่องจากสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยจากการ ใช้งานมานาน ดังนั้นอวัยวะต่างๆในร่างกาย จึงท างานได้ไม่ดีดังเดิมจึงสามารถเกิดสารพัดโรคได้ ดังนั้น ควรหมั่นเช็คความผิดปกติในร่างกายเพื่อป้องกันตั้งแต่เนิน ๆ เช่น คล าได้ก้อน มีแผลแล้วหายยากเรื้อรัง กลืนอาหารล าบาก ท้องอืดเรื้อรัง ท้องผูกบ่อย ๆ เบื่ออาหาร น้ าหนักลด เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอกฯ หากมี อาการดังที่กล่าวมาควรพามาพบแพทย์ดีที่สุด 9. ควรให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เมื่ออายุมากขึ้น และไม่ได้รับผิดชอบในหน้าที่มากเท่าในอดีต คุณค่าและบทบาทของผู้สูงอายุ จะถูกลดทอนลง จนบางครั้งกลายเป็นถูกละเลยความส าคัญ สร้างความทุกข์ใจให้กับผู้สูงอายุ บางรายอาจเกิด ความน้อยใจ ซึมเศร้าลง และมีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าสูง ดังนั้นการให้ผู้สูงอายุเข้ามามีบทบาทต่อการ ตัดสินใจ ในบางเรื่องก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าของตนเองมากขึ้น
115 10. ตรวจสุขภาพประจ าปี การตรวจสุขภาพประจ าปีเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย ส าหรับการดูแลผู้สูงอายุ แนะน าให้ตรวจ สม่ าเสมอเป็นประจ าทุกปี หรืออย่างน้อยทุก 2 ปี เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค และค้นหาโรคเพื่อ วางแผนการรักษาในระยะแรกเริ่ม เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง รวมถึง โรคมะเร็ง เพื่อความสุขของผู้สูงอายุ ที่ถือเป็นบุคคลอันเป็นที่รักของคนในครอบครัว นอกจากการ ดูแลสุขภาพร่างกายแล้ว เรื่องของสุขภาพจิตใจก็ส าคัญไม่แพ้กัน หากผู้สูงอายุมีความเครียด หรือกังวลกับ เรื่องต่าง ๆ ย่อมส่งผลต่อร่างกาย และอาจเกิดภาวะเจ็บป่วยได้ในที่สุด โครงการ Happy Home Ward เทศบาลต าบลเขาพระงาม จังหวัดลพบุรี มีจุดแข็งของท าเลที่ตั้ง คือ มีหน่วยงาน ทางการทหารหลายหน่วยงานอยู่ภายในบริเวณพื้นที่ ส่งผล ให้กิจกรรมและการพัฒนาท้องถิ่นจึงได้รับ ความร่วมมือด้วย และพฤติกรรม ของประชาชนในท้องถิ่นเขาพระงาม เป็นไปในลักษณะของการช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน สังเกตได้จากสวัสดิการสุขภาพของเทศบาลมีอาสาสมัครจิตอาสา เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ และเป็นส่วนส าคัญที่ท าให้โครงการนี้ขับเคลื่อน จนประสบความส าเร็จ สิ่งหนึ่งที่สะท้อนได้จากการด าเนิน โครงการ Happy Home Ward ซึ่งด าเนินการร่วมกับบริษัท ทีโอที จ ากัด (มหาชน) ในการสร้างสวัสดิการ ให้ผู้ป่วยติดเตียง ติดบ้าน ซึ่งเมื่อผู้ป่วยกดเรียกหน่วยฉุกเฉินแล้ว ระบบ คอมพิวเตอร์จะแสดงพิกัดตามจีพีเอส พร้อมประวัติพื้นฐานของผู้ป่วย โดยอาสาสมัครจะถึงที่หมายภายใน 5 นาที 15 นาทีถึงโรงพยาบาล ดังนั้น ไม่เกิน 20 นาทีผู้ป่วยจะถึงมือแพทย์ กระบวนการดังกล่าวจ าเป็นต้องอาศัยความ ร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยในท้องถิ่น
116 ภาพกิจกรรมการศึกษาดูงาน ณ เทศบาลต าบลเขาพระงาม อ าเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี
117
118
119 วิสาหกิจชุมชนมีดอรัญญิก ต าบลท่าช้าง อ าเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สรุปสาระส าคัญของการศึกษาดูงาน ดังนี้ มีดอรัญญิก ได้รับการสืบทอดจากช่างตีเหล็กเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเพื่อใช้ในการสู้รบกับข้าศึก แต่ปัจจุบัน ได้มีการออกแบบเป็นข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ โดยยังใช้กรรมวิธีแบบโบราณ ซึ่งเเหล่งผลิตมีด ที่เลื่องชื่อที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ ที่มีประวัติความเป็นมายาวนานตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จากฝีมือ ชาวเวียงจันทน์ ประเทศลาวแห่บ้านต้นโพธิ์และบ้านไผ่หนอง ซึ่งเข้ามาอยู่เมืองไทยมาเนิ่นนานแล้วไม่ปรากฏ หลักฐานแน่ชัดว่าถูกกวาดต้อนมาในสมัยเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก คราวยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ หรือจะอพยพมาเอง แต่มีหลักฐานว่านายเทาเป็นผู้น า ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้พระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นขุนนราบริรักษ์ชาวเวียงจันทน์กลุ่มนี้มีฝีมือทางช่าง ได้แก่ ช่างทองกับ ช่างเหล็ก แต่เมื่อ พ.ศ. 2365 ได้เลิกอาชีพช่างทอง คงเหลือแต่การตีมีดอย่างเดียว ประกอบกับ ภูมิประเทศบริเวณนี้เป็นอู่ข้าวอู่น้ า มีดงไม้ไผ่ หนาเเน่น มีหนองน้ าและแม่น้ าป่าสักไหลผ่านจึงสะดวก ต่อการเดินทางและน าไม้ไผ่มาใช้เป็นองค์ประกอบ ในการท ามีด คือ น ามาเป็นเชื้อเพลิงในเตาเผาเหล็ก เพราะถ่านไม้ไผ่ให้ความร้อนสูงกว่าไม้ชนิดอื่น และน าล า ต้นไปท าด้ามพะเนิน ด้ามค้อน เเละด้ามมีด ในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อราว พ.ศ. 2369 มีตลาดที่บ้านอรัญญิก ต าบลปากท่า อ าเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ห่างจากหมู่บ้านต้นโพธิ์ เเละหมู่บ้านไผ่หนองประมาณ 3 กิโลเมตร ชาวบ้านน าเอา มีดไปขายที่ตลาดแห่งนี้ คนที่ซื้อไปก็บอกต่อ ๆ กันว่ามีดอรัญญิกมีคุณภาพดี เพราะทั้ง แข็งแรงทนทาน บางชนิดใช้ได้นานตลอดชั่วอายุคน และยังสวยงามประณีตมีดอรัญญิกมีด้วยกัน 4 ตระกูล ได้แก่ มีดตระกูล เกษตรกรรม มีดตระกูลคหกรรม มีดตระกูลอาวุธ และมีดตระกูลอื่น ๆ วิสาหกิจชุมชนมีหลักในการจีดจ าหน่าย ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของกลุ่ม โดยยึดตามหลักการ 5 หอ คือ หาบ หิ้ว หุ้น ห้าง และเหิน รายละเอียดดังนี้ หาบ คือ มีการน าผลิตภัณฑ์ ไปเร่ขายที่ตลาดอรัญญิกและตลาดต่าง ๆ หิ้ว คือ มีการวางขายผลิตภัณฑ์ที่หน้าร้าน ท าให้ผู้ที่สนใจ มาเลือกซื้อสินค้าได้ด้วยตนเอง หุ้น คือ มีการรวมตัวของประชาชน จัดตั้งเป็นกลุ่มต่าง ๆ และด าเนินงานแบบหุ้นส่วน ห้าง คือ มีการน าผลิตภัณฑ์ ขายในห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ เหิน คือ เน้นการส่งออก ผลิตภัณฑ์ไปขายยังต่างประเทศ ประโยชน์ที่ได้รับ 1. เป็นการอนุรักษ์การท ามีดอรัญญิกให้มีการคงอยู่สืบต่อไป 2. ลดการว่างงาน สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนและท าให้ลูกหลานในชุมชนมีงานท า ไม่ต้อง ไปท างานที่อื่น 3. น าองค์ความรู้ และวัตถุดิบที่มีอยู่ในชุมชนมาใช้ผลิตผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และพัฒนาต่อยอด สินค้าให้เกิดมูลค่ามากยิ่งขึ้น 4. เป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ชุมชนและจังหวัด เมื่อกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ประสบ ความส าเร็จ มีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ จะสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน ท าให้เกิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ ท าให้ มีผู้สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน 5. เกิดความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐ และภาคประชาชน โดยหน่วยงานต่าง ๆ ของภาครัฐ มีหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนโดยการสร้างองค์ความรู้ และเป็นที่ปรึกษาในการท าให้ผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน ตามที่ กฎหมายก าหนด สามารถวางจ าหน่ายได้โดยชุมชนเป็นผู้ผลิต แปรรูป และขายเองได้
120 ปัญหาและอุปสรรค 1. ด้านการบริหารการตลาด ไม่สามารถหาตลาดเพื่อจ าหน่ายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในระยะยาว 2. วิสาหกิจชุมชนมีดอรัญญิก ไม่สามารถท ารายได้ได้อย่างเพียงพอ และไม่มีก าไรจาก การด าเนินการ ซึ่งเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจของประเทศไม่อ านวยต่อวิสาหกิจชุมชน 3. ภาครัฐยังไม่เข้ามาให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการตลาด อย่างจริงจัง ข้อเสนอแนะ 1. วิสาหกิจชุมชนมีดอรัญญิก ต้องได้รับความร่วมมือ จากทั้งภาครัฐ และภาคประชาชน ถึงจะท าให้ เกิดความยั่งยืน 2. ภาครัฐควรเข้ามาส่งเสริมด้านความรู้ทางด้านวิชาการในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้มีความ หลากหลาย เพื่อส่งเสริมการขายให้เหมาะสมตามกลุ่มเป้าหมาย 3. หน่วยงานภาครัฐ ควรมีการสนับสนุนให้เกิดตลาด และจัดหากลุ่มลูกค้าถาวร ให้แก่กลุ่ม วิสาหกิจ ชุมชนให้สามารถขายสินค้าได้ตลอดทั้งปี พัฒนาการค้าตลาดต่างประเทศเพื่อช่วยจ าหน่ายสินค้า
121 ภาพกิจกรรมการศึกษาดูงาน ณ วิสาหกิจชุมชนมีดอรัญญิก ต าบลท่าช้าง อ าเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
122
123 เทศบาลนครรังสิต อ าเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี สรุปสาระส าคัญของการศึกษาดูงาน ดังนี้ ด้วยในพื้นที่เขตเทศบาลนครรังสิต มีความเจริญด้านเศรษฐกิจ สังคม เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น ทวีคูณ ท าให้เกิดปัญหาหลากหลายประการตามมา เทศบาลนครรังสิตจึงจัดให้มีศูนย์ควบคุมและสั่งการนคร รังสิต (Rangsit city control and commend center) หรือศูนย์ RCC เพื่อรองรับบริบทของการพัฒนาเมือง การบริหารประชาชน การอ านวยความสะดวก การรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สินของประชาชน โดยประชาชนสามารเจ้าถึงเทศบาลได้หลายช่องทาง และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของ เทศบาลได้อย่างรวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ ความโดดเด่นของศูนย์ควบคุมและสั่งการนครรังสิต (Rangsit city control and commend center) คือ เป็นศูนย์รวมเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ความช านาญ ท างานตลอด 24 ชั่วโมง สามารถประสานงานและ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีเครื่องมือซึ่งเป็น เทคโนโลยีที่ทันสมัย เป็นส่วนส าคัญในการแก้ปัญหา ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ คือ ปัญหาความเดือดร้อนรวมถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนใน เขตเทศบาล ได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและได้รับการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สินและประชาชน มีความเชื่อมั่นในการบริหารจัดการท้องถิ่น น าไปสู่วิสัยทัศน์ของเทศบาลนครรังสิตที่ ก าหนดไว้ “นครรังสิต นครแห่งคุณภาพชีวิต” ภาพกิจกรรมการศึกษาดูงาน ศูนย์ควบคุมและสั่งการนครรังสิต (Rangsit city control and commend center) ณ เทศบาลนครรังสิต อ าเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี
124
125
ภาคผนวก
ภาพกิจกรรมระหว่างการเข้าการฝึกอบรมหลักสูตรเจ้าพนักงานธุรการ รุ่นที่ 155 ระหว่างวันที่ 19 สิงหาคม – 3 กันยายน 2566
หลักสูตรเจ้าพนักงานธุรการ (ประเภททั่วไป ระดับปฏิบัติงาน/ระดับช านาญงาน) ********************************** ๑. ปรัชญา มุ่งพัฒนาข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นให้เป็นผู้มีความรู้ ทักษะ สมรรถนะที่เหมาะสม กับการด ารงต าแหน่ง เป็นผู้ที่มีคุณธรรมจริยธรรม มีความมุ่งมั่นต่อการปฏิบัติงาน สามารถสร้างสรรค์ เชื่อมโยง และบูรณาการองค์ความรู้และเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เหมาะสม เพื่อองค์กรและประโยชน์สุขของประชาชนในพื้นที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ๒. หลักการและเหตุผล ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นแผนการพัฒนาประเทศโดย ให้ทุกภาคส่วนใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศน าไปสู่วิสัยทัศน์ให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ประกอบกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ได้แปลงยุทธศาสตร์ สู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และปรับโครงสร้างประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 โดยยึด “คนเป็นศูนย์กลาง การพัฒนา” ประกอบกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทและภารกิจที่ส าคัญในการพัฒนาเชิงพื้นที่ ในการจัดบริการสาธารณะให้แก่ประชาชน และสถานการณ์ในปัจจุบันมีปัจจัยและบริบทความท้าทายใหม่ ของประเทศประกอบกับสถานการณ์โลกที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลง ทางด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย กฎหมาย ระเบียบ และนโยบายที่มีการปรับเปลี่ยน ไปตามยุคสมัย ดังนั้น ภายใต้บริบทเหล่านี้ สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจหน้าที่ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2551 ในการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) ในการจัดการฝึกอบรมให้เป็นไปตามมาตรฐานการก าหนดต าแหน่งของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ได้เล็งเห็นถึง ความส าคัญในการยกระดับและพัฒนาข้าราชการ หรือพนักงานส่วนท้องถิ่นที่ด ารงต าแหน่งเจ้าพนักงานธุรการ มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่เหมาะสมกับการด ารงต าแหน่ง มีความเป็นมืออาชีพในการปฏิบัติงาน มีคุณธรรมและจริยธรรม สามารถปฏิบัติงานตอบสนองความต้องการขององค์กรและประชาชนในพื้นที่ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ 3. วัตถุประสงค์ 3.1 เพื่อพัฒนาให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่เหมาะสมกับการด ารง ต าแหน่ง 3.2 เพื่อพัฒนาให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ และสามารถน าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3.3 เพื่อพัฒนาให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มีทัศนคติที่ดีต่อการท างานร่วมกับ ผู้อื่น และสามารถท างานในลักษณะทีมงานได้อย่างเหมาะสม 3.4 เพื่อพัฒนาให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีความรู้ที่ทันสมัย สามารถน าเทคโนโลยี สารสนเทศ และนวัตกรรมมาปรับใช้กับการท างานให้เกิดประสิทธิภาพ 3.5 เพื่อพัฒนาให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีจิตส านึกด้านคุณธรรม และจริยธรรมในการ ปฏิบัติตน และการปฏิบัติงาน 3.6 เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้มีโอกาสในการแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์เกี่ยวกับ การปฏิบัติงานระหว่างกัน และสร้างสัมพันธภาพในการติดต่อประสานงานระหว่างกันในอนาคต
4. คุณสมบัติผู้เข้ารับการฝึกอบรม และจ านวนผู้เข้ารับการฝึกอบรม/รุ่น 4.1 ด ารงต าแหน่งเจ้าพนักงานธุรการ ระดับปฏิบัติงาน - ระดับช านาญงาน 4.2 จ านวนประมาณ 70 คน / รุ่น 5. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 5.1 ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะที่เหมาะสมกับการด ารงต าแหน่ง 5.2 ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ ในต าแหน่ง สามารถน าความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5.3 ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีวิสัยทัศน์ มีทัศนคติที่ดีต่อการท างานร่วมกับผู้อื่นและสามารถ ท างานในลักษณะทีมงานได้อย่างเหมาะสม 5.4 ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีความรู้ที่ทันสมัย สามารถน าเทคโนโลยี สารสนเทศ และนวัตกรรม มาปรับใช้กับการท างานให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพ 5.5 สามารถสร้างบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีจิตส านึกด้านคุณธรรม และจริยธรรมในการปฏิบัติตน ปฏิบัติงาน 5.6 ผู้ผ่านการฝึกอบรมมีเครือข่ายสัมพันธภาพในการติดต่อประสานงานระหว่างกัน ในอนาคต 6. ระยะเวลาการศึกษาอบรม 16 วัน ดังนี้ - รายงานตัวปฐมนิเทศ / พิธีเปิด จ านวน 1 วัน - ศึกษาอบรมในชั้นเรียน จ านวน 11 วัน - การศึกษาดูงานนอกสถานที่ จ านวน 2 วัน - ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง จ านวน 1 วัน - พิธีปิด จ านวน 1 วัน 7. โครงสร้างหลักสูตร ดังนี้ หมวดที่ ชื่อหมวดวิชา จ านวนวิชา จ านวนชั่วโมง ๑ 2 3 วิชาพื้นฐาน วิชาเฉพาะต าแหน่ง วิชาเสริม 3 19 2 9 66 6 รวม 24 81 หมวดที่ ๑ วิชาพื้นฐาน จ านวน 3 วิชา 9 ชั่วโมง ค าอธิบายหมวดวิชา : เป็นการให้ความรู้พื้นฐานทั่วไปเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศตามกรอบ ยุทธศาสตร์ชาติ และพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โครงสร้างอ านาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามรัฐธรรมนูญ สถานการณ์ปัจจุบันรวมถึงกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับต่าง ๆ ที่บุคลากรองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นควรต้องรู้เพื่อเป็นพื้นฐานในการปฏิบัติงานตามอ านาจหน้าที่ของตน 1. โครงสร้างอ านาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามกฎหมายจัดตั้ง และกฎหมายกระจายอ านาจ ๓ ชั่วโมง 2. การจัดท าแผนพัฒนาท้องถิ่น และการประสานแผนพัฒนาท้องถิ่น 3 ชั่วโมง 3. กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ความรับผิดทางละเมิด
และข้อมูลข่าวสารของราชการ ๓ ชั่วโมง หมวดที่ 2 วิชาเฉพาะต าแหน่ง จ านวน 19 วิชา 66 ชั่วโมง ค าอธิบายหมวดวิชา : เป็นการมอบความรู้และพัฒนาทักษะ สมรรถนะตามต าแหน่งและสายงานเจ้าพนักงาน ธุรการเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานในต าแหน่งได้อย่างมืออาชีพ 1. การบริหารงานบุคคลและความก้าวหน้าสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ อปท. ๓ ชั่วโมง 2. การด าเนินทางวินัยของ อปท. 3 ชั่วโมง 3. ความรู้เกี่ยวกับบ าเหน็จ บ านาญของข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ๓ ชั่วโมง 4. หลักการบริการประชาชน และพ.ร.บ.อ านวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาต ของทางราชการ พ.ศ.2558 3 ชั่วโมง 5. ระเบียบงานสารบรรณและเทคนิคกลยุทธ์ในการปฏิบัติงานสารบรรณให้มีประสิทธิภาพ ๖ ชั่วโมง 6. ศิลปะและหลักการเขียนโต้ตอบหนังสือราชการ ๖ ชั่วโมง 7. เทคนิคการจัดท าค าบรรยายสรุป 3 ชั่วโมง 8. วิชาการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อการปฏิบัติงานธุรการ 6 ชั่วโมง 9. ความสามารถในการบริหารข้อมูลและการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การท างานในยุค Thailand 4.0 (Digital Literacy) 3 ชั่วโมง 10. วิชาเทคนิคการจัดประชุมและสัมมนา ๓ ชั่วโมง 11. หลักการสื่อสารประชาสัมพันธ์ภายในและภายนอกองค์กร ๓ ชั่วโมง 12. วิชาการจัดท าภาพหรือกราฟิกเพื่อการสื่อสาร (Infographics) เบื้องต้น ๓ ชั่วโมง 13. วิชาแนวทางการบันทึกข้อมูลในระบบข้อมูลกลางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Info) 3 ชั่วโมง 14. ความรู้ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ๓ ชั่วโมง 15. การควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยง 3 ชั่วโมง 16. การประกอบพิธีการและรัฐพิธี ๓ ชั่วโมง 17. การประเมินผลและสร้างตัวชี้วัดในการท างาน 3 ชั่วโมง 18. การสร้างทีมและการบริหารทีม (Team building) 3 ชั่วโมง 19. การสื่อสารยุคดิจิทัล 3 ชั่วโมง หมวดที่ 3 วิชาเสริม (เลือก 2 วิชา 6 ชั่วโมง) ค าอธิบายหมวดวิชา : เป็นเรื่องที่น่าจะรู้เพื่อน าไปประกอบหรือเสริมการปฏิบัติงานให้มีความหลากหลาย ในการพัฒนาตนเอง องค์กร การประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ให้ผู้เข้าอบรมเกิดแรงบันดาลใจในการ คิดค้นวิธีการใหม่ๆ เพื่อหาแนวทางในการน าไปบริหารจัดการท้องถิ่น พัฒนางาน และองค์กรสู่ความเป็นเลิศ ในการให้บริการสาธารณะ ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด 1. ทักษะการประสานงาน การสื่อสาร การน าเสนอและการถ่ายทอดความรู้ 3 ชั่วโมง 2. การพัฒนาบุคลิกภาพและการสมาคม โ ๓ ชั่วโมง 8. การศึกษาดูงานนอกสถานที่ จ านวน 2 วัน ศูนย์การเรียนรู้ ๙ ตามพ่อ สานต่อความดี วิถีพอเพียง ณ ศูนย์การเรียนรู้ ๙ ตามพ่อ ต าบลบางขันหมาก อ าเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี โครงการบ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง ณ องค์การบริหารส่วนต าบลโก่งธนู อ.เมืองลพบุรี จ.ลพบุรี