The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทรัพยากรธรรมชาติ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สุภัชชา ชินะคำ, 2020-12-06 23:29:33

ทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรธรรมชาติ

ความหมายทรพั ยากรธรรมชาติ

ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิ่งต่าง ๆ หรือสิ่งแวดล้อมมีทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเกิดจากการ
กระทำของมนุษย์หรือมีอยู่ตามธรรมชาติ เช่น อากาศ ดิน หิน แร่ธาตุ น้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง ทะเลสาบ
ทะเล มหาสมุทร พืชพรรณสัตว์ต่าง ๆ ภาชนะเครื่องใช้ต่าง ๆ ฯลฯ สิ่งแวดล้อมดังกล่าวจะมีการเปลี่ยนแปลง
อยู่เสมอ โดยเฉพาะมนุษย์เป็นตัวการสำคัญย่ิงที่ทำให้สิ่งแวดล้อมเปล่ียนแปลงทัง้ ในทางเสริมสร้างและทำลาย
เป็นต้น

จะเห็นว่า ความหมายของทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดล้อม มีความสมั พนั ธก์ ันอย่างใกลช้ ดิ ต่างกัน
ที่สิ่งแวดล้อมนั้นรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรากฎอยู่รอบตัวเรา ส่วนทรัพยากรธรรมชาติเนน้ สิ่งที่อำนวยประโยชน์
แก่มนษุ ยม์ ากกวา่ สิ่งอ่ืน

ประเภทของทรพั ยากรธรรมชาติ

ทรพั ยากรธรรมชาติเป็นส่ิงทีส่ ามารถนำมาใช้หรืออำนวยความสะดวกแก่มนุษย์ได้ ปจั จยั ส่ีตา่ ง ๆ ล้วน
มาจากทรัพยากรธรรมชาติทั้งสิ้น เพื่อประโยชน์ในการจัดการและใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ทรพั ยากรธรรมชาติจงึ จำแนกออกเป็น 3 ประเภทใหญๆ่ คือ

ทรัพยากรธรรมชาตทิ ใ่ี ช้ไมห่ มดส้นิ (Non-Exhaustion Natural Resources)

ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้ไม่หมดสิ้น หมายถึง ทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในธรรมชาติอย่างมากมาย
และเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อร่างกายมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ถ้าทรัพยากรเหล่านี้ขาดแคลน มี
น้อยลง หรือมีสิ่งเจือปน จะมีผลต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต และศักยภาพของสิ่งมีชีวิต แม้แต่การมี
องค์ประกอบผิดที่ไปจากธรรมชาติก็อาจส่งผลต่อร่างกายมนุษย์ พืช และสัตว์ทันที ทรัพยากรธรรมชาติ
ดังกลา่ ว ไดแ้ ก่ แสงอาทิตย์ อากาศ และน้ำในวัฏจักร ซึ่งเป็นทรัพยากร ธรรมชาติทจี่ ำเป็นอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิต
และไม่มีชีวิต ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้มีอยู่มากมาย เช่น แสงอาทิตย์และอากาศเป็นปัจจัย
สำคัญในการผลิตอาหารของพืช ซึ่งพืชเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานที่สามารถให้ทั้งอาหาร ยารักษาโรค
เครื่องน่งุ หม่ และท่ีอยอู่ าศยั ตอ่ มนุษยแ์ ละสัตว์

ทรพั ยากรธรรมชาติทดแทนได้ (Renewable Natural Resources)

ทรัพยากรธรรมชาติทดแทนได้ หมายถึง ทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วสามารถเกิดขึ้นทดแทนหรือหา
ทดแทนได้ ในธรรมชาติทรัพยากรเหล่านี้มีอยู่มากและเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่จำเป็นต่อมนุษย์และสัตว์
มนุษย์ต้องการทรัพยากรประเภทนี้ตลอดเวลา ใช้ทั้งเป็นอาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม
ทรัพยากรธรรมชาติประเภทนี้เกิดขึ้นทดแทนได้โดยที่มนุษย์ไม่ต้องช่วยทำให้เกิดขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติ
ประเภทนี้ ได้แก่ ป่าไม้ เกษตร ประมง มนุษย์ สัตว์ป่า พืช ดิน และน้ำ ถึงแม้ว่าทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้จะ
สามารถเกิดข้ึนทดแทนได้ แต่บางประเภทก็ใช้เวลานานในการเกิดขึ้นทดแทน ดังนั้นในการใช้
ทรัพยากรธรรมชาตปิ ระเภทน้ี จึงควรนำมาใช้เฉพาะสว่ นทเ่ี พิ่มพูนเทา่ นนั้

ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ี่ใช้แล้วหมดไป (Exhaustion Natural Resources)

ทรัพยากรธรรมชาติทีใ่ ชแ้ ล้วหมดไป หมายถึง ทรัพยากรธรรมชาติที่ใชแ้ ลว้ ไม่สามารถเกิดขึ้นทดแทน
ได้ หรือหากเกิดขึ้นทดแทนได้ก็ใช้ระยะเวลายาวนานมาก ซึ่งบางชนิดอาจใช้ระยะเวลาหลายสิบล้านปี
ทรัพยากรธรรมชาติประเภทนี้มนุษย์นำมาใช้เพื่อความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต ปัจจุบันมนุษย์ต้องการ
ทรัพยากรเหล่านี้มากขึ้นเพื่อลดการใช้พลังงานจากร่างกาย ทรัพยากรธรรมชาติประเภทนี้จึงเป็นปัจจัยสำคญั
ทางเศรษฐกิจทัว่ โลก ประเทศใดทมี่ ที รพั ยากรนมี้ ากกจ็ ะมเี งนิ และเศรษฐกจิ ดี ทรพั ยากรธรรมชาตเิ หลา่ น้ี ไดแ้ ก่
นำ้ มนั ปิโตรเลียม กา๊ ซธรรมชาติ และสนิ แร่

ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติ

มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในการดำรงชีวิตนับตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย ดังนั้น
ทรัพยากรธรรมชาติถอื วา่ มีประโยชน์และมีความสำคัญอยา่ งยงิ่ ต่อมนุษย์

ทรพั ยากรธรรมชาติมีความสำคัญตอ่ มนษุ ย์มากมายหลายด้าน ดังน้ี

1. เป็นแหลง่ ปัจจัยสที่ ี่มคี วามสำคัญตอ่ การดำรงชวี ติ ของมนุษย์

1.1 เปน็ แหล่งท่ีอยู่อาศัย มนุษยไ์ ด้มกี ารนำทรัพยากรธรรมชาติตา่ ง ๆ มาสรา้ งเป็นท่ีอยู่อาศัย
เช่น การนำไม้ในป่ามาสรา้ งบ้านเรอื น

1.2 เป็นแหล่งอาหาร

1.3 เป็นแหลง่ ที่มาเครอ่ื งนมุ่ ห่ม ปัจจบุ นั มนุษย์นำเสน้ ใยจากธรรมชาตทิ ำเป็นเครอ่ื งนุง่ ห่ม

1.4 เป็นแหล่งที่มาของยารักษาโรค ตั้งแต่สมัยโบราณมนุษย์ก็รู้จักการนำพืชสมุนไพรมาใช้
รกั ษาโรคตา่ ง ๆ ในประเทศไทยมพี ชื สมุนไพรท่สี ามารถใช้รักษาโรคมากกว่า 779 ชนิด

2. เป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญที่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่นขาดไม่ได้ ได้แก่
อากาศและน้ำ

3. เปน็ ปัจจยั ท่สี ำคญั ในการผลติ หรือเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลติ ของอตุ สาหกรรม

4. เปน็ ตัวบง่ ช้ีถึงความเจริญทางเศรษฐกจิ และความเจริญของสงั คมมนุษย์

5. มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งทางตรง เช่น ทรัพยากรพลังงาน แร่ และอัญมณีที่มี
มูลคา่ ทางเศรษฐกิจ หรือทางอ้อม เช่น เป็นสถานทที่ ่องเท่ียว พกั ผ่อนหยอ่ นใจ นำรายได้จากการท่องเที่ยวเข้า
ส่ปู ระเทศ

6. มีความสำคัญดา้ นวชิ าการ ทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์

7. มีความสำคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ เนื่องจากทรัพยากรธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของ
ระบบนิเวศทั้งระบบนเิ วศบนบก ระบบนิเวศทางน้ำ

8. มคี วามสำคญั ต่อการหมนุ เวยี นวฏั จักรของแร่ธาตแุ ละสารอาหารในระบบนิเวศ

ทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทย

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพื้นที่ทั้งหมด 514,113ตาราง
กิโลเมตร พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเนินเขา และภูเขาสูง จากตำแหน่งที่ตั้งของประเทศส่งผลให้ประเทศ
ไทยมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และสำคัญมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ทรัพยากรป่าไม้ซึ่งมีพื้นที่มากถึง
สองในสามของพืน้ ทีป่ ระเทศ ทรัพยากรน้ำที่มีเพียงพอตอ่ การเกษตร ทรัพยากรเชอื้ เพลงิ และแรธ่ าตุต่าง ๆ เป็น
ตน้

ประเทศไทยมีทรัพยากรธรรมชาติ หลายชนิด ปริมาณและแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ปรากฏอาจจะ
แตกต่างกันขึ้นอยู่กับสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติสำคัญในประเทศไทยที่มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต
ของประชากร ได้แก่

1. ทรัพยากรดิน

2. ทรพั ยากรนำ้

3. ทรพั ยากรปา่ ไม้

4. ทรพั ยากรแรธ่ าตุ

5. ทรพั ยากรสตั ว์ปา่

แนวทางอนุรักษท์ รพั ยากรธรรมชาติ

การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึง การจัดการการใช้ประโยชน์จากทรพั ยากรธรรมชาติเพื่อให้
การใช้ทรัพยากรเกิดประโยชน์สูงสุด และเกิดความสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์น้อยที่สุด เพื่อให้มี
ทรัพยากรธรรมชาตเิ หลือไว้ใหค้ นรนุ่ หลัง

แนวทางการอนรุ ักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางตรง

วธิ ีการอนุรักษ์ที่ปฏิบตั ไิ ดท้ ัง้ ในระดับบคุ คล องค์กร และระดบั ประเทศ ที่สำคัญคอื

1. การใช้อย่างประหยัด คือ การใช้เท่าที่มีความจำเป็น เพื่อให้มีทรัพยากรไว้ใช้ได้นานและเกิด
ประโยชน์อย่างคุม้ ค่ามากทส่ี ุด

2. การนำกลบั มาใช้ซ้ำอีก สงิ่ ของบางอยา่ งเมื่อมีการใชแ้ ลว้ ครั้งหนึ่งก็ยังสามารถท่ีจะนำมาใช้ซ้ำได้อีก
หรือสามารถที่จะนำมาใช้ได้ใหม่โดยผ่านกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งเป็นการลดปริมาณการใช้ทรัพยากรและการ
ทำลายสงิ่ แวดลอ้ มได้

3. การบรู ณะซอ่ มแซม สง่ิ ของบางอยา่ งเมื่อใช้เปน็ เวลานานอาจเกิดการชำรุดได้ เพราะฉะน้ันถ้ามีการ
บรู ณะซ่อมแซม ทำให้สามารถยืดอายกุ ารใช้งานต่อไปได้อีก

4. การบำบัดและการฟื้นฟู เป็นวิธีการที่จะช่วยลดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรด้วยการบำบัดกอ่ น
ทจ่ี ะปล่อยลงสู่แหลง่ สาธารณะ สว่ นการฟ้ืนฟเู ปน็ การรอ้ื ฟืน้ ธรรมชาติให้กลบั สสู่ ภาพเดมิ

5. การใช้สิ่งอื่นทดแทนเป็นวิธีการที่จะช่วยให้มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติน้อยลง และไม่ทำลาย
สิ่งแวดลอ้ ม เช่น การใช้ถงุ ผ้าแทนถุงพลาสติก เป็นตน้

6. การประดิษฐข์ องเทียมขนึ้ มาใช้ เพอื่ หลกี เลีย่ งหรอื ลดปริมาณในการใช้

7. การเฝ้าระวังดูแลและป้องกัน เป็นวิธีการที่จะป้องกันไม่ให้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมถูก
ทำลาย เช่น การเฝา้ ระวงั การทง้ิ ขยะ สง่ิ ปฏกิ ลู ลงแมน่ ำ้ คูคลอง การจดั ทำแนวป้องกันไฟป่า เป็นต้น

8. การปรับปรงุ และการใช้อยา่ งมีประสิทธิภาพ เชน่ การนำแรโ่ ลหะประเภทต่าง ๆ มาถลุงแล้วนำไป
สรา้ งเครอื่ งจักรกล เคร่อื งยนต์ หรอื อุปกรณต์ า่ ง ๆ

แนวทางอนุรกั ษท์ รพั ยากรธรรมชาติทางอ้อม

สามารถทำได้หลายวิธี ดงั นี้

1. การพัฒนาคุณภาพประชาชน โดยมีการเพิ่มการสนับสนุนการศึกษาด้านการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถูกต้องตามหลักวิชา เพื่อเกิดความตระหนักถึงความสำคัญและความ
จำเป็นในการอนุรกั ษ์ เกิดความรักความหวงแหน และให้ความรว่ มมอื อยา่ งจริงจัง

2. การใช้มาตรการทางสังคมและกฎหมาย การจัดตั้งกลุ่ม ชุมชน ชมรม สมาคม เพื่อการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น กลุ่มชมรมอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของ
นักเรียน นักศึกษา ในโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศ
ไทย มลู นธิ สิ ืบ นาคะเสถียร มลู นิธิโลกสเี ขยี ว เปน็ ตน้

3. ส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และช่วยกันดูแลรักษาทรัพยากรให้คง
สภาพเดิมไม่ให้เกิดความเสื่อมโทรม มีการประสานงานเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจระหว่างหน่วยงานของรัฐ
และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกับประชาชน เพื่อให้การปกป้อง คุ้มครอง ฟื้นฟู และการใช้ทรัพยากรเกิด
ประโยชน์สูงสดุ

4. ส่งเสริมการศึกษาวิจัย ค้นหาวิธีการและพัฒนาเทคโนโลยี มาใช้ในการจัดการกับ
ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อมใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุด

5. การสำรวจหาแหล่งทรัพยากรธรรมชาติเพ่มิ เติม เพื่อเตรียมไว้ใช้ประโยชนใ์ นอนาคต

6. การกำหนดนโยบายและวางแนวทางของรัฐบาล ในการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะ
ส้นั และระยะยาว เพอ่ื เป็นหลักการให้หน่วยงานและเจ้าหน้าท่ีของรัฐท่ีเก่ียวขอ้ งยึดถือและนำไปปฏิบัติ รวมท้ัง
การเผยแพร่ข่าวสารด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมทางตรงและทางอ้อม เช่น รัฐบาลได้
จัดตั้งกระทรวงทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ มขึน้ เมือ่ พ.ศ. 2545 ตามพระราชบัญญัติปรบั ปรุงกระทรวง
ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เพ่อื ให้ทำหนา้ ที่เกี่ยวกบั การสงวนอนุรกั ษ์และฟื้นฟูทรพั ยากรธรรมชาติและส่งิ แวดล้อม
การจดั การการใชป้ ระโยชน์อย่างยัง่ ยืน และราชการอ่ืนตามทม่ี กี ฎหมายกำหนด ในวนั ที่ 14 มกราคม ของทุกปี
รัฐบาลได้กำหนดให้เป็นวันอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ของชาติเพื่อแก้ไขปัญหาการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ซ่ึง
จำเป็นต้องทำการรณรงค์อย่างต่อเนื่องและระยะยาว ให้ประชาชนได้เข้าใจและให้ความสำคัญในการอนุรักษ์
ทรัพยากรป่าไม้ และเกิดความตระหนักต่ออันตรายซึ่งอาจเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า นอกจากนี้ยังมีการ
กำหนดวันสำคัญต่าง ๆที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติขึ้น เพื่อให้ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของ
ทรัพยากรท่มี อี ยู่ และการดูแลรกั ษาทรัพยากรตา่ ง ๆใหค้ งอยู่ในอนาคต

ทรัพยากรธรรมชาตหิ ลักที่สำคญั

ทรัพยากรธรรมชาติหลักที่สำคัญของโลก และของประเทศไทยได้แก่ ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า น้ำ แร่ธาตุ
และประชากร (มนุษย์)

ทรพั ยากรดิน

ดิน หมายถึง วัตถุที่เกิดจากการสลายตัวของหิน แร่ธาตุ และซากพืชซากสัตว์ ดินปกคลุมผิวโลกอยู่
เป็นชั้นบาง ๆ และช่วยค้ำจุนการเจริญเติบโตของพืช ดินได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น สภาพภูมิอากาศ
สภาพพื้นท่ี และระยะเวลาในการพัฒนาทีต่ า่ งกนั ดังนั้น ดินในแต่ละที่จึงแตกตา่ งกันไปตามอิทธิพลของปัจจัย
เหลา่ นี้ สง่ ผลให้ดินแตล่ ะพื้นที่มลี ักษณะเด่นและสมบตั ิเฉพาะตวั

ประเทศไทยมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 320,696,886 ไร่ หรือ 513,115 ตารางกิโลเมตร พื้นที่เป็นทิว
เขา เชิงเขา หุบเขา ส่วนใหญจ่ ะอยู่ในภาพเหนอื และภาคตะวันตกของประเทศส่วนในภาคใต้จะมีพ้ืนที่เป็นเขา
สูงแล้วลาดไปสู่ชายฝั่งทั้งในด้านของอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ในภาคตะวันออกมีทิวเขาสลับเนินเขาและท่ี
ราบโดยรอบทิวเขาส่วนบริเวณภาคกลาง นั้นมีพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม มีภูเขาโดดอยู่ประปราย โดยเฉพาะในภาค
กลางตอนบน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมพัฒนาที่ดิน สำนักสำรวจและวิจัยที่ดิน ได้ทำการสำรวจทรัพยากร
ดินในประเทศ พบว่า ดินในประเทศไทยส่วนใหญ่มีลักษณะเด่นคือ เป็นดินเขตร้อนและมักจะขาดความอุดม
สมบูรณ์ จากปัจจัยและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันทำให้ลักษณะของดินที่เกิดในบริเวณต่างๆจึงแตกต่างกัน
ไปด้วย

ลักษณะของดนิ แบ่งตามภมู ภิ าค
1. ทรัพยากรดนิ ในภาคใต้
ลักษณะดินที่พบส่วนใหญ่เป็นดินที่อยู่ในสภาพค่อนข้างชื้น ดินในพื้นที่ดอนมักเป็นดินที่มีพัฒนาการ
มาก มีการชะล้างสูง และมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ จัดว่าเป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรต่ำถึงค่อนข้างต่ำ
ตัวอย่างชุดดินที่สำคัญที่ใช้ในการทำการเกษตรของภาคใต้ ได้แก่ ชุดดินบางนารา ชุดดินพัทลุง ชุดดินภูเก็ต
และชดุ ดินชุมพร

2. ทรัพยากรดินในภาคกลาง
เนื่องจากสภาพทั่วไปของพื้นที่ที่เป็นที่ราบลุ่มของแม่น้ำต่างๆ ทำให้วัตถุกำเนิดดินส่วนใหญ่เป็นพวก
ตะกอนน้ำพา ดินในแถบนี้จึงมีศักยภาพทางการเกษตรค่อนข้างสูง ประกอบกับพื้นที่ทางการเกษตรส่วนใหญ่
อยู่ภายใตร้ ะบบชลประทาน การใช้ทด่ี นิ จึงมีประสิทธิมากกวา่ ภาคอ่นื ๆ ชุดดนิ ท่ีสำคัญท่ใี ชใ้ นการทำการเกษตร
ของภาคกลางได้แก่ ชุดดนิ บางเลน ชุดดนิ นครปฐม ชุดดินราชบรุ ี ชุดดินกำแพงแสน และชุดดินตาคลี

3. ทรพั ยากรดนิ ในภาคเหนือ
ลักษณะดินที่พบส่วนใหญ่เป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรไม่มากนัก คือ ดินยังมีธาตุอาหารที่เป็น
ประโยชน์ต่อพืชอยู่ในระดับที่ไมต่ ่ำจนเกินไป ดินบริเวณที่ราบเป็นดินที่มีศักยภาพทางการเกษตรปานกลางถึง
สงู แต่ขอ้ จำกดั ของพื้นทภ่ี าคเหนือคือ เปน็ พ้ืนที่ลาดชนั เชงิ ซ้อน มีพน้ื ทีภ่ ูเขาและเทือกเขาต่าง ๆ ท่ีมีความลาด
ชันครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง ซึ่งพื้นที่เหล่านี้จัดว่ามีความเสี่ยงต่อการชะล้างพังทลายสูง ไม่เหมาะกับ
การทำการเกษตร ชดุ ดนิ ทส่ี ำคญั ได้แก่ ชดุ ดินหางดง ชุดดนิ เชยี งราย ชดุ ดินสนั ปา่ ตอง และชดุ ดนิ บา้ นจ้อง

4. ทรพั ยากรดินในภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื
ลักษณะดินที่พบส่วนใหญ่เป็นดินที่มีพัฒนาการสูง มีศักยภาพทางการเกษตรต่ำ ดินไม่ค่อยเก็บ
ความชื้น เนื่องจากเนื้อดินค่อนข้างเป็นทราย นอกจากนี้ยังมีดินที่มีปัญหาในการใช้ประโยชน์ทางการเกษตร
เชน่ ดนิ เคม็ ดินกรวดลูกรัง ดนิ ศลิ าแลง เปน็ ตน้ ชุดดนิ ที่สำคัญได้แก่ ชุดดินร้อยเอ็ด ชุดดิน พิมายชุดดินโคราช
และชดุ ดนิ ยโสธร

ทรัพยากรน้ำ

น้ำปกคลุม 71% บนพื้นผิวโลกและเป็นปัจจัยสำคัญต่อชีวิต น้ำบนโลก 96.5% พบในมหาสมุทร
1.7% ในน้ำใต้ดิน 1.7% ในธารน้ำแข็งและชั้นน้ำแข็งของทวีปแอนตาร์กติกาและเกาะกรีนแลนด์ ซึ่งเป็น
เศษสว่ นเลก็ น้อยบนผวิ น้ำขนาดใหญ่ และ 0.001% พบในอากาศเป็นไอน้ำ ก้อนเมฆ (กอ่ ตัวข้ึนจากอนุภาคน้ำ
ในสถานะของแข็งและของเหลวแขวนลอยอยู่บนอากาศ) และหยาดน้ำฟ้าน้ำบนโลกเพียง 2.5% เป็นน้ำจืด
และ 98.8% ของน้ำจำนวนนนั้ พบในนำ้ แข็งและน้ำใต้ดิน น้ำจดื น้อยกว่า 0.3% พบในแม่นำ้ ทะเลสาบ และชน้ั
บรรยากาศ และนำ้ จืดบนโลกในปรมิ าณที่เล็กลงไปอีก (0.003%) พบในรา่ งกายของสง่ิ มชี วี ิตและผลิตภัณฑ์

การจำแนกประเภทของน้ำ

จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเหน็ ว่า น้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติทีม่ ีอยู่เหลือเฟือใช้ไดไ้ ม่หมดสิ้น หากเรามี
การใช้ทรัพยากรน้ำได้อย่างเหมาะสม เราก็สามรถจะมีน้ำไว้ใช้ได้ตลอดปีและตลอดไป เนื่องจากน้ำเป็น
ทรัพยากรทมี่ ีวฏั จกั รหมนุ เวียน น้ำสามารถจำแนกได้เป็น 3 ชนิด ได้แก่

1. น้ำฝน (Precipitation) น้ำฝน คอื น้ำทเี่ กิดจากการกลนั่ ตัวของไอนำ้

2. นำ้ ผวิ พื้นหรอื น้ำทา่ (Surface Water) น้ำผิวพื้นหรอื น้ำท่า คอื นำ้ ทีเ่ กดิ จากน้ำฝนและขงั อยตู่ ามผิว
ดิน หว้ ย หนอง คลอง บึง รวมไปถึงนำ้ ในแมน่ ้ำต่าง ๆ

3. นำ้ ใตด้ ิน (Ground) มี 2 ชนดิ คอื

3.1 นำ้ ใต้ดิน คอื นำ้ ทเี่ กิดจากน้ำฝน นำ้ ทอ่ี ย่บู นดิน หมิ ะ หรอื กอ้ นนำ้ แข็งที่ละลายแล้วซึมลง
ไปในดิน และตามช่องว่างระหว่างชั้นหิน น้ำในดินมีระดับไม่ลึกโดยชั้นบนสุดมักจะอยู่ระดับเดียวกับน้ำใน
แมน่ ำ้ ลำคลอง

3.2 น้ำในชั้นดินหรือน้ำบาดาล คือ น้ำที่เกิดจากน้ำฝนและน้ำบนดินซึมลึกลงไปตามชั้นหิน
ประเภทตา่ ง ๆ พบมากในแอง่ ท่ีลุม่ ท่ีมแี นวชั้นหินทรายตอ่ เนอ่ื งไปถึง เมอ่ื เจาะผา่ นชนั้ หนิ ไปลกึ ๆก็จะพบนำ้ ขัง

อยู่ในชัน้ หนิ ทรายขา้ งล่าง และน้ำ
บาดาลท่ีไหลผ่านหนิ ชน้ั ตา่ ง ๆ จะ
ไปขงั ตวั รวมกนั อยู่ในตอนบนของ
ชน้ั ดนิ ดาน นำ้ บาดาลจึงสะอาด
กวา่ นำ้ ในดนิ เนือ่ งจากผา่ นการ
กล่นั ทาง ธรรมชาตแิ ลว้

แหลง่ นำ้ ท่ีสำคญั ของประเทศไทย
แหล่งน้ำ หมายถึง บริเวณที่รองรับน้ำทั้งหมดได้แก่ ต้นน้ำลำธาร ห้วย หนอง บึง ทะเลสาบน้ำใต้ดิน
และแมน่ ำ้ แหลง่ น้ำทส่ี ำคญั ในภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย มดี งั น้ี

1. แหลง่ น้ำทีส่ ำคญั ในภาคเหนือ
1.1 แม่น้ำปิง มีต้นกำเนิดจากยอดน้ำถ้วย บนเทือกเขาแดนลาว ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอเชียงดาว

จังหวัดเชยี งใหม่ ไหลผ่านลงไปทางใตผ้ ่านจงั หวัดลำพูนแลว้ ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำวงที่บา้ นปากวงั จังหวดั ตาก
แม่น้ำปิงมีความยาวจาก ต้นน้ำถึงนครสวรรค์ ซึ่งเป็นจุดรวมกับแม่น้ำ 3 สาย กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา มี
ความยาว 600 กม.

1.2 แม่น้ำวงั มตี ้นกำเนิดจากบรเิ วณทางตอนเหนือของน้ำตกวังแก้ว บนทิวเขาผปี ันน้ำในเขต
อำเภอวงั เหนอื จงั หวัดลำปาง ไหลทางใต้ผ่านจังหวดั ตาก ไปรวมกับแมน่ ำ้ ปงิ ท่ีบรเิ วณชายฝัง่ เหนือบ้านปากวัง
จงั หวัดตาก แมน่ ้ำวงั มคี วามยาวประมาณ 300 กโิ ลเมตร

1.3 แมน่ ้ำยม มีต้นกำเนดิ จากดอยชุมยวม 2 ซ่งึ อย่ทู ิศใต้ของทิวเขาแดนลาว ในเขตอำเภอปง
จังหวัดพะเยา ไหลผ่านไปทางตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านจังหวัดแพร่ สุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร แล้วไปรวมกับแมน่ ำ้
นา่ นทบี่ ้านเกยชยั อำเภอชมุ แสง จังหวัดนครสวรรค์ แมน่ ำ้ ยม มคี วามยาวประมาณ 550 กิโลเมตร

1.4 แม่น้ำน่าน มีต้นกำเนิดจากทิวเขาหลวงพระบางด้านทิศตะวันตกในเขตตำบลปอเกลือ
เหนือ อำเภอบัว จงั หวดั น่าน ไหลไปทางทิศเหนือแล้วไปหักทางใต้ ผา่ นจงั หวัดอุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร แล้ว
ไปรวมกบั แมน่ ำ้ ยม ก่อนทจี่ ะไปรวมกบั แม่น้ำปิง และวงั ท่ีตำบลแควใหญ่ จงั หวัดนครสวรรค์ แม่น้ำนา่ นมคี วาม
ยาวประมาณ 740 กิโลเมตร แม่น้ำน่าน มีเขื่อนเอนกประสงค์กั้นถึง 2 แห่ง คือ เขื่อนสิริกิติ์ จังหวัดอุตรดิตถ์
และเขื่อนนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก

2. แหล่งน้ำทส่ี ำคญั ในภาคกลาง
2.1 แม่น้ำเจ้าพระยา เกิดจากการบรรจบกันของแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ที่ปากน้ำโพ จังหวัด

นครสวรรค์ ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง อยุธยา ปทุมธานี นนทบุรี
กรุงเทพมหานคร และไหลลงสู่อ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ มีความยาวประมาณ 370 กิโลเมตร
เปรียบเสมอื น เสน้ โลหติ ใหญข่ องไทย

2.2 แม่น้ำทา่ จนี เกิดจากการแยกตวั ของแมน่ ้ำเจา้ พระยา ที่ตำบลทา่ ซุง จงั หวัดอุทยั ธานี ไหล
ผา่ นจงั หวัดอุทยั ธานี ชยั นาท เรยี กว่าแมน่ ้ำมะขามเฒ่า ผ่านสพุ รรณบรุ ี เรียกวา่ แมน่ ำ้ สุพรรณบรุ ี ผ่านนครปฐม
เรียกว่าแม่น้ำท่าจีน ไหลลงสู่อ่าวไทยระหว่างตำบลบางหญ้าแพรก กับตำบลโกรกกราก อำเภอเมือง จังหวัด
สมุทรสาคร มคี วามยาวประมาณ 315 กิโลเมตร

2.3 แม่น้ำป่าสัก เกิดจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ไหลผ่านจังหวัดเพชรบูรณ์ ลพบุรี สระบุรี
พระนครศรีอยุธยา ไหลมาบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่ป้อมเพชร อำเภอพระนครศรีอยุธยา มีความยาว
ประมาณ 570 กิโลเมตร

2.4 แม่น้ำสะแกกรัง เป็นแม่น้ำมีต้นกำเนิดอยู่ในเขตเทือกเขาโมโกจู ในเขตจังหวัด
กำแพงเพชร ไหลไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาที่บ้านท่าซุง ตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทยั ธานี มีความ
ยาวประมาณ 225 กิโลเมตร

3. แหล่งนำ้ ท่ีสำคัญในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
3.1 แม่น้ำชี เกิดจากเทือกเขาเพชรบูรณ์ ไหลผ่านจังหวัดชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม

ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี บรรจบกับแม่น้ำมูลระหว่างอำเภอเมืองอุบลราชธานี กับอำเภอกันทรารมย์
จงั หวัดศรสี ะเกษ เปน็ แมน่ ำ้ ทีย่ าวที่สุดของภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ มคี วามยาวประมาณ 765 กโิ ลเมตร

3.2 แม่น้ำมูล เกิดจากเขาละมั่งในจังหวัดนครราชสมี า ไหลผ่านจังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์
สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ไหลลงสู่แม่น้ำโขง บริเวณอำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี มีความยาว
ประมาณ 750 กิโลเมตร

3.3 แม่น้ำสงคราม เกิดจากระหว่างภูเขาเหล็กกับภูผาหัก ไหลตามแนวแบ่งเขตจังหวัด
สกลนครกับอุดรธานี หนองคายและนครพนม ไหลลงสู่แม่น้ำโขง บริเวณอำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม มี
ความยาวประมาณ 420 กโิ ลเมตร

3.4 แม่น้ำพระเพลิง เกิดจากทิวเขาสันกำแพง ไหลผ่านจังหวัดนครราชสีมา ลงสู่แม่น้ำมูลท่ี
อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสมี า มีความยาวประมาณ 120 กิโลเมตร

4. แหล่งนำ้ ทส่ี ำคัญในภาคตะวันออก

4.1 แมน่ ำ้ บางปะกง (แม่น้ำปราจนี บรุ ี) เกิดจากการไหลมารวมกนั ของแมน่ ำ้ หนุมานกับแม่น้ำ
พระปรง ทอ่ี ำเภอกบินทรบ์ ุรี จงั หวดั ปราจนี บรุ ี ตอนทีไ่ หลผ่านจังหวัดปราจนี บรุ ีเรียกว่า แมน่ ้ำปราจีนบุรี ตอน
ที่ไหลผ่านฉะเชิงเทราและชลบุรี เรียกว่า แม่น้ำบางปะกง ไหลลงสู่อ่าวไทยที่อำเภอบางปะกง จังหวัด
ฉะเชงิ เทรา เป็นแมน่ ำ้ ทยี่ าวทสี่ ุดในภาคตะวนั ออก มคี วามยาวประมาณ 230 กโิ ลเมตร

4.2 แม่น้ำระยอง เกิดจากเทือกเขาเรือแตกในอำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี ไหลผ่านจังหวัด
ระยอง ลงสู่ทะเลในอำเภอเมือง จังหวัดระยอง มคี วามยาวประมาณ 70 กิโลเมตร

4.3 แม่น้ำจันทบุรี เกิดจากเทือกเขาสอยดาว อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี ไหลลงสู่ทะเลท่ี
ตำบลปากน้ำแหลมสิงห์ จังหวดั จนั ทบรุ ี มคี วามยาวประมาณ 100 กโิ ลเมตร

5. แหลง่ น้ำทีส่ ำคัญในภาคตะวนั ตก

5.1 แม่นำ้ แม่กลอง เกิดจากแมน่ ้ำแควน้อย (ไทรโยค) และแมน่ ำ้ แควใหญ่ (ศรีสวัสดิ์) ไหลมา
บรรจบกันที่ตำบลปากแพรก อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี กลายเป็นแม่น้ำแม่กลอง ไหลผ่านจังหวัด
กาญจนบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม ไหลลงสู่อ่าวไทย ที่อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม มีความยาวประมาน
230 กิโลเมตร

5.2 แมน่ ำ้ เพชรบรุ ี เกดิ จากเทือกเขาตะนาวศรี ในเขตอำเภอท่ายาง ไหลผา่ นจังหวัดเพชรบุรี
ไหลลงสู่อา่ วไทยท่อี ำเภอบ้านแหลม จงั หวัดเพชรบรุ ี มีความยาวประมาณ 190 กิโลเมตร

6. แหลง่ นำ้ ที่สำคัญในภาคใต้

6.1 แม่น้ำตาปี (แม่น้ำสุราษฎร์ธานี) เกิดจากเทือกเขาภูเก็ตและเทือกเขานครศรีธรรมราช
ไหลผ่านบริเวณตอนเหนือของจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี ไหลลงสู่อ่าวไทยที่อ่าวบ้านดอน ระหว่าง
อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี กบั อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวดั สรุ าษฎรธ์ านี มคี วามยาวประมาณ 230 กิโลเมตร

6.2 แม่น้ำตานี (แม่น้ำปัตตานี) เกิดจากเทือกเขาสันกาลาคีรี ไหลผ่านจังหวัดยะลา ปัตตานี
ไหลลงสูอ่ า่ วไทยในเขตจังหวัดปัตตานี มีความยาวประมาณ 190 กิโลเมตร

ทรพั ยากรป่าไม้

ปา่ ไม้เป็นทรัพยากรธรรมชาติทจี่ ัดอยู่ในประเภทที่สามารถเกิดขึ้นทดแทนใหม่ได้ ปา่ ไม้เป็นสิ่งท่ีสำคัญ
มนุษย์ โดยเฉพาะผู้คนหรือชุมชนที่ได้อาศัยป่าเป็นแหล่งยังชีพ นอกจากนั้นป่ายังทำหน้าที่ป้องกันภัย และ
รักษาความสมดลุ ของธรรมชาติอีกด้วย เชน่ ชว่ ยควบคุมสภาพลมฟ้าอากาศ ควบคมุ การไหลของน้ำ เป็นแหล่ง
ต้นนำ้ ลำธาร บรรเทาอทุ กภัย เปน็ ต้น

1. ป่าประเภททไี่ มผ่ ลัดใบ (evergreen forests) ป่าประเภทนพี้ ันธไ์ุ มส้ ่วนใหญ่จะมใี บเขียวชอุ่มตลอด
ปี ถึงใบจะร่วงก็จะมีใบอ่อนแตกใหม่มาแทนที่ผลัดเปลี่ยนกันโดยไม่ทิ้งใบหมดพร้อมกันทั้งต้นหรือทั้งป่ า ป่า
ประเภทที่ไมผ่ ลดั ใบแบ่งออกเป็น 4 ชนิดคือ

1.1 ปา่ ดงดิบเมืองร้อน เป็นป่าที่อย่ใู นเขตท่ีมคี วามชน้ื สงู มปี ริมาณฝนตกเฉล่ยี มากกว่า 1500
มม. ต่อปี ดินมีความชุ่มช้ืนตลอดเวลา พบกระจายอยู่ท่ัวไปตั้งแต่ภาคเหนือลงไปจนถึงภาคใต้ สามารถแบ่งป่า
ดงดิบเมืองร้อนตามสภาพความชุ่มชืน้ และระดับความสูงต่ำของภมู ิประเทศออกเปน็ 3 ชนิด คอื

1) ป่าดงดิบชื้น ป่านี้โดยทั่วไปเรียกว่า ป่าดงดิบหรือป่าฝน พบมากทางภาคใต้และฝั่ง
ทะเลตะวันออกแถบจันทบุรี โดยทั่วไปมีปริมาณน้ำฝนมากกว่า 2,000 มม.ต่อปี สภาพป่ามักจะรกทึบ
ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด ไม้ชั้นบนส่วนใหญ่เป็นไม้ยาง มีเถาวัลย์และพวกปาล์มปรากฏอยู่มาก
นอกจากนั้นยงั มไี มพ้ ุ่ม ไมล้ ้มลุก ไม้ไผ่ กล้วยไม้ มอสและเฟริ น์ ปรากฏอยู่ท่วั ไป

2) ป่าดงดิบแล้ง พบกระจายอยู่ทัว่ ไปอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะภาคที่มีฤดแู ล้งระหว่าง
4-6 เดอื น ได้แก่ ภาคกลาง บางส่วนในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ มปี ริมาณนำ้ ฝนเฉลี่ยประมาณ
1,000 – 1,500 มม. ต่อปี ปา่ ดงดิบแล้งทมี่ ีไม้ประเภททผ่ี ลัดใบผสมอยู่ค่อนข้างมาก มีพันธ์ไุ มห้ ลายชนดิ แต่ละ
แหง่ กจ็ ะมีหมูไ่ มเ้ ดน่ เฉพาะ

3) ป่าดิบเขา เป็นป่าที่ขึ้นอยู่บนพื้นที่ระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป พบ
กระจายอยู่ตามยอดเขาสงู ทัว่ ทุกภาคของประเทศ แต่ส่วนมากจะพบที่บริเวณยอดเขาของภาคเหนือมีปริมาณ
น้ำฝนเฉลย่ี 1,500 – 2,000 มม. ต่อปี

1.2 ป่าสนเขา ป่าชนิดนี้จะขึ้นกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ โดยเฉพาะตามที่ที่เป็นเขาและที่ราบ
บางแห่ง ส่วนมากจะอยู่ในภาคเหนือ และบางแห่งในภาคตะวันออกเฉยี ง เหนอื โดยทัว่ ไปปา่ สนเขาชอบขึ้นอยู่
ตามสันเขาที่อากาศหนาวเย็นและดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์มาก ส่วนมากจะอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลในชว่ ง
200 – 1,800 เมตร มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 1,000 – 1,500 เมตร สภาพป่าเป็นป่าโปร่ง มีพืชอยู่ไม่กี่ชนิด มีสน
สองใบและสนสามใบเปน็ ไม้เด่น

1.3 ป่าพรุหรือป่าบึง เป็นป่าที่ขึ้นอยู่ในบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำและมีน้ำขังอยู่เสมอ มีปริมาณ
น้ำฝนเฉลี่ยมากกว่า 2,000 มม. ต่อปี พืชที่ขึ้นในป่าพรุจะมีลักษณะพิเศษ คือ ที่โคนต้นมักจะมีพูพอน ระบบ
รากจะเป็นรากแขนงแผ่กว้างและแข็งแรง มีรากหายใจและรากค้ำยัน ป่าพรุสามารถจำแนกออกเป็น 3 ชนิด
ย่อย คอื

1) ป่าบึงน้ำจืด เป็นป่าที่ขึ้นบริเวณพื้นที่ราบลุ่มบริเวณสองฝั่งลำน้ำ หนอง บึง พบ
กระจายอยู่ท่ัวประเทศ

2) ป่าเลนน้ำเค็ม ป่าเลนน้ำเค็มหรือที่นยิ มเรียกกันวา่ ป่าชายเลนหรือป่าโกงกาง เป็นป่า
ทชี่ อบขนึ้ บริเวณดนิ เลนรมิ ทะเล และตามปากแมน่ ้ำที่น้ำทะเลทว่ มถึง

3) ป่าพรุ เป็นป่าที่ขึ้นอยู่บริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำเป็นที่ลุ่มต่ำ แตกต่างจากป่าบึงน้ำจืดคือ มี
การสะสมของชัน้ อินทรีย์อย่างตอ่ เนื่องถาวรจนเป็นดินอนิ ทรียอ์ ยู่เหนือช้นั ดินแทๆ้

1.4 ป่าชายหาด เป็นสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ตามชายฝั่งทะเล โดยปกติน้ำทะเลจะท่วมไม่ถึง
สว่ นมากจะเปน็ เนินทราย บางแหง่ เปน็ ดินกรวดปนทรายและโขดหิน หากเป็นบรเิ วณฝง่ั ทะเลท่ยี กตัวสูงข้ึนและ
หา่ งจากฝงั่ ขึ้นมากจะมีดนิ ปนอย่มู าก ป่าชายหาดอาจมสี ภาพเปดิ โลง่ ประกอบด้วยพงหญ้า ไม้พุ่ม และไม้ล้มลุก
หรือเป็นป่าละเมาะ หรือป่าที่มีเรือนยอดชิดติดกัน พันธุ์พืชที่จะขึ้นอยู่ในป่านี้ต้องเป็นพวกที่ทนต่อสภาพดิน
เค็ม กระแสลมแรง ความแห้งแล้ง และไอเค็มจากทะเล ปา่ นีพ้ บเปน็ แนวยาวตามชายฝง่ั ทะเลทว่ั ไป

2. ป่าประเภททผ่ี ลดั ใบ (deciduous forests) ปา่ ประเภทที่ผลัดใบเปน็ ป่าที่พันธ์ใุ นปา่ ส่วนใหญ่จะทิ้ง
ใบในฤดูแล้งและเริ่มแตกใบใหม่ในฤดูฝน ไม้ในป่าจะมีวงปี ความสูงโดยเฉลี่ยของไม้ในป่าจะต่ำกว่าไม้ในป่าไม่
ผลัดใบ พบทั่วไปในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย 800 – 1,200
มม. ตอ่ ปี ป่าผลดั ใบในประเทศไทยแบ่งออกเปน็ 3 ชนดิ คือ

2.1 ป่าเบญจพรรณ เป็นป่าที่ประกอบด้วยพันธุ์ไม้หลายชนิด ลักษณะของป่าเบญจพรรณ
โดยท่ัวไปจะเปน็ ป่าโปร่ง ประกอบด้วยต้นไม้ขนาดกลางเป็นสว่ นใหญ่ พนื้ ป่าไมร่ กทึบ มไี มไ้ ผ่ชนิดต่างๆ ข้ึนอยู่
มาก ในฤดูแล้งต้นไม้เกอื บทงั้ หมดจะผลัดใบ ทำให้เกิดไฟไหมป้ ่าเป็นประจำทกุ ปี

2.2 ป่าเต็งรัง พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง สภาพป่าโปร่ง
ขน้ึ อยูท่ ง้ั ในทร่ี าบและบนภเู ขาสูง ที่ท่ีดินขาดความอุดมสมบูรณ์ ส่วนใหญเ่ ป็นดินทรายและดินลูกรงั เนอื่ งจากมี
ไฟไหม้ทุกปี ต้นไม้ที่ขึ้นในป่าเต็งรังจึงต้องมีเปลือกหนา ทนไฟ ทนความร้อน และมีความสามารถในการแตก
หนอ่ สงู

2.3 ป่าทุ่งหรือป่าหญ้า เป็นป่าที่เกิดขึ้นหลังจากที่ป่าชนิดอื่น ๆ ถูกทำลายไปหมดแล้ว ดินมี
สภาพเสอื่ มโทรม ต้นไมไ้ ม่สามารถขึ้นหรือเจรญิ เติบโตได้ พวกหญ้าจงึ เขา้ มาแทนท่ี พบอยทู่ ่วั ไปตามภาคต่าง ๆ
ของประเทศไทย

ทรัพยากรสัตวป์ ่า

พระราชบญั ญัติสงวนและคมุ้ ครองสัตวป์ ่า พ.ศ. 2535 ไดใ้ ห้ความหมายของสตั วไ์ ว้ว่า สตั วป์ ่า หมายถึง
สตั วท์ กุ ชนิดทงั้ สตั วบ์ ก สตั ว์นำ้ สัตวส์ ะเทินน้ำสะเทินบก สตั ว์ปกี และแมลงหรือแมง ทีเ่ กดิ และดำรงชีวิตอยู่ใน
ป่าหรือแหล่งน้ำธรรมชาติอย่างเสรี รวมทั้งไข่ของสัตว์ทุกชนิด ยกเว้นสัตว์พาหนะที่ได้จดทะเบียนทำตั๋ว
รปู พรรณตามกฎหมายวา่ ดว้ ยสัตวพ์ าหนะและลูกทเ่ี กดิ มาภายหลัง

พระราชบญั ญตั ิสงวนและคมุ้ ครองสัตวป์ า่ พ.ศ. 2535 จำแนกสัตวป์ ่าไว้ ดังนี้
1. สตั วป์ ่าค้มุ ครอง
สัตว์ป่าคุ้มครอง คือ สัตว์ป่าที่กฎกระทรวงกำหนดให้เป็นสัตวป์ ่าคุม้ ครอง ผู้ใดฝ่าฝืนล่า หรือมีสัตว์ป่า
คุ้มครองหรือมีซากไว้ในครอบครอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำ
ทั้งปรับ เว้นแต่จะทำเพื่อประโยชน์ทางวิชาการตามที่ได้รับอนุญาต เช่น ช้างป่า กระทิง วัวแดง หมี เสือโคร่ง
กวาง เก้ง กระจง ชะนี ลิง เมน่ นกเงอื ก ค้างคาวกติ ติ นกยงู ไทย ไก่ฟ้า นกฮกู นกเปด็ น้ำ เตา่ ตะนุ คางคกตน้ ไม้
กบทดู ปูเจา้ ฟา้ เป็นตน้

2. ป่าสงวน
ป่าสงวน คือ สัตว์ป่าหายากหรือกำลังจะสูญพันธุ์ ห้ามล่าหรือมีไว้ครอบครองทั้งสัตว์ที่ยังมีชีวิตหรือ
ซากสัตว์ ยกเว้นเปน็ การทำเพื่อการศึกษาวิจัยทางวิชาการหรือมีไว้เพื่อกิจการสวนสาธารณะโดยได้รับอนุญาต
จากอธบิ ดกี รมป่าไม้เปน็ กรณีพเิ ศษ สตั วป์ า่ สงวนมี 15 ชนิด คือ แรดหรอื แรดชวา ละองหรอื ละม่ัง กวางผา เกง้
หม้อหรอื เกง้ ดำ แมวลายหินอ่อน พะยูน นกกระเรยี น นกแตว้ แรว้ ทอ้ งดำ และนกเจา้ ฟ้าหญิงสิรินธร

ช่ือ รูป

แรด

กูปรี

กระซู่
ควายปา่

ละองหรือละมั่ง
สมนั

กวางผา
นกแต้วแล้วทอ้ งดำ

นกกระเรยี น
แมวลายหนิ ออ่ น

สมเสร็จ
เก้งหม้อ
พะยูน

เลียงผา
นกเจ้าฟ้าหญิงสริ นิ ธร

ทรพั ยากรแรธ่ าตแุ ละเชือ้ เพลิง

แรเ่ ปน็ ทรพั ยากรธรรมชาติที่ทำรายได้ให้ประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ในปี พ.ศ. 2523 ปรมิ าณของแร่
และตะกรนั ทผี่ ลิตได้มีมูลค่าถึง 15,840 ลา้ นบาท ถอื ว่ามากเป็นอนั ดบั สองรองจากขา้ ว

แร่ หมายถึง ธาตุหรือสารประกอบอนินทรีย์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ปัจจุบันมีการแบ่งแร่เป็นชนิด
ตา่ ง ๆ ได้ถึง 3,000 กว่าชนดิ และสามารถจดั กล่มุ แร่เหลา่ นไี้ ด้เปน็ 2 กลมุ่ ใหญ่ๆ คือ

1. แร่ประกอบหิน คือ หินทุกชนดิ ที่เป็นพื้นผิวโลก บางส่วนอาจมีดินกรวดทรายทีเ่ กิดมาจากการผุพงั
ของหินปิดทับไว้ ประกอบด้วยแรช่ นดิ ตา่ ง ๆ แตก่ ารนำแร่แตล่ ะชนิดออกมาใชป้ ระโยชน์ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน

2. แร่ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ แร่จำพวกนี้มีปริมาณน้อยกว่าแร่ประกอบหิน แต่เมื่อเกิดอยู่เป็นกลุ่ม
กอ้ นก็สามารถนำมาใช้ประโยชนไ์ ด้ แร่จดั เปน็ ทรพั ยากรธรรมชาตทิ ไ่ี ม่สามารถทดแทนได้ เพราะกระบวนการที่
ทำให้เกดิ แหลง่ แร่ชนดิ ต่างนัน้ ใชเ้ วลานานมาก แหลง่ แรบ่ างชนิดเกิดจากการสะสมตัวเม่ือหลายสิบล้านปีที่แล้ว
แร่ทีม่ คี ุณค่าทางเศรษฐกจิ สามารถเปน็ ตามการใช้ประโยชน์และคุณสมบัตติ ่างๆเปน็ 4 ประเภท ไดแ้ ก่

2.1 แร่โลหะ เป็นแร่จำพวกที่แยกเอาโลหะที่อยู่ในแร่ออกมาใช้ประโยชน์ได้โดยนำไปถลุงไล่
ธาตุชนดิ อ่นื ออกไป แร่ท่ีจดั อย่ใู นจำพวกแรโ่ ลหะได้แก่ แรด่ บี ุก แรเ่ หลก็ แร่ตะกัว่ แรท่ องแดง เปน็ ต้น

2.2 แร่อโลหะ แรช่ นดิ นี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เลยโดยไม่ต้องมีการถลุง เชน่ ฟลูออไรด์
ยิปซมั แบไรต์ ควอตซ์ แคลไซต์ เกลือหิน ฟอสเฟต เป็นตน้

2.3 แร่เชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นแร่ที่นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงก่อให้เกิดพลังงาน เช่น ลิกไนต์
ปโิ ตรเลยี ม หินน้ำมัน

2.4 แร่รัตนชาติ เป็นแร่ที่มีผลึกมลทินอยู่ภายใน มีความแข็ง สามารถนำมาเจียระไนให้เกิด
มมุ และการกระจายแสงเพื่อใช้เป็นเคร่ืองประดบั ที่มคี วามงาม ทนทาน และหายาก มลทนิ ที่อย่ภู ายในทำให้แร่
มสี ีแตกต่างกนั ไป โดยปกตแิ บง่ เป็น 2 กลุม่ ใหญ่ๆ คอื เพชร และพลอย

ชือ่ สามัญ ช่ือทางธรณีวิทยา แหลง่ ทพี่ บมากในประเทศไทย
ภเู กต็ พงั งา ระนอง กาญจนบุรี เพชรบรุ ี เชยี งใหม่
1. ดบี กุ แคสซิเทอรไ์ รด์ เชียงราย ลำปาง ราชบุรี แม่ฮ่องสอน
พิจติ ร นครสวรรค์ สุราษฏรธ์ านี
2. เกลอื จืด ยิปซัม แพร่ กาญจนบุรี
3. สังกะสี ซงิ ก์เบลนล์ กาญจนบรุ ี เพชรบูรณ์ เลย เพชรบรุ ี เชียงใหม่ ลำปาง
แพร่ สโุ ขทยั นครพนม
4. ตะกั่ว กาลีนา ลำพนู เพชรบุรี ราชบุรี
ลพบรุ ี นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช
5. พลอยอ่อน ฟลอู อไรด์ กาญจนบุรี แม่ฮ่องสอน
6. เหลก็ ฮมี าไทด์ ระนอง สุราษฏรธ์ านี กระบี่
7. ทังสเตน วลุ แฟรมไมด์ สรุ าษฏร์ธานี กระบี่ ลำปาง ลำพนู
8. ดนิ ขาว เกาลนี สระบรุ ี ลพบุรี เพชรบุรี
9. พลวง สดิบไนด์ เชยี งใหม่ ลำพนู
10. หนิ ปนู แคลไซต์ ลำพูน ลำปาง
11. เขย้ี วหนุมาน ควอตซ์ ลำพูน ลำปาง สงขลา
12. แร่ฟนั ม้า เฟลตส์ ปาร์ เลย ลำปาง พษิ ณุโลก นครสวรรค์ แพร่ อุทัยธานี
13. แมงกานสี ไพโรลไู ซต์ อตุ รดิตถ์
14. ทองแดง คอปเปอร์ จันทบรุ ี อตุ รดิตถ์
15. ใยหิน แอสเบสทอส อุตรดิตถ์
16. แมกนีเซยี ม แมกนีไทด์ กาญจนบรุ ี
17. กำมะถัน ซัลไฟต์ ปราจีนบุรี นราธิวาส ลพบุรี ประจวบคีรขี นั ธ์
18. โครเมียม โครไมต์ เชียงราย อดุ รธานี
19. เงิน
20. ทองคำ เงิน
ทองคก

ทรพั ยากรมนษุ ย์

มนุษยอ์ าศยั อยู่ในธรรมชาตแิ ละถูกควบคุมโดยธรรมชาติ แตก่ ารท่มี นุษยเ์ ป็นสัตวป์ ระเสริฐ มีมันสมอง
เป็นเลิศกว่าสตั ว์อืน่ สามารถพฒั นาไปไดท้ ้งั ทางร่างกายและสติปญั ญา มนษุ ยจ์ ึง

สามารถเอาชนะธรรมชาติได้ ทรัพยากรอื่น ๆ จะมีประโยชน์หรือไม่ขึ้นอยู่กับมนุษย์ ร่างกายของ
มนุษย์สามารถทำงานหรือใช้พลังงานของตนให้เป็นประโยชน์ได้ ส่วนสติปัญญาของมนุษย์สามารถคิดค้น
ประดิษฐ์ สร้างสรรค์ความเจริญด้านต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นและเป็นมรดกตกทอดสู่คนรุ่นหลัง พลังงานมนุษย์จะ
เหลืออยู่ในรูปของมรดกทางวัฒนธรรม สิ่งแทนแรงมนุษย์ไม่วา่ จะเป็นยานพาหนะทางบก ทางเรือ ทางอากาศ
ยานอวกาศ สมองกลต่าง ๆ ล้วนเกิดมาจากพลังงานทางสมองที่เป็นเลิศของมนุษย์ทั้งสิ้น หากพลังงานทาง
ร่างกายของมนุษย์ไม่อำนวยจะด้วยความขาดแคลนโดยวิธีใดก็ตาม มรดกทางวัฒนธรรมที่เกิดจากสติปัญญา
ของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้ยากและคงไม่เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบันนี้ การคุ้มครองมนุษย์จึงต้องมุ่งเสริมสร้าง
พลเมืองให้เป็นคนมีประสิทธิภาพสูง มีมาตรฐานการศึกษาสูง มาตรฐานการครองชีพสูง สุขภาพสมบูรณ์
อนามัยดี อัตราการตายน้อย ประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งหลายจะมีประชากรส่วนใหญ่ที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีมี
ความสามารถ ประเทศท่ีด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนามักมีปัญหาคุณภาพประชากร ประเทศที่กำลังพัฒนาด้าน
อุตสาหกรรมมคี วามต้องการประชากรที่มีความรูค้ วามสามารถ เชน่ วศิ วกร ชา่ งเทคนคิ ช่างฝมี อื ฯลฯ จำนวน
มาก ซึ่งจะส่งผลตอ่ ความสำเรจ็ หรอื ความล้มเหลวในการพัฒนาอย่างมาก

การสูญเสยี ทรัพยากรพลงั งานมนษุ ย์ มีสาเหตหุ ลายประการ สรุปไดด้ งั นี้
1. โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการพัฒนาพลังงานมนุษย์ โดยเฉพาะในสมัยก่อนที่
การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้า มนุษย์ได้เจ็บป่วยล้มตายเป็นจำนวนมาก ทำให้สูญเสียพลังงานมนุษย์ไปโดย
เปลา่ ประโยชน์

2. อุบัติเหตุ เป็นสาเหตุทำใหเ้ กดิ การสูญเสยี ของพลังงานมนุษย์ที่สำคัญท่ีสุด โดยเฉพาะอุบัติเหตุดา้ น
การเดินทาง นำมาซึง่ ความเสียหายทั้งทรัพย์สนิ ร่างกาย จิตใจ และชวี ติ เปน็ จำนวนมาก

3. ปัญหาอาชญากรรมและศีลธรรม มนุษย์พากันก้าวหน้าในด้านวัตถุ โดยขาดความสำนึกทาง
ศลี ธรรม คณุ ธรรม ประกอบกับจำนวนประชากรเพ่ิมมากข้ึน การต่อสู้แข่งขันเอาตัวรอด ทำใหม้ ีการเอารัดเอา
เปรียบ เห็นแก่ตัวเกดิ ช่องว่างทางชนชั้น เนื่องจากปัญหาการกระจายรายได้ไมเ่ ท่ากนั เมื่อมีคนยากจน ปัญหา
อาชญากรรมก็จะตามมา

4. ความเกียจคร้านและการเลือกงาน ในประเทศด้อยพัฒนาทั่ว ๆ ไป พบว่าประชาชนมีความเกียจ
คร้าน เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้นในการประกอบกิจการงาน และมักเลือกงานที่สบาย ทั้งนี้ อาจเนื่องมาจาก
สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติอำนวย มีอาหารอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งไม่มีภยั อันตรายต่าง ๆ จากธรรมชาติ จึงทำ
ให้มนษุ ยไ์ มไ่ ด้นำพลงั งานท่ีมีมาใช้อย่างเตม็ ที่

5. ภยั ธรรมชาติ ปรากฎการณธ์ รรมชาติตา่ ง ๆ เชน่ อุทกภัย วาตภัย แผน่ ดินไหว ภเู ขาไฟระเบิด ฯลฯ
ย่อมทำให้พลังงานมนุษย์สูญเสียไปโดยไร้ประโยชน์ และยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อทรัพยากรอื่น ๆ ที่ไม่อาจ
เรยี กกลบั คืนมาได้

6. การสงคราม ทำให้เกิดการสูญเสียชีวิต บาดเจ็บ ทุพพลภาพ สุขภาพจิตเสื่อมโทรม สิ้นเปลือง
งบประมาณ ทำลายพลังงานมนษุ ย์อย่างปราศจากเหตผุ ลและไรป้ ระโยชนโ์ ดยส้ินเชิง

7. การเพิ่มขึ้นของประชากร เป็นผลดีในแง่ของการเพิ่มพลังงานมนุษย์ แต่ไม่ได้มีผลดีเสียทั้งหมด
เพราะประชากรบางกลมุ่ ตอ้ งอาศยั กำลังงานจากคนอืน่ เช่น เด็ก คนชรา คนพิการ คนเกยี จคร้าน เปน็ ต้น กลุ่ม
คนเหลา่ นีย้ อ่ มก่อให้เกิดปัญหาใหก้ ับสงั คม

วิธีการอนรุ กั ษท์ รพั ยากรพลงั งานมนุษย์
1. ปอ้ งกันการวา่ งงาน
2. ปอ้ งกันการเจ็บป่วย
3. การป้องกันการหย่อนสมรรถภาพช
4. ป้องกนั การแกก่ ่อนวยั
5. ปอ้ งกนั การตาย
6. การจัดการศึกษาให้ทวั่ ถึง
7. จดั ให้มสี ถานทพี่ ักผ่อนหย่อนใจ
8. พฒั นาจติ ใจใหม้ คี ณุ ธรรม

ความเสียหายตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติ
ในปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติได้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมากในสองลักษณะ คือ ประการแรก
ทรพั ยากรธรรมชาติลดจำนวนลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะทรพั ยากรชนิดน้ันถูกมนุษยน์ ำมาใชป้ ระโยชน์ เช่น ป่า
ไม้ สัตว์น้ำ เป็นต้น หรือได้รับผลกระทบจากปัญหาส่ิงแวดล้อมทำให้จำนวนลดลง เช่น การลดลงของสัตว์ป่า
สตั ว์ชายเลน เป็นตน้ และ ประการที่สอง คุณภาพของทรพั ยากรลดลงไปด้วยสาเหตุจากการนำมาใช้ประโยชน์
ผิดวิธีได้รับสารปนเปื้อนหรือโดยธรรมชาติเอง เช่น ทรัพยากรดิน ทรัพยากรน้ำ เป็นต้น ความเสียหายต่อ
ทรพั ยากรธรรมชาติในปัจจุบนั มีสาเหตสุ ำคญั มาจากการกระทำของมนุษย์ และธรรมชาติเปน็ สำคญั

1. ความเสียหายต่อทรัพยากรธรรมชาติเนื่องมาจากมนุษย์ มนุษย์เป็นต้นเหตุสำคัญให้เกิดความ
เสยี หายตอ่ ทรพั ยากรธรรมชาติพอสรปุ ไดด้ งั นี้

1.1 การเพิ่มจำนวนประชากรมนุษย์ ในระยะ 30 ปีที่ผ่านมาประชากรโลกมีจำนวนเพิ่มข้ึน
อย่างรวดเร็วเช่น ในปี 2516 โลกมีประชากร 3,860 ล้านคน (สมศักดิ์ โชคนุกูล, 2531) ปี 2533 เพิ่มเป็น
5,321 ลา้ นคน เพม่ิ เป็น 6,292 ล้านคน ในปี 2543 (สถาบนั ประชากรศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลยั , 2533)
และปัจจุบันมีจำนวนถึง 6,410 ล้านคน เป็นอัตราเพิ่มสูงถึงประมาณปีละ 80 - 90 ล้านคน ทำให้การบริโภค
ทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้น เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบสัดส่วนการเพิ่มขึ้นของประชากรกับโอกาสการได้ใช้
ทรัพยากรมีแนวโน้มลดลงตลอดเวลา (คิดได้จากการนำปริมาณทรัพยากรเป็นตัวตั้งและหารด้วยจำนวน
ประชากร) แมก้ ระท่ังทรัพยากรประเภทอาหารซึ่งมนุษย์สามารถผลิตได้เอง การเพิม่ จำนวนประชากรเหล่าน้ีมี
จุดน่าสนใจคือ อัตราการเพิ่มสูงในประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนา ในขณะที่กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเพ่ิม
ในอัตราต่ำมาก คาดกันว่าประชากรในประเทศพัฒนาแล้วมีจำนวน 1,214 ล้านคน ในปี 2533 จะเพิ่มเป็น
1,274 ล้านคน ในปี 2543 และกลุ่มประเทศกำลงั พัฒนามีประชากรจำนวน 4,107 ล้านคน ในปี 2533 จะเพิ่ม
เปน็ 5,018 ล้านคนในปี 2543 และ 5,300 ล้านคนในปี 2550 การเพิม่ จำนวนประชากรเช่นนีเ้ ป็นการยืนยนั ว่า
ทรัพยากรธรรมชาติจะถูกขุดค้นหาและนำมาใช้เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะการเพิ่มจำนวนประชากรใน
กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา จำนวนเกือบ 1,000 ล้านคน ในระยะเวลาสั้นเพียง 10 ปีเท่านั้น
ประชากรเหล่านี้มีความสามารถในเชิงอุตสาหกรรมค่อนข้างต่ำ การพึ่งพิงทรัพยากรธรรมชาติรอบตัวเป็นสิ่ง
สำคัญที่สุด และจำนวนมากของประชากรกลุ่มนี้อาศัยในเขตร้อนซึ่งมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ที่สุดของโลก การ
ทำลายทรพั ยากรปา่ ไม้ สัตว์ป่า การเสอ่ื มโทรมของดิน จะทวคี วามรุนแรงเพม่ิ ข้นึ

1.2 การขยายตวั ทางเศรษฐกจิ และเทคโนโลยี เมือ่ ประชากรเพ่ิมข้นึ ระบบเศรษฐกิจได้พัฒนา
ในลักษณะการขยายตัวมากขึ้น เพื่อคนจำนวนมากสามารถได้รับการกระจายทรัพยากรอย่างทั่วถึงและอยู่ใน
สังคมได้อยา่ งเปน็ สุขนั่นหมายความวา่ ระบบเศรษฐกจิ จะเอ้ืออำนวยใหท้ ุกคนได้มีอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษา
โรค ที่อยู่อาศัย ตลอดจนสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีพอื่น ๆ ซึ่งได้มาจากทรัพยากรธรรมชาติเป็นอันดับแรก และ
ถ้าหากต้องการให้มาตรฐานการดำรงชีพสูงขึ้นอีก นั่นหมายความว่าต้องเพิ่มอัตราการบริโภคต่อหัว ให้สูงขึ้น
และเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตให้มากขึ้นด้วย ดังนั้นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการ
ดังกล่าวได้ทัน จึงเลือกใช้เทคโนโลยีที่มีอัตราการผลิตสูง เมื่อมนุษย์เลือกใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง
เพียงใด ก็เป็นการเพิ่มความสามารถในการทำลายทรัพยากรมากขึ้นนั่นเอง เพราะวัตถุดิบและปัจจัยการผลิต
ตลอดทั้งระบบการแลกเปลี่ยนผลผลิต ส่วนมากได้มาจากทรัพยากรธรรมชาติ ภาวะการขาดแคลนทรัพยากร
แตล่ ะชนิดในอนาคตยิง่ มีชว่ งเวลาหดสัน้ เขา้ มาเร็วขึ้นกวา่ ท่ีคาดคะเนไวแ้ ตเ่ ดมิ มาก

ทรัพยากรธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการขยายตัวทางเทคโนโลยีและทาง
เศรษฐกิจ ได้แก่ ทรัพยากรน้ำ ทรัพยากรดิน ทรัพยากรอากาศ ทรัพยากรแร่ธาตุ ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่า
เป็นต้น ปัญหาดินเสื่อมสภาพซึ่งเน่ืองมาจากการที่มนุษย์ได้ทำการเพาะปลูกในที่ดนิ ซ้ำ ๆ กันหลายครั้ง ทำให้
แร่ธาตุและอินทรีย์สารจากดินหมดไปกลายเป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ เช่นการปลูกพืชไร่ที่ไม่มปี มรากที่
สร้างไนโตรเจนตามธรรมชาติหรือที่ไม่ใช่พืชตระกูลถั่วบนพื้นดินติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีมีผลทำให้ดินเสื่อม
ทั้งนี้เพราะการปลูกพืชติดต่อกันเป็นเวลานาน พืชจะใช้ธาตุอาหารตามธรรมชาติในดินซ้ำชนิดเดียว กันอยู่
ตลอดเวลา ทำให้ดินขาดธาตุอาหารบางประเภท จึงเป็นเหตุให้มีผลผลิตกตำ่ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อการ
ซับนำ้ ทำให้มีนำ้ ไหลบ่าหน้าดนิ มากขึ้น และอตั ราการพดั พาดินจะสงู ตามไปด้วย นอกจากนี้ก็เป็นท่ีประจักษ์ใน
วงการเกษตรแล้วว่า พืชบางชนิด เช่น มันสำปะหลัง ข้าวโพด เป็นพืชที่ทำให้ดินเสื่อมเร็วกว่าปกติ ปัญหาอัน
เนื่องมาจากการทำเหมืองแร่ ซึ่งมีการบุกเบกิ นำมาใช้เพิ่มขึ้นตลอดเวลาตามการขยายตัวของการอุตสาหกรรม
การทำเหมืองแร่นั้นสง่ ผลกระทบตอ่ ทรพั ยากรอืน่ เสมอ เชน่

1) การทำลายปา่ ไม้ การทำเหมอื งแรบ่ นบกนัน้ ต้องมีการถางปา่ เพ่ือทำการขดุ หรือระเบิด
หนิ เปิดหน้าแหลง่ แร่ในพ้ืนทีป่ ่าไม้ การทำลายป่าน้เี องที่เปน็ สาเหตุใหเ้ กิดความแห้งแลง้ หรอื ทำให้เกดิ นำ้ ท่วมใน
ภายหลัง

2) การทำลายดิน เนื่องจากการทำเหมืองแร่จำเป็นจะต้องมีการขุดเจาะ ระเบิดหรือฉีด
น้ำ เพื่อให้ได้แร่ออกมา ดังนั้นพื้นที่หลังจากการทำเหมืองแล้วจึงมีสภาพเป็นหลุมเป็นบ่อและไม่สามารถใช้
ประโยชนอ์ ะไรได้อีกเลย เพราะดินช้ันบนซ่งึ เปน็ ดินที่มีความอดุ มสมบูรณไ์ ด้ถกู ทำลายหมดไปแลว้

3) การทำลายแหล่งน้ำ เนื่องจากตะกอนดินที่เกิดจากการทำเหมืองจะทับถมกันทำให้
เกิดการตื้นเขินของทางน้ำธรรมชาติ น้ำจะขุ่นขึ้น ใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคไม่ได้ เมื่อถึงฤดูฝนลำน้ำไม่
สามารถท่จี ะรบั น้ำไดห้ มด จงึ กอ่ ใหเ้ กดิ ปัญหาน้ำทว่ มเปน็ อันตรายตอ่ เกษตรกรรมรวมทั้งชวี ิตสตั วป์ ่าและมนุษย์
ผใู้ ช้นำ้ น้นั

4) การทำลายสัตว์น้ำ น้ำขุ่นที่ปล่อยจากเหมืองแร่ลงสู่แหล่งน้ำนั้นจะมีผลต่อสัตว์น้ำ
เพราะจะไปทำลายแหล่งวางไข่ แหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย และอากาศที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำทุก
ชนดิ นอกจากนก้ี ารสรา้ งเขื่อนและอา่ งเก็บน้ำเพือ่ เป้าหมายในการผลติ กระแสไฟฟา้ และการพฒั นาการเกษตร
ด้วยระบบชลประทาน เป็นการทำลายทรพั ยากรปา่ ไม้ ทรพั ยากรสัตว์น้ำ ทรัพยากรดิน เป็นตน้

1.3 วิถีทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมและค่านิยมของมนุษยแ์ ต่ละกลุ่ม
ต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นปัจจัยหนึ่งทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายลงไป เช่น การทำการ
เกษตรกรรมแบบไร่เลื่อนลอยของชาวเขาและประชากรในเขตร้อนทั่วโลก เกิดการทำลายป่าไม้บริเวณต้นน้ำ
เปน็ จำนวนมาก วัฒนธรรมการบริโภคของชนชาติตะวันตกที่มีการใช้ทรัพยากรอยา่ งไมป่ ระหยัดและเกินความ
จำเป็น การบ่งบอกฐานะทางสังคมโดยการแสดงออกทางวัตถุดังเช่น การสร้างบ้านเรือนขนาดใหญ่ใ ช้วัสดุ
สิ้นเปลือง การครอบครองรถยนต์หรือยานพาหนะอื่นจำนวนมาก การใช้กริชสืบตระกูลของชาวอาหรับซึ่งจะ
แสดงฐานะของตระกลู ไว้ท่ีด้ามและฝักของกริช คนทรี่ ำ่ รวยและตระกลู สูงจะทำจากนอแรด สว่ นคนธรรมดาทำ
จากงาช้าง ซง่ึ ความเชอ่ื เช่นน้ีมผี ลตอ่ การลกั ลอบฆา่ สัตว์สองชนดิ นี้ในทุ่งหญ้าของอาฟริกาอยา่ งกวา้ งขวาง หรือ
ค่านิยมในสังคมไทยดั้งเดิมที่มีการยกย่องเกษตรกรที่เตรียมดินโดยการแผ้วถางให้เตียนโล่งว่าเป็นผู้มีความ
ขยันหมั่นเพียร บางคนเชื่อว่าการเผาซังข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวนั้นเป็นสิ่งดี การกระทำเหล่านี้เป็นการทำลาย
ทรัพยากรธรรมชาตโิ ดยรู้เท่าไมถ่ ึงการณ์

1.4 ปัญหาเนื่องมาจากการรักษาความมั่นคง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีภาวะล่อแหลมทาง
การเมืองท เช่น กรณีความขัดแย้งกับประเทศข้างเคียง ความขัดแย้งในความเชื่อของลัทธิการเมือง เป็นต้น
เป็นสิ่งจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อความม่ันคงของประเทศ มีการตัดเส้นทางลำเลยี งกำลงั พล อาวุธ อาหารและ
ยุทโธปกรณ์ ถ้าเกดิ ข้นึ ในพ้นื ทท่ี ี่เป็นทส่ี ูงมปี ่าไม้หนาแน่นจะเป็นการสร้างความเสยี หายต่อทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างรวดเร็วทั้งในขณะดำเนินการและหลังจากวิกฤตการณ์ยุติลงแล้วก็ตาม ถ้าเหตุการณ์ลุกลามจนเกิดเป็น
สงคราม ยิ่งจะมีผลกระทบกระเทือนอย่างใหญ่หลวงต่อทรัพยากรธรรมชาติ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดจากสงคราม
เวียดนาม ป่าไม้ถูกทำลายอย่างกว้างขวางจากการใช้สารเคมีของสหรฐั อเมริกา เพื่อไม่ให้เวียดนามมีทีห่ ลบภยั
และสามารถมองเห็นเป้าหมายได้ง่ายโดยเฉพาะบนเส้นทางสายโฮจิมินห์ และล่าสุดจากสงครามอ่าวเปอร์เซีย
ทรัพยากรน้ำมันถูกทำลายอย่างมากมาย จากการเผาบ่อน้ำมันในคูเวต 874 บ่อโดยทหารอิรัคและใช้เวลาใน
การดับไฟนานถึง 6 เดอื น นอกจากน้คี ราบนำ้ มนั จำนวนมากได้แพร่กระจายลงสอู่ ่าวเปอร์เซยี ส่งผลเสียหายต่อ
ทรพั ยากรทางทะเลอย่างมหาศาล

นอกจากน้มี นุษย์ยังเป็นต้นเหตใุ หเ้ กดิ ความเสยี หายต่อทรัพยากรธรรมชาติอีกหลายประการ เช่น การ
กีฬาลา่ สตั ว์ การตกปลา ถา้ ทำในฤดูกาลไม่เหมาะสมจะทำลายทรัพยากรสัตว์ปา่ สัตวน์ ำ้ โดยตรง กิจกรรมการ
ท่องเที่ยวเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่มนษุ ย์ก่อปัญหาความเสือ่ มโทรมต่อทรัพยากรธรรมชาติเสมอ จากการทิ้งขยะ
มูลฝอย การก่อสร้างส่ิงอำนวยความสะดวกต่าง ๆ การคมนาคมขนส่งก็เป็นอีกประการหน่ึงที่สร้างผลเสียหาย
ให้แก่ทรัพยากรธรรมชาติ ตั้งแต่การเริ่มก่อสร้างจนกระทั่งเปิดใช้งานการขนส่ง ทั้งทางบก ทางน้ำ และทาง
อากาศ ล้วนแต่ต้องการพื้นที่เพื่อการก่อสร้างเส้นทางและสถานีบริการจำนวนมากอีกด้วย การสงครามและ
ความขัดแย้งระหวา่ งประเทศ เป็นการใชท้ รพั ยากรอย่างสิ้นเปลอื งและสง่ ผลต่อสิ่งแวดล้อมเปน็ อย่างมาก แรง
กระตุ้นทางดา้ นส่ิงแวดลอ้ มที่มนุษยส์ รา้ งขึน้ เชน่ การสรา้ งสนามกอล์ฟ เพอื่ การกีฬาและการท่องเท่ียว เป็นอีก
สาเหตุที่สำคัญด้วยความบีบคั้นทางเศรษฐกิจที่ผลักดันให้เกิดการฉวยโอกาสและกอบโกยประโยชน์จาก
ทรพั ยากรธรรมชาติ ตลอดท้งั นโยบายของรัฐในแต่ละยุคแตล่ ะสมัยมกี ารเปล่ยี นแปลงตลอดเวลา บางนโยบาย
อาจผดิ พลาดหรือขาดการเอาจรงิ เอาจัง ทำใหเ้ กิดผลเสยี ต่อทรัพยากรธรรมชาตไิ ด้

สรุป

สรปุ มนษุ ย์เปน็ ตัวการสรา้ ง และทำลายส่ิงแวดล้อมมากกวา่ ธรรมชาติ ความสำคัญของทรัพยากรและ
ส่งิ แวดลอ้ ม

สหรัฐอเมริกา ได้ส่งดาวเทียมสำรวจทรพั ยากรโลก (Earth Resources Technology Satellite หรือ
ERTS) ดวงแรกของโลกเม่อื วนั ท่ี 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2515 ดาวเทยี มนี้จะโคจรรอบโลกจากขวั้ โลกเหนอื ไปทาง
ขั้วโลกใต้รวม 14 รอบต่อวันและจะโคจรกลับมาจุดเดิมอีกทุก ๆ 18 วัน ข้อมูลที่ได้จากดาวเทียมจะมีทั้ง
รูปภาพและเทปสมองกลบันทกึ ไว้ ซ่ึงมปี ระโยชน์อย่างยิ่งในการช่วยแก้ปัญหาเกีย่ วกับทรัพยากรธรรมชาติของ
โลก ส่วนประเทศไทยก็ได้รับขอ้ มูล และภาพท่เี ปน็ ประโยชน์ในด้านการเกษตร การสำรวจทางธรณวี ิทยา ปา่ ไม้
การชลประทาน การประมง หลังจากที่สหรัฐส่งดาวเทียมดวงแรกได้ 1 ปีแล้ว ได้ส่งสกายแล็บ และดาวเทียม
ตามโครงการดังกล่าวอีก 2 ดวง ในปี พ.ศ. 2520 และ พ.ศ. 2522 นับว่ามีส่วนช่วยส่งเสริมพัฒนาความรู้ใน
เรอ่ื งทรัพยากรธรรมชาติและการวางโครงการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติทกุ ชนิดบนพนื้ โลก

ทรัพยากรธรรมชาติทส่ี ำคญั ไดแ้ ก่ ปา่ ไม้ สัตว์ป่าและปลา น้ำ ดิน อากาศ แร่ธาตุ มนุษยแ์ ละทุง่ หญา้
ทรัพยากรธรรมชาติหลักที่สำคัญของโลก และของประเทศไทยได้แก่ ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า น้ำ แร่ธาตุ
และประชากร (มนุษย)์

https://bit.ly/3nEL4GS
ลิงค์ แบบทดสอบความรู้ เร่ือง ทรัพยากรธรรมชาติ
จดั ทำโดย นางสาวสภุ ชั ชา ชนิ ะคำ เลขที่ 25 ปวส. 1/3 สาขางานเทคโนโลยธี ุรกิจดิจิทัล

วิทยาลยั เทคโนโลยพี ณิชยการบา้ นดงุ


Click to View FlipBook Version