เมืองบางปลาสร้อยเป็นชุมชนเมืองชายทะเลฝั่งตะวันออกของ อ่าวไทย เป็นสถานท่ีตั้งของเมืองชลบุรีในปัจจุบัน แต่ก่อนคนพื้นท่ี รวมทั้งแผนที่ทางราชการเรียกพื้นที่นี้กันว่าบางปลาสร้อย คนจีน เรียกม่ังก้ะส่วย เหตุท่ีช่ือบางปลาสร้อย สันนิษฐานว่าเป็นเพราะใน พื้นท่ีนี้มีคลองๆ หน่ึงซ่ึงมีต้นน้ํามาจากเขาเขียว ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของ เมืองชลบุรีและปรากฏว่าในคลองนี้มีปลาสร้อยมากชาวบ้านจึงเรียก กันว่า บางปลาสร้อย ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาประวัติชื่อ อําเภอ ตําบลและหมู่บ้านจังหวัดชลบุรี ที่วิเคราะห์ไว้ว่าชื่อบางปลาสร้อย เป็นช่ือสถานท่ี ท่ีต้ังตามชื่อสัตว์โดยตรง 1 โดยชุมชนนี้เกิดขึ้นเมื่อใด ไม่ปรากฏปีที่แน่ชัด แต่จากหลักฐานเอกสารพบว่ามีชื่อเมือง บางปลาสร้อยปรากฏขึ้นเม่ือสมัยกรุงศรีอยุธยา เป็นชุมชนที่เกิดขึ้น ภายหลังเมืองศรีพโล
การเข้าถึง : การเข้าถึงชุ มชนสามารถเข้าถึงได้สองเส้นทางคือ ทาง ด้านถนนวชิรปราการ ซึ่งเข้าได้ทุกซอย โดยมีบางซอยที่เป็นซอยเล็ก อาจไม่สะดวกต่อการเข้าถึงโดยรถยนต์ และอีกเส้นทางคือถนน เลียบชายทะเล ซ่ึงสามารถเข้าถึงได้เพียงบางซอยเท่านั้น เช่น ซอย ท่าเรือพลี ซอยเสริมสันติซึ่งเป็นซอยที่มีถนนกว้างขวาง เดินทาง เข้าถึงได้สะดวกกว่าซอยอื่นๆ
ชุมชนเมืองชลบุรี เป็นชุมชนที่มีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ จับกลุ่มกันเป็นกระจุก อยู่ในพื้นท่ีแคบๆ ริมทะเล ซึ่งเป็นที่กระหนาบจํากัดแทบทุกด้าน คือทะเลด้านทิศ ตะวันตกและเนินเขาทางด้านเหนือและด้านตะวันออก ส่วนทางด้านใต้ก็เป็นที่ลุ่มต่ํา ชาวชุมชนในท้องที่เป็นชาว ไทยและชาวจีน ซ่ึงส่วนใหญ่เป็นจีนฮกเกี้ยนและจีนแต้จิ๋ว ตั้งถิ่นฐานในชุมชนทําประมงและค้าขาย เนื่องจากอาชีพ ดั้งเดิมของชุมชนนี้เป็นชาวประมง จึงปรากฏว่าทางริม ทะเลมีอาคารบ้านเรือนหนาแน่น โดยปลูกสร้างบนเสา ยกพื้นให้พ้นน้ําทะเลและติดต่อกับถนนสายสําคัญบนบก โดยมีสะพานแคบๆ ทอดไปตามทางเดิน พบว่าเป็นชุมชนที่ สร้างบ้านเรือนอยู่บนน้ํามากกว่าบนบก ต่อมาภายหลัง ชุมชนจับกลุ่มกันเป็นรูปแนวยาวไปตามสองฟากถนน วชิรปราการ การพัฒนาโครงสร้างด้านการคมนาคม สร้าง ถนนและทางรถไฟในยุคสมัยรัชกาลที่สี่และรัชกาลที่ห้า ทําให้บทบาทของการสัญจรทางน้ําลดความสําคัญลงไป อย่างมาก เมื่อมีถนนการสัญจรทางบกสะดวกสบาย เกิด การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ทั้งทางกายภาพและทางสังคม เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทําให้ลักษณะสังคมและวิถีชีวิตของ คนในชุมชนเปลี่ยนแปลงไป
ภาพเปรียบเทียบภาพถ่ายทางอากาศแสดงพื้นที่บางปลาสร้อยอดีตและปัจจุบัน (สืบค้นจาก http://piyaporn-club.com/resources/webboard/ wb_4576_8.jpg และ แผนที่แสดงเขต อําเภอ ตําบล เทศบาลและข้อมูล พ้ืนฐานของจังหวัด พ.ศ.2548)
1
1 ไพพรรณ อินทนิล. (2546). การศึกษาประวัติชื่ออําเภอ ตําบล และหมู่บ้าน จังหวัดชลบุรี. โครงการบริการสารนิเทศทางวัฒนธรรม สถาบันศิลปะและ วัฒนธรรม. ชลบุรี : มหาวิทยาลัยบูรพา, หน้า 204-205.
1
.. เมื่อก่อนสินค้าออกของชลบุรีคือน้ําตาล ตรงนี้เป็น ร่องเรือน้ําตาล เป็นน้ําทะเลหมดเลย มีแค่สะพานไม้สามแผ่น ไม่ได้เป็นถนนแบบนี้ สมัยก่อนเรือจากกรุงเทพ จากที่ไหนต่อไหน จะมารับสินค้าที่นี่ คนจะเข้ากรุงเทพฯ ก็จะมาขึ้นเรือที่ท่าเรือนี้ มีทั้งเรือกลไฟ เรือแขก เรือประมงทั้งเล็กทั้งใหญ่ อยู่เต็มไปหมด ป้าก็ขายน้ํามันขายสินค้าให้พวกคนเรือ เมื่อก่อนหมุนมือเอา น้ํามันน่ะ แต่พอสร้างถนนก็เปลี่ยนไป ถมดินทําถนนคอนกรีต มันก็สะดวกสบายมากขึ้น แต่ท่าเรือก็เงียบลง..
(จินตนา ทองประกอบ อายุ67 ปี, ซอยท่าเรือพลี ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ วันที่ 11 กรกฎาคม 2558)
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์และความเป็นมา
ยุคสมัย ความเป็นมาที่เกี่ยวพันกับเหตุการณ์หรือบุคคลสําคัญ
ปรากฏหลักฐานจากเอกสารถึงเรื่องราวการเดินทัพของเจ้าพระยาวชิรปราการ ทั้งบริเวณวัดใหญ่ฯ หน้าเก๋ง และ ถนนวชิรปราการ แม้ในปัจจุบันจะไม่หลงเหลือร่องรอยทางประวัติศาสตร์ใดๆ แต่คนในชุมชนก็มีการรับรู้ เล่าขาน บอกต่อกันมาถึงความสําคัญและคุณค่าของพื้นที่ชุมชนนี้ที่ครั้งหนึ่งในอดีตเป็นพื้นที่ที่สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ได้ เดินทัพผ่านและตั้งค่ายอยู่ มีการจัดทําศาลพระเจ้าตากสินไว้ในบริเวณวัดใหญ่ฯ เพื่อระลึกถึงพระองค์ด้วย 2
พระชลบุรีศรีมหาสมุทร (หวัง สมุทรานนท์) ดํารงตําแหน่งเจ้าเมืองชลบุรี ระหว่างการปกครองเมืองชลบุรีด้วยความ ปรีชาสามารถ ทําให้ชลบุรีเป็นหัวเมืองชายทะเลที่มีชื่อในสมัยนั้น ประกอบกับการค้าระหว่างไทย จีน เจริญรุ่งเรือง ข้ึนมาทําให้มีการอพยพย้ายถิ่นฐานของชาวจีนเข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนเป็นจํานวนมาก จึงปรากฏพบวิถีชีวิต วัฒนธรรมชุมชนที่ผสมผสานกันอยู่ระหว่างไทยและจีน ทั้งจากการตั้งถิ่นฐาน บ้านเรือน ศาลเจ้า และแม้กระทั่งการ ประกอบอาชีพ 3
สมัยกรุงศรีอยุธยา
สมัยกรุงธนบุรี
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ได้เสด็จประพาสเมืองชลบุรีอยู่หลายครั้ง ในปีพ.ศ.2350 รัตนกวีเอกของ ไทย พระสุนทรโวหารหรือสุนทรภู่ ได้พรรณนาถึงการเดินทาง สิ่งที่พบเห็น สภาพบ้านเมือง การทํามาหากินของ ชาวบางปลาสร้อยไว้ในนิราศเมืองแกลง วันที่ 9 มกราคม 2419 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ ทอดพระเนตรการถีบกระดานซึ่งเป็นอาชีพที่สําคัญอย่างหนึ่งของชุมชนบางปลาสร้อยในสมัยนั้น
เดือนมกราคม พ.ศ.2443 สมเด็จฯ กรมพระยาดํารงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย เสด็จตรวจราชการ เมืองชลบุรี ต่อมาในปี 2451 ซึ่งเป็นคร้ังสุดท้ายในการเสด็จประพาสชลบุรีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จประพาสบางปลาสร้อย เส้นทางเสด็จพระราชดําเนินจากสะพานศาลเจ้า (ท่าเรือพลี) ถึง ศาลากลางจังหวัด (ที่ทําการเทศบาลเมืองชลบุรี) ได้เสด็จโดยพระบาท มีประชาชนรอเฝ้ารับเสด็จฯ อย่างเนืองแน่น
2
2 พบหลักฐานว่าสมัยพระเจ้าตากสินยกทัพมายังหัวเมือง ตะวันออก มีชุมชนจีนจํานวนหนึ่งตั้งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองชลบุรี และได้สร้างเก๋งจีนไว้ ดังบันทึกใน พระราช
พงศาวดารดังนี้ “ครั้น ณ วันศุกร์ ขึ้น4 ค่ํา เดือน 6 (ปีกุน นพศก จุลศักราช 1129 ตรงกับ พ.ศ.2310) จึงรับสั่งให้ยกพลทหารเสด็จพระราชดําเนินไปโดยสถลมารค หยุด ประทับอยู่ ณ บ้านหนองมน ให้ทหารไป สอดแนมได้ความว่า นายทองอยู่นกเล็กนั้นอยู่ จึงรับสั่งให้เตรียมทหาร ศัสตราวุธปืนใหญ่น้อยไว้พร้อมแล้ว รับสั่งให้ยกทหาร เข้าไปหยุดประทับ ณ วัดหลวง ทางใกล้เมืองประมาณ 100 เส้น จึงดํารัสให้นายบุญรอด แขนอ่อน นายชื่นบ้านค่าย ซึ่งเป็นสหายกับนายทองอยู่นกเล็ก เข้าไปว่ากล่าว โดยยุติธรรม นายทองอยู่นกเล็ก ก็อ่อนน้อมโดยดี สวามิภักดิ์กระทําสัตย์ถวายแล้ว นําเสด็จเข้าไป ณ เมืองชลบุรี ประทับอยู่ ณ เก๋งจีน แล้ว นายทองอยู่นกเล็กจึงนํา เสด็จทรงช้างพระที่นั่ง นายบุญมี มหาดเล็กเป็นควาญท้าย เสด็จเลียบทอดพระเนตร เมืองชลบุรี แล้วนายทองอยู่นกเล็กจึงพาขุนหมื่นกรมการถวายบังคม ทรงพระกรุณา ให้นายทองอยู่นกเล็ก เป็นพระยาอนุราชบุรีศรีมหาสมุทร ตั้งขุนหมื่นกรมการตามฐานานุศักดิ์เมืองชลบุรี...” (กรมศิลปากร, 2527, หน้า10-11)
3 ชาวจีนแต้จิ๋ว มีบทบาทสําคัญทางด้านเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่จะรับจ้างเป็นกุลีในการขุดคลอง เป็นกุลีตามท่าเรือ และในธุรกิจการค้า อีกพวกเป็นจีนฮกเกี้ยน มีอาชีพคล้าย พวกแต้จิ๋วคือเป็นพ่อค้าใหญ่และกุลีรับจ้างทั่วไป ชาวจีนแต้จิ๋วมีความถนัดในการแล่นเรือ และ การทําประมง ดังนั้นจึงมีชาวจีนแต้จิ๋วอพยพไปตั้งถิ่นฐานกันที่ชลบุรีซึ่งเป็น ชุมชนประมง เพราะสามารถ ประกอบอาชีพที่มีความถนัดได้ดี จนมีกิจการเรือประมงและกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับการประมง เช่น โรงงาน ทําน้ําปลา ทําหอยดอง ปลาแห้ง บางกลุ่มที่ถนัดเรื่องการเกษตรก็ปลูกอ้อยทําน้ําตาล (ประพิณ มโนมัยวิบูลย์, 2554, หน้า 543)
2
วัฒนธรรมชุมชน
วิถีชีวิตของชาวบางปลาสร้อยเชื่อมโยงกับแหล่งทํากิน พึ่งพาระบบ ธรรมชาติแวดล้อมโดยรอบพื้นที่ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของ ชุมชนบางปลาสร้อยในอดีตจึงพ่ึงพาการประมงเป็นหลัก ทั้งจากกิจการ โรงน้ําปลา การซ้ือขายสินค้า ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสัตว์น้ํา และสินค้า ทางการเกษตร เช่น น้ําตาล ไม้ น้ําปลา กุ้งแห้ง ฯ ในย่านตลาดยัง ปรากฏร้านถ่ายภาพ โรงภาพยนตร์ โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านตัด เสื้อ ตลาดสด ตลาดผ้า ศาลเจ้าและสถานที่ราชการ แสดงถึงความเป็น ศูนย์กลางความเจริญในสมัยนั้น ประกอบกับมีท่าเรือขนาดใหญ่ เป็นจุด เปลี่ยนถ่ายสินค้าทางการเกษตร และการประมงจากพื้นที่ใกล้เคียงโดย รอบ เป็นศูนย์กลางการขนส่ง ทั้งรับส่งสินค้า มีเรือโดยสารรับส่งผู้คนไป กลับกรุงเทพฯ - ชลบุรี ทําให้บริ เวณพื้นที่ชุมชนบางปลาสร้อยนี้คึกคัก และรุ่งเรืองเป็นอย่างมากในสมัยนั้น ต่อมาเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงท้ัง จากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน การพัฒนาบ้านเมือง ความเจริญ ก้าวหน้าของการคมนาคมทางบก สภาพแวดล้อม คุณภาพของน้ําและ ชายฝั่งที่แย่ลงจากการอุปโภค บริโภค และจํานวนประชากรที่เพิ่มขึ้น เรื่อยๆ ของชุมชน ทําให้เกิดผลกระทบต่อวิถีชุมชนอย่างหลีกเล่ียงไม่ได้ ประกอบกับไม่มีผู้สืบต่อวิชาชีพ ลูกหลานชาวประมงเมื่อโตขึ้นมักไป ศึกษาต่อแยกย้ายกันไปทํางานที่กรุงเทพฯ หรือประกอบอาชีพรับจ้าง อื่นๆ มีเพียงส่วนน้อยที่สืบทอดความรู้ ความชํานาญของวิถีชาวทะเลไว้ แม้ว่าวิถีชุมชนจะเปลี่ยนแปลงไปแต่บริบทพื้นที่และรูปแบบการตั้ง ถิ่นฐานของชุมชนยังคงสภาพเดิม มีการเปลี่ยนแปลงจากสะพานไม้เป็น ถมถนนเทคอนกรีต และมีการขยับขยายจากที่เคยปลูกสร้างบ้านเรือน ตามชายฝั่งทะเล มาเป็นนิยมขยับเข้ามาบริเวณที่เป็นพื้นที่ย่านตลาดที่ เป็นจุดตัดของถนนมากข้ึน
ชุมชนเก่านั้นจะตั้งถ่ินฐานขนาบไป กับชายฝ่ังทะเล ซึ่งเป็นเส้นทางสัญจรหลัก ในสมัยก่อน แต่เม่ือการคมนาคมทางบก เข้ามามีบทบาท การตั้งบ้านเรือนในชุมชน จึงเปล่ียนไปเป็นการเกาะตัวไปกับเส้นทาง การสัญจรทางถนน ซึ่งสะดวกต่อการเข้าถึง ศูนย์รวมทางสังคม เศรษฐกิจ ตลอดจนไปมา หาสู่กับชุมชนภายนอกได้ง่ายขึ้น
ภาพบ้านเรือนบางปลาสร้อยในอดีต ได้รับการอนุเคราะห์จากร้านมิตรศิลป์และหอสมุดแห่งชาติชลบุรี
..สมัยก่อนทําประมง บ้านที่รวยหน่อยทําโป๊ะ ชาวบ้านทั่วไปใช้วิธียกยอถีบกระดานเก็บหอยแครงขายกัน เดี๋ยวนี้เก็บหอยแครงใช้ตะแกรงเหล็กลากเอา ไม่เหมือนสมัยก่อน..
(มาลี เหน้อย อายุ54 ปี, ซอยไกรเกรียงยุค ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ วันที่ 19 มิถุนายน 2558)
3
รูปแบบการจัดวางผังบริเวณและการใช้ที่ดินโดยรอบบางปลาสร้อยนั้น สะท้อนให้เห็นถึงระบบชุมชนริมทะเลที่ประกอบอาชีพประมงเป็นหลัก แสดงถึงความเป็น ถิ่นที่ (place) ได้อย่างชัดเจน จากการศึกษาวิเคราะห์พื้นที่พบว่าบางปลาสร้อยมีลักษณะผัง 2 รูปแบบที่ปรากฏอย่างเด่นชัด คือ 1. รูปแบบชุมชนริมทะเล ชายทะเล หรือป่าชายเลน คนในชุมชนประกอบอาชีพประมงชายฝั่ง ลักษณะการวางตัวของชุมชนเป็นแนวยาว (linear) เกาะไปตามริมฝั่ง โดยสร้างสะพานยื่นออกไปในทะเลและปลูกสร้างบ้านไว้ตลอดแนวของสะพานนั้น โดยปลุกสร้างบนเสายกพื้นให้พ้นน้ําทะเลและ ทําทางเดินเชื่อมต่อไปยังพื้นที่สะพานอีกทอดหนึ่ง
2. รูปแบบชุมชนในที่ราบลุ่ม คือประกอบอาชีพค้าขายเป็นสําคัญ การวางตัวของชุมชนประเภทนี้มีทั้งแบบกลุ่ม และแบบแนวยาวขนานไปกับ ถนนวชิรปราการ นิยมปลูกสร้างเป็นเรือนแถวไม้เรียงตัวต่อๆ กันไปตลอดแนวถนน ภายหลังจึงปรากฏรูปแบบอาคารตึกแถวสะท้อนภาพ วิวัฒนาการของอาคารบ้านเรือนในชุมชนบางปลาสร้อยที่พัฒนาเข้าสู่ชุมชนพาณิชยกรรม
ลักษณะของอาคารบ้านเรือนในพื้นที่บางปลาสร้อยนั้นมีการปรับเปลี่ยนโดยตลอด ด้วยอิทธิพลจากการขยายตัวของเมือง การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ประกอบกับวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างหายากและมีราคาสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน การก่อสร้าง บ้านเรือนหรือซ่อมแซมปรับปรุงเลยต้องใช้วัสดุทดแทน และปรับเปลียนรูปแบบอาคารบ้านเรือนเพื่อให้เหมาะสมกับประโยชน์ ใช้สอยและวิถีชีวิตในปัจจุบัน จากการศึกษาสํารวจสามารถอธิบายถึงรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่สําคัญและเด่นชัดของย่านเก่า บางปลาสร้อยได้ 5 รูปแบบด้วยกัน คือ
1. เรือนไทย
ลักษณะบ้านเรือนไทยในชุมชนบางปลาสร้อยน้ัน มี ทั้งเรือนเด่ียว,เรือนแฝดและเรือนหมู่ เป็นเรือนฝาปะกน เรือน ฝาสําหรวด ฝาลูกตั้ง ฝาลูกนอนก็มี หากเป็นบ้านคหบดีหรือผู้ มีอันจะกินจะปลูกเรือนเป็นรูปตัวยูบ้าง หรือปลูกหันหน้าชน กันสี่ด้าน มีชานตรงกลางเรียกว่าชานแล่น ไม้ค้ํายันชายคามี ท้ังเหล็กและไม้ เรือนไทยท่ีบางปลาสร้อย ด้วยสมัยก่อนน้ัน เป็นพื้นที่ท่ีน้ําทะเลท่วมถึง จึงมีสะพานยกพื้นเป็นสะพานยาว เช่ือมถึงกันระหว่างบ้านต่อบ้านโดยตลอด ใต้ถุนใช้เป็นที่จอด
ภาพลายเส้นรูปแบบบ้านเรือนไทยในชุมชน
ต่อมาภายหลัง มีประชากรชาวจีนได้เข้ามาพํานัก อาศัยในพื้นที่ชุมชนมากขึ้น จึงปรากฏลักษณะศิลปะจีนผสม ผสานกับบ้านเรือนไทย ทําหน้าต่างเป็นวงกลม หรือแปดเหล่ียม เป็นการประยุกต์งานช่างจีนเข้ากับเรือนแบบไทยได้อย่างผสม กลมกลืน (น. ณ ปากน้ํา, หน้า 22) จนกระทั่งยุคปัจจุบัน การ สร้างบ้านเรือนไทยน้ันได้รับความนิยมน้อยลง ด้วยสภาพอากาศ สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป วัสดุในการก่อสร้างหายากและ ราคาแพง จึงมีการใช้วัสดุทดแทนและปรับรูปแบบเรือนไทยให้มี ความทันสมัยมากข้ึน
ภาพบ้านเรือนไทยฝาปะกน หน้าต่างแปดเหลี่ยมแบบศิลปะจีน ในซอยคูกําพล
เรือหรือยกพื้นเอาเรือคว่ําเก็บไว้บนนั้น ณ ปากน้ํา, หน้า 20)
(เรียบเรียงจาก น.
ภาพเรือนฝาสําหรวด เปรียบเทียบอดีตและปัจจุบัน (ธีรชัย ทองธรรมชาติ, 2553)
4
เรือนปั้นหยาเป็นเรือนไม้ มุงหลังคาด้วยกระเบื้องว่าว ถ้าเป็นเรือนชั้นเดียวมักทําด้านหน้าเป็นระเบียงทางเดิน เรือน ลักษณะนี้ในบางปลาสร้อยนั้น มีรูปแบบผสมผสานกัน โดย องค์ประกอบส่วนล่างเป็นไม้ และมีลักษณะโครงสร้าง คล้ายคลึงเรือนไทย แต่รูปแบบหลังคาเป็นแบบปั้นหยา โดยหลังคาสอบเข้าหากันแบบพีระมิดไม่มีหน้าจั่ว และมี แบบที่มีหน้าจั่ว ลักษณะแบบนี้เรียกว่าเรือนมะนิลา ซึ่งในการ ดําเนินการนี้ ประเมินจากลักษณะและอายุเรือนที่ใกล้เคียงกัน จึงรวมเรียกเรือนทั้ง 2 ลักษณะน้ีว่าเรือนปั้นหยา
ภาพบ้านเรือนบังกะโลในพื้นที่
ภาพเรือนปั้นหยาในชุมชนบางปลาสร้อย
ในยุคสมัยต่อมา อาคารบ้านเรือนที่เป็นที่นิยมมีรูปทรงเป็นกล่องไม้ คลุมด้วยหลังคาทรงจั่ว ที่มีความลาดชันน้อยกว่าเรือนไทย ลดทอนพื้นที่ของ ระเบียงนอกชาน ทําให้พ้ืนที่ใช้สอยภายในกว้างขวางข้ึน ซึ่งการปิดล้อมนอกชาน ไม่เพียงแต่เพิ่มพื้นที่ใช้สอยในบ้าน แต่ยังทําให้เกิดความเป็นส่วนตัวมากขึ้นด้วย สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตและค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากในยุคสมัยที่เกิด บ้านเรือนประเภทนี้นั้นมีการตัดถนนเข้าสู่พื้นที่ชนบท ความเจริญเข้าถึงพื้นที่ ชุมชนอย่างรวดเร็ว ต่อมารูปแบบของเรือนประเภทนี้ก็มีการพัฒนาเป็นแบบ คร่ึงปูนคร่ึงไม้ ชั้นล่างมีผนังปิดล้อม ไม่เปิดโล่งเป็นใต้ถุนแบบเรือนไทย ชั้นบน เป็นไม้ แบ่งเป็นห้องส่วนตัว ช้ันล่างเป็นห้องที่ใช้ร่วมกันในครอบครัว การมีผนัง ชั้นล่างนั้นนอกจากเพื่อความเป็นส่วนตัวแล้ว ยังเพื่อป้องกันภัยต่อชีวิตและ ทรัพย์สินจากคนแปลกหน้า รวมทั้งมลภาวะที่มากับถนนอีกประการหนึ่ง (Pinijvarasin, 2003 อ้างถึงใน ธาริณี รามสูต และประติมา นิ่มเสมอ, 2556 หน้า 17)
2. เรือนปั้นหยา
3. เรือนบังกะโล
5
เรือนแถวไม้ 2 ชั้น ริมถนนวชิรปราการ คุณวิทยา เจ้าของร้านถ่ายภาพมิตรศิลป์ได้ให้ข้อมูลว่า
เรือนแถวที่ตนได้ใช้พักอาศัยและประกอบกิจการแห่งนี้ สร้างมากว่า 99 ปีแล้ว
(ในขณะที่สัมภาษณ์ ปี พ.ศ.2558) ปลูกสร้างเมื่อปี 2459 คุณวิทยาได้เข้ามาอยู่อาศัยเมื่อปี พ.ศ. 2496
มีการปรับปรุงหลังคา ปูพื้นใหม่ ทาสี และซ่อมแซมเล็กน้อยตามสภาพที่เกิดการชํารุด
ใช้พื้นที่ชั้นล่างเป็นร้านถ่ายภาพ และห้องเก็บของ ด้านหลังเป็นครัว ห้องน้ํา และพักอาศัยอยู่ด้านบนกับภรรยา
(วิทยา โรจน์รังสีธรรม อายุ 81 ปี, ถนนวชิรปราการ เรียบเรียงข้อมูลจากการสัมภาษณ์ วันที่ 2 กรกฎาคม 2558)
4. เรือนแถวไม้
เรือนแถวไม้ในชุมชนมีทั้งเรือนแถวไม้ชั้นเดียว และเรือนแถวไม้สองชั้นวัสดุเรือนเป็นโครงสร้างไม้ทั้ง หลัง เน้นความเรียบง่าย รูปทรงหลังคาเป็นทรงจั่วเตี้ย ทรงปั้นหยา และทรงหมาแหงน วัสดุหลังคามีท้ังสังกะสี และกระเบื้อง ส่วนใหญ่ประตูทางเข้าจะใช้บานเฟี้ยม เรือนแถวไม้ช้ันเดียวไม่มีผนังสําหรับก้ันแบ่งห้อง แต่มัก ใช้เฟอร์นิเจอร์ เช่น โต๊ะ ตู้ เตียง ก้ันแบ่งพื้นที่ใช้สอย ภายใน ส่วนเรือนแถวไม้สองชั้นพื้นที่ด้านหน้าของ ชั้นล่างมักใช้เป็นที่ค้าขาย ด้านหลังเป็นครัว ห้องน้ํา พื้นที่ซักล้าง ชั้นบนใช้สําหรับพักอาศัย มีช่องระบาย อากาศ ราวระเบียง เป็นแบบเรียบง่าย บางหลังก็มี ลวดลายฉลุสวยงาม ศิลปะการช่างแบบด้ังเดิมยังคงมีให้ เห็นอยู่บ้าง เช่นการใช้ลิ่มแทนตะปู อุปกรณ์บานจับ บานพับ มีการปรับเปลี่ยนวัสดุตามยุคสมัย เนื่องจากไม้ ไม่คงทน เมื่อเกิดการชํารุดทรุดโทรมจึงเปลี่ยนไปใช้วัสดุ แปรรูปในการซ่อมแซมปรับปรุงสภาพอาคารบ้านเรือน
ภาพลายเส้นรูปแบบเรือนแถวไม้ท่ีพบในพื้นท่ี
ภาพบรรยากาศภายในร้านมิตรศิลป์และการสัมภาษณ์คุณวิทยา เจ้าของร้าน
ภาพเรือนแถวไม้ในพ้ืนที่บางปลาสร้อย
6