The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่อง ลิลิตโองการแช่งน้ำ)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by satang1923, 2023-01-22 21:26:20

หนังสือ(e-book)ลิลิตโองการแช่งน้ำ

เรื่อง ลิลิตโองการแช่งน้ำ)

เร ื่อง ลิลตโองการแช ิ ่งน ้ํา จัดทําโดย นายปิยะพงษ ์ ทันส ุ ข เลขท ี่ 11 นายกฤตนัย ต ุ พิลา เลขท ี่ 20 นางสาวณัฐกมล แก ้วสง่า เลขท ี่ 29 นางสาวคะวันฉาย บ ุ รัชการ เลขท ี่ 34 เสนอ ค ุ ณคร ู กรรณิการ ์ พลพวก หนังสื อ E book เล่มน ี ้ เป็ นส่วนหน ึ่งของรายวชาิ ส 31102 ภาษาไทย กล ุ่มสาระการเรี ยนร ู ้ภาษาไทย โรงเรี ยนเบ ็ ญจะมะมหาราช จังหวัดอบลราชธาน ุ ี ภาคเร ี ยนท ี่ 2 ปีการศึ กษา 2565


หนังสือ E-book เล่มนี้จัดทําขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เพื่อให้ได้ศึกษาความรู้เรื่องลิลิตโองการแช่งน้ํา และได้ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อประโยชน์กับการเรียน คณะผู้จัดทําหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านหรือนักเรียน ที่กําลังหา ข้อมูลเรื่องนี้อยู่หากมีข้อเสนอแนะหรือผิดพลาดประการใดคณะผู้จัดทําขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย คณะผู้จัดทํา


เรื่อง หน้า คํานํา สารบัญ ผู้แต่ง 1 ประวัติ 2 ทํานองแต่ง 3 ความมุ่งหมาย 3 เรื่องย่อ 4 ความเชื่อและประเพณี 5 ตัวอย่างข้อความบางตอนสรรเสริญพระนารายณ์ 6 กล่าวถึงไฟบรรลัยกัลป 7 ์ อัญเชิญพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์พระพรหม เทพยาดา 8 และภูตผีปีศาจ เป็นพยาน คําสาปแช่งผู้คิดกบฏต่อพระเจ้าแผ่นดิน 9


1 ลิลิตโองการแช่งน้ํา เป็นวรรณคดีไทยยุคกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ลักษณะคําประพันธ์เป็นโคลงห้าสลับ ร่ายดั้น แต่งในสมัยพระเจ้าอู่ทอง สันนิษฐานว่าคงให้พวกพราหมณ์แต่งขึ้น รัชกาลที่ ๕ สันนิษฐานว่า “ลิลิต โองการแช่งน้ํา” น่าจะเป็นเรื่องที่แปลหรือลอกมาจากเมืองที่ถือไสยศาสตร์และกล่าวว่าเป็นพระราชพิธีใหญ่ สําหรับแผ่นดินมีสืบมาแต่โบราณ ไม่มีเวลาว่างเว้น มีคําอ้างว่าเป็นพิธีระงับยุคเข็ญของบ้านเมือง ลิลิตโองการแช่งน้ํา จึงเป็นวรรณกรรมทางการเมืองที่เก่าแก่เรื่องหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายาม ของพระมหากษัตริย์ในสมัยโบราณ ในการที่จะพิทักษ์พระราชอํานาจและเป็นวรรณกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อเป็น เครื่องมือทางการเมือง เพื่อมุ่งให้ผู้ถือน้ําเกิดความเกรงกลัวและยึดมั่นในคําสัตย์สาบานของตน ผู้แต่ง สมเด็จพระเจ้าบรมวงค์เธอ กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่าอาจแต่งในสมัย สมเด็จพระรามาธิปดีที่๑ (อู่ทอง) ผู้แต่งคงจะเป็นผู้รู้พิธีพราหมณ์และรวู้ิธีประพันธ์ของไทยเป็นอย่างดี


2 สมเด็จพระรามาธิปดีที่๑ (พระเจ้าอู่ทอง)เป็นปฐมกษัตรยิ์แห่งกรุงอยุธยา สมเด็จฯกรมพระยาดํารงรา ชานุภาพ ทรงสันนิษฐานส่าสมเด็จพระรามาธิปดีที่๑เป็นเชื้อสายของพระเจ้าสิริชัยเชียงแสนแห่งแคว้นสิริธรรม ราชจึงเป็นต้นวงศ์เชียงรายเป็นราชบุตรเขยของพระเจ้าอู่ทอง เมื่อ พ.ศ.๑๘๘๗ ได้เป็น เจ้าเมืองอู่ทองซึ่งขณะนั้น ขึ้นต่อเมืองสุโขทัย ต่อมาเกิดโรคระบาด จึงทรงย้ายราชธานีมาตั้งตําบลหนองโสนแขวงเมืองอโยธยา เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๓ ขนานนามใหม่ว่า กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยาและพระองค์ได้รับพระนามใหมว่ ่า สมเด็จพระรามาธิปดีที่ ๑ ทรงตั้งพระองค์เป็นใหญ่ไม่ขึ้นต่อกรุงสุโขทัยนับแต่สถาปนาราชธานี ในรัชกาลนี้ได้รับวัฒนธรรมขอมและ พราหมณ์เป็นอันมาก ภาษาไทยจึงเริ่มมีคําเขมรเข้ามาปะปนมากขึ้นมีการประกอบพิธีถือน้ําพระพิพัฒน์สัตยา หรือพิธีศรีสัจปานกาล ตามแบบเขมร ซึ่งถ่ายทอดมาจากพราหมณ์อีกต่อหนึ่ง


3 ประวตัิต้นฉบับเดิมที่เหลืออยู่เขียนด้วยอักษรขอม ข้อความที่เพิ่มขึ้นในรัชกาลที่๔ ตามหลักฐานซงึ่ รัชกาลที่๕ ทรงยืนยันไว้ในพระราชพิธีสิบสองเดือน คือ "แทงพระแสงศรประลัยวาต" "แทงพระแสงศรอัคนิวาต" และ "แทงพระแสงศรพรหมมาสตร์"คําประพันธ์ที่ใช้คือโคลงห้าและร่ายโบราณหนังสือเรื่องนี้นับว่าเป็นวรรณคดี เรื่องแรกของคนไทย ที่แต่งเป็นร้อยกรองอย่างสมบูรณ์แบบ ชื่อเรียกแต่เดิมว่า โองการแช่งน้ําบ้าง ประกาศแช่ง น้ําโคลงห้าบ้าง ต้นฉบับที่ถอดเป็นอักษรไทยจัดเป็นวรรคตอนคําประพันธ์ไว้ค่อนข้างสับสน พระบาทสมเด็จพระ มงกุฎเจ้าอยู่หัว ทรงสอบทานและพระราชวินิจฉัยเรียบเรียงวรรคตอนใหม่ ทานองแตํ ่ง มีลักษณะเป็นลลิิต คือ มีร่ายกับโคลงสลับกัน ร่ายเป็นร่ายโบราณ ส่วนโคลงเป็นโคลงแบบ โคลงห้าหรือมณฑกคติถ้อยคํา ถ้อยคําที่ใช้ส่วนมากเป็นคําไทยโบราณ นอกจากนั้นมีคําเขมร และบาลีสันสกฤต ปนอยู่ด้วย คําสันสกฤตมมากกวี ่าคําบาลี ความมุ่งหมาย ใช้อ่านในพิธีถือพระพิพัฒน์สัตยาหรือพิธีศรีสัจปานกาล ซึ่งกระทําตั้งแต่รัชกาลสมเด็จ พระเจ้าอู่ทองสืบต่อกันมาจนเลิกไปเมื่อประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบบประชาธิปไตยใน พ.ศ. ๒๔๗๕


4 เนื้อเรื่องโดยย่อ ลิลิตโองการแชงน่้ํา เป็นวรรณกรรมเก่าแก่ ใช้สําหรับอ่านหรือสอนใน พระราชพธิีถือพระพพิฒนัส์ตั ยา ซึ่งเป็นพิธีที่ประกอบขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีของ ข้าราชการและขุนนาง เชื่อกันว่าลิลิตโองการ แช่งน้ําแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นคือรัชสมัยของพระรามาธิบดีที่๑ เนื่องจากมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ผบดู้บี ซื่อใครใจคอใจคด ขบถเจ้าผู้ผานเกล่ ้าอยธยาุสมเด็จพระรามาธบดิศรี ีสินทรมหาจกพรรดั ิศรราชาธิราช ท่าน มีอํานาจ มบีญุ ” เริ่มต้นด้วยร่ายดั้นโบราณ ๓ บท สรรเสริญพระนารายณ์พระอิศวร พระพรหมตามลําดับ ต่อจากนั้นบรรยายด้วยโคลงห้า และร่ายดั้นโบราณสลับกัน กล่าวถึงไฟไหม้โลกเมื่อสิ้นกัลป์แล้วพระพรหมสร้าง โลกใหม่เกิดมนุษย์ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์การกําหนดวัน เดือน ปีและการเริ่มีพระราชาธิบดีในหมู่คน แล้ว อัญเชิญพระกรรมบดีปู่เจ้ามาร่วมเพื่อความศักดิ์สิทธิ์ตอนต่อไปเป็นการอ้อนวอนให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เรืองอํานาจมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เทพยาดา อสูร ภูตปีศาจ ตลอดจนสัตว์มีเขี้เล็บเป็นพยาน ลงโทษผคู้ิดคดกบฏต่อ พระเจ้าแผ่นดิน ส่วนผซู้ื่อตรงภักดีขอให้มีความสุขและลาภยศ ตอนจบเป็นร่ายยอพระเกียรติพระเจ้าแผ่นดิน


5 ความเชื่อและประเพณี โองการ แปลว่า คําศักดิ์สิทธิ์คําประกาศของกษัตริย์สันนษฐานวิ ่ามาจากคําว่า โอมการ หมายถึง อักษรโอม โอม คือคําย่อ ที่ใชกล้ ่าวนําในการสวดของพราหมณ์ย่อมาจาก อ. อุ. ม. (อ่านว่า อะ - อุ - มะ) อ. หมายถึงพระศิวะหรือพระอิศวร อุ. หมายถึงพระวิษณุหรือพระนารายณ์ ม. หมายถึงพระพรหม ประกาศแช่งน้ําเป็นโองการที่พราหมณ์ใช้อ่านหรือสวดในพิธีศรีสัจจปานกาลหรือพิธีถือน้ําพระพิพัทธ์ สัตยา คําว่า พัทธ น่าจะมาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ผูกมัด และคําว่า สัตยา น่าจะได้จากคําว่า สัตฺยปาน ใน ภาษาสันสกฤต แปลว่า น้ําสัตยสาบาน (สัจจปานเป็นรูปบาลี) ต่อมาคําว่า พิพัทธ์สัตยา เปลี่ยนไปเป็นพิพัฒน์สัต ยา พระราชพิธีเกิดจากความเชื่อเรื่องคําสัตย์สาบาน และความเชื่อเรื่องเทพเจ้า การล้างโลก การสร้างโลก ตามคติทางศาสนาพราหมณ์ประกอบกับความจําเป็นด้านการปกครองบ้านเมือง เนื่องจากสมเด็จพระรามาธิบดี ที่๑ ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นครั้งแรก ต้องการความซื่อสัตย์สามัคคีเป็นน้ําหนึ่งใจเดียวกันของบรรดา ข้าราชบริพารทั้งหลายทําใหต้ ้องมีพระราชพิธีดื่มน้ําสาบานตนขึ้น


6 ตัวอย่างข้อความบางตอนสรรเสรญพระนารายณิ ์ โอมสิทธิสธิสรวงศรีแกล้ว แผวฤตยู้เอางูปนแท่น แกว่นกลนฟื ้ากลืนดิน บินเอาครุฑมาขี่สี่ถือสังข์ จักรคธารณีภีรุอวตาร อสุรแลงลาญทัก ทัคนียจรนายฯ แทงพระแสงศรปลัยวาดฯ กลาวถ่ ึงไฟประลัยกัลป์ นานเอนกน้าวเดิมกัลป์ จักร่ําจักราพาฬเมื่อไหม้ กล่าวถึงตรวันเจดอันพลุ่ง น้ําแล้วไข้อดหาย เจ็ดปลามันพุ่งหล้าเป็นไฟวาบ จัตุราบบายแผ่นขว้ํา ชักไตรตรึงษ์เปนผ้า แลบลาส้ํ ีลอง


7 อัญเชญพระพิทธุพระธรรม พระสงฆ์พระพรหม เทพยาดา และภตผูปีศาจี เปนพยาน็ ผู้ใดเภทจงคดถือขันสรดใบพตานเสูียด มารเฟียดไททศพลช่วยดูธรรมารคประเตยกช่วยดูอเนกกถ่อง พระสงฆ์ช่วยดูขุนหงษทองเกล้าสี่ช่วยดูฟ้าฟัดพรีใจยังดูช่วยดูสี่ปวงผรีหาวแห่ง ช่วยดูฟ้าชรแร่งหกคลอง ช่วย ดูผองผีกลางหาวแอ่น ช่วยดูฟ้ากระแฉ่นเรืองผยอง ช่วยดูเจ้าผาดําสามเส้า ช่วยดูแสนผีพึงยอมเท้า เจ้าผาดํา ผาเผือก ช่วยดูฯ คําสาปแชงผ่คู้ดกบฏติ ่อพระเจ้าแผ่นดนิ จงเทพยดาฝูงนี้ให้ตายในสามวันอย่าให้ทันในสามเดือนอย่าให้เคลื่อนในสามปีอย่าให้มศีุขสวัสดิ์เมื่อใดฯ ลิลิตโองการแช่งน้ํา ใช้ถ้อยคําสํานวนที่เข้าใจยาก และเป็นคําห้วนหนักแน่น เพื่อให้เกิดความน่าเคารพ ยําเกรง ความพรรณนาบางตอนละเอียดละออ เช่น ตอนกล่าวถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมีอํานาจก็สรรหามากล่าวไว้ มากมาย นอกจากนี้ยังใช้ถ้อยคําประเภท โคลงห้าและร่ายดั้น ซึ่งมีจังหวะลีลาไม่ราบรื่น สะดุดเป็นตอน ๆ ยิ่งเพิ่ม ความขลัง ขึ้นอีกเป็นอันมาก จึงนับได้ว่าลิลิตโองการแช่งน้ําเรื่องนี้แต่งได้เหมาะสมกับความมุ่งหมายสําหรับใช้ อ่านหรือสวดใน พระราชพิธีถือน้ําพระพิพัฒน์สัตยาซึ่งมีความสําคัญแก่การเพิ่มพูนพระบรมเดชานุภาพของ พระมหากษัตริย์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์


8 วรรณคดีเรื่องนี้มีกําเนิดจากพระราชพิธีในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์แสดงถึงอิทธิพลของวัฒนธรรม เขมรและพราหมณ์อย่างชัดเจน สมเด็จพระเจ้าอู่ทองทรงรับการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์และพระ ราชพิธีศรีสัจปานจากเขมรมาใช้เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ของบ้านเมืองที่ต้องการสร้างอํานาจปกครองของ พระเจ้าแผ่นดิน และความมนคงของบั่้านเมืองในระยะที่เพิ่งก่อสร้างราชอาณาจักร ในสมัยสุโขทัยไม่ปรากฏว่ามีพระราชพิธีศรีสัจปานกาล เนื่องจากกษัตริย์สุโขทัยทรงปกครองบ้านเมือบ แบบพ่อปกครองลูก ถึงแม้หลักศิลาจารึกสโขทุัยหลักที่๔๕ มีเนื้อความเกี่ยวกับการสบถสาบานระหว่างกษัตริย์ สุโขทัย ผู้เป็นหลานกับเจ้าเมืองน่านผู้ปู่และถ้อยคําบางตอนคล้ายกับลิลิตโองการแช่งน้ํา แต่ก็เป็นการสาบาน ระหว่างบุคคลเฉพาะกรณีไมใช่ ่พิธีทางราชการทั่วไปกระทําต่อพระเจ้าแผ่นดินเป็นการทั่วไปอย่างที่กรึงศรีอยุธยา อนึ่งข้อความนี้จารึกไว้ใน พ.ศ.๑๙๓๕ ซึ่งอาจเป็นสมัยพระมหาธรรมราชาที่๒หรือพระมหาธรรมราชาที่๓ (ไสย ลือไท)ตรงกับรัชการสมเด็จพระราเมศวรแหงกรุ่งรีอยุธยา เป็นช่วงที่กรุงสุโขทัยเสยอี ิสระภาแก่กรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่พ.ศ. ๑๙๒๑ ถ้าพระราชพิธีสัจปานกาลเคยกระทําที่สุโขทัยก็จะตองเป ้ ็นเวลาภายหลังที่กรุงสุโขทัยตกอยู่ใน อํานาจปกครองและอิทธิพลทางวัฒนธรรมของ กรุงศรีอยุธยาแล้ว


Click to View FlipBook Version