ความเป็นมาของ
ภาษาจีน
นาย ภัทรศักดิ์ สุขอร่าม เลขที่14
ความเป็นมาของภาษาจีน
และตัวอักษรจีน
อักษรจีน คือ อักษรภาพที่โดยหลักๆ ในปัจจุบันใช้สำหรับเขียนภาษาจีน อักษร
จีนเป็นหนึ่งในสามอักษรที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดของโลก และเป็นอักษรที่ยังใช้อยู่ใน
ปัจจุบัน โดยอักษรภาพเหมือนของอียิปต์และอักษรรูปลิ่มของสุเมเรียนได้เลิกใช้
ไปแล้ว ทฤษฏีการกำเนิดอักษรจีนมีหลากหลาย เช่น การผูกปมเชือก การสลัก
汉字และชางเจี๋ยประดิษฐ์อักษร อักษรจีนอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า ฮั่นจื้อ ( )
สัญลักษณ์แต่ละตัวแสดงคำในภาษาจีนและความหมาย มีจุดกำเนิดจากรูปคน
สัตว์ หรือสิ่งอื่นๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป รูปร่างของอักษรมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
และไม่เหมือนกับสิ่งที่เลียนแบบอีกต่อไป สัญลักษณ์หลายตัวเกิดจากสัญลักษณ์
ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมารวมกัน อักษรจีนราว 2,000 ตัวที่ใช้ในประเทศจีนและ
ประเทศสิงคโปร์ได้เปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบที่เขียนง่ายขึ้น แต่ในไต้หวัน ฮ่องกง
และมาเก๊ายังใช้อักษรตัวเต็มอยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อักษรทั้ง 2 แบบก็ยังได้รับ
ความนิยมจนปัจจุบัน
การปรากฏของอักษรจีนที่เก่าแก่ที่สุดมาจากแหล่งโบราณคดี
ปั้ นปอจาก เมืองซีอันมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของ
ประเทศจีน สามารถนับย้อนหลังกลับไปได้กว่า 5,000 ปี โดย
อยู่ในรูปของอักษรภาพที่สลักเป็นรูปวงกลม เสี้ยวพระจันทร์
และภูเขาห้ายอดบนเครื่องปั้ นดินเผา จวบจนถึงเมื่อ 3,000 ปี
ก่อนจึงก้าวเข้าสู่รูปแบบของอักษรจารบนกระดูกสัตว์ ซึ่งนับ
เป็นยุคต้นของศิลปะการเขียนอักษรจีน
เมื่อปี ค.ศ. 1899 ชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหนึ่งทาง
ทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภออันหยางมณฑลเหอหนัน
ประเทศจีนได้ ค้นพบสิ่งที่เรียกกันว่า ‘กระดูกมังกร’ จึงนำมา
ใช้ทำเป็นตัวยารักษาโรค ต่อมาเนื่องจากพ่อค้าหวังอี้หรงเกิด
ความสนใจต่อตัวอักษรบนกระดูก จึงสะสมไว้มีจำนวนกว่า
5,000 ชิ้นและส่งให้ผู้เชี่ยวชาญทำการศึกษาวิจัย จึงพบว่า
กระดูกมังกรนั้นแท้ที่จริงคือกระดูกที่จารึกอักขระโบราณของ
ยุคสมัย ซาง ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 1,300 ปีก่อนคริสตกาล
วิวัฒนาการของตัวอักษรจีน
นับแต่โบราณกาลมา ผู้คนรู้จักใช้เส้นเชือก ภาพวาดและเครื่องหมายเพื่อใช้
ในการจดบันทึกสิ่งต่าง ๆ เมื่อล่วงเวลานานเข้า
จึงเกิดวิวัฒนาการกลายเป็นตัวอักษร สำหรับศิลปะในการเขียนตัวอักษรจีน
นั้น ได้ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อม ๆกับตัวอักษรจีนเลยทีเดียว ดังนั้น การจะ
ศึกษาถึงศิลปะในการเขียนตัวอักษรจีนจึงต้องทำความเข้าใจถึงต้นกำเนิด
ของตัวอักษรควบคู่กันไป
การปรากฏของอักษรจีนที่เก่าแก่ที่สุดมาจากแหล่งโบราณคดีปั้ นปอ
จาก เมืองซีอันมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน สามารถ
นับย้อนหลังกลับไปได้กว่า 5,000 ปี โดยอยู่ในรูปของอักษรภาพที่สลักเป็น
รูปวงกลม เสี้ยวพระจันทร์และภูเขาห้ายอดบนเครื่องปั้ นดินเผา จวบจนถึง
เมื่อ 3,000 ปีก่อนจึงก้าวเข้าสู่รูปแบบของอักษรจารบนกระดูกสัตว์ ซึ่งนับ
เป็นยุคต้นของศิลปะการเขียนอักษรจีน
อักษรภาพที่เก่าแก่ที่สุดในจีน
เมื่อปี ค.ศ. 1899 ชาวบ้านจากหมู่บ้านเล็ก ๆแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ของอำเภออันหยางมณฑลเหอหนันประเทศจีนได้ ค้นพบสิ่งที่เรียกกันว่า ‘กระดูก
มังกร’ จึงนำมาใช้ทำเป็นตัวยารักษาโรค ต่อมาเนื่องจากพ่อค้าหวังอี้หรงเกิดความ
สนใจต่อตัวอักษรบนกระดูก จึงสะสมไว้มีจำนวนกว่า 5,000 ชิ้นและส่งให้ผู้เชี่ยวชาญ
ทำการศึกษาวิจัย จึงพบว่ากระดูกมังกรนั้นแท้ที่จริงคือกระดูกที่จารึกอักขระโบราณ
ของยุคสมัย ซาง ที่มีอายุเก่าแก่ถึง 1,300 ปีก่อนคริสตกาล
“กระดูกมังกร” ที่ภายหลังพบว่าเป็นบันทึกอักขระโบราณ
(甲骨文)จากเจี๋ยกู่เหวินหรืออักษรจารบนกระดูกสัตว์
จินเหวินหรืออักษรโลหะ
(金文) (小篆) (隶书)อักษรเสี่ยวจ้วนหรือจ้วนเล็ก
อักษรลี่ซู อักษรข่ายซู
(楷书) (草书) (行书)อักษรเฉ่าซู
และอักษรสิงซู เป็นต้น อย่างไรก็ตาม
วิวัฒนาการของตัวอักษรจีนเกิดจากการฟูมฟักอย่างค่อยเป็นค่อยไป มีการผสมผสาน
กันของอักษรชนิดที่แตกต่างกันในชั่วระยะเวลาหนึ่งผ่านการขัด เกลาจนเกิดเป็นตัว
อักษรชนิดใหม่เข้าแทนที่อักษรชนิดเดิม ไม่ใช่การยกเลิกอักษรชนิดเก่าโดยสิ้นเชิง ดัง
นั้น ผู้คนในยุคต่อมาจึงยังคงมีการศึกษาและใช้อักษรในยุคเก่าก่อน ทั้งในเชิงศิลปะ
หรือในชีวิตประจำวันที่ยังคงพบเห็นได้อยู่เสมอ
(甲骨文)อักษรจารบนกระดูกสัตว์เป็นอักขระโบราณที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด
อักษรจารบนกระดูกสัตว์
ของจีน เท่าที่มีการค้นพบในปัจจุบัน โดยมากอยู่ใน
รูปของบันทึกการทำนายที่ใช้มีดแกะสลักหรือจารลงบนกระดองเต่า หรือ
กระดูกสัตว์ ปรากฏแพร่หลายในราชสำนักซางเมื่อ 1,300 – 1,100 ปีก่อน
คริสตกาล ลักษณะของตัวอักขระบางส่วน ยังคงมีลักษณะของความเป็น
อักษรภาพอยู่ โครงสร้างตัวอักษรเป็นรูปวงรี มีขนาดใหญ่เล็กแตกต่างกัน ที่
ขนาดใหญ่บ้างสูงถึงนิ้วกว่า ขนาดเล็กเท่าเมล็ดข้าว บางครั้งในอักขระตัว
เดียวกันยังมีวิธีการเขียนที่แตกต่างกัน ตัวอักษรมีการพัฒนาการในแต่ละช่วง
เวลา โดยมีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ ยุคต้น ตัวอักษรมีขนาดใหญ่ ยุคกลาง มี
ขนาดเล็กและลายเส้นที่เรียบง่ายกว่า เมื่อถึงยุคปลายจะมีลักษณะใกล้เคียง
กับอักษรจินเหวินหรืออักษรโลหะที่มีความ เป็นระเบียบสำรวม
(金文)อักษรโลหะ อักษรโลหะ
เป็นอักษรที่ใช้ในสมัยซางต่อเนื่องถึงราชวงศ์โจว
(钟(1,100 – 771ปีก่อนคริสตศักราช) มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ‘จงติ่งเหวิน’
鼎文)หมายถึงอักษรที่หลอมลงบนภาชนะทองเหลืองหรือสำริด เนื่องจาก
ตัวแทนภาชนะสำริดในยุคนั้นได้แก่ ‘ติ่ง’ซึ่งเป็นภาชนะคล้ายกระถางมีสามขา ใช้
แสดงสถานะทางสังคมของคนในสมัยนั้นและตัวแทนจากเครื่องดนตรีที่ทำจาก
โลหะ คือ ‘จง’ หรือระฆัง ดังนั้นอักษรที่สลักหรือหลอมลงบนเครื่องใช้โลหะดัง
กล่าวจึงเรียกว่า ‘จงติ่งเหวิน’ มีลักษณะพิเศษ คือ มีลายเส้นที่หนาหนัก ร่อง
ลายเส้นราบเรียบที่ได้จากการหลอม ไม่ใช่การสลักลงบนเนื้อโลหะ อักษรโลหะใน
สมัยหลังรัชสมัยเฉิงหวังและคังหวังแห่งราชวงศ์โจว จะมีความสง่างาม สะท้อน
ภาพลักษณ์ที่สุขุมเยือกเย็น
เนื้อหาที่บันทึกด้วยอักษรโลหะ โดยมากเป็น คำสั่งการของชนชั้นผู้นำ พิธีการ
บูชาบรรพบุรุษ บันทึกการทำสงคราม เป็นต้น มีการบันทึกการค้นพบอักษร
โลหะตั้งแต่รัชสมัยฮั่นอู่ตี้ในราชวงศ์ฮั่น (116 ปีก่อนคริสตศักราช) บนภาชนะ
‘ติ่ง’ ที่ส่งเข้าวังหลวง ดังนั้น จึงมีการศึกษาและการทำอรรถาธิบายจากปัญญา
ชนในยุคต่อมา
อักษรจ้วนเล็ก
จากสมัยชุนชิวจั้นกว๋อจนถึงยุคการก่อตั้งราชวงศ์ฉิน (770 – 202 ปีก่อนคริสต
ศักราช) โครงสร้างของตัวอักษรจีนโดยมากยังคงรักษารูปแบบเดิมจากราชวงศ์โจ
วตะวันตก ซึ่งนอกจากอักษรโลหะแล้ว ยังมีอักษรรูปแบบต่าง ๆที่เหมาะกับการบันทึก
ลงในวัสดุแต่ละชนิด เช่น อักษรที่ใช้ในการลงนามสัตยาบันร่วมระหว่างแว่นแคว้นที่
สลักลงบนแผ่นหยกก็ เรียกว่า หนังสือพันธมิตร หากสลักลงบนไม้ก็เรียกสาส์นไม้
หากสลักลงบนหินก็เรียก ตัวหนังสือกลองหิน ฯลฯ นอกจากนี้ ก่อนการรวมประเทศ
จีนบรรดาเจ้านครรัฐหรือแว่นแคว้นต่างก็มีตัวอักษรที่ใช้แตก ต่างกันไป ซึ่งส่วนหนึ่ง
(大篆)ได้แก่อักษรจ้วนใหญ่หรือต้าจ้วน
ซึ่งเป็นต้นแบบของเสี่ยวจ้วนในเวลาต่อมา
ภายหลังจากจิ๋นซีฮ่องเต้ได้รวมแผ่นดินจีนเข้าด้วยกันในปีค.ศ. 221 แล้ว ก็ทำการ
ปฏิรูประบบตัวอักษรครั้งใหญ่ โดยการสร้างมาตรฐานรูปแบบตัวอักษรที่เป็นหนึ่ง
เดียวกันทั่วประเทศ กล่าวกันว่า ภายใต้การผลักดันของมหาเสนาบดีหลี่ซือ ได้มี
การนำเอาตัวอักษรดั้งเดิมของรัฐฉิน(อักษรจ้วน)มาปรับให้เรียบง่ายขึ้น จากนั้นเผย
แพร่ออกไปทั่วประเทศ ขณะเดียวกัน ก็ยกเลิกอักษรที่มีลักษณะเฉพาะจากแว่นแคว้น
(小篆)อื่น ๆในยุคสมัยเดียวกัน อักษรที่ผ่านการปฏิรูปนี้ รวมเรียกว่า อักษรเสี่ยวจ้วนหรือจ้
วนเล็ก ถือเป็นอักษรที่ใช้ทั่วประเทศจีนเป็นครั้งแรก
เส้นขีดในภาษาจีน
เส้นขีดของตัวอักษรจีน
ตัวอักษรจีนมีเส้นขีดพื้นฐานอยู่ 8 ขีด
( คัดจีนไงให้ดูได้ เขียนจีนไงให้ดูดี เขียนคัดจีนทั้งที
ต้องให้ดูสวยได้ดี เขียนเร็วไม่รู้จักเส้นขีด เขียนได้เป็นคำ
ก็ไม่ผิด แต่อาจจะเขียนช้า )
丶 点 永 寸 江 太1. เส้นขีดแต้ม ( ) diǎn
一 横 永 一 大 干2. เส้น ขวาง ( ) héng
丨 竖 永 王 木 十3. เส้น ตั้ง ( ) shù
亅 钩 永 小 心 丁4. เส้นตะขอ ( ) gōu
㇀ 提 永 打 地 功5. เส้นยกขึ้น ( ) tí
丿 撇 永 人 女 千6. เส้นลากซ้าย( ) piě
ノ 短撇 永 血 火 牛7.เส้นลากซ้ายสั้น ( )
duǎn piě
㇏ 捺 永 人 又 木8. เส้นลากขวา( ) nà
จากเส้นขีดพื้นฐานทั้ง 8 ขีด สามารถดัดแปลงโดยการยกขึ้น , เอนลง , เอียง
ขวา , เฉียงซ้าย
การเชื่อมต่อเส้นขีดต่างแบบ ทำให้เกิดรูปลักษณ์ หักมุม ตะขอ โค้งงอ จน
กลายเป็นเส้นขีด
อักษรจีนทั้งหมด 27 ขีด
㇔ 点* 1. Diǎn จุด
一 横* 2. Héng เส้นขวาง
丨 竖* 3. Shù เส้นตั้ง
ノ 撇* 4 Piě เส้นลากซ้าย
㇏ 捺* 5. Nà เส้นลากขวา
㇀ 提* 6. Tí เส้นตวัดจากซ้ายขึ้นขวา
㇖ 横钩* 7. Héng gōu เส้นขวางงอลง
㇜ 撇折* 8. Piě zhé เส้นลากซ้ายหักขวาขึ้น
㇆ 横折钩* 9. Héng zhé gōu เส้นขวางหักลงงอซ้าย
㇇ 横撇* 10. Héng piě เส้นขวางลากซ้าย
㇊ 横折提* 11. Héng zhé tí เส้นขวาหักลงงอขวาขึ้น
乙 横折弯钩* 12. Héng zhé wān gōu เส้นขวางหักลงหักขวางงอ
㇋ 横折折撇* 13. Héng zhé zhé piě เส้นขวางหักซ้ายหักขวาลากซ้าย
㇡ 横折折撇* 14. Héng zhé zhé piě เส้นขวางหักซ้ายหักขวาลง
㇌ 横撇弯钩* 15. Héng piě wān gōu เส้นขวางหักซ้ายเฉียงขวาหักซ้าย
㇙ 竖提* 16. ขึ้น
㇁ 弯钩* 17. Shù tí เส้นตั้งงอขวา
Wān gōu เส้นโค้งงอซ้ายขึ้น
㇙ 竖提* 18. Shù tí เส้นตั้งงอขวา
㇗ 竖折* 19. Shù zhé ส้นตั้งหักมุม
㇄ 竖弯* 20. Shù wān เส้นตั้งหักขวา
㇟ 竖弯钩* 21. Shù wān gōu เส้นตั้งโค้ง
㇞ 竖折折* 22. ตะขอ
Shù zhé zhé เส้นตั้งหัก
㇉ 竖折折钩* 23. มุมหักมุม
Shù zhé zhé gōu
㇂ 斜钩* 24.เส้นตั้งหักมุมหักมุมตะขอ
㇟ 卧钩* 25. Xié gōu เส้นเอียงตะขอ
ㄥ 撇折* 26. wò gōu เส้นนอนตะขอ
ㄑ 撇点* 27.
Piě zhé เส้นลากซ้ายหักมุม
Piě diǎn เส้นลากซ้ายและจุด