ความเป็น
มาของ
ภาษาจีน
นายธีรวัฒน์ อนุกรรณ์ เลขที่ 24 ม.6/15
ความเป็นมาของภาษาจีน
อักษรจีน คือ อักษรภาพที่โดยหลักๆ ในปัจจุบันใช้
สำหรับเขียนภาษาจีน อักษรจีนเป็นหนึ่งในสามอักษรที่
มีอายุเก่าแก่ที่สุดของโลก และเป็นอักษรที่ยังใช้อยู่ใน
ปัจจุบัน โดยอักษรภาพเหมือนของอียิปต์และอักษรรูปลิ่ม
ของสุเมเรียนได้เลิกใช้ไปแล้ว ทฤษฏีการกำเนิดอักษรจีนมี
หลากหลาย เช่น การผูกปมเชือก การสลัก และชางเจี๋ย
汉ประดิษฐ์อักษร อักษรจีนอยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า ฮั่นจื้อ (
字) สัญลักษณ์แต่ละตัวแสดงคำในภาษาจีนและความหมาย
มีจุดกำเนิดจากรูปคน สัตว์ หรือสิ่งอื่นๆ แต่เมื่อเวลาผ่าน
ไป รูปร่างของอักษรมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้างและไม่
เหมือนกับสิ่งที่เลียนแบบอีกต่อไป สัญลักษณ์หลายตัวเกิด
จากสัญลักษณ์ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมารวมกัน อักษรจีนราว
2,000 ตัวที่ใช้ในประเทศจีนและประเทศสิงคโปร์ได้เปลี่ยนให้
อยู่ในรูปแบบที่เขียนง่ายขึ้น แต่ในไต้หวัน ฮ่องกงและมาเก๊า
ยังใช้อักษรตัวเต็มอยู่แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อักษรทั้ง 2 แบบ
ก็ยังได้รับความนิยมจนปัจจุบัน
วิธีการสร้างอักษรแบบดั้งเดิมของจีนเรียกว่า “ลิ่วซู” (อักษรหก
ชนิด) วิธีการสร้างอักษรหกชนิดนี้มี อักษรเหมือนภาพ(เซี่ยงสิง)
อักษรบ่งความ (จื่อซื่อ) อักษรรวมความหมาย (ฮุ่ยอี้) อักษรแบบ
บอกความหมายและเสียง (สิงเซิง) อักษรอธิบายเสียง (จ่วนจู้)
อักษรยืม (เจี่ยเจี้ย) แท้จริงแล้วในการสร้างอักษรนั้นมีเพียงสี่ชนิด
แรกเท่านั้น สองชนิดหลังเป็นเพียงการใช้อักษรไม่ได้เป็นการสร้าง
อักษร ดังนั้นจึงมีการเรียกวิธีการสร้างอักษรจีนแบบดั้งเดิมอีกว่า
“ซื่อซู” ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอักษรแบบหกชนิดหรือสี่ชนิด คนรุ่น
หลังอาศัยการใช้งานที่แท้จริงในสังคม และได้ผ่านการศึกษา
วิเคราะห์สรุปเป็นกฎเกณฑ์ได้หลายข้อ กฎเกณฑ์นี้ไม่ได้เพิ่งกำหนด
ออกมาแล้วนำมาใช้ในการสร้างอักษร แต่มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์
ฮั่นแล้ว
การประดิษฐ์อักษรจีนมีอยู่ 4 หลัก
(象形字)1. อักษรภาพ
(指事字)2. อักษรบ่งความ
(会意字)3. อักษรรวมความหมาย
(形声字)4. อักษรแบบบอกความหมายและเสียง
วิวัฒนาการของภาษาจีน
1. อักษรกระดองเต่า หรืออักษรบนกระดูกสัตว์
อักษรกระดองเต่าเป็นรูปแบบอักษรที่เก่าแก่ ที่สุดเท่าที่เคยค้น
พบมา ตัวอักษรประเภทนี้ใช้ใน สมัยปลายราชวงศ์ซาง(1,600-1,046
ปีก่อนคริสตศักราช) มีเป้าหมายเพื่อใช้บันทึกและทำนายดวง ชะตา
ด้วยการสลักอักษรไว้บนกระดูกสัตว์หรือกระดองเต่า
อักษรกระดองเต่ามีลักษณะคล้ายอักษรภาพ เพียงแค่มองก็รู้ทัน
ทีว่าหมายความว่าอะไร โดยรูป แบบของอักษรชนิดนี้จะเรียวบาง
และไม่ค่อยโค้งมน ตามเครื่องมือที่ใช้แกะสลัก นอกจากนี้อักษร
กระดอง เต่าแม้จะเก่าแก่แต่ก็เป็นอักษรที่มีความสมมาตร และมีรูป
แบบที่แน่ชัด ทั้งยังเพียบพร้อมด้วยสาม ปัจจัยหลักสำหรับศิลปะ
การเขียนอักษร ได้แก่ การเขียนอักษร การผสมคำและองค์
ประกอบของความเรียงซึ่งแสดงให้เห็นว่าอักษรในยุคนี้พัฒนา
อย่างเป็นระบบแล้วและเป็นรากฐานในการพัฒนามาสู้รูปแบบของ
ตัวอักษรในปัจจุบัน
2. อักษรสำริด หรืออักษรโลหะ
อักษรสำริดเกิดขึ้นในช่วงกลางยุค
ราชวงศ์ซาง (1,600-1,046 ปีก่อนคริสต
ศักราช) และเป็นที่ นิยมในสมัยราชวงศ์
โจว (1,046-256 ปีก่อนคริสตศักราช) ใน
สมัยนั้นมีการใช้เครื่องสําริดกันอย่าง
แพร่หลาย อักษรประเภทนี้เกิดจากการ
หลอมหรือ สลักตัวอักษรลงบนเครื่อง
สำริดต่างๆ โดยเฉพาะบนระฆังและ
กระถางสามขาเนื้อหาที่บันทึก จะเกี่ยว
กับการทําพิธีเซ่นไหว้ ราชโองการ
หนังสือรบ หนังสือสัญญา เป็นต้น ซึ่ง
บันทึกเหล่านี้เป็นสิ่งที่ สะท้อนถึงการใช้
ชีวิตในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดีลักษณะ
ของอักษรสําริดเมื่อเทียบกับอักษร
กระดองเต่าแล้ว อักษรสำริดจะมีความ
หนา ความโค้งมนและจับเป็นกลุ่มก้อน
มากกว่าอักษรกระดองเต่า
3. อักษรเสี่ยวจ้วน
ตัวอักษรเสี่ยวจ้วนเกิดขึ้นหลังจากจักร
พรรดิจิ๋นซี (259-210 ปีก่อนคริสตศักราช)
รวบรวม แผ่นดินเป็นหนึ่งได้แล้ว จึงออก
นโยบายปฏิรูปและ วางรากฐานอักษรให้
ใช้เหมือนกันทั่วประเทศ โดย เป็นการปรับ
อักษรต้าจ้วน ที่ชาวแคว้นฉินนิยมใช้กัน
ก่อนหน้านี้ให้มีความเรียบง่ายขึ้น จน
กลายเป็นอักษรที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย
ในช่วงเวลา นั้น จนถึงช่วงปลายราชวงศ์
ฮั่นตะวันตก ( 202 ปีก่อนคริสตศักราช-
ค.ศ. 8) ตัวอักษรเสี่ยวจ้วน ถูกอักษรลี่ซู
ทดแทนในที่สุด
4.อักษรลี่ซูหรืออักษรทาส
อักษรลี่ซูเป็นอักษรที่มีวิวัฒนาการมาจากอักษร เสี่ยวจ้วน เริ่ม
ใช้สมัยราชวงศ์ฉิน (221 207 ปีก่อนคริสตศักราช) เป็นที่นิยมสูงสุด
ในสมัย ราชวงศ์ฮั่น (202 ปีก่อนคริสตศักราช-ค.ศ. 220) ตำนาน
เล่าว่าอักษรชนิดนี้ถูกสร้างสรรค์โดยทาสใน เรือนจำผู้หนึ่งนามว่า
“เฉิงเหมี่ยว” ปีเกิดและ ปีตายไม่แน่ชัด) เขาคิดว่าอักษรเดี่ยวอ้วน
เขียนอย่าง รวดเร็วไม่ได้ ทำให้เสียเวลาทำงาน จึงคิดอักษรรูป
แบบใหม่ขึ้นมาและใช้เฉพาะกับงานในเรือนจำ เท่านั้น ต่อมาได้เรียก
ว่าอักษรนี้ว่า “ลี่ซู” เพราะคำว่า ‘ลี่’ แปลว่าทาส และถูกใช้อย่างแพร่
หลายมาก ขึ้นจนกระทั่งทดแทนอักษรเดี่ยวอ้วนในที่สุด ทว่าใน
สมัยราชวงศ์เว่ยเหนือ (1ค.ศ. 386-534) มีการ ค้นพบอักษรที่มี
ความคล้ายกับอักษรลี่ซู ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอักษรประเภทนี้อาจมี
ขึ้นมาก่อนสมัยราชวงศ์ ฉินแล้วตัวอักษรลี่ซูจะมีลักษณะอ้วนกว้าง
เส้นขีดแนวขวางจะยาวเส้นขีดแนวตั้งจะสั้นและเปลี่ยนความโค้งมน
ของอักษรเสี่ยวจ้วนเป็นรูปทรงเหลี่ยม
5. อักษรข่ายซู หรืออักษร
มาตรฐาน / อักษรบรรจง
อักษรข่าย ค่อยๆ พัฒนาโดย
เป็นการย่อแบบมา จากอักษรลี่ซู
อีกที ซึ่งอักษรรูปแบบนี้มีการ
พัฒนามาแล้วหลายต่อหลาย
สมัย ตั้งแต่สมัย ราชวงศ์ฮั่น (
202 ปีก่อนคริสตศักราช-ค.ศ.
220) จนถึงราชวงศ์ชิง ( ค.ศ.
1636-1912) ยังคงมีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
อักษรข่ายซูจะมีลักษณะ เป็นทรง
ตรง เหลี่ยม ตัวอักษรมีความ
สมดุล เป็น ระเบียบบรรจง
สวยงาม จึงถือเป็นมาตรฐานใน
การ เขียนอักษรจีนจนถึงปัจจุบัน
6.อักษรเฉ่าซูหรืออักษรหวัด
อักษรเฉ่าซูหรืออักษรหวัด คือ
อักษรที่เขียนด้วย ความรวดเร็ว
และหวัดพบในช่วงราชวงศ์ฮั่น
(202 ปีก่อนคริสตศักราช-ค.ศ.
220) โดยพัฒนามา จากการ
เขียนอักษรลี่ซู แบบหวัด ซึ่งใน
ปัจจุบันไม่ว่าอักษรประเภทใด ขอ
เพียงแค่เขียนหวัด ก็สามารถจัด
เป็นอักษรเฉ่าซูได้ เนื่องจากเป็น
อักษรที่ มีการเขียนง่ายแต่อ่าน
ค่อนข้างยาก อาจทําให้เกิดความ
เข้าใจผิดในการสื่อสาร จึงไม่มี
การนำมา กำหนดให้เป็นรูปแบบ
อักษรที่ใช้กันทั่วไป
7.อักษรสิงซู
อักษรสิงซูเป็นอีกหนึ่งรูปแบบอักษรที่พัฒนามา จากอักษรลี่ซู
เป็นรูปแบบที่อยู่ระหว่างอักษร ข่ายซู และอักษรเฉ่าซู โดยจะอ่านได้
ง่ายกว่าอักษรเฉ่าซู แต่ก็เขียนออกมาได้รวดเร็วกว่า อักษรข่ายซู
เช่นกัน อักษรสิงซูสามารถแบ่งได้สอง ประเภทตามลักษณะของ
การเขียน หากเขียนได้ บรรจงและประณีตหน่อยจะเรียกว่า “สิง
ข่าย” แต่ถ้าหากเขียนแล้วมีความหวัดมากกว่าจะเรียก ว่า ‘สิงเฉ่า”
เส้นขีดในภาษาจีน
ตัวอักษรจีนมีเส้นขีดพื้นฐานอยู่ 8 ขีด
丶 点 永 寸 江 太1. เส้นขีดแต้ม ( ) : diǎn
一 横 永 一 大 干2. เส้น ขวาง ( ) : héng
丨 竖 永 王 木 十3. เส้น ตั้ง ( ) : shù
亅 钩 永 小 心 丁4. เส้นตะขอ ( ) : gōu
提 永 打 地 功5. เส้นยกขึ้น() : tí
丿 撇 永 人 女 千6. เส้นลากซ้าย ( ) : piě
ノ 短撇 永 血 火 牛7.เส้นลากซ้ายสั้น ( ) :
duǎn piě
捺 永 人 又 木8. เส้นลากขวา( ) : nà
อักษรจีนเป็นอักษรภาพซึ่งประกอบขึ้นจาก เส้นขีดหลากหลาย
แบบจนมีโครงสร้างเป็นอักษรทรง สี่เหลี่ยม เส้นขีดแต่ละแบบมีชื่อ
เรียกและลักษณะ เฉพาะตัว ทั้งยังมีวิธีการเขียนตามหลักเกณฑ์อีก
ด้วย ผู้เรียนจึงควรทำความรู้จักกับเส้นขีดแบบต่างๆ แล้ว ลงมือ
ฝึกเขียน เพราะเส้นขีดถือเป็นหน่วยโครงสร้าง ที่เล็กที่สุดและเป็น
พื้นฐานของการเขียนอักษรจีน เส้นขีดอักษรจีนมีมากมายหลาก
หลายแบบ แต่ยัง ไม่มีการกำหนดจำนวนที่แน่ชัด บทความนี้ขอนำ
เสนอเส้นขีดทั้งหมด 31 แบบ
ลำดับขีดอักษรจีน
เมื่อผู้เรียนได้รู้จักกับเส้นขีดอักษรจีนแบบต่างๆ แล้ว อีกสิ่ง
หนึ่งที่จําเป็นต้องคำนึงถึงก็คือลำดับการเขียน เส้นขีดก่อนหลัง
ของอักษรจีน ซึ่งถือเป็นกฎเกณฑ์ สําคัญ เพราะลำดับขีดส่งผล
โดยตรงกับรูปโครงสร้าง ตัวอักษรและความเร็วในการเขียน ผู้
เรียนจึงควร เขียนตัวอักษรให้ถูกต้องตามลำดับขีดโดยกฎการ
เขียนอักษรจีนหลักๆ แล้วมีอยู่7 ข้อ ได้แก่