โครงงานอาชพี ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย
งานมหกรรมความสามารถทางศลิ ปะหัตกรรม วิชาการ และเทคโนโลยขี องนักเรียน
ปกี ารศึกษา 2561
ไข่เคม็ พอเพยี ง
คณะผู้จัดทา
นางสาวนริศรา ไชยราช
นางสาวนจุ รี พลคามาก
นางสาววิภาดา มาประเภา
โรงเรียนดงใหญว่ ทิ ยาคม รชั มงั คลาภเิ ษก
อาเภอวาปปี ทุม จงั หวดั มหาสารคาม
สานกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 26
โครงงานอาชีพ ไขเ่ ค็มพอเพยี ง
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ การงานอาชีพและเทคโนโลยี
คณะผูจ้ ัดทา นางสาวนริศรา ไชยราช
นางสาวนุจรี พลคามาก
ระดบั นางสาววภิ าดา มาประเภา
ทีป่ รกึ ษาโครงงาน ชน้ั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
นางสโรชา ชาวพงษ์
โรงเรียน นางสาวพชั รี วงษแ์ สน
โรงเรียนดงใหญว่ ทิ ยาคม รชั มังคลาภิเษก อาเภอวาปปี ทุม จังหวดั มหาสารคาม
สานักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามธั ยมศกึ ษา เขต 26
บทคดั ย่อ
การจัดทาโครงงานอาชีพ “ไขเ่ คม็ พอเพียง” มวี ตั ถปุ ระสงค์ 1) เพือ่ แปรรปู จากไขเ่ ป็ดให้เป็นไขเ่ ค็มพอเพยี ง
ทปี่ ระกอบไปดว้ ยกลน่ิ ท้ังหมด 3 กลิน่ คือ กล่ินตม้ ยา กล่ินกะเพราและกล่ินลาบ 2) เพื่อนาผลงานท่ีเป็นงานฝีมือ
ของตนเพ่ือจาหน่ายหารายได้ระหว่างเรียน 3) เพ่ือเรียนรู้การเพ่ิมคุณค่าของส่ิงของใกล้ตัว ฝึกลักษณะนิสัยการ
ชว่ ยเหลือตนเอง การประหยัดการเป็นผู้ผลติ การเปน็ มคี วามคิดริเรม่ิ สรา้ งสรรค์ เปน็ นักแกป้ ัญหาและฝกึ งานอาชีพ
และ 4) เพื่อนาความรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน โดยมีเป้าหมาย 2 ด้าน
คือ ด้านปริมาณ ได้แก่ แปรรูปไข่เค็มจาหน่ายในตลาดนัดวันอังคารและฝากขายตามร้านค้าชุมชนและสหกรณ์
โรงเรียน และ มีรายได้ระหวา่ งเรียน ดา้ นคณุ ภาพ ไดแ้ ก่ เห็นชอ่ งทางในการประกอบอาชีพและพฒั นาการประกอบ
อาชีพได้อย่างเหมาะสม มีทัศนคติที่ดีต่อการผลิตผลงานสร้างสรรค์ของตนเอง มีทัศนคติที่ดีต่อการหารายได้
ระหว่างเรียนด้วยตนเอง และ นาความรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวัน โดย
ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะได้รับคือ 1) เป็นการยืดอายุให้กับไข่เค็ม 2) เป็นการเพิ่มมูลค่าของวัตถุดิบ 3) สามารถนาไข่
เค็มมาทาเป็นอาชีพเสริมในครอบครัว,ในชุมชนได้ลดปัญหาการว่างงานเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับคนใน
ชมุ ชน และ 4) รู้และเขา้ ใจแนวคดิ ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงมาประยุกต์ใชใ้ นชวี ิตประจาวนั
ข
คำรบั รอง
โครงงานอาชีพ เร่อื ง ไขเ่ คม็ พอเพียง มคี ณะผจู้ ัดทาไดแ้ ก่ นางสาวนรศิ รา ไชยราช นางสาวนุจรี พลคามาก
และนางสาววิภาดา มาประเภา พร้อมด้วยนักเรียนกลุ่มทักษะอาชีพช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ซ่ึงครูท่ีปรึกษา ได้แก่
นางสโรชา ชาวพงษแ์ ละนางสาวพัชรี วงษแ์ สน โรงเรียนดงใหญ่วิทยาคม รัชมังคลาภิเษก อาเภอวาปปี ทุม จังหวัด
มหาสารคาม สานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 26 เป็นผลงานโครงงานของนักเรียนที่เกิดจาก
การศึกษาค้นคว้า ทดลองและปฏบิ ัติจริง จนเกิดผลงานเชิงประจักษ์ตามโครงการทักษะอาชีพส่ศู ตวรรษท่ี 21 จน
สามารถนามาทดลองขายเพอื่ เป็นรายไดเ้ สรมิ ของนักเรยี นได้
ขอรับรองว่า เอกสารหลักฐานที่ปรากฏในเล่มรายงาน และผลงานที่นามาจัดแสดงและจาหน่าย เป็น
ผลงานท่ีเกิดจากการเรียนรู้โดยวิธีการทาโครงงานของนักเรียนโรงเรียนดงใหญ่วิทยาคม รัชมังคลาภิเษกจริงทุก
ประการ
(นายไพทูล พรมมากลุ )
ผอู้ านวยการโรงเรียนดงใหญว่ ิทยาคม รชั มงั คลาภิเษก
ข
กิตตกิ รรมประกาศ
โครงงานเรอ่ื งน้ปี ระกอบด้วยการดาเนนิ งานหลายข้ันตอน นบั ตั้งแต่การศกึ ษาข้อมลู การวเิ คราะห์
การจัดทาโครงงานรูปเล่ม การลงมือปฏิบตั ิงาน จนกระทั่งโครงงานนี้ประสบความสาเร็จลลุ ่วงไปด้วยดี ตลอด
ระยะเวลาดังกล่าวทางคณะผู้จัดทาโครงงานได้รับความช่วยเหลือและคาแนะนาในด้านต่างๆ ตลอดจนได้รับ
กาลังใจจากบุคคลหลายท่าน คณะผู้จัดทาตระหนักและซาบซึ้งในความกรุณาจากทุกๆท่านเป็นอย่าง
ยง่ิ ณ โอกาสน้ี ขอขอบคณุ ทุกๆ ท่าน ดงั น้ี
กราบขอบพระคุณอาจารย์สโรชา ชาวพงษ์และอาจารย์พัชรี วงษ์แสน ผู้ให้ความรู้ คาแนะนา คอย
ดแู ลในด้านต่าง ๆ และสละเวลามาช่วยฝึกฝนเทคนิคในการทาโครงงานครงั้ นี้ พรอ้ มทัง้ เป็นกาลังใจใหเ้ สมอมา
กราบขอบพระคณุ คระอาจารย์ทุกๆ ท่าน ทคี่ อยให้กาลังใจ และทีค่ อยเฝา้ ดูการปฏิบตั งิ านของทางคณะผูจ้ ดั ทา
เสมอมา
กราบขอบพระคุณทา่ นผู้อานวยการโรงเรยี นดงใหญ่วิทยาคม รัชมังคลาภิเษก นายไพทลู พรมมากลุ ท่ี
ใหค้ วามอนเุ คราะห์ คอยใหค้ าแนะนาและคอยชว่ ยเหลอื ในด้านต่างๆ
ขอขอบคณุ ทางโรงเรียนดงใหญว่ ิทยาคม รชั มังคลาภเิ ษก ทีเ่ อ้อื เฟื้อสถานที่ในการปฏิบัตโิ ครงงานครั้ง
นี้
ขอขอบคุณ เพอ่ื นๆ ที่ได้ให้ความร่วมมือในการทาโครงงานท้ายท่ีสดุ ขอขอบคุณ ท่านผู้ปกครองทุกๆ
ท่าน ผูเ้ ป็นกาลงั ใจและใหโ้ อกาสกับคณะผูจ้ ัดทาไดศ้ กึ ษาและลงมอื ปฏิบัติโครงงานเลม่ น้ี
คณะผ้จู ดั ทำ
สารบญั หนา้
ก
เร่อื ง ข
บทคัดย่อ ค
คำรับรอง 1
กติ ตกิ รรมประกำศ 3
บทที่ 1 บทนำ 16
บทท่ี 2 เอกสำรทเี่ กย่ี วข้อง 23
บทท่ี 3 วิธีดำเนนิ กำร 28
บทท่ี 4 ผลกำรดำเนนิ กำร 27
บทท่ี 5 สรปุ ผลกำรดำเนินกำร 28
บรรณำนกุ รม 29
ภำคผนวก 31
33
สวนพฤษศำสตร์เฉลิมพระเกียรติโรงเรยี น
บัญชีรำยรับ-รำยจำ่ ย โดยกำรบันทึกในแอพพลิเคชน่ั “กระเป๋ำตังค์”
แบบสอบถำมควำมพงึ พอใจ
1
บทที่ 1
บทนำ
ควำมเปน็ มำและควำมสำคัญ
เน่ืองด้วยโรงเรียนดงใหญ่วิทยาคม รัชมังคลาภิเษก เป็นโรงเรียนมีบริเวณกว้างขวางเนื่องจากมี
บริเวณรวมเอาป่าชุมนุมประจาตาบล ทาให้โรงเรียนดงใหญ่วิทยาคม รัชมังคลาภิเษกเป็นโรงเรียนท่ีมี
ทรพั ยากรทางธรรมชาติท่ีค่อนข้างหลากหลาย รวมท้ังโรงเรยี นมีสวนพฤษศาสตร์ประจาโรงเรยี นท่ีประกอบไป
ดว้ ยสวนสมุนไพรมากมาย อีกทัง้ โรงเรียนดงใหญ่วิทยาคม รัชมังคลาภิเษกเป็นโรงเรียนเศรษฐกจิ พอเพียงและ
ดาเนินการสอนภายใตน้ โยบายโรงเรียนศตวรรษที่ 21 ดงั นั้นโรงเรยี นจงึ จดั ให้นกั เรยี นตัง้ ชุมนมุ ท่นี ักเรยี นสนใจ
เพ่ือเรียนรู้การประกอบอาชีพด้านต่าง ๆ เช่น ชุมนุมทอผ้า ชุมนุมอัดกรอบพระ ชุมนุมเลี้ยงเป็ด ชุมนุมเล้ียง
ปลาดุกในบ่อซีเมนต์ เป็นต้น กล่าวคือโรงเรียนดงใหญ่วิทยาคม รัชมังคลาภิเษก มีพร้อมด้วยทรัพยากรที่จะ
สามารถทาโครงงานอาชีพนี้ข้ึนมาได้
คณะผจู้ ดั ทาจงึ มีแนวคดิ ที่จะจดั ทาไข่เค็มท่มี ีความแปลกใหม่ ไม่ซา้ กับไข่เค็มทม่ี ขี ายในท้องตลาดทวั่ ไป
ดังน้นั “โครงงานไข่เค็มพอเพยี ง” จงึ ได้ถือกาเนิดข้ึน ไขเ่ ค็มพอเพียงที่ผู้จัดทาจัดทาขึ้นนั้นประกอบไปดว้ ย ไข่
เค็มกล่ินต้มยา ไข่เค็มกล่ินกะเพรา และไข่เค็มกล่ินลาบ เพื่อเป็นการหาตลาดใหม่ ๆ และใช้ทรัพยากรท่ีมีอยู่
อย่างคุ้มค่าสงู สุดน่นั เอง
วัตถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื แปรรูปจากไขเ่ ปด็ ใหเ้ ปน็ ไข่เค็มพอเพียงที่ประกอบไปด้วยกลิน่ ทัง้ หมด 3 กล่ิน คือ กลนิ่ ตม้ ยา
กล่นิ กะเพราและกลนิ่ ลาบ
2. เพือ่ นาผลงานท่เี ป็นงานฝมี ือของตนเพ่อื จาหนา่ ยหารายไดร้ ะหว่างเรียน
3. เพื่อเรียนรู้การเพ่ิมคุณค่าของสิ่งของใกล้ตัว ฝึกลักษณะนิสัยการช่วยเหลือตนเอง การประหยัด
การเปน็ ผผู้ ลติ การเป็นมคี วามคดิ ริเร่มิ สรา้ งสรรค์ เปน็ นกั แก้ปญั หาและฝกึ งานอาชพี
4. เพอื่ นาความรู้ตามแนวปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียงมาประยุกต์ใชใ้ นชวี ติ ประจาวัน
เปำ้ หมำย
ด้านปรมิ าณ
1. แปรรูปไข่เคม็ จาหน่ายในตลาดนดั วนั อังคารและฝากขายตามรา้ นค้าชมุ ชนและสหกรณโ์ รงเรยี น
2. มรี ายไดร้ ะหวา่ งเรยี น
2
ด้านคณุ ภาพ
1. เหน็ ช่องทางในการประกอบอาชพี และพัฒนาการประกอบอาชพี ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
2. มีทัศนคติที่ดีตอ่ การผลิตผลงานสร้างสรรค์ของตนเอง
3. มีทัศนคติทด่ี ตี ่อการหารายไดร้ ะหวา่ งเรยี นด้วยตนเอง
4. นาความร้ตู ามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั
ประโยชน์ท่ีคำดวำ่ จะไดร้ บั
1. เปน็ การยืดอายใุ หก้ ับไขเ่ ค็ม
2. เปน็ การเพ่มิ มูลค่าของวตั ถุดิบ
3. สามารถนาไข่เคม็ มาทาเป็นอาชพี เสรมิ ในครอบครัว ในชุมชนได้ ลดปญั หาการวา่ งงานเพ่มิ
รายได้และลดรายจ่ายใหก้ บั คนในชมุ ชน
4. รู้และเข้าใจแนวคดิ ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงมาประยกุ ตใ์ ช้ในชีวติ ประจาวนั
ขอบเขตกำรศึกษำ
1. ศกึ ษาการทาไข่เคม็ ทหี่ ลากหลายกล่ิน
2. ขยายผลการผลติ สบู่ ุคคลทัว่ ไป
3. ความรู้เรอ่ื งการตลาด
4. แนวคดิ ปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
ระยะเวลำในกำรทำโครงงำน
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2561
3
บทท่ี 2
เอกสารทีเ่ กีย่ วขอ้ ง
ในการทาโครงงานอาชีพเรือ่ ง “ไข่เคม็ พอเพยี ง” จะนาเสนอแยกตามหัวข้อตอ่ ไปนี้
1. การถนอมอาหาร
2. วิธกี ารถนอมอาหารด้วยการทาไข่เคม็
3. สมุนไพรในการทาไข่เคม็ 3 กล่นิ
3.1 สมนุ ไพรที่ใช้ในการทาไข่เค็มกลน่ิ ตม้ ยา
3.2 สมนุ ไพรทใ่ี ชใ้ นการทาไข่เค็มกล่ินกะเพรา
3.3 สมุนไพรที่ใชใ้ นการทาไข่เคม็ กล่ินลาบ
4. ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
1. การถนอมอาหาร
การถนอมอาหาร คือ การรักษาอายุธรรมชาตแิ ละสสี ันของอาหารซง่ึ เกดิ จากการปรุงอาหาร การถนอม
อาหารโดยการดองเป็นการถนอมอาหารแบบหน่งึ ในความเข้มขน้ ของเกลอื นา้ ตาลควบคมุ การเจรญิ เติบโตของ
จุลินทรีย์ โดยการจัดสงิ่ แวดลอ้ มให้เหมาะสม เพื่อการเจริญเตบิ โตของจุลินทรยี ์ท่ีผลิตกรดหลิกตคิ และป้องกัน
ไมใ่ ห้จุลินทรียท์ ท่ี าให้อาหารบูดเนา่ การถนอมอาหารนใี้ ชก้ ับผัก ผลไม้และไข่ (รศั มี,2557, หน้า 8)
2. วิธกี ารถนอมอาหารด้วยการทาไขเ่ คม็
"ไข่เค็ม " เป็นอาหารพ้ืนบา้ นของคนไทยมาตั้งแตส่ มัยโบราณและเป็นทีน่ ิยมในการบริโภคของคนไทย ใน
ทกุ ๆภาค การผลิตไขเ่ ค็มนน้ั มีข้นั ตอนทไี่ มย่ ุ่งยากซบั ซอ้ นในการทา จึงเหมาะทจี่ ะสง่ เสรมิ การทาไข่เค็มให้เปน็ ท่ี
แพร่หลายสาหรบั บุคคลและชมุ ชนต่างๆ ท่มี คี วามสนใจในวิชาการทาไข่เค็มน้ี การผลิตไขเ่ ค็มถอื เป็นเทคโนโลยี
ชาวบ้านวิธีหนึ่งที่ทากันมานานจนถึงทุกวันนี้ โดยเร่ิมแรกจุดประสงคใ์ นการทาไข่เค็มนั้น เพื่อเป็นการยืดอายุ
การเก็บของไข่เป็ดซึ่งเหลอื จากการบรโิ ภคสด ต่อมาความนยิ มในการบริโภคไขเ่ ค็มมีมากขน้ึ จนพฒั นาจากการ
ผลิตไข่เค็มเพื่อการบริโภคในครัวเรือนมาเป็นผลิตภัณฑ์เพ่ือการค้า ซ่ึงการจาหน่ายอาจจะเป็นในรูปของ
ผลิตภัณฑ์ไข่เค็มเพ่ือการรับประทานโดยตรงหรือนาไปทาไปเป็นไส้ขนม เช่น ขนมเป๊ียะ ขนมไหว้พระจันทร์
ขนมบ๊ะจ่าง ตลอดจนใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารต่างๆ ปัญหาของการผลิตไข่เค็มเพื่อการคา้ ในปัจจุบันคือ
ไข่เค็มทไี่ ดม้ ีคณุ ภาพไม่ค่อยสม่าเสมอ เนื่องจากขาดการควบคุมคณุ ภาพและมาตรฐานของไข่เค็ม โดยทั่วไปไข่
เคม็ ท่มี ีในตลาด เป็นไขเ่ คม็ ทีด่ องในสารละลายเกลือและไขเ่ ค็มทีพ่ อกดว้ ยดนิ (รศั ม,ี 2557, หน้า 22)
วิธีทาไขเ่ คม็ มี 2 วธิ ี คือ
1. ไข่เค็มดอง เป็นไขเ่ คม็ ท่ีทาโดยนาไขเ่ ป็ดสดมาแชใ่ นนา้ ละลายเกลอื ความเข้มขน้ รอ้ ยละ 20-25
4
นาน15-25 วัน จนไดไ้ ขเ่ คม็ พรอ้ มนามาปรุงอาหาร แต่ระยะเวลาการดองขน้ึ กับความตอ้ งการรสเค็ม หากดอง
นานอีกจะได้ไขท่ มี่ ีความเค็มมากขนึ้ ซึ่งไม่นา่ รบั ประทานอตั ราส่วนของเกลอื ทีใ่ ชม้ ักใช้ 1 ตอ่ นา้ 3 สว่ น เกลอื
จะซมึ เข้ารูเปิดบรเิ วณเปลือกไข่ โดยในระหว่างดองจะใชไ้ มข้ ัดหรือของหนกั กดทบั ไขใ่ ห้จมลง
3. ไข่เคม็ พอก ถอื เปน็ วธิ ดี ้งั เดมิ ท่เี ริ่มโดยชาวจนี ด้วยการใช้ดินเหนยี วผสมกับนา้ เกลือเขม้ ข้นรอ้ ยละ 25-
30 อัตราส่วนดินเหนียวผสมกับเกลือ 1:3 นวดให้เข้ากัน และท้ิงไว้ 1 -2 คืน เพ่ือให้เกลือ และดินเหนียวซึม
ผสมเข้ากันดี ในการผสมเกลือกับดินให้เติมน้าพอหมาดๆสาหรับให้ปนนั เป็นก้อนได้ หลงั จากท้ิงวสั ดพุ อกไว้ตาม
กาหนด ใหน้ าวสั ดุพอกมาพอกบนไข่ท่ีล้างสะอาดแล้ว ท่ีความหนาประมาณ 1/4 ถึง 1/2 นิ้ว พร้อมคลึงเบาๆ
ใหผ้ ิวสม่าเสมอกนั หลังจากน้ัน นาไขท่ ่พี อกแลว้ มาคลุกกบั แกลบ และวางเรียงซ้อนกันในภาชนะ พร้อมเก็บไว้
ไม่ให้โดนแดดประมาณ 2-3 สัปดาห์ ก็สามารถนามารับประทานได้ หากพอกนานก็จะได้รสท่ีเค็มข้ึน ส่วนการ
ผลติ ไขเค็มพอกเพ่ือจาหน่ายมักบรรจใุ สก่ ล่องหลังพอกไมก่ ช่ี ัว่ โมง เพ่ือใหเ้ กลอื ซึมเข้าดา้ นในขณะรอหรอื สง่ ขาย
ทั้งน้ี ผู้ซ้ือสามารถเลือกระยะเวลาการพอกได้เพื่อให้ได้รสเค็มตามต้องการ (http://pasusat.com/ไข่เค็ม
,/2559)
เคลด็ ลบั ของไขเ่ ค็ม
วิธตี ้มไขเ่ ค็มให้อรอ่ ย การท่จี ะตม้ ไข่เคม็ ให้อร่อยนั้น มี
เคล็ดลับอยู่ที่ "สารสม้ " ทาไดโ้ ดยใสน่ า้ ลงในหมอ้ ใส่สารส้ม 1 กอ้ น หรือสารส้มปน่ ประมาณ 1/2 ชอ้ นโตะ๊ ตาม
ด้วยไขไ่ ก่ นาขนึ้ ต้งั ไฟปานกลาง ตม้ จนเดือด นานประมาณ 8-10 นาที ก็จะได้ไข่เค็มตม้ สดุ อรอ่ ยไวก้ ินแล้ว
วิธีเก็บไข่เค็มต้มให้ได้นานที่สุด ไข่เค็มที่นาไปต้มแล้วสามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานประมาณ 1 เดือน
ส่วนวิธีการเก็บรักษาไข่เค็มต้มให้ได้นานที่สุดคือ ให้ใส่สารส้มลงไปแกว่งในน้าท่ีใช้ต้มไข่ด้วย นอกจากจะยืด
อายไุ ข่เค็มได้แลว้ สารส้มจะทาใหส้ ีของเปลือกไข่ และเนอ้ื ไข่ขาวสวยขึ้นอกี ดว้ ย (http://social.tnews.co.th/
contents/114688/2559)
3.4สมุนไพรในการทาไขเ่ ค็ม 3 กลิ่น
3.1 สมุนไพรทใ่ี ช้ในการทาไข่เค็มกลิ่นตม้ ยา ประกอบด้วย ขา่ ตะไคร้และใบมะกรูด
3.1.1 ข่า เป็นพืชท่ีมีลาต้นอยู่ใต้ดินเรียกว่า "เหง้า" อยู่ในวงศ์ขิง เป็นไม้ล้มลุก เป็นพืช
สมุนไพรท่ีนามาใช้ในการประกอบอาหารในประเทศไทยและอินโดนีเซีย ข่ามีชอื่ สามญั อ่ืนอีกคือ กฎุกกโรหินี
(กลาง) ข่าหยวก (เหนือ) ข่าหลวง (ตะวันออกเฉียงเหนือ,เหนือ) สะเอเชย (กะเหร่ียง แม่ฮ่องสอน) และ เสะ
เออเคย (กะเหร่ยี ง แม่ฮ่องสอน) (เตม็ สมติ นิ ันทน์,2557, หนา้ 34)
ลักษณะทางพฤษศาสตร์ ข่าเป็นไม้ล้มลุก สูง 1.5-2 เมตรอยู่เหนือพื้นดิน เหง้ามีข้อและ
ปล้องชัดเจน เน้ือในสีเหลืองและมีกลิ่นหอมเฉพาะ ใบเด่ียวเรียงสลับ รูปใบหอก รูปวงรีหรือเกอื บขอบขนาน
กว้าง 7-9 ซม. ยาว 20-40 ซม. ดอก ช่อ ออกท่ียอด ดอกยอ่ ยขนาดเลก็ กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอด
สนั้ ๆ ปลายแยกเป็น 3 กลบี กลบี ใหญ่ทสี่ ุดมีริว้ สีแดง ใบประดับรูปไข่ ผล เปน็ ผลแหง้ แตกได้ รปู กลม
สรรพคณุ ข่าเปน็ พืชท่ีนามาใช้ประโยชน์ทางดา้ นอาหารมากมาย ใช้ใส่ในต้มข่า ตม้
ยา นา้ พรกิ แกงทกุ ชนดิ ใสข่ า่ เป็นสว่ นประกอบ ยกเวน้ แกงเหลืองและแกงกอและทางภาคใต้ที่ไมน่ ิยมใส่ขา่ มี
5
บทบาทในการดับกลิ่นคาวของเนอื้ และปลา หนอ่ ข่าอ่อน เป็นหนอ่ ของข่าทเี่ พ่ิงจะแทงยอดออกมาจากลาตน้ ใต้
ดนิ ถา้ อายปุ ระมาณ 3 เดอื นเรยี กหนอ่ ขา่ ถา้ อายุ 6-8 เดอื นเรียกขา่ อ่อน ถ้าอายุมากกว่า 1 ปจี ดั เป็นขา่ แก่
ปริมาณน้ามันหอมระเหยประมาณ 3% หน่อขา่ ออ่ นทัง้ สดและลวกใช้จม้ิ หลนและนา้ พรกิ นามายา
ขา่ ยังมฤี ทธิ์ทางยา เหง้าแก่แกป้ วดท้อง จุกเสยี ด แนน่ ดอกใชท้ าแกก้ ลากเกลือ้ น ผลช่วยยอ่
อาหาร แกค้ ล่ืนเหยี น อาเจยี น ต้นแกน่ าไปเคยี่ วกบั น้ามันมะพรา้ ว ทาแก้ปวดเม่ือย เป็นตะครวิ ใบมีรสเผ็ดร้อน
แกพ้ ยาธิ สารสกดั จากข่ามีฤทธ์ิฆ่าเช้อื แบคทีเรยี นา้ มนั หอมระเหยจากขา่ มฤี ทธ์ิทาให้ไข่แมลงฝ่อ กาจดั เชื้อรา
บางชนดิ ได้ ใช้ผสมกับสะเดาเพอื่ เพมิ่ ประสทิ ธภิ าพในการกาจดั แมลง ขา่ ลดการบบี ตัวของลาไส้ ขับน้าดี ขบั
ลม ลดการอกั เสบ ยับยงั้ แผลในกระเพาะอาหาร ฆ่าเช้อื แบคทเี รีย ฆา่ เชอื้ ราใช้รักษากลากเกลอ้ื น (นิดดา หงส์
วิวฒั น,์ 2556, หน้า 20)
ที่มา: https://sites.google.com/site/xariyanganchinthi5/home/kha
3.1.2 ตะไคร้ (ช่อื วทิ ยาศาสตร์: Cymbopogon citratus); ชอื่ ทอ้ งถน่ิ : จะไคร้
(ภาคเหนือ), ไคร (ภาคใต้), คาหอม (แม่ฮ่องสอน), เชิดเกรย, เหลอะเกรย (เขมร-สุรินทร์), ห่อวอตะโป่
(กะเหร่ียง-แม่ฮ่องสอน) ) เป็นพืชล้มลุก ความสูงประมาณ 4-6 ฟุต ใบยาวเรียว ปลายใบมีขนหนาม ลาต้น
รวมกันเป็นกอ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อยาวมดี อกเล็กฝอยเปน็ จานวนมาก ตะไครเ้ ป็นพืชทส่ี ามารถนาส่วน
ตน้ หวั ไปประกอบอาหาร และจดั เปน็ พชื สมนุ ไพรด้วย (www.ars-grin.gov, 2559)
ลักษณะทางพฤษศาสตร์ เปน็ พืชตระกูลหญ้า ตะไครเ้ ป็นพืชท่ีเจริญเตบิ โตงา่ ย อาจมีทรงพุ่ม
สงู ถึง 1 เมตร มีลาต้นทแ่ี ท้จริงประมาณ 4-7 เซนติเมตร ลาของตน้ จะถกู ห่อหมุ้ ไปด้วยกาบใบโดยรอบ ใบยาว
แคบเส้นใบขนานกับก้านใบ ใบของตะไคร้อุดมไปด้วยน้ามันหอมระเหย ท่ีนิยมนามาปลูกเป็นพันธุ์พ้ืนเมืองที่
ปลูกกันโดยทั่วไป (เต็ม สมติ ินนั ทน์,2557, หนา้ 44)
สรรพคุณ ใช้ส่วนของเหง้าและลาต้นแก่ ใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารท่ีสาคัญหลายชนิด
เช่น ต้มยา และอาหารไทยหลายชนิด ให้กลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยาเช่น บารุงธาตุ แก้โรคทางเดินปัสสาวะ
ขับลมในลาไส้ทาให้เจริญอาหาร แก้โรคหืด แก้อหิวาตกโรค บารุงสมอง ช่วยให้สมาธิดี ต้มกับน้าใช้ด่ืมแก้
6
อาเจยี น ใช้ต้นสดโขลกคั้นเอาน้าด่ืมแก้อาการเมาในกรณีผู้ท่ีเมามาก ๆ ช่วยให้สร่างเร็ว ส่วนหัวสามารถใช้แก้
โรคเกลื้อน ท้องอืดท้องเฟ้อ โรคนิ่ว มากไปกว่านั้นยังสามารถทาเป็นยาช่วยนอนหลับ ช่วยลดความดันสูง
น้ามันตะไคร้หอมใชท้ ากันยุงได้ ถ้าปลูกใกล้ผกั อ่ืน ๆ จะช่วยกันแมลงได้และยงั ให้กลิ่นหอม ทด่ี ับกลิ่นบางชนิด
ใชต้ ะไคร้เป็นส่วนผสมเพราะมีกลิ่นทีห่ อม และท่กี าจัดยงุ บางชนดิ กใ็ ช้ตะไคร้เป็นส่วนผสมด้วยเน่ืองจากมีกล่ิน
ที่แรงจึงช่วยทาให้ไล่ยุงได้ นอกจากน้ีตะไคร้ยังแก้กลิ่นคาวหรือดับกล่ินคาวของปลา และเน้ือสัตว์ได้ดีมาก ๆ
(นดิ ดา หงสว์ ิวัฒน์,2556, หน้า 19)
ที่มา: http://www.aroka108.com/ตะไคร้
3.1.3 มะกรดู เป็นพชื ในสกุลสม้ (Citrus) มีถิน่ กาเนิดในประเทศลาว อินโดนีเซีย มาเลเซีย
และไทย ในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ นยิ มใชใ้ บมะกรูดและผิวมะกรูดเปน็ ส่วนหน่ึงของเครื่องปรงุ อาหารหลาย
ชนิด นอกจากในประเทศไทยและลาวแล้ว ยังมีความนิยมในกัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
(โดยเฉพาะบาหลี) (นดิ ดา หงส์วิวัฒน์ และทวีทอง หงสว์ วิ ัฒน์, 2557, หนา้ 59)
ลักษณะทางพฤษศาสตร์ เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เป็นไม้เน้ือแข็ง ลาต้นและก่ิงมีหนามยาว
เล็กนอ้ ย ใบเปน็ ใบประกอบชนิดลดรูป มใี บย่อย 1 ใบ เรียงสลบั รูปไข่ คอื มีลักษณะคล้ายกบั ใบไม้ 2 ใบ ต่อกัน
อยู่ คอดก่ิวท่ีกลางใบเป็นตอน ๆ มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ทาให้เห็นใบเป็น 2 ตอน กว้าง 2.5-4
เซนติเมตร ยาว 4-7 เซนติเมตร ใบสเี ขยี วแกพ่ ้นื ผิวใบเรยี บเกล้ียง เปน็ มัน ค่อนขา้ งหนา มีกล่ินหอมมากเพราะ
มีต่อมน้ามันอยู่ ซึ่งผลแบบน้ีเรียกว่า hesperidium (ผลแบบส้ม) ใบด้านบนสีเข้ม ใต้ใบสีอ่อน ดอกออกเป็น
กระจุก 3 – 5 ดอก กลีบดอกสีขาว เกสรสีเหลือง ร่วงง่าย มีกลิ่นหอม มีผลสีเขียวเข้มคล้ายมะนาวผิวเปลือก
นอกขรุขระ ขั้วหัวท้ายของผลเป็นจุก ผลอ่อนมีเป็นสเี ขียวแก่ เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด พันธุท์ ี่มีผล
เล็ก ผิวจะขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกท่ีขั้ว ภายในมีเมล็ดจานวนมาก ๆ (นิดดา หงส์วิวัฒน์ และทวีทอง หงส์
ววิ ัฒน์, 2557, หน้า 59)
สรรพคณุ น้ามะกรดู ชว่ ยบารุงสุขภาพเหงอื ก และฟนั เน่อื งจากมวี ิตามนิ ซใี นปริมาณมาก
โดยในประเทศไทยมีการนานา้ มะกรูดไปใชส้ าหรับเปน็ ยาขบั เสมหะ แก้ไอ แก้โรคเลอื ดออกตามไรฟัน นามา
7
ดองยารับประทานเปน็ ยาฟอกโลหติ สตรี ผสมกับปนู แดงทาแกป้ วดทอ้ ง นอกจากนั้น มกี ารนานา้ มะกรูดไปใช้
เปน็ ยาฟอกขาวตามธรรมชาติสาหรบั กาจัดคราบรอยดา่ ง รวมไปถึงการนาไปใช้สาหรับฆ่าทากตามพ้ืนดิน ผิว
มะกรูดมกี ารนาไปใชเ้ ปน็ ยาขับลมในลาไส้ แก้แน่นท้อง แก้วงิ เวยี นเปน็ ยาบารุงหัวใจ ใช้กระตนุ้ และรกั ษา
อาการปวดทอ้ ง นอกจากนี้ ยงั ใชเ้ ป็นส่วนผสมสาหรบั ผลติ ภัณฑ์นา้ ยาบว้ นปาก (http://puechkaset.com/
มะกรูด,2558)
ทมี่ า: https://medthai.com/มะกรดู
3.2 สมุนไพรทีใ่ ชใ้ นการทาไขเ่ ค็มกล่ินกะเพรา ประกอบด้วย กะเพรา พรกิ และกระเทยี ม
3.2.1 กะเพรา (ชือ่ วทิ ยาศาสตร์: Ocimum sanctum) เปน็ ไมล้ ม้ ลกุ แตกกิ่งก้านสาขา สูง
30-60 ซม. นิยมนาใบมาประกอบอาหารคือ ผดั กะเพรา กะเพรามี 3 พันธ์ุ คือ กะเพราแดง กะเพราขาว และ
กะเพราลูกผสมระหว่างกะเพราแดงและกะเพราขาว ชื่อสามัญอ่ืน ๆ เชียงใหม่ - กอมก้อ, กอมก้อดง
แมฮ่ ่องสอน - ห่อกวอซู, ห่อตูปลู, อิ่มคิมหลา กะเหรย่ี ง - ห่อกวอซู, หอ่ ตูปลู ภาคกลาง - กะเพราขน, กะเพรา
ขาว, กะเพราแดง ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื – อตี ่ขู า้ (เตม็ สมติ ินนั ทน์,2557, หน้า 27)
ลกั ษณะทางพฤษศาสตร์ เป็นไม้พุ่มเตี้ยความสูงประมาณ 1-3 ฟุต ต้นค่อนข้างแข็ง แตก
กิ่งก้านสาขามาก ก้านเป็นขน ก้านใบยาว รูปใบเรยี ว โคนใบรูดในลักษณะเรียวปลายมนรอบขอบใบเปน็ หยัก
พ้ืนใบด้านหน้าสีเขียว หรือแดงแก่กว่าด้านหลัง ซึ่งมีกระดูกใบนูนเห็นได้ชัด ดอกออกเป็นช่อต้ังขึ้นคล้าย
ฉัตร ออกบรเิ วณปลายยอดและปลายกิ่ง ดอกย่อยมีขนาดเล็ก รปู คลา้ ยระฆัง กลีบดอกมีท้งั ชนิดสีขาวลายมว่ ง
แดงและสีขาว เมล็ดอยู่ภายในกลีบ กลีบเลี้ยงสีม่วง ผลแห้งแล้วแตกออก เม่ือเมล็ดแก่สีดา เมื่อนาไปแช่น้า
เปลอื กหุม้ เมล็ดพองออกเป็นเมือก (เต็ม สมติ นิ ันทน์,2557, หนา้ 28)
สรรพคณุ ใบ บารงุ ธาตไุ ฟธาตุ ขับลมแกป้ วดท้องอุจจาระ แก้ลมตานซาง แกจ้ กุ เสียด แก้
คลน่ื เหียนอาเจยี น "แก้โรคบดิ " และขบั ลม เมล็ด เม่ือนาไปแช่นา้ เมล็ดจะพองตัวเป็นเมือกขาว ใช้พอกบริเวณ
ตา เมอ่ื ตามีผง หรือฝุน่ ละอองเข้า ผงหรือฝุ่นละอองนั้นก็จะออกมา ซงึ่ จะไมท่ าใหต้ าเรานั้นช้าอีกด้วย ราก ใช้
รากทแ่ี ห้งแล้ว ชงหรือต้มกับน้าร้อนดื่ม แก้โรคธาตุพิการ น้าสกัดท้ังต้นมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลาไส้ สามารถ
รกั ษาแผลในกระเพาะอาหาร ในใบมีฤทธิ์ขับน้าดี ช่วยย่อยไขมันและลดอาการจุกอก ใบและก่ิงสดเมื่อนามา
8
สกัดน้ามันหอมระเหยโดยการต้มกล่ัน (hydrodistillation) ได้น้ามันหอมระเหยร้อยละ 0.08-0.10 ซึ่งมรี าคา
10,000 บาทตอ่ กิโลกรมั แกล้ ม ขบั ลม จุกเสียดในทอ้ ง เปน็ ยาตง้ั ธาตุ แก้ปวดท้อง ทอ้ งขึน้ ใชร้ กั ษาโรคของเด็ก
คอื เอาใบกะเพรามาตาละลายกับน้าผึ้ง หยอดให้เด็กแรกเกดิ กินเรียกว่าถ่ายขี้เถา้ หรือตาแล้วบีบเอาน้าผสมกับ
มหาหิงค์ ทารอบสะดอื แก้ปวดท้องของเด็ก ปรุงเปน็ ยาผงส่วนมากจะใช้เฉพาะใบ รากแห้งชงกบั น้าร้อนด่ืมแก้
ธาตุพิการได้ดี เป็นยากันยุง และใบกับดอกผสมปรุงอาหาร เป็นยาขับลมแก้ปวดท้อง ท้องเสีย และคล่ืนไส้
อาเจียน โดยใช้ยอดสด 1 กามือ ต้มพอเดือด ดื่มเฉพาะส่วนน้า พบว่าฤทธิ์ขับลม เกิดจากน้ามันหอมระเหย
และสาร Eugenol มฤี ทธิข์ บั น้าดี ชว่ ยย่อยไขมันและลดอาการจกุ เสยี ด (เต็ม สมิตนิ นั ทน์,2557, หน้า 29)
ท่มี า: http://www.pstip.com/กะเพรา-สมนุ ไพรช่วยให้สวยใสไร้ทต่ี ิ
3.2.2 พรกิ เป็นพชื ในวงศ์ Solanaceae สกุล Capsicum ชือ่ ภาษาอังกฤษว่า Chilli
peppers, chili, chile หรือ chilli มาจากคาภาษาสเปน ว่า chile โดยส่วนมากแล้ว ชื่อเหล่านี้มักหมายถึง
พริกท่ีมีขนาดเล็ก ส่วนพริกขนาดใหญ่ท่ีมีรสอ่อนกว่าจะเรียกว่า Bell Pepper ในสหรัฐอเมริกา Pepper ใน
ประเทศอังกฤษและไอร์แลนด์, capsicum ในประเทศอินเดียกับออสเตรเลีย และ Paprika ในประเทศทวีป
ยุโรปหลายประเทศ พริกชนิดต่าง ๆ มีต้นกาเนิดมาจากทวีปอเมริกา ซ่ึงในปัจจุบันนี้ได้มีปลูกกันในหลาย
ประเทศท่ัวโลก เพราะพริกเป็นเครื่องเทศท่ีสาคญั ชือ่ หนึ่ง และยังมีคุณสมบัติเป็นยาสมุนไพรด้วยเช่นกัน (เต็ม
สมิตนิ ันทน์,2557, หนา้ 33)
ลักษณะทางพฤษศาสตร์ มีลาต้นตั้งตรง ส่วนความสูงของต้นหรือพุ่มก็ข้ึนอยู่กับชนิดของ
พริกน้ันๆ มีใบแบนและเรียบเป็นมัน ส่วนดอกเป็นดอกเดี่ยว มีขนาดเล็ก ก้านดอกตรงหรือโค้ง กลีบดอกมีสี
ขาวหรือมว่ ง ดอกเป็นแบบสมบูรณ์เพศ (มีเกสรตวั ผูแ้ ละตัวเมยี รวมอยู่ภายในดอกเดียวกนั ) จึงสามารถผสมใน
ดอกเดียวกันได้ สาหรับผลพริกมีหลายขนาด บางพันธุ์มีผลขนาดใหญ่ บางพันธุ์ขนาดกลางหรือเล็ก ดังน้ัน
ขนาดของผลข้ึนอยู่กับพันธ์ุพริกน้ัน ๆ ผลที่ยังไม่เจริญเติบโตท่ีผลอ่อนมักจะมีสีเขียวเข้ม หลังจากนั้นก็
เปล่ยี นเปน็ สีแดงหรอื สีเหลืองเมื่อผลสุก และในผลพรกิ แตล่ ะผลจะมีเมล็ด จานวนมาก เรียงตวั กนั แน่นบนสว่ น
ของรกท่มี ีสขี าว (http://www.thaikasetsart.com/ลกั ษณะของพริก, 2559)
9
สรรพคุณ พริกมีวิตามินซี สูง เป็นแหล่งของกรด ascorbic ซ่ึงสารเหล่านี้ ช่วยขยายเส้น
โลหติ ในลาไส้และกระเพาะอาหารเพือ่ ให้ดูดซึมอาหารดขี ึ้น ช่วยรา่ งกายขับถ่าย ของเสียและนาธาตุอาหารไป
ยังเนื้อเย่ือของร่างกาย (tissue) สาหรับพริกข้ีหนูสดและพริกชี้ฟ้าของไทย มีปริมาณวิตามิน ซี 87.0 - 90
มลิ ลกิ รมั / 100 g นอกจากนีพ้ ริกยังมสี ารเบตา้ - แคโรทีนหรอื วิตามนิ เอ สูง (พรกิ ขีห้ นูสด 140.77 RE )
พริกยงั มสี ารสาคัญอกี 2 ชนดิ ไดแ้ ก่ Capsaicin และ Oleoresinโดยเฉพาะสาร Capsaicin ท่ี
นามาใชใ้ นอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภณั ฑร์ ักษาโรค ในอเมริกามผี ลติ ภัณฑ์จาหน่ายในชื่อ Cayenne
สาหรับฆ่าเช้อื แบคทีเรยี ในกระเพาะอาหาร สาร Capsaicin ยงั มีคณุ สมบัตทิ าให้เกิดรสเผ็ด ลดความเจบ็ ปวด
ของกลา้ มเน้ือ หัวไหล่ แขน บ้นั เอว และส่วนตา่ ง ๆ ของร่างกาย และมีผลติ ภัณฑ์จาหนา่ ยทั้งชนดิ เป็นโลชัน่
และครีม ( Thaxtra - P Capsaicin) แต่การใช้ในปรมิ าณทม่ี ากเกินไป อาจมีผลกระทบตอ่ อาการหยุดชะงัก
การทางานของกล้ามเนือ้ ได้เช่นกัน เพอื่ ความปลอดภยั USFDA ไดก้ าหนดใหใ้ ช้สาร capsaicin ได้ ท่ีความ
เขม้ ขน้ 0.75 % สาหรบั เปน็ ยารกั ษาโรค (นดิ ดา หงสว์ วิ ฒั น,์ 2556, หน้า 12)
ที่มา: http://www.termsuk.com/Article/Detail/7244
3.2.3 กระเทยี ม เปน็ พชื สมนุ ไพรไทยและเป็นเครอื่ งเทศชนดิ หน่ึง โดยมักใสใ่ นอาหาร
หลายชนิด ท้ังอาหารไทย อาหารอนิ เดยี กระเทียมมีชื่อสามัญอื่นอีกคือ กระเทยี มขาว (อุดรธานี) กระเทียมจีน
(กทม.,กลาง) เทียม (ใต้) ปะเซ้วา (กะเหรี่ยง แม่ฮ่องสอน) หอมขาว (อุดรธานี) หอมเทียม (เหนือ) หัวเทียม
(ใต้) (เต็ม สมิตินันทน์,2557, หนา้ 6)
ลักษณะทางพฤษศาสตร์ กระเทียมเป็นไม้ล้มลุกและใหญ่ยาว สูง 30-60 ซม. มีกล่ินแรง มี
หัวใต้ดิน ลักษณะกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-4 ซม. มีแผ่นเยื่อสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูหมุ้ อยู่ 3-4 ชั้น ซึ่ง
ลอกออกได้ แต่ละหวั มี 6-10 กลบี กลีบเกิดจากตาซอกใบของใบออ่ น ลาตน้ ลดรปู ลงไปมาก ใบเด่ยี ว (Simple
leaf) ขึ้นมาจากดิน เรียงซ้อนสลับ แบนเป็นแถบแคบ กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 30-60 ซม. ปลายแหลมแบบ
Acute ขอบเรียบและพบั ทบเปน็ สันตลอดความยาวของใบ โคนแผเ่ ป็นแผ่นและเชื่อมติดกนั เปน็ วงห้มุ รอบใบท่ี
อ่อนกว่าและก้านช่อดอกทาให้เกิดเป็นลาต้นเทยี ม ปลายใบสีเขียวและสีจะค่อยๆ จางลงจนกระท่ังถึงโคนใบ
10
ส่วนท่ีหุ้มหัวอยู่มีสีขาวหรือขาวอมเขียว ช่อดอกแบบช่อซ่ีร่ม (Umbel) ประกอบด้วยตะเกียงรูปไข่เล็กๆ
จานวนมากอยู่ปะปนกับดอกขนาดเล็กซึ่งมีจานวนน้อย มีใบประดับใหญ่ 1 ใบ ยาว 7.5-10 ซม. ลักษณะบาง
ใส แห้ง เป็นจะงอยแหลมหุ้มช่อดอกขณะท่ียงั ตูมอยู่ แต่เมื่อช่อดอกบานใบประดบั จะเปิดอ้าออกและห้อยลง
รองรับช่อดอกไว้ ก้านช่อดอกเปน็ ก้านโดด เรียบ รปู ทรงกระบอกตัน ยาว 40-60 ซม. ดอกสมบรู ณ์เพศ กลีบ
รวม 6 กลีบ แยกจากกนั หรือตดิ กันท่ีโคน รูปใบหอกปลายแหลม ยาวประมาณ 4 มม. สขี าวหรอื ขาวอมชมพู
เกสรเพศผู้ 6 อัน ติดท่ีโคนกลีบรวม อบั เรณแู ละกา้ นเกสรเพศเมียยนื่ ข้ึนมาสูงกว่าส่วนอื่นๆ ของดอก รังไข่ 3
ช่อง แต่ละช่องมีออวลุ 1-2 เมด็ ผลเล็กเปน็ กระเปาะส้นั ๆ รปู ไขห่ รือคอ่ นขา้ งกลม มี 3 พู เมลด็ เลก็ สดี า
ในประเทศไทยปลูกมากทางภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื และภาคเหนือ แตก่ ระเทียมที่มชี ือ่ เสยี ง
ว่าเป็นกระเทียมคุณภาพดี กลิน่ ฉุน ได้แก่กระเทยี มจากจังหวดั ศรีสะเกษ (เต็ม สมติ ินันทน์,2557, หน้า 6)
สรรพคณุ บรรเทาปญั หาสุขภาพของชาวบ้านมาโดยตลอด หมอพ้นื บ้านไทยใช้กระเทียมสด
รกั ษาโรคผิวหนัง กลาก เกลื้อน โรคบิด ป่วง แก้ไอ และกระจายโลหิต กระทั่งเป็นที่สรุปได้วา่ กระเทียมเป็น
สมุนไพรท่ีมีสรรพคุณเด่น 2 ประการ คือ ใช้ทารักษาโรคผิวหนัง และรับประทานแก้โรคความดันโลหิตสูง
การศึกษาทดลองคุณสมบัติทางเภสัชวิทยาในระยะหลัง พบว่า กระเทียมมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคได้อีก
หลายอย่าง แต่การนามาใช้ประโยชน์ให้ได้ผลอย่างจริงจังยังจะต้องมีการศึกษาผลทางคลินิกวิทยาให้ถ่องแท้
เสียก่อน โดยสรรพคุณตา่ งๆ ของกระเทียมมีดังนี้ ฆ่าเช้ือรา คือ กลาก เกลื้อน และเชือ้ ราท่ีเกิดตามเล็บ หนัง
ศรี ษะและผม ฆ่าเช้ือยีสต์ชนิดท่ีทาให้เกิดล้ินขาวเป็นฝ้าในเด็กทารก และทาให้เกิดโรคมุตกิดระดูขาวท่ีมักจะ
เกิดในหญิงที่ตั้งครรภ์ หรือกินยาคุมกาเนดิ ยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยดเ์ ป็นเวลานานๆ ลดความดันโลหิตสูง
ลดไ ขมัน และ คอเลสเตอร อล ป้อง กั น ผนัง หลอ ดเลือ ดหน าและ แข็ง ตัว ลดน้าตาลใน เลือ ด
(http://www.namnuntawan.com/กระเทียม, 2558)
ที่มา: http://www.nutrakal.com/ความร้เู พ่ือสุขภาพ/สขุ ภาพ-คอเลสเตอรอล/กระเทยี ม-กับคุณประโยชน/์
3.3 สมุนไพรทีใ่ ช้ในการทาไข่เคม็ กล่ินลาบ ประกอบดว้ ย สะระแหน่ พริก ต้นหอม และผักชี
3.3.1 สะระแหน่ เป็นพืชในตระกูลมนิ ต์ วงศ์กะเพรา มีแหลง่ กาเนิดมาจากแถบยุโรปตอน
11
ใต้และแถบทะเลเมดิ เตอร์เรเนียน เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงประมาณ 70 - 150 เซนติเมตร ส่วนใบจะมี
ลกั ษณะคล้ายคลึงกบั ใบพชื ในตระกลู มิ้นต์ มีกลิ่นหอมคล้ายใบมะนาว และทกุ ๆ ปลายฤดรู อ้ นต้นสะระแหนจ่ ะ
ออกดอกสีขาว ๆ ที่เตม็ ไปด้วยน้าหอมและนา้ หวานอยู่ภายใน น้ีดึงดูดใจให้ผ้ึงมาดูดน้าหวาน จากเหตุนี้ทาให้
สะระแหน่อยู่ในสกุลเมลิสซา (Melissa: ภาษากรีก แปลว่าน้าผึ้ง) และยังมีรสชาติคล้ายคลึงกับ ตะไคร้หอม
, มะนาวและแอลกอฮอล์ (เตม็ สมิตนิ นั ทน์,2557, หน้า 51)
ลักษณะทางพฤษศาสตร์ สะระแหน่มีลักษณะลาตน้ พร้อมเลื้อย มเี ฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก
และส้นั ลาตน้ สูงประมาณ 15-30 ซม. ลาต้นมีลกั ษณะเป็นเหลี่ยม ผิวลาตน้ มีสแี ดงอมมว่ งจนถึงปลายยอด ลา
ต้นสามารถแตกเหง้าเป็นต้นใหม่จนขยายเป็นกอใหญ่ และลาต้นแตกกิ่งแขนงจานวนมาก ใบสะระแหน่
ออกเปน็ ใบเดีย่ ว และออกเป็นคๆู่ ตรงข้ามกนั บนกง่ิ ลาตน้ ใบมสี ีเขยี ว รูปทรงรี กว้างประมาณ 1.5 – 3.5 ซม.
และยาวประมาณ 2 – 7 ซม. ผิวใบยน่ เป็นลูกคล่นื ขอบใบหยกั ปลายใบมนหรือแหลม ดอกสะระแหนอ่ อกเป็น
ชอ่ เหนือซอกใบบริเวณปลายยอด แต่ละช่อมีดอกจานวนมาก ดอกมีสีชมพูอมม่วง ประกอบดว้ ยกลีบเลีย้ ง 5
กลีบ และกลีบดอกท่เี ชอื่ มตดิ กันเป็นกรวยต้ืน 4 กลบี ภายในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมยี จะไม่ค่อย
พบ ผลสะระแหนม่ สี ีดา ขนาดเลก็ มีรูปผลเป็นรปู กระสวย เปลือกผลเกลี้ยงมนั ทัง้ นี้ ผลสะระแหน่มกั ไม่ติดผล
ให้เหน็ บอ่ ยนัก เพราะมดี อกทเี่ ป็นหมนั เปน็ ส่วนใหญ่ (http://puechkaset.com/สะระแหน่, 2559)
สรรพคุณ มักนาใบสะระแหน่มาบดแล้วทาลงบนผิวหนังจะทาใหผ้ ิวหนังชุ่มช่ืนอีกทั้งยังช่วย
ไล่ยุง นอกจากนี้ยังใช้ทายาผสมลงไปในชาสมุนไพรหรือคั้นน้ามาผสมลงในเคร่ืองด่ืม สะระแหน่ยังสามารถ
นาไปทาเป็นยาปฏิชีวนะและยงั ใช้เป็นตัวขับไล่อนุมูลอิสระออกจากร่างกาย อีกท้ังยังใชเ้ ป็นยาเย็นและใช้เป็น
ยาคลายความเครยี ด และมีงานวิจยั อยา่ งน้อยชน้ิ หนึ่งระบุวา่ มันชว่ ยคลายความกดดันของกล้ามเนื้ออันมาจาก
ความเหน่อื ยล้าและความเครยี ด สะระแหน่ยังใช้ไปทาน้ามนั หอมระเหยเพ่ือใชใ้ นการทาสคุ นธบาบดั อีกทง้ั ยัง
ใชเ้ ป็นยารักษาโรคเก่ียวกับต่อมไทรอยด์ (https://th.wikipedia.org/wiki/สะระแหน่, 2559)
ท่ีมา: http://www.pikool.com/สตู รมาร์คหนา้ ด้วยแตงกวา-และสะระแหน/่
3.3.2 ต้นหอม หอมตน้ เด่ียว มกั เรยี กวา่ ต้นหอม เป็นพืชในสกุล Allium ท่ีสามารถ
รบั ประทานได้ (https://th.wikipedia.org/wiki/ต้นหอม, 2559)
12
ลกั ษณะทางพฤษสาสตร์ ต้นหอมเป็นพชื ลม้ ลกุ ขนาดเลก็ ตระกูลเดยี วกับกระเทียม มีหวั สี
ขาวบ้างกป็ นสมี ่วงอยใู่ ตด้ นิ ทาหนา้ ทีส่ ะสมอาหาร ใบเป็นท่อยาว ปลายแหลม ภายในกลวง ดอกมีสีขาว
ออกเปน็ ช่อ ก้านช่อดอกยาว ชอ่ ดอกเม่ือบานมลี ักษณะคล้ายรม่ มีดอกย่อยเปน็ จานวนมาก ตน้ หอมกินไดท้ ้ัง
ใบ ดอก และหวั มีกลิ่นฉุนและรสซ่า นิยมนาไปกนิ เป็นผกั เคียงกบั อาหารชนดิ อื่นๆ เชน่ ข้าวหมแู ดง ส่วนใบใช้
ตกแตง่ โรยหนา้ อาหาร และใสใ่ นต้ม ผดั ยา แกงต่างๆ หรือนาไปดอง (https://th.wikipedia.org/ wiki/
ตน้ หอม, 2559)
สรรพคุณ ต้นหอมช่วยในการขับเหงื่อและบารุงหัวใจ ถ้ากินสดๆ อย่างต่อเน่ืองสามารถลด
ไขมันใน เส้นเลือดได้ ถ้านาต้นหอม 5-6 ก้าน ต้มกับขิง 2 แว่น กรองน้าด่ืม ขับเหง่ือ ลดไข้
(https://th.wikipedia.org/wiki/ต้นหอม, 2559)
ท่มี า: http://www.biogang.net/plant_view.php?uid=56654&id=221654
3.3.3 ผกั ชี ผกั ช,ี ผักชีลา หรือ ผกั หอมป้อม (ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์: Coriandrum sativum)
เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็กในวงศ์ Apiaceae ใบติดกับลาต้น มีใบย่อยเป็นจานวนมาก ใบหยักลึกเข้าหากลางใบ
ดอกชอ่ ดอกยอ่ ยสขี าวอมชมพู ผลมีลักษณะรี ค่อนข้างกลม แก่จัดเป็นสีเหลืองอมนา้ ตาล มเี มลด็ 2 เมล็ด ใช้
รับประทานเป็นผัก และตกแต่งในอาหารหลายชนิด เช่น ใส่ในลาบ ก้อย แหนมสด รากผักชีใช้เป็น
สว่ นประกอบในนา้ พริกแกง ใส่ในทอดมัน หอ่ หมก นา้ จิ้ม เมล็ดใช้เป็นเครอื่ งเทศ ใส่ในน้าพริกแกง สะเตะ๊ บา
เยยี ข้าวหมกไก่ (https://th.wikipedia.org/wiki/ผักช,ี 2559)
ลกั ษณะทางพฤษศาสตร์ ไม้ล้มลุก ท่ีมีลาตน้ ตง้ั ตรง ภายในจะกลวง และมีกิง่ ก้านท่ีเล็ก ไม่มี
ขน มีรากแกว้ สั้น แตร่ ากฝอยจะมมี าก ซึง่ ลาตน้ น้ีจะสูงประมาณ 8-15 น้ิว ลาตน้ สีเขียวแต่ถา้ แก่จดั จะออกเสีย
เขียวอมน้าตาล ใบ ลักษณะการออกของใบจะเรียงคล้ายขนนก แต่อยู่ในรูปทรงพัด ซึ่งใบท่ีโคนต้นน้ันจะมี
ขนาดใหญ่กว่าทปี่ ลายตน้ เพราะส่วนมากทีป่ ลายตน้ ใบจะเป็นเส้นฝอย มีสีเขียวสด ดอก ออกเป็นช่อ ตรงส่วน
ยอดของต้น ดอกนั้นมีขนาดเล็ก มีอยู่ 5 กลีบสีขาวหรือชมพูอ่อนๆ ผล จะติดผลในฤดูหนาว ลักษณะของผล
13
เป็นรูปทรงกลมโตประมาณ 3-5 มิลลิเมตร ตรงปลายผลจะแยกออกเป็น 2 แฉก ตาวผิวจะมีเส้นคล่ืนอยู่ 10
เสน้ (http://www.the-than.com/samonpai/P/44.html, 2559)
สรรพคุณ ผล รสขมหวานฝาดร้อนหอมสุขมุ แก้พิษตานทราง แกก้ ระหายนา้ คลืน่ เหียน
อาเจยี น ขับลมในลาไส้ แก้สะอกึ แก้ตาเจบ็ ลมวงิ เวียน กระทงุ้ พษิ ไข้ เหอื ดหดั สกุ ใสดาแดง บารงุ กระเพาะ
อาหาร เจริญอาหาร แก้บดิ ถา่ ยเปน็ เลอื ด ค่วั บดผสมสุรา แก้รดิ สดี วงทวารมีเลือดออก ต้มเอาน้าบ้วนปากแก้
ปวดฟนั เจ็บในปากคอ ทงั้ ตน้ รสเผด็ สขุ มุ ขับเหงื่อ ขับพษิ เหือดหัด สุกใส ดาแดง ขับลม เจริญอาหาร แก้
ท้องอดื ท้องเฟ้อ ขับเสมหะ ดับกลิน่ คาว รมแกด้ ากออก พอกทาแก้ผน่ื คนั แก้ไฟลามทงุ่ ปวดศีรษะ ไอหวดั
อาหารเปน็ พษิ แก้สะอกึ ราก รสหอมเยน็ เป็นกระสาย กระทงุ้ พษิ ไข้หวั เหอื ดหัด สุกใสดาแดง
แกอ้ าการคล่นื ไส้อาเจียน ท่ีเกิดจากธาตไุ ม่ปกติ ผลแหง้ คร้งั ละ 5-10 ชอ้ นชา หรอื หนัก 7.5-15 กรัม ตม้ กับน้า
พอสมควร เค่ียวให้งวดเหลือ 1 ใน 3 เอานา้ ด่มื หรอื อาจใช้ผลผักชีครึง่ สว่ น ผสมกับเมล็ดเทยี นดา 1.5-3 ชอ้ น
ชา หรือ 3.5-7.5 กรมั ตน้ กับน้าพอสมควร เค่ียวใหง้ วดลงเหลอื 1 ใน 3 เอาน้าด่ืมแก้หดั ใชต้ น้ ผักชีตม้ อาบ
กากท่ีเหลือจากการสกดั น้ามนั ออกจากผลผกั ชี มโี ปรตนี และไขมัน นิยมนามาใชเ้ ปน็ อาหารสัตว์ หากสัมผัส
น้ามันผลผักชีเปน็ เวลานาน อาจทาใหผ้ ิวหนงั เกดิ การระคายเคอื งไดไ้ ม่ควรรับประทานผกั ชีในกรณที ่มี อี าการ
ท้องผกู ริมผีปากแหง้ และกระหายนา้ (สมพร ภูติยานันต์, 2551, หนา้ 21)
ท่มี า: http://sapondanaii.blogspot.com/
4. ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
เศรษฐกจิ พอเพียงเป็นแนวคิดท่ียดึ หลักทางสายกลาง คาวา่ ความพอเพียง นน้ั หมายถงึ ความพรอ้ มท่ี
จะจัดการกับผลกระทบทเี่ กดิ ขึน้ จากท้ังภายนอกและภายใน ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ยังสามารถมองไดว้ ่า
เป็นปรัชญาในการดารงชีวิตให้มีความสุข ที่จาเป็นต้องใช้ท้ัง ความรู้ ความเข้าใจ ผนวกกับคุณธรรมในการ
ดาเนินชีวติ เศรษฐกิจพอเพียงไมใ่ ช่เพยี งการประหยัด แต่เป็นการดาเนินชีวติ อย่างชาญฉลาด และสามารถอยู่
14
ได้ แม้นในสภาพท่ีมีการแข่งขัน และการไหลบ่าของโลกาภิวัต นาสู่ ความสมดุล ม่ันคง และยั่งยืน ของ ชีวิต
เศรษฐกิจ และสงั คม
พระราชดารวิ า่ ด้วย เศรษฐกจิ พอเพยี ง
“...พอเพียง มีความหมายกวา้ งขวางยง่ิ กว่านี้อกี คือคาว่าพอ ก็พอเพียงนก้ี ็พอแค่น้ันเอง คนเราถ้าพอ
ในความตอ้ งการก็มีความโลภน้อย เม่อื มคี วามโลภนอ้ ยกเ็ บียดเบียนคนอื่นน้อย ถา้ ประเทศใดมีความคิดอนั น้ี มี
ความคิดว่าทาอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข
พอเพียงนีอ้ าจจะมี มีมากอาจจะมขี องหรหู ราก็ได้ แตว่ า่ ตอ้ งไมไ่ ปเบยี ดเบยี นคนอ่นื ...” (4 ธนั วามคม 2541)
หลกั ปรัชญา เศรษฐกิจพอเพยี ง
เศรษฐกิจพอเพียง เปน็ ปรชั ญาชแ้ี นวทางการดารงอยู่ และการปฏบิ ัติของประชาชนในทุกระดับ ต้งั แต่
ระดับครอบครัว ระดับชุมชน ถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศ ให้ดาเนินไปในทางสายกลาง
โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจ เพ่อื ให้กา้ วทนั ต่อโลกยคุ โลกาภวิ ัตน์ คี วามพอเพยี ง หมายถึง ความพอประมาณ
ความมีเหตุผล รวมถึงความจาเป็นท่ีจะต้องมีภูมิคุ้มกันในตัวเอง ที่มีต่อผลกระทบใดๆ อันเกิดจากการ
เปลยี่ นแปลงทัง้ จากภายนอกและภายใน ซงึ่ จะตอ้ งอาศัย ความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวัง ใน
การนาวิชาต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและดาเนินการทุกขั้นตอน ขณะเดียวกันยังต้องเสริมสร้างพ้ืนฐาน
ทางด้านจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักทฤษฏี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีจิตสานึกใน
คุณธรรม ความซ่ือสัตย์สุจริต และให้มีความรู้ที่เหมาะสม ดาเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ มี
ปัญญา และความรอบคอบ เพ่ือให้สมดุลย์และพร้อมต่อการเปลย่ี นแปลงทีเ่ ปน็ ไปอยา่ งรวดเร็วและกว้างขวาง
ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอก (http://www.raiporjai.com/sufficiency.
php?no=20&pg=1, 2554)
ทมี่ า: http://www.raiporjai.com/sufficiency.php?no=20&pg=1
15
ความหมายของ เศรษฐกิจพอเพียงทแ่ี ท้จรงิ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง มีความหมายทกี่ ว้างขวาง ซ่งึ ประกอบดว้ ยคณุ สมบัติดังนี้
1. ความพอประมาณ หมายถงึ ความพอดีทไี่ ม่นอ้ ยเกนิ ไปและไมม่ ากจนเกนิ ไป โดยไมไ่ ปเบยี ดเบียน
ตนเองและผ้อู ่ืน เช่น การผลติ และการบรโิ ภคทอ่ี ยู่ในระดบั พอประมาณ
2. ความมีเหตผุ ล หมายถึง การตัดสนิ ใจเกี่ยวกบั ระดบั ความพอเพียงนนั้ จะต้องเปน็ ไปอยา่ งมีเหตุมี
ผล โดยพิจารณาจากเหตปุ จั จยั ทเี่ กย่ี วข้อง ตลอดจนคานึงถงึ ผลท่คี าดวา่ จะเกิดข้ึนจากการกระทาน้นั ๆ อยา่ ง
รอบคอบ
3. ภูมิคุ้มกัน หมายถงึ การเตรยี มตวั ให้พรอ้ มรับผลกระทบ และการเปล่ยี นแปลงตา่ งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ
โดยคานึงถงึ ความเปน็ ไปไดข้ องสถานการณต์ ่างๆ ท่คี าดว่าจะเกิดขน้ึ ในอนาคต โดยมีเงื่อนไข ของการตดั สนิ ใจ
และดาเนินกิจกรมมตา่ งๆ ใหอ้ ยใู่ นระดับท่พี อเพียง 2 ประการดังนี้
3.1 เงื่อนไขความรู้ ประกอบดว้ ย ความรู้เกี่ยวกับวชิ าการต่างๆ ท่ีเก่ียวข้องรอบดา้ น ความ
รอบคอบท่จี ะนาความร้เู หลา่ นน้ั มาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพือ่ ประกอบการวางแผนเพื่อจะไดร้ ะมดั ระวังใน
การปฏบิ ัติ
3.2 เง่ือนไขคณุ ธรรม ท่ีจะเปน็ ตวั สรา้ งเสริม อนั ประกอบดว้ ย ความตระหนักในคุณธรรม ความ
ซื่อสตั ยส์ ุจรติ มคี วามอดทน มคี วามเพยี ร เพือ่ ใชส้ ติปัญญาในการดาเนินชวี ติ (http://xn--
12cmc4a2ea2ac8bl2czera7lj.net/, 2554)
16
บทท่ี 3
วิธีดำเนนิ กำร
การจัดทาโครงงานอาชพี “ไขเ่ ค็มพอเพยี ง” มีวิธีดาเนินการดงั นี้
1. ศึกษาหัวข้อโครงงานอาชีพที่น่าสนใจ คือ การทาไข่เค็มท่ีมีกล่ินอาหารยอดนิยมที่คนไทยชอบ
รบั ประทาน ไดแ้ ก่ กล่นิ ต้มยา กลิ่นกะเพรา และกล่ินลาบ
2. ศกึ ษาคน้ ควา้ เอกสารที่เก่ยี วขอ้ งในการจัดทาโครงงานดังนี้
1) ศกึ ษาการทาการทาไขเ่ ค็ม
2) ขยายผลการผลิตสบู่ ุคคลท่ัวไป
3) ความรูเ้ รอ่ื งการตลาด
การวเิ คราะห์ดว้ ยหลัก 4 P คอื ใช้คือการวางแผนในแตล่ ะสว่ นใหเ้ ข้ากัน และเปน็ ทต่ี ้องการของกลุ่ม
เป้าหมายท่เี ราเลือกเอาไว้ใหม้ ากท่ีสุด (นาโนซอฟท์โซโลช่นั . “หลักกำรตลำด 4P” สืบค้นเมอ่ื วนั ท่ี 15
กรกฎาคม พ.ศ. 2561, จาก http://www.nanosoft.co.th/maktip01.htm)
Product ไข่เคม็ พอเพยี งทป่ี ระกอบไปด้วยกลิ่นอาหารทคี่ นไทยชอบรบั ประทาน คือ กล่นิ
Price ตม้ ยา กลน่ิ กะเพราและกล่ินลาบ
Place ขายเป็นชุดๆ ละ 5 ฟอง ชุดละ 50 บาท
Promotion ขายเป็นฟอง ๆ ละ 10 บาท
ตลาดหลกั คอื ตลาดนดั ใกลห้ มู่บ้าน รา้ นคา้ ชุมชน และสหกรณร์ ้านคา้ ภายใน
โรงเรียน ตลาดออนไลน์ผา่ น facebook
เสรมิ คุณคา่ สินค้าดว้ ยเติมกล่ินอาหารท่ีคนไทยชอบรับประทาน
3. สมาชกิ ร่วมกันวางแผนการทาโครงงานและขอคาแนะนาจากคุณครทู ี่ปรกึ ษาดงั ตารางต่อไปนี้
วนั /เดอื น/ปี รำยละเอยี ด หมำยเหตุ
30 พ.ค.2559 ศึกษาหาความรเู้ บือ้ งตน้ เกย่ี วกบั การปฏบิ ตั ิงานอาชพี
30 พ.ค.2559 ศกึ ษาสารวจข้อมลู ต่าง ๆ เพอ่ื สารวจความสนใจประกอบการ
เลอื กอาชพี
6 ม.ิ ย.2559 วิเคราะหข์ อ้ มูล
13 ม.ิ ย.2559 ตัดสินใจเลอื กอาชพี
20 ม.ิ ย.2559 ศกึ ษาวิธเี ขียนโครงงานอาชีพ
27 ม.ิ ย.2559 ขออนุมัตโิ ครงงานอาชพี
วนั /เดอื น/ปี รำยละเอียด 17
ศกึ ษาค้นคว้าหาความรู้เพิม่ เติม
4 ก.ค.2561 กาหนดรายการสินคา้ ที่จะจาหน่าย หมำยเหตุ
11 ก.ค.2561 ระดมทุนต้ังตน้ โครงการ
11 ก.ค.2561 ประชาสมั พนั ธ์บอกกลมุ่ ลูกค้าเป้าหมาย
18 ก.ค.2561 เตรียมอปุ กรณ์ในการจัดทาสินค้า
25 ก.ค.2561 เตรียมสถานท่ีในการจัดทาสนิ ค้า
25 ก.ค.2561 จาหน่ายสินค้า
31 ก.ค. – 25
ก.ย.2561 ประเมินการปฏบิ ัตงิ านเปน็ รายสัปดาห์
31 ก.ค. – 25
ก.ย.2561 ประเมินสรุปเม่อื ปฏิบตั งิ านเสรจ็ ส้ิน
3 ต.ค.2561 เสนอแนะแนวทางการพฒั นาอาชีพ
3 ต.ค.2561
วัสด-ุ อุปกรณ์ วิธีกำรทำไขเ่
ไข่เค็มกล่นิ ต้มยำ ไขเ่ คม็ ก
1.ไข่เป็ด 1.ไขเ่ ป็ด
2.ตะไคร้ 2.ใบกะเพรา
3.ใบมะกรดู 3.พรกิ สด
4.ข่า 4.กระเทียม
5.เกลือไดโอดนี 5.เกลือไดโอดีน
6.หมอ้ สาหรบั ต้มนา้ เกลอื 6.หม้อสาหรบั ต้มนา้ เกลือ
7.ขวดโหลสาหรับดองไข่ 7.ขวดโหลสาหรบั ดองไข่
8.มดี 8.มดี
9.เขียง 9.เขยี ง
10.ภาชนะสาหรบั ใส่เครื่องต้มยา 10.ภาชนะสาหรับใส่เครอ่ื ง
;
เค็มพอเพยี ง 18
กล่ินกะเพรำ ไข่เคม็ กลน่ิ ลำบ
1.ไขเ่ ปด็
งต้มยา 2.สะระแหน่
3.ผักชี
4.ต้นหอม
5.ข้าวควั่
6.พรกิ ป่น
7.เกลอื ไดโอดนี
8.หมอ้ สาหรบั ตม้ น้าเกลอื
9.ขวดโหลสาหรบั ดองไข่
10.มีด
11.เขยี ง
12.ภาชนะสาหรบั ใส่เคร่อื งต้มยา
19
วธิ ที ำ
ไข่เคม็ กล่นิ ต้มยำ
1. ล้างไข่เปด็ ให้สะอาดแล้วผ่งึ ไวใ้ หแ้ ห้ง
2. เรยี งไข่เปด็ ใสโ่ หลดองใหเ้ รยี บร้อยเลอื กเฉพาะไขท่ ่ไี ม่มีรอยร้าวหรอื รอยแตก เพราะไขท่ ม่ี ีรอยรา้ ว
หรือแตกจะเน่าเมื่อนามาดอง
3. หัน่ /ฉีก เตรียมเครอ่ื งกล่นิ ต้มยา ไดแ้ ก่ ข่า ตะไครแ้ ละใบมะกรูด ตวงอยา่ งละถว้ ยตวงเตรียมไว้
4. ตวงน้าใส่หม้อต้มใหน้ ้าเดือด แล้วเทเกลอื ที่เตรียมไว้ลงไปในหม้อ ด้วยอัตราส่วน น้า 3 ถว้ ยต่อ
เกลือไอโอดีน 1 ด้วยคนให้เกลือละลายจนหมด แลว้ วางทงิ้ ให้นา้ เย็น
5. ตกั น้าเกลือใส่โหลดองให้ทว่ มไข่ แล้วปิดฝาใหส้ นิท
โดยระยะเวลาในการดองไข่คือ 1- 5 วนั ตม้ ไขห่ วาน 3- 7 วนั ทอดไข่ดาว 10-15 วัน ตม้ 15- 20 วนั
ทาไส้ขนม หรอื นามายา
20
ไขเ่ คม็ กล่ินกะเพรำ
1. ล้างไข่เปด็ ให้สะอาดแล้วผง่ึ ไว้ให้แห้ง
2. เรียงไข่เปด็ ใส่โหลดองใหเ้ รยี บรอ้ ยเลอื กเฉพาะไขท่ ่ไี มม่ ีรอยรา้ วหรอื รอยแตก เพราะไขท่ มี่ รี อยร้าว
หรอื แตกจะเน่าเมื่อนามาดอง
3. เตรียมเคร่ืองกล่ินกะเพรา ได้แก่ ใบกะเพราใชว้ ธิ เี ดด็ เอาเฉพาะใบ พรกิ และกระเทียมโครกรวมกัน
ตวงอยา่ งละถ้วยตวงเตรยี มไว้
4. ตวงนา้ ใสห่ ม้อต้มใหน้ า้ เดือด แล้วเทเกลือที่เตรยี มไว้ลงไปในหม้อ ด้วยอตั ราส่วน น้า 3 ถว้ ยต่อ
เกลอื ไอโอดนี 1 ดว้ ยคนใหเ้ กลอื ละลายจนหมด แล้ววางทิ้งใหน้ า้ เยน็
5. ตกั น้าเกลอื ใส่โหลดองให้ท่วมไข่ แล้วปิดฝาให้
สนทิ
โดยระยะเวลาในการดองไขค่ อื 1- 5 วนั ตม้ ไข่หวาน 3- 7 วนั ทอดไข่ดาว 10-15 วนั ตม้ 15- 20 วนั
ทาไสข้ นม หรอื นามายา
21
ไขเ่ คม็ กล่นิ ลำบ
1. ล้างไข่เปด็ ให้สะอาดแล้วผ่ึงไว้ใหแ้ หง้
2. เรียงไข่เปด็ ใส่โหลดองให้เรยี บรอ้ ยเลือกเฉพาะไข่ท่ไี ม่มรี อยรา้ วหรอื รอยแตก เพราะไขท่ ีม่ ีรอยรา้ ว
หรอื แตกจะเน่าเมื่อนามาดอง
3. เตรียมเครื่องกลน่ิ ลาบ ไดแ้ ก่ ใบสะระแหน่ใชว้ ิธีเด็ดเอาเฉพาะใบ ต้นหอมและผักชีใช้วธิ ีห่นั ฝอย
พริก
ป่นและขา้ วค่วั ตวงอยา่ งละถว้ ยตวงเตรียมไว้
4. ตวงน้าใส่หมอ้ ต้มใหน้ ้าเดือด แลว้ เทเกลือทเ่ี ตรียมไว้ลงไปในหมอ้ ด้วยอตั ราสว่ น นา้ 3 ถว้ ยต่อ
เกลอื ไอโอดีน 1 ดว้ ยคนใหเ้ กลือละลายจนหมด แลว้ วางท้งิ ให้น้าเย็น
5. ตกั น้าเกลอื ใส่โหลดองให้ท่วมไข่ แลว้ ปิดฝาให้สนทิ
โดยระยะเวลาในการดองไข่คือ 1- 5 วัน ต้มไขห่ วาน 3- 7 วัน ทอดไข่ดาว 10-15 วัน ตม้ 15- 20 วนั
ทาไส้ขนม หรอื นามายา
22
กำรนำออกวงจำหน่ำย
กลุ่มผูจ้ ัดทาโครงงาน ได้จดั ทาการนาจาหนา่ ยตามตลาดนัดภายในหม่บู ้าน ฝากขายท่สี หกรณร์ ้านค้า
ภายในโรงเรียน และรา้ นคา้ ชุมชนต่าง ๆ
ภาพบรรยากาศการออกวางจาหน่ายสนิ ค้า
23
บทท่ี 4
ผลการดาเนินการ
การทาโครงงานอาชีพ “ไขเ่ ค็มพอเพียง” จุดประสงค์หลกั คือทาขึ้นมาเพือ่ ฝกึ ทกั ษะอาชีพในกิจกรรม
การเรยี นการสอนกจิ กรรมโรงเรียนศตวรรษที่ 21 คอื การเรียนรูเ้ พ่อื การประกอบอาชพี ดังนั้น โดยอยบู่ น
พืน้ ฐานหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี ง และเพอื่ ให้เปน็ สิ่งท่เี พม่ิ มลู ค่าสนิ คา้ ผจู้ ัดทาจึงทาการเพ่มิ กลน่ิ ไขเ่ ค็ม
ตามกลิน่ อาหารยอดนิยมที่คนไทยชอบรับประทาน ไดแ้ ก่ กลิ่นตม้ ยา กล่นิ กะเพรา และกลน่ิ ลาบ
จากการดาเนินโครงการจนถึงการข้นั ตอนการขายจรงิ สามารถสรปุ เปน็ บญั ชรี ายรบั รายจา่ ยได้ ดังน้ี
วนั / รายการ รายรับ รายจา่ ย ยอดเงิน
เดือน/ปี คงเหลอื
2 ก.ค.61 เงนิ ทุนเรมิ่ โครงการ (จากระดมทุนในกลุ่ม 2,000 - 2,000 -
สมาชกิ 10 คน)
7 ก.ค.61 เตรยี มอุปกรณ์ในการจดั ทาสินค้า ดงั
รายการดังนี้
1. ไขเ่ ปด็ (ซือ้ จากชุมนุมเลยี้ งเปด็ ) 480 - 1,520 -
แผงละ 30 ฟอง แผงละ 120 บาท
ซื้อทัง้ หมด 4 แผง
2. ขวดโหลสาหรบั ดองไข่ 3 อัน ๆ ละ 60 - 1,460 -
20 บาท
3. เกลือไอโอดีน 5 กิโลกรมั (ปรุงทิพย์) 60 - 1,400 -
4. กล่องใสไ่ ข่ อนั ละ 5 บาท จานวน 500 - 900 -
100 อัน
17 ออกวางจาหน่ายชดุ แรกจานวน 24 ชดุ ๆ 1,200 - 2,100 -
ก.ค.61 ละ 50 บาท
19 จัดซือ้ อุปกรณ์ทาชดุ ที่ 2
ก.ค.61 - ไข่เปด็ 4 แผง 480 - 1,620 -
29 ออกวางจาหน่าย 24 ชุด ๆ ละ 50 บาท 1,200 - 2,820 -
ก.ค.61
31 จัดซือ้ อุปกรณท์ าชุดท่ี 3
ก.ค.61 - ไข่เปด็ 4 แผง 480 - 2,340 -
10 ส.ค.61 ออกวางจาหนา่ ย 24 ชุด ๆ ละ 50 บาท 1,200 - 3,540 -
24
วัน/ รายการ รายรับ รายจ่าย ยอดเงิน
เดอื น/ปี คงเหลือ
11 ส.ค.61 จดั ซ้ืออปุ กรณท์ าชดุ ท่ี 4 480 - 3,060 -
- ไขเ่ ป็ด 4 แผง 36 - 3,024 -
- เกลอื ไอโอดนี 3 กิโลกรัม (ปรงุ
ทิพย)์ 1,200 - 4,224 -
21 ส.ค.61 ออกวางจาหนา่ ย 24 ชดุ ๆ ละ 50 บาท
24 ส.ค.61 จดั ซื้ออุปกรณท์ าชุดที่ 5 480 - 3,744 -
- ไข่เป็ด 4 แผง
1,200 - 4,944 -
3 ก.ย.61 ออกวางจาหน่าย 24 ชุด ๆ ละ 50 บาท
รวม 6,000 - 3,056 - 4,944 -
หมายเหตุ เครอื่ งตม้ ยา เคร่ืองกะเพรา และเครอ่ื งลาบ สามารถเก็บได้จากสวนพฤษศาสตร์รอบ ๆ โรงเรียน
สรปุ บญั ชี
จากต้นทนุ เร่ิมโครงการ 2,000 บาท
ซ้อื อุปกรณใ์ นการจัดทาสินคา้ 3,056 บาท
ขายสนิ คา้ ได้ท้ังหมด 6,000 – 3,056 = 2,944 บาท
ไดก้ าไร (ขายสนิ ค้า-ทุนตง้ั ต้น) 2,944 – 2,000 = 944 บาท
ยอดเงินคงเหลอื ในบัญชี 4,944 บาท
สรปุ โดยสถติ ิ
จากการตอบแบบสอบถามจากจานวนตัวอยา่ ง 100 คนโดยการส่มุ สามารถส
ขอ้ คาถาม กราฟแสดงความพึงพอใจ
รสชาตขิ องสนิ คา้
45
40 หญิง
35
30
25
20
15
10
5
0
ชาย
23
สรุปเป็นสถิติไดด้ งั น้ี สรปุ ความพึงพอใจ
จากการตอบแบบสอบกลมุ่ ตวั อย่างจานวน 100 คน
มาก แบง่ เปน็ เพศชาย 21 คน เพศหญิง 79 คน พบวา่
ปานกลาง เพศชายมีความพึงพอใจในรสชาติ มากและปานกลาง
น้อย จานวน 9 คนเทา่ กัน และพอใจนอ้ ย จานวน 3 คน
สว่ นเพศหญงิ มคี วามพึงพอใจในรสชาติ ในระดบั มาก
จานวน 41 คน ระดับปานกลาง 32 คน และระดบั
นอ้ ย จานวน 6 คน
23
ขอ้ คาถาม กราฟแสดงความพงึ พ
กลน่ิ ของสนิ ค้าทไ่ี ด้สัมผสั 70
60
50 กลน่ิ กะเพรา กลน่ิ ลาบ
40
30
20
10
0
กลน่ิ ต้มยา
24
พอใจ สรุปความพงึ พอใจ
จากการสอบถามความพงึ พอใจในเรอื่ งกล่นิ ทที่ า
การดองไขเ่ คม็ พบว่า จากผตู้ อบแบบสอบถาม
จานวน 100 คน มีผลดงั นี้
กลิ่นต้มยา มคี วามพึงพอใจในระดับมาก,ปาน
กลางและนอ้ ย เป็นจานวน 51 คน,38 คน และ
11 คน ตามลาดับ
มาก กลิ่นกะเพรา มีความพงึ พอใจในระดับมาก,
ปานกลาง ปานกลางและนอ้ ย เป็นจานวน 59 คน,32 คน
น้อย และ 9 คน ตามลาดับ
กลิ่นลาบ มีความพงึ พอใจในระดับมาก,ปาน
กลางและน้อย เป็นจานวน 48 คน,33 คน และ
19 คน ตามลาดับ
และการเก็บสถิติจากการขาย พบว่ากลิ่นท่ี
ได้รบั ความนิยมสงู สดุ คือกลนิ่ ตม้ ยา กลน่ิ ลาบ
และกลิน่ กะเพรา ตามลาดบั
24
ขอ้ คาถาม 70 กราฟแสดงความพงึ พ
60
ราคาของสนิ คา้ มีความ 50 หญิง
เหมาะสม 40 หญิง
30
20
10
0
ความสะอาดของสินค้า 80 ชาย
70 ชาย
60
50
40
30
20
10
0
25
พอใจ สรุปความพงึ พอใจ
จากการตอบแบบสอบถามของกลมุ่ ตวั อย่าง
พบวา่ เพศชายมีความพอใจในความเหมาะสม
เร่อื งราคา ในระดับมาก, ปานกลาง และนอ้ ย
เปน็ จานวน 41 คน, 43 คน และ 16 คน
มาก ตามลาดบั และเพศหญิง พบว่ามคี วามพอในใน
ปานกลาง ความเหมาะสมเร่อื งราคา ในระดับดมี าก
น้อย
จานวน 62 คน ในระดับปานกลาง 21 คน และ
ในระดับน้อย จานวน 17 คน
จากการตอบแบบสอบถามของกลุ่มตวั อยา่ ง
พบว่า เพศชายมีความพอใจในความเหมาะสม
เร่ืองความสะอาดของสนิ ค้า ในระดบั มาก
จานวน 65 คน ระดับปานกลางจานวน 31 คน
มาก และระดับนอ้ ย จานวน 4 คน และในเพศหญงิ
ปานกลาง พบวา่ มคี วามพอในในความสะอาดของสินค้า ใน
น้อย ระดับดีมาก จานวน 72 คน ในระดบั ปานกลาง
19 คน และในระดับน้อย จานวน 9 คน
25
ขอ้ คาถาม 70 กราฟแสดงความพึงพ
60
คุณค่าทางโภชนาการของ 50 หญงิ
สนิ คา้ 40 หญิง
30
20
10
0
ลกั ษณะของบรรจภุ ัณฑ์ของ 80 ชาย
สินค้า 70 ชาย
60
50
40
30
20
10
0
26
พอใจ สรุปความพึงพอใจ
จากการตอบแบบสอบถามของกลมุ่ ตวั อยา่ ง
พบวา่ เพศชายมีความพอใจในความเหมาะสม
เร่อื งความสะอาดของสินคา้ ในระดับมาก
จานวน 59 คน ระดบั ปานกลางจานวน 28 คน
มาก และระดับนอ้ ย จานวน 13 คน และในเพศหญงิ
ปานกลาง พบว่ามีความพอในความสะอาดของสินค้า ใน
น้อย
ระดับดมี าก จานวน 63 คน ในระดบั ปานกลาง
29 คน และในระดบั นอ้ ย จานวน 8 คน
จากการตอบแบบสอบถามของกลมุ่ ตวั อยา่ ง
พบวา่ เพศชายมีความพอใจในความเหมาะสม
เรื่องลักษณะของบรรจุภัณฑ์ของสินค้าในระดบั
มาก จานวน 66 คน ระดับปานกลางจานวน 28
มาก คนและระดับน้อย จานวน 6 คน และในเพศ
ปานกลาง หญงิ พบว่ามคี วามพอในลักษณะของบรรจภุ ณั ฑ์
น้อย ของสินค้าในระดับดีมาก จานวน 71 คน ใน
ระดับปานกลาง 11 คน และในระดับน้อย
จานวน 18 คน
26
การวิเคราะห์ผลการดาเนินการตามหลกั ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
พอประมาณ มีเหต
มไี ข่เคม็ ทีเ่ ป็นอาหารทีเ่ กิดจากการถนอมอาหาร เปน็ การเพิ่มมลู คา่ สินค้าสนิ ค
รบั ประทาน ลดค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว ทวั่ ไป
ความรู้ นาหลกั การถนอมอาหารมาใช้ในการสรา้ งรายไดใ้ นระห
คุณธรรม มวี นิ ยั ขยนั ประหยดั เกบ็ ออม
สมดุล
วถั ต/ุ เศรษฐกิจ สงั่ คม
ใชพ้ ืช ผักสมนุ ไพรทีม่ ีในโรงเรียนในการ เกดิ สังคมแหง่ การแบง่ ปนั และสังคม
ประกอบการดาเนินโครงการ แห่งความพอเพยี ง
27
ตุผล มภี ูมิคุ้มกนั ในตัวที่ดี
ค้าทเี่ คยมีตามท้องตลาด - มีทักษะการทางานทด่ี ี
- มีความคิดสรา้ งสรรค์
หว่างเรียน
4 มติ ิ วัฒนธรรม
ส่งิ แวดล้อม รู้จักการอนุรกั ษ์วฒั นธรรมไทย ดว้ ยการ
เอ้ือเฟื้อเผือ่ แผ่แบง่ ปนั ต่อชมุ ชน
การยดื อายุอาหารดว้ ยวธิ ีการถนอม โรงเรยี นและสังคม
อาหาร(การทาไข่เคม็ )เป็นการอนรุ กั ษ์
สงิ่ แวดลอ้ มทางหน่ึง
27
28
บทที่ 5
สรปุ ผลดำเนินกำร
การฝึกทาโครงงานอาชีพ “ไข่เค็มพอเพียง” เพ่ือหารายได้เสริมระหว่างเรียน และการได้ปฏิบัติดังน้ี
ทาให้ข้าพเจ้าและสมาชิกในกลุ่มมีความภาคภูมิใจมาก ที่ได้มีส่วนช่วยในการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง และลด
ค่าใช้จ่ายในการดารงชีวิตประจาวนั และสามารถนาไปปฏิบัติในครอบครวั ตามนโยบายเศรษฐกิจพอเพียงใน
พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว
คณุ ธรรมท่ไี ด้รบั
1. ความขยันหม่ันเพียร
2. ความอดทน
3. ความรับผิดชอบ
4. ความสามัคคีในการทางาน
ขอ้ เสนอแนะ
1. ควรพฒั นาในเรอื่ งของกลนิ่ สมนุ ไพรให้มกี ลนิ่ ทชี่ ัดเจนย่งิ ข้ึน
2. ควรพฒั นาในเร่อื งความเค็มของไข่แดงและไขข่ าวใหม้ รี สชาตเิ คม็ มากข้นึ
บรรณานุกรม
เกษตรน่ารู้. 2561 (ออนไลน์). แหลง่ ที่มา : http://social.tnews.co.th/ contents/114688/2559. 3
ตุลาคม 2561
นดิ ดา หงษว์ ิวัฒน.์ หนอ่ ข่าอ่อน ผกั สมุนไพรมีเฉพาะในฤดูฝน. ครัว. ปที ่ี 19 ฉบบั ที่ 228 มถิ นุ ายน 2556, 20
– 22
เตม็ สมิตนิ ันทน์. ช่อื พรรณไมแ้ ห่งประเทศไทย สานกั งานหอพรรณไม้ กรมอุทยานแหง่ ชาติ สัตว์ปา่ และพันธ์ุ
พืช พ.ศ. 2549
เต็ม สมิตนิ นั ทน์. 2561 (ออนไลน์). แหล่งทม่ี า : https://th.wikipedia.org/wiki/ตะไคร.้ 3 ตลุ าคม 2561
เติมสขุ . 2561 (ออนไลน)์ . แหล่งทีม่ า : http://www.termsuk.com/Article/Detail/7244. 3 ตลุ าคม 2561
ปศสุ ัตว์. 2561 (ออนไลน)์ . แหล่งทม่ี า : http://pasusat.com/ไขเ่ คม็ ,/2559. 3 ตุลาคม 2561
เนเชอรัลคัล. 2561 (ออนไลน์). แหลง่ ท่ีมา : http://www.nutrakal.com/ความรเู้ พอ่ื สุขภาพ/สขุ ภาพ-
คอเลสเตอรอล/กระเทียม-กบั คณุ ประโยชน์/. 3 ตุลาคม 2561
เพ็ชรสังข.์ 2561 (ออนไลน์). แหล่งทม่ี า : http://www.pstip.com/กะเพรา-สมนุ ไพรชว่ ยใหส้ วยใสไรท้ ่ีติ. 3
ตุลาคม 2561
พฤษเกษตร. 2561 (ออนไลน์). แหลง่ ที่มา : http://puechkaset.com/ มะกรูด,2558. 3 ตลุ าคม 2561
เมดไทย. 2561 (ออนไลน์). แหล่งท่มี า : https://medthai.com/มะกรดู . 3 ตุลาคม 2561
รัศมี วฒั นสวุ รรณ (2557). สมุนไพรใกล้ตัว, 8
วกิ ิพเี ดีย. 2561 (ออนไลน)์ . แหล่งทม่ี า : https://th.wikipedia.org/wiki/สะระแหน,่ 3 ตุลาคม 2561
วิกพิ เี ดีย. 2561 (ออนไลน์). แหล่งท่มี า : https://th.wikipedia.org/ wiki/ต้นหอม, 3 ตลุ าคม 2561
อารียา แสงสขุ . 2561 (ออนไลน)์ . แหลง่ ทีม่ า : https://sites.google.com/site/xariyanganchinthi5/
home/kha. 3 ตุลาคม 2561
33
แบบสอบถามความพงึ พอใจ “ไข่เคม็ พอเพยี ง”
โรงเรียนดงใหญ่วิทยาคม รัชมังคลาภิเษก
คาชแ้ี จง โปรดทำเคร่ืองหมำย √ ในชอ่ ง พรอ้ มเขียนข้อเสนอแนะเพม่ิ เตมิ ตำมควำมเป็นจรงิ
ตอนท่ี 1 ขอ้ มูลส่วนตวั
1. เพศ ชำย หญิง
2. อำยุ ตำ่ กว่ำ 20 ปี 21 – 25 ปี
26 – 30 ปี 31 – 35 ปี
36 – 40 ปี 41 ปี ข้ึนไป
3. สถำนภำพ โสด สมรส หยำ่ /ร้ำง
4. ระดบั กำรศกึ ษำ ประถมศึกษำ มัธยมศกึ ษำ
ปรญิ ญำตรี สูงกวำ่ ปรญิ ญำตรี
5. รำยได้เฉลีย่ ตอ่ เดอื น ต่ำกวำ่ 5,000 บำท 5,001 – 10,000 บำท
10,001 - 15,000 บำท 15,001 – 20,000 บำท
20,001 ขน้ึ ไป
6. อำชีพ นักเรยี น / นกั ศกึ ษำ ทำนำ / ทำสวน / เกษตรกรรม
ข้ำรำชกำร / รัฐวสิ ำหกจิ ประกอบธรุ กิจสว่ นตัว
ว่ำงงำน / ยังไมไ่ ดท้ ำงำน
ตอนที่ 2 โปรดทำเครอื่ งหมำย √ ในชอ่ งระดบั ควำมพึงพอใจ
ข้อคาถาม ระดบั ความพงึ พอใจ
มาก ปานกลาง น้อย
1.รสชำติของสินค้ำ
2.กล่นิ ของสินคำ้ ที่ได้สมั ผัส
3.รำคำของสนิ คำ้ มีควำมเหมำะสม
4.ควำมสะอำดของสินค้ำ
5.คุณค่ำทำงโภชนำกำรของสนิ ค้ำ
6.ลกั ษณะของบรรจภุ ัณฑ์ของสนิ ค้ำ
ข้อเสนอแนะ………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ขอบคณุ ในความร่วมมอื
31
บญั ชรี ายรับ-รายจา่ ย โดยการบนั ทกึ ในแอพพลิเคชนั่ “กระเปา๋ ตังค์”
32
28
ภาคผนวก
29
ภาพสวนพฤษศาสตรโ์ รงเรยี น
โรงเรียนดงใหญว่ ทิ ยาคม รัชมงั คลาภเิ ษก
30