ผ้แต่ง ู พระยาอุปกิตศิลปะสาร (นิ่ ม กาญจนาชีวะ)
ลักษณะคําประพันธ์ กลอนดอกสร้อย
ที่มาของเรื่อง กวีนิพนธ์เรื่อง Elegy Written in a Country Churchyard ของ ทอมัส เกรย์ (Thomal gray) กวีที่มีชีวิตอยูในช ่ ่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18
ประวัติผ้แต่ง ู พระยาอุปกิตศิลปะสาร (นิ่ ม กาญจนชีวะ) เก ิดเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2422 ศึกษาพระธรรมวินัยจนได้เปรียญ 6 ประโยค พ.ศ.2443 ได้เข้า สอบไล่วิชาครูในโรงเรียนฝึ กหัดอาจารย์สายวลีสัณฐาคาร และได้ศึกษาที่ โรงเรียนสวนกุหลาบ โรงเรียนฝึ กหัดอาจารย์บ้านสมเด็จเจ้าพระยา ภายหลัง เข้ารับราชการในกระทรวงธรรมการ (กระทรวงศึกษาธิการ) พนักงานกรมราช บัณฑิต ปลัดกรมตําราหัวหน้าการพิมพ์แบบเรียนกรมวิชาการ หัวหน้าแผนก อภิธานสยาม ได้เลื่อนยศจนเป็ นอํามาตย์เอกพระยาอุปกิ ตศิลปสาร
ถึงแก่อนิจกรรม วันที่ 19 พฤษภาคม 2484 และมอบศพให้แก่ การศึกษาวิชาแพทย์ นับวาเป็ นครูอย ่ างแท้จริง ่
ผลงาน 1. สยามไวยากรณ์ (ตําราไวยากรณ์ 4 เล่ม ได้แก่ อักษรวิธี วจีวิภาค วากยสัมพันธ์ ฉันทลักษณ์ 2. สงครามภารตคํากลอน 3. ช ุ มน ุ มนิพนธ์ อ.น.ก. 4. คําประพันธ์บางเรื่อง 5. คําประพันธ์โคลงสลับกาพย์ 6. บทความและปาฐกถาต่าง ๆ เกี่ยวกับวรรณคดีและการใช้ภาษา
คําประพันธ์บทที่ 1 วังเอ๋ยวังเวง หวางเหง ่ ่ ง! ยํ่าคํ่าระฆังขาน ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค ่ อยค ่ อยผานท้องทุ ่ ่ งมุ ่ งถิ่ นตน ชาวนาเหนื่อยอ่ อนต ่ างจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแห่ งหน ทิ ้ งทุ ่ งให้มืดมัวทัวมณฑล่และทิ ้ งตนตูเปลี่ยวอยูเดียวดาย ่ คําศัพท์ ผ้าย หมายถึง เคลื่อนจากที่ ทิวากาล หมายถึง เวลากลางวัน
เสียงระฆังตียํ่าดังหง่างเหง่งมา ทําให้เกิดความวังเวงยิงนัก ใ่ นขณะที่ฝูงควาย กเคลื่อนจากท้องทุ ็ ่งลากลางวัน เพื่อมุ่งกลับยังถิ่ นที่อยูขอ่ งมัน ฝ่ ายพวกชาวนา ทั ้ งหลายรู้สึกเหนื่อยอ่อนจากการทํางานต่างกพาก ็ นกลับพํานักขอ ั งตน เมื่อตะวัน ลับขอบฟ้ากไม็ ่มีแสงสวาง ทําให้ท้องทุ ่ ่งมืดไปทัวไปบริเวณและทิ ่ ้ งให้ข้าพเจ้าเปล่า เปลี่ยวแต่เพียงผู้เดียว ถอดคําประพันธ์
ยามเอ๋ยยามนี้ ปถพีมืดมัวทั่วสถาน อากาศเย็นเยือกหนาวคราววิกาล สงัดปานป่ าใหญ่ไร้สําเนียง มีก็แต่จังหรีดกระกรีดกลิ่ง เรไรหริ่ง! ร้องขรมระงมเสียง คอกควายวัวรัวเกราะเปาะเปาะ! เพียง ร้ว่าเสียงเกราะแว่วแผ่วแผ่ ู วเอย คําประพันธ์บทที่ 2 คําศัพท์ ปถพี หมายถึง แผนดิน ่ คราววิกาล หมายถึง เวลากลางคืน
ยามนี้แผ่นดินมืดไปทั่ว อากาศเย็นยะเยือกหนาว เพราะเป็ นเวลา กลางคืน และป่ าใหญ่แห่งนี้ก็เงียบสงัด จิ้งหรีดและเรไรร้องกันเซ็งแซ่ไป หมด เจ้าของคอกวัวควายต่างก็รัวเกราะกันเป็ นเสียงเปราะ ๆ ทําให้ร้ว่าเป็ น ู เกราะดังแว่วมาแต่ไกล ถอดคําประพันธ์
คําประพันธ์บทที่ 3 นกเอ๋ยนกแสก จับจ้องร้องแจ๊กเพียงแถกขวัญ อยูบนยอดหอระฆังบังแสงจันทร์ ่ มีเถาวัลย์รุงรังถึงหลังคา เหมือนมันฟ้องดวงจันทร์ให้ผันดู คนมาสู ่ ซ ่องพักมันรักษา ถือเป็ นที่รโหฐานนมนานมา ให้เสื่อมผาสุกสันต์ของมันเอย คําศัพท์ นกแสก หมายถึง ชื่อนกชนิดหนึ่งมักอาศัยตามต้นไม้หรือชายคา แถกขวัญ หมายถึง ทําให้ตกใจ ทําให้เสียขวัญ ซ ่ อง หมายถึง ที่อยู่
ถอดคําประพันธ์ นกแสกร้องแจ๊ก ๆ เพื่อทําให้เสียขวัญ มันจับอยูบนหอระฆัง ่ ที่มีเถาวัลย์ พันรุงรังถึงหลังคา และบังแสงจันทร์ เหมือนมันจะฟ้องดวงจันทร์วาให้หัน ่ มาดูผู้คนที่มาสู่ที่อยูมันรักษาไว้ ซึ่งถือเป็ นส ่ ่วนที่เฉพาะส ่วนตัวมานาน ทํา ให้ไม่มีความสุข
ต้นเอ๋ยต้นไทร สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า และต้นโพธิ์ พุมแจ้แผ ่ ฉายา ่ มีเนินหญ้าใต้ต้นเกลื่อนกล่นไป ล้วนร่างคนในเขตประเทศนี ้ ดุษณีนอนราย ณ ภายใต้ แห ่งหลุมลึกลานสลดระทดใจ เรายิงใกล้หลุมนั ่ ้ นทุกวันเอย คําประพันธ์บทที่ 4 คําศัพท์ แจ้ หมายถึง ลักษณะของต้นไม้เตี้ยๆที่มีกิ่ งทอดแผออกไป ่ โดยรอบ ฉายา หมายถึง เงา ร ่มไม้ ดุษณี หมายถึง อาการนิ่ งซึ่งแสดงถึงการยอมรับ
ถอดคําประพันธ์ มีต้นไม้สูงใหญ่รากย้อยห้อยระย้า และต้นโพธิ์ที่เป็นพุมแผ ่ ร ่ ่ มเงา ออกไปโดยรอบ ที่ใต้ต้นไม่มีเนินหญ้าเป็ นที่ฝังศพคนในละแวกแถวนี ้ ซึ่งนอนนิ่ งอยูเกลื่อนไปหมดในหลุมลึก ดูแล้วน ่ ่าสลดใจอยางยิ ่ งนัก และ่ ตัวของข้าเองกใกล้หลุมนี ็ ้เข้าไปทุกวัน
หมดเอ๋ยหมดห่วง หมดดวงวิญญาณลาญสลาย ถึงลมเช้าชวยชื่นรื่นสบาย เตือนนกแอ่นลมผายแผดสําเนียง อย่ตามโรงม ู ุ งฟางข้างข้างนั้น ทั้งไก่ขันแข่งด ุ เหว่าระเร้าเสียง โอ้เหมือนปล ุ กร่างกายนอนรายเรียง พ้นสําเนียงที่จะปล ุ กให้ล ุ กเอย คําประพันธ์บทที่ 5 คําศัพท์ ลาญ หมายถึง แตกหัก ทําลาย ผาย หมายถึง เคลื่อนจากที่
หมดห่วงเนื่องจากดวงวิญญาณได้แตกสลายไปแล้ว ถึงแม้ว่าลมยาม เช้าจะชายพัดให้สดชื่น เป็ นการเตือนนกนางแอ่นให้เคลื่อนออกจากที่ แผดร้องไปตามโรงนา ทั้งไก่ก็ขันแข่งกับนกด ุ เหว่า เหมือนจะช่วยกัน ปล ุ กร่างกายผ้ที่นอนรายเรียงที่อย ู ่ในหล ู ุ มฝังศพให้ตื่นขึ้น แต่พวกเขา เหล่านั้นไม่ได้ยินเสียงปล ุ กเสียแล้ว ถอดคําประพันธ์
ทอดเอยทอดทิ ้ ง ยาวหนาวผิงไฟล้อมอยูพร้อมหน้า ่ ทิ ้ งเพื่อนยากแม่ เหย้าหาข้าวปลา ทุกเวลาเช้าเย็นเป็ นนิรันดร์ ทิ ้ งทั ้ งหนูน้อยน้อยร่ อยร ่อยรับ เห็นพอกลับปลื ่ ้ มเปรมเกษมสันต์ เข้ากอดคอฉอเลาะเสนาะกรรณ สารพันทอดทิ้ งทุกสิ่งเอย คําประพันธ์บทที่ 6 คําศัพท์ นิรันดร์ หมายถึง ตลอดไปไม่ เว้นวาง ่ , เป็ นนิจ ฉอเลาะ หมายถึง กิริยาออดอ้อนเพื่อให้น่าเอ็นดู น ่ารัก
ยาวหนาวเคยนังผิงไฟอยู ่ พร้อมหน้า แต ่ ่ กต้องมาทิ ็ ้ งเพื่อนยากทิ ้ งแม ่ เรือนที่เคยหุงข้าวหาอาหารให้รับประทานทุกเช้าเย็น ทิ้ งทั ้ งลูกน้อยที่พอเห็น หน้าพอก ่ ดีใจกอดคอฉอเลาะ นั ็ ้นคือต้องทอดทิ้ งทุกสิ่งทุกอยางไปอย ่ างไม ่ ่มี วันกลับ ถอดคําประพันธ์
กองเอ๋ยกองข้าว กองสูงราวโรงนายิงน่่าใคร่ เก ิ ดเพราะการเกบเก ็ ี่ยวด้วยเคียวใคร ใครเล่ าไถคราดฟื้ นพื ้ นแผน ่ ดิน เช้ากขับโคกระบือถือคันไถ สําราญใจตามเขตประเทศถิ ็ ่ น ยึดหางยามยักไปตามใจจินต์ หางยามผินตามใจเพราะใครเอย คําประพันธ์บทที่ 7 คําศัพท์ หางยาม หมายถึง หางไถตอนที่มือถือ
เห็นกองข้าวสูงราวกับโรงนา ช่างน่ายินดีนัก กองข้าวก็เกิดเพราะ การเก็บเกี่ยวด้วยเคียวของใคร หรือใครคนไถคราดพลิกฟื้นแผ่นดินนี้ ขึ้นมา เช้าก็ถือคันไถพร้อมกับไล่ควายอย่างสบายใจอยู่ท้องนา โดยจับ หางไถตามใจของตน หางไถหันไปในทิศทางต่าง ๆ เพราะใครเล่า ถอดคําประพันธ์
ตัวเอ๋ยตัวทะยาน อยาบันดาลดลใจให้ใฝ่ ฝัน ่ ดูถูกก ิจชาวนาสารพัน และความครอบครองกนอันชื่นบาน ั เขาเป็ นสุขเรียบเรียบเงียบสงัด มีปวัตน์เป็ นไปไม่วิตถาร ขออยาได้เย้ยเยาะพูดเราะราน ดูหมิ ่่ นการเป็ นอยูเพื่อน ่ ตูเอย คําประพันธ์บทที่ 8 คําศัพท์ ตัวทะยาน หมายถึง อยากมีฐานะหรือภาวะสูง ดีกวาที่เป็ น ่ อยู ่ ปวัตน์ หมายถึง ความเป็ นไป วิตถาร หมายถึง นอกแบบ นอกทาง เก ินวิสัยปกติ
ตัวทะเยอะทะยานเอ๋ย ขออยาดลบันดาลใจให้มีการดูถูกการกระทํา ่ ต ่ างๆ ของชาวนาและความเป็ นอยูชื่นบานของเขา เขาอยู ่ ก ่ นอยั างมีความสุ ่ ข อยาง ่ เรียบง่ าย โดยมีความเป็ นไปไม่ เก ินวิสัยปรกติของมนุษย์ ขอจงอยางไปพูดจา ่ เยาะเย้ยหรือดูหมิ่ นการเป็ นอยูของเขาเลย ่ ถอดคําประพันธ์
สกุลเอ๋ยสกุลสูง ชักจูงจิตฟูชูศักดิ ์ศรี อํานาจนําความสง่ าอ ่ าอินทรีย์ ความงามนําให้มีไมตรีกนั ความรํ่ารวยอวยสุขให้ทุกอยาง ่ เหล ่ านี ้ ต ่ างรอตายทําลายขันธ์ วิถีแห่ งเก ียรติยศทั ้ งหมดนั ้ น แต ่ล้วนผันมาประจบหลุมศพเอย คําประพันธ์บทที่ 9 คําศัพท์ อินทรีย์,ขันธ์ หมายถึง ร ่ างกาย
คนมีชาติตระกูลสูง ทําให้จิตใจของตนจนพองโตขึ้ นโดยคิดวาตนมี ่ ศักดิ ์ศรีเหนือคนอื่น คนมีอํานาจนําความงามมาให้แก่ ชีวิต คนมีหน้าตา งดงามทําให้คนอื่นรักใคร่ คนมีฐานะรํ่ารวยยอมหาความสุขได้ทุ ่ กอยาง แต ่ ่ ทุกคนล้วนรอความแตกดับของร่างกายด้วยกนทั ั้ งนั ้ น วิถีแห่ งเก ียรติยศ ทั ้ งหมด ล้วนมารวมกนที่หลุมฝังศพ ั ถอดคําประพันธ์
ตัวเอ๋ยตัวหยิง่ เจ้าอยาชิงตีซากว ่ ายากไร้ ่ เห็นจมดินน่าสลดระทดใจ ที่ระลึกสิ่งไรกไม็ ่มี ไม่ เหมือนอยางบางศพญาติตบแต ่ ่ ง เครื่องแสดงเกียรติเลิศประเสริฐศรี สร้างสถานการบุญหนุนพลี เป็ นอนุสาวรีย์สง่ าเอย คําประพันธ์บทที่ 10 คําศัพท์ พลี อ่านว่า พะ-ลี หมายถึง การบ ู ชาบวงสรวง
ผ้เย่อหยิ่งทั้งหลาย ขออย่าชิงติซากศพผ ู ้ยากไร้เหล่า ู นี้เลย แม้เห็นจม ดินหน้าสลดใจ ที่ระลึกอะไรอย่างไรก็ไม่มีก็ตามทีเถิด ไม่เหมือนอย่างบาง ศพที่ญาติตบแต่งด้วยเครื่องแสดงเกียรติยศอย่างดี โดยมีการสร้าง อน ุ สาวรีย์อันสง่างามเพื่อเป็ นสถานที่บวงสรวงบ ู ชา ถอดคําประพันธ์
ที่เอ๋ยที่ระลึก ถึงอธึกงามลบในภพพื้น ก็ไม่ชวนชีพที่ดับให้กลับคืน เสียงชมชื่นเชิดช ู ค ุ ณผ้ตา ู ย เสียงประกาศเกียรติเอิกเกริกลั่น จะกระเทือนถึงกรรณนั้นอย่างหมาย ล้วนเป็ นค ุ ณแก่ผ้ยังไม่วางวาย ช ู ูเกียรติญาติไปภายภาคหน้าเอย คําประพันธ์บทที่ 11 คําศัพท์ อธึก หมายถึง ยิ่งใหญ่ มาก กรรณ หมายถึง หู เอิกเกริก หมายถึง แพร่หลายร้กันทั่วู
ที่ระลึกสร้างขึ้น ถึงแม้จะงามเลิศสักเพียงใด ก็ไม่สามารถทําให้ผ้ตายฟื้ นคืน ู ชีวิตขึ้นมาได้ เสียงชื่นชมในค ุ ณธรรมดีของผ้ตาย รวมทั้งเสียง ู ชื่นชมในค ุ ณงาม ความดีของผ้ตายรวมทั้งเสียงประกาศถึงเกียรติยศของคนอย่างแพร่หล ู ายร้กัน ู ทั่วไปจะไปเข้าห ู ผ้ตายนั้นก็หาไม่ ท ู ุ กอย่างล้วนเป็ นค ุ ณแก่ผ้ ู ที่ยังมีชีวิตอย่ และ ู เป็ นการประกาศเกียรติยศของญาติพี่น้องที่มีชีวิตอย่ต่อไป ู
ร่างเอ๋ยร่างกาย ยามตายจมพื้นดาษดื่นหลาม อย่างดู ถู กถิ่นนี้ว่าที่ทราม อาจขึ้นชื่อลือนามในก่อนไกล อาจจะเป็ นเจดีย์มีพระศพ แห่งจอมภพจักรพรรดิกษัตริย์ใหญ่ ประเสริฐด้วยสัตตรัตน์จรัสชัย ณ สมัยก่อนกาลบุ ราณเอย คําประพันธ์บทที่ 12 คําศัพท์ สัตตรัตน์ ในที่นี้หมายถึงแก้ว ๗ ประการของจักรพรรดิ มีช้างแก้ว นางแก้ว ขุ นพลแก้ว ขุ น คลังแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี จักรแก้ว แก้วเจ็ดประการมี สุวรรณ-ทอง หิรัญ-เงิน มุ กดา ประพาฬ-โกเมน ไพฑู รย์ วิเชียร-เพชร มณี- ทับทิม
ร่างกายของคนทั้งหลายเมื่อตายจะจมพื้นดินอย่เต็มไปหมด ข ู อจงอย่า ด ู ถ ู กถิ่นนี้ว่าไม่ดี เพราะอาจเป็ นสถานที่ที่มีชื่อเสี่ยงมาในสมัยก่อนได้ คือ เป็ นสถานที่ก่อสร้างพระเจดีย์บรรจ ุ พระศพของพระมหากษัตริย์ อัน ประกอบด้วย 7 ประการของจักรพรรดิในสมัยโบราณนานมาแล้ว ถอดคําประพันธ์
ความเอ๋ยความร้ ูเป็ นเครื่องชูชี้ทางสว่างไสว หมดโอกาสที่จะชี้ต่อนี้ไป ละห่วงใยอยากร้ลงสู่ดินู อันความยากหากให้ไร้ศึกษา ย่นปัญญาความร้อยู่แค่ถิ่นู หมดทุ กข์ขลุ กแต่กิจคิดหากิน กระแสวิญญาณงันเพียงนั้นเอย คําประพันธ์บทที่ 13 คําศัพท์ ความรู้ หมายถึง มวลประสบการณ์ที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ วิญญาณ หมายถึง สิ่งที่เชื่อกนวั ามีอยู ่ ในกายขณะยังมีชีวิ ่ ต เมื่อตายจะออกจาก กายล่องลอยไปหาที่เกิดใหม่
ความรู้เป็ นเครื่องชี้นําทางไปสู่ความกาวหน้า แต ้ ่ตอนนี ้ หมดโอกาสที่จะชี้ นําทาง ต่อไปแล้ว จําต้องละห่วงใยทั ้ งหมดลงไปสู่ความตาย อันความยากจนทําให้ไม่ได้รับ การศึกษา ได้รับวิชาความรู้อยูเฉพาะในท้องถิ ่่ นตน ตอนนี ้หมดทุกข์ที่จะขลุกอยูแต่ ่ใน การทํามาหากินเสียที เพราะวิญญาณของเราคงจะหยุดเพียงเท่านี ้
ดวงเอ๋ยดวงมณี มักจะลี้ลับอย่ในภ ู ู ผา หรือใต้ท้องห้องสม ุ ทรส ุ ดสายตา ก็เสื่อมซาสิ้นชมนิยมชน บ ุ ปผชาติช ู สีและมีกลิ่น อย่ในถิ่นที่ไกลเช่นไพรสณฑ์ ู ไม่มีใครได้เชยเลยสักคน ย่อมบานหล่นเปล่าดายมากมายเอย ◌ ์ คําประพันธ์บทที่ 14 คําศัพท์ ดวงมณี หมายถึง ดวงแกว เหมาะก ้ บเพศ หญิง ั บุปผชาติ หมายถึง ดอกไม้ ไพรสณฑ์ หมายถึง ป่ าไม้
ดวงแก้วหรือสิ่งที่มีค่ามักจะอย่ในที่ลี้ลับ เช่น ในภ ู ู เขาหรืออย่ใต้ท้อง ู สม ุ ทรซึ่งส ุ ดสายตามน ุ ษย์ ทําให้เป็ นสิ่งไร้ค่าไม่มีผ้ใดได้ ู ชื่นชม เปรียบเสมือน กับดอกไม้ที่มีสีสวยงาม และกลิ่นหอมที่อย่ไกล เช่น ในป่ า ก็ ู ไม่มีใครเชยชมเลย สักคน ย่อมบานหล่นไปเปล่าๆ อย่างมากมายน่าเสียดายเป็ นยิ่งนัก
ซากเอ๋ยซากศพ อาจเป็ นซากนักรบผู้กล้าหาญ เช ่นชาวบ้านบางระจันขันรําบาญ กบหมูั ่ ม ่ านมาประทุษอยุธยา ไม่ เช ่นนั ้ นท ่ านกวีเช่นศรีปราชญ์ นอนอนาถเล่ห์ใบ้ไร้ภาษา หรือผู้กูบ้านเมืองเรืองปัญญา อาจจะมานอนจมถมดินเอย ้ คําประพันธ์บทที่ 15 คําศัพท์ รําบาญ หมายถึง รบศึก บางระจัน หมายถึง ค่ ายป้องกนตัวเองของชาวบ้านเมืองสิง ั ห์บุรี ศรีปราชญ์ หมายถึง เป็ นกวีเอกในสมัย “พระนารายณ์มหาราช”
ถอดคําประพันธ์ ซากศพทั้งหลายเหล่านี้อาจเป็ นซากศพของนักรบผ้กล้าหาญ เช่ ู น ชาวบ้านบางระจันที่อาสาจะส้รบ กองทัพพม่าที่มาทําร้ายถึงกร ู ุ งศรีอย ุ ธยา หรือศพท่านกวีศรีปราชญ์ที่นอนนิ่งไม่พู ดไม่จา หรือศพผ้ก ู ้บ้านเมือง ผ ู ้มี ู ปัญญาอื่น ๆ ซึ่งอาจจะมานอนถมจมดินอย่ ู
มักเอ๋ยมักใหญ่ ก่นแต่ใฝ่ ฝันฟ้งตามม ุ ่งหมาย ุ อําพรางความจริงใจไม่แพร่งพราย ไม่ควรอายก็ต้องอายหมายปิ ดบัง ม่งแต่โปรยเครื่องปร ุ ุ งจร ุ งกลิ่น คือความฟ ู มฟายสินลิ้นโอหัง ลงในเพลิงเกียรติศักดิ์ประจักษ์ดัง เปลวเพลิงปลั่งหอมกลบตลบเอย คําศัพท์ ฟูมฟาย สุรุ่ ยสุร ่าย หมายถึง ใช้จ่ ายเก ิ นฐาน คําประพันธ์บทที่ 18
พวกมักใหญ่ ใฝ่ สูงจะทําแต่สิ่งที่ตนใฝ่ ฝันมุ่งหมายๆไว้และปิ ดปังความ จริงบางอยางโดยไม ่ ่ เปิ ดเผยให้ใครทราบ แม้จะเป็ นสิ่งที่ไม่มีใครอับอาย มุ ่ ง แต ่แสดงให้เห็นรูปลักษณ์ภายนอกวาดี ่ มีการใช้จ่ ายทรัพย์เกิ นฐานะ พูดจา อวดดีเพื่อแสดงความมีเกียรติสูงส่งของตนให้คนอื่นเห็น อันเป็นการปกปิ ด ความเป็ นจริงของตนเองไว้
คําประพันธ์บทที่ 19 ห่างเอ๋ยห่างไกล ห่างจากพวกมักใหญ่ฝักใฝ่ หา แต่สิ่งซึ่งเหลวไหลใส่อาตมา ความมักน้อยชาวนาไม่น้อมไป เพื่อรักษาความสราญฐานวิเวก ร่มชื้อเฉกห ุ บเขาลําเนาไศล สันโดษดับฟ้งซ่านทะยานใจ ุ ตามวิสัยชาวนาเย็นกว่าเอย คําศัพท์ ชื ้ อ หมายถึง เย็น ร่ม ชื ้ น สันโดษ ความยินดีหรือพอใจเท่ าที่ตนมอยูหรือเป็ นอ ่ ยู, ่ มักน้อย
ขอจงอยูห ่ ่างไกลจากพวกมักใหญ่ ใฝ่ สูง ซึ่งทําแต่สิ่งเหลวไหลใส่ ตัวเอง โดยไม่ดูความมักน้อยของชาวนาเป็ นตัวอยาง ่ ฉะนั ้นเพื่อรักษาความ สบายใจและความวิเวกร่มเย็นเฉกเช่ นอยูในหุบเขาลําเนาไพร ่ ควรถือ สันโดษดับความฟุ้งซ่านใจ ตามแบบของชาวนาไว้จะดีกวา ่ -
คําประพันธ์บทที่ 20 ศพเอ๋ยศพไพร่ ไม่มีใครขึ้นชื่อระบือขาน ไม่เกรงใครนินทาว่าประจาน ไม่มีการจารึกบันทึกคุณ ถึงบางทีมีบ้างเป็นอย่างเลิศ ก็ไม่ฉูดฉาดเชิดประเสริฐสุนทร์ พอเตือนใจได้บ้างในทางบุญ เป็นเครื่องหนุนนําเหตุสังเวชเอย คําศัพท์ ระบือ หมายถึง เลื่องลือ แพร่หลายรู้กนทั ัว่ ฉูดฉาด หมายถึง สีจัดจ้าบาดตา ประเสริฐ หมายถึง ดีที่สุด
ถอดคําประพันธ์ ศพของคนธรรมดาสามัญ ไม่มีใครเขายกยองหรือกล ่ ่าวถึงฉะนั้นจึงไม่ต้องไปเกรง กลัววาใครเขาจะนินทา ่ เพราะไม่มีการเขียนจารึกบันทึกคุณความดีไว้ถึงจะมีบ้างกไม็ ่ เชิดชูกนอยั างเต็มที่ ่ ทําพอเป็ นเครื่องเตือนใจในการทําความดีหรือเป็ นเครื่องหนุนนํา เพื่อให้เกิดสังเวชใจเท่านั ้ น
คําประพันธ์บทที่ 21 ศพเอ๋ยศพสูง เป็ นเครื่องจูงจิตให้เลื่อมใสศานต์ จารึกคําสํานวนชวนสักการ ผิดกบฐานชาวนาคนสามัญ ั ซึ่งอยางดีก ่ มีกวีเถื่อน ็ จารึกชื่อปี เดือนวันดับขันธ์ อุทิศสิ่งซึ่งสร้างตามทางธรรม์ ของผู้นั้นผู้นี้ แก ่ ผีเอย คําศัพท์ ศานต์ หมายถึง ความสงบ ราบคาบ สักการ หมายถึง บูชาด้วยสิ่ง หรือเครื่องอันควรบูชา ดับขันธ์ หมายถึง ตาย
ศพของคนดี เป็ นสิ่งที่จูงใจให้เลื่อมใส มีการจารึกค่ าสักการะ ผิดกบั ศพของชาวนาธรรมดา ซึ่งอยางดีที่สุดก ่ มีแค ็ ่กวีสมัครเล่นซึ่งจะจารึกเอาไว้ เพียงแค่วันเดือนปี ที่ล่วงลับ อุทิศสิ่งของทางธรรมให้แก่ ผู้ตาย ถอดคําประพันธ์
คําประพันธ์บทที่ 22 ห ่วงเอ๋ยห่วงอะไร ไม่ยิงใหญ่่ เท ่ าห ่วงดวงชีวิต แม้คนลืมสิ่งใดได้สนิท กยังคิดขึ ็ ้นได้เมื่อใกล้ตาย ใครจะยอมละทิ ้ งซึ่งสิ่งสุข เคยเป็ นทุกข์ห่วงใยเสียได้ง่ าย ใครจะยอมละแดนแสนสบาย โดยไม่ชายตาใฝ่ อาลัยเอย คําศัพท์ กวีเถื่อน กวีชาวบ้าน หมายถึง คนที่มีความรู้ระดับชาวบ้าน
ห่วงอะไรไม่เท่าห่วงชีวิต แม้นคนที่ลืมทุกสิ่งกยังคิดได้เมื่อ ็ ใกล้ตาย ใครจะยอมละ ทิ ้ งสิ่งที่ทําให้มีความสุข ถ้าผู้เคยมีความทุกข์กยิ็งไม ่่เสียให้ง่ายๆ ใครจะยอมจากที่อยู่ แสนสบาย โดยไม่หันหลังอาลัยไปมอง ถอดคําประพันธ์
คําประพันธ์บทที่ 23 ดวงเอ๋ยดวงจิต ลืมสนิทกิจการงานทั้งหลาย ย่อมละชีพเคยส ุ ขสน ุ กสบาย เคยเสียดายเคยวิตกเคยปกครอง ละถิ่นที่สําราญเบิกบานจิต ซึ่งเคยคิดใฝ่ เฝ้าเป็ นเจ้าของ หมดวิตกหมดเสียดายหมดหมายปอง ไม่ผินหลังเหลียวมองด้วยซํ้าเอย คําศัพท์ ผิน หมายถึง หัน ผัน พลิก
ถอดคําประพันธ์ ขอให้ดวงจิตของเรา จงลืมกิจการงานทั้งหลายที่เคยส ุ ขสน ุ กสบาย เคย เสียดาย เคยวิตกและเคยปกครอง ต้องละถิ่นที่เคยให้ความส ุขสําราญบานใจ และฝันใฝ่ อยากเป็ นเจ้าของ ขอจงหมดความวิตก หมดความเสียดายหมดสิ่งที่ ปรารถนา โดนไม่หันหลังเหลียวไปมองมันอีกเลย
ข้อคิดที่ได้จาก “กลอนดอกสร้อยรําพึงในป่าช้า” 1. คนเราเก ิดมาควรสร้างความดี เพราะทุกคนต้องตาย ควรดําเนินชีวิต เป็ นรูปแบบให้คนรุ่นหลังได้ยึดถือปฏิบัติตาม 2. ชีวิตเป็ นอนิจจังทั้ งสิ ้ น อยาประมาทในการดําเนินชีวิต ทุ ่ กชีวิตต้องตาย 3. ไม่ วาจะเป็ นคนชั ่ ้นสูง หรือ เป็ นคนชั้นตํ่ากตาม ล้วนมี ็ ความเป็ นคนเท่ า เทียมกนั 4. คําประพันธ์ที่ไพเราะสามารถทําให้ผู้ฟังมีความคล้อยตาม ในความหมาย ของกวี ทําให้สามารถทําตาม คล้อยตามได้