The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ขนมนั้นจะแสนหวานสักเพียงใด
แต่ชีวิตข้านั้นกลับขื่นขม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kunlanid Jib, 2022-05-22 13:21:35

ท้าวทองกีบม้าราชินีขนมไทย

ขนมนั้นจะแสนหวานสักเพียงใด
แต่ชีวิตข้านั้นกลับขื่นขม

ท้าวทองกีบม้า
ราชินีขนมไทย



ท้าวทองกีบม้า
ราชินีขนมไทย



คำนำ



E-Book เล่มนี้นี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์ไทย คณะมนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ สาขาสังคมศึกษา โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาเรื่องราวของท้าวทองกีบม้า
ราชินีขนมไทย สตรีผู้คิดค้นขนมไทยสมัยกรุงศรีอยุธยา

ผู้จัดทำได้เลือกหัวข้อนี้ในการทำ E-Book เนื่องมาจากเป็นเรื่องที่น่าสนใจ อีกทั่ง
เรื่องราวชีวิตของท้าวทองกีบม้านั้นไม่ได้หวานชื่นดั่งขนมที่ได้คิดค้น ในทางกลับชีวิตของ
ท้าวทองกีบนั้นขื่นขมยิ่งกว่าบอระเพ็ดเสียอีก

ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้จะเป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อ่านหรือผู้ที่มีความ
สนใจ เรื่องราวของนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ หากมีข้อผิดพลาดประการใด ผู้จัด
ทำ น้อมรับคำติชมและนำ มาปรับปรุงแก้ไขในชิ้นงานต่อไป และผู้จัดทำ ขออภัยไว้ ณ ที่
นี่ด้วย

นางสาวกุลนิษฐ์ พัวพัน
6421126054



สารบัญ หน้า
5
หัวข้อ 11
ชาติกำเนิดและครอบครัว 17
ชีวิตสมรส 25
ชีวิตตกอับ 34
การรับราชการและบั้นปลายชีวิต 38
ชีวิตส่วนตัว 43
ขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าทำขึ้น
บรรณานุกรม



ท้าวทองกีบม้า เดิมชื่อว่า มารีอา กียูมาร์ ดึ ปีญา แต่คนส่วนใหญ่รู้จักในชื่อ มารี กีมาร์
ภริยาของ พระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางกรีกที่รับราชการในรัช
สมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช

เธอมีชื่อเสียงจากการปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าห้องเครื่องต้นวิเสทในราชสำนัก ตำแหน่ง "ท้าว
ทองกีบม้า" ว่ากันว่านางได้ประดิษฐ์ขนมไทยที่ได้รับอิทธิพลจากอาหารโปรตุเกส มี ทอง
หยิบ , ทองหยอด , ฝอยทอง , ทองม้วน และ หม้อแกง เป็นอาทิ จนได้สมญาว่าเป็น
"ราชินีแห่งขนมไทย"

แต่ก็มีกระแสคัดค้าน โดยให้เหตุผลว่า ขนมโปรตุเกสเหล่านี้แพร่หลายมาพร้อมกับกลุ่ม
ชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักในกรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปีก่อนที่นางจะเกิดเสีย
อีก เรื่องที่นางดัดแปลงขนมไทยจากตำรับโปรตุเกสเป็นคนแรกเห็นจะผิดไป

ชาติกำเนิดและครอบครัว

ท้าวทองกีบม้า มีชื่อเดิมว่า มารีอา กียูมาร์ ดึ ปีญา เป็นคริสตังเชื้อสายโปรตุเกส เบงกอล
และญี่ปุ่น เป็นธิดาคนโตของฟานิก กียูมาร์ บิดามีเชื้อสายโปรตุเกส ญี่ปุ่น และเบงกอล
ที่อพยพมาจากอาณานิคมโปรตุเกสใน เมืองกัว กับมารดาชื่ออูร์ซูลา ยามาดะ ลูกหลาน
ผู้ลี้ภัยจากการเบียดเบียนศาสนาในญี่ปุ่น

จากการเบียดเบียนศาสนาในญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2135 ตามคำบัญชาของ โทโยโตมิ ฮิเดโยชิ
ทำให้เซญโญราอิกเนซ มาร์แตงซ์ หรืออิกเนซ มาร์ตินซ์ ย่าบ้างก็ว่าเป็นยายของท้าวทอง
กีบม้า ถูกนำตัวมาไว้ที่ เมืองไฮโฟ ในเวียดนาม ระหว่างนั้นนางได้สมรสกับลูกหลานได
เมียวตระกูลโอโตโมะ ภายหลังครอบครัวของนางจึงได้อพยพมาลงหลักปักฐานในกรุง
ศรีอยุธยาอีกทอดหนึ่ง แต่ข้อมูลบางแห่งก็ว่า ครอบครัวของนางไปอยู่ที่กัมพูชาก่อนถูก
กวาดต้อนมาสู่กรุงศรีอยุธยาเมื่อครา สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงตี เมืองละแวก
ในปี ค.ศ. 1593 จากข้อมูลนี้มารีอาอาจมี เชื้อสายเขมร หรือ จาม ผ่านทางมารดาด้วย
ก็เป็นได้

ครอบครัวของยามาดะเป็นตระกูลที่เคร่งครัดในคริสต์ศาสนา เซญโญราอิกเนซ มาร์แตงซ์
ผู้เป็นยาย อ้างว่านางเป็นหลานสาวของ นักบุญฟรังซิสเซเวียร์ นักบุญชื่อดัง ที่ได้
ประทานศีลล้างบาปและตั้งศาสนนามให้ แต่อย่างไรก็ตามมารดาของท้าวทองกีบม้า
ค่อนข้างจะมีประวัติด่างพร้อยว่านางคบชู้กับบาทหลวงทอมัส วัลกัวเนรา บาทหลวงเยสุ
อิตเชื้อสายซิซิลี และกล่าวกันว่าท้าวทองกีบม้า มิใช่ลูกของฟานิก สามีตามกฎหมายของ
นางยามาดะ แต่เกิดกับบาทหลวงรูปดังกล่าว ดังปรากฏใน Mémoire touchant
l'enlèvement et la reddition de Madame Constance ความว่า

"ส่วนนางอูร์ซูลนั้นเล่า พอเข้าพิธีแต่งงานกับสามีที่ถูกต้องนามว่าฟานิกได้ไม่ทันไร ก็ไปมี
ความสัมพันธ์กับบาทหลวงวัลกัวเนรา ซึ่งเป็นบาทหลวงชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายเยสุอิต ผู้ออกแบบ
การก่อสร้างป้อมค่ายกำแพงเมืองให้สยาม มาดามฟอลคอน ซึ่งผิวขาวยิ่งกว่านายฟานิก
และน้อง ๆ ของเธอ ถือกำเนิดในช่วงเวลานี้เอง ปรากฏว่าบาทหลวงวัลกัวเนราถูกเรียก
ตัวไปประจำที่มาเก๊าเพราะมีข่าวอื้อฉาวเรื่องนี้เอง ว่ากันว่าท่านบาทหลวงข้ามแม่น้ำไปยัง
หมู่บ้านญี่ปุ่นอีกฟากฝั่งหนึ่งเพื่อไปหานาง"

ทั้งยังปราฏใน Mémoire en forme de lettre d'un anglais catholique เช่นกัน มี
เนื้อความว่า

"พ่อฟานิกคนนี้ เป็นคนผิวดำลูกครึ่งเบงกอลกับญี่ปุ่น ที่ข้าพเจ้าระบุว่าเขาผิวดำนี้ มิพัก
ต้องคัดค้านดอกว่าก็บุตรธิดาของเขาบางคนนั้นผิวขาว และคนอื่น ๆ กลับผิวคล้ำ ก็นี่ล่ะ
ที่จะเป็นเหตุให้ต้องค้นหากันละสิ ข้าพเจ้าจะบอกว่า นักบวชตาชาร์ ท่านทำให้ทุก ๆ คน
หัวเราะกันอยู่เรื่อย เวลาที่พูดว่า มร. กงส์ต็องส์เรียกขานบาทหลวงเยสุอิตว่าเป็นพี่เป็น
น้อง"

ทั้งนี้ไม่มีการชี้ชัดว่าฟานิกเป็นบิดาแท้จริงของมารีอาหรือไม่ ขณะที่งานเขียนของ อี.
ดับเบิลยู ฮัตชินสัน ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์
มหาราชจำนวนสองเล่ม ที่มีการกล่าวถึงประวัติชีวิตของท้าวทองกีบม้า คือ Adventure
in Siam in the 17th Century. และ 1688 Revolution in Siam. โดยเมื่อกล่าวถึง
ฟานิกเขามักใช้คำว่า "ผู้เลี้ยงดู" หรือ "พ่อเลี้ยง" แต่เอกสารบางชิ้นก็ว่า ท้าวทองกีบม้า
ผิวคล้ำละม้ายฟานิก และเอกสารของบาทหลวงฝรั่งเศส ต่างไม่ลังเลใจที่จะเรียกฟานิกว่า
เป็นบิดาของนาง

ชีวิตสมรส



มารีอาได้สมรสกับพระยาวิไชเยนทร์ (คอนสแตนติน ฟอลคอน) ขุนนางชาวกรีกอันเป็นที่
โปรดปรานของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ขณะนั้นที่นางมีอายุได้ 16 ปี เบื้องต้นบิดา
ของนางแสดงความไม่พอใจในพฤติกรรมและวัตรปฏิบัติของลูกเขยที่หลงลาภยศ
สรรเสริญและมักในโลกีย์นัก ฟอลคอนจึงแสดงความจริงใจด้วยยอมละ นิกายแองกลิคัน
ที่ตนนับถือ เปลี่ยนเป็น นิกายโรมันคาทอลิก ตามมารีอา ฟานิกจึงเห็นแก่ความรักของ
คอนสแตนตินและยินยอมได้ทั้งสองสมรสกัน โดยมีสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและ
ขุนนางผู้ใหญ่เข้าร่วมงานมงคลสมรสดังกล่าวด้วย

หลังการสมรส มารีอาก็ยังดำรงชีวิตอย่างปกติไม่โอ้อวดในยศถาบรรดาศักดิ์ ซ้ำยังชี้ชวน
ให้สามีคือเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ประพฤติและปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอขึ้น
กว่าเก่า ดังปรากฏในงานเขียนของบาทหลวงโกลด เดอ แบซ (Claude de Bèze) ว่า

"...สตรีผู้ถือมั่นในพระคริสตธรรมนี้มีอายุได้ไม่เกิน 16 ปี ได้หลีกหนีความบันเทิงเริงรมย์
ทั้งหลาย อันสตรีในวัยเดียวและฐานะเดียวกันกับนางใฝ่หากันหนักหนานั้น แล้วมุ่งแต่จะ
รับใช้พระผู้เป็นเจ้ากับทำความสบายอกสบายใจแก่ท่านสามีเท่านั้น นางไม่ออกจาก
ทำเนียบไปไหนมาไหนเลย นอกจากจะไปวัด..."

ท้าวทองกีบม้าและพระยาวิไชเยนทร์มีบุตรด้วยกันสองคนคือ จอร์จ ฟอลคอน (George
Phaulkon) กับคอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantin Phaulkon) บ้างว่าชื่อฆวน ฟอล
คอน (Juan Phaulkon) แต่ก่อนหน้านี้ฟอลคอนมีบุตรสาวคนหนึ่งที่เกิดกับหญิงชาววังที่
ได้รับพระราชทานจาก กรมหลวงโยธาเทพ เพื่อผูกมัดฟอลคอนไว้กับราชสำนัก หลัง
สมรสแล้วมารีอาจึงส่งหญิงผู้นั้นไปเมืองพิษณุโลก มารีอาก็แสดงน้ำใจด้วยนำบุตรของ
หญิงผู้นั้นมาเลี้ยงเองเป็นอย่างดี นอกจากนี้เธอและสามียังอุปถัมภ์เด็กเข้ารีตกว่า 120
คน

แต่ชีวิตสมรสของเธอก็ไม่ราบรื่นนัก เหตุก็เพราะความเจ้าชู้ของพระยาวิไชเยนทร์ที่
นอกใจนางไปมีสัมพันธ์สวาทกับคลารา (Clara) นางทาสชาวจีนในอุปการะของเธอ มารี
อาจึงขนข้าวของและผู้คนจากลพบุรีกลับไปที่กรุงศรีอยุธยามาแล้วครั้งหนึ่ง

ชีวิตตกอับ

แต่ชีวิตที่รุ่งโรจน์ของเธอก็พลันดับวูบลงเมื่อพระยาวิไชเยนทร์ผู้เป็นสามี ถูกตัดสิน
ประหารชีวิตและริบราชบาตรหลังเกิดจลาจลก่อนสิ้นรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เพียงไม่กี่วัน ขณะที่พระยาวิไชเยนทร์กำลังจะถูกประหารนั้น บางบันทึกระบุว่า "
[นาง]เศร้าโศกร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ" บ้างก็ว่า นางมิได้ร่ำไห้ให้สามีแม้แต่น้อย แต่นางกลับ
ถ่มน้ำลายรดหน้าสามี และไม่ยอมให้จูบลาลูก บาทหลวงอาร์ตุส เดอ ลียอน (Artus de
Lionne) ที่เข้ามาเผยแผ่พระศาสนาในช่วงนั้น ได้ระบุเหตุการณ์การจัดการทรัพย์สินของ
เจ้าพระยาวิชเยนทร์ดังกล่าวว่า

"...วันที่ 30 พฤษภาคม เขาได้เรียกตราประจำตำแหน่งของสามีนางคืนไป วันที่ 31 ริบ
อาวุธ เอกสาร และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย วันต่อมาได้ตีตราประตูห้องหับทั่วทุกแห่งแล้ว
จัดยามมาเฝ้าไว้ วันที่ 2 มิถุนายน ขุนนางผู้หนึ่งนำไพร่ 100 คนมาขนเงิน เครื่องแต่งบ้าน
และจินดาภรณ์ไป..."

แต่กระนั้นเธอยังลอบแบ่งทรัพย์สินและเครื่องเพชรออกเป็นสามกล่อง สองกล่องแรกไว้
กับบาทหลวงเยสุอิต ส่วนอีกกล่องเธอฝากไว้ที่ทหารฝรั่งเศสชั้นนายร้อยไป แต่บาทหลวง
เยสุอิตเกรงจะไม่ปลอดภัยจึงฝากไว้กับนายพันโบช็อง แต่เมื่อทั้งบาทหลวงและนายพันโบ
ช็องมาถึง บางกอก นายพลเดฟาร์ฌ (General Desfarges) จึงเก็บทรัพย์สินทั้งหมดไว้
เอง ครั้นเมื่อถึงเวลาคืนทรัพย์สินของฟอลคอนแก่ออกญาโกษาธิบดีผู้แทนของไทย
"ทรัพย์สินที่คงเหลือมีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น"

ด้วยเหตุนี้มารีอาจึงมีสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว นางต้องประสบเคราะห์กรรมและความ
ทุกข์อย่างสาหัส ทั้งยังต้องทนทุกขเวทนากับกับคุมขัง ดังปรากฏในบันทึกของบาทหลวง
เดอ แบซ ความว่า

"...สุภาพสตรีผู้น่าสงสารผู้นั้น ถูกโยนเข้าไปขังไว้ในโรงม้าอันคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นและสิ่ง
ปฏิกูลต่าง ๆ ไม่มีข้าวของติดตัวไปเลย มีแต่ฟากสำหรับนอนเท่านั้น"

ท่ามกลางความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดี เพราะผู้คุมที่เคยได้รับการอุปการะเอื้อเฟื้อจาก
นางได้ลักลอบให้ความสะดวกบางประการแก่นาง ขณะที่ชาวต่างด้าวคนอื่นจะถูกกักขัง
และทำโทษอย่างรุนแรง ต่อมาได้ถูกนำตัวไปเป็นคนใช้ในวัง แต่โชคร้ายของนางยังไม่
หมดเท่านี้ เมื่อ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระราชโอรสใน สมเด็จพระเพทราชา
พระเจ้าแผ่นดินใหม่ ได้หลงใหลพึงใจในรูปโฉมของนาง และมีพระประสงค์ที่จะนำนาง
ไปเป็นบาทบริจาริกา มีการส่งคนมาเกลี้ยกล่อมพร้อมคำมั่นนานัปการ หวังเอาชนะใจ
นาง เมื่อไม่สมดั่งใจประสงค์ก็แปรเป็นความเกลียดและขู่อาฆาต ดังปรากฏในพงศาวดาร
ว่า

"...ฝ่ายภรรยาฟอลคอน ได้ถูกรังแกข่มเหงต่าง ๆ บุตรพระเพทราชาก็เกลียดนัก ด้วยบุตร
พระเพทราชาได้ไปเกี้ยวภรรยาฟอลคอน แต่ภรรยาฟอลคอนไม่ยอม บุตรพระเพทราชา
จึงเกลียดและขู่จะทำร้ายต่าง ๆ"

ตลอดเวลาทุกข์ลำบากนี้ นางพยายามหาทุกวิถีทางที่จะติดต่อกับชาวฝรั่งเศส เพื่อขอ
ออกไปจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา นายพลเดฟาร์ฌที่ประจำการที่ ป้อมวิไชยเยนทร์ ที่
บางกอก ได้ให้สัญญากับนางว่าจะพาออกไปพ้นกรุงสยาม แต่นายพลเดฟาร์ฌได้บิดพลิ้ว
ต่อนาง

"...ถ้าพวกเขาพามาดามกงส์ต็องส์ออกไปแล้วไซร้ พวกคริสตังทั้งนั้นจะได้รับการข่มเหง
จากพวกคนสยาม และจะพากันถูกลงโทษประหารอย่างอเนจอนาถ พวกคนป่าเถื่อน
เหล่านั้นจะทำลายโรงคลังสินค้าของฝรั่งเศสเสีย อันจะเป็นความเสียหายใหญ่หลวงแก่
กิจการค้าของบริษัทในชมพูทวีป..."

นอกจากปฏิเสธนางแล้ว ยังได้กักขังหน่วงเหนี่ยวนางในหอรบและควบคุมอย่างเข้มงวด
บาทหลวงเดอ แบซ ได้บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวว่า "...เรายังได้ทราบต่อมาอีกถึงความ
ทุกข์ทรมานที่เธอได้รับจากการถูกทอดทิ้งในคราวนั้น แม้กระทั่งน้ำก็ไม่มีให้ดื่ม" หลังจาก
นั้นประวัติของนางก็หายไปช่วงหนึ่ง และปรากฏอีกครั้งว่านางกลับมายังกรุงศรีอยุธยาอีก
ครั้ง มีชาวฝรั่งเศสบันทึกถึงนางว่า "...มาดามกงสต็องส์ได้ออกจากบางกอกด้วยกิริยา
องอาจ ดูสีหน้ารู้สึกว่ามิได้กลัวตายเท่าใดนัก แต่มีความดูถูกพวกฝรั่งเศสมากกว่า..." แต่
ขณะเดียวกันนั้น นายพลเดฟาร์ฌซึ่งเดินทางออกจากสยามหวังคืนสู่ฝรั่งเศสโดยที่เขา
หอบสมบัติของนางไปด้วย ก็ได้ถึงแก่มรณกรรมที่ แหลมกู๊ดโฮป ทั้งลูกน้องที่เหลือยังถูก
ชาวเนเธอร์แลนด์จับกุมเป็นเชลยที่นั่น ทรัพย์สินของฟอลคอนที่นางฝากมาก็พลอยถูกยึด
และอันตรธานไปด้วย หมอเอ็งเงิลแบร์ท เค็มพ์เฟอร์ (Engelbert Kaempfer) แพทย์
ชาวเยอรมัน ได้กล่าวถึงนางกับบุตรอย่างไม่แน่ใจว่า "...เจ้าเด็กน้อยกับแม่คงเที่ยวขอทาน
เขากินมาจนทุกวันนี้ หามีใครกล้าเกี่ยวข้องด้วยไม่..."

การรับราชการและบั้นปลายชีวิต

เรื่องราวของมาดามฟอลคอน หรือมารีอา กียูมาร์ ปรากฏอีกครั้ง โดยเธอเขียนจดหมาย
ส่งไปยังบิชอปฝรั่งเศสใน ประเทศจีน เมื่อปี พ.ศ. 2249 เพื่อขอให้บาทหลวงกราบทูล
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บังคับให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งส่วนแบ่ง
รายได้ของบริษัทฝรั่งเศสที่สามีเคยเป็นผู้อำนวยการแก่นางบ้าง และพรรณนาความทุกข์
ยากลำบากของนาง ความว่า

"...พระผู้เป็นเจ้าจะไม่พิศวงในเวรกรรมและภาวะของข้าพเจ้าในขณะบ้างละหรือ ตัว
ข้าพเจ้านั้นหรือ เมื่อก่อนจะไปในที่ประชุมชนแห่งใดในกรุงศรีอยุธยาก็ไปเช่นพระราชินี
ข้าพเจ้าได้เคยรับพระมหากรุณาโดยเฉพาะโดยเอนกประการจากสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน
บรรดาเจ้านายและขุนนางผู้ใหญ่ทั้งปวงก็นับถือไว้หน้า ตลอดจนไพร่ฟ้าประชาชนทั้ง
หลายก็รักใคร่ ต้องทำงานถวายตรากตรำด้วยความเหนื่อยยากและระกำช้ำใจ มืดมน
อนธการไปด้วยความทุกข์ยาก ตั้งหน้าแต่จะคอยว่าเมื่อใดพระเจ้าจะโปรดให้ได้รับแสง
สว่างบ้าง ตอนกลางคืนนางก็ไม่มีที่พิเศษอย่างใด คงแอบพักนอนที่มุมห้องพระเครื่องต้น
บนดินที่ชื้น ต้องคอยระวังเฝ้ารักษาเฝ้าห้องเครื่องต้น..."

จากจดหมายดังกล่าวก็จะพบว่า ขณะนี้นางได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเครื่องต้นในวัง
แล้ว สอดคล้องกับ จดหมายเหตุฝรั่งเศสโบราณ ที่บันทึกการปฏิบัติหน้าที่ในห้อง
เครื่องต้นของนาง ความว่า

"...ภรรยา [ของนายคอนสแตนติน] เป็นท้าวทองกีบม้าได้เป็นผู้กำกับการชาวเครื่อง
พนักงานหวาน ท่านท้าวทองกีบม้าผุ้นี้เป็นต้นสั่งสอนให้ชาวสยามทำของหวานคือขนม
ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอด ขนมทองโปร่ง ทองพลุ ขนมผิง ขนมฝรั่ง ขนมขิง ขนมไข่
เต่า ขนมทองม้วน ขนมสัมปันนี ขนมหม้อแกง และสังขยา"



ในบันทึกของเมอซีเยอโชมง (คนละท่านกับ เชอวาลีเยเดอโชมง ) ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาใน
ปี พ.ศ. 2262-2267 ได้ให้ข้อมูลว่าหลังสิ้นรัชกาล พระเจ้าเสือ ชีวิตของมาดามฟอลคอน
ได้กลับมาดีขึ้นโดยลำดับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ ทรงโปรดเกล้าให้มาดามฟอล
คอนเข้ามารับราชการฝ่ายใน โดยไว้วางพระราชหฤทัยให้นางดูแลเครื่องเงินเครื่องทอง
ของหลวง และเป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และมีสตรีในบังคับบัญชากว่า
2,000 คน ทั้งนี้ท้าวทองกีบม้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต คืนเงินสู่ท้องพระคลังปีละ
ครั้งมาก ๆ ทุกปี จนเป็นที่โปรดปรานในองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งจอร์จ บุตรชายของ
เธอที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดไว้ใกล้ชิดพระองค์ ดังปรากฏจาก
บันทึกของเมอซีเยอโชมง ความว่า

"...พระเจ้ากรุงสยามได้รับสั่งให้หาจอร์จ บุตรของเมอซีเยอกงส์ต็องส์ แล้วโปรดให้แต่ง
ตัวอย่างดี ๆ และรับสั่งให้นายจอร์จเรียนภาษาไทยเสียให้รู้ ได้โปรดให้เอานายจอร์จไว้ใช้
ใกล้ชิดพระองค์ และได้โปรดเป็นครูด้วยพระองค์เอง สอนภาษาไทยให้แก่นายจอร์จ..."

จากความเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดปรานบุตรคนโต
ของนางมาก ส่วนบุตรคนเล็กคือ คอนสแตนติน ได้สนองพระเดชพระคุณสร้าง ออร์แกน
เยอรมันถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จากหลักฐานของมิชชันนารีฝรั่งเศส คอนส
แตนตินถูกเรียกว่า ราชมนตรี เป็นตำแหน่งผู้นำของชุมชนคริสตัง

ในปี พ.ศ. 2260 รัฐบาลฝรั่งเศสได้มีมติอนุมัติให้ส่งเงินรายได้ที่เป็นของฟอลคอนแก่นาง
ตามที่นางขอร้องในจดหมายที่เคยส่งไปมาให้ [23] [24] ที่สุดหลังพ้นจากวิบากกรรมอัน
เลวร้าย ท้าวทองกีบม้าได้ใช้เวลาแห่งบั้นปลายชีวิตที่เหลือด้วยการปฏิบัติศาสนกิจอย่าง
เคร่งครัดโดยพำนักอยู่กับลูกสะใภ้ที่ชื่อ ลุยซา ปัสซัญญา (Louisa Passagna) ภริยาม่าย
ของคอนสแตนติน และได้ถึงแก่มรณกรรมในปี พ.ศ. 2265

ชีวิตส่วนตัว

หลวงสิทธิสยามการ เขียนบรรยายถึงบุคลิกของท้าวทองกีบม้าในหนังสือ The Greek
Favorite of The King of Siam ความว่า "ท้าวทองกีบม้าเป็นหญิงสาวชาวญี่ปุ่น รูป
ร่างผอม ผมดำ ตาสีน้ำตาล ผิวหน้าสะอาดสดใส สูงราว 5 ฟุต รูปร่างเล็ก สดใส ร่าเริง
แม้จะไม่สวยมาก แต่ก็เป็นหญิง "ผิวคล้ำ" ที่ดึงดูดใจและมีรูปร่างดี" แต่ข้อความดังกล่าว
นี้หลวงสิทธิสยามการมิได้อ้างอิงแหล่งที่มาว่าใครกล่าว ขณะที่ Mémoire en forme
de lettre d'un anglais catholique อธิบายว่านางมีผิวขาวกว่าบิดาและในกระบวนพี่
น้อง และสันนิษฐานว่าท้าวทองกีบม้าน่าจะแต่งกายอย่างชาวสยามหรืออาจจะแต่งอย่าง
ญี่ปุ่น ทั้งนี้ท้าวทองกีบม้าพูด ภาษาไทย , ญี่ปุ่น และ โปรตุเกส ในการสื่อสาร เชื่อว่า
ท้าวทองกีบม้าและสามีน่าจะสื่อสารกันด้วยภาษาโปรตุเกสมากกว่าภาษาไทย ทั้งยังมี
รสนิยมการแต่งบ้านแบบญี่ปุ่น ที่ตกแต่งโดยภาชนะ, ฉากญี่ปุ่น หรือแม้แต่ภาพที่ฝาผนัง
และเป็นที่แน่ชัดว่าเธอไม่ชอบ อาหารไทย โดยให้เหตุผลว่าไม่ถูกจริต

ท้าวทองกีบม้า นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก และเป็นผู้ที่เคร่งครัดในศาสนา
ในงานบันทึกของบาทหลวงเดอ แบซ ได้กล่าวถึงพฤติกรรมท้าวทองกีบม้าหลังการสมรส
กับเจ้าพระยาวิชเยนทร์ ความว่า

"...เขา [พระยาวิไชเยนทร์] ได้รับความชุ่มชื่นใจจากความเลื่อมใสศรัทธาและความ
กระตือรือร้นในพระศาสนาของภรรยาเป็นที่ยิ่ง จึงทำให้บ้านเรือนของเขานั้นเปรียบ
เสมือนว่าเป็นบ่อแห่งคุณธรรมความดีและพระศาสนา จนแทบกล่าวได้ว่า เป็นโรงธรรม
ยิ่งกว่าจะเป็นทำเนียบของขุนนางผู้ใหญ่ในแผ่นดินเสียอีก..."

นอกจากนี้นางมีใจเมตตาเผื่อแผ่คนทุกข์ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ท้าวทองกีบม้าได้อุดหนุน
จุนเจือพวกเขาและเผยแผ่ศาสนาคริสต์ไปในตัว ดังปรากฏว่า

"...ที่บ้านของนางจะมีลูกแกะ [ผู้ที่ได้รับการอบรมให้เข้ารีต] เช่นนั้นอยู่ไม่น้อยกว่าหนึ่ง
ร้อยยี่สิบตัว ซึ่งนางได้เลี้ยงดูเพื่อส่งเข้าคอกแห่งพระผู้เป็นเจ้า และเมื่อเด็กเหล่านั้นเติบ
ใหญ่กล้าวัยขึ้นแล้ว ก็มอบเงินทองให้ไปตั้งตัว โดยเฉพาะหญิงสาวแล้วก็จัดให้มีเหย้าเรือน
เป็นหลักเป็นฐานไปพร้อมกับกำชับให้ถือเอาแบบอย่างที่นางปฏิบัติอยู่..."

ในวันเซนา (Céna) ซึ่งเป็นวันสำคัญทางศาสนาด้วยเป็นมื้อสุดท้ายที่พระเยซูร่วมโต๊ะ
อาหารกับพระสาวกหรือวันถือศีลอด ฟอลคอนและภริยาจะบำเพ็ญกุศลด้วยการอุทิศ
ทรัพย์และแรงกายตนดูแลคนยากจน ด้วยการปฏิบัติด้วยตนเอง ไม่เว้นแม้แต่การคุกเข่า
เพื่อล้างเท้าให้ จนนางได้รับการขนานนามว่า "มารดาแห่งพวกคริสตชน"

นางมีความเคร่งครัดในศาสนามาก แม้ขณะที่นางถูกคุมขัง นางก็ลอบออกจากที่คุมขังไป
ยังวัดใน หมู่บ้านโปรตุเกส ตอนตีสามโดยเรือเปิดประทุน และต้องกลับมาให้ทันก่อนหก
โมงเช้า บางครั้งนางต้องทนความหนาวของอากาศหรือความชุ่มโชกจากฝน บาทหลวง
เดอ แบซ ได้บันทึกไว้ว่า "...นางถึงกับเป็นลมหมดสติแน่นิ่งอยู่เป็นเวลา 12 ชั่วโมง"

ขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าทำขึ้น

เมื่อครั้งที่ท้าวทองกีบม้า เข้ารับราชการในห้องเครื่องต้น กำกับเครื่องชาวพนักงานหวาน
ในพระราชวัง ก็ได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลายชนิด โดยดัดแปลงมาจากตำรับ อาหาร
โปรตุเกส ให้เป็นขนมหวานของไทย โดยผสมผสานความรู้ด้านการทำอาหารที่มีมาแต่
เดิมมารวมเข้ากับวัตถุดิบที่มีในท้องถิ่น ทั้งยังสอนความรู้ดังกล่าวแก่เหล่าสตรีในบัญชา
จนตำรับเป็นที่เผยแพร่โดยทั่วไปและตกทอดสู่อนุชนรุ่นหลัง ถือเป็นหนึ่งในวัฒนธรรม
โปรตุเกสที่แพร่เข้าสู่สังคมไทย ด้วยเหตุนี้ท้าวทองกีบม้าจึงได้การยกย่องให้เป็น "ราชินี
แห่งขนมไทย" โดยขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงเป็นขนมหวานของไทยนั้น มี
ดังต่อไปนี้

1. ทองม้วน
2. ทองหยิบ
3. ทองหยอด
4. ทองพลุ
5. ทองโปร่ง
6. ฝอยทอง
7. กะหรี่ปั๊บ
8. ขนมหม้อแกง
9. สังขยา
10. ขนมผิง
11. สัมปันนี
12. ขนมขิง
13. ขนมไข่เต่า
14. ลูกชุบ

ขณะที่เรโกะ ฮาดะ สตรีชาวญี่ปุ่นเชื้อสายโปรตุเกส ได้เขียนบทความชื่อ Madame
Marie Guimard Under the Ayudhya Dynasty of the Seventeenth Century
ลงในวารสารสยามสมาคม เสนอว่า ท้าวทองกีบม้าได้สูตรทำขนมดังกล่าวมาจากมารดา
ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่น เพราะก่อนหน้านี้ชาวโปรตุเกสได้เข้าไปในประเทศญี่ปุ่นและเผยแพร่
การทำขนมโปรตุเกสแก่ชาวญี่ปุ่น ปัจจุบันขนมญี่ปุ่นชนิดหนึ่งที่มาจากตำหรับโปรตุเกสมี
ลักษณะเหมือน ฝอยทอง ยังคงทำอยู่ที่ เคียวโตะ และ คีวชู ในปัจจุบัน

แต่ในทางตรงกันข้าม ปรีดิ พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัย
บูรพา ได้คัดค้านเรื่องท้าวทองกีบม้าดัดแปลงให้เป็นขนมหวานของไทย โดยให้เหตุผลว่า
ขนมโปรตุเกสเหล่านี้แพร่หลายมาพร้อม ๆ กับกลุ่มชนเชื้อสายโปรตุเกสที่เข้ามาพำนักใน
กรุงศรีอยุธยามากว่า 150 ปีก่อนที่ท้าวทองกีบม้าจะเกิดเสียอีก ทั้งยังไม่มีหลักฐานเพียง
พอว่านางได้ผลิตขนมดังกล่าวจริง ดังนั้นความคิดที่ว่าท้าวทองกีบม้าเป็นผู้ผลิตขนมหวาน
ที่รับอิทธิพลโปรตุเกสได้เป็นคนแรกจึงเป็นเรื่องที่ผิด





บรรณานุกรม



วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2565). ท้าวทองกีบม้า (มารี กีมาร์). [ออนไลน์]
สืบค้นวันที่ 8 มีนาคม 2565. จาก:https://th.wikipedia.org/wiki/ท้าวทองกีบม้า

yuwadee. (2018). ประวัติ ท้าวทองกีบม้า ราชินีแห่งขนมไทยในบุพเพสันนิวาส. [ออนไลน์]
สืบค้นวันที่ 13 มีนาคม 2565. จาก:https://teen.mthai.com/variety/145134.html

โรม บุนนาค. (2561). ท้าวทองกีบม้า สตรีต่างชาติผู้มอบมรดกขนมประจำชาติไทย ชีวิตขมขื่น
ไม่ได้หวานเหมือนขนม. [ออนไลน์]. สืบค้นวันที่ 13 มีนาคม 2565
จาก:https://mgronline.com/onlinesection/detail/9610000026429

เหตุใด
ชีวิตข้าถึงได้ขื่นขมเพียงนี้

นางสาวกุลนิษฐ์ พัวพัน
6421126054


Click to View FlipBook Version