The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นายกีรติ ศรีราช ม.6/8 เลขที่3 นาแกสามัคคีวิทยา

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by peaceks46, 2021-10-07 23:49:18

ระบบประสาท

นายกีรติ ศรีราช ม.6/8 เลขที่3 นาแกสามัคคีวิทยา

By
Keerati Srirach

ระบบประสาท หน1 า้

-เซลลป์ ระสาท 2
-ระบบประสาทสว่ นกลาง 10
-สมอง 11
-ไขสันหลงั 20
-Reflex 24

อวยั วะรบั สมั ผัส 25

1

ระบบประสาท (nervous system) คอื ระบบการตอบสนอง
ตอ่ สิ่งเร้าของสัตว์ทาให้สัตวส์ ามารถตอบสนองตอ่ สง่ิ
ต่างๆ รอบตัวอย่างรวดเรว็ ชว่ ยรวบรวมข้อมูลเพ่ือให้สามารถ
ตอบ สนองได้ สตั วช์ นั้ ต่าบางชนดิ เชน่ ฟองนา้ ไมม่ ีระบบ
ประสาท สตั ว์ไม่มีกระดกู สันหลังบางชนิดเร่มิ มรี ะบบประสาท

ระบบประสาท (nervous system) คือ ระบบการตอบสนองต่อส่งิ เรา้ ของสตั วท์ าใหส้ ตั วส์ ามารถตอบสนองต่อส่ิงตา่ งๆ รอบตวั พอยิม่าพงส์ รมวดกเารรว็ ทชี่นว่ ี่ ยรวบรวมขอ้ มลู เพ่อื ใหส้ ามารถตอบ สนองได้ สตั วช์ นั้ ต่าบางชนดิ เช่น ฟองนา้ ไม่มีระบบประสาท สตั วไ์ ม่มีกระดกู สนั หลงั บางชนิดเรม่ิ มี

สัตว์ชนั้ สูงขนึ้ มาจะมโี ครงสรา้ งของระบบประสาทซบั ซ้อนย่ิงขน้ึระบบประสาทสตั วช์ นั้ สงู ขนึ้ มาจะมีโครงสรา้ งของระบบประสาทซบั ซอ้ นย่งิ ขนึ้ ซง่ึ มีหนา้ ท่ีในการออกคาส่งั การทางานของกลา้ มเนือ้ ควบคมุ การทางานของอวยั วะต่างๆ ในรา่ งกาย และประมวลขอ้ มลู ท่ีรบั มาจากประสาทสมั ผสั ตา่ งๆ และสรา้ งคาส่งั ต่างๆ (action) ใหอ้ วยั วะตา่ งๆ ทางาน

ระบบประสาทของสตั วท์ ่ีมีสมองจะมีความคิดและอารมณ์ ระบบประสาทจงึ เป็นสว่ นของรา่ งกายท่ีทาใหส้ ตั วม์ ีการเคล่ือนไหว (ยกเวน้ สตั วช์ น้ั ต่าท่ีไมส่ ามารถเคล่ือนไหวได้ เช่น ฟองนา้ ) สารเคมีท่ีมีฤทธิ์ตอ่ ระบบประสาทหรอื เสน้ ประสาท เรยี กว่า สารท่ีมีพษิ ตอ่ ระบบประสาท (neurotoxin)

ซง่ึ มหี น้าท่ีในการออกคาส่ังการทางานของกลา้ มเนื้อซง่ึมกั จะมีผลทาใหเ้ป็นอมั พาตหรอื ตายได้ ควบคุม
การทางานของอวยั วะต่างๆ ในร่างกาย และประมวลข้อมลู ท่ี
รับมาจากประสาทสัมผสั ตา่ งๆ และสรา้ งคาส่งั ตา่ ง ๆ (action)
ให้อวยั วะตา่ งๆ ทางาน ระบบประสาทของสัตว์ท่มี ีสมองจะมี
ความคดิ และอารมณ์ ระบบประสาทจึงเปน็ สว่ นของร่างกายท่ี
ทาใหส้ ัตว์มกี ารเคลื่อนไหว (ยกเวน้ สัตว์ช้ันตา่ ท่ีไมส่ ามารถ
เคลื่อนไหวได้ เช่น ฟองนา้ ) สารเคมที ่ีมฤี ทธต์ิ อ่ ระบบประสาท
หรอื เส้นประสาท เรยี กวา่ สารท่มี ีพษิ ต่อระบบประสาท
(neurotoxin) ซึง่ มกั จะมผี ลทาให้เป็นอมั พาต หรือตายได้

เซลลป์ ระสาท 2

ประกอบดว้ ย

ส่วนทส่ี าคัญ 2 ส่วน

1.ตวั เซลล์ (cell body) และ 2.ใยประสาท (nerve fiber)
- ตวั เซลล์ เป็นสว่ นของไซโทพลาซมึ และนวิ เคลยี ส ตัวเซลล์มี
เส้นผา่ นศนู ย์กลางประมาณ4 - 25 ไมโครเมตร ภายในมีออร์
แกเนลลท์ ส่ี าคัญ คือ ไมโทคอนเดรยี เอนโดพลาสมกิ เรติคูลมั และ
กอลจิคอมเพล็กซ์ จานวนมาก
- ใยประสาท ที่นากระแสประสาทเขา้ ส่ตู วั เซลล์ เรียกวา่ เดน
ไดรต์ (dendrite) ใยประสาทนากระแสประสาทออกจากตวั
เซลล์ เรยี กวา่ แอกซอน (axon) เซลลป์ ระสาทแต่ละเซลลจ์ ะมี
เดนไดรต์แยกจากตวั เซลล์หนง่ึ ใยหรือหลายใย สว่ นแอกซอนมี
เพียงใยเดียวเทา่ นัน้

3

ใยประสาทยาว
ซึง่ มกั เป็นใยประสาทของแอกซอนจะมี เยอ่ื ไมอีลนิ (myelin
sheath)มาหมุ้ ใยประสาท เย่อื ไมอีลนิ มีสารจาพวกลิพดิ เปน็
องคป์ ระกอบเมอ่ื ตรวจดูภาพตดั ขวางของเยอื่ ไมอลี นิ ด้วย
กลอ้ งจุลทรรศน์อิเล็กตรอน พบว่าเยอ่ื ไมอีลนิ ติดต่อกับ
เซลล์ชวันน์ (schwann cell) ซงึ่ เปน็ เซลลค์ ้าจุนชนดิ หนึง่
แสดงว่าเยือ่ ไมอีลินเป็นส่วนหน่งึ ของเย่ือหมุ้ ของเซลลช์ วันน์
ส่วนของแอกซอนตรงบริเวณร่อยต่อระหว่างเซลลช์ วนั นแ์ ต่
ละเซลลเ์ ป็นบรเิ วณทไ่ี ม่มเี ย่ือไมอีลินหุ้มเรียกวา่ โนดออฟ
แรนเวยี ร์ (node of Ranvier)

4
การทางานของระบบประสาทจาแนกได้ 3 ประเภท

1. เซลล์ประสาทรับความรสู้ กึ (sensory neuron)
คอื เซลล์ประสาทที่รับกระแสประสาทจากหนว่ ยรบั ความรู้สกึ
แล้วถ่ายทอดกระแสประสาทไปยงั เซลลป์ ระสาทสัง่ การ อาจผ่าน
เซลลป์ ระสาทประสานงานหรอื ไม่ผ่านก็ได้
เซลล์เหล่านมี้ ตี วั เซลลอ์ ยูท่ ีป่ มประสาทรากบนของไขสนั หลงั
2. เซลลป์ ระสาทสั่งการ (motor neuron)
มักมใี ยประสาทแอกซอนยาวกว่าเดนไดรต์ อาจยาวถึง 1 เมตร
เพราะ เซลลป์ ระสาทส่งั การทีอ่ ยใู่ นไขสันหลังต้องสง่ กระแส
ประสาทออกจากไขสันหลัง เพือ่ นากระแสประสาทไปยงั
หนว่ ยปฏบิ ตั งิ าน เช่น กลา้ มเนือ้ แขนขา ซ่ึงอยูห่ า่ งไกลจากไขสัน
หลังมาก
3. เซลล์ประสาทประสานงาน (association neuron )
เซลล์ประสาทชนิดน้ีอยภู่ ายในสมองและไขสนั หลัง จะเชอ่ื มต่อ
ระหว่างเซลลป์ ระสาท
รบั ความรสู้ ึก กบั เซลลป์ ระสาทสั่งการใยประสาทของเซลล์
ประสาทประสานงานอาจมคี วามยาวเพียง 4 - 5 ไมโครเมตร

เท่านัน้

5

เซลลป์ ระสาทแบ่งตามจานวนแขนงท่ีแยก

ออกจากตวั เซลล์ แบ่งไดเ้ ป็น 3 ชนดิ คือ
1. เซลล์ประสาทขว้ั เดยี ว (unipolar neuron)
เซลล์ประสาทประเภทน้ีสว่ นของแอกซอนและเดนไดรต์ทใ่ี กล ้ๆ
ตวั เซลล์จะรวมเป็นเส้นเดยี วกนั ทาให้มีแขนงแยกออกจากตัว
เซลล์เพยี งแขนงเดียว เดนไดรต์มกั จะยาวกว่าแอกซอนมากพบท่ี
ปมประสาทรากบน (dorsal root ganglion) ของไขสนั หลัง
2. เซลลป์ ระสาทสองขว้ั (bipolar neuron)

เซลลป์ ระสาทแบ่งตามจานวนแขนงท่ีแยกออกจากตวั เซลล์ แบง่ ไดเ้ ป็น 3 ชนิด คือ
1. เซลลป์ ระสาทขว้ั เดียว (unipolar neuron)

เซลลป์ ระสาทประเภทนีส้ ว่ นของแอกซอนและเดนไดรตท์ ่ีใกล ้ๆ้ ตวั เซลลจ์ ะรวมเป็นเสน้ เดียวกนั ทาใหม้ ีแขนงแยกออกจากตวั เซลลเ์ พยี งแขนงเดียว เดนไดรตม์ กั จะยาวกว่าแอกซอนมากพบท่ีปมประสาทรากบน (dorsal root ganglion) ของไขสนั หลงั

เซลลป์ ระสาทมแี ขนงแยกออกมาเป็น 2 แขนง โดยแขนงหน่งึ2. เซลลป์ ระสาทสองขวั้ (bipolarneuron)
เซลลป์ ระสาทมีแขนงแยกออกมาเป็น 2 แขนง โดยแขนงหน่งึ เป็นแอกซอน และอีกแขนงหนง่ึ เป็นเดนไดรต์ ความยาวของแขนงทง้ั สองนีใ้ กลเ้ คียงกนั พบไดท้ ่ีเรตนิ าของลกู ตา คอเคลียของหแู ละเย่ือดมกล่นิ ของจมกู เซลลป์ ระสาทขว้ั เดียวและเซลลป์ ระสาทสองขวั้ มกั จะทาหนา้ ท่ีเป็นเซลล์
ประสาทรบั ความรูส้ กึ
3. เซลลป์ ระสาทหลายขวั้ (multipolar neuron)

เปน็ แอกซอน และอีกแขนงหนง่ึ เปน็ เดนไดรต์ ความยาวของเซลป์ ระสาทจะมีหลายแขนงโดยเป็นแอกซอน 1 แขนง และเป็นเดนไดรต์2 หรอื มากกวา่ เซลลป์ ระสาทส่วนใหญ่ของรา่ งกายเป็นเซลลป์ ระสาทหลายขว้ั พบไดใ้ นสมอง และไขสนั หลงั มีแอกซอนยาว และเดนไดรตส์ น้ั ทาหนา้ ท่ีนาคาส่งั ไปยงั อวยั วะตอบสนอง
แขนงทง้ั สองน้ใี กลเ้ คียงกนั พบได้ท่เี รตินาของลูกตา คอเคลียของ
หูและเยื่อดมกลิน่ ของจมูก เซลล์ประสาทขั้วเดียวและเซลล์
ประสาทสองขั้ว มักจะทาหนา้ ท่ีเป็นเซลล์ประสาทรบั ความร้สู ึก
3. เซลล์ประสาทหลายขั้ว (multipolar neuron)
เซลป์ ระสาทจะมหี ลายแขนงโดยเป็นแอกซอน 1 แขนง และเป็น
เดนไดรต์ 2 หรอื มากกวา่ เซลล์ประสาทสว่ นใหญ่ของร่างกายเป็น
เซลลป์ ระสาทหลายขว้ั พบไดใ้ นสมอง และไขสันหลัง มแี อกซอน
ยาว และเดนไดรต์สนั้ ทาหน้าที่นาคาสัง่ ไปยงั อวัยวะตอบสนอง

6

เส้นประสาทการทางานของในระบบ

ประสาทรอบนอกแบ่งออกเปน็ 2 ส่วน คอื
- สว่ นที่รับความร้สู ึก (sensory division) จะรบั ความรสู้ กึ
จากภายในหรือภายนอกรา่ งกาย
- ส่วนทสี่ งั่ การ (motor division)

การสง่ั การเกดิ ข้นึ กบั หน่วยปฏบิ ตั ิงานท่บี ังคับได้ เช่น
กลา้ มเน้อื ยดึ กระดูก กจ็ ดั เป็นระบบประสาทโซมาตกิ
(somatic nervous system : SNS)ถ้าการส่งั การเกิดกบั
หนว่ ยปฏบิ ตั งิ านท่บี งั คบั ไมไ่ ด้ เชน่ อวยั วะภายในและต่อมตา่ ง
ๆ ก็จัดเปน็ ระบบประสาทอตั โนวัติ (autonomic nervous
system : ANS)

7

1.ระบบประสาทโซมาติก

(somaticnervous system : SNS)

ระบบประสาทโซมาติก ควบคุมการทางานของกล้ามเน้อื ยดึ กระดกู โดยเซลล์
ประสาทรบั ความรสู้ กึ จะรบั กระแสประสาทจากหน่วยรบั ความรสู้ ึกผา่ น
เสน้ ประสาทไขสันหลงั หรอื เส้นประสาทสมองเข้าสู่ไขสนั หลงั หรอื สมอง และกระแส
ประสาทจะถกู ส่งผ่านเสน้ ประสาทไขสันหลังหรอื เส้นประสาทสมองไปยังหน่วย
ปฏบิ ตั ิงาน ซึ่งเป็นกลา้ มเนอ้ื ยดึ กระดกู บางครงั้ อาจทางานโดยผ่านไขสนั หลัง
เท่าน้นั เช่น การกระตุกขาเมือ่ เคาะหวั เขา่ เบา ๆ
ระบบประสาทโซมาตกิ เปน็ ระบบท่ปี ระสาททคี่ วบคมุ การทางานของกล้ามเนื้อ
ลายหรอื ระบบประสาทในอานาจจติ ใจ (voluntary nervous system) ไดแ้ ก่
เสน้ ประสาทสมองและเส้นประสาทไขสันหลงั ซง่ึ มีใยประสาทนาคาสัง่ ไปควบคุม
กล้ามเนอื้ ลาย การตอบสนองสิง่ เร้าทม่ี ากระตนุ้ เช่น การกระตุกขาเมอื่ เคาะหัวเขา่
จะเกดิ ขึ้นเองโดยอตั โนวัติ เรียกวา่ รเี ฟลก็ ซ์ (reflex) กริ ยิ าอาการทีแ่ สดงออกมา
เม่ือมีสีง่ เร้ามากระตนุ้ ในระยะเวลาส้ัน ๆ เรยี กวา่ รเี ฟล็กซ์แอกชนั (reflex action)
เปน็ การตอบสนองของหน่วยปฏิบัตงิ านที่เกิดขน้ึ ในทนั ทีทันใด
โดยไมม่ ีการเตรยี มตวั ไว้ล่วงหนา้ เปน็ การสั่งการของไขสนั หลงั
โดยไม่ตอ้ งอาศัยคาสัง่ จากสมอง

8

2.ระบบประสาทอตั โนวัติ

(autonomic nervous system : ANS )
เป็นระบบประสาททที่ างานนอกอานาจจิตใจ
(involuntary nervous system) เป็นระบบประสาทท่ี
ควบคุมอวัยวะที่อยู่นอกอานาจจติ ใจ เช่น กลา้ มเนือ้
เรยี บและอวยั วะต่าง ๆ กล้ามเน้ือหวั ใจที่หวั ใจ และตอ่ ม
ต่าง ๆ ให้ทางานโดยอัตโนวตั ิ ทาให้ร่างกายดาเนนิ ชีวิต
ไดอ้ ย่างปกติ

9

เส้นประสาทของระบบประสาทอตั โนวตั ิ มี 2 ตอน

ตอนที่ 1 คือ เสน้ ประสาทหน้าปมประสาทหรือเซลลป์ ระสาทก่อนแกลงเกลีย มี
เยอ่ื
ไมอีลินห่อหุ้ม เช่อื มระหวา่ งระบบประสาทส่วนกลางกบั ปมประสาทอัตโนวัติ
ตอนที่ 2 คือ เสน้ ประสาทหลังปมประสาทหรอื เซลล์ประสาทหลงั แกงเกลยี เป็น
เส้นประสาทที่เชอ่ื มระหวา่ งปมประสาทอัตโนวตั กิ บั อวัยวะตอบสนองปม
ประสาทอตั โนวัติเปน็ ส่วนท่ีมตี วั เซลลป์ ระสาทของระบบประสาทอตั โนวตั ิ ทอ่ี ยู่
นอกระบบประสาทกลางอย่แู ละเป็นตาแหนง่ ที่มกี ารไซแนปสข์ องเซลลป์ ระสาท
หน้าปมประสาทกับเซลล์ประสาทหลงั ปมประสาท

เซลลป์ ระสาทอตั โนวัติ มี 2 เซลล์ ไดแ้ ก่

1.) เซลลป์ ระสาทหนา้ ปมประสาท มีตัวเซลล์อยูใ่ นไขสนั หลังและมแี อกซอนไป
สนิ้ สุดทป่ี มประสาทอตั โนวตั ซิ งึ่ เป็นจุดทไ่ี ซแนปส์
2.) เซลล์ประสาทหลงั ปมประสาท มีตัวเซลล์ประสาทอยูใ่ นปมประสาทอัตโนวัติ
และมี
แอกซอนอยู่ทอ่ี วัยวะตอบสนอง
ระบบประสาทอตั โนวัติ แบง่ ออกเป็น 2 ระบบ
โดยมลี กั ษณะในการทางานตรงกันขา้ ม คือ
1.) ระบบประสาทซมิ พาเทติก (symoathetic nerve)
2.) ระบบประสาทพาราซมิ พาเทตกิ (parasymoathetic nerve)
ระบบประสาทของมนุษยแ์ บ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

1.) ระบบประสาทส่วนกลาง (Central nervous system - CNS)
2.) ระบบประสาทส่วนปลาย หรอื ระบบประสาทรอบนอก (Peripheral
nervous system - PNS)

10

(Central nervous system - CNS )
การทางานของระบบประสาทส่วนกลาง
ส่งิ เรา้ หรือการกระตุ้นจัดเปน็ ขอ้ มูลหรือเสน้ ประสาทส่วนกลางเรียกว่า
“ กระแสประสาท ” เป็นสัญญาณไฟฟา้ ท่นี าไปสู่เซลล์ประสาททางดา้ น
เดนไดรต์ และเดินทางออกอยา่ งรวดเร็วทางด้านแอกซอน แอกซอน
สว่ นใหญ่ ่มีแผน่ ไขมนั หุ้มไวเ้ ปน็ ช่วงๆ แผน่ ไขมนั นที้ าหนา้ ทเี่ ป็นฉนวน
และทาใหก้ ระแสประสาทเดนิ ทางได้เรว็ ขนึ้ ถา้ แผ่นไขมันน้ฉี ีกขาดอาจ
ทาใหก้ ระแสประสาทช้าลงทาให้สญู เสียความสามารถในการใช้
กล้ามเนื้อ เนื่องจากการรบั คาส่งั จากระบบประสาทสว่ นกลางไดไ้ ม่ดี
เปน็ ศนู ย์กลางควบคุมการทางานของรา่ งกาย ซ่งึ ทางานพรอ้ มกันทั้งใน
ดา้ นกลไกและทางเคมีภายใตอ้ านาจจติ ใจ ซงึ่ ประกอบดว้ ย สมอง
(brain) และไขสนั หลัง (spinal cord) ซง่ึ มหี น้าทห่ี ลกั ในการควบคุม
พฤตกิ รรม โดยเส้นประสาทหลายลา้ นเสน้ จากทว่ั ร่างกายจะส่งขอ้ มูลใน

รูปกระแสประสาทออกจากบริเวณศนู ย์กลางมีอวัยวะ

11

(brain)

สมองของคนมนี ้าหนกั ประมาณ 1.4 กโิ ลกรมั บรรจอุ ยู่ภายในกะโหลก
ศีรษะ ซ่ึงปอ้ งกันสมองไม่ให้ไดร้ ับการกระทบกระเทอื น สมอง
ประกอบดว้ ยเซลล์ประสาทมากกวา่ รอ้ ยละ 90 ของเซลลป์ ระสาทท้ังหมด

1. สมอง (brain)

ในร่างกาย โดยมเี ซลลป์ ระสาทประสานงานเปน็ สว่ น ทาหน้าทค่ี วบคมุ การ

สมองของคนมีนา้ หนกั ประมาณ 1.4 กิโลกรมั บรรจอุ ย่ภู ายในกะโหลกศีรษะ ซง่ึ ปอ้ งกนั สมองไม่ใหไ้ ดร้ บั การกระทบกระเทือน สมองประกอบดว้ ยเซลลป์ ระสาทมากกว่ารอ้ ยละ 90 ของเซลลป์ ระสาททง้ั หมดในรา่ งกาย โดยมีเซลลป์ ระสาทประสานงานเป็นส่วน ทาหนา้ ท่ีควบคมุ การทา

ทากิจกรรมทงั้ หมดของรา่ งกาย เป็นอวัยวะชนดิ เดียวทแ่ี สดงความสามารถกิจกรรมทง้ั หมดของรา่ งกาย เป็นอวยั วะชนดิ เดียวท่ีแสดงความสามารถดา้ นสติปัญญาการทากิจกรรมหรอื การแสดงออกต่างๆ และยงั มีหนา้ ท่ีควบคุมและส่งั การการเคล่ือนไหว, พฤติกรรมและรกั ษาสมดลุ ภายในรา่ งกาย (homeostasis)
สมองประกอบดว้ ยเซลล์ 2 ชนิด
1.) เซลลป์ ระสาท (nerve cell) หรอื นวิ รอน (neuron) เป็นเซลลท์ ่ีเป็นสว่ นประกอบหลกั ของระบบประสาท

ด้านสติปญั ญาการทากิจกรรมหรอื การแสดงออกตา่ งๆ และยังมหี น้าท่ี2.) เซลลเ์กลีย (glia) เป็นเซลลส์ าคญั รองจากนิวรอน มีหนา้ ท่ีในการลาเลียงอาหารมาใหเ้ซลลป์ ระสาท คอยดแู ลและปกปอ้ งนิวรอนหรอื เซลลป์ ระสาท เป็นเซลลห์ ลกั ท่ีทาหนา้ ท่ีส่งขอ้ มลู ในรูปแบบของสญั ญาณไฟฟา้ ท่ีเรยี กวา่ ศกั ยะทางาน (action potential)
ควบคุมและสง่ั การการเคล่อื นไหว, พฤติกรรม และรักษาสมดลุ ภายใน
ร่างกาย (homeostasis)
สมองประกอบดว้ ยเซลล์ 2 ชนดิ
1.) เซลล์ประสาท (nerve cell) หรือ นวิ รอน (neuron) เปน็ เซลลท์ ีเ่ ปน็
ส่วนประกอบหลกั ของระบบประสาท
2.) เซลล์เกลยี (glia) เป็นเซลลส์ าคญั รองจากนิวรอน มหี นา้ ที่ในการ
ลาเลยี งอาหารมาให้เซลลป์ ระสาท คอยดแู ลและปกปอ้ งนวิ รอนหรอื เซลล์

ประสาท เปน็ เซลล์หลกั ท่ที าหนา้ ท่สี ่งขอ้ มูลในรปู แบบของ
สัญญาณไฟฟา้ ทเี่ รยี กวา่ ศกั ยะทางาน (action potential)

12

ระบบประสาทการส่งสญั ญาณภายในเกิดขึ้น

ไดด้ ว้ ยกลไก 2 อย่าง
1.) การสง่ สญั ญาณภายในเสน้ ใยประสาท (nerve fiber) โดยวธิ ขี อง
ศักยะงาน
2.) การสง่ สัญญาณระหว่างนวิ รอนโดยอาศยั สารสอ่ื ประสาท
(neurotransmitter) บรเิ วณจุดประสานประสาท (synapse)
สมองของสตั วม์ ีกระดูกสนั หลงั ทส่ี าคญั แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
1.) เซรบี รมั เฮมิสเฟียร์ (Cerebrum Hemisphrer) คอื สมองส่วนหนา้
ทาหน้าทคี่ วบคมุ พฤติกรรรมทีซ่ ับซอ้ นเกี่ยวกับ ความรู้สึกและอารมณ์
ควบคมุ ความคดิ ความจา และความเฉลยี วฉลาด เชอ่ื มโยงความร้สู ึก
ต่างๆ เชน่ การได้ยิน การมองเหน็ การรบั กลิน่ รส สัมผัส เป็นตน้
2.) เมดลั ลาออบลองกาตา (Medulla Oblongata) คือ สว่ นทีอ่ ยูต่ ดิ
กบั ไขสันหลงั ควบคมุ การทางานของระบบประสาทอัตโนมตั ิ เชน่ การ
หายใจการเต้นของหัวใจ การไอ การจาม การกะพรบิ ตา ความดนั เลอื ด
เป็นตน้
3.) เซรเี บลลัม (Cerebellum) คอื สมองสว่ นท้าย เปน็ ส่วนทีค่ วบคุม
การเคล่ือนไหวของกลา้ มเนือ้ และการทรงตวั ชว่ ยใหเ้ คล่อื นไหวได้อยา่ ง

แม่นยาเชน่ การเดนิ การวง่ิ การข่ีรถจักรยาน

สมอง มี 2 ชัน้ 13

1.) Gray matter เปน็ ทอ่ี ยูข่ องกระแสประสาทและ axon
ท่ีไมม่ ีเยื่อไมอิลินหมุ้

2.) White matter เป็นทอี่ ยู่ของ axon ท่ีมเี ย่อื ไมอิลินหุ้ม
เย่อื หมุ้ สมอง (Menirges) 3 ชั้น คอื

- ชน้ั นอก (Pura mater) เหนียว แข็งแรงมากโดยมี
หนา้ ที่ป้องกนั การกระทบกระเทอื น

- ชั้นกลาง (Arachoid mater) เป็นเยอ่ื บางๆ
- ช้ันใน (Pia mater) มีเส้นเลือดแทรกมากมายทา
หนา้ ที่สง่ อาหารไปเล้ียงสมอง ในระหว่างชัน้ กลางกบั ชน้ั ในจะมี
การบรรจขุ องเหลวที่เรียกว่า น้าเล้ียงสมองไขสันหลงั โดยจาทา
หน้าท่ใี หส้ มองแลไขสนั หลงั เปยี กชืน้ อยู่เสมอ ประกอบด้วย
เนอื้ เย่อื 2 ส่วน
1. White matter เป็นสว่ นที่มสี ีขาวรอบนอก ไมม่ ีเซลล์
ประสาทจะมีเฉพาะใยประสาททีม่ เี ย่อื ไมอิลินหมุ้
2. Gray matter เปน็ สว่ นสเี ทา ประกอบดว้ ยใยประสาทท่ี
ไมม่ เี ยอ่ื ไมอิลินหุ้ม และตวั เซลลป์ ระสาทซ่ึงมที ั้งประเภท
ประสานงานและนาคาสั่ง

14

ศูนยค์ วบคมุ ระบบประสาทสมอง

แบง่ ออกเปน็ 3 สว่ น
1.) สมองสว่ นหนา้ (forebrain หรอื prosencepphalon)

ประกอบดว้ ยเทเลนเซฟาลอน (telencephalo) และไดเอนเซ
ฟาลอน (diencephalon) เทเลนเซฟาลอนคือสมองใหญ่
(cerebrum) สว่ นไดเอนเซฟาลอนประกอบดว้ ยไฮโพทาลามัส
(hypothalamus) ทาลามสั (thalamus)

2.) สมองส่วนกลาง (midbrain หรอื mesencephalon)
ทาหน้าที่เป็นสว่ นหนึ่งของก้านสมองและเปน็ จดุ ศูนยก์ ลางของ
รีเฟลกซเ์ ก่ยี วกบั การมองเห็น (visual reflex) และรีเฟลกซ์
เกีย่ วกบั การไดย้ ิน

3.) สมองสว่ นทา้ ย (hindbrain หรือ
rhombencephalon) ประกอบดว้ ยเมดัลลาออบลองกาตา
(medulla oblongate) เซรเี บลลมั (cerebellum) และ พอนส์
(pons)

สมอง ประกอบด้วยส่วนสาคัญ 9 ส่วนใหญ่ ๆ ไดแ้ ก่ 15

1.) ซีรีบรมั (Cerebrum)

เปน็ ส่วนของสมองที่อยู่บนสุดของศีรษะ มีรูปร่างเปน็ พูยอ้ ย ต้ังแตห่ น้าผากไปตาม
รูปของกะโหลกศรี ษะจนถึงบริเวณท้ายทอย มีขนาดใหญ่ทส่ี ดุ ประมาณ 80% ของ
สมองท้ังหมด บรเิ วณเปลอื กนอกจะมีลักษณะเปน็ รอยหยัก ยบั ยน่ จีบ เปน็ รอ่ งลกึ
เรยี กว่า คอร์เทกซ์ (Cortex) สมองแท้จะเป็นสว่ นท่มี คี วามสาคัญมากทส่ี ุด เนอ่ื งจาก
เปน็ ศนู ยก์ ลางในการควบคุมพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ ความจา การวเิ คราะห์ การใช้
เหตุผล เปน็ ตน้ ในส่วนของสมองแท้เองยังแบ่งออกไดอ้ ีก 4 ส่วนยอ่ ย ซ่งึ ในแต่ละสว่ น
จะมีหน้าทีก่ ารทางานแตกตา่ งกนั ดังนี้
- พูสมองสว่ นหนา้ (frontal lobe) ในบริเวณน้ีจะแบง่ ออกได้อีก 2 ซกี คอื ซีกซา้ ย
(left themisphere) และซีกขวา (right themisphere) โดยมหี นา้ ท่ีควบคมุ การ
เคลอื่ นไหวของอวัยวะตา่ ง ๆ ท่วั ร่างกาย หรอื เรยี กส่วนนว้ี ่าเขตมอเตอร์ (motor
area) แตก่ ารส่งั งานจะกลับดา้ นกัน คอื สมองซีกซ้ายจะควบคมุ การทางานของอวัยวะ
ดา้ นขวาของรา่ งกาย สว่ นสมองซีกขวาจะควบคุมการทางานของอวัยวะด้านซา้ ยของ
ร่างกาย นอกจากนยี้ ังเป็นศูนย์กลางของอารมณ์ การพดู ความคิด การจา การ

เรยี นรู้ และการใชภ้ าษาอีกดว้ ย

- พสู มองสว่ นกลาง (Parietal lobe) เปน็ ส่วนทค่ี อ่ นมาทางด้านหลงั สว่ นบนใกลก้ ับเขต

มอเตอร์ ทาหนา้ ทร่ี ับความร้สู กึ ต่าง ๆ ทว่ั ไปของรา่ งกาย หรือเรยี กอีกอย่างหน่งึ ว่าเขต
รับสมั ผสั

- พูสมองส่วนขา้ ง (temporal lobe) เปน็ ส่วนท่อี ยู่บรเิ วณด้านขา้ งของสมองตรงขมับ

มีหนา้ ท่ีเปน็ ศนู ย์กลางในการรับร้ใู นด้านรส กล่ิน เสียง และความเขา้ ใจดา้ นภาษา หรอื
อาจเรียกส่วนน้อี ีกอย่างหน่งึ ว่าเขตการฟัง (auditory)

- พูสมองสว่ นหลงั (occipital lobe) เป็นบรเิ วณท่อี ยู่ท้ายสุดของสมองแท้ตรงทา้ ย

ทอย มหี นา้ ทคี่ วบคมุ การรบั รทู้ างสายตาใหเ้ กิดการมองเหน็ ภาพต่าง ๆ ทง้ั แนวตัง้ และ

แนวนอน หรืออาจเรียกบริเวณสว่ นน้วี า่ เขตการเหน็ (visual area)

16

2.) สมองเลก็ (cerebellum)

เป็นสมองส่วนทอ่ี ยบู่ ริเวณท้ายทอยใต้สมองแทล้ งมา รปู รา่ งเหมือนใบไม้มี
ลกั ษณะเปน็ รอยหยกั ย่นเช่นกัน แต่นอ้ ยกวา่ สมองแท้ ชน้ั นอกเป็นสเี ทา (gray
matter) ส่วนชน้ั ในเปน็ สีขาว (white matter) มีหน้าทสี่ าคัญคือช่วยให้อวยั วะ
ต่าง ๆ ทีอ่ ยูภ่ ายใต้การควบคุมของสมองสามารถทางานประสานกันไดเ้ ปน็ จงั หวะ
เดยี วกนั เพอื่ ทากิจกรรมใดกิจกรรมหนึง่ หนา้ ที่อกี ประการหน่ึงคือควบคุมการทรง
ตวั ของรา่ งกาย เนื่องจากสมองเล็กเปน็ ตวั รบั กระแสประสาทจากอวยั วะรบั สัมผสั
ท่ใี ช้ควบคมุ การทรงตวั ซ่ึงอยู่บรเิ วณหูชน้ั ใน ทาให้เกดิ ความสมดลุ ในขณะท่ี
ร่างกายกาลังอยใู่ นอิรยิ าบถต่าง ๆ

3.) ทาลามัส (thalamus)

เป็นส่วนทอี่ ย่ตู ่อจากสมองแท้ลงมา ทาหนา้ ท่เี ปน็ ศนู ย์รับกระแสประสาท
ความรสู้ กึ ทถี่ ูกส่งมาจากอวยั วะตา่ ง ๆ ของรา่ งกายเข้าสไู่ ขสันหลงั ผา่ นก้านสมอง
(medulla oblongata) พอนส์ และสมองส่วนกลาง (midbrain) ตามลาดบั
จนถงึ ทาลามัส จากนน้ั ทาลามสั จะจดั การแยกกระแสประสาทเหลา่ นั้นเพอ่ื เขา้ สู่
สมองเขตต่าง ๆ อีกทอดหน่งึ และเมือ่ สมองสั่งการเชน่ ใด ทาลามสั จะรบั คาสงั่ น้นั
ส่งเขา้ สสู่ มองสว่ นกลาง พอนส์ กา้ นสมอง และสไู่ ขสนั หลัง เพอื่ ส่งคาสั่งน้ันใหไ้ ปมี
ผลตอ่ อวยั วะต่าง ๆ ของรา่ งกาย เทา่ กบั วา่ ทาลามัสเป็นสถานีสุดท้ายในการจา่ ย
กระแสประสาทใหก้ ับสมอง และเปน็ สถานีแรกที่รับคาส่งั จากสมองเพอื่ จ่ายไปสู่
อวัยวะตา่ ง ๆ นอกจากนี้ทาลามสั ยงั ทาหน้าท่ีควบคุมอารมณแ์ ละพฤติกรรมของ

เด็กแรกเกิดในขณะทส่ี มองแท้ยงั ทางานไดไ้ มเ่ ต็มทีอ่ ีกด้วย

17

4.) ไฮโปทาลามสั (hypothalamus)

อย่ใู ตท้ าลามสั ลงมาใกลก้ ับตอ่ มไรท้ อ่ พิทูอทิ ารี (pituitary gland) เปน็
กลมุ่ ของเซลล์สมองทม่ี ีขนาดเทา่ เมล็ดถวั่ ลนั เตา ไฮโปทาลามัสถือวา่ เปน็
สว่ นประกอบสาคญั ของระบบลมิ บกิ (limbic system) และมีหน้าที่
สาคัญในการสร้างความสมดุลให้กบั ระบบการทางานของร่างกาย เช่น
ควบคมุ การทางานของตอ่ มพทิ อู ิทารี รกั ษาระดับความสมดุลของ
อณุ หภมู ริ ่างกาย การหายใจ การหลบั การต่นื อตั ราการเต้นของหัวใจ
ความดนั โลหติ ปรมิ าณนา้ ตาลในกระแสเลือด ควบคมุ ความสมดุลใน
การทางานของระบบประสาทอตั โนมัติ นอกจากน้ียงั ทาหน้าท่ีควบคุม
แรงขบั (drive) ต่าง ๆ เช่น ความหวิ ความกระหายความต้องการทาง
เพศ เป็นตน้ ความสาคญั ของไฮโปทาลามัสนี้เองบางคร้ังจงึ ได้รบั สมญา
ว่าผพู้ ิทกั ษ์รา่ งกาย (guardian of body)

5.) ระบบลิมบกิ (limbic system)

เปน็ เซลล์ประสาททกี่ ระจายอยู่โดยรอบทาลามสั และไฮโปทาลามสั
ระบบนี้ ประกอบ ดว้ ย ฮิปโปแคมปัส (hippocampus) และอะมิกดาลา
(amygdala) ทาหน้าท่คี วบคุมความโกรธและพฤติกรรมกา้ วรา้ วของ
มนุษยแ์ ละสัตว์

18

6.) สมองสว่ นกลาง (midbrain)

เป็นส่วนท่มี ีความยาวประมาณ 1 นว้ิ ตั้งอยใู่ ตท้ าลามัส โดยมี
เซลล์ประสาทเปน็ ตัวเช่ือมตอ่ กัน
-เปน็ สถานถี ่ายทอดกระแส ระหวา่ งสมองส่วนหน้ากบั สว่ นทา้ ย
และสว่ นหนา้ กับนยั น์ตา
-ในปลาและสัตว์ครึง่ บกครึง่ นา้ เปน็ ศนู ย์กลางการมองเห็น
-ในคนเจรญิ เปน็ Corpora quadrigemina ทาหนา้ ท่เี ก่ยี วกับ
รเี ฟลก็ ซ์ของการไดย้ ิน

7.) พอนส์ (pons)

เปน็ ส่วนทอ่ี ยถู่ ดั ลงมาจากสมองสว่ นกลาง ด้านขวาของพอนสจ์ ะ
อยูต่ ดิ กับสมองเล็ก (cerebellum) โดยมใี ยประสาทเป็นตัวเชอื่ ม
จงึ ทาให้พอนส์เป็นทางผา่ นของกระแสประสาทท่มี าจากส่วนล่าง
เข้าส่สู มองแท้และสมองเล็ก เพอ่ื ใหเ้ กดิ การประสานงานกนั
ระหวา่ งสมองทง้ั สองชนิด เช่น สามารถ

เคล่ือนไหวไดพ้ รอ้ มกบั การทรงตวั ทด่ี ี เป็นต้น

19

8.) กา้ นสมอง (medulla oblongata)

เป็นสว่ นทอี่ ยตู่ อ่ จากพอนสล์ งมา และเป็นสว่ นสุดทา้ ยของสมอง โดยกา้ นสมอง
จะทาหนา้ ท่ีเชื่อมตอ่ ระหว่างสมองกบั ไขสันหลงั ภายในก้านสมองหรอื เมดูลลา
ประกอบดว้ ยเส้นประสาทเป็นมดั เพ่อื ส่งกระแสประสาททไี่ ด้รับจากสมองผ่าน
ส่วนตา่ ง ๆ ลงมาตามลาดับเพ่อื สง่ เขา้ สู่ไขสันหลังและรับกระแสประสาททีส่ ง่
ข้ึนมาจากไขสันหลงั สง่ ตอ่ ไปสสู่ ว่ นต่าง ๆ ของสมองตามลาดบั เชน่ กนั เท่ากบั วา่
ก้านสมองเป็นสถานีรับสง่ กระแสประสาทสุดทา้ ยทเี่ ชอ่ื มตอ่ ระหว่างสมองกบั ไข
สนั หลัง แต่เนื่องจากมดั ของเส้นประสาทที่อยูภ่ ายในก้านสมองน้ันมีลกั ษณะไขว้
กนั เป็นรูปกากบาท จึงทาใหเ้ สน้ ประสาทชุดท่ีมาจากร่างกายซกี ขวาจะไป
เชือ่ มตอ่ กับเสน้ ประสาทที่จะเข้าสู่สมองซกี ซ้าย และเส้นประสาทชุดทมี่ าจาก
ร่างกายซกี ซา้ ยจะไปเช่อื มต่อกับเส้นประสาทที่จะเขา้ สู่สมองซกี ขวา จงึ มีผลทา
ใหส้ มองซีกขวาควบคุมการทางานของอวยั วะซีกซ้ายและสมองซกี ซา้ ยจึง
ควบคุมการทางานของอวัยวะซีกขวา นอกจากน้ีกา้ นสมองยงั ทาหนา้ ทีค่ วบคมุ
การทางานของอวัยวะภายในบางชนิดอีกด้วย เช่น การเตน้ ของหวั ใจ การขยาย
และหดตวั ของปอด การยอ่ ยอาหาร การยืดและหดตัวของเส้นเลอื ด เปน็ ตน้

9.) เรติควิ ลาร์ ฟอร์เมชัน่ (reticular formation)

เปน็ กล่มุ ของเซลลป์ ระสาทบรเิ วณก้านสมอง ทาหนา้ ทีค่ วบคมุ สภาวะต่นื ตัวของ
รา่ งกาย การแสดงอาการงุนงง เปน็ ตน้

20

(spinal cord)

เป็นส่วนท่ตี อ่ เนื่องมาจากสมองส่วนปลายมีจดุ ต้งั ต้นมาจากบริเวณ
base of skull ลงมาตามกระดูกสันหลงั (vertebral column) มคี วาม
ยาวประมาณ 42-45 ซม. มเี สน้ ประสาทไขสนั หลงั (spinal nerve)
จานวน 31 ค่อู อกจากไขสันหลัง แต่ละ spinal nerve ประกอบไปดว้ ย

2. ไขสนั หลงั (spinal cord)

dorsal root และ ventral root ส่วนทีเ่ ป็น dorsal root จะประกอบเป็นส่วนท่ีต่อเน่ืองมาจากสมองสว่ นปลายมีจดุ ตงั้ ตน้ มาจากบรเิ วณ base of skull ลงมาตามกระดกู สนั หลงั (vertebral column) มีความยาวประมาณ 42-45ซม. มีเสน้ ประสาทไขสนั หลงั (spinal nerve) จานวน 31 ค่อู อกจากไขสนั หลงั แต่ละ spinal nerve ประกอบ
ไปดว้ ย dorsal root และ ventral root สว่ นท่ีเป็น dorsal root จะประกอบไปดว้ ยเซลลป์ ระสาทท่ีทาหนา้ ท่ีรบั ขอ้ มลู จาก sensory neurons สว่ น ventral root ประกอบไปดว้ ย axon ของ motor neuron ซง่ึ นาคาส่งั ไปยงั กลา้ มเนือ้ และตอ่ มต่างๆ
(effector)
เป็นสว่ นของระบบประสาทท่ีตอ่ ออกมาจากเมดลั ลาออบลองกาตา อย่ภู ายในกระดกู สนั หลงั ตง้ั แตก่ ระดกู สนั หลงั ขอ้ แรกจนถึงกระดกู สนั หลงั บรเิ วณบนั้ เอวขอ้ ท่ี 2 และมีเย่ือหมุ้ เชน่ เดียวกบั สมอง

ไปด้วยเซลลป์ ระสาทที่ทาหน้าท่รี บั ขอ้ มลู จาก sensory neurons ส่วนไขสนั หลงั บรเิวณอกและเอวขยายกวา้ งกวา่ สว่ นอ่ืนๆเม่ือเลยกระเบนเหนบ็ ลงไปแลว้
จะเรยี วเล็กจนมีลกั ษณะเป็นเสน้ ไมม่ ีเย่ือหมุ้ ดงั นนั้ การฉีดยาเขา้ ท่ีบรเิ วณไขสนั หลงั และเจาะนา้ บรเิ วณไขสนั หลงั จงึ ทากนั ต่ากวา่ กระดูกสนั หลงั เอวขอ้ ท่ีสองลงมา

ventral root ประกอบไปด้วย axon ของ motor neuron ซ่งึ นาคาสง่ั
ไปยังกลา้ มเนื้อและต่อมตา่ งๆ (effector)
เปน็ ส่วนของระบบประสาททตี่ อ่ ออกมาจากเมดัลลาออบลองกาตา อยู่
ภายในกระดกู สนั หลัง ตงั้ แตก่ ระดูกสันหลังข้อแรกจนถงึ กระดกู สันหลัง
บริเวณบัน้ เอวขอ้ ท่ี 2 และมีเยือ่ หุ้มเช่นเดยี วกับสมอง
ไขสันหลงั บรเิ วณอกและเอวขยายกว้างกวา่ ส่วนอนื่ ๆ เมือ่ เลยกระเบน
เหนบ็ ลงไปแล้ว
จะเรยี วเล็กจนมลี กั ษณะเปน็ เส้นไมม่ ีเยื่อหุ้ม ดังนัน้ การฉดี ยาเข้าท่ี
บรเิ วณไขสันหลังและเจาะน้าบริเวณไขสนั หลงั จงึ ทากันต่ากว่ากระดกู

สันหลงั เอวขอ้ ท่ีสองลงมา

ไขสนั หลังเส้นประสาทที่แยกออกจาก 21

มีทง้ั หมด 31 คู่ เป็นเส้นประสาทประสม 8 คู่
(mixed never)แบง่ ออกเปน็ ทงั้ หมด 5 บรเิ วณดงั น้ี 12 คู่
- เส้นประสาทบรเิ วณคอ (cervical never) 5 คู่
- เส้นประสาทบรเิ วณอก (thoracal never) 5 คู่
- เส้นประสาทบรเิ วณเอว (lumbar never) 1 คู่
- เสน้ ประสาทบรเิ วณกระเบนเหน็บ (sacral never)
- เส้นประสาทบริเวณกน้ กบ (coccygeal never)

ปล้องของไขสันหลัง 22

ไขสันหลงั ของมนุษย์แบง่ ออกเป็น 31 ปลอ้ ง (segments) ในแต่ละปลอ้ งจะ
มคี ูข่ องเสน้ ประสาทไขสนั หลัง (spinal nerve) ออกมาจากด้านซา้ ย-ขวา ซึง่
เส้นประสาทเหลา่ นีเ้ ป็นเสน้ ประสาทท่มี ีเสน้ ใยประสาทแบบผสม คอื มที ้งั ส่วนที่
รบั ความรสู้ กึ และส่ังการ รากเล็กๆ ของประสาทส่งั การ (motor nerve
rootlets) 6–8 เส้น จะงอกออกมาอย่างสม่าเสมอจากแตล่ ะขา้ งของร่องด้าน
ทอ้ งร่วมดา้ นข้าง (ventro lateral sulci; รอ่ งของไขสนั หลงั ที่อยดู่ ้านท้องและ
คอ่ นมาดา้ นขา้ ง ท้งั สองข้างของไขสนั หลัง) รากประสาทเส้นเลก็ ๆจะรวมตวั กัน
เปน็ รากอันใหญ่เรียกว่า รากประสาท ซง่ึ ในส่วนของเส้นประสาทรับความรูส้ ึก
เองก็เชน่ กัน ที่จะมเี สน้ รากประสาทเล็กๆ งอกออกมาจากบริเวณร่องด้านหลงั
รว่ มด้านข้าง (dorsal lateral sulci; รอ่ งของไขสนั หลงั ทอ่ี ยดู่ ้านหลงั และคอ่ นมา
ด้านขา้ ง) และรวมกนั เปน็ เสน้ รากขนาดใหญ่ ทัง้ รากประสาทสว่ นรับความรสู้ ึก
และสงั่ การนัน้ จะรวมกนั อีกทีเป็นเส้นประสาทไขสันหลงั (spinal nerves) ซึ่ง
ประกอบดว้ ยเส้นใยประสาทแบบผสม คือมที ง้ั ส่วนทรี่ บั ความรู้สึกและส่ังการ
เส้นประสาทไขสันหลงั จะกอ่ ตัวข้นึ ภายในชอ่ งระหว่างกระดกู สนั หลงั
(intervertebral foramen; IVF) ยกเวน้ เส้นประสาทในระดบั C1 and C2
เน่ืองจากกระดูกสนั หลังมีความยาวมากกว่าไขสนั หลงั ดงั นัน้ ในผใู้ หญ่ ปล้องไข
สันหลงั จะมีหมายเลขระดบั ไม่ตรงกบั ระดับของชนิ้ กระดูกสนั หลงั โดยเฉพาะใน
ส่วนล่างๆของไขสนั หลงั ซ่งึ ต่างจากในทารกในครรภท์ ี่จะมีชอ่ื ระดบั ตรงกนั ใน
ผ้ใู หญไ่ ขสนั หลงั จะสน้ิ สุดที่ระดับกระดูกสันหลงั ท่ี L1/L2 และกลายตัวเป็น

โครงสรา้ งท่ีเรียกว่า โคนสั เมดลั ลารสิ (conus medullaris)

23

หน้าท่ขี องไขสนั หลงั

1. เปน็ ศูนย์กลางของ spinal reflex
2. ตาแหนง่ แรกที่รับสญั ญาณประสาทจากระบบรับความรู้สึก
เพือ่ ทีจ่ ะนาส่งตอ่ ไปยงั สมอง
3. เปน็ ตาแหนง่ ท่สี ิน้ สุดของสญั ญาณประสาทท่มี าจากระบบ
ประสาท motor เนอ่ื งจากมี anterior motor neurons ที่
จะเป็นเซลลป์ ระสาทที่รบั คาส่งั จาก corticospinal tract และ
สงั่ การไปยงั เซลลก์ ลา้ มเนอ้ื
4. เป็นทางเดินของกระแสประสาททที่ติดตอ่ ระหวา่ งไขสัน
หลังและสมอง
5. เป็นศนู ย์กลางของระบบประสาทออโตโนมกิ (autonomic
nervous system)

24

Reflex

เปน็ กลไกการตอบสนองท่เี กิดขึน้ ทนั ทีหลงั จากถูกกระตนุ้ เกิด
ได้เนื่องจากมี synapse ของ sensory และ motor neuron
โดยตรง spinal reflex ไดแ้ ก่
1. spinal somatic reflex เชน่
- stretch reflex เปน็ reflex ท่ีเกดิ เมอื่ มกี ารยืดกล้ามเน้อื แล้ว
มกี ารหดตัวของกล้ามเนอ้ื ทันที มปี ระโยชน์ในการทาให้
กล้ามเน้ือมคี วามตึง และทาให้การเคลอ่ื นไหวของรา่ งกาย
เปน็ ไปได้อย่างราบเรียบ
- flexor reflex เป็น reflex ท่เี กิดเม่ือมีสง่ิ กระตนุ้ ความรู้สึก
ตอ่ แขนขาแลว้ ทาใหก้ ล้ามเนอื้ flexor ของแขนขาหดตัวอยา่ ง
รุนแรงเพอื่ ดงึ แขนขาออกจากสิง่ กระตนุ้
2. spinal autonomic reflex
มรี ะบบประสาทออโตโนมกิ เปน็ motor pathway และ
effector organs เปน็ กลา้ มเนือ้ เรยี บ กลา้ มเนือ้ หวั ใจและตอ่ ม
ตา่ งๆเชน่ มีการกระตุ้นให้มกี ารหล่งั เหง่ือจากการท่ีผิวหนัง

สัมผัสกบั ความร้อน

25

อวยั วะ ชนิดส่งิ กระตนุ้ ชนิดตวั รบั *ตวั รบั * เสน้ ประสาทเขา้

ตา แสง Photorece Rod & cone CN II

ptor cell

หู คล่นื กล Mechanor Hair cell CN VIII

eceptor

จมกู รบั คล่นื chemorec Olfactory CN I

eptor neuron

ลิน้ รบั รส chemorece Gustatory cell CN VII , IX

ptor

ผิวหนงั ทางกล Mechanor ท่ีลาตวั และแขน

อณุ หภมู ิ eceptor มีมากกวา่ 10 ชนิด ขา ใช้

ความเจบ็ ปวด themorece spinal

ptor nerve

pain

receptor

ตา เป็นอวยั วะรับแสง Photoreceptor 26

1.sclera เหนยี ว ชน้ั นอกสดุ หนาและเหนยี วเรยี กวา่ ตาขาว ตรงกลางตาขาวโปร่งใส
เหมอื นกระจะเรียกว่า
กระจกตา (cornea) (ตอ้ ลาไย) ช่วยหักเหแสง สามารถเปล่ยี นถา่ ยได้
2.choroid มหี ลอดเลือดมาหลอ่ เลยี้ งและมรี งควตั ถุ (melanin) ทาให้เกดิ สีทีม่ า่ นตา
(iris) จะมรี เู รยี กวา่
รมู ่านตา (pupil) รบั แสงเข้าหาเลนสต์ า (lens) (ต้อกระจก) รูมา่ นตาสามารถขยายหรือ
หรไี่ ดด้ ว้ ย ANS
ควบคุมก-น2ชนิด คือ ก-นรศั มแี ละก-นวง irisเปรียบเทียบได้กับไดอะแฟรมของกลอ้ ง
3. retina มีเซลลร์ ับแสง มเี ซลล์รปู แท่ง (rod cell) ไวแสง แยกสีไม่ได้ เซลล์รูปกรวย
(cone cell)
ตอ้ งการแสงมาก ตรงกลางretinaจะมcี one cell อยูม่ ากเรยี ก fovea ไมม่ ีเซลลร์ บั แสง
เรยี ก

จุดบอด (blind spot)

Cone cell เกดิ กระแสประสาทมสี าร idopsin ซึ่งไวตอ่ แสง 3 ชนดิ ตา่ งกนั คอื แดง น้า
เงนิ เขียว

27เลนสต์ า ชว่ ยหกั เหแสง ปรับโฟกสั โดยทางานร่วมกับเอ็นยึดเลนส์

(suspensory ligament) และกลา้ มเนือ้ ยดึ เลนส์ (cililaty muscle)

วตั ถุใกล้ ก-นยึดเลนส์หด เอน็ ยดึ เลนส์หย่อน เลนส์ปอ่ ง ความยาวโฟกัสสั้นลง รู
มา่ นตาหรี่
ระบบประสาทที่ควบคุมparasym
วตั ถไุ กล ก-นยดึ เลนส์คลาย เอ็นยดึ เลนส์ตึง เลนสแ์ ฟบ ความยาวโฟกัสยาวขนึ้ รู
มา่ นตาขยาย
ระบบประสาทที่ควบคุมsym
โครงสร้างท่ีชว่ ยหกั เหแสง 1.กระจกตา 2.เลนส์ 3.ของเหลวในลกู ตา
ความผดิ ปกติของตาทีค่ วรรู้

1.สายตาสั้น : เลนส์โค้งมากไป หรือกระบอกตายาว ทาใหภ้ าพตกก่อนเรติ
นา ใสแ่ ว่นเลนส์เวา้

2.สายตายาว : เลนส์โค้งนอ้ ยไป หรือกระบอกตาส้นั ทาใหภ้ าพตกหลงั เรติ
นา ใส่แวน่ เลนสน์ ูน

3.สายตาเอยี ง : ผิวกระจกตาหรอื เลนส์ตาไม่สม่าเสมอ ตอ้ งใสเ่ ลนส์
ทรงกระบอก(เลนส์กาบกลว้ ย)

4.ต้อกระจก : เลนส์ตาเป็นฝ้า
5.ตอ้ หนิ : ของเหลวทีอ่ ยู่ในชอ่ งเลนส์และหลังอุดตัน ทาให้ปวดตา
6.ตอ้ เน้ือ ต้อลม : ตาดา ตาขาว ถูกกระทบกระเทือน

28

Ampulla & cochlea มี hair cell
# = ชว่ ยขยายคลน่ื เสยี ง
หแู บง่ ออกเป็น 3 ส่วน

1.หูชัน้ นอก มีใบห(ู pinna) และรูหู (auditory canal) นาเสียงไปให้เยอื่ แก้วหู
(ear drum , tympanic membrane) กน้ั ชั้นกลางกบั ชน้ั ในออกจากกนั ชว่ ยขยาย
คลื่นเสียง 13-17 เทา่

2.หูชน้ั กลาง มีกระดหู ู 3 ชนิ้ คอื ค้อน(malleus) ท่ัง(incus) โกลน(stapes) ช่วย
ขยายเสยี ง 1.3 เทา่ มี
ทอ่ eustachian tube เจรญิ มาจากชอ่ งเหงือก

3.หชู ัน้ ใน มcี ochleaรบั เสียง และsemicircular canal ช่วยทรงตัว สร้างกระแส
ประสาทเขา้ CNVIII
การรับเสยี ง เมอ่ื eardrumและกระดูกหู ขยายสญั ญาณคลน่ื เสียงประมาณ 17-22 เท่า
การส่งคลนื่ เข้าไปในcochlea ของเหลวจะ
ส่นั จะทาให้hair cell ส่นั ตาม แลว้ สร้างกระแสประสาทคนเราไดย้ นิ เสียงไมเ่ กนิ 20-
20,000Hz และ
ความดงั 0-120 dB
อวยั วะรับเสยี งและทรงตัวในvertebrate

-ปลามเี ส้นข้างลาตวั (lateral line) และมี semicircular canal
-amphibian มีตัง้ แต่ ear drum เข้าไป

-reptile และ นก มตี ้ังแต่ auditory canal กระดหู ูแค่ช้นิ เดยี ว
-ใบหพู บเฉพาะในmammal (ส่วนใหญ่) พวกออกลกู เป็นไข่

29

จมกู

รบั กล่นิ ด้วยเซลล์รับกลิ่น (olfactory n.) มี Biunipolar ปลาน
dendriteมcี ilia สรา้ งกระแสประสาทเข้าCNI

ล้ิน

บนลน้ิ จะมีปุ่มลน้ิ (papilla) มีตมุ่ รับรส(tase bud)ในตมุ่ มเี ซลลร์ ับรส
(gustatory cell)กระแสประสาทจะถกู ส่ง
หลงั จากเข้าสคู่ ่ทู ่ี 7 กบั 9 ตมุ่ รับรสมี5รสคอื เปรี้ยว หวาน เค็ม ขม และ
รสอมุ ามิ

ผิวหนัง

1.หนังกาพรา้ (epidermis) เจริญมาจากectodermมีปลายประสาท
รับความเจ็บปวด

2.หนงั แท้ (dermis) เจรญิ มาจากชั้นmesodermมีต่อมเหงอ่ื ต่อม
ไขมัน เซลลข์ น หลอดเลอื ดฝอย


Click to View FlipBook Version