นาฏศิลป์ตะวันออก เสนอคุณครูสุดา จันทร์ทอง จัดทำ โดย ด.ช. ธนกร ชัยณุรักษ์ ม.1/1 เลขที่ 11 รายวิชา นาฏศิลป์
นาฏศิลป์ตะวันออก หมายถึงศิลปะการร่าย รำ ในรูปแบบของระบำ รำ ฟ้อน และการ แสดงที่เป็นเรื่องราวเรียกว่า ละคร ของ กลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีความ สัมพันธ์ทางวัฒนธรรมการแสดงโดยเฉพาะ ที่เกี่ยวข้องกับนาฏศิลป์ไทย ได้แก่ นาฏศิลป์อินเดีย นาฏศิลป์ญี่ปุ่น นาฏศิลป์ จีน นาฏศิลป์อินโดนีเซีย นาฏศิลป์เขมร และนาฏศิลป์พม่า นาฏศิลป์ตะวันออก
ตำ นานเกี่ยวกับนาฏศิลป์อินเดียนี้เกี่ยวข้องกับพระพรหม ซึ่ง เป็นผู้สร้างนาฏยเวทขึ้น ตามข้อสันนิษฐานว่าพระภรตฤๅษีเป็นผู้แต่ง แต่เขียนใน ลักษณะผู้เล่าเรื่องนาฏยเวทที่ได้ เรียนมาจากพระพรหม ๑. ภารตนาฏยัม เป็นนาฏศิลป์ของ อินเดียตอนใต้ เป็นการแสดงที่ใช้ผู้ หญิงแสดงและนิยมแสดงเดี่ยว มีลีลา การใช้จังหวะเท้าที่รวดเร็ว มีความหมายในท่ารำ ใช้ศิลปะการร่าย รำ ตามตำ รานาฏยศาสตร์ของพระภรต ฤๅษี ๒. กถัก เป็นนาฏศิลป์ของอินเดียตอนเหนือ นิยมแสดงเดี่ยว ผู้แสดงอาจเป็นหญิงหรือ ชายก็ได้ เป็นการผสมระหว่างวัฒนธรรมฮินดู และมุสลิม มีบทร้องเกี่ยวกับเทพเจ้าของฮินดู และเรื่องราวจากวรรณคดี ๓. กถกฬิ หรือกถักกฬิ เป็นนาฏศิลป์ของ อินเดียตอนใต้ นิยมแสดงเป็นเรื่องแบบ ละครเป็นมหากาพย์ เช่น มหาภารตะ รา มายณะ ใช้ผู้ชายแสดงล้วน ใช้ภาษาซับซ้อน มี การแต่งหน้าที่ประณีตโดยใช้สีธรรมชาติ นาฏศิสป์อินเดีย
นาฏศิลป์ของญี่ปุ่นมีกำ เนิดมาจากการแสดงเพื่อบูชา เทพเจ้าแห่งภูเขาไฟ บางประเภทเกิดจากแรงบัยดาลใจ ทางศาสนา บางประเภทเกิดจากรสนิยมความต้องการของ ชนชั้นสูง พ่อค้าชาวบ้าน ตามยุคสมัยที่แตกต่างกัน ดังนี้ ๑. ละครโนะ เป็นละครที่เก่าแก่ที่สุด แต่เดิมจัดแสดง ตามวิหาร มีกฎข้อบังคับเคร่งครัดมาก แสดงเรื่องเกี่ยว กับเทพเจ้า การแต่งกายงดงาม ผู้แสดงจะสวมหน้ากาก ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ท่าทางการเคลื่อนไหวล้วนมี ความหมายทั้งสิ้นแต่เดิมแสดงใต้ร่มไม้ ต่อมาทำ เวที อย่างง่ายๆ เป็นเวทีสี่เหลี่ยมคนดูดูได้รอบ จัดฉากง่ายๆ เขียนรูปต้นสนและไม้ไผ่ไว้ห่างๆ และมีสนสามกิ่งยื่น ออกมาเพื่อรักษาสภาพเดิมที่เคยแสดงใต้ร่มไม้ ถือว่า เป็นการแสดงชั้นสูง ๒. ละครคาบูกิ เป็นละครที่ได้รับความนิยมมาก ผสม ผสานระหว่างละครโนะและ ละครหุ่นบุนรากุ การแสดงมีทั้งการร้องและการพากษ์ ท่าทางการแสดงมีแบบแผนที่เคร่งครัด เรื่องที่แสดงเป็น เรื่องประวัติศาสตร์ ศาสนาและเทพนิยาย ใช้ผู้ชายแสดง ล้วนแต่งกายด้วยสีสันฉูดฉาด มีการเขียนหน้าคล้ายงิ้ว การแต่งหน้ามีแบบแผนตายตัว กำ หนดว่าสีใดเป็นของ ตัวละครใด เช่นผู้ร้ายหน้าสีน้ำ เงิน พระเอกหน้าสีขาว ๓. ละครเคียวเง็น เป็นการแสดงละครตลก สลับฉาก ลักษณะคล้ายกับจำ อวดของไทย เป็นละครเสียดสีเรื่องราวชวนหัว ทั้งคำ พูด และการแสดง เนื้อเรื่องที่แสดงไม่มีการฝึก ซ้อม ใช้ความรู้สึกตามธรรมชาติ นาฏศิลป์ญี่ปุ่น
นาฏศิลป์จันเกิดจากพิธีกรรมทางศาสนา การบูชาการฉลอง และพิธีการขอความอุดมสมบูรณ์ในการเกษตรก่อนการแสดง ทุกครั้งจะต้องมีการเคารพบูชาพระบรมรูปของพระจักรพรรดิมิ่ง ฮ้วง เพราะถือว่าพระองค์ทรงเชี่ยวชาญการละครและดนตรี ๒. งิ้วปักกิ่งของจีนถูกขนานนามว่าเป็น“อุปรากรแห่ง บูรพา” นับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมแห่งชาติขนานแท้ของ จีน เพราะเกิดขึ้นในปักกิ่ง จึงมีชื่อเรียกกันว่า “จิงจวี้” ที่ แปลเป็นไทยว่า “งิ้วปักกิ่ง” งิ้วปักกิ่งมีประวัติกว่า 200 ปี แล้ว ต้นกำ เนิดของงิ้วปักกิ่งต้องย้อนหลังไปถึงงิ้วท้องถิ่น เก่าแก่บางชนิดในอดีต โดยเฉพาะคือ “ฮุยปัน” ที่เป็นงิ้ว ท้องถิ่นที่เคยแพร่หลายอย่างกว้างขวางในภาคใต้ของจีน เมื่อศตวรรษที่ 18 ในปี 1790 คณะงิ้วท้องถิ่น“ฮุย ปัน”คณะแรกเข้าสู่กรุงปักกิ่งเพื่อเข้าร่วมงานแสดงเนื่องใน วโรกาสเฉลิมฉลองวันเฉลิมพระชนมพรรษาของจักรพรรดิ หลังจากนั้น มีคณะแสดงงิ้ว“ฮุยปัน”จำ นวนไม่น้อยได้ ทยอยเข้าไปแสดงในกรุงปักกิ่ง ๑. งิ้ว เป็นการแสดงที่ผสมผสานการขับร้องและการ เจรจา ประกอบลีลาท่าทางให้ออกมาเป็นเรื่องราว โดย นำ เหตุการณ์ ในพงศาวดาร ความเชื่อ ประเพณี และศาสนามาแสดง เป็นเรื่องราว ๓. งิ้วเห่อเป่ย เช่นเดียวกับงิ้วปักกิ่งงิ้วเห อเป่ยเป็นงิ้วโบราณที่ผสมผสานดนต รี, การ แสดงร้อง เต้น การแสดงผาดโผนและอื่น ๆ เข้าด้วยกัน ซึ่งรูปแบบการแต่งหน้าของนัก แสดงจะสะท้อนให้เห็นถึงตัวตน สถานะ บุคลิกภาพ และบทบาทต่างๆของตัวละคร นาฏศิลป์จีน
๑. การแสดงเชิดหุ่นเงา หรือวายัง เป็นนาฏศิลป์ ประจำ ชาติที่เก่าแก่ที่สุด แต่เดิมหุ่นเชิด ทำ ด้วยหนังสัตว์ เรียกว่า วายัง กุลิต เรื่องที่ใช้แสดง ในวายังคือ รามายณะ และมหาภารตะ โดยทำ เป็นบทละครเฉพาะของวายัง มีการแทรกเรื่อง ปรัชญา ข้อคิดขบขันในชีวิตประจำ วัน นำ มาเชื่อม โยงร่วมสมัยใหม่ ประเทศอินโดนีเซีย มีเกาะมากมายและแต่ละเกาะก็มีการ แสดงของตนเอง มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ศิลปะการ แสดงที่เก่าแก่ที่สุด คือ การเชิดหุ่น เรียกว่า วายัง นอกจาก นี้ยังมานาฏศิลป์ประจำ ชาติ คือ นาฏศิลป์สุมาตรา นาฏศิลป์ ชวา และนาฏศิลป์บาหลี ๒. นาฏศิลป์สุมาตรา ลักษณะการแสดงจะ แสดงเป็นเรื่องราวของนิทานพื้นบ้านและเรื่อง ราวในราชสำ นัก จะไม่แสดงเรื่องรามายณะ และมหาภารตะ ๓. นาฏศิลป์ชวา เป็นการแสดงที่มีพื้นฐาน มาจากการรำ ในราชสำ นักมีลีลาร่ายรำ ที่นุ่ม นวล ประณีต จังหวะที่ใช้ในการร่ายรำ จะช้า มีผ้าสไบเป็นส่วนประกอบสำ คัญในการร่าย รำ เวลาแสดงตาจะตกตลอดเวลา ไม่ใช้สายตา ไปยังคนดู วงดนตรีประกอบการแสดง เป็น วงดนตรีประจำ ราชสำ นักสมัยโบราณ ปัจจุบัน ใช้วงดนตรีสำ หรับฟ้อนรำ เรียกว่า ภารมวลัน นาฏศิลป์อินโดนีเซีย
การแสดงของเขมรดั้งเดิมใช้ผู้หญิงแสดง เพราะเป็นการ แสดงภายในราชสำ นักเท่านั้น การแสดงมาตรฐานของเขมร จะแสดงเรื่องเรียมเลอ ซึ่งมีรากฐานมาจากรามายณะของ อินเดีย ๒. ระบำ อัปสรา เป็นการแสดงที่ถือกำ เนิดขึ้นมา ไม่นานนัก โดยเจ้าหญิงบุปผาเทวี พระราชธิดา ในเจ้านโรดมสีหนุ เพื่อเข้าฉากภาพยนตร์เกี่ยว กับนครวัด แต่กลายมาเป็นที่จดจำ และเป็นระบำ ขวัญใจชาวพม่า ด้วยเครื่องประดับศีรษะและ ท่วงท่าร่ายรำ อันเป็นเอกลักษณ์ที่ถอดแบบมา จากรูปสลักหินนางอัปสราในปราสาทนครวัด ๑. ละครบาสสัก (Bassas) เป็นละครพูดมี เนื้อเรื่องเกี่ยวกับความรัก ซึ่งละครชนิดนี้ได้ รับอิทธิพลจากเวียดนาม การแสดงของเขมร จะมีการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวล ๓. เป็นนาฏกรรมสวมหน้ากากอย่างหนึ่งใน ประเทศกัมพูชา มีลักษณะใกล้เคียงกับการ แสดงโขนของประเทศไทย เนื่องจากได้รับ การถ่ายทอดไป ปัจจุบันมีละโคนโขลใน กัมพูชาสองรูปแบบได้แก่ ละโคนโขลวัดสวา ยอัณแดต และละโคนโขลคณะระบำ หลวงแต่ เดิมจะใช้ผู้หญิงในการแสดง ต่างจากโขน ของไทยที่จะใช้ผู้ชายแสดง นาฏศิลป์เขมร
การแสดงของชาวพม่า จะแสดงในงานพิธีการต่างๆ เกี่ยวกับศาสนา และ ประเพณี นาฎศิลป์ที่เก่าแก่พม่าได้แก่ ระบวงสวรงเทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วน การแสดงประเภทโขน ละคร ปรากฏใน สมัยพระเจ้ามังระ เมื่อไทยเสียกรุงศรีอยุธยาให้กับพม่า นาฏศิลป์ไทยได้ถูก กวาดต้อนไปด้วย พระเจ้ามังระโปรดให้สอนโขนและละครไทยในพม่า เล่นเรื่อง รามเกียรติ์และอิเหนา พม่าเรียกว่า อินทรวงศ์ เป็นละครในราชสำ นัก นอกจากนี้ ยังมีการเล่นละครนอกเรื่องสังข์ทองและสังข์ศิลป์ชัย พระเจ้ามังระโปรดมากทรง ให้รวมพวกละครและปี่พาทย์ไว้ในราชสำ นักและพระราชทานบ้านเรือนให้เรียก ว่า “ตำ บลโยธาราช” และพวกละครไทยที่แสดงเรียกว่า “โยธยาสัตคยี” ๑. การแสดงชุดระบำ หน้ากากพม่า เป็นการแสดงที่ เป็น นาฏศิลป์พื้นเมืองของพม่ามาผสมผสานกับลีลาท่าทาง ของหุ่นกระบอกพม่าซึ่งเป็นการแสดงที่สร้างสรรค์จาก จินตนาการของพื้นเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยใหญ่รวม ถึงพม่า ซึ่งท่ารำ นั้นเป็นแบบพม่าไทยใหญ่ดั้งเดิมและ ได้นำ มาเล่าเรื่องแสดงถึงการเกี้ยวพาราสี ๒. ละครนิพัทขิ่น มักจะแสดงเรื่องพุทธประวัติ ตอน ตรัสรู้ เพราะไม่นิยมแสดงบทบาทของพระพุทธเจ้า หรือ พระสาวกองค์สำ คัญ ต่อมาพม่าได้รับอิทธิพลของอินเดีย โดยผ่านทางเขมร ละครนิทัทขิ่นจึงแสดงเรื่องอื่นๆ เช่น รามายณะ เทพนิยายต่างๆ และเหตุการณ์ในราชสำ นัก ๓. ฟ้อนม่านมุยเชียงตา การฟ้อนแบบหนึ่ง ที่ได้รับ อิทธิพลจากพม่าถ่ายทอดผ่านท่ารำ การแต่งกาย ดนตรี บทร้อง ซึ่งมีการพัฒนาขึ้นในช่วงสมัยของ พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ผสมผสานท่วงทำ นอง ดนตรีพม่า และเพลงไทยเดิม อาทิ เพลงโยดายา เว่นซัยนันดา กลุ่มเพลงที่พม่าได้รับอิทธิพลจากกรุง ศรีอยุธยาเมื่อครั้งเสียกรุง มีเนื้อร้องเป็นภาษาแปลง ให้คล้ายกับสำ เนียงพม่า ในปัจุบันไม่สามารถแปล ความหมายได้ นาฏศิลป์พม่า
ขอบคุณที่รับชมครับ