การเขียนสารคดี สารคดีดี ดี ชี ดี ชี ชี ว ชี วประวัวั วั ติ วั ติ ติติและ สารคดีดี ดี ท่ ดี ท่ ท่ อ ท่ องเที่ที่ ที่ ย ที่ ยว นางสาวจุฑามาศ คอนจำ นงค์, นางสาวนัททริกา โปทา, นางสาวพรพิลัย แพงไธสง, นางสาวสุภาพร ทับทิมกลาง และนายอลงกรณ์ ไชยสงค์
ก บทบรรณาธิการ สารคดี หมายถึง การนำเสนอเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องจริง เคยเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่การจินตนาการ สารคดีจึงเป็นงานเขียนประเภทหนึ่งที่ผู้คนมักนิยมอ่านกันเพื่อผ่อนคลาย ในรูปเล่มรายงานนี้มีงานเขียนสารคดี ด้วยกัน 2 ประเภท คือ สารคดีชีวประวัติ และสารคดีท่องเที่ยว มนุษย์ทุกคนมักจะมีเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว แต่ละสิ่งที่เกิดขึ้นก็แตกต่างกันออกไปโดยสิ้นเชิง แม้เกิดในครอบครัวเดียวกันก็ตาม บางคนอาจเกิดเรื่องราวดี ๆ แต่บางคนกลับล้มเหลว บางคนทำดีมาโดย ตลอดแต่บางคนกลับทำผิดพลาด อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผ่านมาจะบอกให้เราได้รับรู้ได้ว่าดีหรือไม่ ชีวิตคนเรานั้น เป็นสิ่งไม่แน่นอนมีขึ้นก็มีลง ดังนั้นถือว่าเป็นบทเรียนสำคัญในชีวิตที่ต้องจำไปตลอดกาล การเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวและหยุดพักผ่อนหย่อนใจถือเป็นสิ่งหนึ่งที่ผู้คนมักเลือกเป็นลำดับ ต้น ๆ เพราะต้องการผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานหรือการเรียน นอกจากจะเป็นการพักผ่อนยังถือว่า เป็นการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ ๆ และเช็คอินสถานที่นั้นเพื่อเผยแพร่ให้คนรอบข้างรับรู้ บนโลกออนไลน์ผู้คนมักลงรูปภาพที่ได้ไปท่องเที่ยวทำให้คนอยากไปตาม อาจเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มี ชื่อเสียงอยู่แล้ว หรืออาจเป็นสถานที่ที่เจาะกลุ่มคนในประเทศไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ถ้าอยากชม ธรรมชาติสวย ๆ ต้องขึ้นเหนือ อยากเล่นน้ำต้องลงใต้ ไม่ว่าภาคไหนของไทยจะมีสิ่งสวยงามให้พบเห็นเสมอ ความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเราไม่ว่าจะเที่ยวที่ใดถ้าไปถูกฤดูก็สวยหมดทุกที่
ข สารบัญ หน้า บทบรรณาธิการ ก สารบัญ ข สารคดีชีวประวัติ เทปสัมภาษณ์ กัณภพ อยู่วิจิตร 1 เทปสัมภาษณ์ พ่อหนานโทน โปทา 10 เทปสัมภาษณ์ นางสาวหนึ่งฤทัย ดีชัยชนะ (หนึ่ง) 20 เทปสัมภาษณ์ เชอร์รี่ พัชรีภรณ์ 27 เทปสัมภาษณ์ แม่ทองมี ไชยสงค์ 34 สารคดีท่องเที่ยว เขาใหญ่ ในความทรงจำ 43 น้ำตกคลองลาน สายน้ำไหลจากผาสูงของจังหวัดกำแพงเพชร 47 อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ 52 เที่ยวเขายายเที่ยงหน้าหนาว 56 นครพนม นครริมโขง 59
เทปสัมภาษณ์ กัณภพ อยู่วิจิตร พี่แบง ขอสัมภาษณ์เกี่ยวกับชีวิตที่ไปเรียนที่จีนหน่อยค่ะ ได้ๆ ถามได้เลย ขอทราบประวัติส่วนตัวคร่าวๆ หน่อยค่ะ พี่ชื่อ กัณภพ อยู่วิจิตร ชื่อเล่น แบง อายุ 26 ปี เป็นคนโคราช อยู่อำเภอคง พ่อเป็นคนกรุงเทพฯ แม่เป็น คนโคราช มีพี่สาว 2 คน พี่เป็นคนเล็กสุด ปัจจุบันทำงานที่บริษัทแห่งหนึ่งในโคราช อยากรู้จุดเริ่มต้นว่าทำไมถึงได้ไปเรียนที่ประเทศจีนคะ ก่อนที่จะไปจีน พี่เรียนอยู่โรงเรียนเมืองคง ซึ่งพี่ไม่เคยคิดว่าพี่จะได้ไปเรียนจีนเลย แต่สบจังหวะช่วงม.3 กำลังจะปิดเทอม พอดีมีเพื่อนพ่อพี่ ลูกชายเขาหาที่เรียนต่อม.4 แล้วเขาจะให้ลูกเขาไปเรียนต่อที่จีน และช่วงนั้น พ่อเห็นว่าพี่เป็นเด็กเกเร ดื้อมาก เลยอยากส่งพี่ไปเรียนที่จีนพร้อมลูกชายเพื่อน พอพี่รู้ว่าจะได้ไปจีน พี่ก็ยิ่งเกเร มาก ยิ่งดื้อกว่าเก่า ไม่เอาอะไรเลย เพราะรู้ว่าจะไม่ได้อยู่บ้านแล้ว จนเกือบจะไม่ได้ไป แต่สุดท้ายก็ได้ไป ไปกับใครบ้าง ไปยังไง เล่าเหตุการณ์ให้ฟังหน่อยค่ะ ก็คือวันเดินทางวันแรก พี่ยังจำเหตุการณ์ได้ดีมาก มีเพื่อนพี่ไปด้วยอีกสองคน รวมพี่เป็นสาม ระหว่างที่รอ ขึ้นเครื่องบินกับเพื่อน เพื่อนพี่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องเขามาส่งกันทุกคน เพื่อนอีกคนญาติมาส่งกันเป็นสิบยี่สิบคน แต่พี่ ไม่มีใครมาส่งเลย เพราะพ่อแม่พี่น้องพี่ต้องบินไปก่อน แต่ความซวยคือ พ่อแม่พี่ลืมให้เงินพี่ไว้ โทรศัพท์ก็ไม่มี แล้ว ทีนี้ เพื่อนพี่เขาก็ถ่ายรูปกันกับญาติพี่น้องเขา พี่ก็รู้สึกแบบวังเวง เขาก็มาชวนพี่ไปถ่ายรูปด้วย ช่วงแรกที่ไปอยู่ เป็นยังไงบ้าง พอไปถึงประเทศจีน ตอนลงเครื่อง ความรู้สึกมันแบบอากาศ สภาพแวดล้อม ทุกอย่างเลย มันคือคนละ ประเทศจริงๆ หลังจากลงเครื่อง ก็จะมีรถบัสมารับพี่เดินทางไปโรงเรียน ตอนที่เขามารับตอนนั้นเป็นตอนเย็น พอ ไปถึงโรงเรียนมันก็เป็นตอนกลางคืนแล้ว ความรู้สึกมันแบบใหม่ไปหมด เราไม่คุ้นเคยกับอะไรเลย จะมีคุณครูมาพา ไปห้องพัก พอเข้าห้องพักพี่รู้สึกแบบ ต้องไปไหน ทำอะไรต่อ เงินก็ไม่มี โทรศัพท์ก็ไม่มี ฟังภาษาเขาก็ไม่รู้เรื่อง พี่ไม่ กล้าออกไปไหนเลย ไม่ไปเรียน ไม่ไปกินข้าวเกือบ 2 วัน นอนอยู่แต่ในห้องแบบนั้น เพราะว่าไม่รู้อะไรเลย จน คุณครูที่ปรึกษาเข้ามาหาที่ห้อง มาถามประมาณว่า ทำไมไม่ไปกินข้าว ไม่ไปเรียน ไม่ออกไปเจอเพื่อน แต่ตอนนั้นพี่ ยังฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อะไรเลย ก็เลยเอามือจับหัว ทำว่าไม่สบาย คุณครูก็เลยไปเรียกคนไทยที่พูดจีนได้ จะพาพี่ไป โรงพยาบาล แต่พี่ไม่ยอมไป จนบ่ายของวันนั้น พ่อแม่ญาติพี่น้องก็มาหาพี่ที่โรงเรียน มาคุยเรื่องค่าเทอมอะไรพวกนี้ 1
ค่าเทอมแพงไหมคะ เท่าไหร่ ค่าเทอมจะคิดเป็นปี ปีละ 250,000 บาท รวมค่าอยู่ ค่ากิน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหารเช้า กลางวัน เย็น มีที่พักให้ การเรียนเป็นยังไงบ้าง ช่วง 2-3 อาทิตย์แรก พี่ตามเพื่อนไม่ทันเลย ตามใครไม่ทัน จนหลังๆ มา ตามทันแล้ว เริ่มเข้าใจมากขึ้น แล้วก็ตั้งใจเรียนตั้งแต่นั้นมา ช่วงไปแรกๆ เขากลับบ้านกัน พ่อพี่ก็ไม่ให้กลับ บอกว่าเพิ่งไปจะกลับทำไม พี่ก็เลยได้ เรียนซัมเมอร์ มันทำให้พี่ได้เรียนมากขึ้น ได้รู้มากขึ้น ช่วงมัธยมพี่เรียนอย่างเดียวเช้า-เย็น พี่อยู่กับเพื่อน อยู่แต่กับ คุณครูที่ปรึกษา ครูที่ปรึกษาเหมือนเป็นแม่อีกคนของเราเลยนะ เขาคอยช่วยดูแลตั้งแต่ไปปลุก อาบน้ำ มากินข้าว ไปเรียน เรียนเสร็จจะมีคาบทำการบ้านตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสองทุ่มครึ่งทุกวัน พอจบคาบทำการบ้าน ครูที่ปรึกษา ก็ไปส่งเรา ส่งกลับหอให้เข้าห้องพักให้เรียบร้อย ครูที่จีนเขาดีมากนะ มีความผูกพันธ์กัน พอพี่จบเขาลาออกเลยนะ เรียนยากไหมคะพี่แบง ใช้เวลาอยู่มัธยม 3 ปี 6 เดือน ก็คือเรียนปรับภาษาก่อน 6 เดือน แล้วก็ขึ้นห้องภาษาเต็มตัวอีกหนึ่งปี ก็คือ ม.4 ที่จีนจะเลือกสายตอน ม.5 พี่เลือกเรียนวิทย์-คณิต พวกวิชาเคมียากมาก ปกติก็ยากอยู่แล้ว แล้วมีศัพท์ เฉพาะของจีนอีกด้วยนะ ตอนมัธยมสำหรับพี่เรียนยากกว่ามหาลัยอีก ทางบ้านสนับสนุนไหมคะ ช่วง ม.6 เป็นช่วงสอบเข้ามหาลัย แต่พี่มีปัญหาเรื่องเงินกับทางบ้านเพราะว่าพ่อกับแม่พี่เลิกกันตอนนั้น พอดีพ่อพี่จะไม่จ่ายค่าเทอม แบบไม่อยากรับผิดชอบอะไร แล้วพี่ไม่ได้จ่ายค่าเทอมสักทีจนเขาจะส่งพี่กลับไทย แล้ว แถมยังไม่ได้ใบจบ ม.6 ด้วย จนแม่ต้องเอารถไปเข้าไฟแนนซ์เพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าเทอมให้พี่ได้จบม.6 ก่อน จากนั้นพี่ก็คุยกับแม่ว่าจะเอายังไงต่อดีจะไปต่อไหม หรือว่าจะให้จบม.6 ที่จีนแล้วกลับไทยเลย แม่พี่บอกว่า ให้ เรียนต่อที่นั่นเลย ไหนไหนก็ไปแล้วไปให้สุด แต่พี่ไม่อยากลำบากเงินค่าเทอม ซึ่งมันแพงนะ ถึงมหาลัยจะไม่ได้แพง เท่าตอนมัธยม แต่พี่ก็คิดหนัก ตอนนั้นทั้งโดนทางโรงเรียนกดดันเรื่องค่าเทอม หลายอย่าง แม่ก็กำลังหาเงิน พอได้ เงินมาจ่ายค่าเทอมพี่ก็ตั้งใจเรียนมาก ม.4-5-6 พี่มีเกียรติบัตร มีผลงานเยอะมาก พอมาสอบชิงทุนเข้ามหาลัยก็สอบ ได้ทุนเรียนมหาลัยฟรี 2
มีเหตุการณ์ที่ประทับใจช่วงมัธยมไหมคะ ช่วงจะจบม.6 พี่ไม่มีเงินไปเที่ยวกับเพื่อน ซึ่งมันเป็นทริปจบ มีพี่ไม่ไปคนเดียวในห้อง เพื่อนรู้ ก็เลยช่วยกัน ออกเงินให้ เพื่อให้พี่ได้ไปเที่ยว พอขึ้นมหาวิทยาลัยแล้วเป็นยังไงบ้างคะ ปี1 อยู่เซี่ยงไฮ้แล้วมันมีการสอบวัดระดับข้าม พี่สอบผ่านเลยได้ขึ้นปี 3 เลย พอปี3 ย้ายมาอีกเมืองหนึ่ง อยู่กวางโจว พอขึ้นปี3 ระบบมหาลัยก็จะคล้ายๆ ไทย มีพวกวิชาเลือกที่เราต้องเลือกลงให้ครบก่อนจบ ของพี่วิชา เลือก 10 หน่วยกิต ต้องลงเพิ่มจากวิชาหลักตั้งแต่ปี1-3 ให้ครบ เพราะปี4 เขาจะไม่อยากให้มีเรื่องเรียนเพราะ ต้องคิดหัวข้อเรื่องจบอะไรประมาณนี้แล้วเพื่อนพี่เป็นคนไทยเขาเรียนอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี1 เขาก็เลยลงครบกันตั้งแต่ ปี1-2 แล้ว ซึ่งพี่เพิ่งมาตอนปี3 ยังไม่ได้ลงสักตัว พี่ลงปี3 เทอมแรกไป 6 หน่วยกิต เรียนหนักมาก บางวันก็เรียน ถึงสามทุ่ม แล้วมันมีให้เลือกสาย พี่เลือกเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งในห้องพี่ไม่มีคนไทยเรียนเลย มีพี่ คนเดียวที่เป็นคนไทย เพราะคนไทยเขานิยมไปเรียนธุรกิจระหว่างประเทศหมด พี่ก็ไม่รู้จะถามใคร ปรึกษาใคร ก็ไม่ได้ ได้ทำกิจกรรมอะไรบ้างไหมคะ ตอนอยู่มหาวิทยาลัย ตอนที่พี่ย้ายมามีแต่คนมองพี่แปลกๆ เพราะพี่ไว้ผมยาวมาก สไตล์การแต่งตัวไม่เหมือนคนอื่น คล้ายๆ แนวเร็กเก้ เสื้อลายดอก กางเกงขากระบอก กางเกงหลายสีมาก(หัวเราะ) ตอนปี3 อยู่หอรวมเป็นชาวต่างชาติ ห้องหนึ่งอยู่ 4 คน พี่มีรูมเมทเป็นคนมาดากัสการ์คาซัคสถานและคนจีน ห้องพี่อยู่ชั้นหนึ่ง เวลาพี่กลับมาจากเลิก เรียนก็มานั่งเล่นกีตาร์ ซ่อมกีตาร์แล้วคนไทยที่เขาทำกิจกรรม เป็นพวกกลุ่มประธานนักเรียน ที่เดินผ่านบ่อยๆ เขา ก็เริ่มเห็นว่าพี่เล่นดนตรีเป็น เล่นกีตาร์เป็น เขาก็เลยชวนพี่ไปแสดง เวลามีกิจกรรม จัดบูธ เข้าร่วมกิจกรรมอะไร พวกนี้ งานแรกคืองานสงกรานต์ที่กวางโจว เวลาคนไทยเขาจัดสงกรานต์เขาไม่ได้จัดแค่ในมหาลัยนะ เขาจะ ประชุมกลุ่มประธานว่าจะจัดที่ไหน แล้วเด็กไทยของแต่ละมหาลัยก็จะมาเล่นรวมกัน พี่ก็จะได้ไปแสดงตลอด สถานะการเงินเป็นยังไงคะตอนนั้น โห สถานะการเงินคือแย่มาก ไม่ค่อยมีเงิน แต่เพื่อนดีเพื่อนพี่แต่ละคนคอยช่วยเหลือเสมอ ถ้าไม่มีเพื่อน พี่อาจจะไม่จบหรือลำบากกว่านี้เลยนะ ช่วงปี3 พี่เรียนหนักไม่พอ ยังต้องแอบไปทำงานพาร์ทไทม์เพราะไม่ค่อย กล้าขอเงินที่บ้าน เขาก็คงไม่มี แล้วปกติพวกต่างชาติเขาห้ามให้ไปทำงานนะ เรียนคือเรียนแบบนี้ พี่เลยต้องแอบ ทำงานเอา พอดีกับตรงที่พี่ย้ายไปอยู่เขามีร้านอาหารไทยมาเปิดพอดีพี่เห็นว่าเขาหาคนอยู่ เป็นคนเสิร์ฟ รับออเดอร์แล้วก็ช่วยจัดร้านตอนเปิดร้าน พี่ก็ชวนเพื่อนพี่อีกคนหนึ่งไปทำด้วย ทำตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสามทุ่ม 3
ได้เงิน 100 หยวน ก็คือ 400-500 บาทไทย แล้วมีโอทีด้วย ถ้าวันไหนไม่มีเรียนก็มาทำงานตอนสิบเอ็ดโมงเลิกบ่าย โมงก็มีแต่ส่วนมากไม่เคยโลกเลิกตรงเวลา เราต้องมาช่วยเขาเก็บร้าน มันจะหนักช่วงเปิดร้าน เพราะเปิดประตูปุ๊บ คนเยอะมาก มันขายดี แต่เหนื่อยมากมีเด็กเสิร์ฟอยู่2 คน พี่กับเพื่อนพี่ แต่โต๊ะเป็น 10 20 โต๊ะ โดนลูกค้าด่าบ้าง โดนนายจ้างด่าบ้าง กดดันมากๆ พอทำงานเสร็จ พี่ก็ปั่นจักรยานกลับประมาณสองกิโล ตื่นเช้ามาก็ไปเรียน ตามปกติ ทำอยู่ประมาณ 6 เดือน จนร้านปิด เขาย้ายไปอีกเมืองหนึ่ง ได้กลับบ้านบ้างไหมคะ ได้กลับอยู่ กลับเทอมละ 1 ครั้ง ไปอยู่บ้านประมาณ 2 อาทิตย์ เวลากลับบ้านก็จะชวนเพื่อนคนไทย ด้วยกันไปเล่นที่บ้านด้วย ไปอยู่ที่จีนกี่ปีคะ เล่าความรู้สึกที่ไปอยู่ที่ประเทศจีนให้ฟังหน่อย อยู่จีนประมาณ 7 ปี เรื่องชีวิตคือลำบากในระดับหนึ่งเลย กว่าจะจบมาได้ พี่พยายามตั้งใจเรียน เรียน ไม่ให้ติด 0 ติด ร เพราะกลัวจะต้องมาลงเรียนใหม่อีกปีหนึ่ง กลัวเปลืองค่าเรียน เลยพยายามตั้งใจเรียนให้มันจบ จนวันรับปริญญา พี่ก็ไม่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องมารับด้วยนะ เพราะเขาไม่มีเงินกัน พี่ไปไหนมาไหน เดินทางคนเดียว ตลอด แต่ถึงจะลำบากที่จีนตรงนั้น พี่คิดถึงบ้านแค่ไหน รู้สึกแย่แค่ไหน พี่ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสไปเรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง ที่ไม่ใช่แค่จีน แต่รวมถึงชาวต่างชาติอื่นๆ ด้วย ต่อให้จบมาทำงานไม่ตรงสาย อย่างน้อยก็มีเพื่อนต่างชาติที่ยัง คุยกันอยู่ มีภาษาติดตัว มีความทรงจำดีๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ 4
วางโครงเรื่อง ชื่อเรื่อง : กัณภพ อยู่วิจิตร เส้นทางชีวิตในประเทศจีน จุดเน้นของเรื่อง : บอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์ที่ต้องไปเรียนอยู่ที่ประเทศจีน ตั้งแต่มัธยมปลายจนรับ ปริญญา ระยะเวลา 7 ปี แก่นเรื่อง : ชีวิตของกัณภพ อยู่วิจิตร เด็กเกเรที่ถูกพ่อส่งไปเรียนที่ประเทศจีนตั้งแต่มัธยม แต่ชีวิตพลิกผัน ด้วยสถานะการเงิน แต่เขาก็มุ่งมั่นจนเรียนจบปริญญาตรี โครงเรื่อง 1.บทนำ : แนะนำชีวิตของกัณภพ อยู่วิจิตร ประวัติส่วนตัวคร่าวๆ ว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน 2.จากเด็กเกเรสู่เด็กตั้งใจเรียน (จุดเริ่มต้นและสาเหตุของการไปเรียนที่ประเทศจีน) 3.ชีวิตพลิกผันด้วยสถานะการเงิน (บอกเล่าเรื่องราวเมื่อพ่อกับแม่เลิกกัน เขาจะทำอย่างไรต่อกับชีวิต ของเขาเมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย) 4.ทำงานพาร์ทไทม์(เนื่องด้วยสถานะการเงินที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ไม่มีทางเลือกจึงต้องแอบทำงานพาร์ทไทม์ และเรียนไปด้วย) 5.ความรู้สึกที่ไปอยู่ที่จีนระยะเวลา 7 ปี(จบเรื่อง : บอกเล่าความรู้สึกหลังจากได้ไปใช้ชีวิตที่ประเทศจีน ฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ตั้งแต่มัธยมจนจบปริญญาตรี) 5
เขียนเป็นสารคดีชีวประวัติ บทนำ : แนะนำชีวิตของกัณภพ อยู่วิจิตร ถ้าพูดถึง “เด็กเกเรที่ถูกพ่อแม่ส่งไปเรียนต่างประเทศ” ซึ่งจุดประสงค์ของพ่อแม่นั้น ทุกคนมีเหตุผลที่ล้วน เป็นเหตุผลเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการศึกษา การได้ภาษาที่สอง ได้เรียนรู้การดูแลตัวเอง เรียนรู้การใช้ชีวิต เพื่อ อนาคต และชีวิตที่ดีขึ้นของตัวลูกเอง แต่พ่อแม่จะสมประสงค์หรือไม่ ขึ้นอยู่ที่ตัวของลูกเท่านั้น “พี่ชื่อ กัณภพ อยู่วิจิตร ชื่อเล่น แบง อายุ 26 ปี เป็นคนโคราช (นครราชสีมา) อยู่อำเภอคง พ่อเป็นคน กรุงเทพฯ แม่เป็นคนโคราช (นครราชสีมา) มีพี่สาว 2 คน พี่เป็นคนเล็กสุด” พี่แบงเล่าประวัติส่วนตัวคร่าวๆ ให้ฟัง “พี่แบง” ชายอายุ 26 ปี บุคลิกภาพดูเป็นผู้ใหญ่ในระดับหนึ่ง แต่มีความทะเล้นซ่อนอยู่ ปัจจุบันทำงานอยู่ ที่บริษัทแห่งหนึ่งในตัวเมืองนครราชสีมา ภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งตัวผู้เขียนเองได้มีโอกาส เห็นหน้าคร่าตากันอยู่บ่อยครั้ง ตัวตนของพี่แบงเป็นคนสนุกสนานเฮฮา หัวเราะง่าย ชอบพูดจา แต่ก็มีความจริงจัง เช่นเดียวกับทุกครั้งที่เล่าเรื่อง พี่แบงมักเล่าได้อารมณ์เสมอ มีความตลกขบขันปนเศร้า จากเด็กเกเรสู่เด็กตั้งใจเรียน “ก่อนที่จะไปประเทศจีน พี่เรียนอยู่โรงเรียนเมืองคง ซึ่งพี่ไม่เคยคิดว่าพี่จะได้ไปเรียนประเทศจีนเลย ช่วงม.3 กำลังจะปิดเทอม พอดีมีเพื่อนของพ่อพี่ ลูกชายเขาหาที่เรียนต่อม.4 แล้วเขาจะให้ลูกเขาไปเรียนต่อที่ ประเทศจีน และช่วงนั้นพ่อรู้สึกว่าพี่เป็นเด็กเกเร ดื้อมาก เลยอยากส่งพี่ไปเรียนที่ประเทศจีนพร้อมลูกชายเพื่อน เมื่อพี่รู้ว่าจะได้ไปจีน พี่ก็ยิ่งเกเรมาก ยิ่งดื้อกว่าเก่า ไม่เอาอะไรเลย เพราะรู้ว่าจะไม่ได้อยู่บ้านแล้ว จนเกือบจะ ไม่ได้ไป แต่สุดท้ายก็ได้ไป” จากคำพูดของเขาสะท้อนให้เห็นว่า พี่แบงเป็นเด็กเกเรคนหนึ่งจนพ่อของเขาต้องส่งไป เรียนต่างประเทศ เพื่อจุดประสงค์ที่ว่าจะทำให้เขาได้มีชีวิตที่ดีขึ้น เขาเล่าต่อว่า “เมื่อไปถึงประเทศจีน ตอนลงเครื่อง ความรู้สึก อากาศ สภาพแวดล้อม ทุกอย่างเลย แตกต่างจากประเทศไทย หลังจากลงเครื่อง ก็จะมีรถบัสมารับเพื่อเดินทางไปโรงเรียน ตอนที่เขามารับเป็นช่วงเย็น เมื่อไปถึงโรงเรียนก็เป็นช่วงกลางคืนแล้ว ความรู้สึกใหม่ไปหมด เราไม่คุ้นเคยกับอะไรเลย มีคุณครูพาไปห้องพัก เมื่อเข้าห้องพักพี่รู้สึกว่า ต้องไปไหน ทำอะไรต่อ เงินก็ไม่มี โทรศัพท์ก็ไม่มี ฟังภาษาเขาก็ไม่รู้เรื่อง พี่ไม่กล้าออกไปที่ ไหนเลย ไม่ไปเรียน ไม่ไปกินข้าวเกือบ 2 วัน นอนอยู่แต่ในห้องแบบนั้น เพราะว่าไม่รู้อะไรเลย จนคุณครูที่ปรึกษา เข้ามาหาที่ห้อง มาถามพี่ประมาณว่า ทำไมไม่ไปกินข้าว ไม่ไปเรียน ไม่ออกไปเจอเพื่อน แต่ตอนนั้นพี่ยังฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้อะไรเลย ก็เลยเอามือจับไปที่หัว แกล้งทำเป็นว่าไม่สบาย คุณครูก็เลยไปเรียกคนไทยที่พูดจีนได้ เพื่อให้พาพี่ไป โรงพยาบาล แต่พี่ไม่ยอมไป จนบ่ายของวันนั้น พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ก็มาหาพี่ที่โรงเรียน มาคุยเรื่องค่าเทอม” 6
“ช่วง 2-3 อาทิตย์แรก พี่ตามเพื่อนไม่ทันเลย ตามใครไม่ทัน จนช่วงหลัง ตามทันแล้ว เริ่มเข้าใจมากขึ้น ก็เลยตั้งใจเรียนตั้งแต่นั้นมา ปิดเทอมแรก เขากลับบ้านกัน พ่อพี่ก็ไม่ให้กลับ บอกว่าเพิ่งไปจะกลับทำไม พี่ก็เลยได้ เรียนซัมเมอร์ มันทำให้พี่ได้เรียนมากขึ้น ได้รู้มากขึ้น ช่วงมัธยมพี่เรียนอย่างเดียวเช้า-เย็น พี่อยู่กับเพื่อน อยู่แค่กับ คุณครูที่ปรึกษา ครูที่ปรึกษาเป็นเหมือนแม่อีกคนของเราเลยนะ เขาคอยช่วยดูแลตั้งแต่ไปปลุก อาบน้ำ มากินข้าว ไปเรียน เรียนเสร็จก็จะมีคาบทำการบ้านตั้งแต่หกโมงเย็นถึงสองทุ่มครึ่งทุกวัน พอจบคาบทำการบ้าน ครูที่ปรึกษา ก็ไปส่งเรากลับห้องพัก ให้เข้าห้องพักให้เรียบร้อย ครูที่จีนเขาดีมากนะ มีความผูกพันธ์กัน พอพี่จบเขาลาออกเลย” “ใช้เวลาอยู่มัธยม 3 ปี 6 เดือน เรียนปรับภาษาก่อน 6 เดือน แล้วก็ขึ้นห้องภาษาเต็มตัวอีกหนึ่งปีก็คือ ม.4 ที่จีนจะเลือกสายตอนม.5 พี่เลือกเรียนสายวิทย์-คณิต วิชาเคมีฟิสิกส์ยากมาก ปกติก็ยากอยู่แล้ว แล้วมีศัพท์เฉพาะ ของจีนอีกด้วยนะ ตอนมัธยมสำหรับพี่เรียนยากกว่ามหาวิทยาลัยอีก” การไปใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนของพี่แบง จะต้องเจอกับอะไรใหม่ๆ เหมือนกับการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด สิ่งที่ต้องเจอคือวัฒนธรรมที่แตกต่างจากประเทศไทยโดยสิ้นเชิง ในทุกๆ ที่ย่อมมีความต่าง ซึ่งจะต่างมากหรือต่าง น้อยเท่านั้นเอง การที่ต้องใช้ชีวิตกับสิ่งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ เส้นทาง สภาพแวดล้อม รวมไปถึงอาหารการกิน หรือผู้คนใหม่ๆ ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน เมื่อมาถึงที่หมาย เป้าหมายของพี่แบงคือมาเพื่อศึกษาเล่าเรียน เขาจึงตั้งใจ เรียนอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุเป้าหมาย ชีวิตพลิกผันด้วยสถานะการเงิน พี่แบงได้เล่าว่า ช่วงมัธยม พ่อแม่ส่งเงินค่าเทอมให้ปกติ จนมาช่วงจะจบมัธยมศึกษาปีที่ 6 ชีวิตก็พลิกผัน เนื่องจากพ่อกับแม่เลิกกัน “ช่วงม.6 เป็นช่วงสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่พี่มีปัญหาเรื่องเงินกับทางบ้านเพราะว่าพ่อ กับแม่พี่เลิกกันตอนนั้นพอดีพ่อพี่จะไม่จ่ายค่าเทอม ไม่อยากรับผิดชอบอะไรพี่แล้วพี่ไม่ได้จ่ายค่าเทอมสักทีจนเขา จะส่งพี่กลับไทยแล้ว แถมยังไม่ได้ใบจบม.6 ด้วย จนแม่ต้องเอารถไปเข้าไฟแนนซ์เพื่อเอาเงินมาจ่ายค่าเทอมให้พี่ ได้จบม.6 ก่อน หลังจากนั้นพี่ก็คุยกับแม่ว่าจะเอายังไงต่อดีจะไปต่อไหม หรือว่าจะให้จบม.6 ที่จีนแล้วกลับไทยเลย แม่พี่บอกว่า ให้เรียนต่อที่นั่นเลย ไหนไหนก็ไปแล้วไปให้สุด แต่พี่ไม่อยากลำบากเงินค่าเทอม ซึ่งมันแพงนะ ถึงค่าเทอมมหาวิทยาลัยจะไม่ได้แพงเท่าตอนมัธยม แต่พี่ก็คิดหนัก ช่วงนั้นทั้งโดนทางโรงเรียนกดดันเรื่องค่าเทอม หลายอย่าง แม่ก็กำลังหาเงิน พอได้เงินมาจ่ายค่าเทอมแล้ว พี่ก็ตั้งใจเรียนมาก ช่วงจะจบม.6 พี่ไม่มีเงินไปเที่ยว กับเพื่อน ซึ่งมันเป็นทริปจบ มีพี่ไม่ไปคนเดียวในห้อง เพื่อนรู้ ก็เลยช่วยกันออกเงินให้ เพื่อให้พี่ได้ไปเที่ยว ม.4-5-6 พี่มีเกียรติบัตร มีผลงานเยอะมาก เมื่อมาสอบชิงทุนเข้ามหาวิทยาลัยก็สอบได้ทุนเรียนมหาวิทยาลัยฟรี” ในระหว่างที่พี่แบงเล่า ใบหน้าของเขาได้สื่อถึงความรู้สึกในช่วงนั้นได้ชัดเจน เขาเล่าต่อว่า “ช่วงนั้นพี่คิดมาก ทั้งมี 7
ความกดดัน เครียดตลอดว่าจะเอายังไงต่อดี แต่แม่พี่บอกว่าให้เรียนต่อก็เลยเลือกที่จะเรียนต่อ พอดีกับสอบได้ทุน เรียนมหาวิทยาลัยฟรี ก็เลยตัดสินใจเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีน” แอบทำงานพาร์ทไทม์ “เมื่อขึ้นมหาวิทยาลัย ปี1 อยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้แล้วมีการสอบวัดระดับข้าม พี่สอบผ่านเลยได้ขึ้นปี 3 เลย พอปี3 ย้ายมาอีกเมืองหนึ่งอยู่กวางโจว พอขึ้นปี3 ระบบมหาวิทยาลัยที่ประเทศจีนก็จะคล้ายๆ ระบบ มหาวิทยาลัยที่ประเทศไทย มีวิชาเลือกที่เราต้องเลือกลงให้ครบก่อนจบ ของพี่วิชาเลือก 10 หน่วยกิต ต้องลงเพิ่ม จากวิชาหลักตั้งแต่ปี1-3 ให้ครบ เพราะปี4 เขาจะไม่อยากให้มีเรื่องเรียนเพราะต้องคิดหัวข้อเรื่องจบอะไร ประมาณนี้แล้วเพื่อนพี่เป็นคนไทยเขาเรียนอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี1 เขาก็เลยลงครบกันตั้งแต่ปี1-2 แล้ว ซึ่งพี่เพิ่งมาตอน ปี3 ยังไม่ได้ลงสักตัว พี่ลงปี3 เทอมแรกไป 6 หน่วยกิต เรียนหนักมาก บางวันก็เรียนถึงสามทุ่ม จากนั้นจะมีให้ เลือกสาย พี่เลือกเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศซึ่งในห้องพี่ไม่มีคนไทยเรียนเลย มีพี่คนเดียวที่เป็นคนไทย เพราะคนไทยเขานิยมไปเรียนธุรกิจระหว่างประเทศหมด พี่ก็ไม่รู้จะถามใคร ปรึกษาใครก็ไม่ได้” “ตอนที่พี่ย้ายมามีแต่คนมองพี่แปลกๆ เพราะพี่ไว้ผมยาวมาก สไตล์การแต่งตัวไม่เหมือนคนอื่น คล้ายๆ แนวเร็กเก้ เสื้อลายดอก กางเกงขากระบอก กางเกงมีหลายสีมาก(หัวเราะ) ตอนปี3 อยู่หอรวม ห้องหนึ่งอยู่4 คน พี่มีรูมเมทเป็นคนมาดากัสการ์คาซัคสถานและคนจีน ห้องพี่อยู่ชั้นหนึ่ง เวลาพี่กลับมาจากเลิกเรียนก็มานั่งเล่น กีตาร์ ซ่อมกีตาร์แล้วคนไทยที่เขาเป็นเด็กกิจกรรม เป็นกลุ่มประธานนักเรียน ที่เดินผ่านบ่อยๆ เขาก็เริ่มเห็นว่าพี่ เล่นดนตรีเป็น เล่นกีตาร์เป็น เขาก็เลยชวนพี่ไปแสดง เวลามีกิจกรรม จัดบูธ เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ งานแรกคืองาน สงกรานต์ที่พี่ไปแสดง ที่กวางโจวเวลาคนไทยเขาจัดสงกรานต์เขาไม่ได้จัดแค่ในมหาวิทยาลัยนะ เขาจะมีการ ประชุมกลุ่มประธานว่าจะจัดที่ไหน แล้วคนไทยของแต่ละมหาวิทยาลัยก็จะมาเล่นรวมกัน พี่ก็จะได้ไปแสดงตลอด” เขาเล่าว่าช่วงปี1 ได้ทุนเรียนมหาวิทยาลัยฟรีจากนั้นมีการสอบวัดระดับข้ามซึ่งพี่แบงสอบได้ผ่านระดับ จึงได้เลื่อน ขึ้นมาปี 3 ด้วยเหตุผลส่วนตัวจึงต้องมาย้ายมาอีกเมืองหนึ่ง แต่ไม่ได้ทุนเรียนฟรีแล้ว ช่วงปี3 เป็นช่วงที่รู้สึกกดดัน มาก เพราะว่าเรียนหนัก บางวันเรียนดึกก็มี แต่เนื่องด้วยสถานะการเงินเขาจึงต้องแอบไปทำงานพาร์ทไทม์ “สถานะการเงินคือแย่มาก ไม่ค่อยมีเงิน แต่เพื่อนดีเพื่อนพี่แต่ละคนคอยช่วยเหลือเสมอ ถ้าไม่มีเพื่อน พี่อาจจะไม่จบหรือลำบากกว่านี้เลยนะ ช่วงปี3 พี่เรียนหนักไม่พอ ยังต้องแอบไปทำงานพาร์ทไทม์เพราะไม่ค่อย กล้าขอเงินที่บ้าน เขาก็คงไม่มีเงินเหมือนกัน ไม่อยากให้แม่ลำบาก แล้วปกติต่างชาติเขาห้ามให้ไปทำงานนะ เรียนคือเรียนแบบนี้ พี่เลยต้องแอบทำงานเอา ช่วงนั้นตรงที่พี่ย้ายไปอยู่เขามีร้านอาหารไทยมาเปิดพอดีพี่เห็นว่า เขาหาคนอยู่ เป็นคนเสิร์ฟ รับออเดอร์แล้วก็ช่วยจัดร้านตอนเปิดร้าน พี่ก็ชวนเพื่อนพี่ที่เป็นคนไทยอีกคนหนึ่งไปทำ 8
ด้วย ทำตั้งแต่ห้าโมงเย็นถึงสามทุ่ม ได้เงิน 100 หยวน ก็คือ 400-500 บาทไทย แล้วมีโอทีด้วย ถ้าวันไหนไม่มีเรียน ก็มาทำงานตอนสิบเอ็ดโมงเลิกบ่ายโมงก็มีแต่ส่วนมากไม่เคยเลิกตรงเวลา ต้องช่วยเขาเก็บร้าน จะหนักช่วงเปิด ร้าน เพราะเปิดประตูปุ๊บคนเยอะมาก ร้านขายดี แต่เหนื่อยมากมีเด็กเสิร์ฟอยู่2 คน พี่กับเพื่อนพี่ แต่โต๊ะเป็น 10- 20 โต๊ะ โดนลูกค้าด่าบ้าง โดนนายจ้างด่าบ้าง กดดันมากๆ เมื่อทำงานเสร็จ พี่ก็ปั่นจักรยานกลับประมาณสอง กิโลเมตร ตื่นเช้ามาก็ไปเรียนตามปกติ ทำอยู่ประมาณ 6 เดือน จนร้านปิด ย้ายไปขายอีกเมืองหนึ่ง ความรู้สึกที่ไปอยู่ที่จีนระยะเวลา 7 ปี พี่แบงบอกเล่าความรู้สึกว่า “พี่ไปอยู่ประเทศจีนประมาณ 7 ปี เรื่องการใช้ชีวิตคือลำบากในระดับหนึ่งเลย กว่าจะจบมาได้เพราะหลังจากพ่อกับแม่พี่เลิกกัน สถานะการเงินก็ไม่ค่อยดีพี่พยายามตั้งใจเรียนมาตั้งแต่มัธยม จนถึงมหาวิทยาลัย เรียนไม่ให้ติด 0 ติด ร เพราะกลัวจะต้องมาลงเรียนใหม่อีกปีหนึ่ง กลัวเปลืองเงินค่าเรียน เลย พยายามตั้งใจเรียนให้มันจบ ตอนขึ้นเครื่องบินวันแรกก็ไม่มีใครมาส่งพี่ จนถึงวันที่พี่รับปริญญา พี่ก็ไม่มีพ่อแม่ญาติ พี่น้องมารับด้วยนะ เพราะเขาไม่มีเงินกัน พี่เข้าใจนะแต่ก็รู้สึกแย่ พี่ไปไหนมาไหน เดินทางคนเดียวตลอด แต่ถึงจะ ลำบากช่วงที่อยู่ประเทศจีน ช่วงนั้นพี่รู้สึกคิดถึงบ้านแค่ไหน รู้สึกแย่แค่ไหน พี่ก็ดีใจที่ได้มีโอกาสไปเรียนรู้อะไร หลายๆ อย่าง ที่ไม่ใช่แค่ประเทศจีน แต่รวมถึงชาวต่างชาติอื่นๆ ด้วย ต่อให้ตอนนี้จบมาทำงานไม่ตรงกับสายที่ เรียนมา อย่างน้อยก็มีเพื่อนต่างชาติที่ยังคุยกันอยู่ มีภาษาติดตัว มีความทรงจำดีๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลย 9
เทปสัมภาษณ์พ่อหนานโทน โปทา เริ่มเลยนะพ่อ ช่วยแนะนำตัวเองหน่อย เอาเลยนะ ชื่อกิตติพงษ์ โปทา คนส่วนมากจะเรียกว่าหนาน ทั้งพ่อหนาน พี่หนาน ลุงหนาน อาหนาน ก็มี(หัวเราะ) คำว่าหนานนี่เป็นภาษาเหนือ เหมือนที่บ้านเราเรียกว่าทิดนั่นล่ะ ตอนนี้อายุจะ 51 ปีแล้ว ธันวาคมปีนี้ครบ 51 ปีพอดีเป็นคนคลองไพร อำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร ปัจจุบันทำอาชีพอะไร ตอนนี้ก็เป็นพ่อค้าขายหมูปิ้งกับภรรยา แล้วก็มีรับจัดดอกไม้งานศพ งานบวช รับหมดเลย มีทำพวง หรีดอีก พยายามหาเงินทุกทางไว้ให้ลูกทั้งสองเรียน ตอนนี้ส่งคนโตใกล้ถึงฝั่งแล้ว เหลือคนเล็ก คงอีก 10 ปี ล่ะมั้งจะได้พัก (หัวเราะ) พยายามกันต่อไป พ่อเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ฟังหน่อย เอาตั้งแต่เป็นเด็กเลยนะ แต่ก่อนนี่บ้านอยู่ชนบทห่างไกลความเจริญมาก ๆ ที่จำความได้ชอบตามพ่อ แม่ไปไร่ไปนา ของเล่นสมัยนั้นนี่พ่อมีหนังสติ๊กเอาไว้ยิงนก (ทำท่าทางยิง) ปู่มีควายเลี้ยงอยู่ประมาณ 4-5 ตัว เอาไว้ทำนา สมัยก่อนนะพอถึงฤดูทำนาปู่ก็จะเอาควายไปไถนาทุก ๆ ครั้ง พอพ่อโตพอเข้าโรงเรียนได้ปู่ก็จะพา ไปสมัครเรียน ป.1 สมัยก่อนไม่มีหรอกอนุบาลพอถึงวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะได้ไปเลี้ยงควาย เลี้ยงตั้งแต่ยังเด็ก จันทร์-ศุกร์ไปโรงเรียน เสาร์-อาทิตย์ไปเลี้ยงควาย การเรียนก็พอใช้ได้พอขึ้น ป.3 ได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องด้วย ช่วง ป.4 เห็นเพื่อนเค้าไปเป็นเด็กวัด ก็ตามเพื่อนไปเป็นเด็กวัดด้วย ต้องท่องบทสวดมนต์ไปด้วยอ่านหนังสือโรงเรียนไปด้วยพอมีกิจกรรมโรงเรียนครู ก็เอาไปแสดงลิเก ทีแรกเล่นเป็นทหารพอมาทีหลังครูจับให้เป็นพระเอกชื่อว่าเจ้าสังข์ทอง พ่อเป็นหัวหน้าห้อง จนถึง ป.6 ครูเห็นว่าเรียนหนังสือเก่งได้ที่หนึ่งของห้องทุกปีสมัยก่อนเรียน 3 เทอมก็ได้ที่หนึ่ง 2 เทอมอีกเทอม ได้ที่ 2 เรียนได้ที่หนึ่งมาตลอดตั้งแต่ ป.4 ถึง ป.6 พอจบ ป.6 เลยคิดจะบวชเรียน ทำไมพ่อถึงตัดสินใจบวชเรียนล่ะ ตอนนั้นครูเห็นว่าเรียนเก่ง ก็แนะนำให้ไปเรียน ม.1 ที่อำเภอเมืองแต่พ่อไม่มีรถจักรยานจะไปเรียน เพราะพ่อแม่ (ปู่ย่า) จนไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อจักรยานให้พ่อก็เลยไม่อยากเรียนแล้ว เลยคิดตัดสินใจบวชเณรนี่ล่ะ บวชได้2 ปีกว่าเพื่อน ๆ ไปเรียนนักธรรมอยู่จังหวัดลำปางได้นักธรรมตรีส่วนพ่อบวชเฝ้าวัดอยู่เฉย ๆ ช่วงแรก ตอนบวชจะมีพระจำพรรษาอยู่หนึ่งรูป อยู่ได้ไม่นานพระก็สึกหมดเหลือแต่เณร อยู่กัน 8 คนเณรก็ทิ้งหมด พ่อ เลยสึกเณรตอนอายุประมาณ 16 ปี ย่าเคยเล่าให้ฟังว่าพ่อปลุกยาก จริงไหม? ที่จริงไม่ได้เป็นคนตื่นสายอะไรหรอกแต่ชอบหลับลึก พี่น้องคนอื่นไม่มีใครเป็นมีแต่พ่อ ลุงแก้ว (พี่ชาย พ่อ) นี่ตื่นอย่างไว อาส่วน น้องหล้า (น้องชายและน้องสาวพ่อ) ไม่ได้ตื่นเช้าแต่ไม่หลับลึกเหมือนพ่อ ทั้งบ้านก็จะ ตะคอกปลุกให้ตื่นไปโรงเรียนกันทุกวันก็เหมือนที่พ่อปลุกอุ้ม (ฉัน) นั่นแหละ กว่าจะลุกขึ้นได้ 10
สึกเณรแล้วพ่อทำอะไรต่อหลังจากนั้น พอสึกออกมาเห็นพวกน้าแถวบ้านเขาไปทำงานที่บ่อไร่จังหวัดตราด ก็ตามเขาไปเพราะอยากมีเงิน สมัยก่อนทำนาไม่ได้ข้าวเจอภัยแล้งข้าวเลยราคาถูกมากราคาข้าวขายให้นายทุนโลละ 2 บาทถึง 2.50 บาทเอง อยู่บ้านทำนาข้าว มีไร่ข้าวโพดพอดีลูก ๆ ก็โตหมดแล้วปู่เลยขายควายเพื่อเอาไปซื้อรถไถเดินตามมาหนึ่งคัน ตอนไปทำงานที่จังหวัดตราดกับน้าเขยเขาพาข้ามไปกัมพูชา ทำเหมืองพลอยมีเครื่องดูดน้ำ สายน้ำยิง น้ำแรงมากยิงดินหินไหลหาเครื่องดูดมีสายพานตะแกรงคอยดูเม็ดพลอยเขาแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ได้พลอยเม็ด งาม ๆ ขายได้มากเขาก็แบ่งให้พ่อมาก เขาบอกตอนไปต้องเดินเท้าไปข้ามเขาหลายลูก มีทางเดินเดียวเวลาสวน ทางกันต้องหันหลังเข้าป่าไม่ให้เดินออกนอกเส้นทางเพราะมีกับระเบิดเยอะเป็นเขตชายแดนกัมพูชา ทำอยู่ ประมาณเดือนกว่าเจอไข้มาลาเรียต้องกลับบ้านมาอยู่กับน้า น้าเขาพาไปหาหมอ รักษาจนหายไข้ดีจึงกลับ กำแพงเพชร และมาเกณฑ์ทหาร หลังจากเกณฑ์ทหารเสร็จพ่อก็ได้ไปทำงานที่กรุงเทพฯ ทำช่องแอร์อยู่ที่โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ อยู่ แจ้งวัฒนะทำได้หลายเดือนก็คิดถึงบ้านเลยกลับมาอยู่บ้าน นานวันเข้าภัยแล้งก็มาเหมือนเดิม นาก็แห้งแล้งฝนก็ ไม่ตกตามฤดูกาล พอทำนาไม่ได้เพื่อนเลยชวนพ่อไปที่กรุงเทพฯ อีกรอบ ก็ตามเขาไปทำได้ 1 วัน เพื่อนที่ไป ด้วยกันบอกว่างานหนักมากทำไม่ไหว เลยพาหางานใหม่ พอดีเถ้าแก่เก่าของเพื่อนที่อ่างทองหาคนพอดีก็รับ พวกพ่อไปทำงาน ไปด้วยกัน 6 คนเป็นเพื่อนบ้านเดียวกัน จุดเปลี่ยนของพ่อตอนไปทำงานคืออะไร จุดเปลี่ยนของพ่อก็ตรงนี้แหละพ่อได้สูบยาม้าครั้งแรกอยู่ที่อ่างทองช่วงปี2537-2539 วัยรุ่นน่ะเนาะ อยากลองกินเพื่อให้มันขยัน จะได้มีแรงทำงาน แบกมะม่วงขึ้นรถก็ได้เงินดีอยู่ ยามันมีมาให้กินฟรีพ่อไม่ได้ติด นะ แต่ดูดด้วยนี่สิดูดมากไปก็เลยเพี้ยน ๆ พอเถ้าแก่จับได้ว่าดูดแกถามว่าดูดทำไมเขาให้กิน เราเอามาดูดเถ้าแก่ เลยบอกให้เลิก จริง ๆ มันก็เลิกได้แต่อาการมันเพี้ยน ๆ พอดีกับขึ้นไปทำงานเก็บมะม่วงที่อำเภอพร้าว จังหวัด เชียงใหม่ แกเลยพาพ่อไปหาหมอที่โรงพยาบาลช้างเผือก หมอให้ยามากินก็ดีขึ้นมากินแล้วง่วงนอนแต่ก็ดีสงบ นิ่งแล้วพอตื่นมานะจะชอบคุย คุยเก่งมาก พูดมาก พูดหลาย จนเจ็บปาก เจ็บคอ จนเพื่อนบ้านบอกว่าเป็นบ้า พอดีคุยกับเพื่อนรุ่นพี่เขาบอกว่าถ้าบวชจะหายก็คิดออกบวชบอกพ่อแม่ (ปู่ย่า) ว่าจะบวชแล้วบอกเถ้า แก่ว่าอยากบวชแกเลยบอกว่าถ้าจะบวชก็จะขอเป็นเจ้าภาพซื้อผ้าไตรให้พร้อมเงินร่วมทำบุญทั้งหมดรวมเป็น เงิน 6,000 บาท ซื้อทองให้อีก 1 สลึง เสร็จงานมะม่วงพ่อก็กลับมาบ้านหาฤกษ์หายามได้บวชเดือนกรกฎาคม 39 ก่อนเข้าพรรษา อยู่ได้ 1 พรรษาก็สึกออกมา แล้วคุยกับเพื่อนว่าอยากไปนอก ช่วงนั้นเขาไปประเทศไต้หวัน เยอะ เลยได้วิ่งลงกรุงเทพฯ ไปตรวจโรคจนผ่าน ทำไมถึงตัดสินใจไปทำงานที่ไต้หวันล่ะพ่อ ทำงานต่างประเทศเนาะ เงินดีกว่าบ้านเราอยู่แล้วกว่าจะได้ไปนะทั้งตรวจโรค ทั้งทำพาสปอร์ตวิ่งได้ เกือบ 1 ปีก็ได้บิน พ่อไปทำงานก่อสร้างทางด่วน เป็นอุโมงค์ ไปสวมแทคเขาได้1 ปี 7 เดือน ตอนทำงาน ไต้หวันก็ได้พบกับสาวโคราช แม่แต๋มของอุ้มนั่นล่ะ 11
พ่อกับแม่เจอกันได้อย่างไร พ่อมาเจอแม่ที่ไต้หวันนี่แหละ รู้ว่าเป็นคนไทยด้วยกันตอนนั้นแม่น่ารักมากตัวเล็ก ปากแดง พ่อเลย ตามจีบอยู่สักพักจนได้รักกันเลยกลับมาบ้านได้แต่งงานช่วงไปทำงานไต้หวันพ.ศ. 2540 พ่อกลับมาปี 2541 พอ ปลายปีแม่กลับมา แล้วมาแต่งงานกันเมื่อปี 2542 แล้วพ่อก็กลับไปที่ไต้หวันอีกพักหนึ่ง แล้วกลับมาที่ไทยอีกที เมื่อปี2543 มาอยู่โคราชด้วยกันมาหางานทำพ่อได้ทำงานอยู่จิมทอมป์สันฟาร์ม แผนกต้มรังไหม ส่วนแม่ ทำงานที่บริษัทสีมาเทคโนโลยีจนปี2544 แม่ท้องแล้วก็คลอดลูกคนแรกเมื่อมกราคม 2545 ชื่อน้องอุ้ม คลอด ได้เดือนกว่าพ่อก็บินกลับไปทำงานที่ไต้หวันอีกรอบทีนี้เปลี่ยนชื่อใหม่แล้วแต่ก่อนพ่อชื่อ ศรีธน ตอนนี้เปลี่ยนมา เป็นกิตติพงษ์จนถึงปัจจุบันนี่ล่ะ เหตุผลที่พ่อกลับไปทำงานที่ไต้หวันอีกคืออะไร เพราะมีลูกนี่ไง พ่อต้องการสร้างครอบครัวให้เราอยู่กันสุขสบาย กลับไปรอบนี้ได้ไปสวมแทคตั้ง 2 ปี 9 เดือน ไปทำงานที่โรงย้อมผ้า แม่เคยบอกว่าพ่อเลิกสูบบุหรี่เพราะอุ้มเป็นเหตุผลนี่จริงไหม ก็ส่วนหนึ่ง ตอนที่รู้ว่าได้ลูกคนแรกเป็นลูกสาวในหัวนี่คิดเรื่องไว้หนวดเหมือนละครแล้วนะ (หัวเราะ) เพราะพ่ออยากอุ้ม อยากกอดลูก แม่เลยบอกให้หยุดสูบบุหรี่ไม่งั้นไม่ให้อุ้มตอนนั้นอุ้มเพิ่งจะเดือนกว่า ๆ เอง พ่อเลยพยายามเลิก แต่ก็มีสูบอยู่บ้าง ส่วนเหตุผลจริง ๆ เลยคือตอนที่ทำงานโรงย้อมผ้าได้ 2 เดือนหัวหน้าถาม ว่าได้ภาษาอังกฤษไหมก็บอกว่าพออ่าน A B C ได้แล้วก็เขียนให้เขาดูA B C ถึง X Y Z เขาเลยให้ไปตักสีเพราะ ถังสีมีแต่ภาษาอังกฤษเลยได้ตำแหน่งตักสีนี่แหละจุดนี้คือจุดที่ทำให้พ่อเลิกสูบบุหรี่ได้จริง ๆ เพราะเป็นคนสูบ บุหรี่พอตักสีมือล้างไม่สะอาดเอาบุหรี่มาสูบรู้สึกเจ็บคอ ล่ามพาไปหาหมอ หมอบอกว่าต่อมทอนซิลอักเสบลิ้น ไก่พองโต คับรูคอ หายใจไม่สะดวกก็เลยเลิกสูบบุหรี่ได้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา พ่อชินกับการทำงานที่ต่างประเทศมากกว่าที่ไทยหรือเปล่า ที่จริงมันไม่ชินหรอก แต่เพราะพ่อทำได้นานมากกว่า พอหมดแทคงานนี้พ่อก็กลับบ้าน ไปตอน กุมภาพันธ์ 2545 กลับเดือนธันวาคม 2547 กลับมาอยู่บ้านได้ลูกคนที่สองเป็นลูกชายชื่อน้องต้น แล้วก็บินกลับ อีกรอบเมื่อปี 2549 ทำได้สองแทค 6 ปี เลยนะตอนนั้น ไปช่วงมกราคมปี2549-2555 แล้วก็กลับบ้าน อยู่บ้านถามว่ามีเงินไหมก็มีอยู่นะแต่เอามาทำบ้าน ทำรั้วบ้าน น้อง ๆ ยืมไปแล้วยังไม่คืนบ้างก็เลย หลายบาทอยู่ระหว่างที่อยู่บ้านก็ทำสวนปลูกดอกไม้ดอกดาวเรืองอยู่พักหนึ่งแล้วแม่ก็ชวนไปทำงานที่โรงทอ กระสอบอยู่ที่โคราชเลยสวนสัตว์ไปหน่อยหนึ่ง ทำเมื่อปี2556 อยู่แผนกเคลือบ ตอนทำงานมีอุบัติเหตุเครื่อง หนีบแขนข้างขวาพ่อ ดีที่เพื่อนเห็นเลยหยุดเครื่องทัน อุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้พ่อกลับไปทำงานที่ไต้หวันไม่ได้อีกใช่ไหม ใช่ อันนี้แหละ เพราะพ่อไม่สมประกอบเรียกว่าไงดี ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ตอนนั้นที่เกิดเรื่องก็ ไปหาหมอเอกซเรย์กระดูกร้าว หยุดงานไปเกือบเดือนแล้วกลับไปทำต่อรอบที่สองแล้วก็มีอีกทีนี้ใบมีดมันกรีด บาดมือตัวเอง ผ้ามันไม่ขาดแต่นิ้วพ่อเนี่ยเกือบขาด เมียบอกดวงไม่ดีเลยให้หยุดทำ 12
แล้วพ่อทำอย่างไรต่อหลังจากเกิดอุบัติเหตุ ตอนนั้นแม่มาคุยกับพ่อว่าอยากได้รถยนต์ก็ไปดูแล้วให้ลุงเป็นคนค้ำประกันให้เลยได้ออกรถยนต์ว่า จะออกมาขายของนี่แหละ มีสลิปเงินเดือนไปให้เขาดูก็ได้ออกรถตอนกุมภาพันธ์ 2557 พ่อมารักษาตัวอยู่บ้าน สักพักแม่ก็ลาออกมาขายหมูปิ้งส่วนพ่อพอรู้ว่าเขามีวิ่งเกาหลีก็ไปกับเขาในฐานะนักท่องเที่ยวแล้วก็โดดทำงาน อยู่เกาหลีใต้ ไปเป็นผีน้อย ทำไมพ่อถึงตัดสินใจทำงานผิดกฎหมายล่ะ มันไม่มีทางเลือกแล้วตอนนั้น ไหนจะค่าเทอมลูก ค่างวดรถ ค่ากินค่าอยู่อื่น ๆ พ่อเห็นว่าเขาไปกัน เยอะเลยตัดสินใจทำแบบนี้ อยู่เกาหลีใต้ได้สองปีไปเดือนสิงหาคม 2557 ถูกจับได้ก็กลับบ้านปี 2559 กลับมา ขายของช่วยเมียเหมือนเดิม อยากไปออสเตรเลียก็ถูกหลอกไม่ได้ไปสักทีเลยไปญี่ปุ่นแทนทำงานอยู่โรงงานทำ น้ำแข็งก็โดนจับได้อีกคราวนี้เอาไปรวมกันอยู่ในสถานที่ขัง เหมือนคุกแบบในซีรีส์ที่อุ้มเคยดูนั่นแหละ ตอนอยู่รวมกันเขาตรวจของใช้แล้วก็ยึดโทรศัพท์ มีแค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุด 1 ห้องนอนรวมกันทั้งไทย-จีนเวียดนาม และอีกหลายชาติคุยรู้เรื่องก็มีจีนเท่านั้นเพราะพ่อเคยไปไต้หวันมาก่อนใช่ไหม พอพูดภาษาจีนกลาง บ้างในห้องนอนจะมีห้องน้ำในตัวพอถึงเวลาได้เข้าห้องเค้าล็อคหมดห้ามมีเสียง ตอนเช้ามีอาหารคือไข่ต้มกับ ขนมปัง กลางวันมีอาหารกับข้าวให้ ที่ญี่ปุ่นมันดูแลพ่อดีกว่าที่เกาหลีนิดหน่อย ในห้องจะมีหนังสือเก่าให้อ่าน มีไพ่ให้เล่น หิวกาแฟก็มี โบรชัวร์ให้เลือก ถ้ามีตังค์ก็ได้กิน ส่วนมากจะเอาไว้ซื้อการ์ดโทรศัพท์โทร.กลับบ้าน มีห้องอาบน้ำ เครื่องซักผ้า ห้องออกกำลังกาย มีสนามฟุตบอลให้เตะ นอนเกือบสองอาทิตย์พอดีเถ้าแก่โรงน้ำแข็งรู้ก็เลยโอนเงินที่ทำงาน ได้ให้ พอได้ซื้อตั๋วเครื่องบินก็กลับเมืองไทยเขาใส่กุญแจมือพ่อเลยนะตอนออกจากห้องจนถึงสนามบินก่อนเข้า ประตูเครื่องบินเขาถึงไขกุญแจมือให้ทำกับเราเป็นนักโทษรุนแรง พ่อมีความฝันไหม เคยคิดมากกว่า ตอนเด็ก ๆ พ่อชอบเรียนชอบสอนเพื่อน เลยอยากเป็นครู แต่คราวนั้นที่พ่อตัดสินใจ บวชเรียนทำให้พ่อไม่เคยอยากจะเป็นครูอีกเลย คิดแต่ต้องหาเงินมาให้ครอบครัวอย่างเดียว ความฝันของพ่อมี เท่านี้เพราะความจนมันน่ากลัวนะลูก ขยันเรียน เรียนให้สูง ๆ จบมาจะได้มีงานดี ๆ ทำ แค่นี้พ่อก็ภูมิใจแล้ว ที่ พ่อได้ส่งอุ้มเรียนถึงปริญญา ปัจจุบันนี้พ่อมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า มีความสุขสิถ้าบ้านเราไม่จน เลือกได้พ่อก็อยากอยู่กับลูกกับเมีย ไม่อยากห่างไปไกลหรอก ตอนปี 2561 พอกับไทยมา ก็ขายหมูปิ้งเหมือนเดิมใช่ไหม แล้วก็มีงานจัดดอกไม้เพิ่มมาอีก ทำพวงหรีดขายบ้าง รับ งานจัดดอกไม้หน้าหีบ หน้าเมรุบ้าง ทั้งสดและแห้ง ขายของตื่นตีสองทุกวันจนถึงทุกวันนี้ก็8-9 ปีได้แล้ว ส่งลูก เรียนเดี๋ยวนี้ยังไม่หมดภาระนะ คนพี่จบเหลืออีกหนึ่งคนปีหน้าคนน้องก็เข้าปี1 ก็ต้องหาเงินให้ได้สู้เพื่อให้ลูก ๆ ได้เรียนหนังสือถ้าลูกตั้งใจเรียนพ่อแม่ก็สู้ไม่มีก็กู้เขาเอา ทุกวันนี้มีบ้านเป็นของตัวเอง มีรถยนต์หนึ่งคันผ่อน หมดแล้ว ใช้ชีวิตเป็นพ่อค้าขายของเพื่อครอบครัวเพื่อลูก เพื่อพ่อแม่สู้ๆ ไม่เคยถอยสู้ๆ เพื่อลูกที่พ่อรักมากทั้ง สองคน จากพ่อผู้ไม่เคยยอมแพ้คนนี้. 13
วางโครงเรื่อง ชื่อเรื่อง หนานโทน: พ่อผู้ไม่เคยยอมแพ้ จุดเน้นของเรื่อง: เส้นทางของการทำงานในแต่ละช่วงอายุของพ่อหนาน (เน้นความรู้สึกร่วม) แก่นเรื่อง: หนานโทน ผู้ชายที่ทำทุกอย่างเพื่อครอบครัว เพราะสำหรับเขาครอบครัวคือสิ่งที่สำคัญ ที่สุด โครงเรื่อง 1.บทนำ แนะนำชีวิตของพ่อหนานโทน นายกิตติพงษ์ โปทา ว่าเป็นใคร ย้อนเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา ว่าเป็นมาอย่างไร 2.บวชเรียนเพราะบ้านจน (เหตุผลจากคนที่เรียนเก่งได้ที่หนึ่งในชั้นเรียน เลือกบวชเรียนเพียงเพราะ บ้านไม่มีเงินส่ง) 3.อายุน้อยร้อยอาชีพ (เริ่มทำงานตั้งแต่เด็กแต่ละอาชีพที่ทำไม่ซ้ำกันสักนิด) 4.ไต้หวันพลิกชีวิต (นอกจากไปทำงานแล้ว ยังได้พบกับคู่ชีวิตมาสร้างครอบครัวด้วยกัน) 5.อุบัติเหตุครั้งใหญ่ (ความเจ็บปวดที่ส่งผลถึงปัจจุบัน) 6.หัวหน้าครอบครัวที่ดี(ไม่เคยมีเรื่องเสียหายให้กับคนในครอบครัว) 7.พ่อผู้มีแต่ให้(จบเรื่อง: ความภาคภูมิใจและชีวิตในบั้นปลาย) 14
เขียนเป็นสารคดีชีวประวัติ หนานโทน: พ่อผู้ไม่เคยยอมแพ้ เด็กชายศรีธน โปทา หรือนายกิตติพงษ์ โปทา ในปัจจุบัน พ่อหนานเป็นชื่อเรียกที่แปลกมากตั้งแต่เด็ก ฉันมักจะได้ยินแม่เรียกพ่อว่า “พี่หนาน” อยู่เสมอเลยทำให้ติดเรียกแบบนี้เช่นกัน อาจเป็นเพราะทางฝั่งบ้าน ปู่ย่าเขาพูดภาษาเหนือ เลยทำให้ได้ศัพท์นี้มาอัตโนมัติ หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมกำแพงเพชรพูดภาษาเหนือล่ะ อันที่จริงเจอคำถามนี้บ่อยมากและตอบทุก ครั้งว่า เป็นเพราะสมัยปู่ทวดย่าทวดเป็นคนลำปางแต่อพยพมาตั้งรกรากที่กำแพงเพชรทำให้คนในหมู่บ้านนี้ทั้ง หมู่บ้านพูดภาษาเหนือและอาจเป็นหมู่บ้านเดียวในจังหวัดกำแพงเพชรที่พูดภาษาเหนือ พ่อเล่าให้ฟังว่าตั้งแต่พ่อยังเด็กก็จำความได้ว่าเดินตามพ่อแม่ไปไร่ไปนาแล้วและมีของเล่นคือหนังสติ๊ก ที่เอาไว้ยิงนก ชีวิตประจำวันของเด็กบ้านนอกคนหนึ่งนอกจากต้องทำไร่ทำนาแล้วก็ต้องมีการเลี้ยงควาย การเรียนเก่งไม่ได้แปลว่าเราจะสามารถเรียนจนถึงระดับชั้นสูง ๆ ได้เสมอไป หากความจนมารั้งเราไว้ ความฝันที่มีก็ย่อมริบหรี่ลง นั่นเป็นเพราะสถานะทางบ้านของปู่ย่าไม่สามารถส่งพ่อฉันเรียนต่อได้“เพราะพ่อ แม่ (ปู่ย่า) จนไม่มีแม้แต่เงินจะซื้อจักรยานให้พ่อเลยไม่อยากเรียนแล้ว” ความคิดของเด็กอายุ13 ปีในตอนนั้น บวชเรียนเพราะบ้านจน การบวชเรียนของคนในสมัยก่อนถือเป็นเรื่องธรรมดา มีครั้งหนึ่งพ่อเคยเล่าให้ฟังว่าคุณครูเคยมาตาม ถึงบ้านเพราะพ่อไม่ได้ไปเรียน เหตุผลคือไม่มีเงินเลยไม่ไปเรียนแต่ครูกลับมาตามถึงบ้านบอกให้ไปเรียนเพราะ เห็นว่าพ่อเรียนเรียนเก่ง นี่เป็นสิ่งที่ยังเกิดขึ้นในประเทศไทยจนถึงปัจจุบันเพราะเศรษฐกิจทำให้หลาย ๆ ครอบครัวไม่มีเงินเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายแม้จะทำงานหนักเพียงใด แต่ถ้าวุฒิการศึกษาไม่ถึงเขาก็ไม่รับ นอกจากนี้การบวชเรียนถือเป็นข้อดีอย่างหนึ่งที่ทำให้เด็กหลายคนเลือกบวชเรียน เพราะนอกจาก เรียนฟรี ค่าข้าว ค่าน้ำ ค่าไฟก็ฟรี แต่ก็ต้องแลกกับการดูแลทำความสะอาดภายในวัด การบวชเรียนทำให้เราอยู่ ในศีลธรรมและอยู่ในกรอบ ไม่เป็นภาระให้กับผู้อื่น อายุน้อยร้อยอาชีพ “ความจนมันน่ากลัวนะลูก” นี่คือคำพูดของพ่อที่ฉันเพิ่งเคยได้ยินเพราะพ่อไม่ค่อยพูดหรือระบาย อารมณ์ให้กับฉันได้ฟังมันทำให้ฉันได้รู้ว่าการที่พ่อและแม่พยายามส่งฉันเรียนให้จบสูง ๆ เพราะอยากให้ฉันมี การมีงานที่ดีเป็นที่น่าเคารพของใครหลายคนเพราะพวกเขาไม่มีโอกาสได้ทำเช่นนั้น 15
ครั้งหนึ่งฉันเคยพูดเรื่องการเรียนให้กับแม่ฟัง แม่บอกฉันมาเพียงว่า “อุ้มไม่ต้องคิดมากหรอก ตั้งใจ เรียนให้จบก็พอ ไม่ต้องห่วงเรื่องเงิน แม่ยอมเป็นหนี้เพื่อส่งให้ลูกได้เรียนหนังสือ” คำพูดของแม่ยังคงอยู่ในใจ ของฉันเสมอมา พ่อและแม่ของฉันไม่เคยบังคับขู่เข็ญว่าต้องเรียนให้ได้ที่หนึ่ง หรือห้ามสอบตก พวกเขามักบอก กับฉันเสมอว่าแค่ตั้งใจเรียนก็พอ นี่เป็นเหตุผลที่ฉันอึ้งมากในตอนที่พ่อเล่าเรื่องของตนให้ฉันได้ฟัง เพราะไม่เคย รู้มาก่อนเลยว่าพ่อทำงานอะไรมาแล้วบ้าง ตั้งแต่ฉันจำความได้ฉันคิดมาเสมอว่าพ่อไปทำงานที่ไต้หวันที่เดียว เพราะตั้งแต่ฉันยังเด็กแม่ชอบเล่าให้ ฟังว่าตั้งแต่อุ้มอายุได้เดือนกว่า พ่อก็กลับไปทำงานที่ไต้หวันนานครั้งปีหนพ่อจึงกลับมาที่บ้านแล้วกลับไป ทำงานที่ไต้หวันอีกจนฉันโตขึ้นแต่พ่อก็ยังเลือกที่จะไปทำงานที่ต่างประเทศเหมือนเดิม เป็นเพราะว่าสถานะ ทางบ้านของฉันไม่ค่อยสู้ดีนักทั้ง ๆ ที่พ่อทำงานที่ไต้หวันมาเป็นสิบปี แต่บ้านกลับเป็นหนี้เหมือนเดิม เพราะคำ ว่าพี่น้องยืมแล้วเขาไม่คืนบ้าง ยอดบางอย่างไม่ใช่น้อยเลย ในขณะที่ฉันอายุ 16 ปีฉันกำลังศึกษาอยู่ชั้นม.ปลาย แต่พ่อของฉันต้องออกไปทำงานที่ต่างจังหวัดต่าง บ้านเกิดของตัวเอง มันก็จริงที่ยุคสมัยเปลี่ยนไปแต่ถ้าพูดถึงวุฒิภาวะในขณะนั้นฉันขอนับถือความขยันและ อดทน ของพ่ออย่างถึงที่สุด เด็กอายุ 16 ปีกับการจากบ้านเกิดเมืองนอนมาหางานทำเพราะที่บ้านยากจนจึง ต้องพยายามด้วยตนเอง ภัยแล้งถือเป็นสาเหตุหลักของการทำการเกษตรของประชาชน จะทำนาก็ไม่ได้ ขายข้าวราคาก็ไม่ดีจึง ต้องไปหางานทำที่กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทยเมืองในฝันของใครหลายต่อหลายคน เพราะนี่อาจเป็น สถานที่ที่จะทำให้เรามีโอกาสมากมายในการหางานทำ แต่งานที่พ่อเลือกทำเรียกได้ว่าไม่เลือกงาน ไม่ยากจน ที่ แท้จริง ผีน้อย คำเรียกที่ทุกคนมักเรียกคนที่ไปทำงานอย่างผิดกฎหมายในต่างแดน หรือเรียกอีกอย่างว่า ต่าง ด้าว ผีน้อยในเกาหลีใต้นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นแรงงานต่างด้าวที่ดังที่สุดในไทย ณ ขณะนี้ กรณีการเป็นผีน้อยของพ่อ นั้นเกิดขึ้นในปี 2557 ช่วงเวลานั้นคนเลือกไปทำงานแบบผิดกฎหมายที่ประเทศเกาหลีใต้เยอะมาก ในตอนนั้น ฉันไม่เข้าใจความหมายของคำว่าผีน้อย รู้แค่ว่าพ่อจะไปทำงานที่ต่างประเทศแบบที่ไปไต้หวันเหมือนเดิม เมื่อ เวลาผ่านไปฉันโตขึ้นเริ่มเข้าใจความหมายของคำเหล่านี้แล้ว ผีน้อยคือคนเห็นแก่ตัว เห็นแก่ได้ และมักอ้างเรื่อง ความจนทำให้ต้องตัดสินใจทำแบบนี้ กรณีของพ่อหนานโทนก็เช่นกัน เพราะความจนบวกกับอายุเยอะทำให้ไม่ สามารถทำงานได้แบบวัยรุ่นได้อีก แต่เพราะพ่อมีประสบการณ์จากการทำงานที่ไต้หวันมาแล้ว เลยขอลองทำ สักครั้งหนึ่งดู ประสบการณ์โดนจับในต่างแดนของพ่อวันนั้นที่พ่อเล่าให้ฟังฉันรับรู้ได้ถึงความรู้สึกของพ่อว่ามันหนัก หน่วงขนาดไหน พ่อเล่าพร้อมกับวาดภาพให้ฉันดูว่าสถานที่ที่เขาขังพ่อไว้ตลอดสองอาทิตย์นั้นเป็นอย่างไร ฉัน 16
ไม่เคยรู้มาก่อนว่าพ่อถูกขังหรือการใส่กุญแจมือ เพราะแม่ไม่ได้เล่าให้ฟัง ครั้งแรกที่ฉันเห็นพ่อวาดรูปนั่น มันก็ สะอึกในใจ ความคิดแรกที่เข้ามาในหัวคือตอนนั้นพ่อจะเหงาหรือเปล่า จะโดดเดี่ยวบ้างไหม “เขาใส่กุญแจมือพ่อตอนออกจากห้องจนถึงสนามบิน”, “ทำกับเราเป็นนักโทษรุนแรง” ประโยคนี้ของพ่อฉันเข้าใจดีและเข้าใจทางประเทศต้นทางด้วยเช่นกัน ไต้หวันพลิกชีวิต นอกจากจะเป็นการทำงานที่ต่างประเทศครั้งแรกของพ่อแล้ว ยังเป็นการเจอกันครั้งแรกของหนุ่ม กำแพงเพชรและสาวโคราช พ่อเล่าว่ารู้ว่าแม่เป็นคนไทยเลยตามจีบเพราะแม่น่ารัก คบหาดูใจกันอยู่ประมาณ 2 ปีจึงตกลงปลงใจแต่งงานกัน “เจอแม่ครั้งแรกแล้วรู้ว่าเป็นคนไทยเหมือนกัน พ่อเลยตามจีบแม่ เพราะแม่น่ารัก ตัวเล็ก ปากแดง” พ่อเล่าให้ฉันฟังในเหตุการณ์ตอนที่พ่อได้พบกับแม่ อุบัติเหตุครั้งใหญ่ “ตอนทำงานที่โรงทอกระสอบเครื่องหนีบมันหนีบแขนขวาพ่อ ดีพี่เพื่อนเห็นเลยหยุดเครื่องทัน” ฉันจำ ได้ลาง ๆ ว่าตอนนั้นเห็นพ่อนั่งทำแผลของตัวเองอยู่ที่บ้าน แผลใหญ่มากพ่อโดนพันผ้าทั้งแขนเลย แต่ฉันทำเป็น ไม่รับรู้เรื่องเพราะไม่อยากร้องไห้ ได้แต่บอกให้พ่อหายไว ๆ และพยายามไม่หันไปมองแขนของพ่ออีกเลย “กลับไปทำต่อรอบที่สอง คราวนี้ใบมีดมันบาดมือ มีดที่เอาไว้ตัดผ้าแต่ไม่ขาดแต่นิ้วพ่อเนี่ยเกือบขาด” เหมือนคนดวงตกจากอุบัติเหตุทั้งสองครั้งนี้ แม่เลยให้พ่อออกจากงานมาดูแลตัวเองที่บ้าน “เพราะพ่อไม่สมประกอบ ร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนเดิม” ประโยคที่ฟังแล้วน้ำตารื้นจากคนที่ชอบ ทำงานหาเงิน กลับต้องมานอนอยู่บ้านเฉย ๆ มีครั้งหนึ่งฉันเคยถามพ่อว่าตอนนี้ยังเจ็บแผลอยู่ไหม พ่อบอกว่ามันไม่เจ็บแล้ว แต่ถ้ายกของหนักแขน ข้างขวามันจะอ่อนแรง พ่อเลยต้องระมัดระวังมากกว่าเดิมเพราะกลัวจะเกิดซ้ำ หัวหน้าครอบครัวที่ดี หัวหน้าครอบครัวที่ดี ประโยคนี้ฉันขอมอบให้กับพ่อหนานโทน ผู้ที่ควรได้รับมันมากที่สุด พ่อเป็นทั้ง สามีที่ดี พ่อที่ดี และลูกที่ดีของครอบครัว ตั้งแต่เกิดมาฉันรับรู้มาตลอดว่าที่บ้านใส่ใจกันมากขนาดไหน พ่อไม่ เคยกล้าตีฉันสักครั้งเดียว เพราะกลัวลูกไม่รักด้วยความที่เราไม่ค่อยเจอกันบ่อยครั้ง วันนั้นแม่ถือไม้แขนเสื้อ เตรียมฟาดฉันแล้ว แต่พ่อกลับขอร้องว่าอย่าตีเลย ทำให้ฉันได้ฉายาว่าเป็นลูกรักพ่อไปโดยปริยาย 17
เรื่องราวในอดีตที่พ่อเคยกินและสูบยาม้า ฉันก็ไม่เคยรู้มาก่อนวันนั้นที่ตัดสินใจบอกพ่อว่าจะขอ สัมภาษณ์เรื่องราวของพ่อได้ไหม พ่อมีเรื่องอะไรที่น่าตื่นเต้นมาเล่าให้ฟังหรือเปล่าแล้วพ่อตอบกลับฉันมาว่า “พ่อเคยเล่นยา” นั่นทำให้ฉันตกใจอย่างมากเพราะไม่คิดว่าพ่อที่ฉันรู้จักมาตลอดเคยทำเรื่องแบบนี้ด้วย แต่ก็ เข้าใจได้ว่าเป็นช่วงวัยรุ่นของพ่อ “พ่อเคยกินยาม้าด้วยตอนอยู่อ่างทอง” ไม่รู้จะอึ้งประโยคไหนก่อนดี ระหว่างกินยาม้าและพ่อเคย ทำงานที่อ่างทอง ไม่ว่าจะอ่างทอง กรุงเทพฯ กัมพูชา หรือตราดก็ตามแต่ ฉันไม่เคยรู้สักนิดอาจเป็นเพราะบ้าน เราไม่ค่อยเปิดใจพูดเรื่องนี้กันสักเท่าไร อีกทั้งส่วนมากตอนฉันอยู่ในวัยช่างถาม ก็มีแต่แม่ที่เล่าเท่านั้น “พ่อบอกว่าพ่อเคยกินยาม้าด้วย” ฉันบอกกับแม่ไปแม่ไม่ได้ตกใจอะไรแถมยังตอบกลับว่า ใช่พ่อแกมัน บ้า มันเพี้ยน กลายเป็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องตลกไปเสียแล้ว ตอนม.6 ฉันกลายเป็นคนหมดไฟในการเรียนไปเสียดื้อ ๆ เพราะติดโทรศัพท์ ติดนิยายและซีรีส์ ไม่ไป โรงเรียนเป็นอาทิตย์จนพ่อกับแม่โทรหาเพื่อนรอบตัวฉันถามถึงสาเหตุที่ฉันไม่ไปว่ามีใครแกล้งหรือเกิดเรื่องอะไร ขึ้นหรือเปล่า ช่วงเวลาวัยรุ่นของฉันมันไม่ค่อยมีความสุขนักเพราะฉันเก็บตัวอยู่แต่ในห้องและชอบอยู่ในที่มืด แม้ปัจจุบันจะยังเป็นอยู่ก็ตาม แต่พ่อกับแม่ไม่เคยปล่อยให้ฉันอยู่ตามลำพังเลยแม่แต่นิด เรียกกินข้าวบ้างล่ะ เรียกครั้งเดียวไม่ว่า แต่เรียกจนกว่าฉันจะขานรับ หรืออ้างนู้นนี่ให้ฉันลุกออกจากห้องบ้าง เพราะกลัวฉันเป็น อะไรไป สิ่งที่พ่อกับแม่ทำ มันทำให้ฉันได้รู้ว่าครอบครัวที่อบอุ่นมันเป็นอย่างไร มีครั้งหนึ่งตอนฉันอยู่ปี 3 แม่เคยโทรมาหาฉันและถามถึงสารทุกข์สุกดิบ รวมถึงเรื่องเงินรายอาทิตย์ที่ พ่อมักจะโอนมาให้เป็นค่าใช้จ่ายเสมอ แม่ถามฉันว่า “พ่อโอนเงินให้หรือยัง” ฉันตอบกลับไปว่ายังไม่โอน เพราะยังมีเงินเหลืออยู่จึงไม่ได้ทักไปขอเพิ่ม แต่แม่กลับบอกฉันมาว่า “ไม่เกี่ยวว่ามีเงินเหลือหรือไม่มี มันเป็น หน้าที่ของพ่อที่ต้องโอนให้ลูกทุกอาทิตย์”ฉันนั่งน้ำตาคลอต่อหน้าเพื่อนที่นั่งด้วยกันใสขณะนั้น พ่อผู้มีแต่ให้ พ่อหนานโทนผู้มีแต่ให้ นอกจากพ่อจะทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวที่ดีแล้วยังทำหน้าที่พ่อได้ดีมาก ๆ อีกด้วย พ่อไม่เคยให้ฉันต้องรอเวลาบอกให้มารับ ไม่เคยไปส่งฉันสายสักครั้ง พ่อหนานมักจะพูดกับฉันและ น้องชายเสมอว่าแค่บอกพ่อเดี๋ยวพ่อทำให้ ฉันเคยถามว่าพ่อมีความฝันบ้างหรือเปล่าเพราะตั้งแต่เกิดมาฉันไม่ เคยถามพ่อเรื่องนี้เลย พ่อกลับตอบฉันว่า “เคยคิดมากกว่า ตอนเด็ก ๆ พ่อชอบเรียนชอบสอนเพื่อน เลยอยากเป็นครู แต่คราวนั้นที่พ่อตัดสินใจ บวชเรียนทำให้พ่อไม่เคยอยากจะเป็นครูอีกเลย คิดแต่ต้องหาเงินมาให้ครอบครัวอย่างเดียว ความฝันของพ่อมี เท่านี้ เพราะความจนมันน่ากลัวนะลูก ขยันเรียน เรียนให้สูง ๆ จบมาจะได้มีงานดี ๆ ทำ แค่นี้พ่อก็ภูมิใจแล้ว ที่ พ่อได้ส่งอุ้มเรียนถึงปริญญา” ประโยคยาว ๆ ประโยคนี้ทำให้ฉันร้องไห้ต่อหน้าพ่อเพราะฉันรู้ว่าพ่อกับแม่ คาดหวังในตัวฉันมาก แต่พวกเขาไม่เคยบังคับให้ฉันทำในสิ่งที่เขาต้องการ เขาอยากให้ฉันมีความสุขกับสิ่งที่ฉัน 18
เลือก เพราะทั้งพ่อและแม่มีความฝันเดียวกันนั่นคือการเป็นครู และฉันแบกรับความหวังนี้มาตลอดและคิดมา เสมอตั้งแต่เด็กว่าโตขึ้นฉันอยากเป็นครู แต่พอโตขึ้นมาความรู้สึกนี้มันก็หายไป ฉันไม่ได้อยากเป็นครูอีกต่อไป ในวันที่ฉันอยากได้ของที่งบเกินตัวพ่อกับแม่ไม่เคยขัดฉันเลย เพราะฉันมีเหตุผลบอกพวกเขาเสมอว่า เพราะอะไรจึงอยากได้ของชิ้นนี้นั่นคือตอนที่ฉันขอพวกเขาซื้อไอแพดมาไว้ใช้งาน วันที่กำลังนั่งรถกลับบ้าน ด้วยกัน แม่พูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวแม่ขายทองเอง จะเอาทองไปขายเอาเงินมาซื้อให้ ทองมันของนอกกายเราหา ใหม่ได้ อันไหนที่ลูกอยากได้แม่จะซื้อให้เอง” แต่ท้ายที่สุดพ่อฉันก็โอนเงินมาให้และบอกว่ารู้ว่าจำเป็นถึง อนุญาตให้ซื้อ “ปัจจุบันนี้พ่อมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า” “มีความสุขสิขายของตื่นตีสองทุกวัน ได้กลับมาอยู่กับลูกกับเมีย ต้องหาเงินมาให้ลูก ๆ ได้เรียน หนังสือ ขอแค่ลูกตั้งใจเรียนหนังสือ ทุกวันนี้มีบ้านเป็นของตัวเอง มีรถยนต์หนึ่งคันผ่อนหมดแล้ว ใช้ชีวิตเป็นพ่อ ค้าขายของเพื่อครอบครัวเพื่อลูก เพื่อลูกที่พ่อรักมากทั้งสองคน จากพ่อผู้ไม่เคยยอมแพ้คนนี้.” ฉันไม่เคยได้ยิน คำพูดนี้ออกจากปากของพ่อบ่อยสักเท่าไร “พ่อผู้ไม่เคยยอมแพ้” เหมือนสิ่งนี้คือการปลดช่องว่างระหว่างฉัน และพ่อ ทำให้ได้รู้ว่าผู้ที่จะคอยอยู่เบื้องหลังและสนับสนุนเราทุกเรื่องในการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้นั่นคือครอบครัว คือพ่อและแม่ที่รักฉัน พ่อผู้ไม่เคยยอมแพ้ พ่อผู้ไม่เคยย่อท้อต่อเส้นทางในอาชีพที่เลือกทำ พ่อผู้แสนดีของฉัน หลังจากวันนี้ ไปฉันรับรู้ได้ว่าในอนาคตของครอบครัวเรามันต้องดีกว่าเดิมแน่นอนฉันสัญญา จากเด็กชายศรีธนคนนั้นได้ เติบโตมากลายเป็นผู้ใหญ่ที่ชื่อกิตติพงษ์แล้ว ระหว่างทางของพ่อหนานคงผ่านเรื่องราวมากมายที่ไม่อาจเขียนลง มาได้หมดแต่เชื่อได้เลยว่าสิ่งที่พ่อบอกกับฉันนั้น ฉันคงเก็บไว้ในห้วงความรู้สึกไปตลอดกาลว่าพ่อของฉันคือคน ที่ฉันภาคภูมิใจเสมอมา. 19
นางสาวพรพิลัย แพงไธสง รหัสนักศึกษา 6340307114 สาขาวิชาภาษาไทย เทปสัมภาษณ์นางสาวหนึ่งฤทัย ดีชัยชนะ (หนึ่ง) เป็นคนภูมิลำเนาที่ไหน เป็นคนภูมิลำเนาบ้านหนองจะบก ตำบลหนองตาดใหญ่ อำเภอสีดา จังหวัดนครราชสีมา ประวัติส่วนตัว การศึกษา เรียนชั้นอนุบาล 1-ม.3 ที่โรงเรียนบ้านหนองตาด เรียนชั้นมัธยมปลาย ม.4-6 ที่โรงเรียนบัวใหญ่ จบปริญญาตรี สาขาวิทยาการการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา เริ่มมีการสนใจทำกิจกรรม ร่วมกิจกรรมของโรงเรียนในช่วงมัธยมปลาย โดยส่วนตัวแล้วบุคลิกภาพของ นางสาวหนึ่งฤทัย ดีชัยชนะ จะเป็นคนที่นิ่งเงียบไม่ค่อยพูดค่อยจา ถ้าไม่อยู่กับคนที่ไม่สนิท พอเข้าช่วง ม. 6 จึงร่วมกิจกรรมของโรงเรียน ทั้งจิตอาสาและวิชาการ กิจกรรมที่ถนัดจะเป็นงานฝีมือ ถักร้อยจำพวกงานบ้านเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันทำงานในตัวเมืองนครราชสีมา บริษัทเอกชน เป็นการทำงานที่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากๆ จนได้เจอเหตุการณ์กราดยิงที่เทอมินอล 21 ของโคราช และ ครอบครัวของพี่หนึ่งได้ติดอยู่ในเหตุการณ์ถึง 4 คน วันนั้นไปทำอะไรที่ห้างเทอมินอล 21 เนื่องจากวันนั้นน้องสาวของพี่หนึ่งอยากได้โทรศัพท์ใหม่ จึงตกลงกันในครอบครัวว่าจะพาไปซื้อที่ห้าง เทอมินอล 21 เพราะเป็นห้างที่ค่อนข้างใหญ่ ความทันสมัยที่ครบครัน มีเครื่องเล่นของเด็กที่เยอะ ทั้งของกิน ของใช้ และสืบเนื่องมาจากแม่ของพี่หนึ่งได้เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ จึงเป็นเวลาที่เหมาะแก่การให้ ของขวัญคนในบ้าน จึงตกลงกันไปซื้อที่ห้างแห่งนั้น มีใครไปบ้าง ไปกันทั้งหมด 5 คน แม่ พี่หนึ่ง น้องสาว หลานชาย น้า วันนั้นเดินทางมาแบบไหน ในเวลาและสมัยนั้น แม่ของพี่หนึ่งพึ่งกลับมาจากต่างประเทศได้ยังไม่ถึงอาทิตย์ จึงยังไม่มีการซื้อ รถยนต์ส่วนตัว ทั้งหมดจึงเดินทางด้วยรถบัส หรือรถโดยสารประจำทาง มาลงที่ บขส.โคราช พอถึงจึงให้น้าที่ เป็นญาติพี่น้องกันที่ทำงานในโคราช มารับที่ บขส. และได้เดินทางไปไหว้ย่าโม เพื่อความเป็นสิริมงคลให้แก่แม่ ที่พึ่งเดินทางมาจากต่างประเทศให้อยู่เย็นเป็นสุข 20
วันนั้นเป็นวันอะไร เหตุการณ์วันนั้นเป็นวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ (ถ้าจำไม่ผิด) ทำให้ในตัวเมืองคึกคักอย่างมาก ทำไมถึงอยากมาซื้อที่ห้างเทอมินอล เพราะเป็นห้างที่ใหญ่และทันสมัยมีเทคโนโลยีที่ใหม่ ร้านค้าที่หลากหลายรวมทั้งหลานชายในช่วงนั้น เขายังไม่โตมาก ยังเป็นเด็กและพึ่งอยู่ชั้นอนุบาล 2 เอง แม่พี่หนึ่งจึงอยากพาหลานชายมาเปิดหูเปิดตา ได้สัมผัส กับคนเมืองกรุงกับเขาบ้างจึงเป็นโอกาสที่ได้พาครอบครัวมาที่ห้างเทอมินอล 21 แห่งนี้ ซื้อโทรศัพท์ของยี่ห้ออะไร น้องพี่หนึ่งอยากได้ iphon 8+ แต่ในช่วงเวลานั้น รุ่นล่าสุดที่ออกมาคือ iphon 11 แต่น้องก็ยังยืนยันที่ จะเอาแค่ iphon 8+ แม่ก็เลยตามใจเอาที่ลูกอยากได้ เหตุการณ์ในวันนั้นเป็นยังไงบ้าง หลังจากที่ทุกคนทั้ง 5 คน แม่ พี่หนึ่ง น้องสาว หลานชาย น้า เดินทางมาถึงที่ห้างเทอมินอล 21 จึงได้ พากันเดินไปที่ศูนย์อาหารของห้าง เพื่อทานข้าวกลางวันกัน จึงค่อยไปซื้อโทรศัพท์ใหม่ที่ stodio 7 ของห้าง พอ ถึงที่ร้าน น้องอยากได้สีดำ แต่สีดำไม่มีจึงได้สีโรสโกลด์มาแทน จากนั้นก็จ่ายเงินพนักงานเสร็จ จึงพากันไปเดิน เล่น และพาน้องไปซื้อของกิน ของใช้ บรรยากาศของห้างก็เป็นไปอย่างคึกคัก เพราะวันนั้นเป็นเสาร์ คนเยอะมากลูกเด็กเล็กแดงเต็มไปหมด พี่หนึ่งยอมรับว่าวันนั้นเป็นวันรอคอยมากๆและมีความสุขที่จะได้เจอแม่ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานเป็นเวลา 7 ปี เราจึงใช้เวลาจับจ่ายใช้สอยในห้างแห่งนี้เป็นเวลาที่นานพอสมควร จากนั้นก็ได้เดินทางมายังเซ็นทรัลโคราชต่อ ไหนๆก็มาแล้วเราต้องเอาให้คุ้ม เดินเล่นซื้อของจับจ่าย เหมือนเดิม จากนั้นน้องสาวพี่หนึ่งจึงอยากตั้งรหัสผ่านหน้าจอ จึงได้ตั้งเลขที่ตัวเองคิดว่าจำได้ง่ายๆ แต่สุดท้าย พอกดปิดแล้วเปิดจะใส่รหัสหน้าจอ กลับใส่ได้เพราะรหัสไม่ถูกต้อง ใส่ยังไงก็ไม่ถูก ด้วยความที่น้องสาวจำได้เลย ว่าตอนนั้นเล็บยาว อาจจะทำให้ตอนกดรหัสคลาดเคลื่อน แม่ พี่หนึ่ง น้องสาว และหลานชาย แต่กลับไปรอบนี้น้าไม่ได้ไปด้วยเพราะติดงาน จึงไปกันแค่ 4 คน กลับไปที่ห้างเทอมินอล 21 เพื่อให้ที่ร้านทำการรีเซ็ตเครื่องให้ใหม่ พอถึงเราก็ให้ร้านรีเซ็ตเครื่องให้โดยไม่เสีย ค่าบริการใดๆทั้งสิ้น ระหว่างที่รอก็พากันเดินเสื้อผ้ารอ เพราะใช้เวลาในการรีเซ็ตเครื่องพอสมควร หลังจากเสร็จก็ถึงเวลาที่ จะกลับ เพราะเป็นเวลาประมาณ 5 โมงเย็นแล้วแต่คนก็ยังเยอะมากที่ห้าง หลังจากที่กำลังจะเดินออกประตูของ ห้างเทอมินอล 21 เกือบจะถึงประตูทางออกอยู่แล้ว ตอนนั้นเดินถึงลานน้ำพุ จึงได้มองไปรอบข้างทั้งด้านบน ด้านข้างและด้านล่าง ทุกคนในห้างวิ่งกลูกันเข้ามาในห้างเหมือนเดิม ทำให้ทั้ง 4 คนตั้งคำถามว่า เขาวิ่งกันทำไม จึงได้ถามกับคนที่วิ่ลสวนทางกัน เขาจึงบอกว่า ข้างนอกเขาทะเลาะกันรุนแรงมาก พอได้ฟังคำตอบแล้ว ไม่ถึง 10 วินาที เสียงปืนก็ได้ดังขึ้น ดังสะสนั่น ดังมาก ผู้คนพากันแตกตื่น รวมถึงเราด้วย นาทีนั้นคือวิ่งยังไงให้เอาตัวรอด ทั้งแม่ ทั้งน้อง ทั้งหลาน และที่ สำคัญรองเท้าหลานหล่น คนที่วิ่งสวนทางกันจึงโยนรองเท้ามาให้ เราได้วิ่งออกมาจากตัวห้าง ถึงแม้จะวิ่งอยู่ เสียงปืนก็ยังดังมาเรื่อยๆ ไม่หยุดเลย เหมือนยิ่งวิ่งหนี ยิ่งเข้าใกล้เรื่อยๆ 21
วิ่งจนมาถึงลานจอดรถมอเตอร์ไซต์ ได้เจอกับยามคนหนึ่งและพี่ผู้หญิงอีก 2 คน ที่เขาทำงานอยู่ตรงนั้น เขาจึงแนะนำให้ทั้งหมดไปซ่อนตัวที่ประตูหนีไฟ ชั้นที่จอดรถมอเตอร์ไซต์เราทั้งหมด 7 ชีวิตจึงได้มาซ่อนตัวที่นี่ เพื่อเอาตัวรอดจากเสียงปืน ซึ่งทางประตูหนีไฟตรงนี้คือไม่สามารถไปต่อได้ เปิดออกไปก็เป็นแค่ห้องระบายน้ำ เสียแล้ว ทั้ง 7 ชีวิตได้แค่นั่งเรียงกันใต้บันได 7 คน คลื่นโทรศัพท์ไม่มีเลย ยิ่ง ais ยิ่งไม่มีเลย dtac ก็ไม่มี เราจึงตัดสินใจปิดเครื่องเพื่อที่จะเซฟแบตเตอร์รี่ ไว้ใช้ยามฉุกเฉิน เสียงปืนก็ยังดังไม่หยุด ทั้งเสียงอะไรต่ออะไรที่ระเบิด ทุกคนต่างคนก็ต่างกลัว แต่ก็ได้แค่ภาวนา แค่ว่าอย่าให้มาเจอ เพราะประตูหนีไฟตรงนั้นล็อคไม่ได้ และเปิดทีเสียงดังมาก 7 ชีวิตได้นั่งเรียงกันตรงใต้บันได ไม่มีใครยื่นขาหรือเหยียดขาออกไปด้วยซ้ำ เพราะกลัวมีใครมาเห็น หลังจากนั่งรอกันไป 2 ชม. ไม่มีเสียงปืน มีแต่ความเงียบสงัด เงียบมาก เงียบที่สุด ถึงกับแค่เสียงกระดาษหรือ เสียงถุงพลาสติกที่เราได้ยินปกติ จะไม่ดังหรือปกติ กลับดังมากๆ ดังจนไม่กล้าที่จะแตะอะไรเลย หลายครั้งที่ตัดสินใจจะพากันออกมา แต่ก็ไม่กล้าเลยสักครั้ง เพราะออกมาแล้วเราต้องเดินผ่านเส้นทาง ที่รถออกไปยังหน้าห้างเทอมินอลอยู่ดี ทั้ง 7 คนจึงไม่กล้าที่จะออกมา กลัวว่าออกมาแล้วจะเจอมือปืนซุ่มดูอยู่ ไหม หลายครั้งที่กลับไปมองหลานชาย กลับสงสารหลานชายมากที่สุด ที่ต้องมาเจออะไรแบบนี้แทบจะร้องไห้ แต่ก็ต้องกลั้นใจไม่ให้ร้อง ดีมากที่หลานชายไม่งอแงเลย ไม่เอ่ยปากถามเลยด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น เหมือนเขา รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ให้ทานอะไรก็ไม่ทานระหว่างที่นั่งรอ ทำได้แค่ดื่มน้ำแค่นั้น ถ้ากลับกันเด็กบางคนคงเอาแต่ จะถามคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมไม่ออกไปสักที เพราะทั้ง 7 ชีวิตเข้าไปซ่อนตัวตั้งแต่ 5 โมงเย็นแล้วเป็นเวลา ที่นานมาก ถ้าเทียบกับเด็กเล็กขนาดนี้ที่ไม่งอแงเลย จนเวลาล่วงเลยไปถึงเที่ยงคืน ทั้ง 7 คนก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะออกมาเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งเสียงนาฬิกา ของพี่หนึ่งดังขึ้น เพราะเป็นเวลาเที่ยงคืน นาฬิกาแบบดิจิตอลมันจะดัง ปกติเสียงที่เราได้ยินจะไม่ได้เสียงดัง อะไรเลย แต่ในวันนั้นเสียงดังมาก มากจนแบบแทบจะหักนาฬิกาทิ้งด้วยซ้ำ จนถึงเวลาตี 1 คือทั้ง ยามและแม่ พี่หนึ่งจึงได้ปรึกษากันจะทำยังไงดีให้เรารอด ทุกคนจึงเปิดโทรศัพท์แต่สัญญาณก็ไม่มีเช่นเคย จนได้พยายามที่ จะหาคลื่นสัญญาณ พี่หนึ่งจึงคลานขึ้นบันได เพื่อหาที่สูงๆ ให้มีสัญญาณ แต่ก็ไม่เป็นผล จากนั้นจึงเปิดโทรศัพท์แม่ลองดูว่ามีสัญญาณไหม ผลสรุปว่ามีสัญญาณ และมีแค่แม่คนเดียวที่ใช้ทรูมูฟ เพราะทุกคนคิดว่า ค่ายอื่นไม่มี ค่ายนี้ก็คงไม่มีเหมือนกันจึงไม่ได้เปิดเครื่องของแม่ตั้งแต่แรก ต่างตนต่างดีใจมาก จากนั้นทุกคนจึงได้ติดตามข่าวสารได้ว่า ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง และจะหาช่องทางขอความช่วยเหลือได้อย่างไร บ้าง บางข่าวก็แนะนำว่าไม่บอกที่ซ่อนตัวของตัวเอง เพราะคนร้ายเล่นโซเซียลได้ เพราะมีคนที่บอกขอความ ช่วยเหลือ คนร้ายเห็นข่าวขอความช่วยเหลือ คนร้ายได้ตามไปที่ซ่อนตัวจนยิงคนบริสุทธิ์ตาย บางข่าวก็บอกว่า ขอความช่วยเหลือได้จากเพจนั้น ตรงนั้น ตรงนี้ จะได้มีคนมาช่วย พวกเราก็ตัดสินกันเป็นหลาย 10 นาทีที่จะ บอกที่ซ่อนตัวดีไหม ผลออกมาคือยังไม่ได้บอกเพจไหนไป รอไปประมาณสักพัก มีข่าวว่าจะมีหน่วยซีลมาช่วยเหลือ พี่ผู้หญิง 2 คนที่ร่วมชะตากรรมด้วยกัน บังเอิญมีคนรู้จักอีกทีที่ทำงานอยู่หน่วยซีล พี่ผู้หญิง 2 คนจึงพยายามติดต่อกับคนที่รู้จัก พยายามอยู่หลายครั้งก็ ยังไม่เป็นผล เพราะหน่วยซีลเขาไม่ได้รู้จักทุกพื้นที่ของห้างเทอมินอล 21 โคราช พี่ยามจึงพยายามติดต่อยามที่ รู้จักให้ขอความช่วยเหลือให้อีกที 22
เราทั้ง 7 คนพยายามที่จะขอความช่วยเหลืออย่างมาก จนมาถึงเวลาตี 2 ครึ่งความพยามยามนั้นก็เป็น ผลในที่สุด เราต้องรอสัญญาณและสัญลักษณ์จากหน่วยซีลถึงจะออกมาได้ ถ้าเป็นหน่วยซีลเขาจะเคาะประตู 2 ครั้ง แต่ถ้าไม่ใช่ห้ามส่งเสียงตอบรับเด็ดขาด วินาทีนั้นคือลุ้นมาก ใจเต้นสุดๆ เพราะถ้าไม่มีสัญญาณเคาะหรือ อะไรก็แล้วแต่แสดงว่าเป็นคนร้าย เพราะหน่วยซีลได้บอกว่าคนร้ายอยู่บริเวณชั้น LG ที่ชั้นเดียวกันกับเราใน เวลานั้น แต่เหมือนคนร้ายจะอยู่ในตัวห้าง จึงเป็นโชคดีของเราทั้ง 7 คนไป ที่หน่วยซีลได้มาช่วยทันเวลา เราทั้งหมดได้ทยอยเดินออกมาจาก ลานจอดมอเตอร์ไซต์ในเวลาเกือบจะตี 3 มายังลานจอดรถอีกอีก ฝั่งที่เชื่อมต่อกับตัวห้าง ทั้งหมดได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ว่าเจ็บตรงไหนบ้างไหม จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่ คอยรับส่งไปยังจุดที่ปลอดภัย คือ ปั๊มน้ำมัน ปตท.ทางไปห้างเดอะมอลล์ จำได้ว่าถนนเส้นกลางเมืองถูกปิด ทั้งหมดไม่ให้รถวิ่ง มีเหตุการณ์ที่พ่อแม่รอลูกออกมา มาถามน้องสาวเราด้วยว่าเห็นลูกเขาไหม ลูกเขาอยู่ตรงนั้น เห็นลูกเขาไหม น้องสาวก็ได้แต่ตอบว่า หนูไม่ได้อยู่ในห้างค่ะ หนูซ่อนตัวอยู่ลานจอดรถข้างนอกค่ะ ฟังแล้วรู้สึก หดหู่มากที่สุดเลย ว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่จะทรมานแค่ไหน จากนั้นทุกคนในบ้านที่รอข่าวเรา พยายามทักหาเราทุกทางก็หมดความกังวลไป และน้าที่ไปทำ งานอยู่สุรินทร์หลังจากได้ข่าวจึงรีบกลับมาที่โคราชทันทีเพื่อที่จะมารับรับกลับไปพักที่บ้าน ที่ประโดกในคืนนั้น แม่ พี่หนึ่ง น้องสาว หลานชาย นอนพักที่บ้านน้า รุ่งเช้าน้าค่อยไปส่งที่บ้าน พร้อมทั้งผู้ใหญ่ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่บ้านมา รอที่บ้านแล้ว จึงได้ผูกแขนทั้ง 4 คนเพื่อรับขวัญกลับบ้าน พร้อมทั้งพาไปอาบน้ำมนต์ที่วัดด้วย เพราะคนแก่เชื่อ ว่าจะได้หมดเคราะห์หมดโศก ในตอนที่รู้ว่าลูกๆ หลานๆ ติดอยู่ในเหตุการณ์นั้นยายกับป้า ถึงขั้นไปบอกบนบานกับศาลตาปู่ที่ ครอบครัวและคนในหมู่บ้านนับถือว่าให้ปกป้องลูกหลานให้ปลอดภัยกลับบ้านทุกคน และยังได้ไปดูดวงอีกด้วย ว่าขวัญเราจะกลับมาเมื่อไหร่ เพราะน้องสาวซึมไปเลย 1 อาทิตย์ น้องบอกว่าตอนเย็นมารู้สึกว่าบ้านเงียบๆที่สุด ถึงจะมีคนอยู่เยอะ แต่น้องคงขวัญเสียมากๆ ยายจึงไปดูดวงทันที แม่หมอบอกว่าร่วมชะตากรรมเฉยๆ เรายังไม่ ถึงคาด ปัจจุบันได้ไปห้างเทอมินอล 21 อีกไหม ไปเฉพาะที่จำเป็นจริงๆ นานๆครั้งจะไปทีเพราะอยู่ในเหตุการณ์ทำให้จำฝังใจ คิดยังไงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หดหู่มาก เป็นไปได้ไม่อยากเจอด้วยซ้ำ และโกรธมากที่มีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น 23
วางโครงเรื่อง ชื่อเรื่อง เหตุการณ์ฝังใจนางสาวหนึ่งฤทัย ดีชัยชนะ จุดเน้นของเรื่อง เหตุการณ์ที่จำฝังใจ และการใช้ชีวิตที่ไม่ประมาท แก่นเรื่อง การเอาตัวรอดในเหตุการณ์ฉุกเฉิน ว่าทุกคนต้องมีสติเมื่อเจอกับเหตุการณ์จริงจะสามารถควบคุม สถานการณ์ต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ โครงเรื่อง 1. บทนำ : แนะนำประวัติส่วนตัวของนางสาวหนึ่งฤทัย ดีชัยชนะ 2. ช่วงเวลาแห่งการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ : ช่วงช่วงมัธยม จนถึงเรียนจบใช้ชีวิตได้อย่างดี 3. จุดเปลี่ยนของชีวิต : เหตุการณ์ที่ติดห้างเทอมินอล 21 4. จุดเริ่มต้นของชีวิต : หลังจากเหตุการณ์นั้นเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง และต้องตั้งอยู่กับการใช้ชีวิต ที่ไม่ประมาท 24
สารคดีชีวประวัติ เหตุการณ์ฝังใจ เหตุกราดยิงที่ห้างเทอมินอล 21 จังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2563 เป็นเหตุกราดยิงในจังหวัด นครราชสีมา ประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ซึ่ง จ.ส.อ. จักรพันธ์ ถมมา ใช้ปืนยิงผู้บังคับบัญชา และญาติถึงแก่ความตาย แล้วหลบหนีเข้ามาในตัวเมือง กราดยิงผู้คนตามรายทาง ก่อนเข้าไปซ่อนตัวหลบอยู่ใน ห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช จับบุคคลในห้างเป็นตัวประกัน และถ่ายทอดสดตนเองขณะก่อเหตุลงเฟ ซบุ๊กของตน จนถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมในเช้าวันถัดมา สรุปมีผู้เสียชีวิต 31 คน (รวมผู้ก่อเหตุ) บาดเจ็บ 58 คน ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 5 คน เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเหตุกราดยิงที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่ง จุดเปลี่ยนของชีวิต เหตุการณ์ที่ติดห้างเทอมินอล 21 ผู้คนที่อยู่ในห้าง กลายเป็นตัวประกัน หลายคนโชคดีหนีออกมาได้แต่แรก แต่ หลายร้อยชีวิตติดอยู่ภายในนาทีนั้น เมืองโคราช คล้ายถูกสะกดด้วยความหวาดกลัว เงียบงัน วังเวง เต็มไปด้วย ข่าวลือที่สร้างความหวาดหวั่น ผู้คนพากันแตกตื่น รวมถึงเราด้วย นาทีนั้นคือวิ่งยังไงให้เอาตัวรอด ทั้งแม่ ทั้งน้อง ทั้งหลาน เราได้วิ่งออกมาจากตัวห้าง ถึงแม้จะวิ่งอยู่ เสียงปืนก็ยังดังมาเรื่อยๆ ไม่หยุดเลย เหมือนยิ่งวิ่งหนี ยิ่งเข้า ใกล้เรื่อยๆ จุดเริ่มต้นของชีวิต หลังจากเหตุการณ์นั้นเหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้ง และต้องตั้งอยู่กับการใช้ชีวิตที่ไม่ประมาทเหตุการณ์ ครั้งนี้สอนให้เห็นว่า ความตายล้วนอยู่ใกล้แค่เอื่อมมือเท่านั้น ฉะนั้นต้องใช้ชีวิตให้อยู่ในความไม่ประมาท และมี ความสุขในทุกๆวัน การมีสติระลึกได้อยู่ว่าปัจจุบันตนเองกระทำอะไรอยู่ ทำแล้วจะเกิดผลอย่างไร ทำในสิ่งที่ ควรกระทำหรือไม่ ระมัดระวังในสิ่งที่กระทำอยู่ให้เป็นไปในทางที่ควรอยู่เสมอ รวมทั้งความรอบ ระมัดระวังใน สิ่งที่กระทำอยู่ให้เป็นไปในทางที่ควรอยู่เสมอซึ่งตรงกันข้ามกับความประมาท คือ ความซะล่าใจ การขาดความ ระมัดระวัง การไม่ทำความดีติดต่อจึงมักกล่าวกันว่า "ความประมาทคือหนทางแห่งความตาย" เหตุการณ์นี้สอนอะไรเป็นข้อคิดในการใช้ชีวิตอย่างมาก ปัจจัยแรก “ขีดความสามารถของคนร้าย” สำหรับเหตุกราดยิงนั้นเราถือว่า “ตัวคนร้าย คืออาวุธสำคัญ” ส่วนสิ่งอื่นนั้นเป็นเพียงอุปกรณ์ที่ถูกนำมาใช้ใน การทำร้ายก่อเหตุต่อผู้คนเท่านั้น ปัจจัยที่สอง“ความอยากหรือต้องการทำร้าย” เรื่องนี้แทบคาดเดาไม่ได้ว่า “ความอยากต้องการทำร้ายคนอื่นมาจากสาเหตุใด” เพราะเกิดขึ้นได้ทุกปัจจัยไม่ว่าจะโกรธแค้นส่วนตัว อย่างเช่น “เหตุกราดยิงใน จ.นครราชสีมา” อ้างผู้บังคับบัญชารังแกแต่ข้อเท็จจริงเป็นแบบใดไม่อาจทราบได้ เนื่องด้วยคนร้ายเสียชีวิตไปก่อน ปัจจัยที่สาม“โอกาส” เมื่อคนร้ายมีขีดความสามารถ และต้องการทำร้ายแล้ว ถ้ามีโอกาสก็มักก่อเหตุอาชญากรรมขึ้นได้ดังนั้นหากยับยั้งตัดปัจจัย 1 ใน 3 ข้อนี้ได้การก่อเหตุอาชญากรรม อาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ ถัดมาเมื่อเกิดเหตุแล้ว จะเอาตัวรอดอย่างไร เรื่องนี้ทุกคนต้องพยายามฝึกสังเกต ทางออกของสถานที่สาธารณะให้เป็นนิสัยเสมอที่เรียกว่า “หลบหนี (RUN)” เมื่อมีคนร้ายกราดยิงจะได้รู้ เส้นทางหลบหนีออกจากสถานที่นั้นได้รวดเร็วที่สุด แล้วอย่าสนใจทรัพย์สิน หรือสิ่งของสัมภาระที่ติดตัวมา 25
ควรทิ้งไว้ไม่ต้องพะวักพะวนเสียดาย “ยกเว้นโทรศัพท์มือถือเพื่อใช้ติดต่อสื่อสาร” ในส่วนการช่วยเหลือบุคคล อื่นทำเท่าที่สามารถช่วยได้แต่ถ้าเป็นกรณี“เด็กเล็กประสบเหตุนั้น” ย่อมไม่อาจอยู่ในสถานะช่วยเหลือตัวเอง ได้แน่นอน “เด็กต้องฝากชีวิตไว้กับผู้ใหญ่” ทำให้ต้องพาเด็กหนีออกไปยังที่ปลอดภัยด้วย หากไม่สามารถหนีออกได้ทัน “ใช้วิธีการหลบซ่อนตัว (Hide)” ด้วยการหาห้อง หรือสถานที่ที่มีความมั่นคง แข็งแรง เพื่อใช้ในการหลบซ่อนตัวพร้อมหาวัตถุที่มีขนาดใหญ่ปิดกั้นประตูเอาไว้ด้วย แล้วปิดไฟงดใช้เสียงทุก ชนิด “ปิดเสียงโทรศัพท์มือถือ” หามุมหลบซ่อนหลังวัตถุขนาดใหญ่ แต่ในระหว่างนี้ก็ควรต้องหาช่องทางหนีไป ด้วย เน้นย้ำว่า “ห้ามหลบหลังประตูเด็ดขาด” เพราะไม่อาจป้องกันกระสุนปืนได้ ถ้าสังเกตเหตุการณ์ “กราดยิง จ.นครราชสีมา” ปรากฏพบ “เหยื่อบางคน” ไม่ทราบหลักการแก้ปัญหาเหตุกราดยิงแล้วพากันหลบ หลังประตูห้อง “คนร้าย” ก็มักใช้อาวุธปืนยิงประตูทะลุผ่านเข้ามาโดนเหยื่อเสียชีวิตหลายรายเช่นกัน เพราะหากดูสถิติย้อนหลังเห็นได้ชัดช่วงไม่กี่ปีมานี้“เหตุฆาตกรรมหมู่” ได้สร้างความสูญเสียโศกเศร้า ให้คนไทยเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เหตุระเบิดแยกราชประสงค์กราดยิง จ.นครราชสีมา และสังหารหมู่ จ. หนองบัวลำภูฉะนั้นเหตุกราดยิงนี้เป็น “เรื่องใกล้ตัวคนไทย” ที่เกิดขึ้นได้กับทุกคนไม่ใช่มีแต่ในต่างประเทศ เท่านั้นแล้ว 26
นางสาวสุภาพร ทับทิมกลาง รหัสนักศึกษา 6340307126 ศศ.บ.ภาษาไทย เทปสัมภาษณ์ เชอร์รี่ พัชรีภรณ์ ชีวิตตอนเรียนมอปลายเป็นยังไงบ้าง ช่วงชีวิตในสมัยเรียนมัธยมเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุด ได้อยู่กับเพื่อนที่รู้ใจ ทำหลายสิ่งหลายอย่างด้วยกัน เล่นด้วยกัน กินด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน นอนด้วยกัน โดดเรียนด้วยกัน หัวเราะด้วยกันและร้องไห้ด้วยกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์แบบไหนเราจะมีเพื่อนที่รู้ใจอยู่ เคียงข้างเสมอ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้เขียนอยากย้อนเวลากลับไปซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า อยู่ใน รั้วโรงเรียนเราสามารถทำผิดพลาดได้ และมักจะมีโอกาสให้แก้ไขใหม่อยู่เสมอ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีสำหรับ เด็กวัยรุ่นอย่างเรา เพราะตัวผู้เขียนเองก็มีสิ่งที่เคยทำผิดพลาดอยู่หลายอย่าง แต่ก็ได้รับโอกาสใน การแก้ไขและปรับปรุงตัวเสมอ แล้วชีวิตมหาลัยเป็นยังไง ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยถือเป็นช่วงเวลาสำคัญช่วงหนึ่งของชีวิตที่มักจะมีความแปลกใหม่ เกิดขึ้นกับชีวิตอยู่เสมอ ทั้งเรื่องของเพื่อนใหม่ สถานที่ใหม่ ๆ และการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับสังคม ของมหาวิทยาลัย ทำความรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัว ต้องมีความรับผิดชอบที่สูงขึ้น เพราะชีวิต มหาลัย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเองล้วนๆ ทำไมถึงซิ่ว ที่ซิ่วเพราะ เพราะคณะที่เลือกเรียนมันไม่ตรงกับสิ่งที่เราชอบ ถ้าเลือกเรียนต่อไปมันก็ เหมือนเราฝืนและทำให้เราไม่มีความสุขกับสิ่งที่อยู่ตรงนั้น คิดว่าชีวิตมอปลายกับมหาลัยแตกต่างกันอย่างไร แตกต่าง สำหรับชีวิตในช่วงมัธยมจะเป็นวัยที่เราเริ่มเรียนรู้ตัวเองว่าแท้จริงเราอยากเรียน อะไร ชอบอะไร และเป็นวัยแห่งการทดลอง แต่เมื่อได้มาใช้ชีวิตมหาลัย มันทำให้ได้เรียนรู้ว่า ชีวิต หลังจากจบมัธยมแล้วเริ่มจะเข้าสู้ชีวิตของมหาลัย จะทำอะไรก็ต้องคิดให้มากๆ อยู่กับความเป็น จริงให้มาก จะทำอะไรตามใจตัวเองเหมือนเด็กๆไม่ได้ เคยมีช่วงเวลาที่ หมด Passion ในการเรียนบ้างไหม บางครั้งเราเหนื่อยกับการเรียน จนอยากจะล้มเลิกไม่อยากจะสู้ต่อ แต่ทั้งงาน เป้าหมาย และการสอบเข้าทั้งหมด เป็นสิ่งที่เราอยากทำให้มันออกมาดี เราไม่อยากจะผิดหวัง ทำให้เรา อยากจะสู้ อยากจะไปต่อให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้ ด้วยใจที่เข้มแข็ง และแล้วในเส้นทางนั้น พบเจอ 27
อุปสรรคมากมายระหว่างทาง กว่าจะผ่านมันไปได้ ก็ร้องไห้มานับหลายครั้ง พวกคุณเก่งมากๆที่ ผ่านมันมาได้ในทุกๆครั้ง แต่มันก็มีเหนื่อยอยู่ดี ไม่มีใครเกิดมาไม่เคยเหนื่อย ต่างคนก็เหนื่อยคนละ แบบ ให้กำลังใจตัวเองยังไงบ้าง วันหนึ่งถ้ารู้สึกว่าหมดกำลังใจหรือรู้สึกสับสนเหมือนชีวิตยังไปไม่ถึงไหน เราต้องพิจารณา ตัวเองว่ามันเกิดจากอะไร มีทางแก้ปัญหาได้มั้ย อาจจะไม่ได้แก้ได้ทั้งหมดแต่มีทางไหนแก้ปัญหาได้ บ้าง. ยอมรับและทำความเข้าใจค่ะ หลายๆเรื่อง รู้ว่าถ้ามันเกิดขึ้นจะเป็นไง เสียใจแค่ไหน แต่ไม่มี ทางเลือกนอกจากถ้ามันเกิดขึ้นเราก็ต้องยอมรับและพยายามทำความเข้าใจ พาตัวเองไปหาพลัง บวก เช่น เพื่อนๆ หรือคนรอบข้างที่เข้าใจเรา พร้อมรับฟังและให้คำแนะนำที่เราสามารถคิดตาม และเข้าใจได้ คิดว่าอนาคตจะทำอะไร ความฝันในอนาคตฉันอยากเป็นวิศวกร เพราะการที่ได้เป็นวิศวกรทำให้ได้ออกเเบบมาก มาย นั่งคือความสุขที่ฉันต้องการ เเละตอนนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ เพื่อที่ ในอนาคตจะได้เดินทางไปตามฝันของฉัน ฉันนึกถึงตอนที่ฉันมีความสุขที่ได้ทำมัน ได้ทำงานใน หน้าที่ที่ดี ประกอบอาชีพที่สุจริต ไม่ได้ทำร้ายผู้อื่น ไม่ได้ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนได้เจอผู้คนที่มากมาย 28
วางโครงเรื่อง ชื่อเรื่อง เชอร์รี่ พัชรีภรณ์ : ชีวิตจริงกับอนาคต จุดเน้นของเรื่อง : ชีวิตในวัยเรียนที่ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบและค้นหาตัวเองจนเจอ (เน้นในข้อคิด) แก่นเรื่อง : ชีวิตช่วงเรียนมหาลัยที่ยังค้นพบตัวเองไม่เจอ ลองผิดลองถูก จนทำให้ตัวเองมีความสุข กับสิ่งที่เลือกใหม่ โครงเรื่อง 1.บทนำ : แนะนำชีวิตของเชอร์รี่ พัชรีภรณ์ จากชีวิตช่วงเรียนมัธยมปลายจนถึงช่วงชีวิต มหาวิทยาลัย 2.ชีวิตมหาวิทยาลัย (ต้นเหตุที่ทำให้เธอซิ่วจากมหาวิทยาลัย) 3.หมดไฟในการเรียน (หมดกำลังใจและจนไม่อยากทำอะไร) 4.ให้กำลังใจตัวเอง (ให้กำลังใจตัวเองเพื่อที่จะมีกำลังในการเรียน) 5.วาดฝันในอนาคต (จบเรื่อง : ความฝันและอนาคต) 29
เขียนเป็นสารคดีชีวประวัติ เชอร์รี่ พัชรีภรณ์ : ชีวิตจริงกับอนาคต การที่เราจะก้าวข้ามผ่านในแต่ละช่วงของชีวิตมันไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะว่าชีวิตเราไม่ได้เกิด มาในเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบตลอดเวลา คิดเสียว่าทุกคนมีปัญหาในชีวิตหมด อยู่ที่ใครจะ รับมือยังไง แต่สุดท้ายเราก็ต้องยอมรับความจริงและมีความสุขกับปัจจุบัน คิดสิ่งที่อยากจะทำใน อนาคตข้างหน้า คำว่าอนาคตนี้แหละที่จะเป็นตัวบงชี้ว่าชีวิตของคุณในทางเดินข้างหน้านั้นจะเป็น อย่างไร เชอร์รี่ พัชรีภรณ์ หญิงสาววัยรุ่น รูปร่างผอมสูง ผิวขาว ผมยาว ชอบแต่งหน้าแต่ยังคง ความเป็นธรรมชาติอยู่ เป็นคนร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส มีความอดทนกับสิ่งต่าง ๆ เข้าใจกับชีวิต สามารถจัดการกับความรู้สึกของตนเองได้ จัดการกับเรื่องต่าง ๆของชีวิตตนเองโดยไม่มีผลกระทบ ต่อคนรอบข้าง พร้อมรับมือกับบทเรียนที่ต้องเจออยู่เสมอ ในชีวิตเธอสมัยเรียนมัธยมปลายเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่มีความสุขมากที่สุด เพราะมันเป็น ช่วงเวลาที่ได้เรียนได้เล่นและทำกิจกรรมต่าง ๆมากมายของโรงเรียนที่จัดขึ้น ถือเป็นช่วงเวลาแห่ง ความสุขที่อยากย้อนเวลากลับไปซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เพราะมีความทรงจำดี ๆ ที่ถูกบรรจุไว้ในหัวใจอยู่ หลายเหตุการณ์ อยู่ในรั้วโรงเรียนเราสามารถทำผิดพลาดได้ และมักจะมีโอกาสให้แก้ไขใหม่อยู่ เสมอ แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตมัธยมของเธอ ตัวเธอเองไม่มีโอกาสที่จะได้ไปเที่ยวเลย เพราะว่า ต้องเรียนพิเศษเพื่อที่จะเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย และเธอก็สอบติดคณะอุตสาหกรรมเกตร สาขาวิศวกรรมกระบวนการอาหาร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จากนั้นเธอก็ก้าวผ่านพ้นจากชีวิตมัธยม สู่การใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนับเป็นช่วงชีวิตหนึ่งที่จะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งมี ความเป็นอิสระทั้งด้านเวลา การแสดงความคิดเห็น การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เป็นโอกสสำคัญในการ เตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยการทำงานในอนาคต ซึ่งทำให้นักศึกษาต้องเรียนรู้ในการปรับตัวเพื่อ รองรับกับการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ซึ่งแตกต่างจากการเรียนในโรงเรียน 30
ชีวิตมหาวิทยาลัย เธอเป็นคนที่ชอบอะไรที่ท้าทาย ชอบวิชาคณิตศาสตร์มาก มีความสุขทุกครั้งที่ได้เรียน คณิต จึงเป็นคนมีความฝันตั้งแต่เด็กว่าโตไปอยากเป็นวิศวกร ตอนมัธยมปลายมีความมุ่งมั่นอย่าง มากที่จะสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ได้ ลงเรียนพิเศษทุกวิชาที่ใช้ใน การสอบเข้า ทุกเย็นหลังจากเลิกเรียนที่โรงเรียนจะขึ้นรถแดงไปเรียนพิเศษกับกลุ่มเพื่อน เลิกเรียน พิเศษประมาณ 2-3 ทุ่ม เมื่อกลับถึงบ้านเธอต้องรีบทำธุระส่วนเพื่อที่จะไปทบทวนหนังสือแล้วก็ทำ ข้อสอบเก่าซ้ำ วันที่ประกาศผลคะแนน Pat3 (การสอบวัดความถนัดวิศวกรรมศาสตร์) เธอได้ 88 คะแนน ซึ่งเกณฑ์ขั้นต่ำของวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 90 คะแนน ทำให้ยื่นเข้าคณะ วิศวกรรมศาสตร์ไม่ได้ ได้ยื่นเข้าคณะอุตสาหกรรมเกษตรสาขาวิศวกรรมกระบวนการอาหาร เธอ จึงตัดสินใจลองเข้าไปเรียนว่าตัวเองจะชอบไหม ถ้าไม่ชอบจก็จะตัดสินใจซิ่วหรือลาออกเพื่อจะสอบ ใหม่อีกครั้ง ลองเข้าไปเรียนดูปรากฏว่าเรียนแล้วไม่มีความสุข รู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเองทำให้ผล การเรียนรู้ออกไม่ค่อยดี เรียนได้หนึ่งเทอมเธอก็ตัดสินใจลาออก หลังจากเธอลาออกก็อ่านหนังสือ เรียนพิเศษ ตั้งใจฝึกฝนทำข้อสอบเก่าซ้ำเพื่อที่จะสอบ เข้ามหาลัยในคณะที่ตัวเองอยากเรียนอีกครั้ง จนเธอสอบติดคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขา เทคโนโลยีธรณี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีพอได้มาเรียนในสิ่งที่ตัวเธอชอบมันทำให้เธอมี ความสุข เพราะได้ทำในสิ่งที่ฝันสมัยเรียนมัธยมปลาย การที่ได้ทำในสิ่งที่รัก มีความสุขทุกครั้งที่ ได้ทำ และมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น สุดท้ายเธอกลับมาเรียนต่อได้ เพราะช่วงที่ พักก็ได้คิดทบทวนเป็นอย่างดี หมดไฟในการเรียน ในช่วงที่เธอเรียนชั้นปีที่ 2 เธอได้มีปัญหากับทางบ้าน ทำให้เธอติด f จนทำให้ตัวเธอไม่ อยากที่จะเรียนต่อ ท้อแท้และวันหนึ่งเธอก็ได้อยู่กับตัวเองและถามตัวเองว่าอนาคตอยากเห็น ตัวเองเป็นแบบไหนและคิดถึงเป้าหมายในชีวิตที่เคยตั้งเป้าไว้และคิดต่อว่าถ้าเราไม่ทำสิ่งนี้ แล้ว อนาคตเราจะเป็นในสิ่งที่เราต้องการได้อย่างไร การที่สร้างแรงกดดันหรือแรงบันบาลใจ มันจะทำ ให้ตัวเธอรู้สึกว่าต้องตั้งใจ จะเหลวไหลไปมากกว่านี้ไม่ได้ ซึ่งตัวเธอคิดว่ามันสร้างให้ตัวเองได้ เริ่ม จากกำหนดแรงกดดันเล็ก ๆ แล้วค่อยๆเพิ่มระดับไปเรื่อย ๆ เมื่อตัวเธอได้นั่งทบทวนตัวเองแล้ว มัน ทำให้เธอมีไฟกลับมาอีกครั้ง 31
บางทีเรียนไปมันก็มีช่วงหมดไฟบ้างมันเป็นเรื่องธรรมดาของทุกคน แต่ก็ขึ้นอยู่ว่าแต่ละ บุคคลว่าจะจัดการกับตัวเองแบบไหน แต่ถึงจะท้อ จะเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทำ มันยากก็ไม่ได้ แปลว่าจะทำไม่ได้ ต้องตั้งใจเพื่ออนาคตหรือความฝันของตัวเอง ให้กำลังใจตัวเอง ถ้าวันหนึ่งเธอไม่มีกำลังหรือท้อแท้เจอปัญหาในชีวิตพิจารณาความทุกข์ว่าเกิดจากอะไร หาทางแก้ปัญหา อาจจะไม่ได้แก้ได้ทั้งหมดแต่มีทางไหนแก้ปัญหาได้บ้าง ยอมรับและทำความ เข้าใจ ในทุกเรื่อง รู้ว่าถ้ามันเกิดขึ้นจะเป็นไง เสียใจแค่ไหน แต่ไม่มีทางเลือกนอกจากถ้ามันเกิดขึ้น เราก็ต้องยอมรับและพยายามทำความเข้าใจ และค่อยคิดแก้ปัญหา พาตัวเองไปหาพลังบวก เช่น เพื่อน หรือคนรอบข้างที่เข้าใจเรา พร้อมรับฟังและให้คำแนะนำที่เราสามารถคิดตามและเข้าใจได้ ช่วงชีวิตหนึ่งหรือหลายๆครั้งในชีวิต ต้องเจอเรื่องที่แย่ จนรู้สึกว่าจะรับมือไหวมั้ยจะผ่านไปยังไง แนะนำว่าออกไปดูโลกกว้าง ไปเดินแถวๆที่คนทำงานเยอะๆ หลายๆ รูปแบบของงาน พนักงาน ออฟฟิศ กรรมกร หรือ งานอะไรก็ได้ที่แตกต่างกัน พิจารณาคนพวกนี้ ถ้าเราอยู่ในจุดเดียวกับเขา เราจะมีความสุขจากสิ่งไหน...เมื่อคิดได้ จะละและปล่อยวางได้เยอะ อยู่กับคนที่เรารัก และเขารัก เราจริง ๆ แต่อย่าไปคาดหวังว่าเขาจะทำอะไรเพื่อให้เรารู้สึกดีขึ้นได้ เอาแค่ตัวเรา มองเขาแล้วรู้สึก ว่าชีวิตเรามีค่ากับคนพวกนี้คิดในแง่บวก หยุดมองสิ่งต่าง ๆว่ามันร้ายหรือไม่ดีไปล่วงหน้า เปิดใจที่ จะให้อภัยผู้อื่น ทุก ๆเรื่องราว รวมทั้งให้อภัยตนเอง เพื่อน พ่อแม่ เรียนรู้จากอดีตแล้วพาตัวเองไป ข้างหน้าและบอกรู้ตัวเองสื่อสารคำบวกให้ตนเอง วาดฝันในอนาคต ตอนนี้กำลังศึกษาอยู่คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเทคโนโลยีธรณี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี สุรนารี ชั้นปีที่ 4 จากที่เรียนมาตั้งปี 1-4 พบว่าตัวเองมีความสนใจและชื่นชอบในทางด้านธรณี เทคนิคเป็นพิเศษ ในอนาคตอยากเป็นวิศวกรธรณีเทคนิค ซึ่งวิศวกรธรณีเทคนิคจะมีหน้าที่ประเมิน ความเสี่ยงหน้างาน ออกแบบกำแพงดินและโครงสร้างฐานราก รวมถึงติดตามสภาพหน้างาน กำแพงดิน และฐานราก ในอนาคตจะเดินทางไปตามความฝันเพราะมีความสุขที่ครั้งที่ได้ทำและใน อนาคตของเธอที่วาดไว้คือการเรียนให้จบ แล้วสามารถหางานดีๆทำ และที่สำคัญสามารถหาเลี้ยง ทุกคนในครอบครัวได้สำหรับคำว่าอนาคต เราเชื่อว่า ต่างคน ต่างวัย ต่างประสบการณ์ล้วนมี 32
มุมมองกับคำนี้ที่แตกต่างกันออกไป สำหรับคำว่าอนาคตตัวเธอเชื่อว่า แต่ละคนมีความฝันที่ แตกต่างกันออกไป เพราะว่าส่วนใหญ่แล้วสังคมในปัจจุบันนั้นมองว่าการศึกษาสามารถทำให้ มนุษย์ทุกคนดำรงชีวิตอยู่บนโลกได้อย่างเท่าเทียมกัน จะไม่ถูกหลอกได้อย่างง่ายดายหากมี การศึกษา ซึ่งนี่เป็นตัวบ่งชี้อีกอย่างหนึ่งว่าการศึกษานั้นมีผลต่ออนาคตของคนเราในปัจจุบันและ ต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งนั้นก็แน่นอน แต่สำหรับบางคนการศึกษานั้นไม่ใช่สิ่งที่จะกำหนดชีวิตของเค้า ในช่วงนั้น นั่นเพราะปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดตอนที่มนุษย์ถือกำเนิดนั้นคือ "รากฐานของ ครอบครัว" อย่างแรกครอบครัวคือตัวบ่งชี้อนาคตไม่ได้ เราทุกคนจะต้องเชื่อมั่น เพราะชีวิตนี้ ชาติ ภพนี้เป็นของตัวเรา เรามีสิทธิที่จะวาดฝันและทำมันให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ แสดงว่าภารกิจ ในด่านแรกที่ควรทำในการวาดฝันและเดินตามทางที่ต้องเดินไปสู่อนาคตที่มุ่งหวัง 33
นายอลงกรณ์ ไชยสงค์ 6340307132 หมู่ที่ 1 ชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาภาษาไทย เทปสัมภาษณ์แม่ทองมี ไชยสงค์ แม่เป็นไงบ้างครับ ช่วงนี้ ก็เรื่อย ๆ แหละลูก ทำงานทุกวัน แม่เป็นคนขยันเหรอครับ เห็นพึ่งมาจากทำไร่ น่าจะใช่มั้ง (หัวเราะ) เห็นหลายคนเขาก็ชอบพูดกับแม่แบบนี้ แต่ก็มีบางคนบอกว่าแม่ขยันอะไรหนัก หนา ทำเกินไป แต่แม่ก็ตอบไปว่า อยากจะทำเป็นความสุขเล็ก ๆ ในรายวัน วันไหนฉันเหนื่อยก็พัก มีแรงก็ค่อย ทำต่อ มันคงเป็นทั้งความสุขและความชอบมั้งที่เราทำแบบนี้ แม่เล่าเรื่องชีวิตแม่ให้ฟังหน่อยครับ แม่อายุ 47 ปี เป็นคนจังหวัดนครราชสีมา เป็นพี่คนโต มีน้องสาว 3 คน อยู่กับพ่อ อายุ 49 ต้องหา เลี้ยงดู ตากับยาย ที่แก่ ๆ และมีลูก 2 คน พี่ชายคนโตก็ช่วยกันหาส่งเรียนแต่ก็เรียนไม่จบ ส่วนคนเล็กก็กำลัง เรียนอยู่ ก็พากันสู้เพื่อคนเล็กหวังว่าเขาจะเรียนจบมีการมีงานทำ (หัวเราะ) แม่ทำอาชีพอะไรครับ อาชีพทำไร่ทำนา รับจ้าง เขากินนี้แหละ วันไหนมีคนเขาจ้างเราก็ไป หรือบางทีก็ใช้แรงงาน ปลูกอ้อย ถอนมัน ตามประสาชาวบ้านชีวิตชนบทบ้านเรา หากินเช้าค่ำนี้แหละ หาเงินเพื่อส่งลูกเรียนหนังสือ อดีตแม่ก็ เคยเลี้ยงวัวไว้เยอะมาก แต่พอลูกคนโตมาติดยาเสพติดนี้แหละเลยทำให้ต้องเสียวัวไป แถมลูกคนเล็กมาเข้า มหาลัย รายจ่ายไม่พอ ก็ทำให้แม่ต้องไปหายืมเงินเขามาเพื่อรายจ่ายให้ลูก แม่ทำไมถึงได้มาทำงานไร่ทำนาครับ ที่แม่ได้ทำไร่ทำนา ก็เพราะแม่เรียนจบแค่ ป.6 บ้านก็ยากจน พ่อกับแม่ไม่มีเงินส่งเรียนสูง ๆ สมัยก่อน ก็จบมาก็ออกมาทำไร่ทำนา หารับจ้างกินเช้าค่ำ แม่ก็เลยได้ทำมาจนถึงทุกวันนี้แหละ แม่ก็เคยไปทำงานใน กรุงเทพสมัยเป็นสาว (หัวเราะ) แม่ไปเป็นแม่บ้านให้เขา 34
ทำไมแม่ต้องขยันและทำงานหนักขนาดนี้ครับ ที่แม่ทำงานหนักก็เพราะต้องหาเลี้ยงตากับยายและลูก ภาระหน้าที่ทุกอย่างแม่ต้องจ่ายต้องหา แม่เลย ต้องสู้ ทำงานหนักทุกวัน แม่มีนาหลายแปลง แต่ก็ต้องขายไปบ้าง เพราะช่วงโควิดแม่แทบจะไม่มีรายรับเลย เลยต้องขายนาเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวและค่าเทอมลูก แม่ก็อาศัยทำอ้อยทำมัน ปลูกกล้วย ปลูกผัก ขาย ทำไมลูกติดยาเสพติดครับแม่ จะบอกว่าติดเพื่อนก็ไม่เชิง มันเป็นช่วงวัยรุ่น อยากรู้อยากลอง ห้ามก็ไม่ฟัง เอาแต่ใจตัวเอง แม่เสียใจไหมที่ลูกติดยาเสพติด เสียใจมาก (น้ำตาซึม) แม่แทบจะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทุก ๆ วันแม่ต้องเห็นลูกเข้าบ้านดึก ๆ บางวัน แทบจะเช้า แม่ก็ไม่รู้จะด่าจะบอกยังไงแล้วเขาก็ไม่ฟัง ขอเงินแต่ละวันถ้าวันไหนไม่ได้ดั่งใจก็จะทุบข้าวของใน บ้านพัง ด่าพ่อด่าแม่บ้าง กับข้าวที่แม่ทำให้กินถ้าไม่ถูกใจก็เททิ้งให้หมา แม่ก็ได้แต่นั่งทำใจไปในแต่ละวัน มี วันนึงแม่นั่งคิดไปร้องไห้ไปว่า สักวันนึงเขาโตกว่านี้มีครอบครัวเขาก็คงคิดได้แหละมั้ง แม่ก็ได้แต่คิดอยู่ในใจ แม่ทำอย่างไรครับระหว่างลูกไปบำบัด แม่ก็ได้แต่รอเวลา รอเขาออกมา ก็ได้มีการบอกการสอนไป ให้รู้จักเขาอดทน และให้เขาเปลี่ยนนิสัย แม่มีอุปสรรคมากไหมครับในชีวิต จะบอกว่าเยอะไหม นับไม่ถ้วนเลย ชีวิตแม่ต้องเจอกับปัญหามากมาย เหนื่อยไหมครับที่ต้องสู้ ถามว่าเหนื่อยไหม ก็เหนื่อย แต่ก็ต้องสู้เพื่อครอบครัว ทั้งไหนจะตายายที่ต้องเลี้ยงดู ไหนจะลูกที่ต้อง ส่งเรียน ไหนจะต้องทำงานเช้าจนค่ำ ไหนจะเรื่องยาเสพติดของลูกคนโต แม่ก็ต้องสู้เพื่ออนาคตของลูก ๆ แม่เคยรู้สึกท้อบ้างไหม จะบอกว่ามีหลายครั้งเนาะแม่รู้สึกท้อ เหนื่อย เพราะปัญหาต่าง ๆ ที่เข้ามาในหลาย ๆ เรื่อง จน บางครั้งแม่คิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่ก็เพื่อลูกนี้แหละ เลยต้องสู้เนาะ ท้อไม่ได้ (หัวเราะ) ลูก ๆ มาช่วยแม่ทำไร่ทำนาไหมครับ ลูกชายคนเล็กก็มาช่วยทำตลอด เพราะแม่จะบอกตลอดว่า ถ้าวันไหนมีงานต้องออกไปช่วยแม่ทำงาน เพราะเพียงลำพังพ่อกับแม่ทำก็ไม่ไหว ต้องให้ลูกไปช่วยทำ 35
แม่เคยสอนเรื่องความขยัน ความสู้ให้ลูก ๆ ไหม แม่สอนตลอด แม่บอกแทบทุกวัน ว่าถ้าวันนี้เราไม่ขยันไม่สู้ ไม่รู้จักทำมาหากิน จะมารอขอแต่เงินพ่อ แม่ก็คงไม่ได้ ครอบครัวเราไม่ได้รวย เราต้องรู้จักประหยัด และรู้จักทำมาหากิน แม่บอกลูกว่า อย่างน้อยเราเกิด มาครบถ้วนสมบูรณ์ เราต้องสู้ บางคนเขาไม่มีโอกาสเหมือนเราด้วยซ้ำแต่เขาก็ยังดิ้นรนหาทางเพื่ออยู่รอด แล้ว เราเป็นใครทำไมถึงจะไม่สู้ เรามีแขนมีขา มีกำลังที่หากิน นี่คือคำพูดของแม่ที่สอนลูก ๆ ตลอด แม่สอนให้รู้จัก กับคำว่าสู้มาตั้งแต่เขาเด็ก ๆ เช้า ๆ แม่จะเอาเขาไปไร่ด้วยตลอดให้เขาได้เรียนรู้ว่ากว่าจะได้เงินแต่ละบาท ต้อง ทำอะไรบ้าง แม่สอนเขาหมด ต้องปลูกอ้อยเป็น ปลูกมันสำปะหลังเป็น สอนให้รู้จักอดทน และแม่บอกเขา ตลอดว่า ถ้าวันหนึ่งพ่อกับแม่ไม่อยู่ แล้วลูก ๆ จะอยู่ได้ไหม ต้องรู้จักเรียนรู้และขยัน แม่ว่าแม่ทำหน้าที่ดีที่สุดยังครับ ทำดีที่สุดเท่าแม่คนหนึ่งที่ทำเพื่อครอบครัวและลูก ๆ แล้ว แม่สู้และอดทนมาตลอด แม่คิดว่าแม่ทำดี สุด ๆ แล้วแหละ แม่ภูมิใจไหมครับที่ลูก ๆ ประสบความสำเร็จ แม่ภูมิใจมาก มากที่สุด ในชีวิตก็ไม่คิดอะไรเลย นอกจากอยากให้ลูก ๆ เรียนจบ ประสบ ความสำเร็จ และมีการงานทำที่ดี หาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว 36
วางโครงเรื่อง ชื่อเรื่อง แม่ทองมี: ผู้หญิงเลือดนักสู้ จุดเน้นของเรื่อง : ความภาคภูมิใจที่เกิดเป็นเลือดนักสู้ (แรงบันดาลใจ) แก่นเรื่อง : ชีวิตของแม่ทองมี ไชยสงค์ที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา แม้จะล้มมาแล้วกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ก็ยืนหยัดจะสู้ เพื่อครอบครัว โครงเรื่อง 1. บทนำ แนะนำชีวิตของแม่ทองมี ไชยสงค์ จากความจนที่หล่อหลอมให้มาเป็นนักสู้ 2. บันไดแรกของชีวิต (เส้นทางการเป็นนักสู้) 3. ผู้หญิงที่เรียกว่า “เลือดนักสู้” (ผู้หญิงคนหนึ่งที่ต่อสู้กับความลำบาก) 4. น้ำตาเลือดนักสู้ (ชีวิตที่ต้องเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากจะให้เกิด) 5. น้ำตาของความภูมิใจ (ความภาคภูมิใจกับการที่เห็นลูกประสบความสำเร็จ) 37
เขียนเป็นสารคดีชีวประวัติ แม่ทองมี : ผู้หญิงเลือดนักสู้ “นักสู้” คำนี้เชื่อว่าใครหลาย ๆ คนก็อาจจะเอาคำนี้เป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเองอยู่ แต่จะมีสักกี่คนที่ เป็นเลือดนักสู้อย่างแท้จริง ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคหรือปัญหาต่าง ๆ เมื่อมีทุกข์หรือพบปัญหาและอุปสรรคใน ชีวิต หากคนเรามีความอดทน เข้มแข็งพอที่จะสามารถเปลี่ยนจากร้ายให้กลายเป็นเรื่องดี และจะพบกับ ความสุขของชีวิต ชีวิตเป็นตำราเล่มใหญ่ที่สุด หนาที่สุด มีชีวิตสั้นที่สุดน่าประทับใจที่สุดดูคล้ายจะอ่านง่าย แต่จริง ๆ แล้ว กลับเป็นตำราที่เข้าใจยากที่สุดน่าประทับใจที่สุด “ชีวิตคนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นได้” แม้จะ เกิดมาบน ความไม่พร้อม แต่หากรู้จักใช้ชีวิตและมีความพร้อมขยันหมั่นเพียรก็จะสามารถผลักดันตนเอง ให้ เดินไปในทางที่จะนำชีวิตสู่ความก้าวหน้า มีความสุข และประสบความสำเร็จได้ “แม่ทอง” เป็นผู้หญิง อายุกลางคน ผิวคล้ำ รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจ และอารมณ์ดีที่เธอภาคภูมิใจกับชีวิตของตนเอง แม้เธอต้องสู้กับชีวิตที่ลำบาก เธอเป็นผู้หญิงที่ใครหลาย ๆ คนก็บอกว่าเป็นคนขยัน และเป็นนักสู้ ที่มีหน้าตาที่สดใสร่าเริงสะดุดตา แล้ว เธอยังมีแววตาและคำพูดที่เด็ดเดี่ยวไม่เคยยอมแพ้กับอุปสรรค จึงทำให้มีใครหลาย ๆ คนบอกว่าเธอคือ ผู้หญิงนักสู้ไม่แต่เพียงภายนอกเท่านั้น แม้แต่ภายในจิตใจของเธอนั้นก็ต่อสู้กับความลำบากและอุปสรรค มากมาย ทุก ๆ เช้าของผู้หญิงชื่อทอง คือการตื่นเช้าเพื่ออาบน้ำแต่งตัวออกไปไร่ นั่งรถไถ ไปพร้อมกับสามีแต่ เช้าตรู่ นั่นคือการทำไร่อ้อย และมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของผู้หญิงคนนี้มาตลอดชีวิต “แม่ทองอายุ 47 ปี เป็นคนจังหวัดนครราชสีมา เป็นลูกคนโต มีน้องสาว 3 คน อยู่กับสามี และลูก ชาย 2 คน” “เธอเล่าว่าชีวิตของเธอก็เป็นชีวิตที่หาเช้ากินค่ำ รับจ้าง ธรรมดา ๆ ช่วยกันทำมาหากินกับสามีได้เงิน มาเลี้ยงดูลูก ๆ ให้พออิ่มและอยู่อย่างมีความสุขไปวัน ๆ และวันหนึ่งเธอที่ต้องทำงานหนักมาทั้งชีวิต และหวัง ว่าในช่วงบั้นปลายชีวิตจะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกลับต้องพลิกผันเพียงเพราะมีปัญหาเข้ามาในชีวิตครอบครัว ของเธอ นั่นก็คือลูกชายคนโตของเธอติดยาเสพติด” 38
บันไดแรกของชีวิต วันที่โชคชะตาไม่เข้าข้างผู้หญิงชื่อทอง ซึ่งเธอเกิดในครอบครัวที่ลำบากมาก เรียนจบแค่ชั้น ป. 6 เธอ เล่าว่า เธอมีช่วงชีวิตที่ไม่เหมือนคนอื่น ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ แม่ทองต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อที่จะขึ้นหลังควายกับ น้องสาวออกไปทุ่งนา เพื่อที่จะไปหาของกินมาทำกับข้าว ชีวิตแม่ทองวนอยู่แบบนี้ไปเรื่อย ๆ พอหลังจากกลับ จากทุ่งนา แม่ทองต้องรีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อที่จะไปโรงเรียน กับชุดนักเรียนที่ขาด ๆ และเก่า ซึ่งแม่ทองเล่าว่า สมัยนั้นได้เงินไปโรงเรียน แค่ 2 สลึง กลับจากโรงเรียนเธอต้องรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อที่จะต้องไปเอาควายเข้า คอก และไปหาปูปลาตามทุ่งนาเพื่อมาทำเป็นกับข้าว แม่ทองเธอเป็นผู้หญิงที่สู้ หาเลี้ยงน้องสาวของเธออีก 3 คน และพ่อแม่ ซึ่งเธอเป็นพี่สาวที่ต้อง รับผิดชอบต่อหน้าที่หลายอย่าง แต่แม่ทองบอกว่า ไม่เคยยอมแพ้ หรือน้อยใจในโชคชะตา ดีใจด้วยซ้ำที่เกิดมา เป็นลูกชาวนา แม่ทองใช้ชีวิตแบบนี้ไปจนเรียนจบ ป.6 และชีวิตของเธอก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เมื่อวันหนึ่งแม่ ทองเล่าว่า ต้องจากบ้านเพื่อเข้าไปทำงานในเมืองกรุง ซึ่งแม่ทองได้ทำงานเป็นแม่บ้านอยู่เป็นประจำจนวันหนึ่ง ได้แต่งงานกับสามี เธอจึงต้องได้กลับมาใช้ชีวิตที่บ้านอีกครั้ง เพื่อที่จะดูแลพ่อกับแม่ของเธอที่แก่ชรา เมื่อเธอใช้ชีวิตอยู่มาเรื่อย ๆ กับสามี จนมีลูกด้วยกัน 2 คน ซึ่งแม่ทองบอกว่า แม่ใช้ชีวิตในการดูแลลูก ๆ ทั้ง 2 เป็นอย่างดี แม่ก็ใช้อาชีพทำไร่ทำนาแหละที่เป็นการหาเงินเพื่อที่จะมาดูแลคนในครอบครัว แม่ทอง บอกว่าเธอทำงานหนักมาตั้งแต่เด็กจนโต เธอต้องสู้เพื่อครอบครัวและลูก ๆ เลยต้องออกไปทำไร่ทำนาและหา รับจ้าง เพื่อมาประทังชีวิตในครอบครัว เธอบอกว่ามีความสุขและภูมิใจกับการเกิดมาในครอบครัวที่ลำบาก “แม่ทองเล่าว่าพ่อกับแม่ของเธอ สอนให้เธอรู้จักเป็นคนที่อดทน และขยัน เธอจึงใช้ชีวิตที่มีความสุขและหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวเธอได้จนมีชีวิต ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ” แม่ทองมีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ก็ยังต้องทำงานหนักเพื่อลูกอยู่เสมอ และภาระที่หนักที่รออยู่ข้างหน้า แต่ก็มี หลายคนที่ดูถูกกับอาชีพหรือฐานะทางบ้านของเธอ แต่เธอบอกไม่เคยที่เก็บคำดูถูกเหล่านั้นมาทำให้เรารู้สึก เสียใจหรือน้อยใจ แต่นำเป็นแรงผลักดันในการใช้ชีวิต แม่ทองบอกว่า “คำว่าคนจน” เป็นสิ่งที่มีค่าราคาแพงสำหรับชีวิตเธอมาก เธอไม่เคยน้อยใจหรือเสียใจ ที่มีใครดุถูกอาชีพเธอ แต่เธอบอกว่าอาชีพนี้แหละที่ทำให้เธอเลี้ยงตัวเองและครอบครัวมาจนถึงทุกวันนี้ได้ แม่ทองเธอมีวาจาที่ชัดเจนและเข็มแข็งมากเธอบอกว่า ขอใช้ชีวิตนี้เพื่อครอบครัวและลูกของเธอ แม่ ทองเล่าว่า ขอใช้ร่างกายนี้ทำงานจนวันสุดท้ายของชีวิตเพื่อที่จะอยากเห็นอนาคตที่ดีของลูกเธอ เธอยอม 39
ทำงานหนักมาตั้งแต่เด็กจนวันนี้อายุ 47 ปี เธอบอกว่าเธอคิดมาตลอดว่าชีวิตนี้ที่เธอทำงานหนักทำเพื่อใคร เธอ บอกว่าทำเพื่อลูก ๆ มาตลอดและจะทำต่อไปจนวันสุดท้ายของชีวิต ผู้หญิงที่เรียกว่า “เลือดนักสู้” หลังจากที่ชีวิตแม่ทองยังต้องดิ้นรนกับชีวิตที่เรียกว่า “งานหนัก” มาจนถึงทุกวันนี้ แต่เธอบอกว่า ไม่ เคยยอมแพ้ เธอเล่าว่าชีวิตข้างหน้าไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง แต่ขอเลือกทำวันนี้ให้ดีที่สุดและได้ดูแลครอบครัว และพ่อแม่ให้ดีที่สุด แม่ทองเล่าว่า “ที่แม่ได้ทำไร่ทำนา ก็เพราะแม่เรียนจบแค่ ป.6 บ้านก็ยากจน พ่อกับแม่ไม่มีเงินส่งเรียน สูง ๆ สมัยก่อน ก็จบมาก็ออกมาทำไร่ทำนา หารับจ้างกินเช้าค่ำ แม่ก็เลยได้ทำมาจนถึงทุกวันนี้แหละ แม่ก็เคย ไปทำงานในกรุงเทพสมัยเป็นสาว (หัวเราะ) แม่ไปเป็นแม่บ้านให้เขา” แม่ทองมีความเป็นผู้นำในครอบครัว เธอต่างต้องทำงานหนักมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะลูกของเขาโตขึ้นทุก ๆ วัน เธอมีค่าใช้จ่ายที่หนักมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งค่าเทอมและค่ากินรายจ่ายในครอบครัว เมื่อเวลาผ่านไปที่ลูกทั้งสองเข้าเรียน ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น เธอก็ได้ส่งลูกเรียน แต่ผู้หญิงคนนี้ก็ต้องมา พบกับเหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น คือลูกชายคนโตออกจากการเรียน และเรียนไม่จบ ทำให้ผู้หญิงคนนี้ต้อง ดิ้นรนเพื่อหาเงินให้ลูกใช้ แม่ทองเล่าว่า “เวลาผ่านไปไม่นาน ต้องมาเสียน้ำตาอีกครั้งกับลูกชายคนโต เพราะติดยาเสพติด จะบอกว่าติดเพื่อนก็ไม่เชิง มันเป็นช่วงวัยรุ่น อยากรู้อยากลอง ห้ามก็ไม่ฟัง เอาแต่ใจตัวเอง” “แม่ทองเล่าว่าก็ได้แต่ทำใจ ทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้จะบอกจะสอนยังไงแล้ว เชื่อว่าสักวันหนึ่งที่เขาโตกว่านี้ คงจะคิดได้ และปรับตัวปรับนิสัยได้” ชีวิตผู้หญิงคนนี้ที่ต้องสู้กับอะไรบ้างก้ไม่รู้ แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ยอมแพ้ เธอเชื่อว่าสักวันหนึ่งก็คงจะ เป็นวันที่เขายิ้มได้ กินได้นอนหลับ ไม่ต้องมาคิดมากกับเรื่องหรือปัญหาต่าง ๆ น้ำตาเลือดนักสู้ “เสียใจมาก (น้ำตาซึม) แม่แทบจะกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ทุก ๆ วันแม่ต้องเห็นลูกเข้าบ้านดึก ๆ บางวัน แทบจะเช้า แม่ก็ไม่รู้จะด่าจะบอกยังไงแล้วเขาก็ไม่ฟัง ขอเงินแต่ละวันถ้าวันไหนไม่ได้ดั่งใจก็จะทุบข้าวของใน 40
บ้านพัง ด่าพ่อด่าแม่บ้าง กับข้าวที่แม่ทำให้กินถ้าไม่ถูกใจก็เททิ้งให้หมา แม่ก็ได้แต่นั่งทำใจไปในแต่ละวัน มี วันนึงแม่นั่งคิดไปร้องไห้ไปว่า สักวันหนึ่งเขาโตกว่านี้มีครอบครัวเขาก็คงคิดได้แหละมั้ง แม่ก็ได้แต่คิดอยู่ในใจ” แม่ทองไม่คิดเลยว่าผู้หญิงคนหนึ่งที่หาเช้ากินค่ำ ทำงานหนักเพื่อลูกมาตลอด ไม่คิดว่าวันนี้วันที่ลูกชาย คนโตเธอมาติดยาเสพติด และทำให้ครอบครัวอยู่ไม่เป็นสุข เธอต้องทุกข์ใจอยู่มานานหลายปี เสียใจกับ เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น “แม่ทองเล่าถึงเหตุการณ์ที่คืนที่เธอจะต้องจดจำไปชั่วชีวิต เหตุการณ์ที่ทำให้ผู้หญิงชื่อทองที่ต้องเสีย น้ำตา คืนวันเกิดเหตุแม่ทองเล่าว่า กลางดึกกำลังนอนหลับ ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น พร้อมกับคำพูดที่บอกว่า แม่ผมโดนจับ ซึ่งเธอได้แต่ตกใจและทำอะไรไม่ถูก ซึ่งเธอคิดแล้วว่า ลูกชายคนโตของเธอโดนจับยาเสพติดแน่ ๆ เธอรีบวางสายและออกไปหาลูกที่โรงพักกลางดึก” แม่ทองเล่าว่า “พอถึงโรงพักเธอได้คุยกับลูก และโมโหมาก แต่ที่ทำได้คือบอกตัวเองให้ใจเย็นที่สุด และได้พูดคุยกับลูกเขายอมรับกับแม่ว่าเล่นยาจริง ๆ และที่แม่ทำใจไม่ได้คือต้องเสียลูกไปให้กับการบำบัด หลายเดือน” ช่วงเวลาที่ผู้หญิงคนหนึ่งต้องเสียลูกไปให้กับการบำบัด เธอทำใจไม่ได้ เธอบอกว่ากินไม่ได้ นอนไม่หลับ คิดถึงลูกมาก ได้แต่นับนิ้วรอวันที่ลูกกลับบ้าน วันหนึ่งแม่ทองมีโอกาสได้ไปเยี่ยมลูก เธอเล่าว่า น้ำตาไหลออกมาไม่รู้ตัว ไม่คิดว่าวันหนึ่งต้องเจอลูก ของตัวเองต้องมาอยู่แบบนี้ ใช้ชีวิตแบบนี้ ซึ่งได้แต่บอกลูกตัวเองว่าให้สู้ อดทนเอา เดี๋ยวก็ได้ออกไปบ้านแล้ว ช่วงเวลาที่รอลูกชายคนโต ผู้หญิงคนชื่อทองก็ยังคงต้องทำงานหนักอยู่เหมือนเดิม ออกจากบ้านแต่เช้า มืดกว่าจะได้เลิกงานกลับบ้านแต่ละวันก็ตะวันตกดิน ชีวิตยังคงดำเนินไปเรื่อย ๆ กับการทำงานรับจ้างถอนมัน เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว แม่ทองเล่าว่า ค่าแรงแต่ละวันที่ไปทำงาน ก็ได้วันละ 1,000 บาท คนละ 500 กับพ่อ เธอบอกว่า ชีวิตต้องสู้หาไปวัน ๆ เพื่อลูก เพื่อพ่อกับแม่ที่แก่ลงทุก ๆ วัน ถ้าวันไหนไม่ไปทำงานก็ไม่รู้จะต้อง เอาเงินไหนมาใช้จ่าย การใช้ชีวิตเกือบหลายเดือนที่รอลูกชายคนโตนับได้ว่าเป็นความทุกข์ทรมานสำหรับหญิงคนเป็นแม่ อย่างมาก เธอเปรียบว่าเหมือนตกนรกทั้งเป็น ชีวิตที่ต้องพลัดพรากจากลูกที่เคยใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันมาตลอดทุก วัน แต่ใจของผู้หญิงคนนี้ยังเข็มแข็งและมองโลกในแง่ดีเพื่อรอวันเจอลูก 41
น้ำตาของความภูมิใจ “แม่สอนตลอด แม่บอกแทบทุกวัน ว่าถ้าวันนี้เราไม่ขยันไม่สู้ ไม่รู้จักทำมาหากิน จะมารอขอแต่เงินพ่อ แม่ก็คงไม่ได้ ครอบครัวเราไม่ได้รวย เราต้องรู้จักประหยัด และรู้จักทำมาหากิน แม่บอกลูกว่า อย่างน้อยเราเกิด มาครบถ้วนสมบูรณ์ เราต้องสู้ บางคนเขาไม่มีโอกาสเหมือนเราด้วยซ้ำแต่เขาก็ยังดิ้นรนหาทางเพื่ออยู่รอด แล้ว เราเป็นใครทำไมถึงจะไม่สู้ เรามีแขนมีขา มีกำลังที่หากิน นี่คือคำพูดของแม่ที่สอนลูก ๆ ตลอด” น้ำตาที่ไหลไม่เพียงแต่เป็นการเสียใจแต่เป็นการเสียน้ำตาให้กับลูกที่ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดใน ชีวิตของแม่ทองแล้ว คือความภูมิใจของหญิงคนเก่ง นักสู้ อดทน คนนี้ที่เฝ้ารอวันที่ลูกประสบความสำเร็จใน หน้าที่การงาน วันที่ผู้หญิงคนนี้คนชื่อทอง ได้เห็นลูกสวมชุดครุยรับใบปริญญา และสามารถที่จะสอบบรรจุเป็น ราชการครูตามที่ลูกใฝ่ฝันไว้ “แม่ภูมิใจมากที่เกิดมาในครอบครัวที่ยากจน แต่ตัวเองหาเงิน ยอมทำงานหนักทุกวันเพื่อที่จะส่งลูก เรียนหนังสือ และวันหนึ่งทั้งสองคน เขามีอนาคตที่ดี แม่ก็ดีใจมาก” แม่ทองเล่าว่า “ทุกวันนี้ตั้งแต่ลูกทั้งสองคนประสบความสำเร็จแม่ก็มีชีวิตที่ดีขึ้นมาก ๆ ลูก ๆ บอกแม่ ไม่ต้องทำงานหนักอีกแล้ว หลังจากที่ทำงานหนักมาตลอดเพื่อครอบครัว วันนี้ลูกสองคนขอเลี้ยงดูตอบแทนพ่อ แม่อย่างดีที่สุด ตอนนี้แม่ไม่คิดอะไรมากแล้ว ลูก ๆ เขามีการงานที่ดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เล่นยาแล้ว แค่ นี้ แม่ก็ดีใจ เขาส่งเงินมาให้แม่ใช้ทุกเดือน แม่ภูมิใจมากที่เขาเป็นคนกตัญญู” ไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงคนหนึ่งราวกับคนที่ไม่มีทุกข์ร้อนในชีวิตมากนัก กับชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้ ภายใต้ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเธอกลับซ่อนรอยน้ำตาเอาไว้ตลอดมา ถึงแม้ว่าชีวิตจะเจอกับ อุปสรรค และ ปัญหา หรือ เหนื่อยล้าจนทำให้ท้อมากมายสักเพียงใด ผู้หญิงคนนี้เชื่อเสมอว่าสิ่งเหล่านี้แหละ คือ บทเรียนที่ดีของเธอ เป็น บททดสอบที่ดีของเธอ และเป็นครูที่ดีของเธอ ว่าชีวิตนี้มีคุณค่ามากแค่ไหน สามารถเลือกในสิ่งที่จะทำ เลือก ในสิ่งที่ชีวิตเราจะมีความสุข ผู้หญิงคนนี้เชื่อเสมอว่าตัวเราเองต่างหากที่จะเลือกคุณค่าของชีวิตให้ตัวเราเอง เลือกความสำเร็จของชีวิตให้ตัวเราเอง ตั้งเป้าหมายชีวิตให้ชัดเจน มุ่งมั่น ขยัน อดทน ศรัทธาและเชื่อมันในตัว เรา 42
เขาใหญ ในความทรงจำ จุฑามาศ คอนจำนงค อุทยานแหงชาติเขาใหญ เปนอุทยานแหงแรกของประเทศไทย ที่มีความสำคัญทั้งในระดับโลก และ ภูมิภาค ดวยสภาพพื้นที่เปนเขาสูงที่เปนขอบของที่ราบสูงอีสาน ทำใหอุทยานเปนแนวดักน้ำฝน กอเกิดเปนแหลง ตนน้ำลำธารหลายสาย ที่กำเนิดความหลากหลายของพันธุพืช และสัตวปา อุทยานจึงเปรียบเหมือนบาน และ โรงเรียน ใหนักทองเที่ยวไดเขามาพัก และเรียนรูที่จะรักษและหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอุทยานแหงชาติเขาใหญมีชื่อเสียงในดานทิวทัศนอันเขียวขจี เนินเขา และน้ำตก ทำใหที่นี่เปนจุดหมาย ปลายทางยอดนิยมสำหรับผูรักธรรมชาติและผูชื่นชอบกิจกรรมกลางแจง กิจกรรมครอบครัว อยางเชน กางเต็นท ในพื้นที่ที่มีทิวทัศนที่สวยงามของทิวเขาและสายน้ำไหลผานและเปนสถานที่ที่เหมาะสำหรับการพักผอนและเติม พลังในสภาพแวดลอมที่เงียบสงบ ยอนกลับไปเมื่อประมาณสี่ปที่แลว ตัวฉันเองไดมีโอกาสไปกางเต็นทที่อุทยานแหงชาติเขาใหญ เรียกไดวา การไปเที่ยวพักผอนหยอนใจครั้งนี้ ไมไดมีการนัดลวงหนาแตอยางใด แตเปนการไปกะทันหัน ไมไดเตรียมตัวเลย เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2562 ชวงเที่ยงของวัน ฉันนั่งเลนอยูบริเวณหนาบานกับเพื่อน “เขาหนาหนาวแลว ไปกางเต็นทกันไหม?” “ไปไหม?” นาของฉันไดเดินเขามาซักถาม ซึ่งชวงนั้นเปนชวงปดเทอม ฉันและเพื่อนจึงตอบตกลง จากนั้นก็ไปเตรียมเก็บสัมภาระ เสื้อผา อุปกรณ แคมปปงตางๆ เมื่อเตรียมสัมภาระเสร็จสิ้นจึงออกเดินทาง 43
อุทยานแหงชาติเขาใหญตั้งอยูทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ มีอาณาเขตครอบคลุม 11 อำเภอ ของ 4 จังหวัด คือ จังหวัดสระบุรี จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดนครนายก สามารถเดินทางเขาถึง พื้นที่ไดโดยผานดานตรวจเก็บคาบริการอุทยานแหงชาติเขาใหญ ซึ่งมีจำนวน 2 ดาน คือ ศูนยบริการนักทองเที่ยว ศาลเจาพอ (ดานปากชอง) อำเภอปากชอง จังหวัดนครราชสีมา และศูนยบริการนักทองเที่ยวเนินหอม (ดานเนิน หอม) อำเภอเมืองปราจีนบุรี จังหวัดปราจีนบุรี ตองเกริ่นกอนวาตัวฉันเองอาศัยอยูที่อำเภอปกธงชัย จังหวัดนครราชสีมา การเดินทางไปที่อุทยาน แหงชาติเขาใหญ จึงสะดวกและรวดเร็ว เมื่อไปถึงอำเภอวังน้ำเขียว เราก็ไดแวะซื้ออาหารที่ตลาดสดศาลเจาพอ เพื่อนำไปประกอบอาหาร (ตลาดสดศาลเจาพอหรือตลาด 79 เปนตลาดสดเกาแก กลางหุบเขา และเปนตลาด แหงเดียวของอำเภอวังน้ำเขียว ซึ่งขายสินคาทุกชนิด ทั้งอุปโภคและบริโภค) เมื่อเดินทางไปถึงที่อุทยานแหงชาติเขาใหญ พวกเราเลือกที่จะไปกางเต็นทที่ผากลวยไมจากนั้นก็ชวยกัน ขนของ ลงจากรถ กางเต็นทเตรียมพื้นที่ เพื่อพักอาศัยและประกอบอาหาร เมื่อถึงชวงกลางคืนก็ไดตมสุกี้ยางกุง ยางปลาหมึกทานกัน พรอมดีดกีตารรองเพลง มีเสียงสัตวปารอง และมีกวางเดินอยูบริเวณนั้นดวย พรอมอากาศ ที่หนาวเย็น และมีไอความรอนจากอาหาร เมื่อรับประทานอาหารเสร็จเรียบรอย ก็ไปอาบน้ำพรอมเขานอน ซึ่ง ระหวางที่นอนหลับนั้น จะมีเสียงน้ำคางหยดตลอดทั้งคืน ชวงเดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ อากาศจะคอนขางหนาวเย็น โดยเฉพาะบริเวณเขาสูงและในเวลา กลางคืน ทองฟาสีครามแจมใสตัดกับสีเขียวขจีของปาไม หมอกที่ลอยเอื่อยไปตามทิวเขา ดวงอาทิตยกลมโตอยู เบื้องหนาไกลโพน เปนชวงที่มีนักทองเที่ยวนิยมมาพักผอนมากที่สุด 44
ผานไปอีกวัน ฉันตื่นตั้งแต 7 โมงเชา มาดูหมอก ภูเขา ตนไม รอบๆ บริเวณผากลวยไมมีหมอกหนา ปกคลุมพรอมกับหญาที่เปยกชุมจากน้ำคาง พวกเราก็ไดนั่งจิบโอวัลตินรอนและขนมปง จากนั้นก็ไปอาบน้ำ และไปถายรูปเก็บความทรงจำตามสถานที่ตางๆ ในอุทยานแหงชาติเขาใหญ จากนั้นเพวกราก็ไปแวะที่ 88 Coffee in Khaoyai คาเฟริมลำธาร ทามกลางธรรมชาติ ตนไมน้ำตก ขนาดเล็ก และสวนเขียวขจี ตั้งอยูในโรงแรมเขาใหญคีรีธารทิพยรีสอรท ภายในรานมีมุมถายรูปมากมาย ทั้ง สะพานแขวนทางเดินเขาราน เปลตาขายที่ยื่นออกไปที่ลำธาร เปนรานที่ขายทั้งอาหารคาว รวมทั้งมีเครื่องดื่ม และขนมหวานมากมายหลายชนิด ทางเดินไปรานเปนสะพานแขวนมองเห็นบรรยากาศของรานไดทั้งหมด ซึ่ง สรางแบบกลมกลืนธรรมชาติ เปนแบบซุมกระทอมมุงหลังคาจาก มีกิมมิคเกๆ ทั้งกังหันลมสุดเกที่นั่งแบบหอยขา และมุมไฮไลทของราน คือ แปลตาขาย เดินไปสุดทางจะพบกับสวนขนาดเล็กและสายน้ำตก ขางในเปนพื้นที่ของ รานกาแฟ ซึ่งมีพื้นที่ไมมาก จะสั่งเครื่องดื่มแลวนั่งทานภายในราน หรือออกมาหาที่นั่งดานนอกไดหลังจากถายรูป เสร็จ พวกเราก็ไดเดินทางกลับ 45
อุทยานแหงชาติเขาใหญเปนแหลงทองเที่ยวอันดับตนๆ ที่หลายคนนึกถึง เพราะการเดินทางที่สะดวก ไมไกลจากกรุงเทพฯ ขับรถไปไมกี่ชั่วโมงก็ถึง พรอมกับไดเจอบรรยากาศที่แตกตางจากเมืองหลวงอยางสิ้นเชิง หรือใครที่ไมมีรถสวนตัวก็สามารถเดินทางดวยรถโดยสารประจำทาง หรือรถไฟได ถูกใจนักทองเที่ยวที่ชอบทองปา สูดกลิ่นอายธรรมชาติ เพราะที่เขาใหญเต็มไปดวยเทือกเขาอันสวยงามและเขียวชอุม เปนที่ตั้งของอุทยานแหงชาติ ทำใหอากาศบริสุทธิ์ สดชื่นตลอดทั้งป การเดินทางไปเที่ยวพักผอน กางเต็นท แคมปปงครั้งนี้ ถือเปนครั้งแรกของฉันที่ไดไปที่อุทยานแหงชาติ เขาใหญ ซึ่งโดยสวนตัว ฉันรูสึกประทับใจและชื่นชอบที่นี่มาก เนื่องดวยบรรยากาศ ทิวทัศน ภูเขา ตนไม สัตวปา และสถานที่ทองเที่ยวมากมายภายในที่เดียวกัน ถามีโอกาสไดไปเที่ยวอีกครั้ง ก็จะกลับไปสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ อีก เรียกไดวาเปนการมาชารจพลังธรรมชาติอยางเต็มเปยม และทำใหรูสึกประทับใจในความดีงามของดินแดนที่ ตอบโจทยทุกความตองการ และครบรสแบบไมมีเบื่อนี้อยางเต็มที่ ซึ่งฉันก็เชื่อเสมอวาการออกเดินทางไดสอนอะไร ใหเราไดมากกวาในตำราหนังสือเรียน เพราะมันจะมาสรางประสบการณใหมๆ ใหเราไดสัมผัส ซึ่งทริปนี้ ถือวา เปนทริปในความทรงจำของฉันเลย 46
น้ำตกคลองลาน สายน้ำไหลจากผาสูงของจังหวัดกำแพงเพชร กรุพระเครื่อง เมืองคนแกร่ง ศิลาแลงใหญ่ กล้วยไข่หวาน น้ำมันลานกระบือ เลื่องลือมรดกโลก จังหวัดกำแพงเพชรเป็นเมืองเก่าที่นับว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัย ทวารวดี ปัจจุบันจังหวัดกำแพงเพชรเป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย เช่น อุทยานแห่งชาติคลองลาน อุทยานแห่งชาติแม่วงก์และยังเป็นที่ตั้งของอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ซึ่ง เป็นแหล่งมรดกโลกอีกด้วย น้ำตกคลองลาน เป็นน้ำตกขนาดใหญ่และเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามเป็นอย่างมากเพราะสายน้ำไหล จากผาสูงลงมาเป็นม่านสีขาว สามารถเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่น้ำตกจะไหลแรงและมีน้ำมากในช่วงฤดูฝน การ เล่นน้ำจึงต้องเป็นไปตามประกาศของทางอุทยาน ในส่วนของบรรยากาศโดยรอบโอบล้อมด้วยผืนป่าสีเขียวขจี มีความร่มรื่น เหมาะสำหรับมาพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างมาก น้ำตกคลองลานตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติคลองลาน อำเภอคลองลาน โดยอยู่ห่างจากที่ทำการ อุทยานแห่งชาติไปประมาณ 200 เมตร น้ำตกแห่งนี้เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ที่เกิดจากเทือกเขาขุนคลองลาน เขา คลองขลุง และเขาคลองสวนหมาก ซึ่งเป็นยอดเขาที่มีความสูงประมาณ 1,439 เมตร จากระดับน้ำทะเล ในฤดู ฝนสายน้ำจะไหลจากลำห้วยต่าง ๆ ประมาณ 5 สายลงสู่แอ่งน้ำกลางหุบเขา เกิดเป็นวังน้ำลึกและลำน้ำยาว ประมาณ 3 กิโลเมตร แล้วไหลผ่านหน้าผาลงมาเป็นน้ำตกคลองลานที่มีความสูง 100 เมตร กว้างประมาณ 40 เมตร ด้านล่างของน้ำตกเป็นธารน้ำที่ลงเล่นน้ำได้ บริเวณโดยรอบมีโขดหินน้อยใหญ่ สามารถชมวิวน้ำตกและ ป่าเขาได้อย่างเพลิดเพลิน 47