The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ฐานการเรียนรู้ เรื่อง การเพาะปลูก1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by วรารัตน์ มณีโชติ, 2020-11-02 04:00:45

ฐานการเรียนรู้ เรื่อง การเพาะปลูก1

ฐานการเรียนรู้ เรื่อง การเพาะปลูก1

นายคณุ าวฒุ ิ หอมเกตุ ตาแหน่ง พนักงานราชการ
โครงการชีววิถเี พื่อการพัฒนาอย่างยงั่ ยืน รว่ มกับ วทิ ยาลยั เทคนคิ ทุ่งสง

ฐานกิจกรรมการเรยี นรกู้ จิ กรรมการเพาะปลกู

ฟักเขียว หรือ ฟักแฟง (ช่ือวิทยาศาสตร์: Benincasa hispida; อังกฤษ: winter

melon) หรือท่ีเรียกสั้น ๆ ว่า "ฟัก" เป็นผักพื้นบ้านพืชล้มลุกจําพวกไม้เถาตระกูลแตงลํา ใบสีเขียว
ลักษณะหยักหยาบ ดอกมีสีเหลือง ผลกลมยาวมีนวลขาว ปลูกกันมากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เอเชียตะวนั ออก และเอเชียใต้

เป็นพชื ตระกลู เดยี วกบั แตง บวบ นอกจากใชผ้ ลท้ังอ่อนและแกม่ ารับประทานเป็นอาหารแล้ว
ยังสามารถใช้ใบอ่อน ยอดอ่อน มาต้มรับประทานได้ด้วย ผลของฟักนําไปประกอบอาหารคาวและ
หวานได้ มีการปลูกกันมากในประเทศจีนและปลูกกันมามากกว่า 2,000 ปีมาแล้ว ต่อมาก็แพร่หลาย
มาในประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทยเรามักเรียกว่าฟักเขียว มีลักษณะ
ลําต้นเล้ือย ลําต้นอ่อนจะมีขนสีขาวอยู่ทั่วลําต้น ลําต้นทอดเถายาว 2-3 เมตร มีดอกตัวผู้และดอก
ตวั เมียแยกกนั แต่อยูใ่ นต้นเดียวกัน ผลของฟกั เขียวจะเปน็ ลกั ษณะยาว หวั ท้ายมน เมอ่ื อ่อนจะมีสีเขียว
และเมื่อแก่จะมีสีเหลืองนวล มีขนสีขาวปกคลุม และมีไขคลุมอยู่ด้วย เม่ือแก่เน้ือของฟักเขียวจะแน่น
เป็นสีขาว ภายในมีเมล็ดเหมือนแตง ผลใหญ่จะมีเมล็ดมาก พันธุ์ต่างๆ ของฟักที่ปลูกกันอยู่นั้น
สามารถแบง่ ออกไดต้ ามรปู ร่างและขนาดของผลดงั น้ี

 พันธ์ุท่ีมีผลกลมยาว ใหญ่ (Cylindrical) ขนาดของผลจะใหญ่ยาว 1-2 ฟุต เส้นผ่าศูนย์กลาง
8-12 นิว้ มไี ขบนผิวมาก มกั เกบ็ รับประทานเม่ือผลแก่เต็มที่ เกบ็ รักษาไว้ได้นาน

 พันธุ์ผลกลมใหญ่ ผลมีขนาดอ้วนใหญ่ ผิวมีไขจับมาก มักปลูกตามภาคเหนือ เปลือกแข็งมาก
สามารถเก็บไว้ได้นานหลงั การเกบ็ เก่ยี ว

 พันธุผ์ ลกลมยาวแต่มีขนาดเล็ก รูปร่างยาวรี ยาวประมาณ 4-8 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 3-4 น้ิว
ผวิ ไม่มไี ขมาก

การเตรยี มปลูกและการปลูกฟัก
ฟักเขียวเป็นผักท่ีชอบอุณหภูมิสูงและแห้ง อุณหภูมิท่ีเหมาะสมในการปลูกคือ 20-25 องศา

เซลเซียส ถ้าความชื้นในบรรยากาศสูง จะทําให้ผลผลิตของฟักเขียวต่ํา เพราะการผสมละอองเกสร
ต้องใช้แมลงเป็นตัวช่วย และจะผสมได้ดีในสภาพความช้ืนสัมพัทธ์ในบรรยากาศตํ่า สําหรับดินท่ี
เหมาะสมต่อการปลูกคือดินท่ีร่วนและอุดมสมบูรณ์ มีการถ่ายเทของน้ําและอากาศท่ีดี และดินต้อง
สามารถอุ้มน้ําไดพ้ อสมควร

ในการเตรียมดินปลูกนั้นควรไถดินให้ลึกประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นอย่างน้อย ย่อยและใส่
ปุย๋ คอกเพอ่ื ทําให้สภาพของดินนน้ั ดีขน้ึ โดยท่ัวไปจะปลูกโดยหยอดเมล็ดลงในแปลงเลย โดยเอาเมล็ด
พันธ์ุหยอดหลุมละ 3-5 เมล็ดและให้นํ้าในดินชุ่มชื้น เม่ือฟักเขียวงอกได้ 12 วัน จะเริ่มมีใบประมาณ
3-4 ใบ ให้ทําการถอนแยกให้เหลือหลุมละ 2 ต้น หลังจากทําการถอนแยกแล้วให้ทําการปักค้าง
หลมุ ละ 2 หลกั

การเกบ็ เกี่ยวฟกั
ฟกั เขยี วสามารถเก็บเก่ียวได้เมื่อมีอายุ 75 วัน ถ้าเป็นพันธ์ุผลใหญ่จะเก็บเกี่ยวได้ช้า คือ อาจ

ต้องใช้เวลานานถึง 120 วัน โดยให้สังเกตดูการสร้างไขท่ีผิวของผล ในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองนั้น
จะต้องรอให้แก่เต็มที่ก่อน แล้วจึงเก็บเมล็ด แต่โดยปกติแล้วจะไม่ค่อยนิยมกันเพราะพบว่าเกิดการ
กลายพันธ์ุไดง้ ่าย

มะเขือยาว ช่ือสามัญ Eggplant มะเขือยาว ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum melongena

L. จัดอยู่ในวงศ์มะเขือ (SOLANACEAE) มะเขือยาวเป็นพืชที่ปลูกได้ง่ายเป็นพืชข้าม ปลูกได้ตลอด
ทั้งปี ทุกสภาพดิน ด้ังนั้นเราจะเห็นการปลูกพืชชนิดน้ีทั่วทุกภาคในประเทศไทย อีกท้ังยังมีอายุ
ค่อนข้างยืนยาว ทําให้เป็นที่นิยมในการปลูก ส่วนในการบริโภคน้ัน เรา นําส่วนผลมาบริโภค เป็น
ผักสด หรือสามารถนํามาประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ซึ่งทางเราได้เรียบเรียง วิธีปลูก มะเขือ
ยาว

มะเขือยาวจัดเป็นพันธุ์ไม้ล้มลุก อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุท่ีจําเป็นสําหรับร่างกาย
อยา่ งเช่น วิตามินเอ วติ ามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 5 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 วิตามิน
ซี วิตามินพี ธาตุแคลเซียม ธาตุเหล็ก ธาตุแมกนีเซียม ธาตุแมงกานีส ธาตุฟอสฟอรัส ซิงค์ สารไกล
โคอลั คาลอยด์ และสารต้านอนมุ ูลอิสระอย่างเทอร์ปีน เป็นต้น และยังมีเกลือแร่ต่าง ๆ สําหรับมะเขือ
ยาวสีม่วงน้ันจะมีวิตามินพีมากเป็นพิเศษโดยท่ัวไปในมะเขือยาวผิวสีม่วงจะมีวิตามินพีในปริมาณท่ี
มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ท่ีเป็นโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคความดันโลหิตสูง มีอาการอาเจียนเป็น
เลือด หรือโรคลักปิดลักเปิด ควรจะรับประทานมะเขือยาวเป็นประจํา เพราะจะทําให้อาการของโรค
ดังกล่าวทเุ ลาลงหรือหายได้

มะเขือยาว มีความสามารถในการดูดซับน้ํามัน จึงคาดว่าน่าจะช่วยยับยั้งการดูดซึมของ
คอเลสเตอรอลผ่านหนังลําไส้ได้ ด้วยความจริงน้ีเองหากจะรับประทานด้วยวิธีการทอดก็จะทําให้
มะเขอื ยาวดดู ซับนาํ้ มันเอาไว้ จึงควรใช้วธิ อี บแทน

การเพาะเมลด็ พนั ธุ์
1. นําเมล็ดพันธ์ุมะเขือยาวมาแช่ในนํ้าซ่ึงใช้สาหร่ายผงในอัตราส่วนกรัม10กรัม/นํ้า20ลิตร+

เช้ือราไตรโครเดอร์มา 200ซีซี/นํ้า20ลิตร +สารจับใบสําหรับชีวภัณฑ์ 2ซีซี/นํ้า20ลิตร ท้ิงไว้ 1 คืน
เพื่อสง่ เสรมิ ใหก้ ารงอกของเมล็ดและสําคัญย่ิงกว่าคือกําจัดเช้ือโรคพืชท่ีติดมากับเมล็ดพันธ์ุส่งเสริมให้
มะเขือยาวมีความต้านทานโรคพชื มากกว่าปกติ

2. เทคนคิ การเพาะที่ทาํ ให้ต้นกล้าแขง็ แรงสมบูรณก์ ่อนยา้ ยปลกู จะต้องเพาะเมล็ดให้งอกก่อน
ในวัสดุเพาะอย่างอื่น พีทมอสและขุยมะพร้าว โดยใช้ถาดหลุมเป็นที่เพาะเมล็ดเกลี่ยวัสดุเพาะให้เต็ม
หลุมถาดเพาะ ฝังเมล็ดมะเขือยาว 1/4 นิ้วลึก เกลี่ยกลบด้วยวัสดุเพาะการงอกของกล้ามะเขือยาว
ต้องการอุณหภูมดิ ินประมาณ 26.6-32.2 องศา

3. รดน้ําโดยใช้หัวสเปรย์ละเอียดให้ละอองนํ้าเพ่ือให้วัสดุเพาะช้ืนเมล็ดจะงอกใช้เวลา
ประมาณ 7-14 วนั หลังจากนนั้ ในวสั ดเุ พาะสําเรจ็ รูปที่อยูใ่ นถาดเพาะใชเ้ วลาอกี 14-15 วนั

4. จึงนําต้นกล้าย้ายปลูกได้ต้นกล้าที่จะย้ายลงปลูกในแปลงควรมีอายุการเพาะประมาณ
1 เดือนจึงย้ายไปปลูก ซ่ึงต้นกล้าจะต้องมีใบ 6-7 และความสูง 10-12 ซม. สูงส่วนต้นกล้าที่เล็กและ
ออ่ นแอให้เกษตรกรถอนท้ิงไมต่ ้องนําไปปลูก

สรรพคณุ ของมะเขอื ยาว
1. มสี ารช่วยตอ่ ตา้ นอนุมลู อสิ ระ
2. ชว่ ยยับยั้งการดูดซึมของคอเลสเตอรอลผ่านหนังลําไสไ้ ด้
3. มสี ่วนชว่ ยรักษาหลอดเลอื ดโลหิตและหัวใจใหเ้ ปน็ ปกติ
4. ช่วยปอ้ งกนั การเกดิ โรคความดนั โลหติ สงู
5. แคลเซยี มจากมะเขือยาวชว่ ยบํารงุ กระดูกและฟนั
6. ชว่ ยปอ้ งกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟนั
7. มสี ่วนชว่ ยเสริมสร้างการทาํ งานของระบบประสาทและสมอง พัฒนาดา้ นความจาํ
8. ใชเ้ ป็นยาแก้ปวด ดว้ ยการใชผ้ ลแห้งนาํ มาทําเป็นเม็ดยากินแกอ้ าการปวด
9. ช่วยขับเสมหะ ด้วยการใชผ้ ลแหง้ นํามาทําเป็นเมด็ ยากิน

10. ใช้แก้อาการปวดฟัน ฟันผุ ด้วยการใช้ดอกแห้งหรือสดนํามาเผาให้เป็นเถ้าแล้วบดให้
ละเอยี ด นาํ มาทาบรเิ วณทปี่ วด หรือจะใช้ขว้ั ผลสดนาํ มาตําให้ละเอียดนํามาพอกหรือทาบริเวณที่เป็น
ใช้รักษาแผลในช่องปาก ด้วยการใช้ข้ัวผลสดนํามาตําให้ละเอียดแล้วนํามาพอกหรือทาบริเวณท่ีเป็น
แผล

11. ช่วยให้ระบบขบั ถ่ายทาํ งานไดอ้ ย่างเป็นปกติและสะดวก

12. ใช้รักษาโรคบิดเร้ือรัง ถ่ายออกมาเป็นเลือด ด้วยการใช้ลําต้นและรากแห้งประมาณ 10
กรมั มาต้มเอานํา้ กิน หรอื ใชใ้ บแหง้ นํามาตาํ ให้เปน็ ผง กินประมาณ 6-10 กรัม หรือจะใช้ผลแห้งนํามา
ทําเป็นเม็ดยากินแก้อาการอุจจาระเป็นเลือด หรือจะใช้ขั้วผลแห้งประมาณ 60 กรัมนํามาต้มหรือ
นาํ ไปเผาให้เปน็ เถา้ บดให้ละเอยี ดแล้วนาํ มากนิ กไ็ ดเ้ ช่นกัน

13. แก้อาการตกเลือดในลําไส้ ด้วยการใช้ใบแห้งนํามาตําให้เป็นผง กินประมาณ 6-10 กรัม
หรือจะใช้ผลแห้งนาํ มาทาํ เป็นเม็ดยากนิ แกอ้ าการก็ได้ หรือจะใช้ข้ัวผลแห้งประมาณ 60 กรัมนํามาต้ม
หรอื นําไปเผาให้เป็นเถ้า บดให้ละเอยี ดแล้วนํามากินก็ได้เช่นกัน

14. ช่วยแกป้ สั สาวะขดั ด้วยการใช้ใบแหง้ นํามาตําใหเ้ ป็นผงกินประมาณ 6-10 กรมั
15. ช่วยรักษาโรคหนองใน ด้วยการใช้ใบแหง้ นํามาตาํ ใหเ้ ป็นผงกินประมาณ 6-10 กรมั
16. ใช้รักษาแผลมีหนอง ด้วยการใช้ดอกแห้งหรือสดนํามาเผาให้เป็นเถ้าแล้วบดให้ละเอียด
นาํ มาทาบรเิ วณทีป่ วด หรอื จะใชผ้ ลสดนาํ มาตําให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่เป็นแผล หรือจะใช้ข้ัวผล
สดนํามาตําใหล้ ะเอียด นํามาพอกหรือทาบริเวณทเี่ ป็นกไ็ ด้เชน่ กนั
17. รักษาแผลเท้าเป่ือยอักเสบ ด้วยการใช้ลําต้นและรากสดนํามาตําจนละเอียด คั้นเอาน้ํา
แลว้ นํามาทาบริเวณทเี่ ปน็ แผล
18. รักษาแผลที่เกิดจากพยาธิปากขอเจาะไชเท้า ด้วยการใช้ใบต้มกับนํ้าล้างบริเวณท่ีเป็น
แผล
19. ใช้รกั ษาโรคผวิ หนังเรอื้ รัง ผดผน่ื คันตามผวิ ด้วยการใช้ผลสดนาํ มาตาํ ใหล้ ะเอียดแล้วพอก
บริเวณที่เปน็ รกั ษาผวิ หนงั เป็นปน้ื ขาวหรือแดง ด้วยการใช้ข้วั ผลทีแ่ ห้งแล้วนํามาคลุกผสมกับกํามะถัน
จากนั้นกบ็ ดใหล้ ะเอียดแล้วนาํ มาทาบรเิ วณทเ่ี ป็นป้นื
20. ช่วยรักษาฝี ด้วยการใช้ขั้วผลสดนํามาตําให้ละเอียด นํามาพอกหรือทาบริเวณที่เป็นฝี
หรือถ้าเป็นฝีหลายหัวบริเวณหลังแต่หนองยังไม่แตก ให้นําใบสดมาตําจนละเอียดแล้วผสมกับ
นํ้าส้มสายชูสีดาํ นํามาต้มแล้วพอกบรเิ วณที่เปน็ ฝี
21. ใช้ล้างแผลหรือนํามาพอกบริเวณท่ีเป็นแผลบวมเป็นหนองหรือแผลที่เกิดจากการถูก
ความเย็น ดว้ ยการใชใ้ บนาํ มาต้มเอานาํ้ แล้วนาํ มาล้างแผลหรือพอกบรเิ วณท่เี ปน็ หนอง
22. รักษาอาการเจ็บหัวนมหรือหัวนมแตกของผู้หญิง ให้ใช้ผลแก่จัดนํามาตากในร่มจนแห้ง
แลว้ นาํ ไปเผาจนเป็นเถ้าแล้วบดใหล้ ะเอยี ดผสมกบั นํา้ แลว้ ใช้ทาบริเวณท่ีเจ็บ

ชอ่ื สามัญ : ถั่วพู, winged bean, princess bean
ช่อื วิทยาศาสตร์ : Psophocarpus tetragonolobus
วงศ์ : Leguminosae

ถ่ัวพู มักถูกเรียกผิดๆ ว่า ถ่ัวพลู เป็นประจํา ท่ีจริงต้องเรียกว่า ถั่วพู จึงจะถูกต้อง ผู้เขียน

เห็นใครเรียกถ่ัวพลู จะหงุดหงิดทุกคร้ังไป คนตั้งช่ือเขาคิดดีคิดถูกแล้ว ท่ีเรียกว่า ถั่วพู ก็เพราะ
ลกั ษณะของฝกั จะเป็น พู มี 4 แฉก ซง่ึ ตรงกับ คอมมอนเนม ภาษาอังกฤษว่า winged bean

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ถั่วพู เป็นไม้เลื้อย อายุหลายปี (Herbaceous perennials plant) เมื่อถึงวัยแก่เต็มท่ี

ส่วนลําต้นท่ีเป็นเถาเหนือดินก็จะแห้งเห่ียวตายไป เหลือไว้เพียงหัวหรือลําต้นใต้ดิน แอบซุ่มรอคอย
เวลาเจรญิ เติบโตได้ในฤดูฝนถดั ไป ดอกถั่วพจู ะเป็นชนดิ ดอกสมบูรณเ์ พศ กลบี ดอกมสี ีม่วงออ่ นอมขาว

หากมีค้างให้ก็สามารถเลื้อยไปได้ไกลๆ ระบบรากของถั่วพูจะแข็งแรงมาก มีจํานวนปม
จุลินทรีย์ (Rhizobium) ท่ีช่วยตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้มากกว่าถ่ัวชนิดอื่นด้วยกัน จึงเหมาะ
สําหรับปลูกบํารุงดินหลังการเก็บเก่ียวพืชหลักอย่าง ข้าว อ้อย หรือมันสําปะหลัง ทั้งยังทําเป็นพืช
อาหารสัตว์ได้ดีด้วย แถมยังช่วยป้องกันดินพังทลาย เน่ืองจากการชะล้างของฝนบนพื้นท่ีลาดชันได้
เป็นอย่างดี

สรรพคณุ และการใช้ประโยชน์
ถ่ัวพู กินไดท้ กุ ส่วนจริงๆ ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอก ฝักอ่อน กินสดๆ จ้ิมนํ้าพริก หรือจะลวกสัก

หน่อยก็ได้ไม่ว่ากัน ไม่ว่าจะเป็น แกงจืด ผัดนํ้ามันหอย ชุบแป้งทอด ยํา หัวใต้ดินขุดข้ึนมาแปรรูป
เช่ือม ต้ม เผา เหมือนมันเทศ หรือมันฝร่ังได้เลย แถมมีโปรตีนสูงอีกด้วยต่างหาก เมล็ดถั่วพู มีกรด
ไขมนั ไม่อมิ่ ตวั ท่ีเปน็ ประโยชน์อยถู่ งึ กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ สามารถช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้เป็นอย่าง
ดี และทําเปน็ เคร่ืองสําอางประทินโฉม บาํ รุงผวิ พรรณ ใหช้ มุ่ ชืน้ ไดไ้ มแ่ พ้พชื อ่ืนๆ

วิธกี ารปลูก
เก็บเมลด็ แก่มาเพาะในถงุ ดํา หรือในกระบะเพาะชํา หรือถ้าจะปลูกลงดินเลย ก็ขุดหลุมกว้าง

1 ฟุต ลึก 1 ฟุต รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอก เศษใบไม้ผุๆ กาบมะพร้าวสับช้ินเล็กๆ ผสมด้วยนํ้าหมัก
จุลินทรีย์ EM คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วจึงหยอดเมล็ดลงไปหลุมละ 4-5 เมล็ด กลบดินบางๆ รดนํ้าให้
ชุ่มเช้า-เย็น รอสัก 10 วัน ต้นถั่วพูน้อยๆ ก็จะงอกข้ึนมา ให้เราถอนแยก เลือกเอาต้นที่สมบูรณ์ไว้ 2
ต้น ต่อหลุม พออายุได้ 15 วัน ก็หาไม้ไผ่มาทําค้างให้เล้ือย หากไม่มีที่พอ จะปลูกในกระถางก็ได้
เช่นกัน หรือหากระถางไม่ได้แต่อยากปลูกจริงๆ จะแนะให้ง่าย ซื้อดินถุงสําเร็จรูปมาเลย สัก 4-5 ถุง
เอามีดคมๆ กรดี กากบาท เจาะเปน็ ช่องพอสมควร หยอดเมลด็ ลงไป สัก 5-6 เมล็ด รดนํ้าให้ชุ่ม สมมุติ
วา่ บ้านเป็นตึกแถว ไม่มีไม้ไผใ่ ช้ ใหซ้ อ้ื ท่อนา้ํ เอสลอ่ น ขนาด 1 นว้ิ มาตดั ตอ่ ทาํ เปน็ ซมุ้ แทนไม้ไผ่กไ็ ด้

บวบหอม ชื่อสามัญ Sponge gourd, Smooth loofah, Vegetable sponge, Gourd towel.

บวบหอม ชื่อวิทยาศาสตร์ Luffa cylindrica (L.) M.Roem. จดั อยูใ่ นวงศ์แตง (CUCURBITACEAE)
บวบหอม เช่นเดียวกับบวบเหล่ียม เราใช้ผลบริโภคเป็นผัก โดยทั่วไปจะทําให้สุกก่อน

รับประทานด้วยการต้ม ผัด ชอบขึ้นในที่อากาศร้อน เป็นพืชอายุปีเดียว ผลของบวบหอมที่แก่แล้ว มี
เส้นใยนํามาใช้ประโยชน์ในการถูตัว ล้างถ้วยชามและสามารถนํามาใช้กรองนํ้าเสียในโ รงงาน
อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นทสี่ นใจในหลายประเทศ เมลด็ ของบวบหอมนํามาสกัดน้ํามันใช้ในการปรุงอาหาร
ได้ ลําต้นเป็นเถาเลื้อย สีของลําต้นเขียวเข้มกว่าบวบเหล่ียม ใบก็มีสีเขียวเข้มกว่า ใบหนาและหยาบ
กว่า แต่ขนาดเล็กกว่าบวบเหลี่ยม แต่มีดอกตัวผู้แยกกับดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน เช่นเดียวกับ
บวบเหลีย่ ม เมลด็ ของบวบหอม ผิวเรียบและขอบๆเมล็ดน้ันเปลือกเมล็ดจะมีรูปร่างคล้ายปีกโดยรอบ
เมล็ด

สภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสมกับการเจริญเติบโต เช่นเดียวกับบวบเหล่ียม บวบหอมขึ้นได้ใน
ดินแทบทุกชนิด ต้องการความชื้นในดินสูงสม่ําเสมอ ตลอดฤดูปลูกต้องการแสงแดดเต็มท่ีตลอดวัน
อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 20 องศาเซลเซียส

การเตรียมดินและการปลูก เช่นเดียวกับบวบเหล่ียมยกร่อง และแต่ละร่องปลูก 2 แถว
ระยะปลูก 75 – 100 ซม. หยอดเมล็ด 3 – 5 เมล็ด และถอนท้ิงให้เหลือ 2 ต้นต่อหลุม และปักค้าง
เช่นเดยี วกับบวบเหล่ยี ม จํานวนเมลด็ 2 – 4 ลิตร เพยี งพอสาํ หรับการปลกู ในแปลงปลกู พนื้ ที่ 1 ไร่

การดูแลรักษา
การให้น้ํา ให้นํ้าให้เพียงพอสมํ่าเสมอตลอดฤดูปลูก และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในช่วง

ออกดอกและตดิ ผล

การให้ปุ๋ย
ให้ใส่โบกาฉิท่ีผลิตข้ึนในสัดส่วน 1 กํามือ และควรให้ปุ๋ยคอกเร่งการเจริญเติบโตใน

ระยะแรก แตต่ ้องระวงั อย่าใหม้ ากเกนิ ไป บวบจะแตกใบมาก ให้ผลน้อย เรียกว่าอาการเฝือใบ ควรให้
เมือ่ งอกแลว้ 1 สัปดาห์

การเกบ็ เกีย่ ว
อายุการเก็บเก่ียวเพื่อรับประทานสด ประมาณ 50 – 60 วัน หลังจากหยอดเมล็ด จะเก็บ

ผลขณะที่ผลยังอ่อนอยู่ บวบหอมน้ีกสิกรมักเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง ในกรณีที่เก็บเมล็ดเอง ทิ้งบวบไว้
ให้แก่แล้วจึงเก็บมาแคะเมล็ด ถ้าจะใช้เส้นใยควรท้ิงบวบไว้ให้แห้งติดต้น เฉล่ียผลผลิตของบวบสดได้
1,000 กก./ไร่ ผลผลิตจะให้ดีถ้าปลูกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์ เนื่องจากบวบหอมมีผิว
ของผลเรียบ ไมม่ เี หล่ยี ม ดังนั้นจงึ ให้เนื้อมากกวา่ บวบเหลย่ี ม

ชอ่ื วิทยาศาสตร์ Acacia Insuavis, Lace
วงศ์ MIMOSEAE
ชอ่ื อื่นๆ ผักหละ (เหนอื ), ฝา่ เซง้ ดู่,พซู เู ด๊าะ (กระเหรยี่ ง,แมฮ่ ่องสอน) โพซยุ โดะ (กระเหรยี่ ง,
กาํ แพงเพชร), อม (ใต้), ผ้กขา (อดุ รธานี,อีสาน),
ผกั หล๊ะ (ไทยยอง)
ลักษณะ :

ชะอม เป็นไม้พุ่มขนาดย่อมแต่เคยมีพบชะอมในป่าลักษณะเป็นต้นไม้ใหญ่วัดเส้นรอบวง

ของลําตน้ ได้ 1.2 เมตรไม้ชะอมทีป่ ลกู ตามบ้านจะพบในลักษณะไม้พุ่มและเจ้าของมักตัดแต่งกิ่งเพื่อให้
ออกยอดไม่สู่เกินไปจะได้เก็บยอดได้สะดวกตามลําต้นและก่ิงก้านมีหนามแหลมใบเป็นใบประกอบ
ขนาดเล็กมีก้านใบแยกเปน็ ใบอยู่ 2 ทางลักษณะคล้ายใบกระถินหรือใบส้มป่อยใบอ่อนมีกล่ินฉุนคล้าย
กล่ินลูกสะตอใบเรียงแบบสลับใบย่อยออกตรงข้ามกัน ใบย่อรูปรี มีประมาณ 13-28 คู่ขอบใบเรียบ
ปลายใบแหลมดอกออกที่ซอกใบสีขาวหรือขาวนวลดอกขนาด เล็กและเห็นชัดเฉพาะเกสรตัวผู้ที่เป็น
ฝอยๆ

คณุ ค่าทางอาหาร
ยอดชะอมใบอ่อนมรี สจืดกล่ินฉนุ (กลิ่นหอมสขุ มุ ) ชว่ ยลดความร้อนของร่างกายยอดชะอม

100 กรัมใหพ้ ลงั งานกบั สุขภาพ 57 กิโลแคลอรป่ี ระกอบดว้ ยเสน้ ใย 5.7 กรมั แคลแซียม 58 มิลลกิ รมั

ฟอสฟอรัส 80 มลิ ลกิ รัมเหล็ก 4.1 มลิ ลิกรมั วิตามินเอ 10066 IU วิตามินบีหนงึ่ 0.05 มิลลกิ รัม
วติ ามินบสี อง 0.25 มลิ ลิกรัมในอาซนิ 1.5 มลิ ลิกรมั วิตามินซี 58 มลิ ลิกรมั

ประโยชน์
ส่วนที่เป็นผัก/ฤดูกาล "ยอดอ่อนใบอ่อน" เป็นไม้ท่ีออกยอดท้ังปีแต่จะออกมากในฤดูฝน

ชาวเหนอื นิยมรบั ประทานยอดชะอมหนา้ แล้งเพราะผักชะอมหน้าฝนจะมีรสเปรี้ยวกลิ่นฉุนบ้างคร้ังทํา
ให้ปวดท้องการปรุงอาหารชะอมเปน็ ผกั ทร่ี ับประทานได้ในทุกภาคของเมืองไทยวิธีการปรุงเป็นอาหาร
คือ รับประทานเป็นผักจิ้มโดยการลวกหรือนึ่งให้สุกหรือใช้ยอดอ่อนใบอ่อนเด็ดเป็นชิ้นส้ันๆ แล้วชุบ
กับไข่ทอดรับประทานร่วมกับน้ําพริกกะปิชาวเหนือรับประทานร่วมกันส้มตํามะม่วงตําส้มโอ
นอกจากน้ีชาวเหนอื และชาวอีสานยังนิยมนําไปปรุงเป็นแกงเชนชาวอีสานมักนําไปแกงรวมกับปลาไก่
เนอื้ กบเขียดต้มเปน็ ออ่ มหรอื แกงแกงลาวและแกงแคของชาวเหนือเป็นตน้

สรรพคณุ ทางยา
ใบอ่อนที่เรามักนํามาประกอบอาหารน้ันก็มีสรรพคุณช่วยลดความร้อนในร่างกาย รากแก้

ทอ้ งเฟอ้ ขับลมในลาํ ไส้ มวี ติ ามินเอสูง เป็นสารตา้ นอนมุ ลู อสิ ระ แต่สาํ หรับคณุ แม่ท่ีเพ่ิงมีลูกอ่อนน้ันไม่
ควรกินชะอม เพราะจะทําให้นํ้านมแห้ง ราก แก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมในลําไส้ แก้ลิ้น
อกั เสบเป็นผื่นแดง

ชะอมเป็นไม้พุ่มขนาดย่อม แต่เคยมีพบชะอมในป่า ลักษณะเป็นต้นไม้ใหญ่ วัดเส้นรอบวง
ของลําต้นได้ 1.2 เมตร ไม้ชะอมทีปลูกตามบ้าน จะพบในลักษณะไม้พุ่ม และเจ้าของมักตัดแต่งกิ่ง
เพ่ือให้ออกยอดไม่สูงเกินไป จะได้เก็บยอดได้สะดวก ตามลําต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม ใบเป็นใบ
ประกอบขนาดเลก็ มีกา้ นใบแยกเป็นใบอยู่ 2 ทาง ลักษณะคล้ายใบกระถินหรือใบสม้ ปอย

วธิ ีการขยายพนั ธ์ชุ ะอม
สามารถทําได้โดย การตอนกิ่ง และการปักชํากง่ิ หรอื การโนม้ กงิ่ ชะอมฝงั ดินทําให้

แตกรากใหม่เกิดเปน็ ตน้ ใหม่เพิม่ ข้ึน เกษตรกรสามารถทาํ การขยายพนั ธุเ์ องได้ หรือหาซื้อกง่ิ พันธุ์ได้
ตามรา้ นขายก่งิ พนั ธุไ์ มท้ ่ัวไป วิธกี ารปลกู ชะอม ถา้ ใช้ก่งิ ตอนจะนิยมยกร่องแล้วขุดหลุมปลูกบนรอ่ ง

ผักหวานบ้าน ชื่อวิทยาศาสตร์ Sauropus androgynus (L.) Merr. (ช่ือพ้อง

วิทยาศาสตร์ Sauropus albicans Blume) จัดอยใู่ นวงศม์ ะขามปอ้ ม (PHYLLANTHACEAE)
ผักหวานบ้าน มีชื่อท้องถ่ินอื่น ๆ ว่า ผักหวาน (ทั่วไป), มะยมป่า (ประจวบคีรีขันธ์),

ผักหวานใต้ใบ (สตูล), กา้ นตง จ๊าผักหวาน ใต้ใบใหญ่ ผักหลน (ภาคเหนือ), นานาเซียม (มลายู-สตูล),
ตาเชเคา๊ ะ โถหลยุ่ กะนเี ต๊าะ (กะเหรย่ี ง-แม่ฮ่องสอน) เปน็ ตน้

เป็นไม้พุ่ม ต้นแข็ง สูง 0.5-2 เมตร ก่ิงก้านค่อนข้างเล็ก ทรงตั้งตรง เปลือกต้นขรุขระสี
นํา้ ตาล กิง่ ออ่ นสเี ขียวเข้ม กิง่ แก่สเี ขยี วปนเทา ผิวเปลือกเรียบ ใบเปน็ ใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย
แตกเป็นคู่สลับ ใบย่อยกลมขอบขนาน หรือค่อนข้างเป็นส่ีเหลี่ยมขนมเปียกปูน กว้าง 2-3 เซนติเมตร
ยาว 3-5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ขอบใบเรียบ มีหูใบเป็นแผ่นเล็กๆ ที่โคนก้านใบ
ก้านใบส้ันดอกสีเขียวอมเหลือง และนํ้าตาลแดง หรือม่วงแดง หรือแดงเข้ม เป็นกลุ่ม 2-4 ดอก
ดอกเปน็ ดอกเดี่ยว ออกซอกใบ ติดผลกลมมีพู คล้ายผลมะยม แต่มีแค่ 3 พู ผลสีขาวนวล ออกสีชมพู
เร่อื ๆ เส้นผา่ ศนู ยก์ ลาง 1-1.5 เซนตเิ มตร ฐานผลสแี ดงหรือชมพูเข้ม ติดผลใต้ใบ สวยงามมาก มีเมล็ด
เปน็ รปู สามเหลย่ี มสีดํามันเล่ือม

การปลูกผักหวานบ้าน ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกขยายพันธ์ุง่ายมาก ไม่ยุ่งยากเหมือนพืชอ่ืน ถ้าใช้
ขยายพันธ์ุด้วยเมล็ด ก็เก็บเอาผลแก่ท่ีแก่จัด สังเกตได้จากผลจะเร่ิมแตกตามรอยร่องพู เมล็ดสีดํา
นําไปผ่ึงลมให้เริ่มแห้ง แช่นํ้า แล้วนําไปเพาะในกระบะเพาะที่ผสมดิน ทราย แกลบ เม่ืองอกและ
เจริญเติบโต ผลิใบ 2-3 ใบ ย้ายไปปลูกหรือไปเพาะเลี้ยงในถุงให้โตพอเหมาะท่ีจะนําไปปลูกลง
แปลงได้ อายุประมาณ 6 เดือน นําลงแปลงปลูกอีกวิธีหนึ่ง คือ การชํากิ่ง โดยตัดกิ่งกึ่งอ่อนก่ึงแก่
จากต้นแม่ ยาวท่อนละ 3 ข้อ หรือประมาณ 20 เซนติเมตร ปักชําในกระบะทราย ผสมแกลบและดิน

ไว้ในทแ่ี สงแดดราํ ไร ประมาณ 45-60 วนั สามารถย้ายลงแปลงปลูกได้ หรอื จะปกั ชําลงถุงดิน เพ่ือการ
เคล่อื นยา้ ยได้สะดวก หรือสําหรับจําหน่าย แล้วแตค่ วามตอ้ งการ และเหมาะสมกบั สถานการณ์

ผักหวานบ้าน เปน็ พชื ท่ีเจรญิ เตบิ โตง่ายกับทกุ สภาพอากาศ ทกุ สภาพดิน ขอให้มีปริมาณนํ้า
หรือความช้ืนมาก ดินดี นํ้าดี มีปุ๋ยบํารุงดี จะเจริญเติบโตได้ดีมากกว่าสภาพท่ีแล้ง และปลูกครั้งเดียว
ยนื ตน้ ใหเ้ ก็บยอดกินได้หลายปี ถา้ คอยดแู ลอายจุ ะยนื ยาว

การปลูกผกั หวานบา้ น
การเตรียมดินขึ้นแปลง ปลูกระยะ 1×1 เมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกที่แห้ง หรือปุ๋ยหมักที่

ย่อยสลายตัวดีแล้ว หลุมละ 1-2 กิโลกรัม ผสมดินก้นหลุม หรือถ้าเป็นไปได้ มีทุนพอที่จะใช้โบกาฉิ
ผสมลงรองก้นหลุมด้วย ใช้โบกาฉิ อัตรา 10-20 กรัม ต่อหลุม ปลูกผักหวานหลุมละ 1 ต้น เม่ืออายุ
90 วัน หลังย้ายปลูก 60 วัน สามารถเก็บเก่ียว โดยเด็ดยอดอ่อนไปบริโภค หรือจําหน่ายได้ และอีก
15 วัน ยอดชุดใหม่จะแตกออกมาให้เก็บ เป็นอย่างนั้นทั้งปี ถ้าสภาพแวดล้อมดี ผลผลิตเฉลี่ย 3,500
กิโลกรัม ต่อไร่ ถ้าขยันดูแลรักษา ใส่โบกาฉิ ให้น้ําสมํ่าเสมอ ส่วนโรคแมลงศัตรูผักหวานมีน้อยมาก
เท่าที่มีประปราย คือ เพล้ียอ่อน เพลี้ยแป้ง แต่ก็มีศัตรูธรรมชาติช่วยควบคุมดูแลอยู่ เช่น มดง่าม
มดแดง เลยทําให้หมดหว่ งเรื่องการปราบศตั รพู ืชดว้ ยการใชส้ ารเคมี

คุณประโยชนผ์ ักหวานบา้ น
ผักหวานบ้าน เป็นพืชอาหารที่ชาวบ้านนิยมมากชนิดหนึ่ง ใช้ใบอ่อนยอดอ่อนนํามาปรุง

อาหารเป็นแกงเลียงผัก แกงแค แกงส้ม ผักหวานไฟแดง ลวก ผักต้มกะทิ ผัดฉาบน้ํามัน จ้ิมนํ้าพริก
รสชาตหิ วานกรอบอร่อย สมดงั ช่ือผกั หวาน

ผักหวานมีคุณค่ามากมาย โดยเฉพาะวิตามินเอที่ช่วยบํารุงสายตา มีมาก 8,500-16,500
ปริมาณใบยอดอ่อน 100 กรัม ให้พลังงาน 39 กิโลแคลอรี่ มีส่วนประกอบของน้ํา 87% เป็นเถ้า 1.8
กรัม เสน้ ใยอาหาร 2.1 กรัม โปรตีน 0.1 กรัม ไขมัน 0.6 กรัม คาร์โบไฮเดรต 8.3 กรัม แคลเซียม 24
มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 68 มิลลิกรัม เหล็ก 1.3 มิลลิกรัม วิตามินบีหนึ่ง 0.12 กรัม วิตามินบีสอง 1.65
มลิ ลกิ รมั วติ ามนิ บสี าม 3.6 มลิ ลกิ รมั

ที่สําคัญและหาไม่ค่อยได้จากพืชอ่ืนคือ วิตามินเค ท่ีมีผลเก่ียวกับการบํารุงตับ และทําให้
เลือดท่ีออกบาดแผลแขง็ ตวั อีกทง้ั เปน็ ตวั ทที่ ํางานกบั วิตามินดี ควบคุมปริมาณแคลเซียมในร่างกายให้
ปกติ แนะนําไม่ควรรับประทานเป็นผักสดปริมาณมาก เพราะมีสาร papaverine มีพิษต่อปอด เวียน
ศีรษะ ทอ้ งผูก

ผักหวานบ้าน หมอพ้ืนบ้านใช้ประกอบเป็นยารักษาโรคได้มากกว่า 30 ชนิด ทั้งส่วนราก
ต้น ใบ สามารถใช้รักษาโรคเลือด แก้ขัดปัสสาวะ เป็นยาขาง โรคท่ีมีอาการเสียดข้าง เสียดท้อง ไอ

เจ็บคอ ปากเหม็น คอพอก นํา้ ยาหยอดตาแกต้ าอักเสบ แผลในจมูก แผลในปาก ฝ้าขาวทารก โรคคาง
ทูม ฝีหนอง ส่วนประกอบยาเขียว ใช้รักษากระทุ้งพิษไข้ และอีกหลายโรคภัยที่ผักหวานบ้านรักษาได้
ในเมื่อผักหวานบ้านมีประโยชน์มากมาย ปลูกง่าย ตายช้า เป็นผักประจําบ้านได้ เป็นไม้ประดับก็ได้
ปลูกเปน็ ร้วั บ้าน เขตทดี่ นิ ทสี่ วนเราก็ควรท่ีจะนํามาปลูกไว้สักต้นสองต้น ลงดินหรือปลูกลงกระถางก็ดู
ดี มีเวลาและโอกาสปลูกกันไว้เถิดครับทุกท่าน หรือใครมีพ้ืนท่ีมากๆ จะทําเป็นสวนการค้า เปิดเป็น
รา้ นอาหารบา้ นสวนผักหวาน ประเภทเป็นผักพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น ผักอินทรีย์ ดื่มดํ่าธรรมชาติ จะมี
ใครกล้าปฏิเสธไม่เข้าอดุ หนนุ หรือ

ผักบุ้งแก้ว เป็นพืชท่ีอยู่ในวงศ์ผักบุ้ง (Convolvulaceae) มีช่ือทางวิทยาศาสตร์ว่า

Ipomoea aquatica พบได้บริเวณแม่นํ้าลําคลองเพราะเจริญเติบโตในนํ้าได้ดีกว่าบนดิน มักสานตัว
เปน็ กลุม่ และลอยตวั บนผิวนํ้าชูสว่ นยอดหรือบริเวณสเี ขียวเพือ่ สงั เคราะหแ์ สง โดยท่ัวไปแล้วผักบุ้งไทย
ได้รับความนิยมในการนํามาประกอบอาหารน้อยกว่าผักบุ้งจีน เพราะลําต้นมีความแข็งมากกว่าและ
นยิ มนาํ มาประกอบอาหารบางประเภทเทา่ น้ัน

ผกั บ้งุ แก้วหรอื ผกั บุ้งไทยมีลักษณะโดดเด่นที่ทําให้แตกต่างจากผักบุ้งจีนอย่างชัดเจน ผักบุ้ง
แก้ว หรือผักบุ้งไทยจะแตกต่างจากผักบุ้งจีนที่ขายตามท้องตลาดอย่างเห็นได้ชัด ซ่ึงรสชาติเมื่อนํามา

ประกอบอาหารจะมีรสชาติท่ีอร่อยกว่า ผักบุ้งแก้วคนไทยนิยมนํามาประกอบอาหารหลายอย่าง อาทิ
ผัดผักบุ้ง แกงส้มผักบุ้ง เป็นต้น โดยการปลูกผักบุ้งแก้วนั้นไม่ใช่เรื่องยากและใช้ระยะเวลาในการเก็บ
เกยี่ วเพยี ง 3 สปั ดาหเ์ ทา่ นั้น

การปลูกผักบ้งุ แกว้
การปลูก ผักบุ้งแก้ว น้ันจะต้องปลูกในพ้ืนที่ที่สามารถเข้าถึงแหล่งนํ้าได้สะดวกเพราะว่า

ผักบุ้งแก้วเป็นพืชที่ขาดน้ําไม่ได้ ส่วนมากแล้วเกษตรกรจะปลูกในท้องนาหรือท่ีทํานาเก่า โดยจะปลูก
เปน็ พชื แซมหลังเก็บเกี่ยวข้าวเสรจ็ แลว้ เร่ิมตน้ ปลูกผกั บุ้งแกว้ เราควรจะเตรยี มดนิ ด้วยการไถพลิกหน้า
ดนิ กอ่ นแล้วถงึ ปลอ่ ยนาํ้ เขา้ พน้ื ทปี่ ลกู ซึ่งการปล่อยน้าํ เขา้ ควรอยใู่ นระดบั ประมาณ 1 ฟุตหลังจากน้ันก็
นํายอดผักบุ้งที่มีความยาวประมาณ 50 เซนติเมตรโดยเฉพาะยอดที่ทอดยอดห่างและมีลํายอดเป็นสี
ขาว ปักยอดผกั บงุ้ ท่ีได้มาลงไปในดินโดยมรี ะยะหา่ งระหวา่ งกออยทู่ ี่ 3 เมตร การปักยอดผักบุ้งแก้วน้ัน
จะทําให้เหมือนกับการดํานา หลังจากปักยอดผักบุ้งแก้วเสร็จแล้วเราควรท่ีจะปล่อยนํ้าออกจนดินมี
ลักษณะเฉอะแฉะ สาเหตุที่ต้องทําอย่างน้ีก็เพ่ือเป็นการป้องกันหอยเชอร์ร่ี ซึ่งเป็นศัตรูพืชของผักบุ้ง
แก้วหลังจากการปักยอดผักบุ้งแก้วแล้วประมาณ 7 วัน ถึงจะใส่ปุ๋ยสูตร 16-8-8 หรือ 18-8-8 เพื่อเร่ง
การเจริญเติบโต โดยระหว่างการใส่ปุ๋ยในช่วงแรกเราควรใส่ควบคู่กับนํ้าหมักชีวภาพเพื่อให้รักษา
สภาพดินและสภาพนํ้าไม่ให้เกิดการเน่าเสีย ในสัปดาห์ท่ีสองเราควรใส่ปุ๋ยคอกให้ท่ัวแปลงปลูก
หลังจากน้ันค่อยปล่อยนํ้าเข้าไปในแปลงโดยระดับนํ้าจะอยู่ประมาณ 1 ฟุตเหมือนในตอนแรกเพ่ือให้
ผักบุ้งได้ทอดยอด ซึ่งสัปดาห์ที่ 3 เราก็สามารถที่จะเก็บยอดผักบุ้งจัดจําหน่ายได้แล้ว ผักบุ้งแก้วก็
สามารถนํามาผัดผกั บุ้งไฟแดงไดเ้ ช่นกนั แถมยังมรี สชาตทิ ี่เอรด็ อร่อยอีกด้วย

เคล็ดลบั ท่จี ะทําให้ยอดผักบุ้งมีความอวบอ่ิมก็คือน้ําหมักชีวภาพผสมกับจุลินทรีย์ EM ท่ี
จะต้องฉีดพ่นในแปลงผักบุ้งอย่างสมํ่าเสมอ ซึ่งน้ําหมักน้ีมีอยู่หลายสูตรด้วยกัน ส่วนมากแล้วจะนิยม
นําเศษผัก และหยวกกล้วยนํามาหมักกับกากน้ําตาลน้ํา และจุลินทรีย์อีเอ็ม หมักรวมกันท้ิงไว้
ประมาณ 2 สัปดาห์และค่อยนําไปฉีดพ่นในแปลงปลูกแต่ที่สําคัญท่ีสุดอย่าใส่ปุ๋ยคอกเพราะจะทําให้
ลํายอดของผักบุ้งเป็นสีเขียวเข้ม ซึ่งยอดผักบุ้งลักษณะน้ีจะไม่เป็นที่ต้องการของตลาดผักบุ้งแก้วเป็น
พืชทข่ี าดนาํ้ ไม่ไดด้ ังนนั้ จึงนยิ มปลกู ผกั บงุ้ ในท้องนาหรือทีน่ าเก่

ถั่วฝักยาวไร้ค้าง คัดพิเศษ สายฝน (SAIFON) ชนิดของพันธ์ุ (ไทย) : ถั่วฝักยาวไร้ค้างพันธุ์คัด

พิเศษ ชนิดของพันธ์ุ (อังกฤษ) : YARD LONG BEAN SPECIAL SELECTION ชื่อวิทยาศาสตร์ :
Vigna unguiculata (L.) Walp.

ลักษณะพันธุ์ : ลําต้นแข็งแรง ติดฝักดก ฝักเรียว ยาวสีเขียวสด เน้ือแน่น รสชาติดี ความ
ยาวฝกั 30-40 ซม. น้ําหนกั ดี การเจรญิ เตบิ โตดี ผลผลติ สงู ทนทานตอ่ โรคได้ดี ปลูกไดต้ ลอดปี

อายุการเก็บเกย่ี ว : 45-50 วันหลังหยอดเมล็ด

การปลกู ถัว่ ฝักยาวไร้ค้าง
ถั่วฝักยาวไร้ค้าง คือ ถ่ัวฝักยาวชนิดหน่ึงที่ถูกปรับปรุงพันธุ์ จนกระท่ัง ไม่จําเป็นต้องการ

ใช้ค้างในการปลูก จุดประสงค์ที่สําคัญ ก็คือลดค่าใช้จ่าย ในส่วนของการทําค้างให้ถั่วฝักยาว และ
ความสะดวก ในการปลูกถั่วชนิดน้ีดินที่เหมาะสม คือ ดินร่วนซุยระบายนํ้าได้ดี มีธาตุอาหาร เช่น
ฟอสฟอรัสและโปแตสเซยี มอยู่อยา่ งเพียงพอ มรี ะดับความเป็นกรด-ดา่ ง (พ.ี เอช) อยู่ระหว่าง 5-6.5

การเตรยี มดนิ : เหมอื นกับการปลูกพืชผักท่ัวๆ ไป คือ มีการไถตากดินท้ิงไว้เพ่ือให้วัชพืชตาย
แล้วจึงไถพรวนให้ร่วนซุย ก่อนการเตรียมดินคร้ังสุดท้ายควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 12-24-12
อตั รา 20 กก./ไร่ โดยหวา่ นก่อนการไถพรวน

การปลูก : ใช้ระยะแถว 50 เซนติเมตร ระยะต้น 30 เซนติเมตร หยอดหลุมละ 1-2 เมล็ด
แล้วถอนแยกให้เหลือหลุมละ 1 ต้น (ห้ามเอาไว้เกิน 1 ต้นเป็นอันขาด หลังจากปลูกได้ 15 วัน ถ้าไม่
ถอนแยกจะทาํ ใหล้ ําต้นไมค่ ่อยแขง็ แรง และเม่ือมีลมพดั ลาํ ต้นจะเสียดสีกันทําให้เกิดแผล และเน่าตาย
ในที่สดุ )

อัตราเมลด็ พันธุแ์ ละความลึกในการหยอดถัว่ ฝกั ยาวไรค้ ้าง
- ถา้ ปลกู ระยะ 30x50 เซนตเิ มตร จะใช้เมล็ดพนั ธุ์ประมาณ 3 กก./ไร่
- ถ้าปลูกระยะ 20x50 เซนติเมตร จะใช้เมล็ดพันธปุ์ ระมาณ 3.5 กก./ไร่
ถา้ ดนิ ปลูกเปน็ ดินเหนยี วควรปลกู ต้ืนกวา่ ดนิ ทราย ถ้าดินมีความช้ืนพอดีควรปลูกลึกประมาณ
2-3 เซนติเมตร ก็พอ ถ้าดนิ มคี วามชนื้ ต่าํ อาจปลกู ลกึ 3-5 เซนติเมตร จงึ จะทาํ ใหเ้ มล็ดงอกไดด้ ี

การดูแลรักษาถ่วั ฝกั ยาวไรค้ า้ ง
การให้น้ํา : จะให้น้ําก่อนปลูกหรือหลังปลูกก็ได้ อย่าให้น้ําจนเปียกแฉะ เพราะอาจทําให้เกิด

โรคโคนเน่าได้ การให้น้ําแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับความช้ืนในดิน ถ้าดินมีความช้ืนอยู่ ไม่ต้องให้นํ้าแมลงท่ี
สําคัญ : เพล้ยี อ่อน ซง่ึ เปน็ พาหะนําโรคใบดา่ ง (ไวรสั ) จะสงั เกตได้ง่ายถ้าปรากฏว่ามีมดดํา หรือมดคัน
ไฟไต่อยู่ในแปลงหรือตามต้นถั่วแสดงว่าเพล้ียอ่อนจะเร่ิมมา ให้รีบพ่นสารเคมีก่อนท่ีเพลี้ยอ่อนจะ
ปรากฏ

การใส่ปุย๋ : ควรใสป่ ุ๋ยคอก 2 ครั้ง ครั้งแรกใส่เม่ือเตรียมดินปลูก อัตรา 20 กก./ไร่ และครั้งที่
สองใสเ่ ม่ือปลูกได้ 3 สัปดาห์ การใส่คร้ังที่ 2 ควรเปิดร่องห่างต้น 15-20 เซนติเมตร อัตรา 40 กก./ไร่
โดยโรยลงไปในร่องแลว้ กลบ พร้อมกบั การกลบโคนตน้ เพ่อื ปอ้ งกนั ตน้ ลม้

การกําจดั วชั พชื : หลงั ปลูกให้ฉีดสารป้องกันวัชพืชแลสโซก่อนงอกจะป้องกันได้ 2-3 สัปดาห์
โดยใชอ้ ัตรา 450 ซซี ี. ผสมนํา้ 60 ลติ ร พ่นหลังปลูก ในขณะดินยังมีความชื้นอยู่ ส่วนการกําจัดวัชพืช
หลังงอก ควรระวังอย่าให้ถูกลาํ ต้น เพราะจะทาํ ใหล้ าํ ต้นเป็นแผลและเนา่ ตายในทีส่ ุด

การเก็บเก่ียว : สามารถเก็บได้เม่ืออายุ 42-45 วัน หลังปลูก และจะเก็บได้เร่ือยๆ ทุกๆ
5-7 วัน หลังจากเก็บฝักสดชุดแรกควรพ่นสารป้องกันแมลงและหนอนมาเจาะทําลายต้นและดอก ถ่ัว
ไร้คา้ งสามารถเกบ็ ผลผลิตได้ 3-4 ครง้ั เมือ่ เก็บฝกั หมดควรไถกลบเพ่อื ใหเ้ ป็นปยุ๋ บํารงุ ดินได้อกี

การคัดเลือกและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ : ควรเลือกจากต้นท่ีมีลําต้นทรงพุ่มเป็นฝักยาว ควร
ปลูกในช่วงปลายสิงหาคม-กลางกันยายน จะได้เมล็ดพันธ์ุดีไม่มีเช้ือราเจือปน หรือช่วงมกราคม-
กุมภาพนั ธ์ จะไดเ้ มลด็ พันธ์ดุ ีและผลผลิตสงู กว่าปลูกฤดอู ืน่ ๆ

.

ชือ่ วิทยาศาสตร์ เดิม : Hibiscus esculentus L. ปัจจุบัน : Abelmoschus esculentus L.
Moench. ลักษณะทางพฤษศาสตร์ : ลักษณะทั่วไป กระเจ๊ียบเขียวเป็นพืชผักยืนต้น อายุประมาณ
1 ปี มีความสูง 40 เซนตเิ มตร ถึง 2 เมตร

“กระเจยี๊ บเขียว” พืชที่มากมายดว้ ยคุณประโยชน์ อดุ มไปดว้ ยวิตามนิ แร่ธาตุ และท่ีสําคัญย่ิง
คอื มสี ารต้านอนมุ ลู อิสระดว้ ยมชี ่ือท้องถนิ่ อกี เช่น กระต้าด (สมุทรปราการ), กระเจ๊ียบ กระเจ๊ียบมอญ
มะเขือ มะเขือมอญ มะเขือทะวาย ทวาย (ภาคกลาง), มะเขือมอญ มะเขือพม่า มะเขือละโว้ มะเขือ
ขน่ื มะเขือมื่น (ภาคเหนอื ), ถ่วั เละ (ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ) เปน็ ตน้

มีชื่อสามัญว่า Okra, Lady's finger, Gombo, Gumbo, Bendee, Quimbamto แต่ใน
อนิ เดียจะเรียกกระเจยี๊ บเขียวว่า บินดี (Bhindi) ส่วนประเทศในแถบเมดิเตอร์เรเนียนจะเรียกว่า บามี
(Bamies) ชื่อวิทยาศาสตร์ Abelmoschus esculentus (L.) Moench จัดอยู่ในวงศ์ชบา
(MALVACEAE) มีถ่ินกําเนิดในแถบแอฟริกาตะวันตก ในประเทศซูดาน และสันนิษฐานว่าน่าจะมีการ
นําเข้ามาในประเทศไทยหลังปี พ.ศ. 2416

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
“กระเจี๊ยบเขียว” จัดเป็นพืชล้มลุกท่ีมีอายุประมาณ 1 ปี มีความสูงประมาณ 0.5-2.4 เมตร

ลําต้นและกิ่งก้านมีสีเขียว แต่บางคร้ังก็มีจุดประม่วง ตามลําต้นจะมีขนอ่อนหยาบๆ ขึ้นปกคลุม
เช่นเดียวกับใบและผล เจริญเติบโตได้ดีในอากาศก่ึงร้อน หรือท่ีอุณหภูมิระหว่าง 18-35 องศา
เซลเซยี ส

“ใบ” มีใบเป็นใบเดี่ยวขนาดใหญ่ ลักษณะของใบคล้ายรูปฝ่ามือเรียงสลับกัน ใบมักเว้าเป็น 3 แฉก มี
ความกวา้ งประมาณ 10-30 เซนติเมตร ปลายใบหยักแหลม โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจ มีเส้นใบออกจาก
โคนใบ 3-7 เส้น ใบมขี นหยาบ กา้ นใบยาว

“ดอก” มีดอกสีเหลืองอ่อน ที่โคนกลีบดอกด้านในจะมีสีม่วงออกแดงเข้ม รูปไข่กลับหรือ
ค่อนข้างกลม ออกดอกตามง่ามใบ มีริ้วประดับเป็นเส้นสีเขียวประมาณ 8-10 เส้น เรียงเป็นวงรอบ
โคนกลีบเลี้ยง กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ และกลีบดอก 5 กลีบ ดอกมีเกสรตัวผู้จํานวนมาก มีก้านชูอับเรณู
รวมกันลักษณะเป็นหลอดยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตรหุ้มเกสรตัวเมียไว้ อับเรณูเล็กจํานวนมากติด
อยู่รอบหลอด ก้านเกสรตัวเมียมีลักษณะเรียวยาว ปลายแยกเป็น 5 แฉก ยอดเกสรตัวเมียเป็นแผ่น
กลมมขี นาดเลก็ สีมว่ งแดง ยน่ื พ้นปากหลอดดอก

“ผล” หรอื “ฝักกระเจี๊ยบเขยี ว” มลี กั ษณะเป็นฝัก โดยฝักคล้ายกับน้ิวมือผู้หญิง ฝักมีสีเขียว
ทรงเรียวยาว มักโค้งเล็กน้อย ปลายฝักแหลมเป็นจีบ ผิวฝักมีเหลี่ยมเป็นสัน โดยฝักมีสันเป็นเหล่ียม
ตามยาวอยู่ 5 เหลย่ี ม ตามฝักจะมีขนอ่อนๆ อยู่ท่ัวฝัก ฝักอ่อนมีสีเขียว เม่ือแก่จะเปลี่ยนเป็นสีนํ้าตาล
ในฝักมีน้ําเมือกข้นเหนียวอยู่มาก และมีเมล็ดลักษณะกลมอยู่มาก ขนาดประมาณ 3-6 มิลลิเมตร
ฝักอ่อนมีรสหวานกรอบอร่อย ส่วนฝักแก่จะมีเนื้อเหนียว ไม่เป็นท่ีนิยมในการรับประทานสําหรับ
การขยายพนั ธุ์ทําได้ดว้ ยวิธกี ารใช้เมลด็

สรรพคุณของกระเจี๊ยบเขยี ว
ใน “ผล” หรือ “ฝักกระเจ๊ียบเขียว” จะมีสารที่เป็นเมือกจําพวกเพกทิน (Pectin) และกัม

(Gum) ที่มีคุณสมบัติช่วยในการเคลือบแผลในกระเพาะอาหารและลําไส้ได้ โดยป้องกันไม่ให้เกิด
การลกุ ลามของแผลไดเ้ ปน็ อย่างดี (ไดผ้ ลดีเทา่ ๆ กบั ยา Misoprotol) และยังช่วยยบั ยั้งเชื้อแบคทีเรียท่ี
เปน็ สาเหตุสําคัญของการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้

“ใบกระเจ๊ียบเขียว” ช่วยขับเหงื่อ, ช่วยแก้โรคปากนกกระจอก และใบกระเจ๊ียบใช้ผสมกับ
สมุนไพรชนิดอ่ืน นํามาประคบเพื่อลดอาการอักเสบปวดบวมได้ และช่วยทําให้ผิวหนังชุ่มชื้นไม่แตก
แห้ง

“ดอกกระเจ๊ียบเขียว” สามารถนาํ มาตําใชพ้ อกรกั ษาฝไี ด้
“ผล” หรอื “ฝักกระเจี๊ยบเขยี ว” มีเส้นใยอยมู่ าก จึงชว่ ยควบคมุ ระดับน้ําตาลในเลือดให้คงที่
ได้ โดยช่วยรักษาระดับการดูดซึมนํ้าตาลจากลําไส้ใหญ่ให้คงที่ กระเจ๊ียบเขียวจึงเป็นผักท่ีเหมาะอย่าง
มากสําหรับผปู้ ่วยโรคเบาหวาน, ใชเ้ ป็นยาบํารุงสมอง, ช่วยรักษาโรคความดันโลหิต รักษาความดันให้
เป็นปกต,ิ ช่วยแกอ้ าการรักษาหวัด, ชว่ ยป้องกนั อาการหลอดเลือดตบี ตัน, ชว่ ยแก้บิด ด้วยการใช้ผล

แก่นํามาบดเป็นผงใช้ผสมกับนํ้าด่ืมแก้อาการ, ช่วยบรรเทาอาการปวดท้องของโรคกระเพาะ หรือใน
ผู้ป่วยที่เยื่อบุกระเพาะและลําไส้อักเสบ, ช่วยแก้อาการกรดไหลย้อนกลับ ด้วยการนําฝักกระเจี๊ยบมา
ต้มในน้ําเกลือแล้วใช้กินแก้อาการ, ใช้เป็นยาระบายอ่อนๆ, ช่วยขับพยาธิตัวจี๊ด (สาเหตุมาจากการ
ได้รับตัวอ่อนของพยาธทิ อี่ ยู่ในเนื้อดบิ เช่น หมู เป็ด ไก่ กบ กุ้ง เนื้อปลา เป็นต้น) ด้วยการรับประทาน
ฝักกระเจี๊ยบติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 15 วัน แต่สําหรับบางรายต้องรับประทานเป็นเดือนจึงจะ
หาย

“ยางจากผลสด” ใช้เป็นยารักษาแผลสดเม่ือถูกของมีคมบาด หรือใช้ยางกระเจี๊ยบทาแผล
จะชว่ ยทาํ ให้แผลหายเรว็ ข้นึ และไม่ทาํ ให้เกิดแผลเปน็

“ราก” นํามาต้มน้ําเพ่ือใช้รักษาโรคซิฟิลิส (Syphilis) และในเนปาลนําน้ําค้ันจากรากมาใช้
เพื่อล้างแผลและแผลพุพองในอินเดียมีการใช้ “เมล็ด” นํามาบดผสมกับนม ใช้ทาผิวหนังเพ่ือแก้
อาการคัน

ในตํารายาแผนโบราณของจีนมีการนํา “ราก” “เมล็ด” และ “ดอกกระเจี๊ยบเขียว” มาใช้
เป็นยาขับปัสสาวะ ส่วนในประเทศอินเดียจะใช้ “ฝัก” นํามาต้มกับนํ้าดื่มเพื่อช่วยขับปัสสาวะ เม่ือมี
อาการกระเพาะปสั สาวะและทางเดินปัสสาวะอักเสบ หรือเมือ่ ปสั สาวะขดั

ประโยชน์ของกระเจ๊ยี บเขียว
ช่วยกําจัดสารพิษออกจากร่างกาย และช่วยลดคอเลสเตอรอล โดยเส้นใยของกระเจ๊ียบเป็น

ตัวช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ โดยการจับกับน้ําดี ซึ่งมักจับสารพิษที่ร่างกายต้องการขับถ่ายท่ีถูก
ส่งมาจากตับ และสารเมือกในฝักยังช่วยจับสารพิษเหล่านี้ ซ่ึงการจับกับน้ําดีน้ีจะเกิดในลําไส้และขับ
ออกมาทางอุจจาระ ทาํ ให้ไมเ่ หลือสารพษิ ตกคา้ งอยู่ในลาํ ไส้

การรบั ประทานฝกั กระเจ๊ียบเปน็ ประจาํ จะชว่ ยรกั ษาโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะและ
ลําไส้อักเสบ ช่วยในการทํางานของระบบขับถ่าย จึงช่วยในการขับถ่าย ทําให้ถ่ายอุจจาระได้คล่อง
ช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี และช่วยในการทํางานของระบบดูดซึมสารอาหาร ช่วย
สนับสนุนการขยายพันธ์ุของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ (โพรไบโอติกแบคทีเรีย) ช่วยลดความเสี่ยงของ
โรคแผลในกระเพาะอาหาร ปอ้ งกันมะเรง็ กระเพาะอาหารและมะเรง็ ลําไสใ้ หญ่

ผลกระเจี๊ยบมีเมือกล่ืนที่ช่วยทําให้ผิวหนังชุ่มช้ืน ไม่แห้งแตก บางคนจึงนิยมนําผลอ่อนมา
พอกผิวเม่อื มอี าการแสบรอ้ น

อ้อดิบ ช่ือวิทยาศาสตร์ คือ Colocasia gigante Hook. f. อ้อดิบ (คูน) เป็นไม้ล้มลุกอยู่

ในวงศ์ Araceae และอยู่ในสกุล Colocasia เชน่ เดยี วกบั บอน เปน็ ผกั ชนดิ หนงึ่ ช่ึง ลักษณะคล้ายบอน
ชาวบ้านจะปลูกไว้กินริมรั้ว หรือข้างบ้าน ชอบ ข้ึนบริเวณที่มีนํ้าแฉะ นํามาทําอาหารได้ท้ังคาวและ
หวาน อ้อดิบท่ีนํามาทําเป็นอาหารส่วนมากจะใช้แกงส้ม และยํา ช่ืออ่ืน Green Taro ภาคกลางและ
ภาคอิสานเรียกว่า ทูน คูน หัวคูณ ภาคเหนือเรียกว่า ตูน ภาคใต้เรียกว่า เอาะดิบ ออกดิบ ออดิบ
นครศรีธรรมราช-ยะลา เรียก ออดิบ ชุมพรเรียกว่า กะเอาะขาว ประจวบคีรีขันธ์เรียกว่า บอน
กาญจนบรุ ีเรียกวา่ กระดาดขาวถิน่ กาํ เนดิ แถบอเมริกากลางและใต้

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
คูนเป็นพืชตระกูลบอน มีหัวอยู่ใต้ดิน ใบเป็นใบเด่ียวขนาดใหญ่ รูปร่างเป็นลูกศร มีนวล

เคลอื บแผ่นใบก้านใบยาวกลมมนี วลเคลอื บ คนู มี 2 ชนดิ คอื ชนิดสีเขียวอ่อน ใบมีสีเขียวอ่อน ก้านใบ
สเี ขียวอมขาว ชนิดสีม่วง ใบและก้านใบสีม่วง ออกดอกเป็นช่อเชิงลด มีกาบหุ้ม ก้านช่อดอกกลมยาว
มีกาบหุ้มจนมิด เมื่อดอกยังไม่บาน ช่อดอกทรงกระบอก กลุ่มช่อดอกเพศผู้อยู่ด้านบน ตรงกลางกลุ่ม
ชอ่ ดอกไม่มีเพศ ช่อดอกเพศเมยี อยู่ด้านล่างฤดูกาล ก้านและใบออกตลอดปี

ผักชีลาว ช่ือวิทยาศาสตร์ : Anethum graveolens Linn. ชื่อวงศ์ : Umbelliferae

ชื่อสามัญ : Dill ช่ือพื้นเมือง : เทียนข้าวเปลือก ,เทียนตาต๊ักแตน (ภาคกลาง), ผักชี (ขอนแก่น,เลย)
ผกั ชีต๊กั แตน, ผกั ชีเทยี น (พจิ ิตร), ผกั ชีเมือง (นา่ น), ผักจี (แพร่)

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ :
ผักชีลาวเป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับผักชี ลําต้นมีสีเขียวเข้มขนาดเล็กลักษณะใบเป็นใบ

ประกอบแบบขนนกมีสีเขียวสดออกเรียงสลับกัน ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองออกเป็นช่อก้านช่อดอกมี
ลักษณะคล้ายกับซี่ร่ม ผลแก่เป็นรูปไข่แบนมีสีน้ําตาลอมเหลือง ถ้านําไปใช้เป็นเครื่องเทศจะเก็บได้ก็
ต่อเมื่อดอกเร่ิมเปล่ียนเป็นสีนํ้าตาล แต่ส่วนใหญ่จะพบในรูปของการทานสดเป็นผักมากกว่าซึ่งควร
เกบ็ กอ่ นท่ีจะออกดอก ผักชีลาวมีสองชนิด คือ ชนิดท่ีมาจากยุโรป (Dill) และชนิดท่ีมีกําเนิดในเอเชีย
เขตร้อน (Indian Dill) ในประเทศไทยมีการปลูกเพื่อใช้ทานเป็นผักมากกว่าปลูกเพ่ือใช้ผลมาทํา
เคร่อื งเทศเพราะมคี ณุ ภาพน้อยกว่าประเทศอนิ เดีย

คุณประโยชน์ :
นํ้ามันผักชีลาว (Dill seed oil) ได้จากการนําผลแก่แห้งไปกลั่นด้วยไอน้ําสารสําคัญท่ีพบคือ

คารืโวน ดี-ไลโมนีน และอัลฟ่า-เฟลเลนดรีน สารอ่ืนที่มีปริมาณรองลงมา คือ ไดไฮโดรคาร์โวน
ยจู ีนอล ไพนีน และอะนีโทล เป็นต้น

สรรพคณุ ทางยา :
นําผลแก่แห้งของผักชีลาวบดให้เป็นผง ชงกับน้ําด่ืมวันละ 4-5 แก้ว แก้อาการปวดท้องแน่น

ท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยขับลมหรือใช้ต้นสดของผักชีลาวผสมกับนมให้เด็กอ่อนดื่มแก้ท้องอืด
ท้องเฟอ้ ได้เชน่ กัน สว่ นนํ้ามนั มกั ใช้ผสมในยายอ่ ยอาหาร ยาแก้ท้องอดื ท้องเฟ้อ
การขยายพนั ธ์ุ : ใชเ้ มลด็ ในการขยายพนั ธ์ุ
ระยะเวลาปลูก : มีระยะเวลาในการปลูกประมาณ 60 วัน ก็สามารถนํามาประกอบอาหารหรือกิน
สด ๆ ก็ได้
การเตรยี มดนิ ในการปลกู : มีการฟื้นดิน ตากแดดให้แห้งเพื่อทําลายเช้ือโรคและวัชพืชท่ีอยู่ในดิน ท้ิง
ไว้ประมาณ 10 วัน หลงั จากน้ันก็ทําการ พรวนดิน เก็บเศษวัชพืชต่างๆ และนําปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักท่ี
สลายตัวดีแล้วมาใส่คลุกเคล้าให้เข้ากับดิน ทั้งนี้เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน ถ้าพบว่าดินเป็นกรด
ควรนําปูนขาวมาคลกุ กบั ดนิ เพอื่ ปรบั สภาพของดนิ ใหเ้ หมาะในการเพาะปลูก

ผกั นา้ ชื่อวทิ ยาศาสตร์ Nasturtium officinale ช่ือสามญั water cress วงศ์

Brassicaceae

ลักษณะ :
สลัดนํ้ามีสองสายพันธ์ุ คือ พันธุ์สีเขียว เป็นสายพันธ์ุที่ต้องการสภาพอากาศอบอุ่น ไม่ทนต่อ

อุณหภูมติ ่าํ ตดิ ดอกและเมล็ดง่าย พนั ธ์ุสนี ํา้ ตาล เปน็ สายพันธุ์ท่คี อ่ นข้างทนทานต่ออุณหภูมิต่ํา ติดดอก
และเมล็ดยาก ขยายพันธ์ุโดยการปักชําต้น สลัดนํ้าเป็นพืชท่ีต้องการความชื้นสูง รากจะเจริญได้ดีใน
พ้ืนท่ี ๆ มีระดับนํ้าตื้น (5-10 เซนติเมตร) มีนํ้าสะอาดไหลผ่านช้า ๆ ตลอดเวลา การปลูกในท่ี ๆ ไม่มี
การหมุนเวียนของนํ้า จะทาํ ให้น้ําเน่าเสีย และสลัดน้ําจะตาย ในกรณีที่ไม่สามารถหาแหล่งปลูกในที่มี
นา้ํ ไหลผา่ นได้ อาจจะปลกู ตามขอบบ่อ โดยสูงกว่าระดับน้ํา 15 เซนติเมตร และบังร่มเงา หรืออาจจะ
ปลกู ในพื้นที่ ๆ รม่ รําไร และใหน้ าํ้ แบบพ่นฝอยวนั ละสองครง้ั

การปลูกเพื่อบริโภคในครอบครัว และปลูกเป็นไม้ประดับ อาจจะปลูกในกระถางหรือถาด
ปลูก โดยการผสมวัสดุปลูกลงไปในภาชนะ สูง 5-7 เซนติเมตร ใช้ถาดรองภาชนะและใส่นํ้าให้
สม่าํ เสมอ วางไว้ใกลห้ น้าตา่ งหรือที่ ๆ ได้รับแสงรําไร

คณุ คา่ ทางอาหาร :
สารประกอบในวอเตอร์เครสท่ีสาํ คัญ คือกลโู คซโิ นเลต พีโนลกิ และฟลาโวนอย เม่ือคุณเค้ียว

หรือห่ันวอเอตร์เครส สารกลูโคซิโนเลตจะแตกตัวเป็น ไอโซไทโอไซยาเนต หน่ึงในน้ันคือ PEITC
(พีนิลเลตทลิ ไอโซไทโอไซยาเนต) ซ่ึงจากงานวิจัยมากกว่า 50 งานพบว่ามีฤทธ์ิยับย้ังและป้องการเกิด
มะเร็ง

ประโยชน์
วอเตอร์เครส หรือที่เราคนไทยเรียกว่า สลัดนํ้า เป็นผักในตระกูลดอกกระหลํ่า ซ่ึงมีลักษณะ

เป็นผักใบเขียว นิยมนํามาทําเป็นผักสลัด หรืออาจนํามาทานเป็นผักแกล้มกับนํ้าพริก ตลอดจนเป็น
ส่วนประกอบของอาหารเมนูต่างๆตามใจชอบ แต่ทั้งนี้ในเรื่องคุณค่าทางอาหารแล้วมีประโยชน์
เหลือเชื่อเลยทเี ดยี ว ถ้าเทียบจากนา้ํ หนักท่ีเท่ากนั แล้ว วอเตอร์เครสประกอบด้วยวิตามินซีมากกว่าส้ม
มแี คลเซียมมากกวา่ นมทกุ ชนิด มีธาตุเหล็กมากกว่าผักขม และยังประกอบด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่
ชว่ ยป้องกันอันตรายที่เกดิ จากสารอนมุ ูลอสิ ระอีกด้วย

มะละกอ ชอ่ื วิทยาศาสตร์ : . Carica papaya L ชอื่ สามญั : Papaya, Melan Tree, Paw Paw ช่ือ
อื่น : กว้ ยลา (ยะลา), แตงต้น (สตลู ), มะกว้ ยเทศ (ภาคเหนือ), มะเต๊ะ (มาเลย์-ปตั ตานี), ลอกอ
(ภาคใต)้ , บักหุ่ง (นครพนม-เลย) วงศ์: CARICACEAE

ลักษณะทางพฤกษศาสตร:์
ไม้ล้มลุกอายุหลายปีขนาดใหญ่ อายุหลายปี สูง 2-8 ม. ลําต้นตั้งตรงมักไม่แตกก่ิง ไม่มีแก่น

ตน้ อวบน้ํา มีรอยแผลเป็นของก้านใบทห่ี ลุดรว่ งไป มีนา้ํ ยางสขี าวทวั่ ลาํ ตน้
ใบ ใบเรยี งสลับรอบตน้ บรเิ วณยอด ใบเด่ียว รูปฝ่ามือกว้าง ยาว 25-60 ซม. โคนใบเว้า ปลาย

ใบแหลม ขอบใบหยักเว้าเป็นแฉกลึก 7-11 แฉก และจักฟันเลื่อย ก้านใบยาว 25-90 ซม. เป็นท่อ
กลวงยาว

ดอก ดอกช่อสีขาวนวล มีกล่ินหอม ออกท่ีซอกใบ มีท้ังดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศ
ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว กลีบดอกเช่ือมติดกันเป็นหลอดยาว 1.5-2.5 ซม. ปลายแยก
เป็น 5 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-2.5 ซม. เกสรเพศผู้มี 10 อัน ดอกเพศเมียและดอก
สมบูรณเ์ พศออกเดยี่ วหรือ 2-3 ดอก กลบี ดอก 5 กลีบ ดอกมีขนาดใหญ่กวา่ ดอกเพศผู้

ผล ผลเป็นผลสดรูปยาวรี ปลายแหลม ผลดิบมีเนื้อสีขาวอมเขียว ผลสุกมีเนื้อสีแดงส้ม เน้ือ
หนาออ่ นนุ่ม รสหวาน มีเมล็ดมาก รูปไขส่ นี าํ้ ตาลดาํ ผิวขรุขระ มถี งุ เมือกห้มุ

พริกขี้หนู ชื่อสามัญ : Bird Chilli ชื่อวิทยาศาสตร์ : Capsicum frutescens Linn. วงศ์ :

SOLANACEAE ชื่ออื่น ๆ : พริกแด้, พริกแต้, พริกนก, พริกแจว, พริกน้ําเมี่ยง (เหนือ-พายัพ), พริก,
พรกิ ชฟ้ี ้า,พริกขีห้ นู (ภาคกลาง-เหนอื ), ดีปลี (ใต-้ ปตั ตานี), ดปี ลขี ี้นก, พริกขี้นก, ใต้ (ภาคใต้), ลัวะเจีย
(แตจ้ ว๋ิ ), มะระต้ี (สรุ นิ ทร)์ , ล่าเจียว (จนี กลาง), หมกั เพด็ (อสี าน)

ลักษณะทัว่ ไป :
ตน้ : เปน็ พรรณไม้พมุ่ ขนาดเล็ก ลาํ ต้นมีความสงู ประมาณ 45-75 ซม.
ใบ : เปน็ ใบเด่ียว ออกตรงกันขา้ มกนั ลักษณะใบจะกลมรี ตรงปลายจะแหลม
ดอก : จะออกตรงงา่ มใบเป็นกลุ่มประมาณ 1-3 ดอก เป็นสีขาว มีกลีบดอกประมาณ 5 กลีบ

ส่วนเกสรตวั ผู้จะมอี ยู่ 5 อนั จะข้ึนสลบั กบกลีบดอก เกสรตัวเมียมี 1 อนั และมรี งั ไขป่ ระมาณ 2-3 หอ้ ง
ผล : ผลสุกจะเป็นสีแดง หรือแดงปนนํ้าตาล ลักษณะผลมีผิวล่ืนเป็นมัน ภายในผลน้ันจะ

กลวง และมีแกนกลาง รอบ ๆแกนจะมีเมล็ดเปน็ สเี หลืองเกาะอยมู่ ากมาย และเมล็ดจะมีรสเผ็ด

การขยายพันธ์ุ :
โดยการเพาะเมล็ด

สรรพคณุ :
ใช้ปรุงรสอาหาร ช่วยเจริญอาหาร และรักษาอาการอาเจียน รักษาโรคหิด กลาก รักษาโรค

บิด โดยการใชพ้ ริกสด 1 เม็ด หรอื มากกว่านนั้ ใช้กนิ และอาการปวดบวมเนอื่ งจากความเยน็ จัด โดยใช้
ผงพริกแห้งทําเป็นข้ีผ้ึง หรือสารละลายแอลกอฮอล์ใช้ทําอ่ืน ๆ พรรณไม้นี้เป็นพรรณไม้สวนครัวท่ี
ขาดกนั ไม่ได้ เป็นพรรณไมท้ ีข่ ึน้ ง่าย แต่บํารุงรักษายาก เพราะใบอ่อนของพริกอร่อยทําให้แมลงต่าง ๆ

ชอบกิน ผลแรกผลิใช้ผสมกับผักแกงเลียงช่วยชูรส ส่วนผลกลางแก่ใช้ใส่แกงคั่วส้ม จะได้อาหารที่มี
รสเปร้ียวอ่อน ๆ เพราะมีวิตามีซี และไส้พริกจะมีสารแคบไซซิน ที่ให้ความเผ็ดและมีกล่ินฉุนเผ็ดร้อน
เป็นเคร่ืองปรุงอาหารช่วยชูรส ใส่น้ําพริก ยํา ทําเป็นนํ้าปลาดองและยังเป็นยาช่วยกระตุ้นทําให้เจริญ
อาหาร บาํ รุงธาตุ หรือใชภ้ ายนอกเปน็ ยาทาถนู วดลดอาการไขขอ้ อักเสบ

ความลับของพรกิ ขี้หนู
แก้ปวดหวั ปวดหวั เน่อื งมาจากไขห้ วัด หรือตัวรอ้ น ใช้ใบพริกข้ี หนูสดๆ ตํากับดินสอพองปิด

ขมบั
แก้เจ็บคอเสียงแหบ ใช้น้ําต้มหรือยาชงพริกข้ีหนูกลัวคอแก้เจ็บคอและเสียงแหบได้โดยใช้

พรกิ ข้ีหนปู ่น 1 หยบิ มอื เติมนาํ้ เดอื ดลงไป 1 แกว้ ท้ิงไว้พออุ่นใชน้ ํ้ากลัวคอ
ช่วยขบั ลม แก้อาหารไม่ย่อย เจริญอาหาร โดยกินพริกขี้หนูสวน รักษากระเพาะท่ีไม่มีกําลัง

ย่อยอาหาร
แกป้ ลาดุกยกั ใช้พรกิ ขห้ี นสู ดเขียวหรือแดงก็ได้ ขย้ีตรงที่ปลาดุก แทงจะหายปวด ขย้ีแล้วจะ

รูส้ ึกเยน็ (ธรรมดาพริกข้ีหนูรอ้ น) ไมบ่ วม ไม่ฟกช้าํ ดว้ ย
แก้เท้าแตก ใช้พริกขี้หนูท้ัง 5 ปูนขาว สิ่งละพอควร เอาไปต้ม เอานํ้ามาแช่เท้าที่แตก ถ้าไม่

หายเอาต้นสลัดได รากหนอนตากยาก ใส่ลงไปด้วย
แก้บวม ใบพรกิ ข้หี นู บดผสมน้าํ มะนาว พอกบริเวณทีบ่ วม
รักษาแผลสดและแผลเปื่อย ใช้ใบพริกข้ีหนู ตําพอกรักษาแผล สดและแผลเปื่อย (อย่าใช้

พรกิ ข้หี นปู ดิ แผลมากเกนิ ไปเพราะจะทําให้ร้อน
ใบ้ใบเป็นอาหาร ใบพริกขหี้ นมู ีคุณคา่ ทางอาหารสงู มาก เพราะมี ธาตุ แคลเซ่ียม ฟอสฟอรัส

ไวตามินเอ และบอี ย่มู าก บํารุงกระดกู บาํ รงุ ประสาท
แก้พิษตะขาบและแมลงป่องกัด ใช้พริกข้ีหนูแห้ง ตําผงละลาย น้ํามะนาว ทาแผลตะขาบ

กัด แมลงปอ่ งต่อย หายเจบ็ ปวดดนี ัก
มดคันไฟกัด ใชใ้ บหรือดอกพริกขีห้ นูก็ได้ ถูบรเิ วณถูกกดั หายแล

เสาวรส หรือ กะทกรกฝรั่ง หรือ กะทกรกสีดา หรือ กะทกรกยักษ์ (ช่ือวิทยาศาสตร์:

Passiflora edulis, อังกฤษ: Passionfruit, สเปน: Maracujá) เป็นไม้เถาเลื้อย ถิ่นกําเนิดอยู่ในทวีป
อเมริกาใต้ บริเวณประเทศบราซิล ปารากวัย อาร์เจนตินา ผลเป็นรูปกลม ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกมี
หลายสแี ล้วแต่พันธ์ุ ท้ังสีม่วง เหลือง ส้ม ชั้นในสุดของเปลือกเป็นเยื่อสีขาวที่เรียกรก ภายในมีเมล็ดสี
ดาํ จํานวนมาก อยู่ในเยือ่ ห้มุ เมลด็ เป็นถุงกล่นิ คลา้ ยฝรั่งสุก รสเปรย้ี วจดั บางพันธ์ุมรี สอมหวาน

การผสมเกสร
การผสมเกสรน้ันจะใช้แมลงภู่เพ่ือการผสมเกสรในเชิงการค้าในฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และ

มาเลเซีย และส่วนอื่น ๆ ของ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจาก นี้ ดอกเสาวรส (Passiflora edulis
flavicarpa) ถูกค้นพบว่าบานสัมพันธ์กันกับช่วงที่แมลงภู่กําลังแพร่หลาย แสดงให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตท้ัง
สองชนิดนว้ี ิวัฒนาการมาอยา่ งสัมพันธก์ ัน

การกระจายพันธ์ุ
มกี ารปลกู เสาวรสทางการค้าในหลายประเทศ เช่น อินเดีย ศรีลังกา นิวซีแลนด์ ประเทศแถบ

ทะเลแคริบเบียน บราซิล โคลอมเบีย โบลิเวีย เอกวาดอร์ อินโดนีเซีย เปรู เปอร์โตริโก สาธารณรัฐ
โดมินกิ นั สหรัฐอเมรกิ า อาร์เจนตินา ออสเตรเลีย แอฟริกาตะวันออก เม็กซิโก อิสราเอล คอสตาริกา
แอฟรกิ าใต้และโปรตุเกส ในประเทศไทยมีเสาวรสท่ีปลูกท่ัวไป 3 พันธุ์คือ พันธุ์สีม่วง เมื่อสุกเปลือกสี
มว่ ง เน้อื ในสเี หลอื ง รสอมหวานมากกว่าพนั ธุ์อ่ืนๆ แตไ่ มค่ ่อยต้านทานโรคในเขตร้อน พันธุส์ ีเหลือง

หรือเสาวรสสีทอง ผลแก่สีเหลือง รสเปรี้ยวมาก นิยมปลูกในเขตร้อน พันธุ์ผสม เม่ือสุกเป็นสีม่วงอม
แดง รสเปร้ยี วจัด กลนิ่ แรง สามารถปกั ชําและเสยี บยอดได้

การใชป้ ระโยชน์
ผลสุกของเสาวรสนํามาทําน้ําผลไม้และไวน์ หรือเติมลงในนํ้าผลไม้ชนิดอื่นเพ่ือเพ่ิมกลิ่น

ในทวีปอเมริกาใต้รับประทานเปลือกของเสาวรสสุก หรือนําไปปั่นรวมกับนํ้าตาลและนํ้าเสาวรสเป็น
เคร่ืองด่ืมที่เรียก Refresco นําเนื้อเสาวรสไปทําขนมได้หลายชนิดทั้งเค้ก ไอศกรีม แยม เยลลี ยอด
เสาวรสนําไปแกงหรือกินกับบบน้ําพริก เมล็ดนําไปสกัดน้ํามันพืช ทําเนยเทียม เปลือกนําไปสกัดสาร
เพกทินหรือนํามาตากแห้งเป็นอาหารสัตว์ เปลือกเสาวรสที่อ่อนบางพันธ์ุมีสารประกอบไซยาไนต์
เล็กน้อยโดยเฉพาะผลสีม่วง แต่เม่ือนําเปลือกมาทําแยมด้วยความร้อนสูง สารประกอบไซยาไนต์จะ
หายไป การใชป้ ระโยชนใ์ นประเทศตา่ งๆมีดังน้ี

บราซิล มูสเสาวรสเป็นของหวานที่พบได้ทั่วไป เมล็ดเสาวรสนิยมใช้แต่งหน้าเค้ก ในการปรุง
Caipirinha นิยมใชเ้ สาวรสแทนมะนาว

โ ค ลอ มเบี ย เ ป็นผ ลไม้ที่ สําคั ญใน การ ทําน้ํา ผลไ ม้แล ะขน ม เรี ยกเ สาว รสว่ า
"Maracuyá"สาธารณรัฐโดมินิกันเรียกเสาวรสว่า chinola ใช้ทําน้ําผลไม้และใช้แต่งรสไซรับ กินเป็น
ผลไมส้ ดกับนาํ้ ตาล

ฮาวาย ท้ังเสาวรสสีม่วงและสีเหลืองใช้กินเป็นผลไม้ นํ้าเชื่อมรสเสาวรสใช้แต่งหน้านํ้าแข็ง
ไอศกรมี และใช้เปน็ สว่ นผสมในเคก้ คุกกี้ แยม เยลลี่ เนย

อินโดนีเซยี มเี สาวรสสองชนิด คอื ชนดิ สขี าวกับสีเหลือง สีขาวกินเป็นผลไม้ สีเหลืองใช้ทําน้ํา
ผลไม้ และเคียวกับน้าํ ตาลเปน็ ไซรบั

นิวซีแลนด์ และ ออสเตรเลีย นิยมกินผลสดเป็นอาหารเช้าในช่วงฤดูร้อน เช่นทําฟรุตสลัด
เสาวรสใชท้ ําขนมหลายอย่าง เชน่ แตง่ หนา้ เคก้ pavlova ไอศกรมี ใช้แต่งรสชีสเค้ก และมีน้ําอัดลมรส
เสาวรสในออสเตรเลยี

ปารากวัย ใชท้ ํานา้ํ ผลไม้ ใช้ผสมในเคก้ มสู ชีสเคก้ ใช้แตง่ รสโยเกิรต์ และคอกเทล
เมก็ ซิโก ใช้ทํานํา้ ผลไม้หรือรบั ประทานผลกับพริกป่นและนา้ํ เลมอน
เปอร์โตรโิ ก เรียกเสาวรสว่า "Parcha" นิยมใช้เป็นยาลดความดัน[5] ใช้ทํานํ้าผลไม้ ไอศกรีม
หรอื เพสตรี
เปรู ใชเ้ สาวรสทาํ ขนมหลายชนดิ รวมทั้งชีสเค้ก ใช้ทํานาํ้ ผลไม้ ผสมใน ceviche และคอกเทล

ฟิลิปปนิ ส์ รับประทานเปน็ ผลไม้ มีขายทวั่ ไปแตไ่ ม่เป็นท่นี ิยมมาก
แอฟริกาใต้ เสาวรสรู้จักกันในช่ือ Granadilla ใช้แต่งรสโยเกิร์ต น้ําอัดลม กินเป็นผลไม้หรือ
ใชแ้ ต่งหน้าเค้ก
ศรีลังกา นยิ มดมื่ นํา้ เสาวรสเปน็ น้ําผลไม้
สหรัฐอเมริกา ใชผ้ สมในนา้ํ ผลไม้ผสม
เวยี ดนาม รับประทานเสาวรสป่ันกบั น้ําผ้ึงและน้ําแขง็
ไทย นยิ มรับประทานสด หรอื แปรรูปเปน็ นํา้ ผลไม้

ไผ่หวาน พืชผักสมุนไพร ไผ่หวาน : Sweet Bamboo ไผ่หวาน : Sweet Bamboo

Sprouts,Sweet Bamboo Shoot ชื่อวิทยาศาสตร์ : Bambusa sp. อยู่ในวงค์ : Poaceae (Sweet
Bamboo) เปน็ ไผ่ประเภทหนึ่งนิยมรับประทาน เป็นไม้ยืนต้นมีอายุยืนยาว มีเหง้าใต้ดิน แตกออกขึ้น
เป็นกอ ออกหน่อเหนือดิน มีกาบหุ้มหน่อสีเหลืองอมเขียว มีลําต้นเป็นปล้องๆ แบ่งเป็นสองส่วน ลํา
ต้นใต้ดินและลําต้นเหนือดิน มีหน่ออ่อนแตกเหง้าออกจากดิน เป็นลําต้นเหนือดิน สูงผอมเรียว มี
ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มลี กั ษณะทรงกลมยาว มีเป็นข้อปลอ้ ง เหนือข้อปล้องมีวงแหวนขาวรอบ และ
มีรากอากาศรอบๆ ข้างในกลมกลวง เนื้อไม้แข็ง มีสีเขียว มีกาบหุ้มลําต้นไม่เท่ากัน และหน่อออกอยู่
ใต้ดินขนาดเล็ก มีกาบหุ้มหน่อสีเหลืองอมเขียว ใช้รับประทานสดได้ เน้ือแน่นฉํ่านํ้า เนื้อละเอียดไม่มี
เสย้ี น มีสเี ขยี ว มีรสชาติหวานมัน กรอบอร่อย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ถ้าปล่อยไว้จะเป็นต้น จะมีหนาม
แตกกิ่ง 2-5 ก่ิงตลอดลํา มีถิ่นกาํ เนิดในทวีปเอเชียตะวนั ออกเฉยี งใต้ เป็นทนี่ ิยมปลูกกันท่ัวไป ในหลาย

ประเทศ ประเทศไทยพบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หน่อไม้มีปลูกหลายสายพันธ์ุ มี
ประโยชนแ์ ละสรรพคุณ ทางยาหลายอย่าง นาํ มาประกอบอาหาร เมนูตา่ งๆได้หลายเมนู

ไผ่หวาน (Pai-Wan) หรือเรียกว่า ไผ่บงหวาน ไผ่เล้ียงหวาน เป็นไผ่ประเภทหน่ึงนิยม
รบั ประทาน เป็นไม้ยืนต้นมอี ายุยืนยาว มีเหง้าใต้ดิน แตกออกข้ึนเป็นกอ ออกหน่อเหนือดิน มีกาบหุ้ม
หน่อสีเหลืองอมเขียว มีลําต้นเป็นปล้องๆ แบ่งเป็นสองส่วน ลําต้นใต้ดินและลําต้นเหนือดิน มีหน่อ
อ่อนแตกเหง้าออกจากดิน เป็นลําต้นเหนือดิน สูงผอมเรียว มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีลักษณะทรง
กลมยาว มีเป็นข้อปล้อง เหนือข้อปล้องมีวงแหวนขาวรอบ และมีรากอากาศรอบๆ ข้างในกลมกลวง
เน้ือไม้แข็ง มีสีเขียว มีกาบหุ้มลําต้นไม่เท่ากัน และหน่อออกอยู่ใต้ดินขนาดเล็ก มีกาบหุ้มหน่อสีเหลือ
งอมเขียว ใช้รับประทานสดได้ เนื้อแน่นฉ่ําน้ํา เน้ือละเอียดไม่มีเสี้ยน มีสีเขียว มีรสชาติหวานมัน
กรอบอร่อย มีกล่ินหอมเฉพาะตัว ถ้าปล่อยไว้จะเป็นต้น จะมีหนาม แตกก่ิง 2-5 กิ่งตลอดลํา นํามา
ประกอบอาหาร เมนูต่างๆได้หลายเมนู ไผ่หวานมีปลูกหลายสายพันธ์ุ ที่นิยมรับประทานคือ ไผ่บง
หวาน ไผ่เล้ียงหวาน

ลําตน้ เป็นไผป่ ระเภทหนง่ึ นยิ มรบั ประทาน เป็นไม้ยืนต้นมีอายุยืนยาว มีเหง้าใต้ดิน แตกออก
ขึ้นเป็นกอ ออกหน่อเหนือดิน มีกาบหุ้มหน่อสีเหลืองอมเขียว มีลําต้นเป็นปล้องๆ แบ่งเป็นสองส่วน
ลําต้นใต้ดินและลําต้นเหนือดิน มีหน่ออ่อนแตกเหง้าออกจากดิน เป็นลําต้นเหนือดิน สูงผอมเรียว มี
ขนาดเล็กถงึ ขนาดกลาง มีลักษณะทรงกลมยาว มเี ป็นขอ้ ปล้อง เหนือขอ้ ปลอ้ งมีวงแหวนขาวรอบ และ
มีรากอากาศรอบๆ ข้างในกลมกลวง เน้ือไม้แข็ง มีสีเขียว มีกาบหุ้มลําต้นไม่เท่ากัน และหน่อออกอยู่
ใต้ดินขนาดเล็ก มีกาบหุ้มหน่อสีเหลืองอมเขียว ใช้รับประทานสดได้ เน้ือแน่นฉ่ํานํ้า เน้ือละเอียดไม่มี
เสีย้ น มสี ีเขยี ว มรี สชาติหวานมัน กรอบอร่อย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ถ้าปล่อยไว้จะเป็นต้น จะมีหนาม
แตกก่ิง 2-5 ก่ิงตลอดลํา

ราก มีระบบรากแก้ว มีรากฝอย มีลักษณะฝอยเล็กๆ แผ่ขยายออกรอบๆ มีเหง้าใต้ดิน สี
นาํ้ ตาล

ใบ เปน็ ใบประกอบแบบขนนก มีก้านใบยาว ออกตามข้อถงึ ปลายยอด ออกเรียงสลับกัน ออก
เรยี งเวยี นรอบๆขอ้ ลาํ ตน้ มีกา้ นใบย่อย มใี บมีลักษณะทรงรี เรยี วยาวเล็กๆ มีสเี ขยี ว มีขนสากๆ

ดอก ออกเปน็ ชอ่ ออกตามกิง่ ตามซอกใบ ก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อย อยู่เป็นกระจุก แบบช่อ
กระจะ มลี กั ษณะทรงยาวรีเลก็ ๆ กลบี ดอกมสี เี หลอื งนวล ก้านมสี ีเขยี ว

ผล มผี นงั ของผล เชอื่ มติดกับส่วนเปลือกของเมลด็ มลี กั ษณะทรงรเี ลก็ ๆ เมล็ดมสี นี ํา้ ตาล

ประโยชน์และสรรพคณุ ไผ่หวาน
มีฟอสฟอรสั มีวิตามนิ เอ มีโฟเลต มวี ติ ามนิ ซี มีวิตามินบี1 มีวิตามินบี2 มีวิตามินบี3 มีวิตามิน

บี5 มีวิตามินบี6 มีวิตามินบี9 มีคาร์โบไฮเดรต มีพลังงาน มีเส้นใย มีไขมัน มีเหล็ก มีสังกะสี มี
แคลเซยี ม มีนํา้ ตาล มีโปรตีน มีแมกนีเซียม มแี มงกานีส มีโพแทสเซียม มวี ิตามินอี

ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลําไส้ใหญ่ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยขับสารพิษ แก้กระหาย แก้ไอ
ช่วยขบั เสมะ ช่วยบํารุงกําลัง ช่วยบํารุงกระดูก ช่วยบํารุงฟัน ช่วยสร้างเม็ดเลือด ช่วยรักษาโรคโลหิต
จาง มอี นุมูลอิสระ แกท้ อ้ งผูก ช่วยย่อยอาหาร

การปลูกและขยายพนั ธไุ์ ผ่หวาน
หน่อไม้เจริญได้ในดินทุกชนิด ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทรายจะเจริญได้ดี การปลูกโดยปัก

ชํา แยกเง้าและเพาะเมล็ด นํามาเพาะชําก่อน แล้วปลูกลงในแปลงดินที่เตรียมไว้ ปลูกให้ระยะห่าง
ประมาณ 2×2 ม.แล้วรดน้ําให้เพียงพอ

วิธดี ูแลรักษาไผห่ วาน
ไผ่หวานเป็นพืชที่ทนความแห้งแล้งได้ดี ชอบระบายนํ้าดี นํ้าไม่ขัง ชอบแสงแดด ปลูกใน

ช่วงแรก ต้องดูแลรดนํ้าให้เพียงพอ ให้โดนแดดตลอดวัน จะทําให้เจริญเติบโตได้เร็ว ต้องถอนหญ้า
รอบๆลาํ ต้นเสมอ เม่ือต้นเจริญเติบโตให้ลดน้ําได้ ให้รดน้ํา 2 อาทิตย์ต่อคร้ัง ให้ตัดแต่งกิ่งเสมอ ให้นํา
ฟางแหง้ วางคลุมรอบๆบริเวณลําตน้

การเก็บเกี่ยวผลผลิตไผ่หวาน
ไผ่หวานจะเก็บเกี่ยวหน่อใช้เวลา ประมาณ 8 เดือน หลังย้ายปลูกลงแปลง หน่อโผล่ออกมา

บนดินเล็กน้อย มีขนาดโตเต็มที่ หน่อตรงปลายหน่อแน่น จะเก็บผลผลิตได้ โดยใช้พลั่วแซะก่อน แล้ว
มีดตัดตรงโคนต้น แล้วนําใส่ในภาชนะท่ีมิดชิด อย่าให้โดนแสงแดด จะทําให้เหี่ยวได้ ให้เหลือหน่อไว้
3-4 หนอ่ ตอ่ ตน้ เพอื่ ใหต้ น้ โตขยายกอเพ่ิม

การเก็บรกั ษาไผห่ วาน
นําหน่อไผ่หวานสดที่ตัดไว้ นํามาทําความสะอาด ดินให้สะอาด แล้ววางในท่ีอากาศถ่ายเท

หรอื ใสใ่ นกลอ่ งหรือภาชนะ แล้วนาํ ไปแช่ต้เู ย็น หรอื ต้มสุกแล้วแชแ่ ขง็ ไว้นาน จะสามารถเก็บไว้ได้นาน
ไผ่หวาน (Sweet Bamboo) เปน็ ไผป่ ระเภทหนง่ึ นิยมรบั ประทาน มีเหง้าใต้ดิน ลําต้นสูงผอม

เรียว มีขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ทรงกลมยาว มีเป็นข้อปล้อง หน่อออกอยู่ใต้ดิน มีขนาดเล็ก ใช้

รับประทานสดได้ เนอ้ื แนน่ ฉ่าํ น้าํ เนื้อละเอียดไม่มีเสี้ยน มีสีเขียว รสชาติหวานมัน กรอบอร่อย มีกลิ่น
หอมเฉพาะตวั

ขา้ วโพด (ชอ่ื วิทยาศาสตร์: Zea mays Linn.) ชอื่ อน่ื ๆ ข้าวสาลี สาลี (เหนือ) คง (กระบี่)

โพด (ใต้) บือเคเส่ะ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ยาฆง (ยะลา ปัตตานี นราธิวาส) เป็นพืชตระกูลเดียวกับ
หญ้ามีลาํ ต้นสูง โดยเฉลย่ี 2.2 เมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลาํ ตน้ 0.5-2.0 น้วิ เมล็ดจากฝักใช้เป็น
อาหารคนและสตั ว์

ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์
ข้าวโพดเป็นพืชจําพวกบาสซ่า รากชั่วคราว เรียกว่า ไพรี หลังจากข้าวโพดเจริญเติบโตได้

ประมาณ 7 – 10 วัน รากถาวรจะงอกขึ้นรอบ ๆ ข้อปลาในระดับใต้พ้ืนดินประมาณ 1-2 นิ้ว ราก
ถาวรนี้ เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะแผ่ออกไปโดยรอบประมาณ 100 เซนติเมตร รากของข้าวโพดเป็น
ระบบรากฝอย (fibrous root system) นอกจากรากทีอ่ ยใู่ ต้ดินแล้ว ยังมีรากยดึ เหน่ียว (brace root)
ซ่ึงเกิดข้ึนรอบ ๆ ข้อที่อยู่ใกล้ผิวดิน มีลําต้นต้ังตรงแข็งแรง เน้ือภายในฟ่ามคล้ายฟองนํ้าสูงประมาณ
1.4 เมตร ลําต้นมีข้อ (node) และปล้อง (internode) ปล้องที่อยู่ในดินและใกล้ผิวดินสั้น และจะ
ค่อย ๆ ยาวขึ้นไปทางด้านปลาย ปล้องเหนือพื้นดินจะมีจํานวนประมาณ 8-20 ปล้อง ลําต้นสดมีสี
เขียว ใบ ยาวรี เปน็ เส้นตรงปลายแหลม ยาวประมาณ 30-100 ซม. เส้นกลางของใบจะเห็นได้ชัด ตรง
ขอบใบมขี นอ่อน ๆ มีเขย้ี วใบ ลักษณะของใบรวมทง้ั สขี องใบแตกต่างกันไป แล้วแต่ชนิดของพันธ์ุ บาง
พันธุ์ใบสีเขียว บางพันธุ์ใบสีม่วงและบางพันธ์ุใบลาย จํานวนใบก็เช่นเดียวกันอาจมีตั้งแต่ 8-48 ใบ
ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน ช่อดอกตัวผู้อยู่ส่วนยอดของลําต้น ช่อดอกตัวเมียอยู่ต่ําลง
มาอยรู่ ะหว่างกาบของใบ และลาํ ตน้

สละอินโด ชื่อวิทยาศาสตร์ Salacca zalacca (Gaertn.) Voss (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์

Calamus salakka Willd. ex Steud., Calamus zalacca Gaertn., Salacca edulis Reinw.,
Salacca rumphii Wall.) จัดอยู่ในวงศ์ปาล์ม (ARECACEAE) ซ่ึงแต่เดิมใช้ช่ือวงศ์ว่า PALMAE หรือ
PALMACEAE

ต้นสละ เป็นพืชพื้นเมืองของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีมากมายหลายกว่า 30 สายพันธ์ุ โดย
พันธ์ุที่นิยมรับประทานมากท่ีสุดคือ สละอินโด หรือสละพันธ์ุปนโดะห์ (Salak pondoh) จากเมือง
ยอรก์ ยาการต์ า ประเทศอนิ โดนเี ซยี เนอื่ งจากมีรสหวาน กลิ่นหอมน่ารับประทาน และสละพันธ์ุบาหลี
(Salak Bali) จากเกาะบาหลี ซงึ่ เป็นท่นี ยิ มในหมู่นักท่องเทีย่ ว มีรสชาติอมเปร้ียว เนื้อเยอะ

ลักษณะของสละ
ต้นสละ จะมีหนามแข็งแหลมออกจากก้านใบ ดอกแยกเพศสีนํ้าตาล โดยสละออกผลเป็น

ทะลายเรยี กวา่ "คาน" ซึ่งในแตล่ ะคานก็จะมีทะลายยอ่ ยซ่งึ เราจะเรียกว่า "กระปุก"
ผลสละ ลักษณะของผลเป็นรปู ทรงรยี าว ผลอ่อนเป็นสีนํ้าตาล สว่ นผลแก่เป็นสีแดงอมนํ้าตาล

เปลอื กเป็นเกลด็ ซ้อนกนั และบนผลมขี นแขง็ สน้ั คล้ายหนาม
สาํ หรบั สายพันธุส์ ละท่ีนิยมปลกู ในประเทศไทยก็มีอยู่หลายสายพันธ์ุ เช่น สละเนินวง (ผลหัว

ท้ายเรียว สีส้มอมน้ําตาล มีหนามยาว ผลดิบรสฝาด ส่วนผลสุกมีรสหวานหอม), สละหม้อ (ผลยาว
ปลายแหลมเปน็ จะงอย และเปลือกมีสแี ดงเข้ม), สละสุมาลี (ผลป้อมส้ัน เนื้อมีส้มคล้ายระกํา แถมทรง
ตน้ ยังคลา้ ยระกําอกี ด้วย)

สละกับระกําต่างกันยังไง ? ผลระกําจะออกเป็นทะลาย ลูกจะป้อม ๆกลม ๆอ้วน ๆ เปลือก
ห้มุ ผลเป็นเกล็ดสีนํ้าตาลหรือดํา ถ้าแก่ผลจะเป็นสีแดง หน่ึงผลจะมีกลีบ 2-3 กลีบ เน้ือน้อย มีสีเหลือ
งอมส้มมีรสเปรี้ยวมาก เมล็ดใหญ่ มีหนามเยอะและยาวกว่าหนากว่าสละ ส่วนสละจะผลสีคล้ําออก
น้ําตาล หนามที่เปลือกไม่แข็งเท่าระกํา มีผลยาวกว่า เนื้อเยอะกว่า เน้ือเป็นสีเหลืองอ่อน ผลมี 1-2
กลีบ เมล็ดเลก็ กว่าระกํา มีรสชาติหวานกว่า การแกะรับประทานก็ง่ายกว่าระกํา และลักษณะของต้น
สละทางใบจะสั้นกวา่ ต้นระกาํ ลําตน้ ก็เต้ยี กว่าดว้ ย (ทงั้ นกี้ ข็ ึน้ อย่กู ับแตล่ ะสายพนั ธดุ์ ว้ ย)

ประโยชน์ของสละ
1. ชว่ ยแก้อาการกระหายนาํ้ และเพิ่มความชมุ่ ชนื้ ให้กบั รา่ งกาย
2. สละเป็นผลไม้ทม่ี ีสารต้านอนมุ ลู อิสระ ช่วยเสรมิ สร้างภูมคิ มุ้ กนั
3. ชว่ ยบาํ รงุ สมอง เสริมสร้างความจาํ (โพแทสเซียมและเพกทิน)
4. ชว่ ยบํารุงและรักษาสายตา ปอ้ งกนั อาการตาบอดตอนกลางคนื
5. ช่วยบํารงุ กระดูกและฟนั ให้แขง็ แรง (แคลเซยี มและฟอสฟอรัส)
6. ช่วยบํารุงและลดความเส่ียงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลอื ด
7. ชว่ ยลดความเสย่ี งของการเกดิ โรคมะเรง็
8. ช่วยบาํ รุงเลอื ด ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด
9. ช่วยปอ้ งกันอาการหวัด บรรเทาอาการไอ
10. ใชเ้ ป็นยาขับเสมหะ (เน้อื สละ)
11. ชว่ ยปอ้ งกนั รกั ษา และบรรเทาอาการของโรคท้องร่วง
12. ช่วยในการยอ่ ยอาหาร ลดกรดในกระเพาะ ป้องกันอาการท้องผกู
13. ในต่างประเทศมีการนําใบของตน้ สละมาทําเปน็ ชาผสมกบั นํา้ ผึง้ เพื่อใช้รักษาและ

บรรเทาอาการของโรครดิ สีดวง

พริกไทยด้า มีชื่อเครื่องยา พริกไทยดํา ชื่ออื่นๆของเคร่ืองยาได้จาก ผลแห้งแก่จัด

แต่ยังไม่สุกทั้งเปลือก ชื่อพืชท่ีให้เคร่ืองยา พริกไทย ช่ืออื่น (ของพืชที่ให้เคร่ืองยา) พริกน้อย ช่ือ
วิทยาศาสตร์ - Piper nigrum L. ชือ่ พ้อง – ชื่อวงศ์ Piperaceae

ลกั ษณะภายนอกของเคร่อื งยา:
ผลรปู กลม ผลแหง้ มผี วิ สดี าํ ผิวนอกหยาบ มรี อยย่น ขนาดเส้นผ่านศนู ยก์ ลางราว 4-6 มม.

เปลือกนอกสีนํ้าตาลเขม้ ออกดํา มีรอยยน่ คล้ายร่างแห ทีข่ ั้วมีรอยก้านผล เปลือกผลช้ันนอกและชั้น
กลางลอกออกงา่ ย เปลอื กช้นั ในบางและค่อนข้างแขง็ 1 ผลมี 1 เมลด็ ผงพริกไทยดํามีสนี ํ้าตาล-ดาํ
กลน่ิ ฉนุ รสเผ็ดเลก็ นอ้ ย ทางยานยิ มใชพ้ รกิ ไทยดํามากกว่าพริกไทยล่อน

ลักษณะทางกายภาพและเคมีทดี่ :ี
ปริมาณน้าํ ไมเ่ กนิ 14% v/w ปริมาณสิ่งแปลกปลอมไม่เกนิ 2% w/w ปรมิ าณเถา้ รวมไม่

เกิน 7% w/w ปรมิ าณเถ้าที่ไมล่ ะลายในกรด ไมเ่ กิน 1.5% w/w ปริมาณนํ้ามันระเหยง่าย ไมน่ ้อย
กวา่ 1% v/w ปริมาณสารอัลคาลอยด์ โดยคาํ นวณเทียบกับ piperine ไม่น้อยกว่า 5 % w/w

สรรพคณุ :
ตํารายาไทย: ใช้ เมล็ด ลดอาการท้องอืดเฟ้อ แน่นจุกเสียด ขับลมในลําไส้ให้ผายเรอ ช่วย

เจริญอาหาร ,แก้กองลม , บํารุงธาตุ , แก้ลมอัมพฤกษ์ , แก้มุตตกิต , แก้ลมสัตถกะวาตะ , แก้ลมอัน

เนอื่ งจากอวยั วะสบื พนั ธุ์ , แกล้ มมุตตฆาต (ลมที่ทําให้ท้องลั่นโครกคราก) ขับเสมหะ ขับเหง่ือ ช่วยลด
อุณหภูมิในร่างกาย ทําให้ตัวเย็นรู้สึกร้อนเหงื่อออกสบาย ขับปัสสาวะ กระตุ้นประสาท บํารุงธาตุ
บํารุงไฟธาตุ แก้อาหารไม่ย่อย ผลและเมล็ด รักษาอาการปวดกระเพาะอาหาร อาเจียน แก้ลม จุก
เสียด แน่นท้อง ขับลมในกระเพาะ ท้องเสีย แก้ปวดท้อง ปวดฟัน แก้ท้องอืด อาหารไม่ย่อย แก้หวัด
ทําให้นํ้าลายออกมาก ช่วยให้น้ําย่อยหลั่งมากขึ้น ทําให้อยากอาหาร แก้อ่อนเพลีย กษัยกร่อนแห้ง
แก้บิด ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตะคริว แผลปวดเพราะสุนัขกัด ฝี สะอึก ห้ามเลือด ยาหลังคลอดบุตร
ปวดศรี ษะ แก้อาหารเปน็ พษิ ตํารายาอินเดีย ใชก้ ล้วั คอ แกเ้ จบ็ คอ ลดไข้

นอกจากน้ีบัญชียาจากสมุนไพร: ท่ีมีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ
คณะกรรมการแห่งชาตดิ ้านยา ปรากฏการใชพ้ ริกไทยในยารกั ษาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย
ได้แก่ ตํารับ “ยาประสะกานพลู” มีส่วนประกอบของพริกไทยร่วมกับสมุนไพรชนิดอ่ืนๆ ในตํารับ มี
สรรพคณุ บรรเทาอาการปวดทอ้ ง จุกเสียด แนน่ เฟอ้ จากอาหารไมย่ อ่ ย เนอ่ื งจากธาตุไม่ปกติ

ตํารายาไทยพริกไทยจัดอยู่ใน “พิกัดตรีกฎุก” แปลว่าของท่ีมีรสร้อน 3 อย่าง เป็นพิกัดยาที่
ประกอบด้วยเครื่องยา 3 อย่าง ในปริมาณเสมอกันคือ เมล็ดพริกไทย เหง้าขิงแห้ง และดอกดีปลี มี
สรรพคุณแก้โรคท่ีเกิดจากวาตะ(ลม) เสมหะ และปิตตะ(ดี) ในกองธาตุ กองฤดู กองอายุ และกอง
สมุฏฐาน “พกิ ัดตวั ยาเผด็ ร้อน 6 ชนิด” คือการจํากัดจํานวนตัวยาเผ็ดร้อน 6 ชนิด คือ พริกไทย ดีปลี
ผลผักชีลา ใบแมงลัก ผลกระวาน ใบโหระพา มสี รรพคณุ แก้ลมจุกเสียด ชํา้ บวม ช่วยย่อยอาหาร

พริกไทยใช้เป็นองค์ประกอบสําคัญในยาแผนโบราณของจีนและอินเดีย ใช้แก้หวัด ปวดท้อง
ทอ้ งเสยี ปวดประจาํ เดือน คล่นื ไส้ อาหารไมย่ อ่ ย

คณะกรรมการดา้ เนินงาน

1. นายจิตร หอมเกตุ บดิ า
2. นางวนิ หอมเกตุ มารดา
3. นายคุณาวฒุ ิ หอมเกตุ หวั หนา้ โครงการชีววถิ ฯี วิทยาลยั เทคนิคทงุ่ สง
4. นางนภสั ภรณ์ หอมเกตุ ครู ค.ศ. 2 วิทยาลัยเทคนิคทุ่งสง
5. เดก็ ชายศภุ กฤต หอมเกตุ บุตรชาย
6. เดก็ ชายสิรวิชญ์ หอมเกตุ บตุ รชาย


Click to View FlipBook Version