วิ วั ฒ น า ก า ร
นางสาว ณัฏฐณิชา จรัสวงศ์ ชั้น ม.5/2 เลขที่ 32
วิวัฒนาการ
1.หลักฐานและข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
นกจัดเป็นสัตว์ที่ประสบความสำเร็จทางวิวัฒนาการ
กลุ่มหนึ่งซึ่งนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่ามีบรรพบุรุษร่วมกันกับ
สัตว์เลื้อยคลาน นกมีการปรับตัวทางวิวัฒนาการหลาย
ด้านเพื่อให้บินได้ทั้งในด้านของ ปีก ขน กระดูกที่เบา
และแข็งแรงและระบบหายใจที่มีประสิทธิภาพสูง
ความสำเร็จในการวิวัฒนาการทำให้นกแพร่กระจาย
ไปได้ทั่วโลกแต่กว่าจะมีลักษณะเหล่านี้ได้นกต้องผ่าน
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมมาทีละเล็กน้อยเมื่อผ่าน
ไปเป็นระยะเวลานานลักษณะที่เหมาะสมกับสภาพ
แวดล้อมจะถูกสะสมจนมีลักษณะที่แตกต่างไปจาก
บรรพบุรุษ
จึงอาจกล่าวได้ว่าวิวัฒนาการเป็นการเปลี่ยนแปลง
พันธุกรรมในประชากรสิ่งมีชีวิตไปตามกาลเวลาที่ผ่าน
ไปจนทำให้สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นมีลักษณะต่างๆแตกต่าง
ไปจากเดิม
1.1 ซากดึกดำบรรพ์
เมื่อพืชหรือสัตว์ตายลงจะถูกย่อยสลายจนไม่มีซักที่
สมบูรณ์เหลืออยู่โดยเฉพาะซากสิ่งมีชีวิตที่มีอายุนับล้านปี
แต่ในบางครั้งซากหรือร่องรอยของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้จะยังคง
เหลืออยู่ในรูปของ ซากดึกดำบรรพ์ เช่น ซากสิ่งมีชีวิตใน
ชั้นหิน ซากแมลงในอำพัน รอยพิมพ์ใบไม้
ซากดึกดำบรรพ์เปรียบเสมือนการบันทึกเหตุการณ์ที่
สนับสนุนว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้เคยปรากฏอยู่บนโลกในอดีต
แต่ในปัจจุบันสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้ว เช่น
ไดโนเสาร์ แมมมอส แต่อาจพบสิ่งมีชีวิตบางชนิดในปัจจุบัน
ซึ่งยังคงมีลักษณะใกล้เคียงกับที่พบในอดีต เช่น
แมลงดาทะเล หอยงวงช้าง
เรียกสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ว่าเป็น สิ่งมีชีวิตคงสภาพดึกดำบรรพ์
แมงดาทะเล
1.2 กายวิภาคเปรียบเทียบ
โดยทั่วไปสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายกันจะถูก
จัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน แต่สิ่งมีชีวิตบางชนิดที่มีรูป
ร่างลักษณะภายนอกแตกต่างกัน ซึ่งไม่น่าจัดให้อยู่ใน
กลุ่มเดียวกันแต่เมื่อมีการศึกษา กายวิภาคเปรียบเทียบ
แล้วกลับพบว่าโครงสร้างภายในมีลักษณะคล้ายกัน
เช่น การเปรียบเทียบรยางค์คู่หน้าของสัตว์ที่มีกระดูก
สันหลังบางชนิด
เมื่อศึกษาโครงสร้างโดยพิจารณากระดูกรยางค์คู่หน้าของสัตว์มี
กระดูกสันหลังกลุ่มนี้เปรียบเทียบกันแล้วพบว่า องค์ประกอบมี
ความคล้ายคลึงกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกันเพื่อการดำรงชีวิตอยู่ใน
สภาพแวดล้อมที่ต่างกัน
1.3 วิทยาเอ็มบริโอ
ในบางกรณีที่ข้อมูลจากการศึกษากายวิภาคเปรียบเทียบใน
ระยะตัวเต็มวัยของสิ่งมีชีวิตไม่ชัดเจนเพียงพอการศึกษา
ด้านวิทยาเอ็มบริโอซึ่งเปรียบเทียบการเจริญเติบโตในระยะ
เอ็มบริโอสามารถใช้เป็นหลักฐานสนับสนุนการเกิดวิวัฒนาการ
ของสิ่งมีชีวิตได้
1.4 ชีววิทยาโมเลกุล
หลักฐานทางชีววิทยาโมเลกุลเป็นหลักฐานที่ได้จากข้อเท็จ
จริงที่ว่าสิ่งมีชีวิตมี DNA เป็นสารพันธุกรรมหลักฐานทาง
ชีววิทยาโมเลกุลนี้ใช้บอกถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันทาง
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตได้ เช่น มนุษย์น่าจะมีความสัมพันธ์ทาง
วิวัฒนาการใกล้ชิดกันกับลิงรีซัสมากกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
เนื่องจากมีร้อยละของลำดับกรดอะมิโนในฮีโมโกลบิน
ที่เหมือนกันมากกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น
1.5 การแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตทางภูมิศาสตร์
หลักฐานการแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตทางภูมิศาสตร์เป็น
หลักฐานที่ได้จากการศึกษาสิ่งมีชีวิตที่แพร่กระจายในบริเวณ
ต่างๆบนพื้นโลกซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกันและมีจำนวนมากมาย
หลายสปีชีส์
การแพร่กระจายของสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันนั้นเป็นผลมาจาก
การกระจายแพร่พันธุ์ของบรรพบุรุษสิ่งมีชีวิตนั้นๆ จากบริเวณที่
จากบริเวณที่เป็นจุดกำเนิดและยิ่งบริเวณที่เเต่ละสิ่งมีชีวิตแพร่
กระจายไปห่างไกลกันมากก็จะยิ่งมีความแตกต่างของสภาพ
แวดล้อมซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตมีวิวัฒนาการแตกต่างกันออกไป
2. แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต
ในอดีตมีความเชื่อว่าสิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกนี้เกิดจากผู้สร้างที่
มีอำนาจเหนือธรรมชาติทำให้จำนวนและชนิดของสิ่งมีชีวิตคงที่ไม่
เปลี่ยนแปลง จนกระทั่งสมัยกรีกโบราณมีนักปรัชญาหลายท่าน
ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตซึ่งขัดแย้งกับ
ความเชื่อของคนส่วนใหญ่ในยุคนั้น
ต่อมาเมื่อมีการค้นพบซากดึกดำบรรพ์ของสิ่งมีชีวิตในชั้นหิน
ทำให้เห็นถึงร่องรอยของสิ่งมีชีวิตในอดีตที่สูญพันธุ์ไปแล้วอีกทั้ง
สภาพภูมิศาสตร์ของโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาจึงเชื่อ
ว่าสิ่งมีชีวิตน่าจะมีการเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใน
แต่ละยุคสมัยทำให้เริ่มยอมรับว่าสิ่งมีชีวิตมีวิวัฒนาการและเกิด
แนวคิดเกี่ยวกับการวิวัฒนาการ ดังนี้
2.1 แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของลามาร์ก
นักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศสได้ศึกษาเปรียบเทียบสิ่งมีชีวิต
ที่พบในยุคนั้นกับซากดึกดำบรรณที่ได้รวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์
และได้เสนอแนวคิดเพื่ออธิบายว่าสิ่งมีชีวิตมีการเปลี่ยนแปลง
โครงสร้างให้เข้ากับสภาพแวดล้อมขณะเกิดวิวัฒนาการ
โดยอาศัยหลัก 2 ประการดังนี้
ชอง ลามาร์ก โครงสร้างใด ๆ ที่มีการใช้งานมากจะใหญ่
ขึ้นและแข็งแรงขึ้น ในขณะที่โครงสร้างที่ไม่
ได้ใช้งานจะอ่อนกำลังลงและเสื่อมลง
แนวคิดนี้เรียกว่า กฎการใช้และการไม่ใช้
โครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดขึ้น
ภายในชั่วรุ่นสามารถถ่ายทอดไปยังรุ่นลูกได้
แนวคิดดังกล่าวเรียกว่า
‘กฎการถ่ายทอดลักษณะที่เกิดขึ้นใหม่’
2.2 แนวคิดเกี่ยวกับวิวัฒนาการของดาร์วิน
ชาลส์ ดาร์วิน นักธรรมชาติวิทยาชาวอังกฤษได้เสนอทฤษฎี
‘การคัดเลือกโดยธรรมชาติ’ เพื่ออธิบายกลไกการเกิดวิวัฒนาการ
ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในปัจจุบัน
ดาร์วินได้เดินทางสำรวจสิ่งมีชีวิตใน
ทวีปอเมริกาใต้และหมู่เกาะต่างๆใน
มหาสมุทรแปซิฟิกขณะเดินทางได้
รวบรวมและบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับพืช สัตว์
และซากดึกดำบรรพ์ ซึ่งทำให้ดาวินเกิด
ข้อสงสัยมากมาย
เมื่อดาร์วินได้ศึกษาหนังสือ
Principles of Geology กล่าวว่าโลก
มีอายุหลายพันล้านปีและมีการเปลี่ยนเเป
ลง เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปทำให้
ดาร์วินตั้งข้อสงสัย
ว่าถ้าเปลือกโลกเกิดการเปลี่ยนแปลง
ได้ดังนั้นสิ่งมีชีวิตก็น่าจะเปลี่ยนแปลงได้
เช่นกัน
หลังเดินทางกลับจากสำรวจ ดาร์วินพยายามอธิบายข้อสงสัย
ต่างๆโดยหนึ่งในหลักฐานที่อ้างอิง คือ การคัดเลือกสายพันธุ์พืช
เพื่อการเพาะปลูกและการคัดเลือกสายพันธุ์สัตว์เลี้ยงโดยมนุษย์
ซึ่งสามารถทำให้เกิดสายพันธุ์ที่หลากหลายตามที่ต้องการได้
ในชั่วไม่กี่รุ่น
3. พันธุศาสตร์ประชากร
3.1 ความถี่ของแอลลีลและความถี่ของจีโนไทป์
ในแต่ละประชากรจะมียีนที่ควบคุมลักษณะต่างๆอยู่เป็น
จำนวนมากยันทั้งหมดที่มีอยู่ในประชากรในช่วงเวลาหนึ่งเรียกว่า
ยีนพลู ประกอบด้วยแอลลีลที่ควบคุมลักษณะต่างๆทุกลักษณะ
ของทุกยีนในประชากรนั้น โดยความถี่ของแอลลีล คือจำนวนของ
แอลลีลใดแอลลีลหนึ่งในยีนพลูต่อเเอลลีลทั้งหมดที่
ควบคุมลักษณะนั้น
ความถี่ของจีโนไทป์
3.2 หลักการของฮาร์ดี-ไวท์เบิร์ก
1. ประชากรต้องมีขนาดใหญ่ ซึ่งจะทำให้การเปลี่ยนแปลงความถี่ของแอลลีล
แบบสุ่มมีโอกาส ที่จะเกิดได้น้อย
2. ไม่มีการถ่ายเทหรือเคลื่อนย้ายยืนระหว่างประชากรจากการอพยพเข้าหรือ
ออก จึงไม่มีการ รับเพิ่มหรือสูญเสียแอลลีลเดิม ทำให้ความถี่ของแอลลีลใน
ประชากรไม่เปลี่ยนแปลง
3. ไม่เกิดมิวเทชัน เนื่องจากมิวเทชันอาจทำให้เกิดการหายไปหรือเพิ่มขึ้น
ของแอลลีล ทำให้ ความถี่ของแอลลีลเปลี่ยนแปลงไปได้
4. สมาชิกทุกตัวมีโอกาสผสมพันธุ์ได้เท่ากัน หรือการผสมพันธุ์เป็นแบบสุ่ม
นั่นคือสมาชิก ทั้งหมดในประชากรไม่ว่าจะมีลักษณะหรือจีโนไทป์แบบใดก็ตาม
มีโอกาสเท่ากันในการ ผสมพันธุ์ ซึ่งทําให้แต่ละแอลลีลมีโอกาสเท่ากันในการ
ถ่ายทอดไปยังประชากรชั่วรุ่นต่อไป
5. ไม่เกิดการคัดเลือกโดยธรรมชาติ สมาชิกทุกตัวในประชากรมีโอกาส
สืบพันธุ์ได้เท่ากัน และ มีจำนวนลูกหลานได้เท่ากัน ทำให้แต่ละแอลลีลมีโอกาส
เท่ากันในการถ่ายทอดไปยัง ประชากรชั่วรุ่นต่อไป และส่งผลให้ความถี่ของแอล
ลีลในประชากรไม่เปลี่ยนแปลง
4. ปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความถี่ของแอลลีล
1. เจเนติกดริฟต์แบบสุ่ม
ขนาดของประชากรเป็นขนาดของประชากรเป็นปัจจัย
หนึ่งที่มีความสำคัญต่อความถี่ของแอลลีลเนื่องจากทางประชากรมี
ขนาดเล็กเกินไป เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้นแบบไม่เฉพาะ
เจาะจงอาบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความถี่อย่างมาก การ
เปลี่ยนแปลงความถี่เกิดขึ้นแบบไม่เฉพาะเจาะจงหรือเกิดขึ้นแบบ
สุ่มในประชากรที่มีขนาดเล็กไม่เกิดการคัดเลือกโดยธรรมชาติถ้า
ประชากรมีขนาดเล็กมากความถี่ต่ำประชากรอาจหายไปจากยีนพลู
ของประชากรได้
2. การถ่ายเทยีน
จากการศึกษาจากการศึกษาความถี่ของแอลลีลใน
ประชากรดอกไม้ที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำพบว่าฝั่งด้าน A มีประชากร
ดอกไม้สีขาวมากกว่าสีแดงด้วยความถี่ของแอลลีล r= 0.9 และ
ฝั่งB มีประชากรดอกไม้สีแดงมากกว่าสีขาวความถี่ของแอลลีล
r = 0.1 ต่อมามีลมพัดแรงเกิดขึ้นบริเวณนี้ทำให้เกิดการถ่ายเรณู
ระหว่างประชากรดอกไม้ทั้งสอง เมื่อเวลาผ่านไปพบว่าฝั่ง A
ประชากรดอกไม้สีแดงเพิ่มขึ้นและดอกไม้สีขาวลดลงและความถี่
ของแอลลีล r= 0.7 และฝั่ง B ประชากรดอกไม้สีขาวพิ่มขึ้นสีแดง
ลดลงความถี่เเอลลีล r = 0.3
3. การผสมพันธุ์แบบไม่สุ่ม
ถ้าสมาชิกในประชากรมีการผสมพันธุ์แบบไม่สุ่ม
ความถี่ของประชากรจะไม่คงที่ ประชากร จะไม่อยู่ในสมดุล
ฮาร์ดี-ไวน์เบิร์ก และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดวิวัฒนาการใน
ประชากรขึ้นได้ การผสมพันธุ์ แบบไม่สุ่มอาจเกิดได้จากการผสม
พันธุ์แบบเลือกลักษณะ (assortative mating) และการผสม
พันธุ์ ในเครือญาติ (inbreeding)
การผสมพันธุ์แบบเลือกลักษณะ เกิดขึ้นเมื่อสมาชิกในประชากร
เลือกคู่ผสมพันธุ์จากฟีโนไทป์ ของเพศตรงข้าม เช่นนัก
วิทยาศาสตร์พบว่าแมลงหวี่ (Drosophila melanogaster) เพศ
เมียมักจะ เลือกผสมพันธุ์กับเพศผู้ที่มีจำนวนขน(bristle) ใกล้
เคียงกัน การเลือกคู่ผสมพันธุ์กับเพศตรงข้ามที่มี ลักษณะใกล้
เคียงกันนี้สามารถพบได้ในมนุษย์เช่นเดียวกัน เช่น โดยทั่วไป
คนส่วนใหญ่มักแต่งงานกับ คนเชื้อชาติเดียวกัน
4. มิวเทชัน
มิวเทชันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับยีนและใน
ระดับโครโมโซมในลักษณะต่าง ๆ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้
เกิดขึ้นได้เสมอในภาวะปกติ และเกิดได้ทั้งในเซลล์ร่างกายและ
เซลล์สืบพันธุ์ การเกิดมิวเทชันเพียงอย่างเดียวไม่มีผลมากพอจะ
เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางพันธุกรรมของยีนพูลใน ประชากร
ขนาดใหญ่ภายในชั่วรุ่นเดียว แต่เป็นการสร้างแอลลีลใหม่มา
สะสมไว้ในยีนพูลของประชากร ทำให้เกิดความหลากหลายทาง
พันธุกรรมของประชากรโดยธรรมชาติจะเป็นผู้คัดเลือกแอลลีล
ใหม่ที่ เหมาะสมไว้ในประชากรและเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ความถี่
ของแอลลีลในประชากรเปลี่ยนแปลง
มิวเทชันเป็นการสร้างลักษณะทางพันธุกรรมขึ้นมาใหม่ใน
ประชากร ซึ่งอาจเป็นลักษณะที่ดีหรือ ไม่ดีในประชากรนั้นขณะ
ที่การคัดเลือกโดยธรรมชาติไม่ได้สร้างลักษณะทางพันธุกรรมขึ้น
มาใหม่ แต่ จะคัดเลือกฟีโนไทป์ของประชากรที่เหมาะสมกับ
สภาพแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตนั้นอาศัยอยู่
5. การคัดเลือกโดยธรรมชาติ
การคัดเลือกโดยธรรมชาติทำให้ความถี่ของแอลลีลใน
ยีนพลูของประชากรเปลี่ยนแปลงและเกิดวิวัฒนาการ
5. กำเนิดสปีชีส์
วิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสร้างทาง
โครงสร้างของยีนพลูในประชากรและผลผลิตของวิวัฒนาการอาจ
ทำให้เกิดสปีชีส์ใหม่เกิดขึ้น
5.1 ความหมายของสปีชีส์
การแบ่งกลุ่มมีชีวิตเราเป็นสปีชีส์ต่างๆนั้นนอกจากจะ
เปรียบเทียบจากลักษณะภายนอกและนักวิทยาศาสตร์ยังต้องใช้
ความรู้ในด้านต่างๆมาประกอบด้วย เช่น สรีรวิทยา ชีวเคมีและข้อมูล
จากลำดับนิวเคลียร์โอไทด์ เพื่อยืนยันการจัดกลุ่มสปีชีส์
5.2 การแยกเหตุการสืบพันธุ์
สิ่งสิ่งมีชีวิตต่างสปีชีส์มีการป้องกันการผสมพันธุ์ข้ามสปีชีส์
โดยการแยกเหตุการสืบพันธุ์ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ
1. การแยกเหตุการสืบพันธุ์ก่อนระยะไซโกต
1.1 แหล่งที่อยู่ การอาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่ต่างกัน
1.2 พฤติกรรม พฤติกรรมต่างๆมีผลต่อเพศตรงข้ามในสปีชีส์เดียวกัน
เท่านั้น เช่น การใช้ฟีโรโมนของแมลง
1.3 ช่วงเวลาในการผสมพันธุ์ ช่วงเวลาของวันหรือฤดูกาลต่างกัน
1.4 โครงสร้างของอวัยวะสืบพันธุ์ เช่นโครงสร้างของดอกไม้บางชนิด
มีลักษณะสอดคล้องกับลักษณะของแมลงหรือสัตว์บางชนิด ทำให้
แมลงหรือสัตว์นั้นนั้นๆถ่ายเรณูเฉพาะพืชในสปีชีส์เดียวกันเท่านั้น
1.5 เซลล์สืบพันธุ์ เซลล์สืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่าง
สปีชีส์กันมีโอกาสมาพบกันแต่ไม่สามารถปฏิสนธิกันได้
2. การแยกเหตุการสืบพันธุ์หลังระยะไซโกต
ในกรณีในกรณีที่เซลล์สืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตต่างสปีชีส์
สามารถปฏิสนธิกันได้ไซโกตลูกที่เป็นลูกผสมที่เกิดขึ้นไม่
สามารถให้ลูกหลานสืบต่อไปได้ซึ่งมีสาเหตุ ดังนี้
2.1 ลูกผสมตายก่อนถึงวัยเจริญพันธ์
ต่างสปีชีส์กันเมื่อผสมกันแล้วจะมีการตายของตัวอ่อนในระยะ
ต่างๆและไม่สามารถเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัยได้
2.2 ลูกผสมเป็นหมัน
ม้ากับลาเมื่อผสมพันธุ์กันแล้วจะได้ล่อ ซึ่งเป็นหมันไม่สามารถ
ให้กำเนิดลูกต่อไปได้
2.3 ลูกผสมล้มเหลว
ทานตะวัน 2 สปีชีส์ เมื่อประสมกันลูกผสมที่เกิดขึ้นสามารถ
เจริญเติบโตและให้ลูกผสมในรุ่น F1 ได้แต่รูปในรุ่น F2
จะอ่อนแอและเป็นหมัน
5.3 กำเนิดสปีชีส์ใหม่
สปีชีส์ใหม่ จะเกิดขึ้นเมื่อไม่มีการถ่ายเทยืนระหว่าง
ประชากรในรุ่นบรรพบุรุษ ทำให้ประชากร ทั้งสองมีโครงสร้างทาง
พันธุกรรมที่แตกต่างกันและมีวิวัฒนาการเกิดเป็นสปีชีส์ใหม่ขึ้น
ได้ โดย กระบวนการเกิดสปีชีส์ใหม่อาจเกิดได้ 2 แนวทาง คือ
1. กำเนิดสปีชีส์เเบบแอลโลพาทริก
กลไกการเกิดสปีชีส์ใหม่ลักษณะนี้ เกิดจากประชากร
ดั้งเดิมในรุ่นบรรพบุรุษที่เคยอาศัยอยู่ใน พื้นที่เดียวกัน ต่อมา
เกิดการแบ่งแยกพื้นที่นั้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพ
ภูมิศาสตร์ ทำให้ประชากรที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่เดียวกันถูกแบ่ง
แยกออกจากกัน เป็นประชากรย่อยๆ และไม่มีการถ่ายเทยีน
ระหว่างกัน ประกอบกับประชากรย่อยในแต่ละแห่งต่างก็ มี
วิวัฒนาการไปให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของตนเอง ทำให้มี
ความแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดแม้ว่าประชากรย่อยเหล่า
นั้นจะมีโอกาสกลับมาอยู่ร่วมกันอีกแต่ไม่สามารถผสมพันธุ์กันได้
จัดว่าเป็นสปีชีส์ที่แตกต่างกัน นั่นคือเกิดเป็นสปีชีส์ใหม่จากการ
แบ่งแยกทางภูมิศาสตร์หรือกำเนิดสปีชีส์แบบแอลโลพาทริก
(allopatric speciation)
2. กำเนิดสปีชีส์เเบบซิมพาทริก
การเกิดสปีชีส์ใหม่ในเขตภูมิศาสตร์เดียวกันหรือกำเนิดสปีชี
ส์เเบบซิมพาทริก เป็นการเกิดสปีชีส์ใหม่ในพื้นที่เดียวกันกับ
บรรพบุรุษโดยมีการป้องกันไม่ให้ประชากรกลุ่มย่อยมาผสมพันธุ์
กับประชากรเดิมได้แม้ว่าจะอยู่ในพื้นที่เดียวกันก็ตาม เช่น
การเกิดพอลิพลอยดีของพืช การกินอาหารต่างชนิดจนในที่สุด
เกิดเป็นสปีชีส์ใหม่
อ้างอิง
https://www.scimath.org/e-
books/8112/flippingbook/index.html