The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชกรณียกิจ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sarawalee48, 2022-01-28 11:51:22

พระราชกรณียกิจ

พระราชกรณียกิจ

พรระะรราาชชกกรรณณีียยกกิิจจ?!
ของพระมหากษัตริย์ไทย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าหัว


-รัชกาลที่ 6 -

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
- สมัยอยุธยา -





คคำำนนำำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) เล่มนี้ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาประวัติศาสตร์ ส31104
โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี จังหวัดราชบุรี มีเนื้อหาเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของพระมหา
กษัตริย์ไทย สมัยก่อนรัตนโกสินทร์และพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยสมัย
รัตนโกสินทร์

ผู้จัดทำหวังว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หากข้อ
แนะนำและข้อผิดพลาดประการใดผู้จัดทำขอน้อมรับไว้และขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

สราวลี แก้วประเสริฐ
23 มกราคม 2565

สสาารรบบััญญ ข

เรื่อง บท

คำนำ ก
สารบัญ ข
อาณาจักรอยุธยา 1
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 4

พระราชกรณียกิจ 5
- พระมหาอุปราชายกทัพมาครั้งแรก 6
- สงครามยุทธหัตถี 8
- สงครามตีเมืองทะวายและตะนาวศรี 10
- ตีเมืองหงสาวดีครั้งแรก 11
- ตีเมืองหงสาวดีครั้งที่สอง 13
14
อาณาจักรรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) 15
พระราชกรณียกิจ 18
20
- การเมืองการปกครอง 21
- ประชาธิปไตย 22
- ทรงจัดตั้งกองเสือป่า 23
- พระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือในประเทศไทย 24
- การเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ 25
- การส่งทหารเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 27
- ด้านเศรษฐกิจ 28
- ด้านการศึกษา 29
- การรถไฟ 29
- การสร้างสะพานข้ามคลองชุดที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า “ เจริญ ” 29
- การขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ทางอากาศ 30
- การโทรเลข ค
- โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
- วรรณกรรม
บรรณานุกรม

1

อาณาจักรอยุธยา

อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา นับเป็นราชธานีต้นกำเนิดของประเทศไทย ตามหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์บ่งชี้ว่าได้รับการสถาปนาขึ้นราวปี พ.ศ. 1893 โดยตั้งอยู่บริเวณที่ราบลุ่มริมแม่น้ำเจ้าพระยา
และแม่น้ำป่าสักมีพระมหากษัตริย์องค์แรกผู้สร้างเมืองคือ พระเจ้าอู่ทอง หรือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

กรุงศรีอยุธยาเป็นอาณาจักรยิ่งใหญ่ คงความเจริญรุ่งเรืองอยู่นานถึง 417 ปี มีพระมหากษัตริย์
ทั้งสิ้น33 พระองค์ 5 ราชวงศ์ คือ ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาท
ทองราชวงศ์บ้านพลูหลวง โดยตั้งแต่ช่วงอยุธยาตอนกลางเป็นต้นมาถือเป็นเมืองซึ่งมีความสำคัญทางด้าน
การค้าขาย การเจริญสัมพันธไมตรีกับชาติตะวันตก เป็นศูนย์กลางการเดินทางขนส่งสินค้าระหว่างตะวันออก
และตะวันตก เชื่อกันว่ามีผู้คนหลากหลายสัญชาติ หลากศาสนา อาศัยอยู่ในอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาดังหลัก
ฐานที่ปรากฎให้เห็น

2

นอกจากนี้การค้าขาย อาณาจักรอยุธยายังมีความเข้มแข็งด้านการสงคราม มีการขยายอาณาเขตไป
ตามหัวเมืองต่างๆ ทั่วสารทิศ และทำให้อาณาจักรหรือเมืองต่างๆ ที่เคยรุ่งเรืองมาก่อนหน้านี้ลดบทบาทหรือ
ขนาดลงกลายเป็นเมืองประเทศราชขึ้นกับอยุธยา จนบอกได้ว่าอยุธยาเป็นหนึ่งในอาณาจักรยิ่งใหญ่ที่สุดแห่ง
หนึ่งที่เคยเกิดขึ้นในภูมิภาคนี้

อย่างไรก็ตามกรุงศรีอยุธยาเคยพ่ายแพ้สงครามใหญ่และเสียกรุงถึงสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ
พระเจ้าบุเรงนอง แห่งราชวงศ์ตองอูของพม่า นำทัพเข้ารุกกรุงศรีเพื่อประกาศศักดาตั้งแต่เดือนตุลาคม
พ.ศ. 2111 การสงครามกินเวลายาวนานหลายเดือน กระทั่งเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2112 กรุงศรีอยุธยาจึงแตกพ่าย

การเสียกรุงครั้งนั้นกินเวลายาวนานถึง 15 ปี
ซึ่งเวลาดังกล่าวพระเจ้าบุเรงนอง ทรงให้สมเด็จพระ
มหาธรรมราชาธิราช ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุง
ศรีอยุธยาในฐานะประเทศราช จนกระทั่งพระเจ้าบุเรง
นองเสด็จสวรรคตเมื่อปี พ.ศ. 2524 สมเด็จพระนเรศวร
มหาราช (ขณะนั้นเป็นพระมหาอุปราชแห่งอยุธยา) จึง
เห็นว่าจะไม่ยอมเป็นเมืองขึ้นอีกต่อไป พระองค์ทรง
ทำการประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง เมื่อปี พ.ศ. 2126
แม้หลังจากนั้นพม่าจะยกทัพมาหมายปราบอยุธยาอีก
หลายครั้งแต่ก็ล้มเหลว จนปี พ.ศ. 2133 เมื่อสมเด็จพระ
มหาธรรมราชาธิราชสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรจึงขึ้น
ครองราชย์ สร้างให้กรุงศรีอยุธยาให้กลับมารุ่งเรือง
อีกครั้ง

นับตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรเป็นต้นมา กรุงศรีอยุธยามีสงครามภายในแย่งชิงราชบัลลังก์กันอีก
หลายครั้ง มีการผลัดเปลี่ยนราชวงศ์ จากสุโขทัย เป็นราชวงศ์ปราสาททอง และราชวงศ์บ้านพลูหลวง แต่ไม่
เคยพ่ายแพ้ในสงครามครั้งใหญ่อีกเลย เป็นอาณาจักรที่เจริญรุ่งเรืองทุกด้านเรื่อยมา กระทั่งถึงคราวเสีย
กรุงครั้งที่ 2 กษัตริย์พระองค์สุดท้าย องค์ที่ 33 ของกรุงศรีอยุธยาคือพระเจ้าเอกทัศ หรือสมเด็จพระที่นั่ง
สุริยาศน์อัมรินทร์ ทรงขึ้นครองราชย์เมื่อปี พ.ศ. 2301 ต่อมาในปี พ.ศ. 2308 จึงเริ่มถูกรุกรานจากพม่า
พอถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2310 หลังจากถูกล้อมกรุงมาเป็นเวลานาน ทหารพม่าก็ยกพลเข้ามาภายในกรุง
ศรีอยุธยาสำเร็จ บ้านเมืองถูกทำลายอย่างหนัก ถือเป็นอันสิ้นสุดความยิ่งใหญ่ยาวนานกว่า 417 ปี ไว้เพียง
เท่านั้น

3

หลังการเสียกรุงครั้งที่ 2 พระยาตากรวบรวมกำลังพลจากเมืองรอบนอกโดยเฉพาะที่จันทบูร ตราด
และธนบุรี กลับมาตีกรุงศรีอยุธยาขับไล่กำลังพลพม่าออกไปสำเร็จ ทว่าด้วยสภาพเมืองเสียหายอย่างหนัก
ทำให้พระยาตากเลือกที่มั่นสร้างเมืองใหม่ ปราบดาภิเษกเป็นสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช หรือ สมเด็จ
พระบรมราชาที่ 4 สถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี
เมื่อสมเด็จพระเจ้าจากสินเสด็จสวรรคต พระยาจักรีจึงปราบดาภิเษกเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราช และสถาปนากรุงเทพมหานคร ขึ้นเป็นราชธานี เมื่อปี พ.ศ. 2325 ถือเป็นการเริ่มต้นยุคกรุง
รัตนโกสินทร์นั่นเอง

หลังการเข้าสู่ยุคกรุงรัตนโกสินทร์ อยุธยาหรือเมืองกรุงเก่ามีสถานะเป็นหัวเมืองจัตวา พอถึง
รัชกาลที่4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. 2438 ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนการปกครองใหม่เป็นรูป
แบบมณฑลเทศาภิบาลจึงเกิดเป็นมณฑลกรุงเก่า ประกอบด้วย อยุธยา อ่างทอง สระบุรี พระพุทธบาท
ลพบุรีพรหมบุรี อินทร์บุรี และสิงห์บุรี

เมื่อเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 การปกตรองแบบมณฑลถูกยกเลิก อยุธยาจึง
กลายเป็นจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันมีเขตการปกครอง 16 อำเภอ ถือเป็นจังหวัดสำคัญทางด้าน
เศรษฐกิจในภาคกลาง ขณะที่บริเวณเมืองเก่าหรือที่ตั้งเดิมของศูนย์กลางอาณาจักรกรุงศรีอยุธยาได้รับการ
ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช 4

• พระราชประวัติของพระนเรศวรมหาราช

สมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า พระองค์ดำ กษัตริย์ผู้ทรงกอบกู้อิสรภาพจาก
พม่าในการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระมหาธรรม
ราชา ผู้สืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์สุโขทัยและพระวิสุทธิกษัตริย์(พระสวัสดิราช)ราชธิดาของสมเด็จพระศรีสุริโยไท
กับสมเด็จพระมหาจักรพรรดิกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาประสูติเมื่อ พ.ศ. 2048 ณ พระราชวังจันทน์ เมือง
พิษณุโลก เมื่อครั้งพระราชบิดาทรงเป็นอุปราชครองเมืองพิษณุโลก มีพระเชษฐภคินีองค์หนึ่งพระนามว่า
พระสุพรรณกัลยา และพระอนุชา พระเอกาทศรถ (พระองค์ขาว) ร่วมสายเลือด พระนามของพระองค์ปรากฏใน
ลายลักษณ์อักษรหลายฉบับ เช่น พระนเรศ วรราชาธิราช,พระนเรสส, องค์ดำ ไม่สามารถสรุปได้ว่าพระนาม
นเรศวรได้มาจากที่ใด แต่สันนิษฐานเบื้องต้นว่า เพี้ยนมาจาก สมเด็จพระนเรศ วรราชาธิราช เป็น สมเด็จพระ
นเรศวร ราชาธิราชนั้นเอง

พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2133 สิริรวมการครองราชย์สมบัติ 15 ปีเสด็จ
สวรรคตเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2148 รวมพระชนมพรรษา 50 พรรษา ทั้งนี้ ความยิ่งใหญ่และความกล้า
หาญของพระองค์มีอยู่ในสายเลือด เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายมาจากอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ทั้ง
สองอาณาจักร ได้แก่ อาฌาจักรสุโขทัยและอาณ าจักรอยุธยา สายเลือดแห่งนักสู้และการปกครองที่สืบทอดมา
จากสายเลือดจึงส่งผลให้พระองค์เป็น พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่และเกรียงไกรในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา

5

พระราชกรณียกิจ

• พระมหาอุปราชายกทัพมาครั้งแรก

สมเด็จพระนเรศวรเสวยราชย์ได้ 8 เดือนก็เกิดข้าศึกพม่าอีก เหตุที่จะเกิดศึกครั้งนี้คือเจ้าฟ้าไทยใหญ่
เมืองคังตั้งแข็งเมืองขึ้นอีก พระเจ้าหงสาวดีตรัสปรึกษาเสนาบดี เห็นกันว่าเป็นเพราะเหตุที่เจ้าเมืองคังได้ทราบ
ว่าปราบกรุงศรีอยุธยาไม่สำเร็จ จึงตั้งแข็งเมืองเอาอย่างบ้างตราบใดที่ยังไม่ปราบกรุงศรีอยุธยาลงได้ถึงแม้จะ
ปราบเมืองคังได้ เมืองอื่นก็คงแข้งข้อเอาอย่าง แต่ในเวลานั้นพระเจ้าหงสาวดีทรงอยู่ในวัยชราทุพพลภาพไม่
ทรงสามารถจะไปทำสงครามเอาได้ดังแต่ก่อน จึงจัดกองทัพขึ้นสองทัพ ให้ราชบุตรองค์หนึ่งซึ่งได้เป็นพระเจ้า
แปรขึ้นใหม่ ยกไปตีเมืองคังทัพหนึ่งให้พระยาพสิม พระยาพุกามเป็นกองหน้า พระมหาอุปราชาเป็นกองหลวงยก
ลงมาตีกรุงศรีอยุธยาอีกทัพหนึ่ง พระมหาอุปราชายกออกจากกรุงหงสาวดีเมื่อเดือน 12 พ.ศ. 2133 มาเข้า
ทางด่านพระเจดีย์สามองค์ เพื่อตรงมาตีพระนครศรีอยุธยาทีเดียว

ฝ่ายทางกรุงศรีอยุธยาครั้งนี้ รู้ตัวช้าจึงเกิดความลำบาก ไม่มีเวลาจะต้อนผู้คนเข้าพระนครดังคราวก่อนๆ
สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่าจะคอยต่อสู้อยู่ในกรุงอาจไม่เป็นผลดีเหมือนหนหลัง จึงรีบเสด็จยกกองทัพหลวง
ออกไปกับสมเด็จพระเอกาทศรถ ในเดือนยี่ เมือเสด็จไปถึงเมืองสุพรรณบุรีได้ทรงทราบว่าข้าศึกยกล่วงเมือง
กาญจนบุรีเข้ามาแล้ว จึงให้ตั้งทัพหลวงรับข้าศึกอยู่ที่ลำน้ำท่าคอย พอกองทัพพม่ายกมาถึงก็รบกันอย่าง
ตะลุมบอน พระยาพุกามแม่ทัพพม่าคนหนึ่งตายในที่รบ กองทัพพม่าถูกไทยฆ่าฟันล้มตายเป็นอันมาก ที่เหลือก็พา
กันพ่ายหนี ไทยไล่ติดตามไปจับพระยาพสิมได้ที่บ้านจระเข้สามพันอีกคนหนึ่ง พระมหาอุปราชาเองก็หนีไปได้อย่าง
หวุดหวิด เมื่อกลับไปถึงหงสาวดีพวก แม่ทัพนายกองก็ถูกลงอาญาไปตามๆ กัน พระมหาอุปราชาก็ถูกภาคทัณฑ์
ให้แก้ตัวในภายหน้า

6

พระราชกรณียกิจ

• สงครามยุทธหัตถี

ในปี พ.ศ. 2135(ค.ศ.1592) พระเจ้านันทบุเรงโปรดให้พระมหาอุปราชา นำกองทัพทหารสอง
แสนสี่หมื่นคน มาตีกรุงศรีอยุธยาหมายจะชนะศึกในครั้งนี้ สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบว่า พม่าจะยก
ทัพใหญ่มาตี จึงทรงเตรียมไพร่พลมีกำลังหนึ่งแสนคนเดินทางออกจากบ้านป่าโมกไปสุพรรรบุรีข้ามน้ำ
ตรงท่าท้าวอู่ทองและตั้งค่ายหลวงบริเวณหนองสาหร่าย เช้าของวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ ดือนยี่
ปีมะโรง พ.ศ.2135 สมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถทรงเครื่องพิชัยยุทธ สมเด็จพระ
นเรศวรทรงช้าง นามว่า เจ้าพระยาไชยานุภาพ ส่วนพระสมเด็จพระเอกาทศรถทรงช้างนามว่า
เจ้าพระยาปราบไตรจักร ช้างทรงของทั้งสองพระองค์นั้นเป็นช้างชนะงาคือช้างมีงาที่ได้รับการฝึกให้
รู้จักการต่อสู้มาแล้วหรือเคยผ่านสงครามชนช้าง ชนะช้างตัวอื่นมาแล้วซึ่งเป็นช้างที่กำลังตกมัน ใน
ระหว่างการรบจึงวิ่งไล่ตามพม่าหลงเข้าไปในแดนพม่า มีเพียงทหารรักษาพระองค์และจาตุรงค์บาท
เท่านั้นที่ติดตามไปทัน

สมเด็จพระนเรศวรทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาทรงพระคชสารอยู่ในร่มไม้กับเหล่าท้าว
พระยา จึงทราบได้ว่าช้างทรงของสองพระองค์หลงถลำเข้ามาถึงกลางกองทัพ และตกอยู่ในวงล้อม
ข้าศึกแล้ว แต่ด้วยพระปฏิภาณไหวพริบของสมเด็จพระนเรศวร ทรงเห็นว่าเป็นการเสียเปรียบข้าศึกจึง
ไสช้างเข้าไปใกล้ แล้วตรัสถามด้วยคุ้นเคยมาก่อนแต่วัยเยาว์ว่า "พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า
เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะ
ได้ยุทธหัตถีแล้ว"พระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสช้างนามว่า พลายพัทธกอเข้าชนเจ้าพระยาไชยานุ
ภาพเสียหลัก พระมหาอุปราชาทรงฟันสมเด็จพระนเรศวรด้วย พระแสงของ้าวแต่สมเด็จพระนเรศวร
ทรงเบี่ยงหลบทัน จึงฟันถูกพระมาลาหนังขาด จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพชนพลายพัทธกอเสียหลัก
สมเด็จพระนเรศวรทรงฟันด้วยพระแสงของ้าวถูกพระมหาอุปราชาเข้าที่อังสะขวา สิ้นพระชนม์อยู่ บน
คอช้าง

7

พระราชกรณียกิจ

• สงครามยุทธหัตถี

8

พระราชกรณียกิจ

• สงครามตีเมืองทะวายและตะนาวศรี

ศึกทะวายและตะนาวศรีนั้น เป็นการรบในระหว่างคนต้องโทษกับคนต้องโทษด้วยกัน กล่าวคือ
ทางกรุงศรีอยุธยพาพวกนายทัพที่ตามเสด็จไม่ทันในวันยุทธหัตถีนั้น มีถึง 6 คนคือ พระยาพิชัยสงคราม
พระยารามกำแหง เจ้าพระยาจักรี พระยาพระคลัง และพระยาศรีไสยณรงค์ สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้
ปรึกษาโทษลูกขุนปรึกษาโทษให้ประหารชีวิต สมเด็จพระพนรัตน์ป่าแก้วมาถวายพระพรว่าการที่แม่ทัพเหล่า
นั้นตามเสด็จไม่ทัน ก็เพราะบุญญาภินิหารของพระองค์ ที่จะได้รับเกียรติคุณเป็นวีรบุรุษที่แท้จริง ด้วยเหตุ
ว่าถ้าพวกนั้นตามไปทันแล้วถึงจะชนะก็ไม่เป็นชื่อเสียงใหญ่หลวง เหมือนที่เสด็จไปโดยลำพัง เมื่อเห็นว่า
สมเด็จพระนเรศวรทรงเลื่อมใสในคำบรรยายข้อนี้แล้ว ก็ทูลขอโทษพวกแม่ทัพเหล่านี้ไว้ สมเด็จพระนเรศวร
ก็โปรดประทานให้ แต่พวกนี้จะต้องไปตีทะวายและตะนาวศรีเป็นการแก้ตัว จึงให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพคุม
พลห้าหมื่นไปตีตะนาวศรี พระยาพระคลังคุมกำลังพลหมื่นเหมือนกันไปตีทะวาย ส่วนแม่ทัพอื่นๆ ที่ต้องโทษ
ก็แบ่งกันไปในสองกองทัพนี้คือพระยาพิชัยสงครามกับพระยารามคำแหงไป ตีเมืองทะวายกับพระยาพระ
คลัง และให้พระยาเทพอรชุนกับพระยาศรีไสยณรงค์ไปตีเมืองตะนาวศรีกับเจ้าพระยาจักรี

ส่วนทางหงสาวดีเมื่อพระเจ้านันทบุเรงเสียพระโอรสรัชทายาทแล้วก็โทมนัส ให้ขังแม่ทัพนายกอง
ไว้ทั้งหมด แต่ภายหลังทรงดำริว่าไทยชนะพม่าในครั้งนี้แล้วก็จะต้องมาตีพม่าโดยไม่ต้องสงสัย ก่อนที่ไทย
ไปรบพม่าก็จะต้องดำเนินการอย่างเดียวกันกับที่พม่ารบกับไทย กล่าวคือ จะต้องเอามอญไว้ในอำนาจเสีย
ก่อนและเป็นการแน่นอนว่าไทยจะต้องเข้ามาตีทะวาย และตะนาวศรี ด้วยเหตุนี้จึงให้แม่ทัพนายกองที่ไปแพ้
สงครามครั้งนี้ไปทำการแก้ตัวรักษา เมืองตะนาวศรีและเมืองทะวาย เป็นอันว่าทั้งผู้รบและผู้รับทั้งสองฝ่าย
ตกอยู่ในฐานคนผิดที่จะต้องทำการแก้ตัวทั้งสิ้น

9

พระราชกรณียกิจ

• สงครามตีเมืองทะวายและตะนาวศรี

กองทัพพม่า แบ่งออกเป็นสี่กองทัพ คือ
• กองทัพเมืองแปร อุปราชเมืองแปรเป็นนายทัพ
• กองทัพเมืองตองอู อุปราชเมืองตองอูเป็นนายทัพ
• กองทัพหงสาวดี มังกะยอชวาเป็นนายทัพ และเป็นทัพหลวง
• กองทัพเมืองเชียงใหม่

ส่วนกองทัพอยุธยาพระนเรศวรทรงจัดทัพเป็นขบวนเบญจเสนา 5 ทัพ ดังนี้

ทัพที่ 1 เป็นกองหน้า ทัพที่ 2 เป็นกองเกียกกาย
• พระยาสีหราชเดโชชัย เป็นนายทัพ พระยาเทพอรชุน เป็นนายทัพ
• พระยาพิชัยรณฤทธิ์ เป็นปีกขวา พระยาพิชัยสงคราม เป็นปีกขวา
• พระยาวิชิตณรงค์ เป็นปีกซ้าย พระยารามคำแหง เป็นปีกซ้าย

ทัพที่ 3 เป็นกองหลวง ทัพที่ 4 เป็นกองยกกระบัตร
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นจอมทัพ พระยาพระคลัง เป็นนายทัพ
สมเด็จพระเอกาทศรถ พระราชสงคราม เป็นปีกขวา
เจ้าพระยามหาเสนา เป็นปีกขวา พระรามรณภพ เป็นปีกซ้าย
เจ้าพระยาจักรี เป็นปีกซ้าย

ทัพที่ 5 เป็นกองหลัง
พระยาท้ายน้ำ เป็นนายทัพ
หลวงหฤทัย เป็นปีกขวา
หลวงอภัยสุรินทร์ เป็นปีกซ้าย

10

พระราชกรณียกิจ

• ตีเมืองหงสาวดีครั้งแรก

การที่สมเด็จพระนเรศวร ได้หัวเมืองมอญฝ่ายใต้มาเป็นเมืองขึ้น นับว่าเป็นจุดหักเหที่มีนัย
สำคัญ ของการสงครามไทยกับพม่า จากเดิม ฝ่ายพม่าเป็นฝ่ายยกทัพมาไทยโดยตลอด การได้หัว
เมืองมอญฝ่ายใต้ ทำให้ไทยใช้เป็นฐานทัพ ที่จะยกกำลังไปตีเมืองหงสาวดีได้สะดวก

สมเด็จพระนเรศวรเสด็จยกกองทัพหลวงไปตีเมืองหงสาวดี ออกจากพระนคร เมื่อวัน
อาทิตย์ ขึ้น3 ค่ำ เดือนอ้าย ปีมะแม พ.ศ. 2138 มีกำลังพล 120,000 คน เดินทัพไปถึงเมืองเมาะตะมะ
แล้วรวบรวมกองทัพมอญเข้ามาสมทบ จากนั้น ได้เสด็จยกกองทัพหลวงไปยังเมืองหงสาวดี เข้าล้อม
เมืองไว้ กองทัพไทยล้อมเมืองหงสาวดีอยู่ 3 เดือน และได้เข้าปล้นเมือง เมื่อวันจันทร์ แรม 13 ค่ำ
เดือน 4 ครั้งหนึ่ง แต่เข้าเมืองไม่ได้ ครั้นเมื่อทรงทราบว่าพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ พระเจ้าตองอู ได้
ยกกองทัพลงมาช่วยพระเจ้านันทบุเรงถึงสามเมือง เห็นว่าข้าศึกมีกำลังมากนักจึงทรงให้เลิกทัพกลับ
เมื่อวันสงกรานต์ เดือน 5 ปีวอก พ.ศ. 2139 และได้กวาดต้อนครอบครัวในหัวเมืองหงสาวดี มาเป็น
เชลยเป็นอันมาก และกองทัพข้าศึกมิได้ยกติดตามมารบกวนแต่อย่างใด

การสงครามครั้งนี้ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า สมเด็จพระนเรศวร
เสด็จยกทัพไปครั้งนี้ เป็นการจู่ไป โดยไม่ให้ข้าศึกมีเวลาพอตระเตรียมการต่อสู้ได้พรักพร้อม และพระ
ราชประสงค์ที่ยกไปนั้น น่าจะมีอยู่ 3 ประการคือ

ประการแรก ถ้าสามารถตีเอาเมืองหงสาวดีได้ก็จะตีเอาทีเดียว
ประการที่สอง ถ้าตีเมืองหงสาวดียังไม่ได้ครั้งนี้ ก็จะตรวจภูมิลำเนา และกำลังข้าศึกให้รู้ไว้
สำหรับคิดการคราวต่อไป
ประการที่สาม คงคิดกวาดต้อนผู้คนมาเป็นเชลยให้มาก เพื่อประสงค์จะตัดทอนกำลังข้าศึก และ
เอาผู้คนมาเพิ่มเติม เป็นกำลังสำหรับพระราชอาณาจักรต่อไป

11

พระราชกรณียกิจ

• ตีเมืองหงสาวดีครั้งที่สอง

พ.ศ. 2142 สมเด็จพระนเรศวรทรงมุ่งหมายจะตีเอาเมืองหงสาวดีให้ได้ จึงตระเตรียมทัพยกไป
ทั้งทางบกและทางเรือ ได้ออกทำการเกลี้ยกล่อมหัวเมืองต่างๆ ให้อ่อนน้อมต่อไทยได้อีกหลายเมือง
แม้แต่เชียงใหม่ซึ่งได้ตั้งแข็งเมืองต่อพม่าแล้ว แต่คิดเกรงว่ากรุงศรีสัตนาคนหุตและไทยจะยกทัพไปรุกราน
ก็ได้ตัดสินใจยอมอ่อนน้อมมาขอขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยาด้วย ส่วนเมืองตองอูกับเมืองยะไข่เมื่อเอาใจออก
ห่างจากกรุงหงสาวดีไปแล้ว ก็หันมาฝักใฝ่กับไทยและรับว่า ไทยยกทัพไปตีกรุงหงสาวดีแล้ว ก็จะเข้าร่วม
ช่วยเหลือพระเจ้ายะไข่นั้นอยากได้หัวเมืองชายทะเล ส่วนพระเจ้าตองอูอยากได้เป็นพระเจ้าหงสาวดีแทน
สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงรับเป็นไมตรีกับเมืองทั้งสองนั้น ในระหว่างนั้นพระมหาเถระเสียมเพรียมภิกษุรูป
หนึ่งได้เข้ายุยงพระเจ้าตองอูมิให้อ่อนน้อมแก่ไทย และแจ้งอุบายให้พระเจ้าตองอูคิดอ่านเอาเมืองหงสาวดี
เสียเอง พระเจ้าตองอูเห็นชอบด้วยจึงชวนพระเจ้ายะไข่ให้ไปตีเมืองหงสาวดี แล้วพระเจ้าตองอูจะทำทีเป็น
ยกกองทัพมาช่วยหงสาวดี พอเข้าเมืองได้แล้วก็หย่าศึกกันเสีย และจะแบ่งประโยชน์ให้ตามที่พระเจ้ายะไข่
ต้องการ คือจะยกหัวเมืองชายทะเลให้แก่พระเจ้ายะไข่ แต่ครั้งทัพพระเจ้ายะไข่และทัพพระเจ้าตองอูเข้า
ประชิดเมืองหงสาวดีแล้วก็หาเข้าเมืองไม่ ทั้งนี้เพราะพระเจ้าหงสาวดีเกิดทรงระแวงขึ้น ทัพพระเจ้าตองอู
และพระเจ้ายะไข่จึงได้แต่ตั้งล้อมเมืองหงสาวดีไว้

12

พระราชกรณียกิจ

• ตีเมืองหงสาวดีครั้งที่สอง

สมเด็จพระนเรศวรทรงเห็นว่าทางกรุงหงสาวดีกำลังปั่นป่วนจึงเสด็จยกทัพหลวงไปตีหงสาวดี
แต่ต้องไปเสียเวลาปราบปรามมอญซึ่งพระเจ้าตองอูได้ยุยงให้กระด้างกระเดื่องเป็นเวลาถึง 3 เดือนเศษ
จึงเดินทัพถึงเมืองหงสาวดีช้ากว่ากำหนดที่คาดหมายไว้ ทางฝ่ายพระเจ้าตองอูพระเจ้ายะไข่ซึ่งกำลังล้อม
เมืองหงสาวดีอยู่ พอได้ทราบข่าวว่าสมเด็จพระนเรศวรยกกองทัพขึ้นไปกำจัดมอญเมืองเมาะตะมะกำลัง
เดินทัพมาก็เกรงกลัว และแจ้งให้พระเจ้าหงสาวดีทราบ พระเจ้าหงสาวดีก็จำใจอนุญาตให้พระเจ้าตองอู
ยกทัพเข้าไปในเมืองหงสาวดีได้ และมอบหมายให้พระเจ้าตองอูบัญชาการรบแทนทุกประการ พระเจ้า
ตองอูจึงทำการกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สมบัติ รวมทั้งพระเจ้าหงสาวดีไปยังเมืองตองอู ทิ้งเมืองหง
สาวดีไว้ให้กองทัพพระเจ้ายะไข่ทำการค้นคว้าทรัพย์ที่ยังเหลืออยู่ต่อไป พอพระเจ้าตองอูออกจากหงสาว
ดีไปได้ประมาณ 8 วัน กองทัพไทยก็ยกไปถึงเมืองหงสาวดี

ครั้นสมเด็จพระนเรศวรได้ทรงทราบ
ว่าพระเจ้าตองอูไม่ซื่อตรงตามคำมั่นที่ได้ให้
ไว้ก็ทรงพระพิโรธ จึงเสด็จยกทัพตามขึ้นไปตี
เมืองตองอู ได้เข้าล้อมเมืองตองอูอยู่ถึง 2
เดือนก็ไม่อาจตีหักเอาได้ เพราะเมืองตองอูมี
ชัยภูมิที่ดี ชาวเมืองก็ทำการต่อสู้เข้มแข็ง
ประกอบกับฝนตกชุกและทัพไทยขาดเสบียง
อาหาร สมเด็จพระนเรศวรจึงทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้ยกกองทัพกลับคืนกรุง
ศรีอยุธยา

13

อาณาจักรรัตนโกสินทร์

อาณาจักรรัตนโกสินทร์ เป็นราชอาณาจักรที่สี่ในยุคประวัติศาสตร์ของไทย เริ่มตั้งแต่การย้ายเมือง
หลวงจากฝั่งกรุงธนบุรี มายังกรุงเทพมหานคร ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เมื่อวันที่ 21 เมษายน
พ.ศ. 2325 ครึ่งแรกของสมัยนี้เป็นการเพิ่มพูนอำนาจของอาณาจักร ถูกขัดจังหวะด้วยความขัดแย้งเป็นระยะกับ
พม่าเวียดนามและลาว ส่วนครึ่งหลังนั้นเป็นการเผชิญกับประเทศเจ้าอาณานิคม อังกฤษและฝรั่งเศส จนทำให้ไทย
เป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ไม่ตกเป็นอาณานิคมของตะวันตก ผลกระทบจากภัยคุกคาม
นั้น นำให้อาณาจักรพัฒนาไปสู่รัฐชาติ สมัยใหม่ที่รวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง โดยมีพรมแดนที่กำหนดร่วมกับ
ชาติตะวันตก สมัยนี้มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ ด้วยการเพิ่มการค้ากับต่างประเทศ การเลิก
ทาส และการขยายการศึกษาแก่ชนชั้นกลางที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ไม่มีการปฏิรูปทางการเมืองอย่างแท้จริง
กระทั่งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชถูกแทนที่ด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ ในการปฏิวัติสยาม
พ.ศ. 2475

14

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)

• พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6
แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เสด็จพระราชสมภพเมื่อ วันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 2 ค่ำ ปีมะโรง ตรงกับวันที่ 1 มกราคม
พ.ศ. 2423 เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 29 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสวยราชสมบัติเมื่อวัน
เสาร์ที่ 23 ตุลาคม ปีจอ พุทธศักราช 2453 และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 รวม
พระชนมพรรษา 45 พรรษา เสด็จดำรงราชสมบัติรวม 15 ปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระ
ราชอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้านการเมืองการปกครอง การทหาร การ
ศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์ ได้ทรงพระราช
นิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้นับพันเรื่อง กระทั่งทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว
ว่า "สมเด็จพระมหาธีราชเจ้า" พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ใน พระราชวงศ์จักรีพระองค์แรกที่ไม่มีวัดประจำ
รัชกาล แต่ได้ทรงมีการการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน ขึ้นแทน ด้วยทรง
พระราชดำริว่าพระอารามนั้นมีมากแล้ว และการสร้างอารามในสมัยก่อนนั้นก็เพื่อบำรุงการศึกษาของเยาวชนของ
ชาติ จึงทรงพระราชดำริให้สร้างโรงเรียนขึ้นแทน พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งแรกของพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว สร้างแล้วเสร็จเมื่อพ.ศ. 2485 ประดิษฐาน ณ สวนลุมพินี ซึ่งเป็นบริเวณที่ดินส่วน
พระองค์ ที่พระราชทานไว้เป็นสมบัติของประชาชน เพื่อจัดงานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์แสดงสินค้าไทยแก่ชาวโลกเป็น
ครั้งแรก เพื่อบำรุงเศรษฐกิจและพาณิชยกรรมของประเทศ (แต่มิทันได้จัดก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน) และทรงตั้ง
พระราชหฤทัยว่าเมื่อเสร็จงานแล้ว จะพระราชทานเป็นสวนสาธารณะพักผ่อนหย่อนใจแห่งแรกในกรุงเทพฯ ทั้งนี้

15

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)

• พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในวันคล้ายวันสวรรคตของทุกปี วันที่ 25 พฤศจิกายน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือผู้แทนพระองค์
จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางพวงมาลา ถวายบังคมพระบรมราชานุสรณ์ ณ สวนลุมพินีแห่งนี้ ในวันนั้นมีหน่วย
ราชการ หน่วยงานเอกชน นิสิตนักศึกษา พ่อค้าประชาชนจำนวนมากไปวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และยังทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บำเพ็ญพระราชกุศลอุทิศถวาย ณ วชิราวุธวิทยาลัย ใน พ.ศ. 2524 องค์การการ
ศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ยกย่องพระเกียรติคุณของ พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนัก
ปราชญ์ นักประพันธ์ กวี และนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมาก

16

พระราชกรณียกิจ

• การเมืองการปกครอง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีเริ่มพระราชภารกิจในด้านการปกครองมาแต่ครั้ง
ดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงรับพระราชภาระเป็นผู้สำเร็จราชการ
รักษาพระนคร ในระหว่างที่สมเด็จพระบรมชนกนาถมิได้ประทับในพระนครอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2450
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นความสำคัญของ “ชาติ” เป็นหัวใจของการปกครอง
กล่าวคือ ทรงกระทำทุกวิถีทางเพื่อประโยชน์ของชาติ ซึ่งหมายถึงราษฎรที่เกิดเป็นไทย และในเวลาต่อมามี
ความหมายรวมถึงดินแดนที่เป็นของราษฎรที่เกิดเป็นไทยด้วย ไม่ว่าราษฎรเหล่านั้นจะมีเชื้อชาติและศาสนา
ใด ทรงพิจารณาเรื่องอันจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างรอบคอบและรอบด้าน เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม
จึงจะดำเนินการ

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงดำเนินการปกครองตาม
แบบแผนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มไว้แล้ว ยังได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดการปรับ
เปลี่ยนบางอย่างเพิ่มเติมดังเช่น การปรับเปลี่ยนระเบียบราชการบางส่วนในกระทรวงมหาดไทย กล่าวคือ
ใน พ.ศ. 2458 โปรดเกล้าฯ ให้รวมหัวเมืองมณฑลที่ใกล้เคียงกันจัดเป็นภาค และทรงแยกหัวเมืองใน
มณฑลพายัพออกเป็น 2 มณฑล คือ มณฑลพายัพ มีเขตปกครองคือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน
แม่ฮ่องสอน เชียงราย กับมณฑลมหาราษฎร์ มีเขตปกครองคือ จังหวัดแพร่ ลำปาง และน่าน แล้วโปรดให้
เรียกรวมว่า “มณฑลพายัพ” และทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลขึ้นเป็น
อุปราชมณฑลภาคพายัพ
ต่อจากนั้นโปรดเกล้าฯ ให้รวมมณฑลนครไชยศรีและมณฑลราชบุรี จัดเป็น “มณฑลภาคตะวันตก” รวม
มณฑลนครศรีธรรมราช มณฑลสุราษฎร์ธานี และมณฑลปัตตานี เป็น “มณฑลปักษ์ใต้” และรวมมณฑล
อุดร มณฑลร้อยเอ็ด และมณฑลอุบล เป็น ภาคอีสาณ ตามลำดับ ทั้งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
เลื่อนตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลขึ้นเป็นอุปราชมณฑลภาคนั้นๆ ส่วนมณฑลกรุงเก่า (มณฑลอยุธยา) ได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลขึ้นเป็นอุปราชมณฑลกรุงเก่า และยังโปรดเกล้าฯ ให้
ออกประกาศกำหนดอำนาจและหน้าที่ของอุปราชไว้ในปีเดียวกันนี้ด้วย

17

พระราชกรณียกิจ

• การเมืองการปกครอง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีเริ่มพระราชภารกิจในด้านการปกครองมาแต่ครั้ง
ดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร ทรงรับพระราชภาระเป็นผู้สำเร็จราชการ
รักษาพระนคร ในระหว่างที่สมเด็จพระบรมชนกนาถมิได้ประทับในพระนครอยู่เนืองๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินประพาสยุโรปครั้งที่ 2 ใน พ.ศ. 2450
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเน้นความสำคัญของ “ชาติ” เป็นหัวใจของการปกครอง
กล่าวคือ ทรงกระทำทุกวิถีทางเพื่อประโยชน์ของชาติ ซึ่งหมายถึงราษฎรที่เกิดเป็นไทย และในเวลาต่อมามี
ความหมายรวมถึงดินแดนที่เป็นของราษฎรที่เกิดเป็นไทยด้วย ไม่ว่าราษฎรเหล่านั้นจะมีเชื้อชาติและศาสนา
ใด ทรงพิจารณาเรื่องอันจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองอย่างรอบคอบและรอบด้าน เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม
จึงจะดำเนินการ

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว นอกจากจะทรงดำเนินการปกครองตาม
แบบแผนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มไว้แล้ว ยังได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดการปรับ
เปลี่ยนบางอย่างเพิ่มเติมดังเช่น การปรับเปลี่ยนระเบียบราชการบางส่วนในกระทรวงมหาดไทย กล่าวคือ
ใน พ.ศ. 2458 โปรดเกล้าฯ ให้รวมหัวเมืองมณฑลที่ใกล้เคียงกันจัดเป็นภาค และทรงแยกหัวเมืองใน
มณฑลพายัพออกเป็น 2 มณฑล คือ มณฑลพายัพ มีเขตปกครองคือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน
แม่ฮ่องสอน เชียงราย กับมณฑลมหาราษฎร์ มีเขตปกครองคือ จังหวัดแพร่ ลำปาง และน่าน แล้วโปรดให้
เรียกรวมว่า “มณฑลพายัพ” และทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลขึ้นเป็น
อุปราชมณฑลภาคพายัพ
ต่อจากนั้นโปรดเกล้าฯ ให้รวมมณฑลนครไชยศรีและมณฑลราชบุรี จัดเป็น “มณฑลภาคตะวันตก” รวม
มณฑลนครศรีธรรมราช มณฑลสุราษฎร์ธานี และมณฑลปัตตานี เป็น “มณฑลปักษ์ใต้” และรวมมณฑล
อุดร มณฑลร้อยเอ็ด และมณฑลอุบล เป็น ภาคอีสาณ ตามลำดับ ทั้งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
เลื่อนตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลขึ้นเป็นอุปราชมณฑลภาคนั้นๆ ส่วนมณฑลกรุงเก่า (มณฑลอยุธยา) ได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลขึ้นเป็นอุปราชมณฑลกรุงเก่า และยังโปรดเกล้าฯ ให้
ออกประกาศกำหนดอำนาจและหน้าที่ของอุปราชไว้ในปีเดียวกันนี้ด้วย

18

พระราชกรณียกิจ

• ประชาธิปไตย

แม้ว่าการปกครองในระบบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะเป็นนิติธรรม ในการปกครองบ้านเมือง
ของสยาม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงตระหนักดีว่าการปกครองบ้านเมืองโดยบุคคลคน
เดียวเป็นความเสี่ยง หากได้ผู้ปกครองไม่ดีก็จะเป็นผลเสียแก่บ้านเมือง วิธีที่ดีที่สุดคือให้ราษฎรปกครอง
ตนเอง แต่จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้ดีก่อน มิเช่นนั้นอาจเป็นผลเสียแก่บ้านเมืองได้ และด้วยทรง
ตระหนักในพระราชหฤทัยว่า พสกนิกรชาวสยามในเวลานั้นยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิและหน้าที่
อันเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้กระทรวงศึกษาธิการ
ประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา พ.ศ. 2464 ในทุกหัวเมืองมณฑลทั่วพระราชอาณาจักร

ด้วยมีพระราชปรารภว่า “…เรามีความปรารถนาจะให้ประชาราษฎรของเราได้มีความรู้คั่นประถม
ศึกษาโดยทั่วถึงภายใน 15 ปี นับแต่เราขึ้นครองราชสมบัติ เพราะความตั้งใจของเรามีอยู่ว่า เมื่อเรา
ครองราชย์ครบ 15 ปี เราจะมอบสิทธิ์การปกครองบ้านเมือง ให้ประชาชนของเรามีสิทธิ์มีเสียง แต่ถ้า
เขายังไม่มีความรู้พอแก่การดำเนินการได้ ให้ไปก็เสื่อมประโยชน์ ได้ไม่เท่าเสีย…”

19

พระราชกรณียกิจ

• ประชาธิปไตย

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริเกี่ยวกับการปกครองในระบบอบ
ประชาธิปไตย มาแต่ครั้งทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
ทรงนำแนวคิดเรื่องระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่ทรงทดลองปฏิบัติ ใน “สาธารณรัฐใหม่”
(The New Republic) ซึ่งเป็นสาธารณรัฐสมมติที่ทรงจัดตั้งร่วมกับพระสหายชาวต่างประเทศ ขณะ
ประทับ
ณ กรุงปารีส มาทรงปฏิบัติจริงโดยทรงจัดตั้ง “เมืองมัง” ในบริเวณสวนอัมพวันด้านหลังพระตำหนัก
จิตรลดา มีวัตถุประสงค์เพื่อสอนให้มหาดเล็กรู้จักการปกครองตนเอง ดูแลบ้านเรือนของตนให้สะอาด
เรียบร้อย ต่อมาใน พ.ศ. 2461 จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองจำลอง “ดุสิตธานี” ขึ้นภายในพระราชวังดุสิต
ก่อนที่จะโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปสร้างใหม่ ในพื้นที่ว่างหลังพระที่นั่งไวกูณฐเทพยสถานและพระที่นั่งพิมานจักรี
ในพระราชวังพญาไทเมื่อ พ.ศ. 2462 จัดให้มีการปกครองตนเองในลักษณะการปกครองท้องถิ่น ในดุสิต
ธานีมีบ้านเมืองจำลองในอัตราส่วน 1 : 20 ประกอบด้วยวัด โรงพยาบาล โรงทหาร โรงเรียน ธนาคาร
ร้านค้า ฯลฯ ทวยนาคร (พลเมือง) ประกอบอาชีพต่างๆ เป็นที่ทดลองการปกครองแผนใหม่ ให้ข้าราชการ
รู้จักการใช้สิทธิในการปกครองตนเอง การจัดทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เมืองจำลอง
ดุสิตธานีนี้ ได้ดำเนินเรื่อยมาจนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต โดยยังไม่ทันได้
พระราชทานการปกครองแบบประชาธิปไตยให้แก่ปวงชนชาวไทยดังพระราชปณิธานที่ทรงตั้งไว้

20

พระราชกรณียกิจ

• ทรงจัดตั้งกองเสือป่า

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงจัดตั้งกองเสือป่าขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2454 โดยมีจุดมุ่ง
หมายเกี่ยวกับการรักษาดินแดนของประเทศเป็นสำคัญ มีพระบรมราชาธิบายว่า “เสือป่า” นั้น คือ
ทหารที่ท่านใช้ไปสืบข่าวข้าศึก เพื่อแม่ทัพจะได้รู้พอเป็นเลาๆ ว่าข้าศึกนั้นจะยกมาทางใด มีกำลังเพียงใด
ท่าทางจะรบพุ่งอย่างไร ตรงกับที่ในกองทัพบกทุกวันนี้เรียกว่า “ผู้สอดแนม” นอกจากนั้นยังทรงมุ่ง
หมายจะอบรมให้รู้ประวัติศาสตร์ของชาติไทย ให้มีความเข้มแข็งทั้งร่างกายและจิตใจ นับเป็นการ
พัฒนาบุคคลทางหนึ่ง โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสอนเองในเรื่องของชาติ
ศาสนา พระมหากษัตริย์ ได้ทรงจัดให้มีการแสดงตำนานเสือป่าที่สนามเสือป่า เพื่อให้เสือป่าเข้าใจว่า
ชาติไทยเคยเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะทางจิตใจมาแต่โบราณกาล บรรพบุรุษได้เคยเสียสละชีวิตและ
เลือดเนื้อเพื่อรักษาบ้านเมืองเอาไว้ ทรงสอนยุทธวิธีเบื้องต้น และทรงสอนธรรมะซึ่งรวมเรียกกันว่า
“เทศนาเสือป่า”

สำหรับการจัดตั้งกองกำลังเสือป่านั้น ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ จัดแบ่งสมาชิกเสือป่าออกเป็น
3 กอง คือ กองร้อยที่ 1 และกองร้อยที่ 2 กับมีกองฝึกหัดอีก 1 กอง โดยกองร้อยที่ 1 ทำหน้าที่
เป็นกองรักษาพระองค์ร่วมกับหน่วยทหารรักษาพระองค์ ต่อมาบรรดาข้าราชการและบุคคลพลเรือนใน
หัวเมืองมณฑลต่างๆ ได้พร้อมใจกันยื่นใบสมัครจนสามารถจัดตั้งกองเสือป่ารักษาดินแดนขึ้นในหัว
เมืองมณฑลทั่วพระราชอาณาจักรไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ที่มีสัญญาลับกับชาติมหาอำนาจ เพราะเสือป่ามิใช่
ทหารแต่เป็นบุคคลพลเรือนที่ได้รับการฝึกเยี่ยงทหาร

21

พระราชกรณียกิจ

• พระราชทานกำเนิดกิจการลูกเสือในประเทศไทย

หลังจากทรงตั้งกองเสือป่าแล้ว ทรงเห็นว่าหากเยาวชนของชาติได้รับการฝึกหัดให้มีวินัย
และได้เรียนรู้วิธีสืบข่าวเสียแต่ยังเยาว์ เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นอกจากจะมีระเบียบวินัยเป็นพลเมืองดี
ของชาติแล้ว ยังจะสามารถนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติได้ด้วย จึง
ทรงยกร่าง “ข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือ” โปรดเกล้าฯ ให้ตรา ข้อบังคับนี้ไว้เมื่อวันเสาร์ที่
1 กรกฎาคม 2454 นับเป็นประเทศที่สามของโลกที่จัดให้มีกิจการลูกเสือ ต่อมาได้ โปรดเกล้าฯ ให้
ขยายการจัดตั้งกองลูกเสือออกไปยังโรงเรียนต่างๆ จนมีกองลูกเสืออยู่ทั่วพระราชอาณาจักร

เมื่อทรงจัดตั้งกองเสือป่าและลูกเสือแล้ว ได้ทรงนำทั้งเสือป่า ลูกเสือรวมทั้ง ทหาร ตำรวจ
เดินทางไกลไปเพื่อซ้อมรบที่นครปฐม ราชบุรี และกาญจนบุรีเป็นประจำ คราวละประมาณหนึ่งเดือน
เพื่อฝึกฝนให้อดทนต่อสู้กับความลำบากนานาชนิด

22

พระราชกรณียกิจ

• การเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปทรงศึกษาที่ประเทศอังกฤษและประทับอยู่ใน
ประเทศอังกฤษเป็นเวลา 9 ปี เนื่องด้วยพระราชฐานันดรศักดิ์สยามมกุฏราชกุมาร ทำให้ทรงได้รับความ
เลื่อมใสจากราชสำนักต่างๆ ของตะวันตก ทรงได้รับการทูลเชิญไปเยือนราชสำนักหลายแห่ง และได้ทรง
ร่วมในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ หลายครั้ง จึงเป็นพื้นฐานให้นานาชาติยอมรับว่าสยามประเทศมีฐานะเท่า
เทียมชาติตะวันตกในเวลาต่อมา นับว่าทรงปฏิบัติพระราชภารกิจในการเจริญสัมพันธไมตรีกับต่าง
ประเทศมาตั้งแต่ต้น ทั้งก่อนเสด็จนิวัตพระนคร นอกจากจะได้เสด็จไปทรงเฝ้าพระราชาธิบดีและทรงพบ
ประมุขของประเทศต่างๆ แล้ว ยังได้เสด็จไปเยือนประเทศรุสเซีย ออสเตรีย อียิปต์ อิตาลี ฝรั่งเศส
ฮังการี สเปน โปรตุเกส เยอรมนี สหรัฐอเมริกา แล้วเสด็จต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น และทรงแวะที่ฮ่องกง
เป็นลำดับสุดท้ายก่อนเสด็จถึงพระนครใน พ.ศ. 2445 ทำให้ได้ทอดพระเนตรความเจริญของบ้านเมือง
รวมทั้งความเป็นอยู่ของประชาชน การประกอบอาชีพ การศึกษา การทหาร การคมนาคม และโบราณ
สถานของประเทศเหล่านั้น

ในการเสด็จนิวัตพระนครนี้เรียกได้ว่าเสด็จโดยวิธี “รอบพิภพ” เพราะทรงผ่านทั้งมหาสมุทร
แอตแลนติกและแปซิฟิก ดังนั้น จึงทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์แรกที่เดินทาง “รอบโลก” ได้ทอด
พระเนตรความเจริญของ “โลกเก่า” คือประเทศอียิปต์และนานาประเทศในทวีปยุโรป “โลกใหม่” คือ
ประเทศสหรัฐอเมริกา และ “โลกเอเชียสมัยใหม่” คือ ประเทศญี่ปุ่น ดังนั้นนอกจากจะทรงทำหน้าที่เจริญ
สัมพันธไมตรีกับประเทศต่างๆ อย่างดียิ่งแล้ว ประสบการณ์อันมีค่าที่ทรงได้รับนี้ยังเป็นประโยชน์ในการ
ช่วยราชการสมเด็จพระบรมชนกนาถ และการบริหารราชการในเวลาต่อมา

23

พระราชกรณียกิจ

• การส่งทหารเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยประกาศสงครามกับชาติมหาอำนาจ
กลางอันประกอบด้วย เยอรมนี และออสเตรเลีย-ฮังการี ในสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 22
กรกฎาคม พ.ศ. 2460 และส่งทหารไปช่วยฝ่ายสัมพันธมิตร ด้วยทรงมีพระราชประสงค์จะเผยแพร่
เกียรติคุณให้นานาประเทศรู้จักชาติไทย และเพื่อขจัดปัญหาสนธิสัญญาต่างๆ ที่นานาชาติพยายามผูกมัด
ไทย ส่งผลให้สนธิสัญญาต่างๆ ที่รัฐบาลสยามทำไว้กับรัฐบาลเยอรมนีและออสเตรเลีย-ฮังการีสิ้นสุด
ลง ทำให้สามารถยกเลิกข้อผูกมัดเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและภาษีร้อยชักสามที่ทำไว้กับทั้งสอง
ประเทศได้ และเมื่อภาวะสงครามสิ้นสุดลง ประเทศสยามยังได้เป็นสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งสันนิบาตชาติอัน
เป็นต้นกำเนิดขององค์การสหประชาชาติ เป็นภาคีสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ องค์การอนามัยโลก
สหพันธ์สภากาชาดและเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ และองค์การลูกเสือโลก ทั้งยังทรงใช้ประโยชน์
จากการที่ประเทศสยามเป็นผู้ชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 ดำเนินการแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ทั้ง
สนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิสภาพนอกอาณาเขตซึ่งมีข้อสัญญาลิดรอนอำนาจศาลไทย รวมทั้งภาษีร้อยชัก
สามที่ทำให้สยามประเทศต้องเสียเปรียบในการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถดำเนินการแก้ไขได้เสร็จ
สมบูรณ์เป็นส่วนมาก ในตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (ส่วนการให้สัตยาบัน
ในสนธิสัญญาที่แก้ไขมาเสร็จสมบูรณ์ในตอนต้นรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว)

นอกจากนั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ก่อนที่จะทรงประกาศสงคราม เมื่อได้ทรงทราบว่านาย
ทหารในกองพันที่ 1 กองทหารราบเบาเดอรัม ซึ่งเคยเสด็จประจำการ ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตใน
สงครามเป็นจำนวนมาก จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินส่วนพระองค์จำนวน 1,000 ปอนด์ให้รัฐบาล
อังกฤษนำไปจัดการช่วยเหลือบุตรกำพร้าและภรรยาหม้ายของนายทหารและพลทหารของกรมดังกล่าว
ซึ่งต่อมา ใน พ.ศ. 2458 สมเด็จพระเจ้ายอร์ช ที่ 5 พระราชาธิบดีแห่งกรุงบริเตนใหญ่และไอร์แลนด์ได้
มีพระราชโทรเลขอัญเชิญให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรับพระยศเป็นนายพลเอกพิเศษ
แห่งกองทัพบริเตน

24

พระราชกรณียกิจ

• ด้านเศรษฐกิจ

ด้วยทรงมีพระราชดำริห่วงใยในการรักษาทรัพย์ของราษฎร จึงทรงหยิบยกเรื่องดังกล่าวเข้าหา
รือที่ประชุมเสนาบดีสภา เมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2455 เมื่อที่ประชุมสภาเห็นชอบตามพระราชดำริ
แล้ว จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้เสนาบดีกระทรวงพระคลังมหาสมบัติดำเนินการจัดตั้ง “คลัง
ออมสิน” ขึ้นเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456 การที่ทรงจัดตั้งคลังออมสินขึ้นนี้นอกจากจะเป็นประโยชน์
ในทางรักษาทรัพย์ของราษฎรแล้ว ยังเป็นหนทางในการสะสมทุนสำรองเพื่อสร้างความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจของชาติอีกด้วย

• โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระคลังข้างที่เข้าร่วมหุ้นจัดตั้ง “บริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัดสินใช้” ขึ้นใน
พ.ศ. 2456 เพื่อผลิตปูนซิเมนต์รองรับงานต่างๆ ทดแทนการนำเข้า ทั้งมีพระราชประสงค์สำคัญเพื่อฝึก
คนไทยให้รู้จักประกอบธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

• โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมสถิติพยากรณ์ ใน พ.ศ. 2458 เพื่อรวบรวมสถิติ “อันเป็นรายละเอียด
แห่งการหมุนเวียนแห่งทรัพย์” ซึ่งเป็นการวางรากฐานการพาณิชย์ของประเทศ ต่อมาใน พ.ศ. 2463
โปรดเกล้าฯ ให้ยกขึ้นเป็น “สภาเผยแพร่พาณิชย์และสถิติพยากรณ์” มีฐานะเทียบเท่ากระทรวง มีหน้าที่ให้
คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือแก่หน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่อุดหนุนและส่งเสริมการพาณิชย์ของประเทศ

• โปรดเกล้าฯ ให้เลิกการพนันหวย ก ข ใน พ.ศ. 2458 และเลิกบ่อนเบี้ยใน พ.ศ. 2459 ตาม
ลำดับ

• โปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้าง “เขื่อนพระราม 6” กั้นลำน้ำป่าสักที่อำเภอท่าเรือ จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา เพื่อทดน้ำและส่งน้ำลงสู่ท้องทุ่งด้านตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา จัดเป็นเขื่อนทด
น้ำและส่งน้ำแห่งแรกของประเทศไทย ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.
2467

• โปรดเกล้าฯ ให้ประเทศสยาม ใช้มาตราชั่งตวงวัดแบบเมตริกเป็นมาตรฐานในการซื้อขายสินค้า
เมื่อ พ.ศ. 2467

25

พระราชกรณียกิจ

• ด้านการศึกษา

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานสำคัญในการ
พัฒนาประเทศ ทุกด้าน ดังนั้น ครั้งยังทรงดำรงพระราชอิสริยยศ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช
เมื่อเสด็จนิวัตพระนคร จึงได้ทรงริเริ่มวางรากฐานการศึกษาสำหรับสตรี โดยกราบบังคมทูลถวายคำ
แนะนำให้สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถในขณะนั้น ทรงตั้งโรงเรียนราชินี เพื่อ
เป็นต้นแบบการจัดการศึกษาสำหรับสตรี รวมทั้งทรงสนับสนุนให้กระทรวงธรรมการจัดวางหลักสูตร
การศึกษาสำหรับสตรีด้วย และเพราะทรงเห็นความสำคัญของการศึกษานี้ จึงทรงเริ่มวางรากฐานการ
ศึกษาของชาติเป็นพระราชกรณียกิจแรกในตอนต้นรัชกาล

• พ.ศ. 2453 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้ง “โรงเรียนมหาดเล็กหลวง” ขึ้นในพระบรมมหาราชวัง ด้วย
ทรงมุ่งหมายจะให้เป็นโรงเรียนกินนอน สอนชั้นมัธยมศึกษา และทรงควบคุมการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด
“โรงเรียนมหาดเล็กหลวง” นี้ ต่อมาได้พัฒนาเป็น “วชิราวุธวิทยาลัย” ในต้นรัชกาลที่ 7
ในปีเดียวกัน ได้โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา “โรงเรียนมหาดเล็ก” ขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษา พระราชทาน
นามว่า “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” เพื่อเป็นสถานฝึกหัด
ราชการฝ่ายพลเรือน

• พ.ศ. 2456 เกิดแผนการศึกษาชาติ เพื่อสนับสนุนให้การศึกษากว้างขวางยิ่งขึ้น โดยกำหนด
ให้จัดระเบียบการศึกษาเป็นระดับอนุบาล ประถม มัธยม และอุดมศึกษา ซึ่งใช้กันมาจนทุกวันนี้ นอกจาก
นั้นในแผนการศึกษานี้ยังมีหลักสูตรอาชีวศึกษาในระดับมัธยมต้นขึ้นเป็นครั้งแรก ได้ทรงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้จัดตั้งโรงเรียนเพาะช่างและโรงเรียนพณิชยการขึ้นในปีเดียวกัน และตั้งโรงเรียนฝึกหัดครูประถม
กสิกรรมขึ้นใน พ.ศ. 2460 เนื่องจากทรงมีพระราชประสงค์จะส่งเสริมให้ราษฎรประกอบอาชีพต่างๆ
เพื่อช่วยกันสร้างความเจริญและความมั่นคงทางเศรษฐกิจให้บ้านเมือง

26

พระราชกรณียกิจ

• ด้านการศึกษา

• พ.ศ. 2458 ด้วยทรงเห็นว่าควรขยายกิจการ “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ให้กว้างขวางขึ้น จึงพระราชทานเงินทุนที่เหลือจากการที่ราษฎรได้เรี่ย
ไรเพื่อสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบรมรูปทรงม้าจำนวนเก้าแสนกว่าบาท ให้ใช้สร้างอาคารเรียนและ
เป็นตึกบัญชาการบนที่ดินของพระคลังข้างที่จำนวน 1,309 ไร่ ที่อำเภอปทุมวัน และเงินที่เหลือจากการ
สร้างก็พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้เพื่อกิจการของโรงเรียนต่อไป ทั้งนี้ได้เสด็จพระราชดำเนิน
ไปทรงวางศิลาพระฤกษ์ในการสร้างอาคารเมื่อ 3 มกราคม พ.ศ. 2458

• พ.ศ. 2459 โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงธรรมการดำเนินการสนองพระราชดำริในเรื่องการจัด
“โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก
ของประเทศไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็น
“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เมื่อ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์
เฉลิมพระเกียรติแห่งสมเด็จพระบรมชนกาธิราชให้เจริญก้าวหน้ากว้างขวางแผ่ไพศาลต่อไป

• พ.ศ. 2461 โปรดเกล้าฯ ให้ออกพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ เพื่อควบคุมการดำเนินงาน
ของโรงเรียนเอกชน

• พ.ศ. 2464 โปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติประถมศึกษาเป็นการศึกษาภาคบังคับ เพื่อ
ขยายการศึกษาในระดับประถมซึ่งจัดให้มีอยู่แล้วตั้งแต่รัชกาลก่อนให้ทั่วประเทศ อันมีผลบังคับให้เด็ก
ไทยทุกคนที่มีอายุระหว่าง 7-14 ปีเข้าเรียนในโรงเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาหรืออ่านออกเขียนได้

27

พระราชกรณียกิจ

• การรถไฟ

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงบำรุงกิจการรถไฟตามพระราชดำริในสมเด็จ
พระบรมชนกนาถ โดยโปรดเกล้าฯ ให้ขยายทางรถไฟสายใต้ไปต่อกับทางรถไฟสายมลายูของอังกฤษที่ปา
ดังเบซาร์และสุไหงโกลก สายเหนือไปถึงเชียงใหม่ สายตะวันออกไปถึงอรัญประเทศ สายตะวันออกเฉียง
เหนือถึงหนองคายและอุบลราชธานี และให้เชื่อมทางรถไฟสายต่างๆ ไว้ที่กรุงเทพฯ เป็นชุมทางแห่งเดียว
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม 6 อันเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งแรกเพื่อเชื่อมทางรถไฟสาย
ใต้ให้ถึงสถานีกรุงเทพฯ และรวมการบัญชาการกรมรถไฟสายเหนือและกรมรถไฟสายใต้เข้าด้วยกันเป็น
“กรมรถไฟหลวง” และ “กรมรถไฟหลวงแห่งกรุงสยาม” ตามลำดับ อันเป็นกิจการของชาวไทยโดยเด็ด
ขาด อีกทั้งยังทรงทะนุบำรุงการคมนาคมในหัวเมืองโดยสร้างถนนเชื่อมต่อกับทางรถไฟเพื่ออำนวยความ
สะดวกแก่ราษฎร เช่น จากสถานีรถไฟจากนครลำปางไปยังเมืองเชียงราย และจากสถานีรถไฟตะพานหิน
จังหวัดพิจิตรไปยังจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นต้น (พระผู้ทรงสร้าง : 32 งานเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์ และ
สมเด็จพระรามาธิบดี)

28

พระราชกรณียกิจ

• การสร้างสะพานข้ามคลองชุดที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่า “เจริญ”

ในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการสร้างสะพานข้ามคลองที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยคำว่าเฉลิมหลายแห่ง มา
ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ทรงเจริญรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถด้วยการพระราชทานพระ
ราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดสร้างสะพานชุด “เจริญ” โดยมีตัวเลขจำนวนปีพระชนมพรรษาต่อท้าย และ
มีอักษรพระบรมนามาภิไธย ว.ป.ร. ประดับที่ราวสะพานทั้งสองฝั่งเช่นเดียวกับสะพานชุดเฉลิมโดยทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานชุดนี้เรียงลำดับมาแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2454 ซึ่งเป็นวัน
เฉลิมพระชนมพรรษาปีที่สองในรัชกาล คือ

1.สะพานเจริญรัช 31 ข้ามคลองคูเมืองเดิม ตำบลปากคลองตลาด
2.สะพานเจริญราษฎร์ 32 ข้ามคลองมหานาค ที่ถนนกรุงเกษม
3.สะพานเจริญพาศน์ 33 ข้ามคลองบางกอกใหญ่ ที่ถนนอิสรภาพ
4.สะพานเจริญศรี 34 ข้ามคลองคูเมืองเดิม บริเวณวัดบุรณศิริมาตยาราม
5.สะพานเจริญทัศน์ 35 ข้ามคลองวัดสุทัศน์เทพวราราม ที่ถนนบำรุงเมือง
6.สะพานเจริญสวัสดิ์ 36 ข้ามคลองผดุงกรุงเกษม ที่ถนนเจริญกรุง หน้าสถานีรถไฟกรุงเทพฯ
7.สะพานเจริญศรัทธา ข้ามคลองเจดีย์บูชา จังหวัดนครปฐม เพื่อเชื่อมเส้นทางคมนาคมระหว่าง

สถานีรถไฟนครปฐมกับองค์พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเป็นสะพานคอนกนรีตเสริมเหล็กแห่งแรกที่สร้าง
ขึ้นในหัวเมือง

29

พระราชกรณียกิจ

• การขนส่งไปรษณียภัณฑ์ทางอากาศ

โปรดเกล้าฯ ให้มีการขนส่งไปรษณีย์ภัณฑ์ทางอากาศเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.
2462 ในเส้นทางกรุงเทพฯ - จันทบุรี และโปรดเกล้าฯ ให้ขยายกิจการไปทางภาค
อีสานอีก 2 เส้นทาง จากนครราชสีมา – ร้อยเอ็ด – อุบลราชธานี ในปีพ.ศ. 2465
และจากนครราชสีมา – ร้อยเอ็ด – อุดรธานี – หนองคาย ใน พ.ศ. 2466

• การโทรเลข

โปรดเกล้าฯ ให้กระทรวงทหารเรือเปิดการสื่อสารวิทยุโทรเลข
ระหว่างสถานีวิทยุโทรเลขศาลาแดงที่กรุงเทพฯกับจังหวัดสงขลา
และโปรดเกล้าฯ ให้กำหนดรหัสสัญญาณรับส่งโทรเลขเป็นภาษา
ไทยขึ้นใช้เป็นผลสำเร็จ

• โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักดีถึงความสำคัญของสุขภาพอนามัยของราษฎร ทรงถือว่า “ถ้า
พลเมืองป่วยไข้ไม่สมประกอบ ต้องนับว่าประเทศนั้นขาดปัจจัยแห่งความสมบูรณ์” จึงมีพระราชดำริที่จะจัดสร้างโรงพยาบาล
ของสภากาชาดสยามขึ้น ทรงพระราชทานเงินส่วนพระองค์จำนวน 5,800 บาท ร่วมกับพระราชโอรสพระราชธิดาในพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทุกพระองค์ทรงพร้อมพระทัยกันร่วมบริจาคสมทบรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 122,910 บาท เพื่อจัด
สร้างโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสืบมา
พระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินเปิดโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2457

30

พระราชกรณียกิจ

• วรรณกรรม

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระปรีชาสามารถในด้านการ
ประพันธ์อย่างยอดเยี่ยม ทรงได้รับการเฉลิมพระเกียรติคุณด้วยพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระมหา
ธีรราชเจ้า” องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติได้ยกย่องพระเกียรติคุณของ
พระองค์ในฐานะที่ทรงเป็นนักประพันธ์ กวี และนักแต่งบทละคร นับเป็นปราชญ์สยามคนที่ 5

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงใฝ่พระทัยในการประพันธ์มาแต่ยังทรงพระเยาว์ โดย
ทรงเริ่มจากการจดบันทึกพระราชกิจรายวัน ครั้นเสด็จออกไปทรงศึกษายังต่างประเทศ ได้ทรงศึกษาภาษา
อังกฤษและฝรั่งเศส ทรงใช้เวลาว่างในการทรงพระราชนิพนธ์บทละครภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ทั้งยังทรง
บันทึกเหตุการณ์สำคัญที่ทรงพบเห็นไว้ในรูปพระราชหัตถเลขา เมื่อเสด็จพระราชดำเนินนิวัตพระนครแล้ว
ก็ได้ทรงใช้เวลาว่างในแต่ละวันพระราชนิพนธ์บทละคร บทความ นิทาน และอื่นๆ ไว้เป็นจำนวนมาก เมื่อ
คราวฉลองพระบรมราชสมภพครบ 100 ปี คณะกรรมการรวบรวมและค้นคว้าเกี่ยวกับพระราชนิพนธ์ของ
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้สำรวจและรวบรวมพระราชนิพนธ์ที่ทรงไว้ตลอดพระชนมชีพพบ
ว่ามีจำนวนกว่า 1,200 เรื่อง และแม้เวลาจะล่วงมาถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่อาจรวบรวมให้สมบูรณ์ได้

พระราชนิพนธ์ทั้งหมด ได้แก่ บทโขน บทละคร บทร้อยกรอง นิทาน เรื่องชวนหัว พระราชดำรัส พระบรม
ราโชวาท บทปลุกใจ พระราชบันทึก พระราชหัตถเลขา พระบรมราชานุศาสนีย์ สารคดีต่างๆ และบทความใน
หนังสือพิมพ์ นั้น นอกจากจะเปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางวรรณศิลป์ ด้านเนื้อหาสาระ และสำนวนโวหารอันสละสลวยดัง
ที่วรรณคดีสโมสรยกย่องแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวยังได้ทรงใช้บทพระราชนิพนธ์หลายเรื่องเป็น
อุปกรณ์ในการพระราชทานความรู้ในเรื่องต่างๆ เช่น เรื่องประชาธิปไตย ตำนานชาติไทย ฯลฯ แก่พสกนิกรไทยมา
โดยตลอด ทั้งในบทพระราชนิพนธ์ยังเต็มไปด้วยข้อคิดคำคมที่มีความหมายลึกซึ้ง เป็นที่จดจำสืบต่อมาจนทุกวันนี้

นอกจากพระราชนิพนธ์บทละครภาษาไทยแล้ว ยังทรงพระราชนิพนธ์บทละครภาษาอังกฤษอีกหลายเรื่อง
ส่วนพระราชนิพนธ์แปล ทรงแปลบทละครภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสไว้หลายเรื่องเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
บทละครของวิลเลียม เชคสเปียร์ กวีคนสำคัญของอังกฤษ ซึ่งทรงแปลเป็นบทกวีไทยที่สละสลวยและรักษา
อรรถรสของบทประพันธ์เดิมไว้ได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งทรงแปลบทละครพระราชนิพนธ์ภาษาไทยเป็นภาษา
อังกฤษไว้อีกหลายเรื่องอีกด้วย



บรรณานุกรม

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2565). สมเด็จพระนเรศวรมหาราช(ออนไลน์)
https://th.wikipedia.org/wiki/สมเด็จพระนเรศวรมหาราช, 15 มกราคม 2565 .

วรวุฒิ ชูชุ่ม. (2565). พระมหาอุปราชายกทัพมาครั้งแรก(ออนไลน์).
https://naresuan.wordpress.com/พระราชกรณียกิจ/พระมหาอุปราชายกทัพมาคร-2/,
15 มกราคม 2565 .

ศรัญญา ละม่อนสาย. (2565). สงครามยุทธหัตถี(ออนไลน์).
https://www.nuac.nu.ac.th/kingnu/picture.php?id=16 ,15 มกราคม 2565 .

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. (2565). อาณาจักรรัตนโกสินทร์(สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์
(ออนไลน์).https://th.wikipedia.org/wiki/อาณาจักรรัตนโกสินทร์_(สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์)
,15 มกราคม2565 .

สำนักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. (2562). พระบาทสมเด็จสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
(ออนไลน์). https://kingchulalongkorn.car.chula.ac.th/th/history/rama6_bio ,15 มกราคม 2565 .


Click to View FlipBook Version