2. ปัจจัยที่นำไปสู่สงครามโลก ที่สำคัญมีดังนี้
2.1 ลัทธิชาตินิยม แนวความคิดชาตินิยมที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศสและเยอรมนีทำให้สัมพันธมิตร
ระหว่างประเทศทั้งสองตึงเครียดเพราะฝรั่งเศสซึ่งเคยพ่ายแพ้ เยอรมนีในสงคราม 1870-1874 ต้องการแก้
แค้นและแย่งชิงแคว้นอัลซาซ-ลอแรน ซึ่งเป็นแหล่งอุตสาหกรรมสำคัญที่เยอรมนียึดไปกลับคืน เซอร์เบีย
พยายามรวบรวมชนเผ่าสลาฟในคาบสมุทรบอลข่านให้เป็นอันหนึ่ง
อันเดียวกัน รัสเซียซึ่งต้องการความช่วยเหลือพวกสลาฟในคาบสมุทรบอลขานจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะขยาย
อำนาจและอิทธิพลเข้าไปในคาบสมุทรบอลขาน ลัทธิชาตินิยมของพวกสลาฟจึงมีผลกระทบต่อความมั่นคง
ของจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี
2.2 ลัทธิจักรวรรดินิยม การขยายอำนาจและแย่งชิงดินแดนของประเทศมหาอำนาจเพื่อเข้า
ควบคุมคาบสมุทรบอลขานและตะวันออกกลาง รวมทั้งแอฟริกาเหนือ ทำให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศที่
ตึงเครียดดังกล่าวจึงพัฒนานำไปสู่การเกิดสงคราม
2.3 ลัทธินิยมทหาร ประเทศต่าง ๆ ในยุโรปแข่งขันกันสะสมอาวุธและสร้างแสนยานุภาพ
ทางทหารด้วยการเพิ่ม
งบประมาณป้องกันประเทศและขยายเวลารับราชการทหารให้นานขึ้น การแข่งขันเสริมสร้างกองทัพบก
ระหว่างเยอรมนีกับฝรั่งเศสและการแข่งขันกันสะสมอาวุธทางทะเลระหว่างอังกฤษกับเยอรมนี ทำให้อังกฤษ
ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจทางทะเลไม่พอใจ บรรยากาศของความหวาดระแวงและไม่ไว้ใจกันจึงเริ่มก่อตัวขึ้น
2.4 ระบบพันธมิตรในยุโรป การที่ยุโรปแบ่งออกเป็น 2 ค่าย คือกลุ่ม Triple
Alliance ซึ่งประกอบด้วย เยอรมนี ออสเตรีย-ฮังการีและอิตาลี กับกลุ่ม Triple Ent?ne ซึ่ง
ประกอบด้วย อังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซียทำให้ประเทศทั้งสองค่ายต่างเผชิญหน้ากันในวิกฤติการณ์ ต่าง
ๆ และต่างสนับสนุนกลุ่มของตน การเจรจาแก้ไขปัญหาและการประนีประนอมระหว่างกัน
จึงยากที่จะเกิดขึ้นเพราะแต่ละกลุ่มปฏิเสธที่จะยอมโอนอ่อนให้กับฝ่ายตรงกันข้ามเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นการ
เสียศักดิ์ศรี
3. การรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 การรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 มีทั้งการรบทางอากาศ ทางบกใน
สนามเพลาะและทางเรือทั้งบนผิวน้ำและใต้ดิน ปรากฏการณ์ที่สำคัญ คือกองทัพบก กองทัพเรือและ
กองทัพอากาศประสานการรบอย่างเป็นเอกภาพเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ประเทศคู่สงครามต่างแข่งกัน
ประดิษฐ์และผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ ๆ มากมายหลายประเภทที่มีอำนาจทำลายล้างสูง รวมทั้งหาวิธี
ป้องกันพรมแดนของตน เบลเยียมและฝรั่งเศสได้สร้างป้อมคอนกรีตเสริมเหล็กเพื่อสกัดกั้นการบุกรุกของ
ศัตรู แต่เยอรมนีก็แก้ปัญหาโดยการใช้ปืนใหญ่ที่สามารถยิงได้ไกลถึง 120 กิโลเมตรด้วย รวมทั้งปืนโฮวิท
เซอร์ (Howitzer) ที่มีอำนาจในการทำลายล้างสูง
นอกจากนี้ก็มีการประดิษฐ์รถถัง เครื่องบินต่อสู้อากาศยาน ปืนกล ระเบิดมือ และระเบิดรวม
ทั้งแก๊สพิษ ในการรบทางเรือก็มีการประดิษฐ์เรือดำน้ำเพื่อใช้โจมตีเส้นทางลำเลียงของข้าศึกและเยอรมนีก็
เป็นผู้นำในการใช้เรือดำน้ำโจมตี แต่ประดิษฐ์กรรมที่สำคัญคือเครื่องบิน เพราะเครื่องบินทำให้เกิดสงคราม
ทางอากาศขึ้นเป็นครั้งแรกและการต่อสู้ทางอากาศก็ชี้ให้เห็นว่าแนวหลังของแต่ละฝ่ายไม่สามารถรอดพ้นจาก
การโจมตีของข้าศึกได้อีกต่อไป อาวุธและประดิษฐ์กรรมใหม่ ๆ เหล่านี้ทำให้สงครามโลกนองเลือด และมีผู้
บาดเจ็ดล้มตายเป็นจำนวนมหาศาล สงครามที่กระทำกันครบทั้ง 3 มิติ คือ ทางบก ทางเรือและทาง
อากาศทำให้สงครามครั้งนี้แตกต่างจากสงครามในอดีตอย่างมาก ทั้งเป็นสงครามที่ชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการ
ของเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทหารก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการแพ้ชนะอีกด้วย สงครามโลกครั้งที่ 1 จึง
อาจกล่าวได้ว่าเป็นการปะทะกันด้านกำลังของสังคมอุตสาหกรรมของแต่ละฝ่าย และสะท้อนลักษณะของ
สงครามในศตวรรษใหม่
4. ความหายนะของสงคราม สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้สร้างความพินาศและหายนะอันใหญ่หลวงแก่ประเทศคู่สงครามทั้ง
2 ฝ่าย ประมาณว่าในปลาย ค.ศ 1919 ผู้คนทั่วโลกกว่า 65 ล้านคนเข้ามามีส่วนร่วมในสงคราม เมื่อสงครามสิ้นสุดลง
จำนวนทหารที่เสียชีวิตประมาณ 13 ล้านคน บาดเจ็บกว่า 20 ล้านคน และกว่า 7 ล้านคนต้องทุพพลภาพ พลเรือนที่
เสียชีวิตมีประมาณ 9 ล้านคน และอีก 9 ล้านคนเสียชีวิตโดยตรงในสงคราม ประมาณว่ามูลค่าทรัพย์สินที่เสียหายจาก
สงครามคิดเป็นมูลค่า 186,000 ล้านเหรียญสหรัฐและระบบเศรษฐกิจของประเทศต่าง ๆอยู่ในสภาวะ พังพินาศและ
สงครามยังทำให้จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ของยุโรปทั้ง 4 จักรวรรดิอันได้แก่ จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิเยอรมัน จักรวรรดิ
ออสเตรีย-ฮังการี รวมทั้งจักรวรรดิออตโตมันต้องล่มสลายลง นอกจากนี้ การปฏิวัติที่เกิดขึ้นในรัสเซียใน 1917 ยังทำให้
รัสเซียเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์และทำให้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นพลังทางการเมืองที่มีอิทธิพล
สำคัญในคริสต์ศตวรรษที่ 20
5. ผลสำคัญของสงครามโลกครั้งที่ 1 ผลที่สำคัญประการหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 1 คือการตั้งองค์การสันนิบาติ
ชาติ (The League of Nations) ขึ้น ซึ่งเปิดประชุมเป็นครั้งแรกใน ค.ศ. 1920 เพื่อให้เป็นองค์การระหว่างประเทศ
ที่จะทำหน้าที่ประสานประโยชน์และแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างประเทศ ตลอดจนสร้างสันติภาพและความช่วยเหลือระหว่างชาติ
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกขึ้นอีก นอกจากนี้ยังมีประเทศใหม่ในยุโรปตะวันออกเกิดขึ้นอีกหลายประเทศ เช่นเชโกสโล
วะเกีย โปแลนด์ ฮังการีเป็นต้น ประเทศเหล่านี้ต่างพยายามสร้างระบบการเมืองการปกครองให้มั่นคง แต่ก็ประสบความ
สำเร็จไม่มากนักถึงแม้ว่าการจัดตั้งองค์การสันนิบาติชาติจะเป็นความคิดของประธานาธิบดี Wilson แต่การที่
ประธานาธิบดีวิลสันมาเซ็นสนธิสัญญาสันติภาพแวร์ซาสย์และผนวกการจัดตั้งองค์การสันนิบาติไว้กับสนธิสัญญาแวร์ซายส์
เมื่อประธานาธิบดีวิลสันเดินทางกลับไปประเทศเพื่อให้รัฐสภาให้สัตยาบันสัญญา(Ratification) ปรากฏว่าสภา Senate
ไม่เห็นด้วยกลับการที่เอาองค์การสันนิบาติชาติไปผนวกไว้กับสนธิสัญญาแวร์ซายส์จึงไม่ให้สัตยาบันสัญญามีผลทำให้
สหรัฐอเมริกาไม่ได้เป็นสมาชิกขององค์การสันนิบาติชาติและยังผลให้องค์การสันนิบาติชาติปราศจากความเข้มแข็งในการที่
จะดำเนินกิจการใด ๆ ทั้งนี้เพราะสหรัฐอเมริกามิได้เป็นสมาชิก
สงครามโลกครั้งที่ 2
1. ความไม่พอใจที่มีต่อ สนธิสัญญาแวร์ซายส์ นำไปสู่การเกิดความรู้สึกชาตินิยมรุนแรง เพื่อสร้างความยิ่ง
ใหญ่ ให้แก่ชนชาติเยอรมัน การที่ประเทศผู้ชนะสงครามกำหนดเป็นเงื่อนไขลงโทษเยอรมนี เช่น การยึด
ครองดินแดนของเยอรมน ีและการบังคับให้ชดใช้ค่าเสียหายจากสงคราม การที่ต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงคราม
จำนวนมาก ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ ของประเทศเยอรมัน และการถูกยึดดินแดนบางส่วนไปทำให้
เกิดความรู้สึกอัปยศเสียศักดิ์ศรีของชาติ
2. ความอ่อนแอขององค์การสันนิบาตชาติ วัตถุประสงค์สำคัญของการก่อตั้งสันนิบาตชาติ ก็เพื่อ
ให้เป็นองค์การนานาชาติที่จะทำหน้าที่ช่วยรักษาสันติภาพของโลก แต่ ไม่ประสบความสำเร็จในการแก้ไข
ปัญหาข้อพิพาทระหว่างประเทศและรักษาสันติภาพของโลก มีสาเหตุที่เป็นจุดอ่อนดังนี้
2.1 สหรัฐอเมริกาไม่เป็นสมาชิก เพราะรัฐสภาไม่อนุมัติโดยไม่ยินยอมให้สัตยาบันใดๆ เยอรมนี
ญี่ปุ่น และอิตาลี เข้าร่วมเป็นสมาชิกได้ไม่นานก็ลาออก
2.2 ชาติมหาอำนาจฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามมติขององค์การสันนิบาตชาติ โดยปฏิบัติการทาง
ทหารรุกรานประเทศอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ตามที่ต้องการ สันนิบาตชาติเองก็ไม่มีกลไกอำนาจที่จะ
บังคับให้ประเทศใดปฏิบัติตาม (ไม่มีกองทหารที่จะบังคับให้ประเทศใดปฏิบัติตาม) ตัวอย่างเช่น ใน ค.ศ.
1932 ญี่ปุ่นบุกเข้ายึดแมนจูเรียของจีน สันนิบาตชาติก็ไม่สามารถเรียกร้องให้ญี่ปุ่นถอนทหารออกได้ ซ้ำ
ญี่ปุ่นยังลาออกจากการเป็นสมาชิกของสันนิบาตชาติอีกด้วย อีก 4 ปีต่อมา อิตาลีเข้ายึดครองเอธิโอเปีย
สันนิบาตชาติได้ประกาศคว่ำบาตรอิตาลีแต่ก็ไม่มีผลอะไร และอิตาลีก็ลาออกจากการเป็นสมาชิกของ
สันนิบาตชาติเช่นเดียวกับญี่ปุ่น
2.3 ความอ่อนแอของมหาอำนาจเดิม อังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นมหาอำนาจเดิมในทวีปยุโรป
และเป็นประเทศที่ยึดมั่น ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอลง หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1
เนื่องจากประสบกับความเสียหายในช่วงสงครามมาก ดังนั้นเมื่อมีประเทศที่เข้มแข็งทางทหารเกิดขึ้นและ
รุกรานประเทศหรือดินแดนที่อ่อนแอกว่า อังกฤษกับฝรั่งเศสจึงไม่พร้อมที่จะทำตนเป็นผู้ปกป้องได้ ดังนั้นจึง
ใช้นโยบายรอมชอม ผลก็คือประเทศที่มีกำลังทหารที่เข้มแข็งและมี นโยบายรุกรานจะทำอะไรได้ตามความ
พอใจของตน
2.4 การรวมกลุ่มพันธมิตรของมหาอำนาจแบ่งเป็นสองฝ่าย
การก่อตัวของลัทธิชาตินิยมและ ลัทธินิยมทางทหาร ทำให้ชาติมหาอำนาจในสมัยนั้นหวาดระแวง
ซึ่งกันและกัน จึงรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มพันธมิตร เพื่อให้ความร่วมมือช่วยเหลือกันทางทหารเมื่อถูกอีกฝ่ายหนึ่ง
คุกคาม มหาอำนาจ 2 กลุ่มมีดังนี้
1. ฝ่ายอักษะ(Axis) เป็นกลุ่มประเทศนิยมเผด็จการทหาร ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น
ดำเนินนโยบายรุกรานขยายอำนาจ และผนวกดินแดน เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสร้างความยิ่งใหญ่
ให้ชาติตน
2. ฝ่ายพันธมิตร(Allies) เป็นกลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตย ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และ
สหรัฐอเมริกา ดำเนินนโยบายประนีประนอมและรักษาสันติภาพ การเกิดสงคราม
อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ได้รับเลือกเป็นผู้นำของเยอรมนีในเดือนมกราคม ค.ศ. 1933 หลังจากนั้นเขาก็ปกครองเยอรมนี ด้วยระบอบ
เผด็จการและถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสันนิบาตชาติ เสริมสร้างกำลังทหารและอาวุธ และส่งกองทัพเข้า
ยึดไรน์แลนด์ที่เป็นเขตปลอดทหาร ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 1938 ฮิตเลอร์ส่งทหารเข้ายึดครองออสเตรีย ซึ่ง
อังกฤษและฝรั่งเศสคัดค้านการยึดครองครั้งนี้แต่ก็ไม่ได้พยายามขัดขวางด้วยกำลัง ในปีต่อมาฮิตเลอร์ส่ง
ทหารเข้ายึดครองเชคโกสโลวะเกีย ซึ่งเป็นประเทศเอกราชหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษและฝรั่งเศสก็ไม่ได้
ขัดขวางอีกเช่นเคย ต่อมาฮิตเลอร์ส่งทหารโจมตีโปแลนด์ ซึ่งเป็นดินแดนที่ทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสมีสัญญา
ป้องกันร่วมกัน อังกฤษและฝรั่งเศสจึงประกาศสงครามกับเยอรมนีในวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1939
ช่วงแรกของสงคราม เยอรมนีและพันธมิตรซึ่งได้เตรียมตัวทำสงครามมาก่อนแล้ว จึงเป็นฝ่ายบุก
เข้ายึดครองดินแดนต่างๆ ในยุโรปได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งฝรั่งเศส ใน ค.ศ. 1940 เยอรมนีพยายามโจมตี
อังกฤษทางอากาศทำให้อังกฤษได้รับความเสียหายอย่างมาก แต่ระหว่างนี้เองอังกฤษก็สามารถสร้างเครื่อง
เรดาร์ซึ่งสามารถตรวจจับเครื่องบินของฝ่ายเยอรมันได้ ทำให้สามารถยิงเครื่องบินของเยอรมัน ที่ส่งเข้ามาทิ้ง
ระเบิดอังกฤษได้เป็นจำนวนมาก ทำให้แผนการบุกยึดอังกฤษของฮิตเลอร์ไม่ประสบความสำเร็จ ในเดือน
มิถุนายน ค.ศ. 1941 ฮิตเลอร์ส่งกำลังทหารบุก สหภาพโซเวียต ซึ่งนับเป็นความผิดพลาดทางด้านการทูต
และการทหารอย่างแรงทำให้สหภาพโซเวียต ประกาศสงครามกับเยอรมนี
ทางด้านเอเชีย ญี่ปุ่นได้บุกเข้ายึดครองดินแดนต่างๆ ที่เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศส นอกจากนั้นก็
ยังบุกยึดแมนจูเรียของจีนใน ค.ศ. 1932 ต่อมาในวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ญี่ปุ่นก็โจมตีฐานทัพเรือของ
สหรัฐอเมริกา ที่อ่าวเพิร์ลในหมู่เกาะฮาวาย ซึ่งเป็นความผิดพลาดทั้งทางทหารและการทูตอย่างแรงอีกเช่น
กัน เนื่องจากการโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกา โดยญี่ปุ่นนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาประกาศสงครามต่อฝ่าย
อักษะด้วย การที่สหภาพโซเวียตและสหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามเป็นพันธมิตรกับฝ่ายอังกฤษและฝรั่งเศส
เป็นการเปลี่ยนความเกือบจะเป็นฝ่ายชนะของ ฝ่ายอักษะ ให้กลับกลายเป็นความพ่ายแพ้ เนื่องจากเยอรมนี
ต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างเหนียวแน่นของสหภาพโซเวียต สภาพอากาศอันหนาวเย็นรุนแรงและดินแดน
อันกว้างใหญ่ของสหภาพโซเวียต ทำให้ทหารเยอรมันต้องประสบกับความสูญเสียอย่างมากมาย การที่
สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมสงครามเป็นการเสริมสร้างกำลังทั้งด้านจำนวนทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเสบียงให้
แก่ฝ่ายพันธมิตรที่อ่อนล้าและกำลังจะพ่ายแพ้ให้กลับเข้มแข็งในฉับพลัน เยอรมนีจึงถูกตีโต้กลับในยุโรปและ
ต้องยอมแพ้ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1945
ส่วนทางภูมิภาคเอเชีย ญี่ปุ่นยังคงดำเนินสงครา มต่อไป โดยเผชิญกับการต่อต้านของชาวพื้น
เมืองและกำลังของอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งกลับฟื้ นขึ้นมาอีกครั้งด้วยความช่วยเหลือของสหรัฐฯ ในที่สุดเมื่อ
สหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณู 2 ลูกลงยังเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิมาในวันที่ 6 และวันที่ 9 สิงหาคม ญี่ปุ่นจึง
ต้องยอมแพ้ในวันที่ 14 สิงหาคม ค.ศ. 1945
เกิดขึ้นเป็นบริเวณกว้างกว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 และมีประเทศเข้าร่วมมากกว่า รวมทั้งเทคโนโลยีทางด้าน
การทหารก็ก้าวหน้าขึ้น ทำให้เกิดการทำลายล้างมากกว่า โดยมีผลดังนี้
1. มีผู้คนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก โดยมีทหารเสียชีวิตไปประมาณ 15 ล้านคน ส่วนพลเรือนเสีย
ชีวิตไปประมาณ 35 ล้านคน มีผู้บาดเจ็บและพิการอีกมาก นอกจากนั้นยังเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินบ้าน
เมืองในยุโรปอย่างมากมาย
2. เกิดการเปลี่ยนแปลงอำนาจของประเทศที่มีบทบาทในการเมืองระหว่างประเทศ จากเดิมที่ยุโรปเป็น
ศูนย์กลาง โดยเฉพาะอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี และอิตาลี ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่มีอาณานิคมอยู่ในทวีป
เอเชียและแอฟริกามากมาย ไปเป็นสหรัฐอเมริกา และอดีต สหภาพโซเวียต ซึ่งกลายมาเป็นมหาอำนาจใหม่
เนื่องจากได้รับความบอบช้ำจากสงครามโลกทั้งสองครั้งน้อย ในขณะที่มหาอำนาจเดิมได้รับผลกระทบในทาง
ลบจากสงครามโลกทั้งสองครั้ง อย่างมาก
3. การเข้ามามีบทบาทในสงครามโลกครั้งที่ 2 และการยึดครองดินแดนในยุโรปตะวันออก ที่ถูก
เยอรมนียึดครองในระหว่างสงคราม ทำให้สหภาพโซเวียตมีอิทธิพลในดินแดนเหล่านั้นและได้ทำการเผยแพร่
ลัทธิคอมมิวนิสต์เข้าครอบงำ
4. ความสูญเสียทรัพย์สินและชีวิตมนุษย์อย่างมากมายในสงครามครั้งนี้ ทำให้นานาชาติพยายาม
หาวิธีการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดสงครามขึ้นอีกครั้งด้วยการก่อตั้งองค์การสหประชาชาติ โดยแก้ไขจุดอ่อนที่
เคยเกิดขึ้นกับ องค์การสันนิบาตชาติ
5. ประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของชาติตะวันตกต่างได้รับเอกราช อันเนื่องมาจากสนธิสัญญาที่
ฝ่ายชนะสงครามวางเงื่อนไข ให้ประเทศผู้แพ้สงครามให้ปฏิบัติตาม โดยการปลดปล่อยอาณานิคมของ
ประเทศผู้แพ้สงครามให้เป็นเอกราช และจากการต่อสู้เรียกร้อง เอกราชของอาณานิคมในกรณีที่หลายๆ
ประเทศยังไม่ได้รับเอกราช สหรัฐอเมริกาจึงแทรกแซง เช่น ช่วยเหลือสนับสนุนกบฏเพื่อให้ล้มรัฐบาลที่ไม่ใช่
ฝ่ายสหรัฐอเมริกา เช่น คิวบา เป็นต้น แต่ไม่สำเร็จ
ศิลปวัฒนธรรมยุโรปสมัยใหม่
สมัยฟื้ นฟูศิลปะวิทยาการ ( Renaissances ) เป็นช่วงที่ยุโรปนำศิลปกรรมสมัยกรีก-โรมัน กลับมาใช้
อีกด้านประติมากรรม
ด้านประติมากรรม เน้นการแสดงสัดส่วนสรีระร่างกายมนุษย์ ผลงานสำคัญของไมเคิล แอนเจลโล ได้แก่
รูปสลักเดวิด ( David ) แสดงสัดส่วนและกล้ามเนื้อที่สมส่วนของร่างกาย
รูปสลักลาปิเอตา ( La Pieta ) เป็นรูปสลักพระมารดา กำลังประคองพระเยซูในอ้อมพระหัตถ์ หลังจากที่
พระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแล้ว ผลงานแสดงให้เห็นถึงความนุ่มนวล อ่อนไหว
ด้านจิตรกรรม เป็นงานแสดงถึงความนุ่มนวล ละเมียดละไมแฝงไว้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์ มีการใช้สี
และเงาให้เกิดแสงสว่าง ศิลปินที่มีชื่อเสียง เช่น
เลโอนาร์โด ดาวินชี
ราฟาเอล
วรรณกรรมที่เป็นบทละครรับอิทธิพลของบทละครกรีก โดยนักประพันธ์ที่มีชื่อ เช่น
วิลเลียม เชกสเปียร์ ได้แก่ โรมิโอและจูเลียต , เวนิสวานิส , คิงเลียร์ , แมคเบท , ฝันคืนกลางฤดูร้อน ซึ่งบท
ละครเหล่านี้จะสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์ อุปนิสัย และการตัดสินใจของมนุษย์ในภาวการณ์ต่างๆกัน
เซอร์ทอมัส มอร์ ได้แก่ ยูโทเปีย ที่กล่าวถึงเมืองในอุดมคติที่ปราศจากความเลวร้าย
ศิลปะแบบนีโอคลาสสิก
สถาปัตยกรรม เน้นความสง่างาม สมดุลกลมกลืนได้สัดส่วน
ประติมากรรม ลอกเลียนแบบประติมากรรมกรีก-โรมัน
จิตรกรรม เน้นเรื่องเส้นมากกว่าการใช้สี แสดงถึงความสง่างามและยิ่งใหญ่ในความเรียบง่าย เช่น ภาพการ
ตายของมารา ( The Death of Marat ) โดย ชาก หลุยส์ เดวิด
ดนตรี นักประพันธ์เพลงที่มีชื่อเสียงคือ โมสาร์ต ชาวออสเตรีย
สมัยปัจจุบัน
สงครามเย็น ค.ศ.1945-1991
ความหมายของสงครามเย็น
สงครามเย็น หนึ่งในสงครามครั้งสำคัญที่ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลก แม้ว่า สงครามเย็นจะเป็นสงคราม
ที่เกิดจากความขัดแย้งอุดมการณ์ทางการเมือง แต่มันก็ได้ลุกลามและแผ่ขยายจนสร้างความตึงเครียดไปทั่วโลก
สำหรับ สงครามเย็น เป็นการต่อสู้กันระหว่างกลุ่มประเทศ 2 กลุ่ม ที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองและระบอบ
การเมืองต่างกันระหว่างกลุ่มประเทศโลกเสรี นำโดยสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ นำโดยสหภาพ
โซเวียต ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ช่วงประมาณ ค.ศ.1945-1991 (พ.ศ. 2488-2534)
โดยประเทศมหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายจะไม่ทำสงครามกันโดยตรง แต่จะพยายามสร้างแสนยานุภาพทางการทหาร
ของตนไว้ข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม และสนับสนุนให้ประเทศพันธมิตรของตนเข้าทำสงครามแทน หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่ง
ว่าสงครามตัวแทน (Proxy War) เหตุที่เรียก สงครามเย็น เนื่องจากเป็นการต่อสู้กันระหว่างมหาอำนาจ โดยใช้
จิตวิทยา ไม่ได้นำพาไปสู่การต่อสู้ด้วยกำลังทหารโดยตรง แต่ใช้วิธีการโฆษณาชวนเชื่อการแทรกซึมบ่อนทำลาย
การประณาม การแข่งขันกันสร้างกำลังอาวุธ และแสวงหาอิทธิพลในประเทศเล็ก
สาเหตุของสงครามเย็น
สงครามเย็นมีสาเหตุมาจากความขัดแย้งทางด้านอุดมการณ์ทางการเมืองของประเทศมหาอำนาจทั้งสอง
ที่ยึดถือเป็นแนวทางในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ และความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์และเขตอิทธิพล
เพื่อครองความเป็นผู้นำของโลก โดยพยายามแสวงหาผลประโยชน์และเขตอิทธิพลในประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้เป็นผล
มาจากการที่ผู้ยิ่งใหญ่หรือผู้นำทางการเมืองของโลกในสมัยก่อน คือ อังกฤษ เยอรมัน ได้หมดอำนาจในภายหลัง
สงครามโลกครั้งที่ 2
ลักษณะของสงครามเย็น
1.การแข่งขันสร้างพันธมิตรทางทหาร
2.การแข่งขันด้านอุดมการณ์
3.การแข่งขันด้านเทคโนโลยี (ด้านอวกาศ การทหาร)
4.การทำสงครามตัวแทน
The ‘Truman Doctrine’
ลัทธิทรูแมน : นโยบายที่อเมริกาสนับสนุนรัฐบาลกรีซ และตุรกีโดยให้ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจและก
ทหาร เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศทั้ง 2 อยู่ภายใต้อิทธิพลของโซเวียต
สหรัฐอเมริกาจะโต้ตอบการคุกคามของประเทศคอมมิวนิสต์ทุกรูปแบบและทุกสถานที่ และตามที่สหรัฐ จะ
เห็นสมควร โดยไม่จำกัด ขนาด เวลา และสถานที่
The ‘Marshall Plan’ แผนการที่อเมริกาประกาศจะทุ่มเงินมหาศาลช่วยเหลือฟื้ นฟูเศรษฐกิจทุกๆประเทศ
ในยุโรปตะวันตก เพื่อเป็นการต่อต้านการขยายตัวของคอมมิวนิสต์และถ่วงดุลอำนาจยุโรปThe
‘Molotou Plan’ แผนการที่โซเวียตประกาศจะทุ่มเงินมหาศาลช่วยเหลือฟื้ นฟูเศรษฐกิจทุกๆประเทศใน
ยุโรปที่บอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเป็นการต่อต้านการขยายตัวของประชาธิปไตย
วิกฤตการณ์เบอร์ลิน
เบอร์ลินเป็นชื่อเมืองหลวงของเยอรมัน หลัง WW.I เยอรมันถูก 4 มหาอำนาจแบ่งยึดครอง คือ อังกฤษ
ฝรั่งเศส อเมริกา และรัสเซีย แต่เยอรมันฝั่ งตะวันออกเป็นของรัสเซียซึ่งปกครองโดยระบอบคอมมิวนิสต์
และเยอรมันฝั่ งตะวันตกเป็นประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนอพยพย้ายไปอยู่เยอรมันฝั่ งตะวันตก ทำให้รัสเซีย
สร้างกำแพงเบอร์ลินขึ้นมาปิดล้อมกำแพงเบอร์ลิน
กำแพงเบอร์ลิน
Cuban Missile Crisis (1962) วิกฤตการณ์คิวบา
คิวบาเป็นประเทศเล็กๆที่อยู่ในทะเลแคริบเบียน ผู้นำคิวบาคือ บาติสตา (ประธานาธิบดี) ซึ่งบาติส
ตาผูกความสัมพันธ์กับอเมริกาต่อมาบาติสตาถกนายฟีเดล คาสโตรปฏิวัติยึดอำนาจเปลี่ยนคิวบาให้กลายเป็น
คอมมิวนิสต์ ผูกพันกับรัสเซียแทนอเมริกา ซึ่งภายหลังดาวเทียมของอเมริกาพบว่ารัสเซียได้นำจรวดนำวิถีมา
ติดตั้งที่คิวบา จอห์น เอฟ เคเนดี้ประธานาธิบดีของอเมริกาสั่งให้คิวบาถอนจรวดออกภายใน 30 วัน คิวบา
ไม่ปฏิบัติตามและส่งจรวดนำวิถีมาติดตั้งเพิ่มอีก สร้างความไม่พอใจให้กับอเมริกา จึงสั่งกองเรือรบ 180 ลำ
ปิดทะเลแคริบเบียน และสั่งให้คิวบาถอนฐานจรวดภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งคิวบา และรัสเซียยอมปฏิบัติตามคำ
สั่งของอเมริกา สงครามระหว่างอเมริกา รัสเซียและคิวบา จึงไม่เกิดขึ้น
สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ
สนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (The North Atlantic Treaty Organization) หรือ NATO
คือ การรวมกลุ่มทางการทหารที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อต่อต้านการรุกรานจากฝ่ายคอมมิวนิสต์
สนธิสัญญาวอร์ซอ
สนธิสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact Treaty Organization) หรือ Warsaw Pactคือ การรวม
กลุ่มทางการทหารที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อต่อต้านการรุกรานจากฝ่ายประชาธิปไตย
การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
EEC (Europe Economic Cooperation) เป็นการร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่มเสรีนิยมประชาธิปไตย
ยุโรป ต่อมาภายหลังเป็นชื่อเป็น European Union : EU
COMECON เป็นการร่วมมือทางเศรษฐกิจของกลุ่มคอมมิวนิสต์ ต่อมาภายหลังCOMECON ถูกยกเลิกไป
เพราะสหภาพโซเวียตล่มสลายทางเศรษฐกิจ
โครงการอวกาศ Sputnik I (1957)
ดาวเทียมดวงแรกที่ส่งไปโคจรอวกาศสำเร็จ คือ Spukig ในปี พ.ศ.2500 ทำให้ จอห์น เอฟ เคเนดี้กล่าวว่า
“อเมริกาจะส่งมนุษย์ ไปลงดวงจันทร์ให้ได้ภายใน 10 ปี”
ในปี 2501 อเมริกา ได้ส่งดาวเทียมไปโคจรรอบโลกสำเร็จ อเมริกาก่อตั้ง NASA เป็นการสำรวจ
อวกาศ และใช้ชื่อย่อย เรียกว่า โครงการ Apollow เพื่อส่งมนุษย์ไปลงดวงจันทร์ ซึ่งต่อมาอเมริกาได้ส่ง
มนุษย์ไปดวงจันทร์ได้สำเร็จ คือ Neal Armstrong ด้วยยาน Apollw 11 ในปี พ.ศ.2512
เมื่อรัสเซียเห็นว่าอเมริกาก้าวหน้าทางโครงการอวกาศจึงทุ่มเงินมหาศาลพัฒนาโครงการ Meer แต่
สุดท้ายโครงการ Meer ต้องยุติลงเพราะรัสเซียประสบปัญหาการล่มสลายทางเศรษฐกิจ
สงครามตัวแทน //สงครามเวียตนาม ค.ศ. 1960 -1975
•1941 ได้เกิดขบวนการเวียดมินห์เพื่อขับไล่ฝรั่งเศส โดยมีผู้ที่มีสมญาว่า โฮจิมินห์ เป็นผู้นำหลังสงครามโลก
ครั้งที่ 2 เวียดมินห์ยึดเดียนเบียนฟูได้ ฝรั่งเศสกับเวียดนามก็ได้ทำสัญญาสงบศึกที่กรุงเจนีวา เมื่อปี 1954
เรียกว่า อนุสัญญาเจนีวา มีสาระสำคัญคือ ให้แบ่งเวียดนามออกเป็นสองส่วน คือ เวียดนามเหนือ และ
เวียดนามใต้ โดยใช้เส้นรุ้งที่ ๑๗ เหนือ ซึ่งผ่านเมืองกวางตรี ตามแนวแม่น้ำเบนไฮ เป็นเส้นแบ่งเขตแดน
•ประธานาธิบดี จอห์นสัน ของสหรัฐฯ ได้ตัดสินใจทำสงครามโดยเปิดเผยระหว่างสหรัฐฯ และเวียดนามเหนือ
จึงเริ่มต้นตั้งแต่กุมภาพันธ์ 1965
•ฝ่ายประชาธิปไตยที่ให้ความช่วยเหลือเวียดนามใต้
•ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สเปน ฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) และไทย
•ทฤษฎีโดมิโน ความหมาย คือ ทฤษฎีที่ยกอุทาหรณ์จากเกมไพ่ต่อแต้ม ซึ่งถ้ามีไพ่ล้มหนึ่งใบ ไพ่ใบอื่น ๆ จะ
ล้มเป็นแถบติดต่อเป็นลูกโซ่ เกิดจากความเชื่อถือที่ว่า เมื่อประเทศใดตกอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองแบบ
คอมมิวนิสต์จะทำให้ประเทศอื่น ๆ กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วย
•ทฤษฎีการสกัดกั้น นายจอห์น ฟอสเตอร์ ดัลเลส (John Foster Dulles) อดีตรัฐมนตรีกระทรวงการต่าง
ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีทฤษฎีต่อต้านทฤษฎีโดมิโน คือ ทฤษฎีการสกัดกั้น
การสิ้นสุดสงคราม
สหรัฐฯ และชาติพันธมิตรฝ่ายโลกเสรีได้ถอนกำลังทั้งหมด ออกจากเวียดนามใต้ กองทัพเวียดนาม
เหนือและเวียดกงเข้ายึดกรุงไซ่ง่อนได้เมื่อ ๓๐ เมษายน ๒๕๑๘ และเวียดนามเหนือสามารถรวมเวียดนามใต้
เข้าด้วยกัน เมื่อ ๓ กรกฎาคม ๒๕๑๘ และประกาศใช้ชื่อประเทศใหม่ว่า สาธารณรัฐเวียดนาม
สงครามเกาหลี
สงครามเกาหลี เป็นสงครามระหว่าง เริ่มตั้งแต่ 25 มิ.ย. 1950 – 27 ก.ค.1953 เป็นหนึ่งในสงคราม
ตัวแทน ช่วงสงครามเย็นเกาหลีเหนือใช้ยุทโธปกรณ์ของโซเวียตบุกข้ามเส้นขนานที่ 38 ลงมา สามารถยึด
กรุงโซลได้ สหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน ได้สั่งการให้นายพลดักลาส
แมกอาร์เธอร์ ผู้บัญชาการภาคพื้นแปซิฟิกในขณะนั้น ให้ทำการตอบโต้กองทัพอเมริกันบุกเกาหลีเหนือถึง
แม่น้ำยาลู ชายแดนระหว่างเกาหลีเหนือกับจีน โซเวียตให้ความช่วยเหลือ จีนปะทะกับทหารอเมริกัน
กองทัพจีนก็ล่าถอยไปอยู่ในเทือกเขา กองทัพสหประชาชาติบุกข้ามแม่น้ำยาลูกองทัพจีนโอบล้อมกองทัพของ
พวกนานาชาติแถบอ่างเก็บน้ำโชสิน (Chosin Reservoir)
ผลของสงคราม
• ฝ่ายเกาหลีเนือเสียชีวิตในสงครามทั้งหมด 1,066,000 นาย ส่วนฝ่ายเกาหลีใต้เสียชีวิตประมาณ
941,356–1,139,518 นาย
ทหารฝ่ายไทยจำนวน 1,294 นาย
การสิ้นสุดของสงครามเกาหลี
• 2 กันยายน 1976 ลงนามระหว่างเกาหลีเหนือกับสหประชาชาติ แบ่งเขตแดนระหว่างเกาหลีเหนือและ
เกาหลีใต้อย่างเป็นทางการ
การสิ้นสุดสงครามเย็น
zz23
สหภาพโซเวียตในยุคที่มิคกาฮิล กอร์บาซอฟ (Mikhail Gorbachev) เป็นผู้นำได้ดำเนินการปฎิรูป
บ้านเมืองหลายด้าน และเป็นจุดเริ่มต้นทำให้สภาวะสงครามเย็นเริ่มคลี่คลายตัวลง สรุปได้ดังนี้
1. การใช้นโยบายปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตให้เป็นเสรีประชาธิปไตยมากขึ้นในปี ค.ศ.
1985 เรียกว่า “นโยบายเปิด-ปรับ” หรือกลาสนอสต์-เปเรสทรอยกา
2. การรวมเยอรมนีตะวันออกเข้ากับตะวันตกเป็นประเทศเดียวกันได้สำเร็จใน ค.ศ. 1990ฃ
3. การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี ค.ศ.1991 คือการยุติการรวมตัวเป็นสหภาพโซเวียตของ 15
สาธารณรัฐและทำให้เกิดรัฐเอกราช 15 ประเทศ สาเหตุของการล้มสลายของสหภาพโซเวียต คือ ปัญหา
เงินเฟ้อและความตกต่ำทางเศรษฐกิจ และปัญหาการเมืองภายใน
4. การก่อรัฐประหารเพื่อโค่นล้มรัฐบาลของพวกคอมมิวนิสต์หัวเก่า
ความเปลี่ยนแปลงภายหลังสิ้นสุดยุคสงครามเย็น
ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจภายหลังการสิ้นสุดสงครามเย็น นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991
เป็นต้นมา บรรยากาศความตึงเครียดของโลกในยุคสงครามเย็น ได้สิ้นสุดลง มีการเปลี่ยนแปลงทางการ
เมืองที่สำคัญคือ ประเทศคอมมิวนิสต์เริ่มปรับตัวเข้าสู่วิถีทางของระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น และเปลี่ยนมา
ใช้ระบบเศรษฐกิจแบบการตลาดหรือทุนนิยมเสรีตามอย่างโลกตะวันตก ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและ
เศรษฐกิจของโลกภายหลังการสิ้นสุดยึดสงครามเย็น มีดังนี้
1. การเกิดสาธารณรัฐเอกราช 15 ประเทศ ได้แก่ รัสเซีย ยูเครน ลัตเวีย เอสโตเนีย ลิทัวเนีย เบลารุส มอล
โดวา อุซเบกิสสถาน อาร์เมเนีย ทาจิกิสถาน เติร์กเมนิสสถาน คาซัคสถาน จอร์เจีย อาเซอร์ไบจาน และ
คีร์กีซสถาน
2. การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในยุโรปตะวันออก
2.1 การล่มสลายของสหพันธรัฐยูโกสลาเวีย รัฐต่างๆได้แยกตัวเป็นประเทศเอกราช
2.2 โปแลนด์ เป็นชาติแรกในยุโรปที่มีการปฏิรูประบอบการเมืองเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย และเปลี่ยน
ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยมมาเป็นระบบตลาดเสรีเหมือนอย่างประเทศตะวันตก
2.3 ฮังการี มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและระบบเศรษฐกิจทำนองเดียวกับโปแลนด์ ในปี ค.ศ.
1991
2.4 เชโกสโลวะเกีย ในเดือนมกรา ค.ศ. 1993 เชโกสโลวะเกียประกาศแยกออกเป็น 2 ประเทศคือ สา
ธารณรัฐเช็ก และสาธารณรัฐสโลวะเกีย
2.5 เยอรมนีตะวันออก รวมกับเยอรมนีตะวันตกใน ค.ศ. 1990 ภายใต้ชื่อประเทศ “สหพันธ์สาธารณรัฐ
เยอรมนี” ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยและใช้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมหรือระบบการตลาด
3. การเปิดประเทศของจีน ในปี ค.ศ. 1992 จีนประกาศนโยบายปฎิรูประบบเศรษฐกิจให้เป็นระบบตลาด
เสรี ส่งเสริมการลงทุนของนักธุรกิจต่างชาติ
ประวัติศาสตร์โลกตะวันออก
ประวัติศาสตร์จีน
ราชวงศ์เซี่ย (2,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 1,700 ปีก่อนคริสต์ศักราช)
ราชวงศ์ เซี่ยถือเป็นราชวงศ์แรกในประวัติศาสตร์จีนที่เริ่มระบบการปกครองแบบพ่อสืบ ทอดให้ลูก จาก
บันทึกทางประวัติศาสตร์ของซือหม่าเชียน ทำให้นักประวัติศาสตร์จีนมักเริ่มนับยุคสมัยเซี่ยโดยเริ่มจากเซี่ยหวี่
ถึงลวี่กุ่ย หรือเซี่ยเจี๋ย ในระยะเวลา 400 กว่าปี มีกษัตริย์ครองบัลลังก์ 17 พระองค์ มีการสืบทอดอำนาจถึง
14 ชั่วคน
ราชวงศ์ซาง (1,700 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 1,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช)
ราชวงศ์ซางมีอำนาจอยู่ประมาณ 550 ปี คือ ตั้งแต่ 1600-1046 ปีก่อนคริสต์ศักราช (1057-503 ปีก่อ
นพ.ศ.) มีกษัตริย์ปกครองทั้งสิ้น 31 พระองค์
ราชวงศ์โจว (1046-256 ปีก่อนคริสต์ศักราช)
นักประวัติศาสตร์จีนแบ่งราชวงศ์โจวออกเป็น ราชวงศ์โจวตะวันตก และ ราชวงศ์โจวตะวันออก ซึ่งมีระยะ
ครองแผ่นดินต่อเนื่องกัน 790 ปี(ยาวนานที่สุดในจีน) แต่มีการย้ายเมืองหลวงหลังจากแพ้ชนะกัน จึงแบ่ง
ราชวงศ์นี้ด้วยทิศทางของเมืองหลวงเป็นหลัก
ราชวงศ์โจวตะวันตก (1,100 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 771 ปีก่อนคริสต์ศักราช)
โจวมีประวัติความเป็นมาอันยาวนาน เดิมอาศัยอยู่ในแถบเสียกาน ต่อมาอพยพไปตั้งรกรากยังโจวหยวน ซึ่ง
อยู่ทางตอนใต้ของอำเภอฉีซานมณฑลส่านซีของจีน เมื่อ 1,100 ปีก่อนคริสต์ศักราชชนเผ่าต้นตระกูลโจวก็มี
ขุมกำลังเข้มแข็งขึ้น พวกเขาทางหนึ่งรวบรวมรัฐเล็ก ๆรอบข้างเข้ามา อีกทางหนึ่งโยกย้ายนครหลวงจากโจว
หยวนมายังดินแดนฝั่ งตะวันตกของแม่น้ำเฟิง หรืออำเภอฉางอานในปัจจุบัน โดยตั้งเป็นเมืองเฟิงจิง จากนั้น
แพร่ขยายอิทธิพลไปทางทิศตะวันออก ทำให้เกิดข้อพิพาทกับราชวงศ์ซาง
ราชวงศ์โจวตะวันออก (770 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 476 ปีก่อนคริสต์ศักราช)
ยุคชุนชิว แปลว่า ยุคฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง เป็นยุคหนึ่งในราชวงศ์โจว ราชวงศ์ที่ยาวนานที่สุดใน
ประวัติศาสตร์จีน หลังจากอาณาจักรโจวตะวันตกของพระโจวโยวหวังล่มสลายลงโดยความร่วมมือของเจ้า
นครรัฐบางคนกับเผ่าเฉวี่ยนหรงแล้ว พวกเขาสถาปนารัชทายาท อี้จิ้ว ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ทรงพระนาม
ว่า พระเจ้าโจวผิงหวัง แล้วย้ายไปตั้งเมืองหลวงใหม่ที่ เมืองลั่วอี้ เนื่องจากเมืองเฮ่าได้รับความเสียหายจาก
เพลิงไหม้อย่างมาก นักประวัติศาสตร์เรียกช่วงการครองอำนาจของราชวงศ์นี้ว่า ยุคชุนชิว (ซึ่งมีสงคราม
แย่งชิงความเป็นใหญ่ของเจ้านครรัฐต่างๆเป็นระยะเพื่อความเป็น เจ้าผู้นำนครรัฐ ยุคนี้เริ่มต้นในปี 770
ก่อน ค.ศ. รัชสมัยพระเจ้าโจวผิงหวัง ถึง ปี 476 ก่อน ค.ศ
ยุคจ้านกว๋อ หรือ เลียดก๊ก (477ปีก่อนคริสต์ศักราช – 222 ปีก่อนคริสต์ศักราช)
ต้นยุคชุนชิวแผ่นดินจีนมีประมาณสองร้อยนครรัฐ แต่สงครามแย่งชิงอำนาจหรือแผ่ขยายอิทธิพลต่างผนวก
ดินแดนต่างๆเข้ากับรัฐผู้ ชนะจนกระทั่งเหลือเพียงรัฐใหญ่ เจ็ดรัฐมหาอำนาจในตอนปลายยุคชุนชิวนัก
ประวัติศาสตร์จีนเรียกว่า เจ็ดมหานครรัฐแห่งยุคจั้นกั๋ว ได้แก่ รัฐฉี รัฐฉู่ รัฐเยียน รัฐฉิน รัฐหาน รัฐเว่ย และ
รัฐเจ้า ยุคสมัยนี้มีสงครามดุเดือดระหว่างรัฐต่อเนื่อง รัฐฉินกับรัฐฉีได้รับการขนานนามเป็นสองรัฐ
มหาอำนาจฟากตะวันออกและฟากตะวันตก ซึ่งถือเป็นดุลอำนาจต่อกัน
ยุคนี้สิ้นสุดโดยการขึ้นครองอำนาจของ อิ๋งเจิ้ง แห่งรัฐฉิน หรือที่รู้จักกันในนาม จิ๋นซีฮ่องเต้ (พระเจ้าฉินสื่อ
หวงตี้) โดยถือเป็นจักรพรรดิองค์แรกของจีน
ราชวงศ์ฉิน (221ปีก่อนคริสต์ศักราช – 206ปีก่อนคริสต์ศักราช)
เป็นราชวงศ์ที่ปกครองแผ่นดินจีนระหว่าง 221ปีก่อนคริสต์ศักราช 206 ปีก่อนคริสต์ศักราช ถึงแม้ว่า
ราชวงศ์ฉินจะมีอายุเพียงแค่ 12 ปี เมืองหลวงตั้งอยู่ที่เซียงหยาง บริเวณเมืองซีอานปัจจุบัน ก่อนหน้านี้จีนได้
แตกแยกออกเป็น 7 รัฐ เปิดศึกกับกษัตริย์ของรัฐ ทั้ง 6 ประเทศในลุ่มน้ำเหลือง คือ หาน จ้าว เว้ย ฉู่
เยียน และฉี ฉินได้ทำสงครามรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียว และสถาปนาตนเป็นปฐมกษัตริย์แห่ง
ราชวงศ์ฉินโดยใช้พระนามว่า ฉินสื่อหวงตี้ คนไทยจึงออกเสียงเพี้ยนเป็น จิ๋นซีฮ่องเต้ หรือ ฉินซีฮ่องเต้ จิ๋นซี
ฮ่องเต้ครองราชย์ระหว่าง 221ปีก่อนคริสต์ศักราช – 221ปีก่อนคริสต์ศักราช ในช่วงนี้แผ่นดินจีนมีความเป็น
ปึกแผ่นมั่นคงมาก แต่เมื่อจิ๋นซีฮ่องเต้ทรงเสด็จสวรรคต ราชวงศ์ฉินก็สั่นคลอนอย่างหนัก และล่มสลายลงใน
ช่วง 206ปีก่อนคริสต์ศักราช
ในสมัยราชวงศ์ฉินมีการก่อสร้างกำแพงเมืองจีน เพื่อป้องกันการรุกรานของพวกป่าเถื่อนทางเหนือของจีน
คือพวกมองโกล ซงหนู และคีตัน
ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก (206 ปีก่อนคริสต์ศักราช – ค.ศ. 220)
หลังจากที่ผ่านสงครามกลางเมืองช่วงสั้น ๆ เมื่อเล่าปังเอาชนะเซี่ยงอี่สำเร็จ จึงสถาปนาตนเองเป็นจักรพรรดิ
องค์แรกของราชวงศ์ฮั่นอันยิ่งใหญ่และยาวนาน มีพระนามว่า สมเด็จพระจักรพรรดิฮั่นเกาจู โดยตั้งเมือง
หลวงที่ ฉางอาน (ใกล้บริเวณเมืองซีอาน มณฑลส่านซีปัจจุบัน) แล้วเรียกชื่อประเทศว่า อาณาจักรฮั่น นัก
ประวัติศาสตร์จีนแบ่งยุคสมัยของราชวงศ์ฮั่นเป็นสองยุคตามที่ตั้งของเมืองหลวง คือ ราชวงศ์ฮั่นตะวันตก
(เริ่มต้นโดยพระเจ้าฮั่นเกาจู่) โดยมีราชวงศ์ซินของอองมังมาคั่นเป็นระยะสั้นๆ ก่อนที่จะเกิดการฟื้ นฟู
ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (เริ่มต้นที่พระเจ้าฮั่นกวงอู่) โดยย้ายนครหลวงไปที่เมืองลั่วหยาง
ราชวงศ์ซิน (ค.ศ. 9-23)
ราชวงศ์ซิน มีเป็นราชวงศ์สั้นๆ ผู้ก่อตั้ง คือ อองมัง ทรงได้อำนาจมาจากการปฏิวัติโค่นล้มจักรพรรดิฮั่น เมื่อ
เสด็จสวรรคต ราชวศ์ฮั่นก็ฟื้ นฟูกลับขึ้นมาอีกครั้ง
ราชวงศ์ฮั่นตะวันออก (ค.ศ. 23-220)
ราชวงศ์นี้เป็นราชวงศ์ที่ถูกกู้ขึ้นมา หลังถูกอองมังยึดอำนาจ เป็นราชวงศ์ฮั่นดังเดิม แต่ย้ายเมืองหลวงไปลั่ว
หยางช่วงเสื่อมของฮั่นตะวันออก เกิดกบฎโจรโพกผ้าเหลือง ขึ้นใน ค.ศ. 184 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของยุคขุนศึก
หลังจากนั้นได้มีอาณาจักรสามแห่งตั้งประชันกัน โดยเรียกว่า ยุคสามก๊ก เป็นที่มาของวรรณกรรมเรื่องสาม
ก๊กเนื่องจากความเจริญของชนชาติจีนในยุคราชวงศ์ฮั่น คนจีนจึงเรียกตัวเองว่าเป็น “ชาวฮั่น” สืบทอดมา
จนถึงปัจจุบัน
ยุคสามก๊ก (ค.ศ. 220-280)
เป็นยุคที่แผ่นดินจีนแตกออกเป็น 3 ก๊ก โดยมีก๊กของ เล่าปี่ ก๊กของ โจโฉ และก๊กของ ซุนกวน ซึ่งต่างรบ
แย่งชิงความเป็นใหญ่ในแผ่นดินมังกรทอง เริ่มจากการที่พระเจ้าเหี้ยนเต้ ถูกบุตรชายโจโฉขับออกจาก
บัลลังก์ แผ่นดินจีนแตกออกเป็น 3 แคว้น
ค.ศ. 263 ก๊กเล่าปี่ ล่มสลาย
ค.ศ. 265 ก๊กโจโฉถูกขุนศึกภายในชื่อ สุมาเอี๋ยน ยึดอำนาจ และสุมาเอี๋ยนก่อตั้งราชวงศ์จิ้น และเริ่มครอง
ราชย์ในนามราชวงศ์จิ้น
ค.ศ. 280 ก๊กซุนกวนล่มสลาย สุมาเอี๋ยนครองแผ่นดินจีนได้สมบูรณ์
ราชวงศ์จิ้นตะวันตก (ค.ศ. 265-317)
สุมาเอี๋ยน สถาปนาตนเองเป็นจิ้นอู่ตี้ ก่อตั้งราชวงค์จิ้นตะวันตกใน ปีคริสต์ศักราช 265แทนที่ราชวงศ์วุ่ยของ
เฉาเชาหรือโจโฉ เมื่อถึงปีค.ศ. 280 จิ้นตะวันตกปราบง่อก๊กลงได้ รวมแผ่นดินเป็นปึกแผ่น ยุติยุคสามก๊กลง
ราชวงศ์จิ้นได้เปิดรับเผ่านอกด่านทางเหนือเข้ามาเป็นจำนวนมาก หัวหน้าของชนเผ่าซงหนู หลิวหยวน ก็
ประกาศตั้งตัวเป็นอิสระ โดยใช้ชื่อว่า ฮั่นกว๋อภายหลังหลิวหยวนสิ้น บุตรชายชื่อหลิวชง ยกกำลังเข้าบุกลั่ว
หยางนครหลวงของจิ้นตะวันตก จับจิ้นหวยตี้เป็นตัวประกันและสำเร็จโทษในเวลาต่อมา
การล่มสลายของราชวงศ์จิ้นตะวันตก ทำให้แผ่นดินจีนตกอยู่ในภาวะแตกเป็นเสี่ยง ๆ ราชสำนักจิ้นย้ายฐานที่
มั่นทางการปกครองและเมืองหลวงลงไปทางใต้ สถาปนา ราชวงศ์จิ้นตะวันออก (ค.ศ. 317-420) ขณะที่
สถานการณ์ทางตอนเหนือวุ่นวายหนัก แผ่นดินที่แตกออกเป็นแว่นแคว้นของชนเผ่าต่างๆ 16 แคว้น โดย
เรียกยุคนี้ว่า ยุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้น เป็นยุคสั้นๆ ที่เกิดการหลอมรวมทางวัฒนธรรมของชาวจีนเชื้อสาย
ต่างๆ
ราชวงศ์เหนือใต้ (ค.ศ. 420-581)
หลังจากการล่มสลายของราชวงศ์จิ้นตะวันตก (ค.ศ. 265316) ภาคเหนือของจีนก็ตกอยู่ในภาวะจลาจลและ
สงครามชนเผ่าของยุค 16 แคว้น จวบจน ค.ศ. 386 หัวหน้าเผ่าทั่วป๋าเซียนเปยได้สถาปนาแคว้นเป่ยวุ่ย และ
ตั้งนครหลวงที่เมืองผิงเฉิง (ปัจจุบันคือเมืองต้าถงในมณฑลซันซี) ยุติความวุ่นวายจากสงครามแย่งชิง
อำนาจที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือใน ค.ศ. 439
เมื่อถึงปีค.ศ. 581หยางเจียนปลดโจวจิ้งตี้ จากบัลลังก์ สถาปนาราชวงศ์สุย จากนั้นกรีธาทัพลงใต้ ยุติสภาพ
การแบ่งแยกเหนือใต้อันยาวนานของแผ่นดินจีนได้เป็นผลสำเร็จ
ราชวงศ์สุย (ค.ศ. 581-618)
สุยเหวินตี้ฮ่องเต้ ได้รวบรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่นได้อีกครั้ง แต่โอรสคือสุยหยางตี้ไม่มีความาสามารถ ทำให้
ซ้ำรอยราชวงศ์ฉิน บรรดาผู้ปกครองหัวเมืองต่างตั้งตนเป็นใหญ่และแย่งอำนาจกัน ราชวงศ์สุยอยู่ได้เพียง
สองรัชกาลเช่นกัน (ค.ศ. 581-617)
ราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907)
หลี่หยวน (หลี่เอียน) หรือถังเกาจูฮ่องเต้ ขุนนางใหญ่ในสมัยสุย ได้ลุกฮือที่แดนไท่หยวน และได้บุตรชายคน
รองหลี่ซื่อหมิน ทำการชนะศึกอย่างต่อเนื่อง ได้ตั้งราชธานี ที่เมืองฉางอัน (เมืองฉางอันเป็นเมืองหลวงของ
หลายราชวงศ์ อาทิ ฮั่นตะวันตก ราชวงศ์สุย ราชวงศ์จิ้นตะวันออก) ผู้นำของแค้วนถังได้สถาปนาตัวเองเป็น
อิสระจากสุยหยางตี้ และได้ชัยชนะเด็ดขาดจากแคว้นอื่นๆ ในที่สุด ภายหลัง โอรสองค์รองหลี่ซื่อหมินยึด
อำนาจจากรัชทายาท หลี่เจี้ยนเฉิง และโอรสองค์ที่สามหลี่หยวนจี๋ ในเหตุการณ์ที่ประตูเสียนอู่ สุดท้ายหลี่
เอียนสละราชสมบัติ หลี่ซื่อหมินขึ้นเป็น ถังไท่จงฮ่องเต้ และเริ่มยุคถัง ซึ่งรุ่งเรืองเทียบได้กับยุคฮั่น เป็นยุดที่
มีความรุ่งเรื่องทั้งทางด้าน แสนยานุภาพทางทหาร การค้า ศิลปะ ๆลๆ มีนครหลวงฉางอาน (ซีอานใน
ปัจจุบัน) ราชวงศ์ถังมีอาณาเขตกว้างใหญ่กว่าราชวงศ์ฮั่นมาก นอกจากจักรพรรดิถังไท่จงแล้วในสมัยถังนี้
ยังมีจักรพรรดิถังสวนจง ซึ่งในสมัยของพระองค์กวีรุ่งเรื่องมาก นับว่าในสมัยของพระองค์ยังเป็นยุดรุ่งเรื่อง
และเสื่อมลงเพราะปลายสมัยของ พระองค์ ทรงลุ่มหลงหยางกุ้ยเฟย ไม่สนใจในราชกิจบ้านเมือง และใน
ระหว่างได้เกิดฮ่องเต้หญิงคนแรกของประเทศจีน ซึ่งก็คือ พระนางบูเช็กเทียน อานลู่ซานแม่ทัพชายแดนจึง
ก่อการปฏิวัติและยึดเมืองหลวงฉางอาน เป็นผลสำเร็จ ทำให้ราชวงศ์ถังเริ่มเสื่อมตั้งแต่บัดนั้นราชวงศ์ถังมี
ระยะเวลาอยู่ช่วงราวๆ (ค.ศ. 618-907)
ยุคห้าราชวงศ์สิบอาณาจักร (ค.ศ. 907-960)
ตอนปลายราชวงศ์ถังมีการก่อกบฎประชาชนตามชายแดน ขันทีครองอำนาจบริหารบ้านเมืองอย่างเหิมเกริม
มีการแย่งชิงอำนาจกัน แม่ทัพจูเวิน (จูเฉวียนจง) สังหารขันทีทรงอำนาจในราชสำนัก แล้วสถาปนาตนเป็น
จักรพรรดิ ทำให้ราชวงศ์ถังสิ้นสุด บรรดาหัวเมืองต่างๆมีการแบ่งอำนาจกันเป็นห้าราชวงศ์ สิบอาณาจักร
คือ ราชวงศ์เหลียง ถัง จิ้น ฮั่น และโจว โดยปกครองแถบลุ่มน้ำฮวงโหติดต่อกันมาตามลำดับ ส่วนเขตลุ่ม
แม่น้ำแยงซีเกียงกับดินแดนทางใต้ลงไปเกิดเป็นรัฐอิสระอีก 10 รัฐ รวมเรียกว่า สิบอาณาจักร การแบ่งแยก
อำนาจปกครองยุคนี้ขาดเสถียรภาพ ชีวิตของประชาชนเต็มไปด้วยความลำบากยากแค้น ต่อมา เจ้าควงอิ้น
ผู้บัญชาการทหารองครักษ์ชิงอำนาจจากราชวงศ์โจวตั้งตนสถาปนาราชวงศ์ซ่งหรือ ซ้องเป็น พระเจ้าซ่งไท่จู่
แล้วปราบปรามรวมอาณาจักรเรื่อยมา จนกระทั่งพระเจ้าซ่งไท่จง ผู้สืบทอดราชบัลลังก์ปิดฉากสภาพการ
แบ่งแยกดินแดนทั้งหมดลงสำเร็จโดยใช้เวลา เกือบ 20 ปี
ราชวงศ์ซ่ง (ค.ศ. 960-1279)
ปีค.ศ. 960เจ้าควงอิ้นหรือพระเจ้าซ่งไท่จู่ สถาปนาราชวงศ์ซ่งหรือซ้องเหนือ เมืองหลวงอยู่ที่ไคฟง (มณฑล
เหอหนานใน ปัจจุบัน) รวบรวมแผ่นดินจีนเป็นอันหนึ่งอันเดียวสำเร็จ แล้วใช้นโยบายแบบ ลำต้นแข็ง กิ่ง
ก้านอ่อนในการบริหารประเทศ ปฏิรูปการปกครอง การทหาร การคลัง อันมีประโยชน์ในการสร้าง
เสถียรภาพแก่อำนาจส่วนกลาง แต่ส่วนท้องถิ่นกลับอ่อนแอ เมื่อต้องทำสงคราม ย่อมไม่มีกำลังต่อต้านศัตรู
ได้ อำนาจการใช้กระบวนการยุติธรรมถูกควบคุมโดยส่วนกลาง
ราชวงศ์หยวน (ค.ศ. 1279-1368)
ยุคนี้ประเทศจีนถูกปกครองโดยชาวมองโกล นำโดย หยวนชื่อจู่ (หรือกุบไลข่าน) ซึ่งโค่นราชวงศ์ซ่ง ตั้ง
ราชวงศ์หยวน หรือราชวงศ์มองโกลขึ้น ยุดสมัยนี้ได้มีชาวต่างประเทศเดินทางมาค้าขายเช่น มาร์โคโปโล มี
การพิมพ์ธนบัตรจีนขึ้นครั้งแรกมีการส่งกองทัพรุกราน ชวา เวียดนาม ญี่ปุ่น แต่ไม่ประสบความสำเร็จ
สมัยนี้อาณาเขตมีขนาดใหญ่มาก ว่ากันว่าใหญ่กว่าอณาจักรโรมถึง4เท่า หลังจากกุบไลข่านสิ้นพระชนม์
ชนชั้นมองโกลได้กดขี่ชาวจีนอย่างรุนแรง จนเกิดกบฎ และสะสมกองกำลังทหารหรือกลุ่มต่อต้านขึ้น ช่วง
ปลายราชวงศ์หยวนจูหยวนจางได้ปราบปรามกลุ่มต่างๆ และขับไล่ราชวงศ์หยวนออกไปจากแผ่นดินจีนได้
สำเร็จ
ราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644)
ราชวงศ์หมิงเป็นราชวงศ์ของจีนสถาปนาโดยจูหยวนจาง (จักรพรรดิหงหวู่) เมื่อปีค.ศ. 1368จู หยวนจาง
หรือจักรพรรดิหมิงไท่จู่ ปฐมกษัตริย์องค์ของราชวงศ์ครองราชย์ที่เมืองนานกิง และได้สถาปนาราชวงศ์หมิง
ขึ้น 31ปีแห่งการครองอำนาจ จักรพรรดิหมิงไท่จู่ได้เสริมสร้างระบอบรวมศูนย์อำนาจรัฐเผด็จการแบบ
ศักดินา ให้เข้มแข็งขึ้นอย่างสุดความสามารถ จักรพรรดิหมิงไท่จู่ประหารขุนนางผู้มีคุณูปการ ฆ่าผู้คนที่มี
ความเห็นที่ไม่เหมือนพระองค์ เพิ่มอำนาจของจักรพรรดิให้มากขึ้น ปราบปรามอิทธิพลที่ต่อต้านพระองค์
หลังจากจักรพรรดิหมิงไท่จู่สวรรคตแล้ว จักรพรรดิเจี้ยนเหวินซึ่งเป็นพระราชนัดดาองค์หนึ่งได้ขึ้นครองราชย์
ต่อมาไม่นาน จูตี้ ผู้เป็นปิตุลาของจักรพรรดิเจี้ยนเหวินซึ่งเป็นได้ลุกขึ้นต่อสู้และโค่นอำนาจ รัฐของจักรพรรดิ
เจี้ยนเหวินลง จูตี้ได้ขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิหมิง เฉิงจู่หรือจักรพรรดิหยุงเล่อ ในปีค.ศ. 1421 จักรพรรดิ
หย่งเล่อได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองหนานจิงไปยังกรุงปักกิ่ง
ราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1644-1912)
ราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1644-1911 ) เป็นราชวงศ์สุดท้ายก่อนสถาปนาเป็นระบบสาธารณรัฐ เป็นราชวงศ์ของเผ่า
แมนจู เป็นชนต่างชาติที่เข้ามาปกครองจีน เป็นสมัยที่มีการตรวจตราข้อบังคับของสังคม เช่น ให้ชายจีนไว้
ผมหางเปียและใส่เสื้อแบบแมนจู ในราชสำนักมีขุนนางตำแหน่งสำคัญกำเนิดขึ้นด้วย คือ “ขันที”
จีนยุคใหม่
หลังจากจักรพรรดิปูยี ฮ่องเต้ราชวงศ์ชิงองค์สุดท้ายสละราชสมบัติและเข้าไปอยู่ภายใต้การคุ้มครอง ของ
ญี่ปุ่นซึ่งเข้าครองดินแดนบางส่วนของจีนและกดขี่ข่มเหงคนจีนจำนวนมาก กลายเป็นหุ่นเชิดของญี่ปุ่นเมื่อ
ถูกสถาปนาขึ้นเป็นฮ่องเต้ของดินแดนแมนจูกัว ซึ่งญี่ปุ่นยึดครองไว้ ต่อมาต้องพ่ายแพ้ต่อพรรคคอมมิวนิสต์
ของ เหมาเจ๋อตุง และถูกจับเข้าค่ายเพื่ออบรมเปลี่ยนแนวความคิดตามหลักการของพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้
ฮ่องเต้พระองค์นี้รอดตายและมีพระชนม์ชีพจนแก่ชราและสวรรคตด้วยโรคภัย ของชายชราทั่วไป ถือเป็นการ
สิ้นสุดจีนโบราณและก้าวเข้าสู่ยุคจีนใหม่ซึ่งเป็นการต่อสู้ชิง อำนาจระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์ของ เหมา เจ๋อ
ตุง กับพรรครัฐบาล ของ นายพล เจียง ไค เช็ค
ยุคสาธารณรัฐจีน (ค.ศ. 1912-1949)
ดร. ซุนยัดเซ็น เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบบสมบูรณยาสิทธิราชย์ซึ่งปกครองด้วยสิทธิ
ขาดของจักรพรรดิ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีจักรพรรดิเป็นประมุขตามอารยนิยมหลังจากซุนยัดเซ็น
เสียชีวิต เป็นช่วงเวลาชิงอำนาจระหว่างฝ่ายประชาธิปไตย คือ เจียงไคเช็ค กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ นำโดย เหมา
เจ๋อตุง ช่วงแรกเจียงไคเช็คเป็นฝ่ายชนะและทำการปฏิวัติได้สำเร็จ สุดท้ายกลุ่มผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งรวมตัวกัน
ขับไล่ เจียงไคเช็คหนีไปยังเกาะไต้หวัน และสถาปนาสาธารณรัฐจีนขึ้นแทน
ยุคสาธารณรัฐประชาชนจีน (ค.ศ. 1949-ปัจจุบัน)
เหมา เจ๋อตุง (ค.ศ. 1949-1976)
หลังสงครามภายในจีนและชัยชนะเป็นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนของ เหมา เจ๋อตุง พรรคก๊กมินตั๋งกำลังของ
เจียง ไคเช็กอพยพไปที่เกาะไต้หวัน ประตูชัยแรกรวมตรวจระบบความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและที่ดิน
กว้างใหญ่ ทำให้ดีขึ้นจากระบบที่ดินศักดินาที่เจ้าของที่ดินของจีนเป็นเจ้าของ กรรมสิทธิ์ของที่ดินเพาะปลูก
และ ชาวไร่ชาวนา คนทำงานถูกเคลื่อนย้ายกับระบบการจัดจำหน่ายที่เท่ากันมากกว่าในความกรุณา กว่ามั่งมี
ต่อชาวไร่ชาวนา เหมาเน้นหนักวางบน การต่อสู้ห้องเรียนและงานตามทฤษฎีและในปี 1953 เริ่มต้นการ
โฆษณาต่างๆเพื่อปิดบังเจ้าของที่ดินก่อนและนายทุนทั้งหลาย
เติ้ง เสี่ยวผิง (ค.ศ. 1976-1989)
เหมา เจ๋อตุง ถึงแก่ความตายและในที่สุด เติ้ง เสี่ยวผิง ก็ได้เป็นผู้นำของสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1980
จีนที่ลงเรือบนถนนเพื่อทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นและเปิด นโยบายซึ่งเริ่มต้นติดตามกับแห่งอุตสาหกรรมทำให้จุด
มุ่งหมายดีขึ้นที่คอนโทรลการปกครองในเซ็กเตอร์แห่งอุตสาหกรรมบนมรดกของหัวข้อของ เหมา เจ๋อตุง
เติ้ง เสี่ยวผิง มีแนวความคิดของพื้นที่ในทางเศรษฐกิจพิเศษโดยใช้ เซินเจิ้นเป็น เขตเศรษฐกิจแรกของ
ประเทศที่ซึ่งลงทุนต่างประเทศจะถูกยอมเพื่อไหลในโดย ปราศจากการยับยั้งการปกครองเคร่งครัดและข้อ
บังคับการวิ่งในระบบทุนนิยมอย่าง ง่าย เติ้ง เสี่ยวผิง เน้นวางบนอุตสาหกรรมที่สว่างเป็นหินที่ก้าวเพื่อการ
พัฒนาของอุตสาหกรรมหนัก การสนับสนุนของ เติ้ง เสี่ยวผิง ทำให้เศรษฐกิจจีนดีขึ้นชี้การพัฒนารวดเร็ว
ของเศรษฐกิจจีน
การเติบโตของทางเศรฐกิจภาคใต้ของจีน (ค.ศ. 1989-2002)
นำโดย เจียง เจ๋อหมิน เป็นเศรษฐกิจที่เติบโตทั้งๆที่การห้ามส่งสินค้าการค้าต่างประเทศคืนสู่การวิ่งเร็วโดย
ในปี 1990 เจียง เจ๋อหมิน ทำให้ดีขึ้นวิสัยทัศน์ของ เติ้ง เสี่ยวผิง ที่ไกลกว่าสำหรับระบบสังคมนิยมกับคนจีน
ในลักษณเวลาเดียวกัน เจียง เจ๋อหมินปรับระยะเวลาที่ดำเนินต่อไปขี้นในการรับสินบนทางสังคมผลกำไรเป็น
ได้ ถูกปิดเพื่อทำวิธีสำหรับแข่งขันกันมากขึ้นการลงทุนอย่างภายในและต่างประเทศ ที่จัดเตรียมไว้พร้อม
ระบบความผาสุขทางสังคมถูกใส่ในการทดสอบจริงจัง เจียง เจ๋อหมิน ยังเน้นหนักวางบนความก้าวหน้าแบบ
วิทยาศาสตร์และทางเทคโนโลยีในพื้นที่ เช่น การค้นหาช่องว่างเพื่อทนรับการบริโภคมนุษย์กว้างใหญ่การ
ดึงดูดการสนับสนุน และคำวิจารณ์แพร่หลายมลพิษทางสิ่งแวดล้อมกลายเป็นปัญหาจริงจังมากเป็นที่ปักกิ่ง
บ่อย
สาธารณรัฐประชาชนจีน (ค.ศ. 2002-ปัจจุบัน)
วิกฤตกาลหลักแรกที่จีนเผชิญในศตวรรษที่ 21 เป็นการก่อกำเนิดใหม่ของผู้นำนำโดย หู จิ่นเทา คือสมมุติว่า
พลังที่รวมอยู่ด้วยวิกฤตกาลสาธารณสุขสงครามบนความตกใจกลัววาด ประเทศแต่ถูกวิจารณ์เป็นข้ออ้าง
สำหรับการแสดงว่าถูกต้องการติดแสตมป์ออกจาก ซินเจียง โจรแยกดินแดนทำให้เศรฐกิจดำเนิน ต่อไปเพื่อ
เติบโตในหมายเลขหลักเป็นการพัฒนาของพื้นที่ในถิ่นชนบทกลายเป็นที่ สนใจหลักของนโยบายการปกครอง
ในขั้นตอนทีละน้อยเพื่อรวมเป็นปึกแผ่นพลังของเขา หู จิ่นเทา หัวหน้างานสังสรรค์เอาเซี่ยงไฮ้เป็นศูนย์กลาง
การค้าของจีน
ปรัชญาจีน
ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน มีราชวงศ์ปกครองประเทศนับร้อยราชวงศ์ มี
ช่วงสงครามกลางเมืองที่ยาวนานนับร้อยปีหลายครั้ง ประชาชนต่างได้รับความเดือดร้อนจากการแย่ง
ชิงอำนาจของเหล่าชนชั้นสูงมาโดยตลอด และปรัชญาของสำนักต่างๆนั้นได้ถูกนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อ
สร้างความชอบธรรมในการปกครองของเหล่าผู้นำ เพราะปรัชญาเหล่านั้นมุ่งสร้างความสุขในทางจิตใจ
ไม่ได้เน้นด้านวัตถุดังเช่นปรัชญาตะวันตก เน้นการเป็นคนดีเพื่อให้ตัวเองและผู้อื่นมีความสุข เน้นการ
ปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยสมบูรณ์ แบ่งชนชั้นวรรณะของคนในสังคมเพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง สิ่งเหล่า
นี้เป็นอุปสรรคในการพัฒนาสังคม ทำให้สังคมจีนล้าหลังชาติตะวันตกเป็นอย่างมากในช่วงก่อนยุคการ
ปฏิวัติวัฒนธรรม
ด้วยเหตุที่ปรัชญาทั้งหลายของจีนนั้นส่วนมากได้ก่อกำเนิดในยุคสมัยชุนชิวและจ๊านกว๋อซึ่งเป็นช่วงที่
บ้านเมืองไร้ความสงบสุข เกิดสงครามไม่ว่างเว้นปี ประชาชนคนธรรมดาต่างเสียชีวิตในสงครามเป็น
ใบไม้ร่วง เพียงเพราะเหล่าผู้มีอำนาจแย่งชิงกันเป็นใหญ่ กลุ่มนักปราชญ์ผู้ซึ่งต้องการเห็นบ้านเมือง
สงบสุขจึงออกเผยแพร่แนวคิดต่างๆเพื่อให้สงครามทั้งหลายสิ้นสุดลง แต่น่าเสียดายที่แนวคิดเหล่านั้น
กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างฐานอำนาจของผู้ปกครองแทน
นักปรัชญาสำคัญๆหลายคนเกิดในยุดนี้และได้เผยแพร่แนวคิดของตนต่อมาจนถึงปัจจุบัน เช่น ขงจื๊อ
เม่งจื๊อ เหลาจื๊อ หยางจื๊อ เป็นต้น บางท่านในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่แนวคิดของท่านไม่ได้รับการเผยแพร่
มากนัก แต่บรรดาลูกศิษย์ได้สืบทอดต่อๆมาจนแพร่หลายจนกลายเป็นหลักสำคัญในการปกครองระบบ
กษัตริย์ของจีน
สำนักปรัชญาสำคัญๆที่มีอิทธิพลต่อสังคมจีนและยังสืบทอดต่อมาจนถึงปัจจุบันนั้นมีอยู่ด้วยกัน4สำนัก
คือ
สำนักปรัชญาเต๋า
สำนักปรัชญาขงจื๊อ
สำนักปรัชญาม่อจื๊อ
สำนักปรัชญานิตินิยม
โดยสิ่งที่สำนักปรัชญาเหล่านี้เน้นความสำคัญเหมือนกันคือ การนำความสบงสุขมาสู่ตัวบุคคลและสังคม
โดยเต๋าเน้นการกลับสู่ธรรมชาติ ขงจื๊อเน้นการยึดถือประเพณี ม่อจื๊อเน้นยึดถือปัจจุบันไม่คำนึงอดีต นิติ
นิยมเน้นกฏระเบียบข้อบังคับ และทุกสำนักไม่คำนึงถึงภพหน้าเน้นการคงอยู่ในปัจจุบัน
อารยธรรมอินเดีย
ปัจจัยทางภูมิศาสตร์ที่มีอิทธิพลต่ออารยธรรมอินเดียหรืออารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ
เป็นแหล่งอารยธรรมเริ่มแรกของอินเดีย อยู่บริเวณดินแดนภาคตะวันตกของอินเดีย (ปากีสถานในปัจจุบัน)
ที่แม่น้ำสินธุไหลผ่าน อาณาเขตลุ่มแม่น้ำสินธุครอบคลุมบริเวณกว้างกว่าลุ่มแม่น้ำไนล์แห่งอิยิปต์ โดยทุกๆปีก
ระแสน้ำได้ไหลท่วมท้นฝั่ งทำให้ดินแดนลุ่มน้ำสินธุอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การทำกสิกรรม นักประวัติศาสตร์
บางคนเรียกอารยธรรมในดินแดนนี้ว่า วัฒนธรรมฮารัปปา (Harappa Culture) ซึ่งเป็นชื่อเมืองโบราณที่
ตั้งอยู่บริเวณลุ่มน้ำสินธุเมื่อประมาณ 3,500 – 1,000 ปี ก่อนพุทธศักราช
จากภูมิประเทศของอินเดียที่มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดใหญ่ มีเทือกเขาหิมาลัยกั้นอยู่ทางตอนเหนือ
มีเทือกเขาฮินดูกูชอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือ ทางด้านตะวันตกติดกับทะเลอาหรับ ส่วนทางตะวันออก
ติดกับมหาสมุทรอินเดียไปจนถึงอ่าวเบงกอล ดังนั้น ผู้ที่เดินทางบกเข้ามายังบริเวณนี้ในสมัยโบราณต้องผ่าน
ช่องเขาทางด้านตะวันตกที่เรียกว่า ช่องเขาไคเบอร์ ซึ่งเป็นหนทางเดียวที่จะเข้าสู่อินเดียในสมัยโบราณ
ช่องเขานี้เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์อินเดียตลอดมา เพราะเส้นทางนี้เป็นทางผ่านของกองทัพของผู้รุกราน
และพ่อค้าจากเอเชียกลาง อัฟกานิสถานเข้าสู่อินเดีย เพราะเดินทางได้สะดวก
การตั้งถิ่นฐานและเผ่าพันธุ์
1. สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบหลักฐานเป็นซากเมืองโบราณ 2 แห่งในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ คือ
1.1 เมืองโมเฮนโจ – ดาโร ทางตอนใต้ของประเทศปากีสถาน
1.2 เมืองฮารับปา ในแคว้นปันจาป ประเทศปากีสถานในปัจจุบัน
รูปปั้ นที่ค้นพบที่ค้นพบในสมัยก่อนประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเป็นชนชั้นสูงหรือนักบวช
2. สมัยประวัติศาสตร์ เริ่มเมื่อมีการประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นใช้ โดยชนเผ่าอินโด-อารยัน ซึ่งตั้งถิ่นฐานบริเวณ
แม่น้ำคงคา แบ่งได้ 3 ยุค
2.1 ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ เริ่มตั้งแต่กำเนิดตัวอักษรพรามิ ลิปิ สิ้นสุดสมัยราชวงศ์ คุปตะ เป็นยุคที่
ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และพุทธศาสนา ได้ถือกำเนิดแล้ว
2.2 ประวัติศาสตร์สมัยกลาง เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์คุปตะสิ้นสุดลง จนถึง ราชวงศ์โมกุลเข้าปกครองอินเดีย
2.3 ประวัติศาสตร์สมัยใหม่ เริ่มตั้งแต่ราชวงศ์โมกุลจนถึงการได้รับเอกราชจากอังกฤษ
หลักฐานทางโบราณคดีพบว่ามีเมืองใหญ่ 2 เมือง คือ เมืองฮารัปปา (Harappa) และเมืองโมเฮ
นโจ – ดาโร (Mohenjo – Daro) หลักฐานดังกล่าวทำให้ทราบว่าบริเวณลุ่มน้ำสินธุมีผู้คนตั้งถิ่นฐานและ
สร้างสรรค์อารยธรรมมายาวนาน คือ พวกดราวิเดียนสิ่งที่เด่นที่สุดของอารยธรรมแม่น้ำสินธุ ตัวเมืองที่มีการ
วางผังเมืองอย่างเป็นระเบียบ แยกพื้นที่ใช้กันงานออกจากกันอย่างชัดเจน เช่น เขตที่อยู่อาศัย ศาสนสถาน
ยุ้งฉาง มีการตัดถนนเป็นมุมฉากและแบ่งเมืองออกเป็นตาราง แสดงความรู้ด้านเรขาคณิตขั้นสูงสิ่งที่โดด
เด่นกว่าอารยธรรมอื่นๆ คือ มีการจัดระบบสุขาภิบาลที่ดี เป็นระบบ จากรูปแบบการก่อสร้างแสดงให้เห็นว่า
มีการปกครองแบบรวมอำนาจ ซึ่งผู้ปกครองอาจเป็นนักบวชหรือกษัตริย์ที่เป็นผู้นำศาสนาด้วย
ลักษณะซากเมืองโบราณฮารัปปา
ชนเผ่าสำคัญที่สร้างสรรค์อารยธรรมลุ่มน้ำสินธุ แบ่งได้เป็น 2 พวก คือ
1) พวกดราวิเดียน คือชนพื้นเมืองดั้งเดิมที่ตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มน้ำสินธุราว 4,000 ปีมาแล้ว พวกนี้
มีรูปร่างเตี้ย ผิวคล้ำและจมูกแบน คล้ายกับคนทางตอนใต้ในอินเดียบางพวกปัจจุบัน
2) พวกอารยัน เป็นพวกที่อพยพเคลื่อนย้ายจากดินแดนเอเชียกลาง ลงมายังตอนใต้กระจายไปตั้งถิ่นฐานใน
พื้นที่ต่างๆซึ่งอุดมสมบูรณ์และมีภูมิอากาศที่อบอุ่นกว่า พวกอารยันส่วนหนึ่งได้เคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน
อยู่ในลุ่มน้ำสินธุและขับไล่พวกดราวิเดียนให้ถอยร่นไปหรือจับตัวเป็นทาส พวกอารยันมีรูปร่างสูงใหญ่ ผิวขาว
จมูกโด่ง คล้ายกับชาวอินเดียที่อยู่ทางตอนเหนือ พวกอารยันเหล่านี้รับวัฒนธรรมชนพื้นเมือง แล้วนำมาผสม
ผสานเป็นวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ
การปกครองและกฎหมาย
บ้านเมืองในลุ่มน้ำสินธุมีร่องรอยของการปกครองแบบรวมอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ทั้งนี้เห็นได้จาก
รูปแบบการสร้างเมืองฮารัปปาและเมืองโมเฮนโจ – ดาโร ที่มีการวางผังเมืองในลักษณะเดียวกัน มีการ
ตัดถนนเป็นระเบียบ การสร้างบ้านใช้อิฐขนาดเดียวกัน ตัวเมืองมักสร้างอยู่ในป้อมซึ่งต้องมีผู้นำที่มีอำนาจ
แบบรวมศูนย์ ผู้นำมีสถานภาพเป็นทั้งกษัตริย์และเป็นนักบวชจึงมีอำนาจทั้งทางโลกและทางธรรม
ต่อมาเมื่อพวกอารยันเข้ามาปกครองดินแดนลุ่มน้ำสินธุแทนพวกดราวิเดียน จึงได้เปลี่ยนแปลงการปกครอง
เป็นแบบกระจายอำนาจ โดยแต่ละเผ่ามีหัวหน้าที่เรียกว่า “ราชา” ปกครองกันเอง มีหน่วยการปกครองลด
หลั่นลงไปตามลำดับ จากครอบครัวที่มีบิดาเป็นหัวหน้าครอบครัว หลายครอบครัวรวมเป็นระดับหมู่บ้าน และ
หลายหมู่บ้านมีราชาเป็นหัวหน้า ต่อมาแต่ละเผ่ามีการพุ่งรบกันเอง ทำให้ราชาได้ขึ้นมามีอำนาจสูงสุดในการ
ปกครองด้วยวิธีต่างๆ เช่น พิธีราชาภิเษก ความเชื่อในเรื่องอวตารพิธีอัศวเมธ เป็นพิธีขยายอำนาจโดยส่งม้า
วิ่งไปยังดินแดนต่างๆ จากนั้นจึงส่งกองทัพติดตามไปรบเพื่อยึดครองดินแดนที่ม้าวิ่งผ่านไป การตั้งชื่อเพื่อ
สร้างความยิ่งใหญ่ คำสอนในคัมภีร์ศาสนาและตำราสนับสนุนความยิ่งใหญ่ของราชา และต่อมาก็มีคติความ
เชื่อว่า ราชาทรงเป็นสมมติเทพ คือ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเทพอวตารลงมาเพื่อปกครองมวลมนุษย์
ในด้านการปกครองมีการเขียนตำราเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ชื่อ อรรถศาสตร์ ระบุหน้าที่
ของกษัตริย์ ในด้านกฎหมาย มีพระธรรมศาสตร์และต่อมามีการเขียนพระธรรมนูญธรรมศาสตร์ขึ้น
ด้านสังคมและวัฒนธรรม
ในลุ่มน้ำสินธุ กลุ่มชนที่อาศัยในระยะแรกคือพวกดราวิเดียนซึ่งมีโครงสร้างทางสังคมประกอบ
ด้วยผู้ปกครอง ได้แก่ ราชาและขุนนาง แต่เมื่อพวกอารยันเข้ามาปกครองทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
กล่าวคือฝ่ายดราวิเดียนถูกลดฐานะลงเป็นทาส ความสัมพันธ์ของคนในสังคมระยะแรกมีการแต่งงานระหว่าง
ชนสองเผ่าพันธุ์ แต่ต่อมาพวกอารยันเกรงว่าจะถูกกลืนทางเชื้อชาติ จึงห้ามการแต่งงานระหว่างชนสองกลุ่ม
ทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างเผ่าพันธุ์ จนกลายเป็นระบบชนชั้นที่แบ่งหน้าที่ชัดเจนโดยแบ่งออกเป็น 4
วรรณะใหญ่ๆ คือ วรรณะพราหมณ์ ผู้ประกอบพิธีกรรมและสืบสานต่อศาสนา วรรณะกษัตริย์ มีหน้าที่
ปกป้องแว่นแคว้น วรรณะแพศย์ มีหน้าที่ผลิตอาหารและหารายได้ให้แก่บ้านเมือง และวรรณะศูทร คือคนพื้น
เมืองดั้งเดิมที่มีหน้าที่รับใช้วรรณะทั้งสาม ส่วนลูกที่เกิดจากการแต่งงานข้ามวรรณะถูกจัดให้อยู่นอกสังคม
เรียกว่า พวกจัณฑาล นอกจากนี้ในหมู่ชาวอารยัน สตรีมีฐานะสูงในสังคมและใช้โคเป็นเครื่องวัดความมั่งคั่ง
ของบุคคล
ในด้านวัฒนธรรม พวกดราวิเดียนนับถือสัตว์บางชนิด ได้แก่ โค ช้าง และแรด นอกจากนี้ยัง
นับถือเทพเจ้าต่างๆและแม่พระธรณี ซึ่งเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ พวกอารยันรับความเชื่อของพวกดรา
วิเดียนบางอย่างมานับถือ ได้แก่ การนับถือโค พระศิวะและศิวลึงค์ นอกจากนี้ยังนับถือเทพเจ้าหลายองค์
แม่คงคาที่ชาวอินเดียเชื่อกันว่าเป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์
และมีความเชื่อว่าหากเอาศพมาลอยน้ำจะขึ้นสวรรค์ ได้ดื่มก็และได้อาบก็จะเป็นศิริมงคล
ด้านศาสนา
อินเดียเป็นแหล่งกำเนิดศาสนาสำคัญของโลกตะวันออก ได้แก่
1. ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู มีเทพเจ้าที่สำคัญ เช่น พระศิวะ เป็นเทพผู้ทำลายความชั่วร้าย พระพรหม เป็น
เทพเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งบนโลก พระวิษณุ เป็นเทพเจ้าแห่งสันติสุขและปราบปรามความยุ่งยาก เป็นต้น
2. พระพุทธศาสนา มีหลักคำสอนที่สำคัญ เช่น อริยสัจ 4 มีจุดหมายเพื่อมุ่งสู่นิพพาน
3. ศาสนาเชน มีศาสดา คือ มหาวีระ มีนิกายที่สำคัญอยู่ 2 นิกาย คือ นิกายเศวตัมพร เป็นนิกายนุ่งผ้าขาว
ถือว่าสีขาวเป็นสีบริสุทธิ์ และนิกายทิฆัมพร เป็นนิกายนุ่งลมห่มฟ้า (เปลือยกาย)
มหาวีระ ศาสดาศาสนาเชน
4. ศาสนาซิกข์ เป็นศาสนาที่ก่อตั้งขึ้นมาโดย พระศาสดา ศรี คุรุ นานัก เดว ยิ ในปี พ.ศ. 2012 (ค.ศ.
1469) โดยหลักธรรมและคำสอนพื้นฐานของศาสนาซิกข์ขึ้นมา เป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนรากฐานแห่งความจริง
และเน้นความเรียบง่าย สอนให้ทุกคนยึดมั่นและศรัทธาในพระเจ้าแต่เพียงพระองค์เดียว
พระศาสดา ศรี คุรุ นานัก เดว ยิ
ด้านเศรษฐกิจ
คนในดินแดนลุ่มน้ำสินธุมีการทำอาชีพเกษตรเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจและมีการทำการค้าภายใน การเพิ่ม
ประชากรในแต่ละอาณาจักร ทำให้การค้าภายในเมืองต่างๆขยายตัวขึ้น ซึ่งมีสินค้าสำคัญ เช่น ดีบุก
ทองแดง หินมีค่าชนิดต่างๆ นอกจากนี้ยังมีสินค้าอุตสาหกรรม เช่น การทอผ้า ฝ้าย ไหม เป็นสินค้าไปขายใน
ดินแดนต่างๆ อาทิ อาระเบีย เปอร์เซีย และอิยิปต์ เป็นต้น
เมื่อชาวอารยันมีอำนาจมั่นคง จึงได้สร้างบ้านอยู่เป็นหมู่บ้าน มีการปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์พันธุ์ต่างๆมากขึ้น
เพื่อใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ชาวอารยันยังมีอาชีพเป็นช่างต่างๆ เช่น ช่างทองแดง ช่างเหล็ก
ช่างปั้ นหม้อ ช่างปะชุน เย็บผ้า เป็นต้น การที่ชาวอารยันดำเนินการค้าขายทั้งทางบกและทางทะเลอย่างต่อ
เนื่อง ทำให้มีเศรษฐกิจดีพอที่จะสนับสนุนให้เกิดการสร้างสรรค์อารยธรรมในด้านอื่นๆ
ด้านภาษาและวรรณกรรม
ในดินแดนลุ่มน้ำสินธุยังพบวัฒนธรรมด้านภาษา คือ ตัวอักษรโบราณของอินเดีย ซึ่งเป็นอักษรดั้งเดิมที่ยัง
ไม่มีนักวิชาการอ่านออก อักษรโบราณนี้ปรากฏในดวงตราต่างๆมากกว่า 1,200 ชิ้น โดยในดวงตราจะมีภาพ
วัว ควาย เสือ จระเข้ และช้าง ปรากฏอยู่ด้วย
พวกอารยันใช้ภาษาสันสกฤตซึ่งเป็นภาษาที่ใช้เขียนคัมภีร์ศาสนา เช่น คัมภีร์พระเวท เมื่อประมาณ 1,000 ปี
มาแล้ว วรรณกรรมทื่สำคัญได้แก่ มหากาพย์มหาภารตยุทธ ซึ่งเป็นเรื่องการสู้รบในหมู่พวกอารยันและมหา
กาพย์รามเกียรติ์ เป็นเรื่องการสู้รบระหว่างพวกดราวิเดียนกับพวกอารยัน
มรดกของอารยธรรมอินเดีย
1. ด้านสถาปัตยกรรม
– ซากเมืองฮารับปาและโมเฮนโจ – ดาโร ทำให้เห็นว่ามีการวางผังเมืองอย่างดี มีสาธารณูปโภคอำนวย
ความสะดวกหลายอย่าง เช่น ถนน บ่อน้ำ ประปา ซึ่งเน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความสวยงาม
– ซากพระราชวังที่เมืองปาฏลีบุตรและตักศิลา สถูปและเสาแปดเหลี่ยม ที่สำคัญคือ สถูปเมืองสาญจี (สมัย
ราชวงศ์โมริยะ)
– สุสานทัชมาฮาล สร้างด้วยหินอ่อน เป็นการผสมระหว่างศิลปะอินเดียและเปอร์เชีย
2. ด้านประติมากรรม เช่น
พระพุทธรูปแบบคันธาระ
3. จิตรกรรม
สมัยคุปตะ และหลังสมัยคุปตะ เป็นสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดของอินเดียพบงานจิตรกรรมที่ ผนังถ้ำอชันตะ เป็น
ภาพเขียนในพระพุทธศาสนาแสดงถึงชาดกต่างๆ ที่งดงามมาก ความสามารถในการวาดเส้นและการอาศัย
เงามืดบริเวณขอบภาพ ทำให้ภาพแลดูเคลื่อนไหว ให้ความรู้สึกสมจริง
4. นาฏศิลป์
เกี่ยวกับการฟ้อนรำ เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อบูชาเทพเจ้าตามคัมภีร์พระเวท
จัดทำโดย
นาย จีพาสิฏ พลพัชระเสฏฐ
เลขที่ 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/4