36 วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข
บทบาทพยาบาลกบั การดูแลเด็กทีต่ ิดเช้ ือไวรสั RSV
The Nurses’ Role in the Care of Children with
Respiratory Syncytial Virus Infection
อลิษา ขนุ แก้ว1 เสน่ห์ ขนุ แก้ว1 บุษกร ยอดทราย2 ปณชั ญา เช้ือวงษ์3
Alisa Khunkaew1 Saneh Khunkaew1 Bootsakorn Yotsai2 Panatchaya Chuawoung3
1วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อตุ รดติ ถ์ สถาบนั พระบรมราชชนก
2คณะพยาบาลศาสตร์แมคคอร์มิค มหาวิทยาลัยพายัพ
3วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ราชบุรี สถาบนั พระบรมราชชนก
1Boromarajonani College of Nursing Uttaradit, Praboromarajchanok Institute
2McCormick Faculty of Nursing, Payap University
3Boromarajonani College of Nursing Ratchaburi, Praboromarajchanok Institute Thailand.
Corresponding author: Alisa Khunkaew; Email: [email protected]
Received: January 20, 2020 Revised: May 21, 2020 Accepted: June19, 2020
บทคดั ย่อ
ไวรัสอาร์เอสวี (respiratory syncytial virus: RSV) เป็นเช้ือไวรัสท่ี เป็นสาเหตขุ องโรคตดิ เช้ือในระบบทางเดนิ
หายใจส่วนล่างท่พี บได้บ่อยและก่อให้เกดิ อาการท่รี ุนแรงในทารกและเดก็ ท่อี ายุน้อยกว่า 2 ปี เป็นสาเหตุสำ� คัญท่ี
ทำ� ให้เดก็ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล และก่อให้เกดิ อาการของภาวะหายใจลำ� บาก ซ่งึ เป็นภาวะฉุกเฉินท่กี ่อให้เกดิ
ผลกระทบและภาวะแทรกซ้อนท่รี นุ แรงคือภาวะหายใจล้มเหลวตามมา บทความน้ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือเสนอแนวทาง
การดูแลเดก็ ท่มี กี ารตดิ เช้ือทางเดนิ หายใจจากเช้ือไวรัส RSV ภายใต้บทบาทและหน้าท่ขี องพยาบาลในการประเมนิ
และการเฝ้ าระวังภาวะพร่องออกซิเจน การดูแลเพ่ือส่งเสริมการหายของโรค และการส่อื สารข้อมูลเก่ยี วกบั โรคและ
การป้ องกนั การกลบั เป็นซำ�้ โดยเน้นให้ครอบครัวเป็นศนู ยก์ ลาง โดยมเี ป้ าหมายเพ่ือเพ่ิมคุณภาพชีวติ ท่ดี ขี องเดก็ และ
ครอบครัว
ค�ำสำ� คญั : การตดิ เช้ือทางเดนิ หายใจส่วนล่าง; ไวรัส RSV; บทบาทของพยาบาล
NJPH Vol. 30 No. 2 May – August 2020 ISSN 2673-0693
Nursing Journal of the Ministry of Public Health 37
The Nurses’ Role in the Care of Children with
Respiratory Syncytial Virus Infection
Alisa Khunkaew1 Saneh Khunkaew1 Bootsakorn Yotsai2 Panatchaya Chuawoung3
1Boromarajonani College of Nursing Uttaradit, Praboromarajchanok Institute
2McCormick Faculty of Nursing, Payap University
3Boromarajonani College of Nursing Ratchaburi, Praboromarajchanok Institute Thailand.
Corresponding author: Alisa Khunkaew; Email: [email protected]
Received: January 20, 2020 Revised: May 21, 2020 Accepted: June 19, 2020
Abstract
Respiratory Syncytial Virus (RSV) infection is the leading cause of childhood hospitalization and mortality.
Epidemics of RSV have been found during the wet season and winter. The infection occurs in the lower
respiratory tract and may be severe among infants and children aged less than two years old. RSV infection may
cause childhood hospitalization with respiratory failure, which is a severe complication of RSV infection. The
purpose of this article is to provide guidelines for nursing care practice for children hospitalized with RSV
infection including how to monitor RSV complications and hypoxemia, promote health and well-being, and
give health education to reduce the recurrence rate of RSV infection. This article will enhance the comprehension
of caring for children with RSV infection in terms of family-centered care. Furthermore, discussions between nurses
and parents would be beneficial for improving the quality of care and better quality of life among children with RSV
infection.
Keywords: lower respiratory tract infection; respiratory syncytial virus; nursing role
NJPH Vol. 30 No. 2 May – August 2020 ISSN 2673-0693
38 วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข
ความเป็ นมาและความสำ� คญั
การตดิ เช้ือในระบบทางเดนิ หายใจเฉียบพลัน เป็นปัญหาท่พี บได้บ่อยในเดก็ อายุต่ำ� กว่า 5 ปี และเป็นสาเหตกุ าร
เสยี ชีวิตเป็นอนั ดบั 1 ในเดก็ ช่วงอายุดงั กล่าวท่วั โลก1การเจบ็ ป่ วยด้วยโรคตดิ เช้ือเฉียบพลันระบบหายใจในเดก็ อาจส่งผล
กระทบต่อพัฒนาการและสขุ ภาพโดยรวมของเดก็ อกี ท้งั อาจทำ� ให้เกดิ โรคเร้ือรังและภาวะแทรกซ้อนรนุ แรง เช่น ภาวะหายใจ
ล้มเหลว ภาวะขาดออกซิเจน ส่งผลต่อการเจริญเตบิ โตและพัฒนาการด้านด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างย่ิงทางด้านสตปิ ัญญา2
นอกจากน้ยี ังส่งผลกระทบต่อครอบครัว ซ่ึงก่อให้เกดิ ความเครียด วติ กกงั วล เก่ียวกบั อาการป่ วยของเดก็ รวมไปถงึ การหยุดงาน
ของผู้ปกครองเพ่ือดูแลเดก็ ส่งผลให้ขาดรายได้ประกอบกบั การเผชิญกบั ภาระค่าใช้จ่ายท่เี กดิ ข้นึ เม่อื เดก็ เกดิ การเจบ็ ป่ วย
ไวรัสอาร์เอสวี (respiratory syncytial virus (RSV)) เป็นสาเหตกุ ารตดิ เช้ือในระบบทางเดนิ หายใจส่วนล่าง
ท่เี ป็นปัญหาสำ� คญั และพบได้บ่อยในเดก็ โดยเฉพาะในกลุ่มท่อี ายุต่ำ� กว่า 5 ปี เป็นเช้ือไวรัสท่กี ่อให้เกดิ โรคหลอดลมฝอย
อกั เสบและปอดอกั เสบ3 จากรายงานการศกึ ษาเม่อื ปี 2017 ได้ประมาณการจำ� นวนเดก็ ท่ตี ดิ เช้ือไวรัส RSV ในปี 2005-2015
พบว่ามผี ู้ป่ วยเดก็ ท่ตี ดิ เช้ือไวรัสชนิดน้ีท่วั โลกประมาณ 33 ล้านราย 3.2 ล้านรายมอี าการรนุ แรงจนต้องเข้ารับการรักษา
ในโรงพยาบาลและเสยี ชวี ติ ประมาณ 48,000–74,500 ราย โดยร้อยละ 99 ของจำ� นวนเดก็ ท่เี สยี ชวี ติ พบในกล่มุ ประเทศ
กำ� ลงั พฒั นา4 ไวรสั RSV มกั พบการระบาดในช่วงฤดหู นาวในประเทศแถบยุโรปและอเมรกิ า5 สว่ นข้อมลู ในประเทศไทย
มกั พบการระบาดในช่วงเดอื นกรกฎาคมถงึ เดอื นตลุ าคม6-7 ไวรัสสามารถเข้าสรู่ ่างกายผ่านทางเดนิ หายใจเป็นหลกั 3 และสามารถ
แพร่กระจายไปยังทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำ� ให้เดก็ มีอาการหายใจลำ� บากจากภาวะหลอดลมหดเกรง็ และพ้ืนท่ใี นการ
แลกเปล่ียนกา๊ ซลดลง8 หากไม่ได้รับการประเมินอาการ รวมถึงการดูแลอย่างถูกต้องและรวดเรว็ อาจทำ� ให้เกดิ ภาวะ
แทรกซ้อนท่รี นุ แรงได้ ซ่ึงภาวะแทรกซ้อนท่สี ำ� คัญคือ ภาวะหลอดลมหดเกรง็ ปอดแฟบ และภาวะหายใจล้มเหลว9
การดแู ลเดก็ ให้ได้รับการรกั ษาท่ถี กู ต้องและเหมาะสมเป็นสง่ิ สำ� คญั ทจ่ี ะช่วยให้เดก็ ปลอดภยั หายจากโรคได้อย่าง
รวดเรว็ บทบาทท่สี ำ� คญั ของพยาบาลในการดูแลเดก็ ท่ตี ดิ เช้ือไวรัสอาร์เอสวี คอื การประเมนิ และการเฝ้ าระวงั ภาวะพร่อง
ออกซเิ จน การดแู ลเพ่ือสง่ เสริมการหายของโรค การดแู ลเพ่ือป้ องกนั การเกดิ โรคและการป้ องกนั การกลบั เป็นซำ้� การส่อื สาร
กับผู้ดูแลให้เกิดความเข้าใจเก่ียวกับโรค เพ่ือส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ดูแล ได้มีส่วนร่วมในการดูแลเดก็ ป่ วย
เน่อื งจากเป็นบุคคลสำ� คญั ท่จี ะช่วยให้การดูแลรักษาเดก็ ป่ วยในระยะเฉียบพลันเป็นไปได้ด้วยดี อกี ท้งั ยงั สามารถช่วย
ให้สามารถดแู ลเดก็ ได้อย่างถูกต้องเม่อื เดก็ กลบั ไปอยู่บ้าน10 บทความน้มี วี ตั ถุประสงคเ์ พ่ือเสนอ การตดิ เช้อื ไวรัส RSV
แนวทางการดูแลเดก็ ท่มี กี ารตดิ เช้ือทางเดนิ หายใจจากเช้ือ RSV บทบาทและหน้าท่ที ่สี ำ� คญั ของพยาบาลในการดูแล
ในระยะเฉียบพลัน การดูแลเพ่ือส่งเสริมการหายของโรค การดูแลเพ่ือป้ องกนั การเกดิ โรคและการป้ องกนั การกลับเป็นซำ้�
โดยเน้นให้ครอบครัวเป็นศนู ย์กลาง โดยมเี ป้ าหมายเพ่ือเพ่ิมคุณภาพชีวิตท่ดี ขี องเดก็ ป่ วยและครอบครัว
การติดเช้ ือไวรสั RSV
เช้ือไวรัส RSV ท่เี ข้าสรู่ ะบบทางเดนิ หายใจจะสง่ ผลต่อระบบภมู คิ ุ้มกนั ในร่างกายโดยท่ี eosinophils lymphocytes
และ macrophages จะถูกกระต้นุ ให้มกี ารหล่ัง Inflammatory mediator เช่น cytokine, interleukin-8 ทำ� ให้เย่ือบุของ
ทางเดนิ หายใจมกี ารบวม มกี ารสร้างเย่อื เมอื กและสารคดั หล่ังเพ่ิมมากข้นึ เกดิ การกระต้นุ ให้มกี ารหดเกรง็ ของหลอดลม
เกดิ การอดุ ก้นั ของหลอดลมฝอยและทางเดนิ หายใจ (airway obstruction)11 ส่งผลให้มกี ารไหลวนของอากาศภายในถุงลม
(air-trapping) ทำ� ให้หลอดลมแฟบยุบลง (lobular collapse) และมปี อดแฟบเป็นหย่อมๆ การแลกเปล่ียนกา๊ ซลดลง
จึงส่งผลให้ร่างกายได้รับออกซิเจนลดลง12 นอกจากน้ีอาจมีการติดเช้ือลงส่เู น้ือเย่ือปอดทำ� ให้เกดิ ภาวะปอดอกั เสบ
(pneumonia) มีการสร้างนำ�้ และเมอื กเพ่ิมข้นึ บริเวณถุงลม ซ่ึงจะมเี มด็ เลือดขาวและเมด็ เลือดแดงมารวมตวั บริเวณท่มี ี
การอกั เสบมากข้นึ จะพบการบวมของเย่ือบุทางเดินหายใจและมีเสมหะจำ� นวนมากในถุงลมและและหลอดลมฝอย
ทำ� ให้ทางเดนิ หายใจเกดิ การอดุ ก้นั ความยืดหยุ่นของปอดและพ้ืนท่ใี นการแลกเปล่ียนกา๊ ซลดลง13
NJPH Vol. 30 No. 2 May – August 2020 ISSN 2673-0693
Nursing Journal of the Ministry of Public Health 39
เดก็ เลก็ มลี กั ษณะทางกายภาพของระบบทางเดนิ หายใจท่แี ตกต่างจากผู้ใหญ่ ทอ่ ทางเดนิ หายใจมขี นาดเลก็ ส้นั
และตรงทำ� ให้เม่อื มกี ารตดิ เช้ือในทางเดนิ หายใจเช้ือจะเข้าส่ทู างเดนิ หายใจส่วนล่างได้ง่าย ล้ินมขี นาดใหญ่เม่อื เทยี บกบั
ขนาดช่องปาก รปู ร่างทางเดนิ หายใจสว่ นต้นมลี กั ษณะเป็นรปู กรวย ทำ� ให้ทางเดนิ หายใจมลี กั ษณะแคบ ปริมาณนำ�้ มกู
และเสมหะมปี ริมาณมาก มคี วามเส่ยี งท่จี ะเกดิ การอดุ ก้นั ของทางเดนิ หายใจได้ง่าย ปฏกิ ริ ิยารีเฟลก็ ซก์ ารไอขบั เสมหะหรือ
การขบั สง่ิ แปลกปลอมออกจากทางเดนิ หายใจยงั ทำ� งานได้ไม่ด2ี เม่อื มปี ัญหาการอกั เสบหรอื ตดิ เช้อื ในระบบทางเดนิ หายใจ
ร่างกายจะปรับตวั โดยการใช้แรงในการหายใจมากข้นึ อตั ราการหายใจเรว็ ข้นึ ปีกจมูกบานข้นึ เพ่ือเพ่ิมอากาศเข้าส่ทู างเดนิ
หายใจให้มากข้นึ 2 เม่อื ปรมิ าตรอากาศทเ่ี ข้าสรู่ ่างกายมนี ้อยกว่าปรมิ าตรความจุปอดท่มี ผี ลต่อแรงดนั ภายในช่องทรวงอก
ขณะหายใจเข้าท่เี ป็นลบ ร่วมกบั ผนงั ทรวงอกของเดก็ มกี ล้ามเน้อื ท่บี างและยงั ไม่แขง็ แรงพอ ทำ� ให้พบลักษณะของการยุบลง
ของหน้าอกขณะหายใจเข้า (retraction) ซ่งึ เป็นภาวะท่พี บได้บ่อยในเดก็ เลก็ 9 อาการดงั กล่าวข้างต้นเป็นอาการแสดงของภาวะ
หายใจลำ� บาก ในช่วงระยะแรกเร่ิม (early sign) หากไม่ได้รับการแก้ไขหรือช่วยเหลือให้อาการบรรเทาหรือจัดการกบั
อาการเหล่าน้ัน อาจจะนำ� ไปส่ภู าวะออกซิเจนในเลือดต่ำ� ลง (hypoxemia) เข้าส่รู ะยะของอาการระยะท้าย (late sign)
มภี าวะเขยี ว (cyanosis) ระดบั ความร้สู กึ ตวั เปล่ียนแปลง หยุดหายใจ หัวใจเต้นช้าลง และเกดิ ภาวะหายใจล้มเหลว
ตามมาได้
แนวทางการดูแลรกั ษาเด็กทีต่ ิดเช้ ือไวรสั RSV ในปัจจุบนั
แนวทางการรักษาโรคตดิ เช้ือทางเดนิ หายในเดก็ จากเช้ือ RSV แบ่งออกเป็น 3 แบบ คอื 1) การรักษาแบบประคบั
ประคองตามอาการ 2) การให้ภมู คิ ุ้มกนั รับมา (passive immunity) และ 3) การให้ยาต้านไวรัส อย่างไรกต็ าม การรักษาหลัก
ในปัจจุบันยังคงเป็นการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ13 แนวทางการรักษาเดก็ ท่ตี ิดเช้ือ RSV แบบประคับ
ประคองน้ัน สมาคมกุมารเวชศาสตร์ ประเทศสหรัฐอเมริกา (American Academy of Pediatrics: AAP)5 ได้แนะนำ�
แนวทางดูแลการรักษาเดก็ ท่ตี ดิ เช้ือ RSV ไว้ดงั น้ี
1. การบำ� บดั ด้วยออกซเิ จน (oxygen therapy) ในรายท่มี อี าการหอบ หายใจลำ� บาก มอี าการแสดงของภาวะพร่อง
ออกซเิ จน หรือกรณที ่คี ่าความเข้มข้นของออกซเิ จนในเลือดท่อี วยั วะส่วนปลาย (stands for saturation of peripheral oxygen:
SpO2) ต่ำ� กว่าร้อยละ 90 สมาคมกุมารเวชศาสตร์ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้คำ� แนะนำ� ให้เป็นการรักษาท่สี ำ� คญั ท่สี ดุ
โดยเฉพาะในรายท่มี อี าการแสดงของภาวะหายใจลำ� บาก ซ่ึงจำ� เป็นต้องให้การรักษาด้วยออกซิเจนชนิด high-flow nasal
cannula และ CPAP3,13
ปัจจุบนั ได้มกี ารใช้ออกซนิ เจนในการรักษาเดก็ ท่มี กี ารตดิ เช้ือระบบทางเดนิ หายใจส่วนล่าง หลอดลมฝอยอกั เสบ
และปอดอกั เสบ องคก์ ารอนามยั โลก14 ได้ให้คำ� แนะนำ� เก่ยี วกบั การบำ� บดั ด้วยออกซิเจนว่า ควรเป็นออกซิเจนชนิด nasal
cannula ซ่ึงปัจจุบนั สามารถใช้ได้ท้งั ในระบบ Low flow system ท่เี ป็นการให้ออกซิเจนเพียงบางส่วน และระบบ high flow
system ซ่ึงจะให้ออกซิเจนในปริมาณอากาศท่มี ากกว่าซ่ึงสามารถปรับอตั ราการไหลของออกซิเจนได้มากกว่าปกติและ
สามารถควบคุมความเข้มข้นของออกซิเจนได้คงท่1ี 2 การเลือกใช้ท้งั สองระบบน้ันข้นึ อยู่กบั ความต้องการของผู้ป่ วย ท้งั น้ี
การให้ออกซิเจนทาง nasal cannula เป็นวิธกี ารท่สี ะดวกและรบกวนผู้ป่ วยน้อย สามารถให้อาหารและยาได้ในขณะท่ใี ห้
ออกซิเจน
2. การบำ� บดั ด้วยยาขยายหลอดลมชนดิ พ่นละอองฝอยเช่น ยาในกลุ่ม ß2 agonist (salbutamol / terbutaline)
ยังไม่มีข้อแนะนำ� ให้ใช้เป็นการรักษามาตรฐานในผู้ป่ วยทุกราย แต่จะใช้ในกรณีท่แี พทย์ตรวจพบการหดเกรง็ ของ
หลอดลม โดยแพทย์จะพิจารณาให้ salbutamol ในขนาด .05–.15 mg./kg./dose หรือให้ terbutaline ในขนาด
.05–.1 mg./kg./dose ถ้าอาการหอบและเสยี ง wheezing หายไปหรือดขี ้นึ แสดงว่าการรักษาให้ผลลัพธท์ ่ดี ี ส่งผลให้
ร่างกายได้รับออกซิเจนได้ดขี ้นึ อย่างเหน็ ได้ชัด ในทางปฏบิ ตั คิ วรมกี ารพิจารณาเป็นรายไป
NJPH Vol. 30 No. 2 May – August 2020 ISSN 2673-0693
40 วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสขุ
3. การบำ� บดั โดยการพ่นละอองฝอยด้วยสารละลายท่มี คี วามเข้มข้น (nebulized 3% hypertonic saline) เพ่ือช่วย
ลดการบวมของเย่อื บุทางเดนิ หายใจ ความเข้มข้นของสารละลายจะช่วยในการดงึ นำ�้ ออกจากเย่อื เมอื ก (mucosal cell)
ทำ� ให้มนี ำ�้ ในหลอดลมมากข้นึ ลดความเหนยี วข้นของเสมหะ จากรายงานการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบของ Zhang15
ระบุว่าการพ่น 3%NaCl ผสมกบั bronchodilator เปรียบเทยี บกบั การใช้ NSS ผสมกบั bronchodilator พบว่า การใช้
3%NaCl ให้ผลในการรักษาได้ดกี ว่า และยังสามารถลดระยะเวลาการอยู่โรงพยาบาลได้อย่างมนี ัยสำ� คญั ทางสถติ ิ
4. การดูแลให้ได้รับสารนำ�้ และสารอาหารอย่างเพียงพอ อาจจำ� เป็นต้องให้เสริมทางสายยางหรือให้ทางหลอดเลือดดำ�
หากพบว่าเดก็ ได้รับสารนำ�้ สารอาหารไม่เพียงพอรับประทานได้น้อย หรือพบว่ามอี าการแสดงของภาวะขาดนำ้� 3
ปัจจุบนั แนวทางการรักษาได้ถกู พัฒนาอย่างต่อเน่อื ง ในกล่มุ ประเทศพัฒนาได้มกี าร กล่าวถงึ การรักษาท่นี อกเหนอื
จากการให้การรักษาแบบประคบั ประคอง คอื ใช้ยาต้านไวรัส และ การใช้วคั ซีนเพ่ือป้ องกนั การตดิ เช้ือ RSV โดยเฉพาะ
ในกลุ่มเส่ยี ง ได้แก่ เดก็ ท่มี ปี ระวัตเิ กดิ ก่อนกำ� หนด โรคปอดเร้ือรัง (bronchopulmonary dysplasia) โรคหอบหืด
หรือในกลุ่มเดก็ โรคหัวใจพิการแต่กำ� เนิด (congenital heart disease)11, 13
การใช้ยาต้านไวรัส (ribavirin) เป็น nucleoside analogue เป็นยาท่สี ามารถใช้ได้จำ� เพาะกบั เช้ือไวรัส RSV
อย่างไรกต็ ามยังไม่มหี ลักฐานทางการแพทย์ระบุว่าการใช้ยาต้านไวรัสน้ี มปี ระโยชน์ในการรักษา acute bronchiolitis
ท่เี กดิ จากเช้ือไวรัส RSV เน่ืองจากยังไม่สามารถลดระยะเวลาการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้อย่างชัดเจน รวมถงึ
ข้อควรระวังจากผลข้างเคียงท่อี าจเกดิ ข้นึ เช่น ผลต่อการกดไขกระดูก ผลต่อพัฒนาการของตวั อ่อน รวมถงึ ผลเร่ือง
ของราคายาท่คี ่อนข้างสงู จึงอาจพิจารณาใช้ในกลุ่มเส่ยี งท่กี ล่าวไว้ข้างต้นก่อน5,11 และส่วนของวัคซีนป้ องกนั (palivizumab)
เป็นวัคซีนท่ใี ช้กบั เช้ือไวรัสอาร์เอสวี เป็นชนิดภมู คิ ุ้มกนั รับมา (passive immunity) จากรายงานพบว่าวัคซีนชนิดน้ี
ยงั มรี าคาสงู เม่อื พจิ ารณาถงึ ความค้มุ ค่าและค้มุ ทนุ แล้ว ยงั ไม่มรี ายงานเก่ยี วการใช้อย่างแพร่หลาย แต่หลายๆ ประเทศ
ในกลุ่มท่พี ัฒนาแล้วได้มกี ารศกึ ษาถงึ ประสทิ ธภิ าพและประสทิ ธผิ ลของยาดงั กล่าว5,11,16
บทบาทและหนา้ ทีข่ องพยาบาลในการดูแลเด็กทีต่ ิดเช้ ือไวรสั RSV
พยาบาลเป็นผู้ท่มี บี ทบาทและหน้าท่ที ่สี ำ� คญั ในการลดอาการและอาการรนุ แรงท่อี าจจะเกดิ ข้นึ กบั ผู้ป่ วยเดก็ ดงั น้นั
ปัญหาทส่ี ำ� คญั ของเดก็ ทม่ี กี ารตดิ เช้อื RSV คอื อาจมภี าวะพร่องออกซเิ จน จากทางเดนิ หายใจอกั เสบ การตบี แคบของหลอดลม
มีนำ้� มูกและเสมหะปริมาณมาก ส่งผลให้เกดิ ทางเดินหายใจอุดก้ัน รวมไปถึงปัญหาในการแลกเปล่ียนกา๊ ซลดลง
เน่อื งจากมกี ารแฟบของถงุ ลมและการอกั เสบของเน้อื เย่อื ปอด9 บทบาทของพยาบาลในการดแู ลเดก็ ท่ตี ดิ เช้อื ไวรัส RSV
ประกอบด้วย
1. บทบาทในการประเมินและการเฝ้ าระวงั ภาวะพร่องออกซิเจน
การประเมนิ และเฝ้ าระวงั ภาวะพร่องออกซเิ จนเป็นหวั ใจสำ� คญั ในการดแู ลเดก็ ทม่ี กี ารตดิ เช้อื ระบบทางเดนิ หายใจ
ส่วนล่างจากเช้ือไวรัส RSV โดยเฉพาะในเดก็ กล่มุ เส่ยี งท่กี ล่าวมาแล้วข้างต้น เพราะเดก็ มคี วามเส่ยี งท่จี ะเกดิ ภาวะพร่อง
ออกซิเจนได้เสมอ ซ่ึงต้องพิจารณาให้การบำ� บดั ด้วยออกซิเจนเป็นลำ� ดบั ต่อไป โดยพยาบาลสามารถปฏบิ ตั ไิ ด้ดงั น้ี
1.1 วดั และประเมนิ ค่าความอ่มิ ตวั ของออกซิเจนในเลือดด้วย pulse oximetry เป็นการประเมนิ ภาวะพร่อง
ออกซิเจนได้อย่างสะดวกและรวดเรว็ หากพบว่าเดก็ ป่ วยมรี ะดบั ความเขม็ ข้นของออกซิเจนในเลือดท่อี วัยวะส่วนปลาย
(SpO2) < 95% ควรตดิ ตามและเฝ้ าระวังภาวะหายใจลำ� บาก (respiratory distress) อย่างใกล้ชิดและรายงานแพทย์
เพ่ือพิจารณาให้ออกซเิ จน นอกจากน้รี ะดบั SpO2 เป็นตวั ท่สี ามารถทำ� นายความรนุ แรงของโรค อตั ราการเข้ารับการรักษา
ในโรงพยาบาล รวมถงึ ระยะเวลาการนอนโรงพยาบาลได้ด1ี 4, 17
1.2 การประเมนิ ภาวะพร่องออกซเิ จนจากอาการและอาการแสดง ในการประเมนิ ภาวะพร่องออกซเิ จนในเดก็
ท่มี ปี ัญหาการตดิ เช้ือระบบทางเดนิ หายใจส่วนล่าง ท้งั น้ีหากไม่สามารถประเมนิ จาก pulse oximetry ได้ สามารถประเมนิ ได้จาก
NJPH Vol. 30 No. 2 May – August 2020 ISSN 2673-0693
Nursing Journal of the Ministry of Public Health 41
อาการแสดง ซ่ึงได้แก่ อาการเขยี ว หน้าอกบุม๋ (chest wall retraction) ปี กจมูกบาน (nasal flaring) มเี สยี งหายใจท่ผี ดิ ปกติ
(adventitious sounds) เช่น wheezing, rhonchi หรือ crepitation ท่แี สดงถงึ การตบี แคบของหลอดลม หรือความผดิ ปกติ
ในการแลกเปล่ียนกา๊ ซออกซิเจน เดก็ ซึมลงหรือมอี าการกระสบั กระส่าย อตั ราการหายใจเรว็ กว่าปกต9ิ ซ่ึงในทางปฏบิ ตั ิ
องคก์ ารอนามยั โลก14 มขี ้อแนะนำ� คอื ให้นับอตั ราการหายใจ 1 นาที และประเมนิ ตามช่วงอายุ ดงั น้ี
เดก็ อายุน้อยกว่า 2 เดอื น อตั ราการหายใจไม่ควรเกนิ 60 คร้ัง/นาที
เดก็ อายุ 2 เดอื น ถงึ 1 ปี อตั ราการหายใจไม่ควรเกนิ 50 คร้ัง/นาที
เดก็ อายุ 1 ถงึ 5 ปี อตั ราการหายใจไม่ควรเกนิ 40 คร้ัง/นาที
2. บทบาทในการดูแลเพอื่ ส่งเสริมการหายของโรค
การตดิ เช้ือไวรัสอาร์เอสวเี ป็นการเจบ็ ป่ วยเฉียบพลนั ท่สี ามารถให้การดแู ลรักษาให้หายได้ ระยะเวลาในการหายของ
โรคข้นึ อยู่กบั การได้รับการดูแลในระยะแรกเป็นสำ� คัญ การส่งเสริมการหายของโรคเป็นกจิ กรรมหลักท่สี ามารถปฏบิ ตั ิ
ได้ในบทบาทหน้าท่ขี องพยาบาลวิชาชีพและสอดคล้องกบั แผนการรักษาของแพทย์ เร่ิมต้ังแต่การดูแลให้เดก็ ได้รับความ
สขุ สบายการดูแลให้ได้รับสารนำ�้ สารอาหารอย่างเพียงพอ และการดูแลให้ได้รับยาตามแผนการรักษาอย่างถูกต้อง ดงั
น้ันพยาบาลควรมบี ทบาทหน้าในการดูแลเพ่ือส่งเสริมการหายของโรคดงั น้ี5,13
2.1 การดูแลให้ได้รับสารนำ�้ อย่างเพียงพอ สารนำ้� นบั ได้ว่าเป็นปัจจยั หน่งึ ท่มี ผี ลต่อกระบวนการหายของโรค
ดงั น้นั การตดิ ตามปริมาณสารนำ้� เข้าและออกและตดิ ตามอาการของการขาดนำ�้ จงึ เป็นส่งิ ท่สี ำ� คญั เช่น ริมฝีปากแห้งนำ�้ หนกั ลด
ความตงึ ตวั ของผวิ หนังลดลง ปัสสาวะออกน้อย นำ้� หนักลด เน่ืองจากเดก็ อาจรับประทานอาหาร นำ้� หรือนมได้น้อยลง
รวมถงึ อาการเหน่ือยหอบ หายใจลำ� บากส่งผลให้ร่างกายสญู เสยี นำ้� ออกจากร่างกายได้18
2.2 การดูแลทางเดนิ หายใจให้โล่ง ผู้ป่ วยเดก็ ท่มี กี ารตดิ เช้ือทางเดนิ หายใจส่วนล่างจากเช้ีอไวรัสอาร์เอสวี
จำ� เป็นต้องได้รับการดูแลเร่ืองการทำ� ทางเดนิ หายใจให้โล่งเป็นอย่างมาก เน่อื งจากสภาวะโรคทำ� ให้เกดิ การอดุ ก้นั ทางเดนิ
หายใจ จากการมเี สมหะและนำ�้ มูกปริมาณมาก เดก็ ยังไม่สามารถไอหรือขบั เสมหะเองได้ จึงจำ� เป็นต้องมีการช่วยทำ�
ทางเดนิ หายใจให้โล่งโดยการระบายนำ้� มูกในโพรงจมูกในกรณที ่มี นี ำ้� มูกเหนยี วข้นในปริมาณมาก เป็นบทบาทพยาบาล
ต้องให้การดูแลเดก็ เป็นอนั ดับต้น เป็นการช่วยลดการค่ังของนำ�้ มูกในโพรงจมูกและช่วยระบายนำ้� มูกเก่าท่เี ป็นตัวก่อ
ให้เกดิ การตดิ เช้ือ ทำ� ให้การทำ� งานของ cilia ท่เี ย่ือบุจมูกดขี ้นึ 13 ในเดก็ เลก็ หรือเดก็ ท่สี ่งั นำ้� มูกไม่ได้ สามารถทำ� ได้โดย
ให้ใช้อปุ กรณ์ ช่วยดูดนำ้� มูก เช่น ลูกยางแดง ใช้ผ้าสะอาดหรือไม้พันสำ� ลีเชด็ นำ้� มูกออก หากนำ้� มูกข้นเหนยี วอาจใช้นำ�้ เกลือ
หยอดจมูกแล้วดูดออกด้วยเคร่ืองดูดเสหะ
2.3 การดแู ลให้ได้รับออกซเิ จนตามแผนการรักษา เม่อื เดก็ มอี าการแสดงของภาวะหายใจลำ� บาก หรือพร่อง
ออกซเิ จน แพทยจ์ ะพิจารณาให้ออกซเิ จนตามความเหมาะสมและความต้องการออกซเิ จนในแต่ละราย14 บทบาทท่สี ำ� คญั
ของพยาบาลในการให้ออกซเิ จนคอื การปรับอตั ราการไหลของออกซเิ จนให้ได้ในระดบั ท่ถี กู ต้องและเหมาะสมตามแผนการรักษา
กรณที ่เี ดก็ ได้รับออกซิเจน nasal cannula ซ่ึงเป็นวิธกี ารท่สี ะดวกและรบกวนผู้ป่ วยน้อย สามารถให้อาหารและยาได้ในขณะท่ี
ให้ออกซิเจน การให้ออกซิเจน nasal cannula ในระบบ low flow system ควรปรับอตั ราการไหลไม่เกนิ .5-1 lit/min
ในทารกแรกเกดิ 1-2 lit/min ในทารก และ 4 lit/min ในเดก็ อายุ 1 ปี ข้นึ ไป ซ่ึงจะให้ความเข้มข้นของออกซิเจน (FiO2)
ประมาณ 24–40 % กรณที ่ใี ห้เป็นระบบ high flow system สามารถปรับอตั ราการไหลของออกซิเจนได้ถงึ ประมาณ 8 lit/min14
ในขณะให้ออกซิเจน cannula พยาบาลต้องคอยตรวจสอบดูว่าสาย cannula มกี ารอดุ ตนั หรือไม่ เน่ืองจากอาจมี
นำ้� มกู แห้งตดิ อยู่ท่สี าย ทำ� ให้ผ้ปู ่ วยไม่ได้รับออกซเิ จนตามท่กี ำ� หนด และนอกจากน้ตี ้องหม่นั ตรวจสอบการระคายเคอื ง
บริเวณท่ตี ิดพลาสเตอร์ และการกดทบั จากสายท่บี ริเวณผิวหนังด้วย นอกจากน้ีพยาบาลต้องประเมินและติดตาม
อาการแสดงทางคลนิ กิ หรือใช้เคร่ือง pulse oximeter เพ่ือประกอบการพิจารณาในการปรับปริมาณออกซเิ จนให้เหมาะ
สมในระหว่างท่เี ดก็ ได้รับออกซิเจนด้วย
NJPH Vol. 30 No. 2 May – August 2020 ISSN 2673-0693
42 วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสขุ
การให้ออกซิเจนผ่านอปุ กรณใ์ นรปู แบบอ่นื ๆ พยาบาลสามารถดูแล และปรับอตั ราการไหลของออกซิเจน ให้ได้
ระดบั ความเข้มข้นของออกซิเจนท่เี ดก็ ควรได้รับ และระบบทำ� ความช้ืนให้เหมาะสมดงั แสดงในตารางท่ี 1
ตารางที่ 1: ตารางแสดงชนิดของอปุ กรณก์ ารให้ออกซิเจนและความเข้มข้นของออกซิเจนแต่ละชนิด9
อุปกรณ์ flow rate (lit/min) FiO2 (%) humidifier
simple mask 5 – 10 35 – 50 bubble humidifier
partial-rebreathing mask 6 – 10 40 – 60 bubble humidifier
non- rebreathing mask ≥ 10 60 – 80 bubble humidifier
oxygen hood* ≥7 30 – 70
oxygen tent 10 – 15 40 – 50 jet nebulizer
jet nebulizer
หมายเหตุ * ในกรณที ารกแรกเกดิ ใช้ oxygen hood ขนาดเลก็ ควรเปิด flow rate 3 – 5 lit/min
2.4 การดแู ลให้ได้รับยาขยายหลอดลมตามแผนการรักษา การดแู ลให้เดก็ ได้รับยาพ่นต้องทำ� การตรวจสอบ
ปริมาณยาให้ถูกต้อง แล้วผสมยากบั สารละลายใส่กระเปาะให้ได้ปริมาตรรวมไม่ต่ำ� กว่า 4 ml และเปิ ดอตั ราการไหล
ออกซิเจน (flow rate) 6–8 lit/min ซ่ึงเป็นระดบั ท่หี มาะสมท่จี ะทำ� ให้ได้ขนาดอนุภาค 1–5 µm ซ่ึงเป็นขนาดท่จี ะ
เข้าส่ทู างเดนิ หายใจได้ดโี ดยไม่ฟ้ ุงกระจาย12 ก่อนพ่นยาควรมกี ารเตรียมเดก็ และผู้ดูแล เน่ืองจาก เดก็ อาจกลัว ไม่ให้
ความร่วมมือ ด้ินขัดขืนและร้องไห้ ส่งผลให้การหายใจสม่ำ� เสมอทำ� ให้ประสิทธิภาพการรักษาด้วยยาพ่นลดลง19
พยาบาลควรให้ข้อมูลกบั ผู้ดูแลและเดก็ สง่ เสริมให้ครอบครัวได้มสี ว่ นร่วมโดยการให้ผู้ดูแลอยู่ด้วยขณะท่ไี ด้รับการพ่นยา
เพ่ือช่วยลดความกลัวและช่วยลดการต่อต้านการรักษา ในขณะพ่นยาควรสงั เกตอาการผดิ ปกระหว่างพ่น เช่น การหยุด
หายใจ การเกดิ การอดุ ก้นั ทางเดนิ หายใจ ภาวะ Hyper secretion และทำ� การประเมนิ สภาพอาการ หลังจากพ่นยา ว่ามี
การตอบสนองต่อยาพ่นดหี รือไม่ รวมถงึ การตดิ ตามอาการข้างเคยี งท่อี าจเกดิ ข้นึ เช่น ภาวะ Tachycardia หัวใจเต้นแรง
คล่ืนไส้ ท้องไส้ป่ันป่ วน และการประเมนิ ร่างกายผู้ป่ วย ภายหลังการให้ยาพ่นฝอยละอองไปแล้ว 15–30 นาที โดยการ
ตรวจนบั อตั ราการหายใจ ชีพจรและฟังเสยี งปอด เพ่ือประเมนิ การตอบสนองของผู้ป่ วยต่อการให้ยา และอาการไม่พึง
ประสงค์ท่อี าจเกดิ ข้นึ ได้จากการให้ยา12
3. บทบาทในการสือ่ สารขอ้ มูลเกีย่ วกบั โรคและการป้ องกนั การกลบั เป็ นซ้�ำ
การส่อื สารข้อมูลเก่ยี วกบั โรคและการปฏบิ ตั ใิ นการดูแลเดก็ เป็นทกั ษะท่สี ำ� คญั เน่ืองจากพยาบาลเป็นผู้ท่อี ยู่กบั
ผู้ป่ วยเป็นส่วนใหญ่ และเป็นผู้ท่ใี ห้เวลากบั การอธบิ าย และแจ้งข้อมูลต่างๆ แก่ผู้ปกครอง ดงั น้ัน ข้อมูลท่พี ยาบาล
ควรส่อื สารและทำ� ความเข้าใจกบั ผู้ดูแล ประกอบด้วย
3.1 การให้ข้อมูลเก่ยี วกบั การดำ� เนนิ โรค การดูแลรักษาท่วั ไป พยาบาลควรแนะนำ� และสอนวธิ กี ารปฏบิ ตั ิ
ท่ถี ูกต้องให้กบั ผู้ดูแล เพ่ือส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ดูแลได้มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั กิ ารดูแลเดก็ ได้อย่างถูกต้อง
3.2 ให้ข้อมูลเก่ยี วกบั การดูแลต่อเน่ืองและป้ องกนั การกลับเป็นซำ้� เน่ืองจากผลกระทบของโรคด้านการ
ท่จี ะเกดิ เป็นโรคหอบหืดในเดก็ ท่ตี ดิ เช้อื RSV ในปัจจุบนั ยงั ไม่มหี ลกั ฐานท่สี ามารถระบถุ งึ การเกดิ ท่ชี ดั เจน20 มเี พียงปัจจยั
ท่อี าจสง่ ผลให้เกดิ จากการท่มี ปี ฏกิ ริ ิยาไวต่อการกระต้นุ และปฏกิ ริ ิยาทางภมู คิ ุ้มกนั ของร่างกายท่จี ะสง่ ผลให้มกี ารเกดิ
การอกั เสบแบบเร้ือรังในทางเดนิ หายใจท่จี ะทำ� ให้เกดิ recurrent wheezing บ่อยๆ จนกระทง่ั กลายเป็นหอบหืด ซ่งึ อย่างไร
กต็ ามยังมปี ัจจัยอ่นื ท่เี ก่ยี วข้องร่วมด้วย ได้แก่ เดก็ ท่มี ปี ระวัตกิ ารคลอดก่อนกำ� หนด เดก็ ท่มี ปี ระวัตมิ ารดาเป็นหอบหืด
เดก็ ท่ไี ม่ได้ได้รับนมแม่ เดก็ ท่อี าศัยในสภาวะแวดล้อมท่มี ีมลภาวะและเดก็ ท่สี มั ผสั ใกล้ชิดกบั ผู้สบู บุหร่ี20-21 ดังน้ัน
NJPH Vol. 30 No. 2 May – August 2020 ISSN 2673-0693
Nursing Journal of the Ministry of Public Health 43
การให้ข้อมูลกบั ผู้ดูแลในเร่ืองการป้ องกนั การกลับเป็นซำ้� จึงเป็นส่งิ สำ� คัญ ท่จี ะสามารถลดปัจจัยท่เี ป็นส่งิ กระต้นุ และ
ก่อให้เกดิ อาการท่รี นุ แรงข้นึ ดงั กล่าว ซ่ึงถอื เป็นหัวใจสำ� คญั ในการให้การพยาบาลในการให้ผู้ป่ วยได้รับดูแลอย่างต่อ
เน่ือง22 ข้อมูลท่พี ยาบาลควรให้กบั ผู้ดูแลประกอบไปด้วย
1) สอนและแนะนำ� วิธกี ารการล้างมอื เป็นวิธกี ารป้ องกนั การกลับเป็นซำ้� ท่สี ำ� คญั ท่สี ามารถลดโอกาสใน
การสมั ผสั โรค จากแนวปฏบิ ัติในการจัดการกบั การติดเช้ือทางเดินหายใจส่วนล่างจากเช้ือไวรัส RSV ขององค์การ
อนามยั โลก มขี ้อแนะนำ� ในการล้างมอื ท้งั ก่อนและหลังสมั ผสั ผู้ป่ วย โดยการใช้ alcohol hand rub หรือการล้างมอื
ด้วยนำ้� สบู่5 ท้งั ในขณะท่อี ยู่โรงพยาบาล รวมถงึ เม่ือกลับไปอยู่บ้านต้องแนะนำ� ผู้ดูแลให้ล้างมอื ก่อนสมั ผสั เดก็ รวม
ถงึ ดูแลความสะอาดของมอื เดก็ ของเล่น และภาชนะใส่อาหาร ซ่ึงจะเป็นตวั นำ� ท่มี โี อกาศปนเป้ื อนเช้ือและเข้าส่ทู าง
เดนิ หายใจเดก็ ทำ� ให้เกดิ การตดิ เช้ือซำ�้ ได้3
2) หลีกเล่ียงการพาเดก็ ไปในท่ชี ุมชน ท่มี คี นจำ� นวนมาก เน่ืองจากเป็นการเพ่ิมความเส่ยี งท่เี ดก็ จะได้รับเช้ือ
จากบุคคลอ่นื ได้
3) หลีกเล่ียงการสมั ผสั ใกล้ชิดกบั บุคคลท่ปี ่ วยด้วยโรคติดเช้ือทางเดินหายใจ หากมีบุคคลในบ้านหรือ
คนใกล้ชิดกบั เดก็ มีอาการป่ วยด้วยโรคตดิ เช้ือทางเดนิ หายใจ ควรแยกหรืออยู่ห่างจากเดก็ จนกว่าจะหายดี
4) หลีกเล่ียงส่งิ กระต้นุ ท่จี ะก่อให้เกดิ ความเส่ยี งในการเกดิ โรค ได้แก่ ฝ่ นุ ละออง ควัน และควันบุหร่ี ท่ี
เป็นปัจจยั ท่กี ่อให้เกดิ การเป็นซำ�้ ได้ รวมถงึ มผี ลต่อการเกดิ ภาวะหลอดลมไวต่อส่งิ กระต้นุ ท่ที ำ� ให้เดก็ มอี าการฉุกเฉิน
ในระบบทางเดนิ หายใจท่ตี ้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลได้18
5) การป้ องกนั การเกดิ ภาวะแทรกซ้อนทร่ี นุ แรง สง่ิ สำ� คญั ทจ่ี ะช่วยป้ องกนั การเกดิ ภาวะแทรกซ้อนทร่ี นุ แรง
คือ การจัดการกบั อาการในเบ้ืองต้นเม่ือมีอาการกลับเป็นซำ�้ ซ่ึงโดยท่วั ไปอาการจะค่อยดีข้ึน แต่อาจยังมีอาการไอ
และเสยี งหายใจมเี สยี ง wheeze อยู่ประมาณ 2–3 สปั ดาห์ ซ่ึงสามารถให้การดูแลรักษาตามอาการเทา่ น้ัน3 การดูแล
และการปฏบิ ตั ติ วั ท่ถี ูกต้องเป็นส่งิ สำ� คญั ท่ผี ู้ดูแลต้องรู้ เข้าใจ และปฏบิ ตั ไิ ด้ เม่ือสงั เกตเหน็ อาการผดิ ปกตคิ วรรีบพา
เดก็ ไปพบแพทยท์ นั ที เน่อื งจากอาจเป็นอาการของการกลบั เป็นซำ�้ ถ้าท้งิ ไว้อาการอาจรนุ แรงถ้าไม่ได้รับการดแู ลรักษา
ท่ถี ูกต้องและทนั ทว่ งที อาการผดิ ปกตทิ ่ตี ้องรีบนำ� เดก็ ไปพบแพทย์ ได้แก่ ไข้สงู ตดิ ต่อกนั เกนิ 3 วัน ซึม ไม่กนิ นม ไม่
รับประทานอาหาร หายใจเรว็ หอบ ในเดก็ อายุต่ำ� กว่า 2 เดอื น ถ้าหายใจต้ังแต่ 60 คร้ังต่อนาที ในเดก็ อายุ 2 เดอื น–1 ปี
ถ้าหายใจต้งั แต่ 50 คร้ังต่อนาที หรือ อายุ 1–5 ปี หายใจต้ังแต่ 40 คร้ังต่อนาทขี ้นึ ไป หรือหากพบว่าเดก็ มอี าการ
หายใจแรง มเี สยี งดงั หอบ ชายโครงบุม๋ ต้องพาเดก็ ไปพบแพทย์ทนั ท1ี 4
บทสรุป
การตดิ เช้อื ระบบทางเดนิ หายใจสว่ นล่างจากเช้อื ไวรสั RSV เป็นปัญหาในเดก็ ทพ่ี บได้มาก เน่อื งจากลกั ษณะทางกายภาพ
ของทางเดนิ หายใจของเดก็ ท่เี ป็นปัจจยั หลักท่กี ่อให้เกดิ และมคี วามเส่ยี งท่จี ะมคี วามรนุ แรงมากข้นึ จนก่อให้เกดิ อาการของ
ภาวะหายใจลำ� บาก และเกดิ ภาวะหายใจล้มเหลวในท่สี ดุ เป็นภาวะฉุกเฉินสำ� คญั ท่พี ยาบาลจะต้องเฝ้ าระวงั และประเมนิ อาการ
ให้ได้โดยเรว็ แนวทางการดแู ลรักษาของโรคน้ปี ระกอบไปด้วยหลกั การท่สี ำ� คญั คอื การประเมนิ ภาวะพร่องออกซเิ จน การบำ� บดั
ด้วยออกซิเจน การดูแลทางเดนิ หายใจให้โล่ง การดูแลให้ได้รับสารนำ�้ อย่างเพียงพอ และการใช้ยาขยายหลอดลมในรายท่มี กี าร
ตบี แคบของหลอดลม ท้งั น้ีส่งิ ท่สี ำ� คัญในการดูแลคือ การสงั เกตตดิ ตาม การประเมนิ อาการผู้ป่ วยอย่างใกล้ชิดและรวดเรว็
และการป้ องกนั การกลับเป็นซำ�้ จากการดูแลรักษาและจดั การกบั อาการท่ถี ูกต้องเหมาะสมต้งั แต่ระยะแรกจะช่วยลดความ
รนุ แรงและลดการเกดิ ภาวะแทรกซ้อนของโรคได้ การดแู ลต่อเน่อื งท่บี ้านท่ถี กู ต้องจะช่วยลดการเกดิ โรคซำ้� และช่วยลดความ
เส่ยี งในการเกดิ อาการรนุ แรง ดงั น้ันพยาบาลซ่ึงเป็นบุคลากรในทมี สขุ ภาพท่ดี ูแลผู้ป่ วยและครอบครัวอย่างใกล้ชิด จึงควร
จะมคี วามร้คู วามเข้าใจ ในการจดั การกบั ปัญหาและการดแู ลให้การพยาบาลผ้ปู ่ วยเดก็ และครอบครัวได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
NJPH Vol. 30 No. 2 May – August 2020 ISSN 2673-0693
44 วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข
References
1. Organization WH. World health statistics 2019: monitoring health for the SDGs, sustainable development
goals. 2019.
2. Hockenberry MJ, Wilson D. Wong’s essentials of pediatric nursing 9: Wong’s essentials of pediatric
nursing: Elsevier Health Sciences; 2013.
3. Drysdale SB, Green CA, Sande CJ. Best practice in the prevention and management of paediatric respiratory
syncytial virus infection. Therapeutic advances in infectious disease. 2016;3(2):63-71.
4. Shi T, Balsells E, Campbell S, Campbell H, Nair H, McAllister DA, et al. Global, regional, and national
disease burden estimates of acute lower respiratory infections due to respiratory syncytial virus in young
children in 2015: a systematic review and modelling study. The Lancet. 2017;390(10098):946-58.
5. Ralston SL, Lieberthal AS, Meissner HC, Alverson BK, Baley JE, Gadomski AM, et al. Clinical practice
guideline: the diagnosis, management, and prevention of bronchiolitis. American Academy of Pediatrics.
2014:1474-502. Doi:10.1524/peds.2014-2742.
6. Suntarattiwong P, Sojisirikul K, Sitaposa P, Pornpatanangkoon A, Chittaganpitch M, Srijuntongsiri S, et al.
Clinical and epidemiological characteristics of respiratory syncytial virus and influenza virus associated
hospitalization in urban Thai infants. J Med Assoc Thai. 2011;94(Suppl 3):S164-71.
7. Bunjoungmanee P, Rotejaratpaisan A, Tangsathapornpong A. Epidemiology, clinical manifestation and
risk factors of respiratory syncytial virus infection in children at Thammasat University Hospital. Thammasat
Medical Journal. 2016;16(3):370-8. (in Thai).
8. Scheltema NM, Gentile A, Lucion F, Nokes DJ, Munywoki PK, Madhi SA, et al. Global respiratory
syncytial virus-associated mortality in young children (RSV GOLD): A retrospective case series. The
Lancet Global Health. 2017;5(10):984-91.
9. The Thai Society of Pediatric Respiratory and Critical Care Medicine. Pediatric practice guideline in acute
respiratory tract infection 2019: The Royal College of Pediatricians of Thailand & Pediatric Society of
Thailand; 2019. (in Thai).
10. Supsung A, Jintrawet U, Lamchang S. Factors related to caregiver practices in caring for hospitalized
toddler with acute illness. Journal of The Royal Thai Army Nurses. 2017; 18(2): 140-8. (in Thai).
11. Xing Y, Proesmans M. New therapies for acute RSV infections: where are we? European journal of
pediatrics. 2019;178(2):131-8.
12. DiBlasi RM. Clinical controversies in aerosol therapy for infants and children. Respiratory Care. 2015;
60(6):894-916.
13. Schweitzer JW, Justice NA. Respiratory Syncytial Virus Infection (RSV). StatPearls [Internet]: StatPearls
Publishing; 2018. [cited 2019 Nov 16]. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/
NBK459215/
14. WHO. Oxygen therapy for children: a manual for health workers. Geneva, Switzerland: WHO;2016.
15. Zhang L. Nebulised hypertonic saline solution for acute bronchiolitis in infants. Cochrane database of
systematic reviews.2017(12).
NJPH Vol. 30 No. 2 May – August 2020 ISSN 2673-0693
Nursing Journal of the Ministry of Public Health 45
16. Cavaye D, Roberts DP, Saravanos GL, Hsu ZY, Miyajima R, Randall LE, et al. Evaluation of national
guidelines for bronchiolitis: agreements and controversies. Journal of paediatrics and child health. 2019;
55(1):25-31.
17. Corneli H, Zorc J, Holubkov R, Bregstein J, Brown K, Mahajan P, et al. Bronchiolitis study group for
the pediatric emergency care applied research network bronchiolitis: clinical characteristics associated with
hospitalization and length of stay. Pediatr Emerg Care. 2012;28(2):99-103.
18. Nierengarten MB. Bronchiolitis guidelines: diagnosis, management, and prevention. Contemporary Pediatrics.
2015;32(1):20-2.
19. Ari A, Restrepo RD. Aerosol delivery device selection for spontaneously breathing patients: 2012. Respiratory
care. 2012;57(4):613-26.
20. Fauroux B, Simões EA, Checchia PA, Paes B, Figueras-Aloy J, Manzoni P, et al. The burden and long-term
respiratory morbidity associated with respiratory syncytial virus infection in early childhood. Infectious
diseases and therapy.2017;6(2):173-97.
21. Jartti T, Korppi M. Rhinovirus-induced bronchiolitis and asthma development. Pediatric Allergy and
Immunology.2011;22(4):350-5.
22. Gidaris D, Urquhart D, Anthracopoulos M. They said it was bronchiolitis; is it going to turn into asthma
doctor? Respirogy.2014;19:1158-64.
NJPH Vol. 30 No. 2 May – August 2020 ISSN 2673-0693