1
2
วธิ ีระบบ (System Approach)
จดั ทำโดย
นางสาววชริ าภรณ์ รศั มี
สาขาวชิ าเทคโนโลยแี ละคอมพิวเตอรเ์ พือ่ การศกึ ษา
คณะครศุ าสตร์มหาวิทยาลัยราชภฏั บรุ รี มั ย์
3ก
คำนำ
รายงานนจี้ ดั ทำข้นึ เพ่ือเป็นสว่ นหน่งึ ของรายวชิ า วธิ รี ะบบทางเทคโนโลยีการศกึ ษา จดั ทำโดย
นักศึกษาคณะครศุ าสตร์ สาขาเทคโนโลยีคอมพิวเตอรเ์ พื่อการศกึ ษา มหาวิทยาลัยราชภฏั บรุ รี ัมยเ์ พ่อื ให้ได้
ศึกษาหาความรูใ้ นเร่ือง วิธรี ะบบ ( System Approach) ซ่ึงรายงานนีม้ เี นื้อหาเก่ยี วกับ การวิเคราะห์ระบบ
ลกั ษณะของระบบทดี่ ี ระบบเปิดและระบบปิด ตลอดท้ังการนำวิธรี ะบบมาใช้ในการสอน ทำให้ได้ศกึ ษาอย่าง
พอเขา้ ใจเพอื่ ใหเ้ ปน็ ประโยชน์กับรายวชิ าน้ี
ผู้จัดทำหวงั ว่า รายงานเลม่ นี้จะเปน็ ประโยชนก์ ับผู้อา่ น หรอื นักเรียน นกั ศึกษา ทีก่ ำลงั หาข้อมลู เร่อื งนี้
อยู่ หากมีข้อแนะนำหรอื ข้อผดิ พลาดประการใด ผ้จู ัดทำขอน้อมรบั ไว้และขออภยั มา ณ ทน่ี ดี้ ้วย
ผจู้ ัดทำ
สารบญั ข4
เร่ือง หนา้
คำนำ ก
สารบญั ข
วธิ ีระบบ ( System Approach) 1
การวเิ คราะห์ระบบ ( System Analysis ) 2
ลกั ษณะของระบบทีด่ ี 3
ระบบเปิดและระบบปิด 4
วิธรี ะบบทน่ี ำมาใชใ้ นการสอน 4
บรรณานกุ รม 8
1
วิธีระบบ ( System Approach)
ระบบ คอื ภาพสว่ นรวมของโครงสรา้ งหรอื ของขบวนการอย่างหน่ึงทมี่ ีการจดั ระเบยี บ
ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งองคป์ ระกอบตา่ ง ๆ ทรี่ วมกันอยู่ในโครงการหรือขบวนการนั้น
ระบบ เปน็ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทใี ชใ้ นการวางแผนและดำเนินการต่าง ๆ
เพอ่ื ให้บรรลุผลตามจดุ มงุ่ หมายทก่ี ำหนดไว้ วธิ กี ารระบบมีองคป์ ระกอบทีส่ ำคัญ 4 ประการ คือ
1. ขอ้ มลู วัตถุดบิ ( Input )
2. กระบวนการ ( Process)
3. ผลผลิต ( Output )
4. การตรวจผลยอ้ นกลบั ( Feedback)
องคป์ ระกอบทัง้ 4 ส่วนนี้ จะมีความสัมพันธต์ ่อเนือ่ งกัน ดงั ภาพ
วิธกี ารระบบที่ดี จะต้องเป็นการจดั สรรทรพั ยากรท่มี ีอยูม่ าใช้อยา่ งประหยดั และเหมาะสมกบั
สภาพแวดลอ้ มและสถานการณ์ เพือ่ ให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บรรลเุ ป้าหมายท่วี างไว้
ถ้าระบบใดมผี ลผลติ ทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพมากกว่าข้อมูล วัตถุดิบทป่ี อ้ นเข้าไป ก็ถือได้วา่ เป็นระบบ
ทมี่ ีคณุ ภาพ ในทางตรงขา้ มถ้าระบบมีผลผลติ ท่ตี ำ่ กว่าขอ้ มูลวตั ถุดบิ ท่ไี ปใช้ กถ็ ือวา่ ระบบน้ันมปี ระสิทธภิ าพตำ่
ลกั ษณะสำคญั ของวิธีระบบ
1. เปน็ การทำงานร่วมกนั เป็นคณะของบุคคลที่เกย่ี วขอ้ งในระบบนัน้ ๆ
2. เป็นการแกป้ ญั หาโดยการใชว้ ธิ ีการทางวิทยาศาสตร์
3. เปน็ การใชท้ รพั ยากรท่ีมอี ยอู่ ยา่ งเหมาะสม
4. เป็นการแกป้ ญั หาใหญ่ โดยแบ่งออกเป็นปญั หายอ่ ย ๆ เพือ่ สะดวกในการแกป้ ญั หา
อันจะเป็นผลใหแ้ กป้ ัญหาใหญไ่ ด้สำเรจ็
5. มุ่งใช้การทดลองใหเ้ หน็ จรงิ
6. เลอื กแก้ปญั หาที่พอจะแกไ้ ขได้และเปน็ ปัญหาเรง่ ดว่ นกอ่ น
2
องค์ประกอบของระบบ
ไมว่ ่าจะเป็นระบบใดก็ตาม จะประกอบด้วย 3 สว่ นคอื
1. สงิ่ ทปี่ ้อนเขา้ ไป ( Input ) หมายถึง ส่ิงต่างๆ ทจี่ ำเปน็ ตอ้ งใชใ้ นกระบวนการหรือโครงการต่างๆ
เช่น ในระบบการเรยี นการสอนในช้นั เรียน อาจไดแ้ ก่ ครู นักเรียน ชน้ั เรยี น หลกั สตู ร ตารางสอน วิธกี ารสอน
เปน็ ต้น ถา้ ในเรื่องระบบหายใจ อาจได้แก่ จมกู ปอด กระบังลม อากาศ เปน็ ตน้
2. กระบวนการหรือการดำเนินงาน ( Process) หมายถึง การนำเอาสงิ่ ท่ีปอ้ นเขา้ ไป มาจดั กระทำให้
เกิดผลบรรลตุ ามวตั ถุประสงคท์ ต่ี อ้ งการ เชน่ การสอนของครู หรอื การให้นกั เรยี นทำกจิ กรรม เปน็ ตน้
3. ผลผลติ หรอื การประเมินผล (Output) หมายถงึ ผลทไ่ี ดจ้ ากการกระทำในขน้ั ทส่ี อง ไดแ้ ก่
ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นของนักเรยี น หรือผลงานของนกั เรียน เปน็ ต้น
ผลทไี่ ด้จากการกระทำในขนั้ ท่สี อง การวเิ คราะหร์ ะบบ (System Analysis)
การวิเคราะห์ระบบ เปน็ วธิ กี ารนำเอาผลท่ไี ด้ ซงึ่ เรียกว่า ข้อมูลย้อนกลับ (Feed Back)จากผลผลติ หรอื การ
ประเมนิ ผลมาพจิ ารณาปรับปรุงระบบใหม้ ปี ระสิทธภิ าพย่ิงข้ึน
การวิเคราะหร์ ะบบ ( System Analysis )
การกระทำหลงั จากผลทีไ่ ด้ออกมาแลว้ เป็นการปรบั ปรงุ ระบบการทำงานใหม้ ปี ระสทิ ธภิ าพ
ขึ้นข้อมลู ที่ได้จากการประเมินผลและมามาใช้แกไ้ ขข้อบกพรอ่ งในส่วนตา่ ง ๆ หรือ การดขู อ้ มลู ยอ้ น
กับ ( Feedback ) ดังนน้ั การนำข้อมูลย้อนกลับมาใชใ้ นการวิเคราะห์ระบบจงึ เปน็ สว่ นสำคญั ของวธิ ี
ระบบ ( System Approach) ซ่งึ จะขาดองค์ประกอบนี้ไม่ไดม้ ฉิ ะน้นั จะไม่ก่อใหเ้ กิดการแก้ปญั หาได้
ตรงเปา้ หมายและการปรบั ปรุงทม่ี ปี ระสิทธภิ าพ
ขน้ั ตอนของการวิเคราะห์ระบบ
1. ปัญหา (Identify Problem)
2.จุดมุ่งหมาย (Objectives)
3. ศึกษาข้อจำกัดต่าง ๆ (Constraints)
4. ทางเลอื ก (Alternatives)
5. การพิจารณาทางเลอื กท่เี หมาะสม (Selection)
6. การทดลองปฏิบตั ิ (Implementation)
7. การประเมนิ ผล (Evaluation)
8. การปรบั ปรงุ แกไ้ ข (Modification)
3
ขนั้ ตอนของการวิเคราะหร์ ะบบ ( System Analysis )
ประกอบดว้ ย 8 ขัน้ ตอน ดงั น้ี
ขัน้ ที่ 1 ข้ันตง้ั ปัญหาหรอื กำหนดปัญหา ในขนั้ น้ตี ้องศกึ ษาให้ถ่องแท้เสยี ก่อนว่าอะไรคือปัญหาท่คี วร
แกไ้ ข
ขน้ั ที่ 2 ขั้นกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์เพ่อื การแก้ไขปัญหานนั้ ๆ ว่าจะให้ไดผ้ ลในทางใดมี
ปรมิ าณและคณุ ภาพเพียงใดซ่งึ การกำหนดวตั ถปุ ระสงคน์ ้คี วรคำนงึ ถึงความสามารถในการปฏบิ ัติและออกมา
ในรูปการกระทำ
ข้ันท่ี 3 ขัน้ สรา้ งเคร่ืองมืดวดั ผล การสร้างเครื่องมอื น้จี ะสร้างหลังจากกำหนดวัตถปุ ระสงค์แล้วและ
ตอ้ งสร้างกอ่ นการทดลองเพ่ือจะไดใ้ ช้เคร่อื งมอื น้ี วัดผลได้ตรงตามเวลาและเป็นไปทกุ ระยะ
ขั้นท่ี 4 ค้นหาและเลอื กวธิ กี ารตา่ งๆ ท่จี ะใชด้ ำเนินการไปสเู่ ปา้ หมายทว่ี างไว้ ควรมองด้วยใจ
กวา้ งขวางและเปน็ ธรรม หลาย ๆแง่ หลาย ๆ มมุ พิจารณาข้อดีขอ้ เสียตอลดจนขอ้ จำกดั ตา่ ง ๆ
ขั้นที่ 5 เลอื กเอาวธิ ที ี่ดีทสี่ ดุ จากขน้ั ท่ี 4 เพอ่ื นำไปทดลองในขัน้ ตอ่ ไป
ขน้ั ท่ี 6 ขน้ั การทำอง เมือ่ เลือกวิธกี ารใดแล้วกล็ งมอื ปฏิบัตติ ามวิธกี ารน้ันการทดลองนค้ี วรกระทำกบั
กลมุ่ เลก็ ๆ ก่อนถ้าได้ผลดีจงึ ค่อยขยายการปฏิบตั งิ านใหก้ ว้างขวางออกไป จะไดไ้ มเ่ สยี แรงงาน เวลาและเงิน
ทองมากเกนิ ไป
ขั้นที่ 7 ขัน้ การวัดผลและประเมินผล เมอื่ ทำการทดลองแล้วก็นำเอาเครื่องมอื วัดผลที่สร้างไวใ้ นข้นั ที่
3 มาวัดผลเพอ่ื นำผลไปประเมนิ ดูว่า ปฏบิ ตั งิ านสำเรจ็ ตามเป้าหมายเพยี งใดยงั มสี ิ่งใดขาดตกบกพรอ่ ง จะได้
นำไปปรบั ปรุงแกไ้ ข
ขั้นที่ 8 ขั้นการปรับปรงุ และขยายการปฏบิ ตั งิ าน จากการวัดผลและประเมินผลในข้ันที่ 7กจ็ ะทำให้
เราทราบวา่ การดำเนินงานตามวธิ กี ารท่ีแล้วมาน้ันได้ผลตามวตั ถุประสงค์หรอื ไม่ เพียงใด จะได้นำมาแกไ้ ข
ปรับปรงุ จนกว่าจะได้ผลดีจึงจะขยายการปฏิบตั หิ รือยึดถือเปน็ แบบอยา่ งต่อไป
ลกั ษณะของระบบทดี่ ี
ระบบท่ดี ตี ้องสามารถปฏบิ ัตงิ านไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ ( efficiency)และมคี วามยั่งยนื
(sustainable) ตอ้ งมีลกั ษณะ 4 ประการคอื
1. มีปฏสิ มั พนั ธ์กบั สิ่งแวดล้อม ( interact with environment )
2. มจี ุดหมายหรอื เปา้ ประสงค์ ( purpose)
3. มกี ารรกั ษาสภาพตนเอง (self-regulation)
4. มกี ารแก้ไขตนเอง ( self-correction )
ปฏิสมั พนั ธก์ ับสง่ิ แวดล้อม ( interact with environment )
ระบบทกุ ๆ ระบบจะมีปฏสิ มั พันธไ์ ม่ทางใดกท็ างหนึ่งกับโลกรอบ ๆตวั ของระบบโลกรอบ ๆตวั น้ี
เรียกว่า "สง่ิ แวดลอ้ ม" การทรี่ ะบบมีปฏิสมั พันธก์ ับสิ่งแวดลอ้ มนเี้ องทำใหร้ ะบบดังกลา่ วกลายเปน็ ระบบเปดิ
( Open system ) กล่าวคือระบบจะรบั ปจั จัยนำเขา้ (inputs ) จากส่ิงแวดลอ้ ม ซงึ่ อาจจะเป็นพลงั งาน อาหาร
ข้อมูล ฯลฯระบบจะจัดกระทำเปลี่ยนแปลงปัจจยั นำเขา้ นี้ให้เป็นผลผลติ ( output )แลว้ สง่ กลบั ไปให้
ส่ิงแวดลอ้ มอีกที่หน่งึ มีจดุ หมายหรือเปา้ ประสงค์ ( purpose)ระบบจะตอ้ งมจี ดุ มงุ่ หมายทช่ี ัดเจนแนน่ อน
สำหรับตวั ของมนั เอง ระบบทีเ่ กิดขึ้นตามธรรมชาติ เชน่ ระบบการดำเนินชวี ติ ของมนุษย์น้นั ก็มจี ุดมงุ่ หมาย
สำหรับตัวของระบบเองอย่างชัดเจนว่า"เพื่อรกั ษาสภาพการมีชวี ิตไวใ้ หไ้ ด้ให้ดที ่สี ุด"จุดหม่งุหมายน้ีดอู อกจะไม่
4
เดน่ ชัดสำหรบั เรานกั เพราะเราไม่ใชผ่ ้คู ดิ สรา้ งระบบดงั กล่าวข้นึ มาเอง มีการรกั ษาสภาพตนเอง (self-
regulation)
ลักษณะทสี่ ามของระบบ คือ การทร่ี ะบบสามารถรกั ษาสภาพของตัวเองให้อยใู่ นลกั ษณะที่คงทอี่ ยู่
เสมอการรกั ษาสภาพตนเองทำไดโ้ ดยการแลกเปลี่ยนอนิ พุทและเอาท์พดุ กันระหว่างองค์ประกอบตา่ ง ๆ
ของระบบหรอื ระบบย่อย ตัวอยา่ ง ทเี่ หน็ ได้ชัดเจนคือ ระบบย่อยอาหารของรา่ งกายมนุษย์ ซงึ่ ประกอบดว้ ย
องคป์ ระกอบยอ่ ย ๆ หรอื ระบบย่อยต่างๆ เช่น ปาก นำ้ ยอ่ ย นำ้ ดี หลอก อาหาร กระเพาะอาหาร ฯลฯ
มกี ารแกไ้ ขตนเอง ( self-correction )
ลักษณะทีด่ ีของระบบ คอื มกี ารแก้ไขและปรับตวั เองในการที่ระบบมปี ฏสิ มั พันธ์กับสภาพแวดลอ้ ม
บางคร้ังปฏิสัมพนั ธน์ ั้นก็จะทำใหร้ ะบบการรกั ษาสภาพตวั เอง ตอ้ งย่ำแย่ไป ระบบก็ตอ้ งมีการแก้ไขและปรับตัว
เองเสยี ใหม่ ตวั อยา่ งเช่น การปฏิสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับอากาศหนาว (สภาพแวดลอ้ ม) อาจจะทำให้เกดิ
อาการหวดั ขน้ึ ได้ ในสถานการณ์นี้ ถ้าระบบรา่ งกายไม่สามารถท่ีจะรกั ษาสภาพตวั เองไดอ้ ยา่ งดี ร่างานก็จะตอ้ ง
สามารถท่จี ะปรบั ตวั เองเพื่อท่ีจะต่อสกู้ ับอาการหวดั นน้ั โดยการผลติ ภมู คิ ุ้มกนั ออกมาต้านหวดั
ระบบเปดิ และระบบปดิ
ระบบเปิด ( Open System )
คอื ระบบท่รี บั ปัจจัยนำเขา้ จากสิง่ แวดลอ้ ม และขณะเดยี วกันก็ส่งผลผลิตกลับไปให้
สง่ิ แวดล้อมอีกครง้ั หนงึ่ ตวั อย่างระบบเปดิ ทั่ว ๆ ไป เชน่ ระบบสงั คม ระบบการศกึ ษา ระบบหายใจ
ระบบปิด ( Close System )
คือ ระบบที่มิไดร้ ับปจั จยั นำเขา้ จากสิ่งแวดลอ้ ม หรอื รบั ปจั จัยนำเข้าจากส่งิ แวดล้อมนอ้ ยมาก
แต่ขณะเดยี วกันระบบปิดจะผลดิ เอาทพ์ ทุ ใหก้ บั สิ่งแวดลอ้ มดว้ ย เช่น ระบบของถา่ นไฟฉาย หรือระบบ
แบตเตอรต่ี ่าง ๆ ตัวถา่ นไฟฉายหรือแบตเตอรน่ี ้ันถูกสรา้ งข้ึนมาใหม้ ีไฟฟา้ สะสมอยู่ในตวั ภายในกม็ ี
ระบบยอ่ ยอกี หลายระบบ ทที่ ำงานสมั พันธก์ ันอย่างดี สามารถใหพ้ ลังงานไฟฟ้า ออกมาได้โดยที่ไมไ่ ด้
รบั ปัจจยั ภายนอกเขา้ มาเลย ระบบปดิ จะมอี ายุสัน้ กว่าระบบเปิด เนื่องจากระบบปิดน้ันทำหนา้ ท่ี
เพยี งแตเ่ ป็น "ผูใ้ ห"้ เทา่ น้ัน
วธิ รี ะบบที่นำมาใชใ้ นการสอน
ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปน้ี
1. การประเมนิ ความจำเป็น
2. การเลอื กทางแก้ปัญหา
3. การตั้งจุดมงุ่ หมายทางการสอน
4. การวเิ คราะห์งานและเนอ้ื หาท่จี ำเปน็ ต่อผลสมั ฤทธติ์ ามจุดม่งุ หมาย
5. การเลอื กยทุ ธศาสตร์การสอน
6. การลำดบั ขนั้ ตอนของการสอน
7. การเลือกสอ่ื
8. การจัดหรอื กำหนดแหล่งทรพั ยากรท่จี ำเป็น
9. การทดสอบ และ/หรอื ประเมนิ ค่าประสทิ ธภิ าพของแหล่งทรัพยากรเหล่าน้นั
10. การปรับปรุงแก้ไขแหลง่ ทรพั ยากรจนกวา่ จะเกดิ ประสทิ ธภิ าพ
11. การเดนิ ตามวัฏจกั รของกระบวนการท้ังหมดซ้ำอีก
5
ระบบการเรียนการสอน
ระบบการเรยี นการสอน ก็คอื การจัดองคป์ ระกอบของการเรียนการสอนใหม้ คี วามสมั พนั ธก์ นั เพ่อื
สะดวกตอ่ การนำไปสจู่ ดุ หมายปลายทางของการเรียนการสอนที่ได้กำหนดไว้
องคป์ ระกอบของระบบการเรยี นการสอน
ระบบการเรียนการสอนประกอบดว้ ยส่วนยอ่ ย ๆ ตา่ ง ๆ ซง่ึ มีความเกี่ยวพนั กนั และกนั ส่วนที่สำคญั
คือ กระบวนการเรยี นการสอน ผสู้ อนและผู้เรียน ยเู นสโก ( UNESCO ) ได้เสนอรปู แบบขององคป์ ระกอบขอ
ระบบการเรียนการสอนไว้
โดยมอี งค์ประกอบ 6 ส่วน คอื
1. องคป์ ระกอบของการสอนจะประกอบดว้ ย ผูส้ อน ผู้เรยี น ส่ือ การเรยี นการสอน วิธสี อนซง่ึ ทำงาน
ประสานสัมพนั ธก์ นั อนั จะเปน็ พาหะหรือแนวทางผสมกลมกลนื กบั เนื้อหาวชิ า
2. กจิ กรรมการเรยี นการสอน จะต้องมีสื่อการเรยี นการสอนและแหลง่ ที่มาของสื่อการเรยี นการสอน
เหล่านน้ั
3. ผสู้ อนตอ้ งหาแนวทาง แนะนำชว่ ยเหลือผเู้ รียนให้เกดิ การเรียนร้ทู ่ีดที ่ีสดุ
4. การเสริมกำลงั ใจ การจงู ใจแก่ผูเ้ รยี น นับวา่ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การที่จะเสรมิ สรา้ งความสนใจ
5. การประเมนิ ผล ผลท่ีออกมาอยา่ งมีประสิทธภิ าพโดยการประเมินทั้งระบบเพ่อื ดูว่าผลท่ีไดน้ น้ั เป็น
อย่างไร เป็นการนำข้อมูล ขอ้ เท็จจริงมาเปรยี บเทียบกบั ประสิทธิผลของระบบ เพอื่ การแก้ไขปรบั ปรงุ ตอ่ ไป
6. ผลที่ไดร้ ับทง้ั ประเมนิ เพ่ือประเมนิ ผลในการปรับปรุงและเปรียบเทยี บกับการลงทนุ ในทาง
การศึกษาว่าเป็นอย่างไร นอกจากนี้ บุญชม ศรีสะอาด ได้กลา่ วถงึ องค์ประกอบของระบบการเรยี นการสอน
ไดแ้ ก่ ตัวปอ้ น กระบวนการ และผลิต ดังภาพ
6
ตัวป้อน ( Input ) หรอื ปจั จยั นำเขา้ ระบบ คอื สว่ นประกอบตา่ งๆ ทน่ี ำเข้าสูร่ ะบบไดแ้ ก่ ผสู้ อน
ผู้สอน ผเู้ รยี น หลักสตู ร สิง่ อำนวยความสะดวก
ผูส้ อน หรือครู เปน็ องคป์ ระกอบสำคญั ท่จี ะทำให้การเรียนการสอนบรรลุผลตามวัตถปุ ระสงค์
ซ่ึงขนึ้ อย่กู บั คณุ ลกั ษณะหลายประการไดแ้ กค่ ุณลักษณะดา้ นพุทธพิ สิ ัย เชน่ ความรู้ ความสามารถ
ความรู้จำแนกเป็นความรู้ในเน้อื หาสาระท่ีสอน ความรู้ในเทคนคิ การสอนต่าง ความตัง้ ใจในการสอน ฯลฯ
ผู้เรยี น ผ้เู รียนเปน็ องคป์ ระกอบท่สี ำคญั ที่สดุ ในระบบการเรียนการสอนซึ่งจะบรรลุผลสำเรจ็ ได้
ย่อมขึน้ อยูก่ ับคุณลกั ษณะของผเู้ รียนหลายประการ เชน่ ความถนดั ความรู้พนื้ ฐานเดิม ความพร้อมความสนใจ
และความพากเพียรในการเรียน ทักษะในการเรยี นรู้ ฯลฯ
หลักสูตร หลักสูตรเปน็ องคป์ ระกอบหลักทจี ะทำใหผ้ ้เู รยี นเกดิ การเรียนรู้ หลักสูตรประกอบด้วย
องคป์ ระกอบพ้นื ฐาน 4 ประการคือ
- วตั ถุประสงค์การเรยี นรู้
- เนือ้ หาสาระทเ่ี รียน
- กิจกรรมการเรียนการสอน (รวมวธิ ีสอนและสื่อการเรียนการสอน) และ
- การประเมนิ ผล
ส่งิ อำนวยความสะดวก อาจเรียกอีกอยา่ งวา่ "สงิ่ แวดล้อมการเรียน" เชน่ หอ้ งเรียน สถานทีเ่ รยี น ซ่งึ
ประกอบดว้ ยโตะ๊ เก้าอ้ี แสดงสวา่ ง ฯลฯ
กระบวนการ ( Process ) ในระบบการเรยี นการสอนก็คือ การดำเนินการสอนซ่งึ เป็นการนำเอาตัว
ปอ้ น เปน็ วตั ถุดิบในระบบมาดำเนินการเพื่อใหเ้ กิดผลผลติ ตามท่ีต้องการ ในการดำเนนิ การสอนอาจมกี ิจกรรม
ต่างๆ หลายกจิ กรรม ไดแ้ ก่ การตรวจสอบและเสริมพนื้ ฐาน การสรา้ งความพร้อมในการเรียน การใช้เทคนิค
การสอนตา่ ง ๆ และอาจใช้กจิ กรรมเสริม การตรวจสอบและเสรมิ พน้ื ฐาน เปน็ กจิ กรรมทที่ ำใหผ้ ้สู อนร้จู กั
ผ้เู รียนและได้ขอ้ สนเทศทน่ี ำมาใชช้ ่วยเหลอื ผู้เรยี นทีย่ ังขาดพืน้ ฐานทจ่ี ำเปน็ ก่อนเรียน ใหไ้ ดม้ ีพน้ื ฐานท่พี ร้อมท่ี
จะเรียนโดยไม่มปี ญั หาใด ๆ
การสรา้ งความพร้อมในการเรยี น เม่อื เร่ิมชั่วโมงเรยี น โดยทั่วไปแลว้ จะมีผู้เรียนท่ยี งั ไม่พร้อมทจ่ี ะ
เรียน เชน่ พดู คุยกนั คิดถงึ เรอื่ งอ่นื ๆ ฯลฯ ถ้าผู้สอนเริ่มบรรยายไปเร่อื ย ๆ อาจไมไ่ ด้ผลตามทตี่ ้องการ
โดยเฉพาะในชว่ งตน้ ชั่วโมงนั้นจงึ ควรดึงความสนใจของผู้เรียนใหเ้ ขา้ สกู่ ารเรยี นโดยเร็ว ซ่งึ ทำได้หลายวธิ ี เช่น
ใช้คำถาม ใชส้ อ่ื โสตทศั นูปกรณช์ ว่ ยเร้าความสนใจ หรือยกเรอ่ื งที่เกย่ี วข้องมาเล่าให้ นกั เรยี นฟงั ในการสร้าง
ความพร้อมไม่ควรใช้เวลามากเกนิ ไป นา่ จะใช้เวลาไมเ่ กิน 5 นาที และทำทกุ ครง้ั ทส่ี อน เมอื่ พบวา่ ผ้เู รยี นยังไม่
พรอ้ ม
การใช้เทคนคิ การสอนตา่ งๆ ควรทำการสอนโดยใชเ้ ทคนคิ วธิ ีการ และกิจกรรมตา่ ง ๆ หลาย ๆวิธี
การใช้กจิ กรรมเสริม วิธีสอนแตล่ ะวธิ หี รือรปู แบบการสอนแต่ละรปู แบบจะมกี จิ กรรมแตกต่างกันไป ผ้สู อนควร
พจิ ารณากิจกรรมต่าง ๆ ที่จะเสริมกบั วิธสี อน เชน่ การใหท้ ำแบบฝึกหัด การใหก้ ารเสรมิ แรง การใชค้ ำถาม
ชนิดต่าง ๆ การทบทวนสรปุ เป็นต้น
ผลผลติ ( Output ) ผลผลติ คือ ผลทีเ่ กดิ ข้ึนในระบบซ่งึ เปน็ เป้าหมายปลายทางของระบบสำหรับ
ระบบการเรยี นการสอนผลผลิตทต่ี อ้ งการกค็ อื การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรยี น ไปในทางท่ีพงึ ประสงค์
เปน็ การพัฒนาทด่ี ีในด้าน
-พทุ ธพิ สิ ยั ( Cognitive )
7
-จิตพิสัย ( Affective ) และ
-ทักษะพิสัย ( Psychomotor )
การติดตามผล ประเมินผล และปรับปรงุ เพือ่ ให้การเรยี นการสอนบรรลผุ ลอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
ผ้สู อนจะตอ้ งพจิ ารณาองคป์ ระกอบตา่ ง ๆทั้งหมดในระบบ โดยพิจารณาผลผลติ ว่าได้ผล เป็นไปดังท่มี ุ่งหวงั ไว้
หรือไม่มีจุดบกพร่องในส่วนใดทจี่ ะต้องแกไ้ ข ปรบั ปรงุ บา้ ง
8
บรรณานกุ รม
กิดานนั ท์ มลิทอง.(2540). เทคโนโลยีการศกึ ษาและนวตั กรรม. กรงุ เทพฯ:ชวนพมิ พ.์
สบื ค้นเม่ือวันที่ 23 มกราคม 2564
ฉลอง ทับศรี. (2542). การออกแบบการเรยี นการสอนวิชา การออกแบบการเรยี นการสอน (423511).
สืบค้นเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2564
มหาวิทยาลัยบูรพา. เอกสารการสอน
สบื คน้ เมอื่ วนั ท่ี 23 มกราคม 2564
บญุ เกอ้ื ควรหาเวช. (2543). นวัตกรรมการศกึ ษา.(พิมพ์ครงั้ ที่ 5). กรุงเทพฯ:SR Printing.
สบื ค้นเมื่อวนั ท่ี 23 มกราคม 2564