The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Blue and White Aesthetic Watercolor Hello December Document A4 (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Awassaya Kamaj, 2023-03-09 08:05:18

Blue and White Aesthetic Watercolor Hello December Document A4 (1)

Blue and White Aesthetic Watercolor Hello December Document A4 (1)

King Dom


นางสาว อวัศยา คำ อาจ 5/11 เลขที่ 34


Group Monera Protista Fungi Plantae Animalia


มีโครงสร้างเซลล์แบบโปรคาริโอตเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีขนาดเล็กประมาณ ไม่มีออร์แกเนลล์ชนิดมีเยื่อหุ้ม เช่น ร่างแกเอนโดพลาซึม กอลจิคอมเพลกซ์ ไลโซโซม มีเฉพาะออร์แกเนลล์ที่ไม่มีเยื่อหุ้ม คือ ไรโบโซม ชนิด 70s มีโครโมโซมเพียงแท่งเดียว ไม่จับโปรตีนฮิสโตน และพบDNAวงแหวนในไซโทพลาสซึม อาจมี flagella ที่ไม่ได้ประกอบด้วย microtubule เหมือนกับอยู่ในโพรคาริโอต แต่เป็น โปรตีน flagellin แทน สืบพันธ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยแบ่งตัวตามขวาง(Transverse Binary Fission) อาจมีผนังเซลล์หรือไม่มีก็ได้ มีความหลากหลายของเมทาบอลิซึมมาก เมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม 1-5ไมโครเมตร คลอโรพลาสต์ เรียกว่า plastid -พวก Photoauotroph : สร้างอาหารเองได้ คือ สาหร่ายสีเขียวแกม น้ำ เงิน(cyanobacteria) เช่น spirulina -พวก Heterotroph : สร้างอาหารเองไม่ได้ คือกลุ่มผู้ย่อยสลาย เช่น ปรสิต -พวก Chemautotroph : สังเคราะห์ทางเคมีแล้วนำ มาสร้างอาหารเองได้ เช่น Nitrifying bacteria -พวกตรึงไนโตรเจนได้ : Rhizobium พบในพืชตระกูลถั่ว Nostoc พบในรากปรง Anabena พบในแหนแดง -บางชนิดสร้างแคปซูล -บางชนิดสร้างเอนโดสปอร์ monera แบคทีเรียรีและสาหร่า ร่ ยสีเสีขียขีวแกมน้ำ เงิน(cyanobacteria) 1.ลักษณะเด่นของอาณาจักร


2.กลุ่มสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรมอเนอรา แบ่งเป็น2กลุ่มตามโดเมน ดังนี้ Archaeabacteriaหรือแบคทีเรียโบราณ ผนังเซลล์ไม่มี peptidoglycan เป็นองค์ประกอบ คล้ายกับพวกยูคาริโอตมากกว่ากลุ่มแบคทีเรียเอง หลายประการ เช่น ลักษณะของไรโบโซมโปรตีน และการถอดรหัสพันธุกรรม tRNA โดยอาจอาศัย อยู่ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรง กลุ่มยูริอาร์เคียโอตา(Eriarchaeota) กลุ่มครีนาร์เคียโอตา(Crenarchaeota) -กลุ่มเมธาโนเจน -กลุ่มชอบความเค็มจัด(Thermoacidophile) -กลุ่มแบคทีเรียชอบความร้อนและกรดจัด(Hyperthermophile) คือทนอุณหภูมิได้ถึง121องศา Eubacteria แบคทีเรียแกมบวก(Gram-Positive) แบคทีเรียแกมลบ(Gram-Negative)


3.ความสำ คัญต่อระบบนิเวศ แบคทีเรีย : ผู้ย่อยอินทรียสาร ก่อให้เกิดการหมุนเวียนสสารต่างๆ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำ เงิน : ทำ หน้าที่เป็นผู้ผลิตในระบบนิเวศ 4.ประโยชน์ ด้านอุตสาหกรรม เช่น หมักอาหาร ฟอกหนัง ด้านการเกษตร เช่น ใช้เป็นปุ๋ย ด้านการแพทย์ เช่น ผลิตยาปฏิชีวนะ ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น ใช้แบคทีเรียช่วยย่อยสลายขยะให้เป็นอาหรของพืช


protista สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้อาจมีเซลล์เดียวหรือหลายเซลล์เป็นเซลล์ชนิดยูคาริโอต (Eukaryote) คือมีเยื่อหุ้มนิวเคลียสแต่เซลล์เหล่านั้นยังไม่รวมตัวกันเป็นเนื้อเยื่อและมี ลักษณะของพืชและสัตว์รวมกัน เช่น มีการเคลื่อนที่ได้อันเป็นลักษณะของสัตว์มีการ สังเคราะห์ด้วยแสงโดยใช้คลอโรฟิลล์เช่นเดียวกับพืช อาณาจักรโพรทิสตา ประกอบด้วย สิ่งมีชีวิตพวกโพรโทซัว สาหร่ายราย และราเมือก ตามวิธี จัดจำ แนกที่ใช้อยู่ทั่วไป โพรโทซัว (Protozoa) เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวขนาดเล็กมากมองดูด้วยตาเปล่าไม่เห็น ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ส่องดูจึงจะ เห็นได้ โพรโทซัวอาจอยู่เป็นเซลล์เดี่ยว ๆ เช่น ยูกลีนา อะมีบา พารามีเซียม หรืออยู่รวมกันเป็นโคโลนี เช่น วอลวอกซ์ (Volvox) แหล่งที่อยู่อาศัยมีทั้งอยู่อย่างอิสระในดินในน้ำ จืดในน้ำ เค็มหรืออยู่ในสภาพปรสิตกับสิ่ง มีชีวิตอื่น เช่น เชื้อพลาสโมเดียม (Plasmodium sp.) ทำ ให้เกิดโรคมาลาเรีย เชื้อ Entamoeba histolytica ซึ่งทำ ให้เป็นโรคบิดมีตัว เกิดอาการท้องร่วง ลำ ไส้อักเสบ บางชนิดอาจจะอาศัยอยู่ในลำ ไส้ใหญ่ของสัตว์ชั้นสูง หลายชนิดรวมทั้งคนแต่ไม่ทำ อันตราย เพราะพวกนี้ย่อยกากอาหารทำ ให้มีแก๊สเกิดขึ้นในลำ ไส้ใหญ่ พวก Entamoeba coli โพรโทซัว Entamoeba gingivalis อาศัยอยู่ที่โคนฟันคอยกินแบคทีเรียในปากไม่ทำ ให้เกิด โทษ โพรโทซัวมีรูปร่างแตกต่างกันมากมายมีการเคลื่อนที่โดยใช้อวัยวะต่างกันจำ แนกโพรโทซัวออก ตามอวัยวะในการเคลื่อนที่คือ


1. กลุ่มแฟลเจลลาตา (Flagellata) เป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วยแฟลเจลลัม (flagellum) เช่น ยูกลีนาซึ่งอาศัยหากินอย่างอิสระในน้ำ ทริพาโนโซมา (Trypanosoma) เป็นโพรโทซัวที่มี แฟลเจลลาอาศัยอยู่ในเลือด ทำ ให้คนเป็นโรคเหงาหลับ (African sleeping sickness) ซึ่งมี แมลง tsetse fly เป็นพาหะ วอลวอกซ์ที่อยู่ร่วมกันเป็นโคโลนี้ก็เป็นโพรโทซัวพวกมีแฟลเจลลา โพรโทซัวมีหนวดพวก Trichonympha อาศัยอยู่ในลำ ไส้ปลวกโดยอยู่ร่วมกันแบบภาวะพึ่งพา


2. กลุ่มซิลิอาตา (ciliata) เป็นโพรโทซัวที่เคลื่อนที่ด้วยซิเลีย (cilia) ซึ่งเป็น ขนสั้น ๆ มีจำ นวนมากอาจเรียกโพรโทซัวพวกนี้ว่า ซิลิเอต (ciliates) ตัวอย่าง เช่น พารามีเซียม (Paramecium) รูปร่างคล้ายรองเท้าแตะ วอร์ดีเซลลา (Vorticella) รูปร่างคล้ายกระดิ่ง สเตนเตอร์ (Stentor) เป็นต้น ซิลิเอตโดยทั่วไป มีนิวเคลียส 2 ชนิด คือ นิวเคลียสขนาดใหญ่ (macronucleus) ทำ หน้าที่ควบคุม กระบวนการต่าง ๆ นอกจากการสืบพันธุ์ และนิวเคลียสขนาดเล็ก (micronucleus) ทำ หน้าที่ควบคุมการสืบพันธุ์ 3. กลุ่มซาร์โกดินาหรือไรโซโพดา (Sarcodina or Rhizopoda) เป็นโพรโทซัวที่ เคลื่อนที่ด้วยขาเทียมหรือซูโดโพเดียม (pseudopodium) ที่เกิดจากการไหลของไซโทพลา ซึมเข้าไปข้างใดข้างหนึ่งของเซลล์เยื่อหุ้มเซลล์ทางด้านนั้นจะปูดออกทำ ให้ตัวมันเคลื่อนที่ ตามทิศทางที่ขาเทียมได้ปูดออกไปพบทั้งในน้ำ จืดน้ำ เค็ม ได้แก่ อะมีบา พวกอยู่ในทะเล มักมีเปลือก (test) หุ้ม เช่น ฟอรามินิเฟอรา (Foruminifera) เรดิโอลาเรีย (Radiolaria) ซึ่งเปลือกจะมีลวดลายสวยงามเนื่องจากมีสารต่าง ๆ มาสะสมอยู่


4. กลุ่มสปอโรซัว (Sporozoa) เป็นโพรโทซัวที่ไม่มีโครงสร้างในการเคลื่อนที่ส่วน ใหญ่เป็น โพรโทซัวที่เป็นปรสิต เช่น พลาสโมเดียม (Plasmodium) ทำ ให้เกิดโรค มาลาเรีย มียุงก้นปล่องเป็นพาหะ เมื่อพลาสโมเดียมเข้าสู่กระแสเลือดจะเข้าสู่เม็ด เลือดแดงแล้วแบ่งตัวมากมายจนเม็ดเลือดแดงแตกออกสารพิษที่เกิดจากพลาสโมเดียม จะทำ ให้คนไข้มีอาการจับไข้หนาวสั่นไข้จะลดลงเมื่อเชื้อพลาสโมเดียมเข้าเม็ดเลือดแดง ชุดใหม่ เพื่อเข้าไปแบ่งเซลล์ภายในเม็ดเลือดแดงอีก เมื่อใดที่เม็ดเลือดแดงแตกคนไข้จะ มีอาการหนาวสั่นขึ้นมาอีก เชื้อมาลาเรียที่สำ คัญที่พบในประเทศไทย มีอยู่ 2 ชนิด คือ Plasmodium falciparum ทำ ให้เกิดโรคมาลาเรียขึ้นสมองมีอาการรุนแรงกว่าและมี การจับไข้ทุกวันส่วนอีกชนิดหนึ่งคือ Plasmodium vivax เกิดโรคมาลาเรียลงตับมีการ จับใช้ทุก 2 วัน เนื่องจากการรักษายังไม่ได้ผลอีกทั้งเชื้อมาลาเรียในปัจจุบันมีความ ดื้อยาสูงจึงยังพบผู้ป่วยเป็นมาลาเรียได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย วัฏจักรของการเกิดไข้มาลาเรียจากเชื้อ Plasmodium spp.


สาหร่าย แบ่งเป็นกลุ่มสำ คัญ ๆ ดังนี้ กลุ่มสาหร่ายสีเขียว คือ สาหร่ายที่มีคลอโรพลาสต์ในเซลล์ เป็น สาหร่ายกลุ่มใหญ่ที่สุด พบตามบ่อ บึง คูน้ำ และในน้ำ ทะเล มีทั้งเป็นเซลล์เดียว เช่น Chlamydomonas, Chlorococcum, Chlorella, Closterium, Cosmarium ส่วนพวกที่ อยู่เป็นกลุ่ม เช่น Volvox, Scenedesmus, Pediastrum ชนิดที่อยู่กันเป็นสาย ได้แก่ Ulothrix, Spirogyra, Cladophora สาหร่ายสีเขียวมีลักษณะสำ คัญคือ 1) มีคลอโรฟิลล์เอและบี และรงควัตถุอื่น ๆ เช่น แคโรทีน แซนโทฟิลล์ (xanthophyll) 2) มีแฟลเจลลา 1 หรือ 2 หรือ 8 เส้นขนาดเท่ากันและอยู่ด้าน หน้าของเซลล์ 3) ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสเป็นส่วนใหญ่ 4) อาหารสะสมในเซลล์ คือ แป้ง สาหร่ายสีเขียวพวกคลอเรลลา (Chlorella) ซีนเดสมัส (Scenedesmus) มีโปรตีนสูงจึง นำ มาสกัดเอาโปรตีนเพื่อนำ ไปทำ อาหารสัตว์ส่วนสไปโร่ใจราชาวอีสานเรียกว่าเทาน้ำ นำ เอาไป ทำ อาหารรับประทาน


กลุ่มสาหร่ายสีน้ำ ตาลแกมเหลือง ได้แก่ พวกไดอะตอม (diatom) มีลักษณะสำ คัญ คือ 1) มีคลอโรฟิลล์เอและซี รวมทั้งรงควัตถุบีตาแคโรทีน (b-carotene) แซนโทฟิลล์ (xanthophyll) และฟิวโคแซนทน(fucoxanthrin) 2) ผนังเซลล์ประกอบด้วยซิลิกาเซลลูโลส บางชนิดมีไคทิน 3) อาหารสะสมเป็นน้ำ ตาลคริสโซลามินารินและน้ำ มัน 4) มักเป็นเซลล์เดียวที่มีลักษณะสมมาตรและผนังเซลล์ยังมี ลวดลาย พบทั้งน้ำ จืดและน้ำ เค็ม 5) ซากของไดอะตอมที่ตายทับถมมาก ๆ อยู่ใต้ทะเลเรียก diatomaceous earth มีทั้งแร่ธาตุและน้ำ มัน นำ มาใช้ประโยชน์เป็นฉนวนและเครื่อง กรอง ใช้ในการทำ ยาขัดต่าง ๆ เช่น ยาขัดรถ ยาสีฟันใช้ในการทำ เครื่องสำ อาง เป็นต้น


กลุ่มสาหร่ายสีน้ำ ตาล ซึ่งส่วนใหญ่พบในน้ำ เค็ม สาหร่ายสีน้ำ ตาลมีลักษณะเด่น ดังนี้ 1) มีคลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์ซี และรงควัตถุสีน้ำ ตาลฟิวโคแซนทิน (fucoxanthrin) มาก 2) ส่วนใหญ่พบในน้ำ เค็มและน้ำ กร่อย 3) มักมีขนาดใหญ่ประกอบด้วยเซลล์จำ นวนมากรวมกันเป็นส่วนที่คล้าย ราก (holdfast) คล้ายลำ ต้น (stipe) และคล้ายใบ (blade) 4) ผนังเซลล์ประกอบด้วยเซลลูโลสและกรดแอลจินิก (alginic acid) หรือแอลจีน (algin) 5) อาหารสะสมเป็นพวกน้ำ ตาลแมนนิทอล (manitol) และลามินาริน (laminarin) 6) กรดแอลจินิกนำ มาสกัดเป็นสารประกอบแอลจิน ใช้ทำ วุ้นและสารที่ ทำ ให้เกิดการคงตัว (thickening and stabilizing agent) ในยาสีฟัน ไอศกรีม โลชั่นต่าง ๆ ทำ ยา ทำ สี ทำ ปุ๋ย เพราะมีไอโอดีนและโพแทสเซียมมาก ตัวอย่างได้แก่ Kelp (Macrocystis) ซึ่งมีขนาดยาวที่สุด Laminaria ใช้ สกัดแอลจิน Padina, Fucus ใช้ทำ ปุ๋ยโพแทสเซียม Sargassum หรือสาหร่ายทุ่นซึ่งมีมากใน อ่าวไทยใช้เป็นอาหารและมีไอโอดีนสูง


กลุ่มสาหร่ายสีแดง ซึ่งมีอยู่ในน้ำ เค็มเป็นส่วนใหญ่ มีลักษณะเด่นดังนี้ 1) มีคลอโรฟิลล์เอและดี แคโรทีน แซนโทฟิลล์ ไฟโครีทริน (phycoerythrin) 2) ส่วนใหญ่อยู่ในทะเล 3) ผนังเซลล์ ประกอบด้วย เซลลูโลส เพกทิน 4) มีรูปร่าง 2 แบบ คือ เป็นแผ่นแบน เช่น Porphyra หรือจีฉ่าย และพวก มีสายแตกแขนงเช่น Polysiphonia 5) ประโยชน์ใช้เป็นอาหารโดยตรง เช่น Porphyra (จีฉ่าย) ใช้สกัดทำ วันซึ่ง ได้จากสาหร่ายผมนาง (Gracilaria) ใช้ในอุตสาหกรรมการทําเครื่องสำ อางเป็นส่วนผสมยาขัด รองเท้าครีมโกนหนวด


อาณาจักรฟังไจ (Kingdom Fungi) สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรฟังใจเป็นเซลล์ยูคาริโอต สร้างอาหาร เองไม่ได้ (Heterotroph) ส่วนใหญ่ดำ รงชีวิตแบบภาวะย่อยสลาย (Saprophytism) โดยการ ปล่อยเอนไซม์ออกมาย่อยสลายซากสิ่งมีชีวิตแล้วดูดซึมเข้าไป กำ เนิดของฟังไจ ข้อมูลจากบรรพชีวินวิทยาและข้อมูลในระดับโมเลกุลเสนอว่า ฟัง ไจและสัตว์เป็นอาณาจักรที่อยู่ใกล้ชิดกันมากกว่าใกล้ชิดกับพืชหรือยูคาริโอตอื่น ๆ fungi จากหลักฐานทางสายสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการ เสนอว่า ฟังไจวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษที่มี แฟลเจลลา ถึงแม้ฟังไจส่วนใหญ่จะไม่มีแฟลเจลลา วิวัฒนาการของฟังใจที่เก่าแก่หรือมี วิวัฒนาการต่ำ ที่สุดคือ ไคทิด (chytrids) ซากดึกดำ บรรพ์ของฟังใจที่มีอายุเก่าแก่ที่สุด ประมาณ 460 ล้านปี (ในยุคออร์โดวิเชียน) และยังพบซากดึกดำ บรรพ์ของพืชที่มีท่อลำ เลียงใน ปลายยุคซิลูเรียนที่มีหลักฐานของไมคอร์ไรซา (Mycorrhiza) อยู่แสดงว่าฟังไจมีความสัมพันธ์ แบบซิมไบโอติก (Symbiotic) อยู่กับพืชมาตั้งแต่พืชมีท่อลำ เลียงได้วิวัฒนาการขึ้นมาอยู่บนบก ปัจจุบันพบฟังใจแพร่กระจายอยู่ทั่วไปมีประมาณ 100,000 ชนิด ลักษณะรูปร่างและการดำ รงชีวิตของฟังไจ ลักษณะของฟังใจส่วนใหญ่ ประกอบ ด้วยหลายเซลล์เรียงต่อกันเป็นเส้นใย เรียกว่า ไฮฟา (hypha) กลุ่มของเส้นใย เรียกว่า ไมซี เลียม (Mycelium) ทำ หน้าที่ยึดเกาะอาหารและส่งเอนไซม์ไปย่อยสลายอาหารภายนอกเซลล์ และดูดซึมสารอาหารที่ย่อยได้เข้าสู่เซลล์ไมซีเลียมของฟังใจ บางชนิดจะเจริญเป็นส่วนที่โผล่พ้น ดินออกมา เรียกว่า ฟรุตติงบอดี (Fruiting body) เพื่อทำ หน้าที่สร้างสปอร์ ส่วนพวกที่เป็น เซลล์เดียว ได้แก่ ยีสต์ เส้นใยของฟังใจประกอบด้วย ผนังเซลล์ (ประกอบด้วยสารไคติน (Chitin) เป็นส่วนใหญ่ มีส่วนน้อยที่เป็นเซลลูโลส) เยื่อหุ้มเซลล์ และโพรโทพลาซึม


เส้นใยของรา แบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1.เส้นใยไม่มีผนังกัน (Non Septate Hypha หรือ Coenocytic Hypha) เส้นใยมีลักษณะเป็น ท่อทะลุถึงกันหมดโดยไม่มีผนัง (Septum) กั้นซึ่งเกิดจากการแบ่งนิวเคลียสโดยไม่แบ่งไซโทพลา ซึม ทำ ให้ไซโทพลาซึมและนิวเคลียสติดต่อกันได้หมด 2.เส้นใยแบบที่มีผนังกั้น (Septate Hypha) มีผนังกั้นแบ่งแต่ละเซลล์ โดยภายในเซลล์อาจมี นิวเคลียสอันเดียว หรือมีนิวเคลียสหลายอันในแต่ละเซลล์ ผนังที่กั้นระหว่างเซลล์เป็นผนังที่ไม่ สมบูรณ์ เพราะมีรูอยู่ที่ผนัง อาจมีรูเดียวหรือหลายรูที่ผนัง ทำ ให้ไรโบโซม ไมโทคอนเดรีย หรือ นิวเคลียสไหลจากเซลล์หนึ่งไปอีกเซลล์หนึ่งได้ เส้นใยของฟังไจ อาจแบ่งเป็น 2 ชนิดตามหน้าที่ คือ เส้นใยที่ยึดเกาะอาหารมีหน้าที่ ดูดซึมอาหารที่ย่อยแล้ว และเส้นใยที่ยื่นไปในอากาศ (Fruiting Body) ทำ หน้าที่สร้างส ปอร์เพื่อสืบพันธุ์ เส้นใยของฟังไจอาจเปลี่ยนแปลงรูปร่างเพื่อทำ หน้าที่พิเศษ ได้แก่ ไร ซอยด์ (Rhizoid) มีลักษณะคล้ายรากพืชยื่นออกจากไมซีเลียมเพื่อยึดให้ติดกับผิวอาหาร และช่วยดูดซึมอาหารด้วย เช่น ราขนมปัง ส่วนฮอสทอเรียม (Haustorium) หรือ อาร์ บาสคิว (Arbuscules) เป็นเส้นใยที่ยื่นเข้าเซลล์โฮสต์ เพื่อดูดซึมอาหารจากโฮสต์ พบใน ราที่เป็นปรสิต ฟังไจมีการสืบพันธุ์โดยการสร้างสปอร์ทั้งแบบอาศัยเพศ (sexual reproduction) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม และแบบไม่อาศัย เพศ (Asexual Reproduction) โดยการแตกหน่อการสร้างสปอร์หรือการหลุดจากกัน เป็นท่อน ๆ ส่วนใหญ่ดำ รงชีวิตแบบผู้ย่อยสลาย บางชนิดดำ รงชีวิตเป็นปรสิต บางชนิด ดำ รงชีวิตร่วมกับสาหร่าย เรียกว่า ไลเคน (Lichen) สามารถจำ แนกเห็ดและรา เป็นไฟ ลัมต่าง ๆ โดยอาศัยการสร้างสปอร์แบบอาศัยเพศเป็นเกณฑ์


ความหลากหลายของฟังไจ ไฟลัมไคทริดิโอไมโคตา (Phylum Chytridiomycota) สมาชิกในไฟลัมนี้เรียกว่า ไคทริด (Chytrid) หรือราน้ำ เป็นฟังใจกลุ่มแรกที่มีวิวัฒนาการมาจากโพรทิสต์ที่มีแฟลเจลลัม ส่วนใหญ่ อาศัยอยู่ในน้ำ ทั้งน้ำ จืดและน้ำ เค็ม บางชนิดอาศัยในดินชื้นแฉะ บางชนิดทำ หน้าที่เป็นผู้ย่อย สลาย (Saprophytism) ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ บางชนิดเป็นปรสิตในพวกโพรทิสต์ พืช และสัตว์ ลักษณะสำ คัญของไคทริด คือ เป็นแทลลัสขนาดเล็ก ที่พบโดยส่วนใหญ่จะไม่มีการ สร้างเส้นใย และเส้นใยไม่มีผนังกั้น (Coenocytic Hypha) มีการสร้าง sporangium และมีไร ซอยด์ ทำ หน้าที่ดูดอาหาร ผนังเซลล์ของฟังใจกลุ่มนี้ประกอบด้วย สารโคทิน สปอร์และแกมี ตมีแฟลเจลลัม 1 เส้นที่เรียกว่า ซูโอสปอร์ (Zoospore) ช่วยในการเคลื่อนที่ อาหารสะสมเป็น ไกลโคเจน สืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและไม่อาศัยเพศตัวอย่างเช่น Allomyces sp, Chytridium sp. ปัจจุบันพบไคทริดแล้วประมาณ 1,000 ชนิด


plantae อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) พืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีกำ เนิดขึ้นมาแล้วไม่ต่ำ กว่า 400 ล้านปี มีหลักฐานหลายอย่างที่ทำ ให้เชื่อว่า พืชมีวิวัฒนาการมาจากสาหร่ายสีเขียว กลุ่ม Charophytes โดยมีการปรับตัวจากสภาพที่เคย อยู่ในน้ำ ขึ้นมาอยู่บนบก ด้วยการสร้างคุณสมบัติต่าง ๆ ที่เหมาะสมขึ้นมา เช่น มีการสร้างคิวติน (cutin) ขึ้นมาปกคลุมผิวของลำ ต้นและใบเรียกว่า คิวทิเคิล (cuticle) เพื่อป้องกันการสูญเสีย น้ำ และการเกิด สโทมาตา (stomata) เพื่อทำ หน้าที่ระบายน้ำ และแลกเปลี่ยนก๊าซ เป็นต้น ลักษณะสำ คัญของสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรพืช พืชมีโครงสร้างที่ประกอบขึ้นด้วยหลายเซลล์ที่มารวมกลุ่มกันเป็นเนื้อเยื่อที่ทำ หน้าที่เฉพาะอย่าง เซลล์ของพืชมีผนังเซลล์ที่มีสารประกอบ เซลลูโลส (cellulose) เป็นองค์ประกอบที่พบเป็นส่วน ใหญ่ พืชทุกชนิดที่คุณสมบัติที่สามารถสร้างอาหารได้เองจากระบวนการสังเคราะห์ด้วยเสง โดย บทบาทของรงควัตถุคลอโรฟิลล์ (chlorophyll a & b) ที่อยู่ในคลอโรพลาสต์เป็นสำ คัญ รงควัตถุหลักที่พบได้ในเซลล์พืชจะเหมือนกับพบในเซลล์ของสาหร่ายสีเขียว ได้แก่ คลอโรฟิลล์ เอ คลอโรฟิลล์ บี และแคโรทีนอยด์ นอกจากนี้พืชยังสะสมอาหารในรูปของแป้ง วงชีวิต (life cycle) ของพืชเป็นวงชีวิตแบบสลับ (Alternation of Generation) คือ ประกอบ ด้วยช่วงชีวิตที่เป็นสปอโรไฟต์ (sporophyte generation) ทำ หน้าที่สร้างสปอร์ (spore) สลับ กับช่วงชีวิตที่เป็นแกมีโทไฟต์ (gametophyte generation) ทำ หน้าที่สร้างแกมีต (gamete) ได้แก่ เซลล์สืบพันธุ์เพศผู้หรือสเปิร์ม (sperm) และเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียหรือไข่ (egg) ซึ่งจะ มารวมกันเพื่อให้ได้เป็นเซลล์ใหม่คือ ไซโกต (zygote) อวัยวะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ของพืช ประกอบขึ้นด้วยหลายเซลล์โดยมีเซลล์โดยมีเซลล์ที่เป็นหมัน (sterile cell) ห่อหุ้มอยู่รอบนอก การเจริญของพืชจากไซโกตไปเป็นสปอโรไฟต์จะต้องผ่านจะ ต้องผ่านระยะที่เป็นเอ็มบริโอ (embryo) ก่อน คุณสมบัติทั้ง 2 ประการ ดังกล่าวนี้จะไม่พบใน พวกสาหร่าย (algae)


วงชีวิตแบบสลับ พืชส่วนใหญ่จะมีสปอโรไฟต์เด่น คือมีขนาดที่มองเห็นได้ชัดเจนทั่วไป ในขณะที่แกมีโทไฟต์มีขนาดเล็กแทบ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าในพืชบางกลุ่ม แกมีโทไฟต์ประกอบขึ้นด้วยเซลล์ที่เป็นโมโนพลอยด์ (n) จำ นวน มากทำ หน้าที่สร้างแกมีต สปอโรไฟต์ของพืชประกอบขึ้นด้วยเซลล์ที่เป็นดิพลอยด์ (2n) ทำ หน้าที่สร้างสปอร์จากการแบ่งเซลล์แบบ ไมโอซิสของสปอร์มาเทอร์เซลล์ (spore mother cell) ที่อยู่ภายในอับสปอร์ (sporangium)สปอร์ ซึ่ง เป็นเซลล์ที่เป็นเฮพลอยด์ (n)จะแบ่งตัวเจริญต่อไปเป็นแกมีโทไฟต์ (n) ที่ทำ หน้าที่สร้างแกมีตคือ สเปิร์ม และไข่ การปฏิสนธิ (fertilization) คือ การรวมตัวกันของสเปิร์ม (n) และไข่ (n) จะทำ ให้ได้เซลล์ใหม่ที่เป็นดิพลอยด์ (2n) คือ ไซโกตเกิดขึ้นมา และต่อจากนั้นไซโกตจะแบ่งเซลล์ได้เป็นเอ็มบริโอ ก่อนที่จะเจริญต่อไปเป็นสปอร์โร ไฟต์ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า ไซโกตคือ เซลล์เริ่มต้นของช่วงสปอโรไฟต์ และสปอร์คือเซลล์เริ่มต้นของช่วงแกมีโทไฟต์ ในพืชกลุ่มที่ไม่สร้างเมล็ดส่วนใหญ่จะมีการสร้างสปอร์เพียงชนิดเดียว (homospore) ซึ่ง สปอร์ดังกล่าวจะแบ่ง ตัวและเจริญต่อไปเป็นแกมีโทไฟต์ที่ทำ หน้าที่สร้างทั้งสเปิร์มและไข่บนต้นเดียวกัน แต่สำ หรับพืชที่มีการสร้าง เมล็ดแล้วทุกชนิด จะสร้างสปอร์เป็น 2 ชนิด (heterospore) ได้แก่ ไมโครสปอร์ (microspore) และ เมกะส ปอร์ (megaspore) ไมโครสปอร์จะแบ่งตัวเจริญต่อไปเป็น ไมโครแกมีโทไฟต์ (microgametophyte) หรือแกมี โทไฟต์เพศผู้ (male gametophyte) ทำ หน้าที่สร้างสเปิร์ม และเมกะสปอร์ จะแบ่งตัวเจริญต่อไปเป็นเมกะแกมี โทไฟต์ (megagametophyte) หรือแกมีโทไฟต์เพศเมีย (female gametophyte) ทำ หน้าที่สร้างไข่ ต่อไป


ดิวิชันไบรโอไฟตา (Division Bryophyta) เรียกโดยทั่วไปว่าไบรโอไฟต์ (bryophyte) มีทั้งสิ้น ประมาณ 16,000 ชนิด พืชในดิวิชันนี้มีขนาดเล็ก มีโครงสร้างง่าย ๆ ยังไม่มีราก ลำ ต้นและใบ ที่แท้จริง ชอบอาศัยอยู่ตามที่ชุ่มชื้น การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศยังต้องอาศัยน้ำ สำ หรับให้สเปิร์ม ที่มีแฟลกเจลลา (flagella) ว่ายไปผสมกับไข่ ต้นที่พบเห็นโดยทั่วไปคือแกมีโทไฟต์ (มีแกมีโท ไฟต์เด่น) รูปร่างลักษณะมีทั้งที่เป็นแผ่นหรือแทลลัส (thallus) และคล้ายลำ ต้นและใบของ พืชชั้นสูง (leafy form) มีไรซอยด์ (rhizoid) สำ หรับยึดต้นให้ติดกับดินและช่วยดูดน้ำ และแร่ ธาตุ มีส่วนคล้ายใบ เรียก phylloid และส่วนคล้ายลำ ต้นเรียกว่า cauloid แกมีโทไฟต์ของไบร โอไฟต์มีสีเขียวเพราะมีคลอโรฟิลล์สามารถสร้างอาหารได้เอง ทำ ให้อยู่ได้อย่างอิสระ เมื่อแกมีโท ไฟต์เจริญเต็มที่จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์คือสเปิร์มและไข่ต่อไป ภายหลังการปฏิสนธิของสเปิร์มและ ไข่จะได้ไซโกตซึ่งแบ่งตัวเจริญต่อไปเป็นเอ็มบริโอและสปอร์โรไฟต์ตามลำ ดับ สปอโรไฟต์ของ ไบร โอไฟต์มีรูปร่างลักษณะง่าย ๆ ไม่สามารถอยู่ได้อย่างอิสระจะต้องอาศัยอยู่บนแกมีโทไฟต์ตลอด ชีวิต พืชในดิวิชันนี้สร้างสปอร์เพียงชนิดเดียว


จำ แนกพืชในดิวิชันไบรโอไฟตาได้เป็น 3 คลาส (Class) ดังต่อไปนี้ 1.คลาสเฮปาทิคอปซิดา (Class Hepaticopsida) เรียกโดยทั่วไปว่า ลิเวอร์เวิร์ต (liverwort) มีอยู่ประมาณ 6,000 ชนิด แกมีโทไฟต์มีทั้งที่เป็นแทลลัส (thalloid liverwort) และที่ คล้ายคลึงกับลำ ต้นและใบ (leafy liverwort) สปอโรไฟต์มีส่วนประกอบเป็น 3 ส่วน คือ ฟุต (foot) เป็นเนื้อเยื่อที่ฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อแกมีโทไฟต์เพื่อทำ หน้าที่ดูดอาหารมาใช้ ก้านชูอับส ปอร์ (stalk หรือ seta) และอับสปอร์ (sporangium หรือ capsule) ที่ทำ หน้าที่สร้างสปอร์ ตัวอย่างของลิเวอร์เวิร์ตที่เป็นแทลลัส ได้แก่ Marchantia และที่มีลักษณะคล้ายลำ ต้นและใบ ได้แก่ Porella แกมีโทไฟต์ของ Marchantia มีขนาดเล็ก ลักษณะเป็นแผ่นแบนราบ ตนอ หลายแตกแขนงเป็น 2 แฉก (dichotomous branching) ด้านล่างของเทลลัสมีไรซอยด์ ด้าน บนมักพบโครงสร้างที่มีรูปร่างคล้ายถ้วย เรียกว่า เจมมา คัป (gemma cup) ภายในเนื้อเยื่อ เจมมา (gemma) อยู่จำ นวนหนึ่ง ซึ่งเมื่อแต่ละเจมมาหลุดออกจากเจมมาคัปแล้ว สามารถ เจริญแกมีโทไฟต์ต้นใหม่ได้ นับเป็นการสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพสแบบหนึ่งนอกเหนือไปจาก การแยกออกเป็นส่วน ๆ (fragmentation) สเปิร์มและไข่ถูกสร้างขึ้นในอวัยวะที่มารวมกลุ่ม เป็นโครงสร้างที่มีลักษณะเป็นก้านชูที่เจริญอยู่บนแกมีโทไฟต์ 2.คลาสแอนโทเซอรอปซิดา (Class Anthoceropsida) เรียกโดยทั่วไปว่า ฮอร์นเวิร์ต (hornwort) ไบรโอไฟต์ในดิวิชันนี้มีจำ นวนไม่กี่ชนิด ตัวอย่างเช่น Anthoceros แกมีโทไฟต์มี ลักษณะเป็นแทลลัสขนาดเล็ก รูปร่างค่อนข้างกลมมน ที่ขอบมีรอยหยักเป็นลอน ด้านล่างมีไร ซอยด์ สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการแยกออกเป็นส่วน ๆ เช่นเดียวกับพวกลิเวอร์เวิร์ต ต้น สปอไรไฟต์มีรูปร่างเรียวยาว ฝังตัวอยู่ด้านบนของแกมีโทไฟต์ ประกอบไปด้วยฟุต และอัปส ปอร์ขนาดยาว ซึ่งเมื่อเจริญเต็มที่ ปลายของอับสปอร์จะค่อย ๆ แตกออกเป็น 2 แฉก ทำ ให้ มองดูคล้ายเขาสัตว์ จึงเรียกว่าฮอร์นเวิร์ต 3.คลาสไบรออฟซิดา (Class Bryopsida) เรียกโดยทั่วไปว่า มอส (moss) เป็น ไบรโอไฟต์ กลุ่มที่มีมากที่สุด คือประมาณ 9,500 ชนิด ต้นแกมีโทไฟต์มีขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายลำ ต้น และใบ ส่วนที่คล้ายใบเรียงตัวเป็นเกลียวโดยรอบส่วนที่คล้ายลำ ต้น มีไรซอยต์อยู่ในดิน สปอโร ไฟต์มีลักษณะง่าย ๆ เกิดบนปลายยอดหรือปลายกิ่ง มีส่วนประกอบคือ ฟุต ก้านชูอับสปอร์ และอับสปอร์


ดิวิชันไซโลไฟตา (Division Psilophyta) พืชในดิวิชันนี้ที่พบได้ในประเทศไทย ได้แก่ Psilotum รู้จักกันในชื่อไทยว่า หวายทะนอย สปอโรไฟต์ของพืชนี้ มีรูปร่างลักษณะง่ายๆ คือมีแต่ลำ ต้นยังไม่มีรากและใบ ลำ ต้นมีลักษณะเป็น ไม้เนื้ออ่อนขนาดสูงประมาณ 20 –30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่ตามพื้นดิน (tcrrestrial) หรือเกาะ ติดกับต้นไม้อื่น (epiphyte) ลำ ต้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่อยู่ใต้ดินเป็นลำ ต้นชนิดไรโซม (rhizome) มีสีน้ำ ตาล และมีไรซอยด์ทำ หน้าที่ดูดน้ำ และแร่ธาตุ ลำ ต้นส่วนที่อยู่เหนือพื้นดิน (acrial stem) มีสีเขียว มีลักษณะเป็นเหลี่ยม ลำ ต้นส่วนนี้ทำ หน้าที่สังเคราะห์แสง ทั้งลำ ต้น ใต้ดินและลำ ต้นเหนือพื้นดิน แตกกิ่งเป็น 2 แฉก (dichotomous branching) ที่ส่วนของลำ ต้น เหนือพื้นดินมีระยางค์เล็กๆ (appcndage) ยื่นออกมาเห็นได้ทั่วไป สปอโรไฟต์ที่เจริญต้นที่จะ สร้างอับสปอร์ที่มีรูปร่างเป็น 3 พู ที่ซอกของระยางค์บนลำ ต้นเหนือพื้นดิน อับสปอร์สร้างสปอร์ ชนิดเดียว แกมีโทไฟต์มีขนาดเล็ก สีน้ำ ตาลไม่มีคลอโรฟิลล์ รูปร่างเป็นแท่งทรงกระบอก แตก แขนงได้


ดิวิชันไลโคไฟตา(Division Lycophyta)สปอโรไฟต์ของพืชดิวิชันนี้มีราก ลำ ต้น และใบครบทุก ส่วน มีลักษณะเป็นไม้เนื้ออ่อนที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก พวกที่เจริญอยู่บนพื้นดิน อาจมีลำ ต้นตั้ง ตรงหรือทอดนอน บางชนิดอาศัยเกาะบนต้นไม้อื่น ลำ ต้นแตกกิ่งเป็น 2 แฉก ใบมีขนาดเล็ก เป็นใบแบบไมโครฟิลล์ (microphyll) คือเป็นใบที่มีเส้นใบเพียงเส้นเดียว สปอโรไฟต์ที่เจริญเต็ม ที่แล้ว จะสร้างอับสปอร์บนใบที่มักมีรูปร่างและขนาดแตกต่างไปจากใบที่พบทั่วไป เรียกใบชนิดนี้ ว่า สปอโรฟิลล์ (sporophyll) ซึ่งจะมาเรียงซ้อนกันแน่นอยู่ที่ปลายกิ่งเป็นโครงสร้างที่เรียกว่า สโตรบิลัส (strobilus) หรือโคน (cone) พืชในดิวิชันนี้มีทั้งที่สร้างสปอร์ชนิดเดียวและ 2 ชนิด ตัวอย่างที่รู้จักกันดีได้แก่ Lycopldium และ Selaginella Lycopldium รู้จักในชื่อไทยว่า ช้องนางคลี่ สร้อยสุกรม สามร้อยยอด และหางสิงห์เป็นต้น ที่ พบในปัจจุบันมีประมาณ 200 ชนิด ใบในขนาดเท่า ๆ กันเรียงตัวเป็นเกลียวโดยรอบลำ ต้นและ กิ่ง เป็นพืชที่สร้างสปอร์ชนิดเดียว แกมีโทไฟต์มีขนาดเล็ก บางชนิดมีคลอโรฟิลล์เจริญอยู่บนพื้น ดิน บางชนิดไม่มีคลอโรฟิลล์เจริญอยู่ใต้ดิน ดิวิชันสฟีโนไฟตา (Division Sphenophyta) พืชที่มีท่อลำ เลียงในดิวิชันนี้มีเพียง วงศ์เดียว คือ Equisetaceae แกมีโตไฟต์มี ขนาดเล็ก เจริญอยู่ใต้ดิน สปอโรไฟต์มีขนาดใหญ่ อายุยืน มีซิลิกา ลำ ต้นเป็นข้อ ปล้องชัดเจน ปล้องเป็นร่องและสัน ข้อมีใบแบบไมโครฟิลล์อยู่รอบข้อเรียงแบบ whorl เป็น homosporous plant โดยสปอแรงเจียมเจริญอยู่บนโครงสร้างที่เรียก ว่าสปอแรงจิโอฟอร์ (sporangiophore)


ดิวิชันเทอโรไฟตา (Division Pterophyta) พืชดิวิชันนี้มีชื่อทั่วไปว่า เฟิร์น (fern) มีจำ นวนมากที่สุดในบรรดาพโรไฟต์ของเฟิร์นมีราก ลำ ต้น และใบเจริญดี เฟิร์นส่วนใหญ่มีลำ ต้นใต้ดิน ใบของเฟิร์นเรียกว่า ฟรอนด์ (frond) เป็น ส่วนที่เห็นเด่นชัด มีขนาดใหญ่เป็นใบแบบเมกะฟิลล์ (megaphyll) มีรูปร่างลักษณะเป็นหลาย แบบ มีทั้งที่เป็นใบเดี่ยว (simple leaf) และใบประกอบ (compound leaf) ใบอ่อนของเฟิร์นมี ลักษณะพิเศษคือ จะม้วนเป็นวง (circinate venantion) สปอโรไฟต์ที่เจริญเต็มที่จะสร้างอับส ปอร์ ซึ่งมารวมกลุ่มอยู่ที่ด้านได้ใบ แต่ละกลุ่มของอับสปอร์เรียกว่า ซอรัส (sorus) เฟิร์นส่วน ใหญ่สร้างสปอร์ชนิดเดียว ยกเว้นเฟิร์นบางชนิดที่อยู่ในน้ำ และที่ชื้นแฉะ ได้แก่ จอกหูหนู แหน แดง และผักแว่นมีการสร้างสปอร์ 2 ชนิด แกมีโทไฟต์ของเฟิร์นที่สร้างสปอร์ชนิดเดียว มีลักษณะเป็นแผ่นแบนบางสีเขียว (มีคลอโรฟิลล์) ด้านล่างมีไรซอยด์ ส่วนใหญ่มักมีรูปร่างคล้ายรูปหัวใจ (prothallus) ดิวิชันโคนิเฟอโรไฟตา (Division Coniferophyta) เป็นจิมโนสเปิร์มที่มีจำ นวนมากที่สุด มีหลาย สกุลด้วยกัน ที่รู้จักกันดีคือ Pinus ได้แก่ สนสองใบ และสนสามใบ เป็นต้น สปอโรไฟต์ของ Pinus มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดค่อนข้างใหญ่ และแตกกิ่งก้านสาขาจำ นวนมาก ใบมีขนาด เล็ก รูปร่างคล้ายเข็ม อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม สปอโรไฟต์ที่เจริญเต็มที่จะสร้างโคนเพศผู้ที่มีขนาด เล็กและโคนเพศเมียที่มีขนาดใหญ่บนต้นเดียวกัน ดิวิชันไซแคโดไฟตา (Division Cycadophyta)พืชดิวิชันนี้มีอยู่ประมาณ 60 ชนิด ตัวอย่างที่รู้จัก กันดีคือ พวกปรง (Cycas) สปอโรไฟต์มีลำ ต้นอวบ เตี้ย และมักไม่แตกแขนง มีใบเป็นใบ ประกอบแบบขนนกขนาดใหญ่ เกิดเป็นกระจุกที่บริเวณยอดของลำ ต้น ใบย่อยมีรูปร่างเรียวยาว และแข็งสปอโรไฟต์ที่เจริญเต็มที่จะสร้างโคนเพศผู้ และโคนเพศเมีย แยกตัวกัน


ดิวิชันกิงโกไฟตา (Division Ginkophyta) ปัจจุบันมีเพียงชนิดเดียวคือ Ginkgo biloba หรือแปะก๊วย เป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในเขตอบอุ่น เช่น ใน ประเทศจีน สปอโรไฟต์มีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดสูงใหญ่ แตกกิ่งก้านสาขาเป็นจำ นวนมาก ใบ มีรูปร่างคล้ายพัด สปอโรไฟต์ที่เจริญเติบโตเต็มที่จะสร้างโคนเพศผู้และโคนเพศเมียแยกต้นกัน ดิวิชันอแนโทไฟตา (Division Anthophyta) แบ่งออกได้เป็น 2 คลาส คือ 1.คลาสไดคอทีเลโดเนส (Class Dicotyledones) ได้แก่ พืชใบเลี้ยงคู่ทั้งหมด มีอยู่ ประมาณ 170,000 ชนิด ลักษณะทั่วไปคือ มีใบเลี้ยง 2 ใบ เส้นใบเป็นร่างแห รากเป็น ระบบรากแก้ว และส่วนประกอบของดอก (เช่น กลีบเลี้ยง กลีบดอก)มีจำ นวนเป็น 4–5 หรือ ทวีคูณของ 4-5 2.คลาสมอโนคอทีเลโดเนส (Class Monocotyledones) ได้แก่ พืชใบเลี้ยงเดี่ยวทั้งหมดมี อยู่ประมาณ 60,000 ชนิด ลักษณะทั่วไป คือ มีใบเลี้ยงใบเดียว ใบมีเส้นใบเรียงตัวแบบ ขนาน รากเป็นระบบรากฝอย ส่วนประกอบของดอกมีจำ นวนเป็น 3 หรือทวีคูณของ 3


ANIMALIA อาณาจักรสัตว์ (Kingdom Animalia หรือ Metazoa) ปัจจุบันอาณาจักรสัตว์จัดเป็นกลุ่มสิ่ง มีชีวิตหลายเซลล์ บางพวกเซลล์ยังไม่รวมกลุ่มเป็นเนื้อเยื่อ เช่น พวกฟองน้ำ สิ่งที่เหมือนกันใน กลุ่มสัตว์ คือ เป็นพวกเฮเทอโรโทรปซึ่งไม่สามารถสร้างอาหารได้ด้วยตัวเอง (Heterotrophic Organism) หรือในแง่ของนิเวศวิทยาจัดสัตว์ไว้ในกลุ่มผู้บริโภค (Consumer) ต้องได้อาหารจาก สิ่งมีชีวิตอื่น นอกจากนี้ยังมีการเคลื่อนไหวเพื่อรับรู้และตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดี กำ เนิดของสัตว์อาณาจักรสัตว์ การศึกษาเสนอว่า บรรพบุรุษของสัตว์มีวิวัฒนาการจากบรรพบุรุษของฟัง ใจ โดยบรรพบุรุษร่วมอาจมีลักษณะคล้ายโคแอนโนแฟล เจลเลต (Choanoflagellate) ในปัจจุบัน แต่หลักฐาน แรกทางซากดึกดำ บรรพ์ของสัตว์ที่ยอมรับได้มีลักษณะ คล้ายสัตว์ในไฟลัมไนดาเรีย (Cnidaria) พบ ซากดึกดำ บรรพ์มากขึ้นในต่อ ๆ มาซึ่งเกิดจากการแพร่ กระจายของสัตว์อย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีแก๊ส ออกซิเจนมากพอที่สัตว์ใช้ในการดำ รงชีวิต ทำ ให้สัตว์ ต้องปรับตัวเพื่อการอยู่รอด ลักษณะของสัตว์ โดยทั่วไปเราสามารถแยกสิ่งมีชีวิตที่เป็นสัตว์ได้โดยใชลักษณะดังต่อไปนี้ 1.เป็นเซลล์ชนิดยูคาริโอต (Eucaryotic Cell) 2.เป็นผู้บริโภคตลอดชีวิตเพราะสังเคราะห์อาหารเองไม่ได้ 3.มีหลายเซลล์ (Multicellular) บางพวกยังไม่มีเนื้อเยื่อแต่ส่วนใหญ่หลายเซลล์รวมกันเป็น เนื้อเยื่อเป็นอวัยวะ และเป็นระบบอวัยวะ 4.การเคลื่อนไหวหรือเคลื่อนที่ตอบสนองสิ่งเร้าได้อย่างรวดเร็ว บางชนิดอาจมีการเคลื่อนที่บาง ช่วงของชีวิต เช่น ฟองน้ำ ในระยะเป็นตัวอ่อนจึงจะมีการเคลื่อนที่


ลักษณะต่าง ๆ ที่ใช้แยกกลุ่มของสัตว์ 1.ลักษณะโครงสร้างภายนอก หากมีลักษณะเหมือน ๆ กันจัดไว้กลุ่มเดียวกัน 2.เนื้อเยื่อสัตว์ บางชนิดยังไม่แยกเนื้อเยื่อออกเป็นชั้น ๆ เช่น ฟองน้ำ สัตว์ บางพวกมีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น (Diploblastic) บางพวกมีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น (Triploblastic) พวกที่มีเนื้อเยื่อ 3 ชั้น แบ่งออกเป็นกลุ่มย่อยได้โดยใช้ช่องว่างลำ ตัว (Coelom; coel =ช่องว่าง) ก. พวกที่ไม่มีช่องว่างในลำ ตัว (Acoelomate) คือ ไม่มีช่องว่างในชั้นของ เนื้อเยื่อหรือระหว่างชั้นของเนื้อเยื่อ ได้แก่ หนอนตัวแบน ข. พวกที่มีช่องว่างเทียมในลำ ตัว (Pseudocoelomate; pseudo = เทียม) คือ ช่องว่างที่ไม่ได้อยู่ในเนื้อเยื่อชั้นกลาง (Mesoderm) ช่องว่างนั้นอาจอยู่ระหว่างเนื้อเยื่อชั้น นอก (Ectoderm) กับเนื้อเยื่อชั้นกลาง หรืออยู่ระหว่างเนื้อเยื่อชั้นกลางกับเนื้อเยื่อชั้นใน (Endoderm) สัตว์ในกลุ่มนี้ได้แก่ หนอนตัวกลม บางพวกมีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ได้แก่ หนอนตัวกลม โรติเฟอร์ (Rotifer) ค. พวกที่มีช่องว่างที่แท้จริง (Coelomate) หมายถึง สัตว์ที่มีช่องว่างอยู่ ระหว่างเนื้อเยื่อชั้นกลาง (mesoderm) ได้แก่ กุ้ง ปู แมลง หอย ไส้เดือนดิน และสัตว์มีกระดูก สันหลัง เป็นต้น


3.สมมาตร (Symmetry) การแบ่ง 2 ซีกที่มีลักษณะเหมือนกันเรียกว่า สมมาตร แบ่งได้ 2 ชนิด คือ ก. สมมาตรแบบครึ่งซีกหรือแบบด้านข้าง (Bilateral Symmetry) สัตว์พวกนี้ ผ่าได้ในแนวเดียวเท่านั้น ที่ให้ซีกซ้ายและซีกขวาเหมือนกัน พบใน ไส้เดือนดิน หอย สัตว์ที่มีขา เป็นปล้อง (Arthropod) หนอนตัวกลม หนอนตัวแบน และสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด ข. สมมาตรแบบรัศมี (Radial Symmetry) แบ่งตามรัศมีแล้วได้สมมาตรทุก ครั้ง สัตว์เหล่านี้จะมีรูปโคน (Cone Shape) หรือรูปกรวยหรือรูปจาน ได้แก่ แมงกะพรุน ไฮดรา หวีวุ้น 4.โครงร่างแข็งหรือกระดูก (skeleton) บางชนิดมีโครงร่างแข็งอยู่นอกร่างกาย (Exoskeleton) เช่น กุ้ง ปู บางชนิดมีโครงร่างแข็งอยู่ภายในร่างกาย (Endoskeleton) เช่น สัตว์มีกระดูกสัน หลัง 5.การมีปล้อง (Segmentation) ที่เกิดจากเนื้อเยื่อชั้นกลางสัตว์ที่ไม่มีปล้อง ได้แก่ ฟองน้ำ แมงกะพรุน เป็นต้น ส่วนสัตว์ที่มีปล้อง ได้แก่ ไส้เดือนดิน อาร์โทรพอด (Arthropod) คอร์เดท (Chordate) 6.ทางเดินอาหาร ทางเดินอาหารของสัตว์สามารถใช้เป็นเกณฑ์แบ่งกลุ่มสัตว์ได้ ก. ใช้ช่องทางเดินน้ำ แทนทางเดินอาหาร (Spongocoel) พบในฟองน้ำ ข. ทางเดินอาหารที่มีทางเข้าออกทางเดียวกันช่องว่างนี้เรียกว่าช่องแกสโต รวาสคูลาร์ (Gastrovascular Cavity) ทำ หน้าที่ย่อยอาหาร ลำ เลียง หายใจ และขับถ่าย ได้แก่ ไฮดรา ปะการัง แมงกะพรุน ค. ทางเดินอาหารชนิดสมบูรณ์มีทางเข้าทางหนึ่งและทางออกอีกทางหนึ่ง ทำ หน้าที่ย่อยอาหารอย่างเดียว ส่วนใหญ่พบในสัตว์ที่มีสมมาตรชนิดครึ่งซีก ยกเว้นหนอนตัว แบน 7.การสืบพันธุ์ มีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศในสัตว์ชั้นต่ำ เช่น ฟองน้ำ ไฮดรา แมงกะพรุน ใน สัตว์ชั้นสูงจะมีการสืบพันธุ์โดยอาศัยเพศ


การเปลี่ยนแปลงของบลาสโทพอร์ (Blastopore) บลาสโทพอร์ที่เกิดในระยะแกสตรูลา (Gastrula) ของตัวอ่อน จะมีการเปลี่ยนแปลง 2 แบบ คือ แบบโพรโทสโทเมีย (Protostomia) คือพวกที่บลาสโทพอร์เจริญไปเป็นปาก และแบบดิวเทอโรสโทเมีย (deuterostomia) คือพวกที่บลาสโทพอร์เจริญไปเป็นทวารหนัก การเจริญในระยะตัวอ่อน ในสัตว์พวกโพรโทสโทเมียมีการเจริญของตัวอ่อน 2 แบบ คือ แบบ ที่มีตัวอ่อน (Larva) ระยะโทรโคฟอร์ (Trochophore) เรียกว่าพวกโลโฟโทรโคซัว (Lophotrochozoa) และกลุ่มที่มีการลอกคราบ (Ecdysis) ระหว่างการเจริญเติบโต เรียกว่า พวกเอกไดโซซัว (Ecdysozoa) นักชีววิทยาเชื่อว่าสัตว์ต่าง ๆ มีวิวัฒนาการมาจากสิ่งมีชีวิตที่มีเซลล์เดียว ปัจจุบัน สามารถแบ่งออกได้ถึง 9 ไฟลัม ดังนี้ 1.ไฟลัมพอริเฟอรา (Porifera) ได้แก่ ฟองน้ำ (Sponges) 2.ไฟลัมซีเลนเทอราตา (Coelenterata) หรือไนดาเรีย (Cnidaria) เช่น ไฮดรา แมงกะพรุน กัลปังหา ปะการัง เป็นต้น 3.ไฟลัมแพลทีเฮลมินทิส (Platyhelminthes) เช่น พลานาเรีย พยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ เป็นต้น 4.ไฟลัมนีมาเทลมินทิส (Nemathelminthes) หรือนีมาโทดา (Nematoda) เช่น หนอนตัวกลม ชนิดต่าง ๆ พยาธิแส้ม้า พยาธิปากขอ พยาธิโรคเท้าช้าง เป็นต้น 5.ไฟลัมแอนเนลิดา (Annelida) เช่น ไส้เดือนดิน ปลิง ทากดูดเลือด แม่เพรียง เป็นต้น 6.ไฟลัมมอลลัสคา (Mollusca) เช่น หมึก หอยฝาเดียว หอยสองฝา ลิ่นทะเล เป็นต้น 7.ไฟลัมอาร์โทรโพดา (Arthropoda) ได้แก่ แมลงชนิดต่าง ๆ กุ้ง ปู แมงมุม แมงดาทะเล หมัด เห็บ เพรียงหิน กิ้งกือ ตะขาบ เป็นต้น 8.ไฟลัมเอไดโนเดอร์มาตา (Echinodermata) เช่น ดาวทะเล เม่นทะเล ปลิงทะเล พลับพลึง ทะเล อีแปะทะเล (เหรียญทะเล) เป็นต้น 9..ไฟลัมคอร์ดาตา (Chordata) ได้แก่ เพรียงหัวหอม และสัตว์มีกระดูกสันหลังชนิดต่าง ๆ


Click to View FlipBook Version